แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:22) { ใครคุมเกม? }

แนวคิด :

– เมื่อพวกมหาปุโรหิตได้ไปเจรจาขอให้ปีลาตแก้ข้อความที่ติดบนไม้กางเขน(ข้อ21) ปรากฏว่าเกิดเรื่องประหลาดเกิดขึ้น คือ ปีลาตไม่ยอมทำตามทำขอของพวกเขา

– ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ปีลาตค่อนข้างไม่อยากขัดใจพวกเขา เพราะไม่อยากมีปัญหากับพวกยิวซึ่งปีลาตปกครองอยู่ ถึงขนาดปีลาตยอมตัดสินว่าให้ประหารชีวิตพระเยซู ทั้งที่ปีลาตเองประกาศว่าพระเยซูไม่มีความผิด

– และในเวลาต่อมา ใน มธ. 27:62-66 หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ พวกมหาปุโรหิตมาขอให้ปีลาตสั่งให้มีการเฝ้าอุโมงค์ไว้อย่างแข็งแรง เอาหินปิด ตีตราประทับ และให้ทหารเฝ้า ปีลาตก็ยังทำตามคำขอเช่นกัน

– ชี้ให้เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ปีลาตกลับไม่ยอมทำตามคำขอของพวกมหาปุโรหิต ในเรื่องเล็กน้อย แค่เปลี่ยนคำบนป้ายนั้น

 – ดูเผินๆ สถานการณ์ตรึงพระเยซู พวกมหาปุโรหิตเป็นผู้คุมเกม แต่จากข้อนี้ปีลาตชี้ให้เห็นว่าเขาต่างหากเป็นผู้คุมเกม

– แต่เมื่อมองให้ลึกซึ้งจริงๆ จะเห็นว่า ทั้งหมดพระเจ้าต่างหากเป็นผู้คุมเกม

– พระเจ้าประสงค์ให้ป้ายที่ติดบนกางเขน เขียนเป็นภาษาต่างๆว่า พระเยซูเป็นกษัตริย์ของพวกยิว

– ต่อให้ปีลาตจะเกรงใจพวกมหาปุโรหิตเพียงใดก็ตาม พระประสงค์ของพระเจ้าก็จะสำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์อยู่ดี

การประยุกต์ใช้ :

– เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น ดูเผินๆอาจเป็นเพราะอิทธิพลของใครบางคน หรือการเล่นไม่ซื่อของใครบางคน

แต่ความจริงแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า เฉพาะสิ่งที่พระเจ้าอนุญาตเท่านั้น มันจึงจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าใครจะมีอิทธิพลมากเพียงใดก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าอย่างไรแผนการของพระเจ้าก็จะสำเร็จเป็นจริงอยู่ดี

โฆษณา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:21) { อย่าเขียนเช่นนั้น }

แนวคิด :

– เมื่อพวกมหาปุโรหิตได้เห็นป้ายซึ่งปีลาตติดไว้ที่กางเขนเป็นภาษาต่างๆว่า พระเยซูกษัตริย์ของพวกยิว(ข้อ20)

– พวกเขาจึงไปบอกกับปีลาต ให้ช่วยแก้ประโยคใหม่เป็น คนนี้บอกว่า เราเป็นกษัตริย์ของยิว

– เหตุที่พวกเขาทำเช่นนั้น คงเป็นเพราะป้ายนั้นเหมือนเป็นการเยาะเย้ยพวกเขา ที่กษัตริย์ของพวกเขา ต้องถูกตรึงอย่างน่าอับอายอย่างนั้น

– ป้ายนั้นเป็นการประกาศให้ทั้งยิวและชนชาติอื่นรับรู้ว่า พระเยซูเป็นกษัตริย์ของพวกเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเขารับไม่ได้

การประยุกต์ใช้ :

– ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า พวกมหาปุโรหิต ละอายที่จะให้คนเรียก พระเยซู ว่าเป็นกษัตริย์ของพวกเขา พวกเขาคิดว่า การเรียกเช่นนั้นเป็นการเยาะเย้ยพวกเขา

– คนที่ละอายที่จะให้คนอื่นเรียก พระเยซูว่ากษัตริย์ของพวกเขา พระองค์จะไม่เป็นกษัตริย์ของพวกเขา

– คนที่ภูมิใจและบอกให้โลกนี้รู้ว่าพระเยซูเป็นกษัตริย์ของเขา พระเยซูจะทรงเป็นกษัตริย์ของผู้นั้น

วันนี้ เราละอายที่จะบอกให้คนอื่นรู้หรือไม่ว่า พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของเรา?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:20) { กษัตริย์ของบรรดาประชาชาติ }

แนวคิด :

– ป้ายที่บอกว่า พระเยซูเป็นกษัตริย์ของพวกยิว ที่ปิลาตให้ติดบนกางเขนนั้น(ข้อ19) เขียนเป็นภาษาฮีบรูซึ่งเป็นภาษาสำหรับยิว และภาษาละตินซึ่งเป็นภาษาราชการในช่วงเวลานั้น และภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาพูดและเขียนของคนทั่วในสมัยนั้น

– เนื่องจากที่ที่ตรึงพระเยซูนั้น ใกล้กับกรุงเยรูซาเล็ม ผู้คนที่ผ่านไปมา จึงเห็นป้ายนี้และอ่านเข้าใจได้

– เป็นภาพเล็งถึง การที่พระเยซูจะทรงเป็นกษัตริย์ของบรรดาประชาชาติ

– เนื่องจากยิวปฏิเสธความเป็นกษัตริย์ผู้ช่วยให้รอดของพระองค์ ความเป็นกษัตริย์ผู้มาช่วยให้รอดของพระองค์นี้ จึงแพร่ไปยังบรรดาประชาชาติที่ยินดีต้อนรับพระองค์

– รม. 11:11 “… พวก​อิสราเอล​สะดุด​จน​หก​ล้ม​ทีเดียว​หรือ หา​มิได้ แต่​การ​ที่​เขา​ละเมิด​นั้น เป็น​เหตุ​ให้​ความ​รอด​แผ่​มาถึง​พวก​ต่างชาติ …”

– รม. 11:22 “เหตุ​ฉะนั้น​จง​พิจารณา​ดู​ทั้ง​พระ​เมตตา​และ​ความ​เข้มงวด​ของ​พระ​เจ้า คือ​พระ​องค์​ทรง​เข้มงวด​กับ​คน​เหล่า​นั้น ที่​หลง​ผิด​ไป​แต่​พระ​องค์​ทรง​พระ​เมตตา​ท่าน ถ้า​ว่า​ท่าน​จะ​ดำรง​อยู่​ใน​พระ​เมตตา​นั้น​ต่อไป มิฉะนั้น​ก็​จะ​ทรง​ตัด​ท่าน​ออก​เสีย​ด้วย​”

– รม. 11:20 “ถูก​แล้ว เขา​ถูก​หัก​ออก ​ก็​เพราะ​เขา​ไม่​เชื่อ แต่​ที่​ท่าน​อยู่​ได้​ก็​เพราะ​ความ​เชื่อ​เท่านั้น อย่า​เย่อหยิ่ง​ไป​เลย​แต่​จง​เกรง​กลัว​”

การประยุกต์ใช้ :

– เหตุนี้คนยิวจำนวนมาก ไม่ได้รับผลแห่งความรอด ที่พระเยซูทำมาให้พวกเขาก็เพราะพวกเขาไม่เชื่อ ความรอดจึงแผ่มาถึงเรา และเราได้รับก็ด้วยความเชื่อ

ดังนั้นสมควรอย่างยิ่งที่เราจะยึดมั่นความเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ไว้ ตลอดวันคืนชีวิตของเรา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่ายอมปล่อยมือจากความเชื่อวางใจในพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:19) { กษัตริย์ของพวกยิว }

แนวคิด :

– เมื่อพวกทหารตรึงพระเยซูบนไม้กางเขนแล้ว (ข้อ18) ปีลาตก็ให้เขียนป้ายว่ากษัตริย์ของพวกยิว แล้วเอาไปติดไว้บนกางเขนเหนือพระเศียรของพระองค์ไว้(มธ. 27:37)

– ป้ายนี้ติดไว้ เพื่อให้คนผ่านไปผ่านมา เห็นว่า ข้อหาที่พระเยซูถูกประหาร ก็เพราะ พระองค์เป็นกษัตริย์ของพวกยิว พวกยิวจึงจับพระเยซูมาให้ปีลาตประหาร

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซู พระผู้ช่วยให้รอด มาบังเกิดในชนชาติยิว เป็นกษัตริย์ของยิว แต่พวกยิวปฏิเสธความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ จึงจับพระองค์ไปตรึงที่กางเขน

– ที่กางเขนนั้น จึงเป็นการประกาศการปฏิเสธของพวกยิวที่ไม่ยอมให้พระองค์เป็นกษัตริย์

– ในขณะเดียวกัน คนต่างชาติอย่างเราทั้งหลาย ผู้ได้รับรู้ต้อนรับพระองค์เป็นกษัตริย์ในชีวิตของเรา ที่กางเขนนั้น เป็นการประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของเรา ผู้ยอมตายเพื่อเรา

– วันนี้ เมื่อเรามองดูที่กางเขน เราจะตอบสนองอย่างไร? ให้ตนเองเป็นเจ้านายของตนเหมือนพวกยิว หรือ ให้พระเยซูเป็นกษัตริย์เป็นเจ้านายของเราอย่างแท้จริง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:18) { ตรึงกางเขน }

แนวคิด :

– เมื่อพวกทหารพระเยซูมาถึงกลโกธา(ข้อ17) พวกเขาก็ตรึงพระเยซูบนไม้กางเขน ที่นั่น

– และตรึงโจร(มธ. 27:38) 2 คน​ตรึง​ไว้​พร้อม​กับ​พระ​องค์ ข้าง​ขวา​คน​หนึ่ง​ข้าง​ซ้าย​คน​หนึ่ง เป็นไปได้ว่า ทั้งสองน่าจะเป็นแก๊งเดียวกับ บารับบัส(ยน. 18:40) เพราะปีลาตปล่อยตัวเขา แล้วเอาพระเยซูมาตรึงแทน แซงคิวนักโทษรอประหารอีกหลายคน

– เป็นจริงดังคำพยากรณ์ ใน อสย. 53:12 ที่กล่าวถึงพระมาซีฮา ว่า “…​ถูก​นับ​เข้า​กับ​พวก​คน​ทร​ยศ…”

– ก่อนที่จะตรึงพระเยซูนั้น ใน มก. 15:23 อธิบายเพิ่มเติมว่า “แล้ว​พวก​เขา​เอา​เหล้า​องุ่น​ผสม​กับ​มด​ยอบ​ให้​พระ​องค์​เสวย แต่​พระ​องค์​ไม่​ทรง​รับ”

– เพราะเหตุว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับนักโทษผู้ที่จะถูกตรึงนี้หฤโหดสุดจะทน จนกระทั่งทหารโรมผู้เหี้ยมโหดยังต้องเมตตา โดยพวกเขาจะเอาเหล้าองุ่นผสมมดยอบ มาให้นักโทษดื่ม แล้วนักโทษก็จะมึนเมา ความเจ็บปวดสุดแสนสาหัสที่กำลังจะพบนั้นจะได้ไม่สุดแสนสาหัสเกินไป

– แต่พระเยซูไม่รับสิ่งนี้ พระเยซูเต็มใจจ่ายราคาเต็มขนาด ไม่ต้องลดราคาแม้แต่นิดเดียวพระองค์เต็มใจรับโทษอย่างสาสมกับความบาปชั่วของผม….ขอบคุณพระเยซู

– ใน มก. 15:25 อธิบายเพิ่มเติมถึงเวลาที่พวกเขาตรึงพระเยซูว่า เป็นเวลาประมาณ 9:00 น. พระเยซูถูกตรึงตั้งแต่ 9:00-15:00 น. ครอบคลุมช่วงเวลาถวายเครื่องบูชา ทั้ง 3 รอบ 9:00 น. , 12:00 น. และ 15:00 น. พระเยซูถวายเครื่องบูชาชำระบาปของผม ครบเต็มจำนวน

– การตรึงกางเขนนั้น เป็นการประหารชีวิตที่สุดเหี้ยมโหด จนมีกฏที่ใช้กันในสมัยนั้นว่า ให้ใช้กับนักโทษการเมือง หรือนักโทษชั่วช้าเลวทรามทำผิดข้อหาอุกฉกรรจ์เท่านั้น และเนื่องจากมันโหดเหี้ยมมาก โรมจึงมีกฏว่า ห้ามใช้ประหารคนโรมด้วยวิธีนี้เด็ดขาด (คนตั้งกฏคนคงสะพรึงกลัวเสียเอง จึงตั้งกฏนี้กันไว้ก่อน)

– ความเหี้ยมโหดของการตรึงกางเขนนั้น ความเจ็บปวดอย่างยิ่ง ไม่ได้อยู่ที่การเอาตะปูตัวมหึมาตอกผ่านข้อมือ ข้อเท้า ให้ไปยึดติดท่อนไม้ นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความสุดแสนทรมานอย่างที่สุด

– ความเจ็บปวดแสนสาหัสเกิดขึ้นเมื่อนักโทษถูกแขวนขึ้น แล้วข้อมือทั้งสองที่ถูกยึดด้วยตะปูนั้น ก็ถูกดึงลงด้วยน้ำหนักตัวทั้งหมดของนักโทษ สร้างความเจ็บปวดอย่างที่สุด

– แต่นั่นยังเป็นแค่บางส่วนของความทรมานที่สุดหฤโหด

– เมื่อนักโทษถูกแขวนอยู่นั้น จะไม่สามารถหายใจได้เพราะปอดถูกรั้งเอาไว้ หากจะหายใจต้องใช้ข้อมือที่ยึดด้วยตะปูนั้น ดึงตัวเองให้อกยืดขึ้นมา มาถึงตอนนี้ความปวดร้าวสุดจะทนก็เริ่มขึ้น ข้อมือจะเจ็บปวดเกินบรรยาย

– แต่ไม่เพียงแค่นั้นมือ ตัวถูกยกขึ้นนั้น ตะปูตัวที่3 เพชรฆาตสุดอำมหิตก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ของมัน ด้วยการดึงรั้งข้อเท้าเอาไว้ไม่ให้ตัวถูกยกขึ้น

– มาถึงตอนนี้ นักโทษจะรู้สึกร่างกายเหมือนถูกฉีกกระชากเป็นเสี่ยงๆ

– แล้วเมื่อหายใจแล้ว นักโทษจะทิ้งตัวลงแล้วข้อมือก็ถูกกระชากอีกครั้ง

– มาถึงตอนนี้ ก็ครบ 1 รอบ ของการหายใจ และการทรมานอย่างสุดเหี้ยมโหดครั้งต่อไปก็กำลังรออยู่ สำหรับการหายใจของนักโทษในรอบต่อไป

– พระเยซูที่รักของฉัน อยู่บนไม้กางเขนเพื่อฉัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง บ่าย 3 โมงเย็น

การประยุกต์ใช้ :

ขอบคุณพระเยซู ขอบคุณพระเยซูที่รัก ขอบคุณพระเยซูอย่างที่สุด

เพลงไม้กางเขนโบราณ : https://youtu.be/BRWq6w42oqY

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:17) { กลโกธา }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตตัดสินประหารชีวิตพระเยซูด้วยการตรึงกางเขนแล้ว (ข้อ16) พวกทหารก็ให้พระเยซูแบกกางเขนของพระองค์ไปยังแดนประหาร

– การประหารชีวิตโดย​การ​ตรึง​กางเขนนั้น ​นักโทษ​​​จะต้อง​แบก​กางเขน​ซึ่ง​หนัก​ประมาณ ​20 ​กก. ​ไป​ยัง​สถานที่​ที่​จะ​ถูก​ตรึง (ไม้นี้ เป็น​ไม้​แนว​ขวาง​ที่​ใช้​ตรึง​ฝ่า​มือ​ทั้ง​สอง​ข้าง ​ส่วน​ไม้​แนวตั้ง​ที่​ใช้​ปัก​กับ​ดิน​นั้น​ทหารจะนำไป​ไว้​ตรง​แดน​ประหาร​ก่อน​แล้ว​) ​

– ตอนแรกพระเยซู​ทรง​แบก​กางเขน​ด้วย​พระองค์​เอง (ยน. ​19:17​) ​แต่​เมื่อเดินไปได้สักระยะหนึ่ง พระองค์​ทรง​​แบก​ต่อไป​ไปไม่ไหวแล้ว  ไม่ว่าทหารโรมจะเฆี่ยนตียังไงก็ดูเหมือนไม่สามารถทำให้พระเยซูแบกต่อไปได้ เนื่องจากพระเยซูอดนอนมาตลอดคืน แล้วถูกทรมานอย่างสาหัสด้วยการเฆี่ยน และบาดแผลคงเริ่มอักเสบแล้ว พิษไข้เริ่มส่งผลออกมาแล้ว

– ​พวก​ทหาร​โรมัน​จึง​เกณฑ์​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ซีโมน​ชาว​ไซ​รีน ให้​แบก​กาง​เขน​ของ​พระ​องค์​ต่อ​จนถึง​จุดหมาย (มก. 15:21)

– ​เชื่อ​กัน​ว่า​ต่อมาภายหลัง​ซี​โมน​ผู้​นี้​ ได้​กลับ​ใจ​เชื่อ​พระเยซู สังเกตจาก​ชื่อ​ของ​เขา​ปรากฏ​ใน​พระธรรมมัทธิว​และ​มาระโก เนื่องจากเป็นพี่น้องคริสเตียนผู้เขียนพระธรรมทั้งสองจึงอ้างถึงชื่อของเขา

– ใน ลก. 23:28-31 บรรยายเพิ่มเติมว่า ระหว่างไปยังกลโกธานั้น พระเยซูพยากรณ์ได้ถึงกรุงเยรูซาเล็มว่า จะถูกทำลายโดยโรม ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจริงๆ ใน ค.ศ.70 หรือ ประมาณ 37 ปีหลังจากวันที่พระเยซูตรัสนั้น

– กล​โกธา ​เป็น​เนิน​เขา​ที่​มี​ลักษณะ​คล้าย​กับ​หัว​กระโหลก ​เหตุที่เรียกว่า กระโหลกศรีษะ​อาจ​เพราะ​เป็น​สถานที่​สำหรับ​ประหาร​ชีวิต และเต็มไปด้วยกระโหลกศรีษะของนักโทษ

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ไม่มีแรงแม้กระทั่งแบกกางเขนของตน ก็เพราะพระองค์ทรงรักเรา

– ที่กลโกธา เป็นสถานที่น่าสยดสยองและน่ารังเกียจ แต่ที่นั่นกลับที่ที่พระเยซูทรงสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกัลปจักรวาลแก่เรา

เพลงกลโกธา :  https://youtu.be/eIQhKLnYFYI

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:16) { ถูกนำไปฆ่า }

แนวคิด :

– หลังจากได้ยินคำขู่ของพวกมหาปุโรหิต ว่า ถ้าไม่ฆ่าพระเยซู จะถือว่าเป็นศัตรูกับซีซาร์ท่ี่พวกเขารักเคารพ

– ปีลาตจึงตัดสินใจ ตัดสินสั่งประหารชีวิตพระเยซู ผู้ไม่มีความผิด ด้วยข้อหา โทษฐานทำให้พวกมหาปุโรหิตอิจฉา และทำให้ตำแหน่งของเขาอาจสั่นคลอนได้

– ปีลาตจึงให้ทหารนำพระเยซูไปตรึงให้ตายที่กางเขน ตามความประสงค์ของพวกยิว

– เรื่องชุดที่พระเยซูสวมใส่นั้น หลังจากถูกเฆี่ยนแล้วพระเยซูถูกนำกลับมาพบปีลาต ใน ยน. 19:5 “… ทรง​สวม​มง​กุฎ​ทำ​ด้วย​หนาม​และ​ทรง​สวม​เสื้อ​สี​ม่วง…”

– ใน มก. 15:20 และ มธ. 27:31 อธิบายเพิ่มเติมว่า “… พวก​เขา​ก็​ถอด​เสื้อ​สี​ม่วง​นั้น​ออก แล้ว​เอา​เสื้อ​ผ้า​ของ​พระ​องค์​มา​สวม​ให้ และ​นำ​พระ​องค์​ออก​ไป​เพื่อ​ตรึง​ที่​กาง​เขน”

– นั่นคือ ก่อนที่จะเอาไปตรึงที่กางเขน เขาถอดเสื้อสีม่วงออกก่อน เพราะเสียดายของ แม้จะเป็นผ้าเก่าๆก็ตาม แต่ก็น่าเสียดาย เจ้านักโทษคนนี้ไม่ควรที่จะใส่มัน

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูถูกนำไปฆ่า ดูเผินๆเป็นไปตามความประสงค์ของพวกยิว แต่ความจริงแล้วเป็นไปตามแผนการที่กำหนดไว้ก่อนแล้วล่วงหน้าของพระบิดา ที่จะให้พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทุกคน

– การตัดสินประหารพระเยซู ดูเหมือนเป็นการกำหนดของปีลาตและพวกมหาปุโรหิต แต่ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ภายใต้การกำหนดของพระเจ้า

– ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า ในแผนการนิรันดร์ของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:15) { ขนาดนั้นเลย }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาต นำพระเยซูผู้ถูกเฆี่ยนจนเละไปทั้งตัว ออกมา พร้อมกับสวมมงกุฏหนามบนศรีษะ แล้วบอกพวกยิวว่า นี่ไงคือกษัตริย์ของพวกเขา(ข้อ14)

– พวกยิวจึงร้องตะโกนว่า ให้เอาพระเยซูไปฆ่าเสีย ด้วยการตรึงให้ตายอย่างทรมานบนไม้กางเขน

– ปีลาตจึงบอกพวกเขาว่า แต่พระเยซูเป็นกษัตริย์ของพวกเขาไม่ใช่หรือ จะให้ตายอย่างทรมานด้วยการตรึงกางเขนเชียวหรือ

– พวกมหาปุโรหิต ซึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน และเป็นผู้นำในฝ่ายวิญญาณของชาวยิว กลับตอบข้อแย้งของปีลาต โดยกล่าวว่า “เรา​ไม่​มี​กษัตริย์​อื่น​นอก​จาก​ซีซาร์”

– ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่โรม เข้ายึดครองปาเลสไตน์ พวกยิวก็เกลียดโรมเข้ากระดูกดำ และมีการก่อกบฏต่อต้านโรมหลายต่อหลายครั้ง

– วันนี้ เพื่อจะฆ่าพระเยซู พวกมหาปุโรหิตกลับกล่าวว่า กษัตริย์เดียวของพวกเขาก็คือ ซีซาร์ ผู้ที่พวกเขาเกลียดชังมาโดยตลอด

การประยุกต์ใช้ :

– เหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงใน 1ซมอ. เมื่อคนอิสราเอลปฏิเสธพระเจ้า ไม่ต้องการให้พระเจ้าเป็นกษัตริย์ของเขา แต่ขอตั้งกษัตริย์ขึ้นมาปกครองพวกเขาแทนพระเจ้า

– บัดนี้พวกมหาปุโรหิต ได้ปฏิเสธพระเยซูกษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์ แล้วกล่าวว่า พวกเขามีกษัตริย์แค่องค์เดียว คือซีซาร์ จักรพรรดิแห่งโรม

– เพราะเหตุการทำตามใจปรารถนาชั่วของตน พวกเขาจึงปฏิเสธพระเจ้า ไม่ให้พระองค์เป็นกษัตริย์ของเขา แล้วรับเอาศัตรูมาเป็นกษัตริย์ของเขาแทน

– เหมือนชีวิตของคริสเตียนหลายคน เพราะเขาอยากทำตามใจปรารถนาของตนเอง เขาจึงปฏิเสธไม่ให้พระเยซูเป็นพระเจ้าของเขา  แต่หันไปยกย่องเทิดทูนเงินทอง หรือสิ่งของ หรือระบอบแห่งโลกนี้ เป็นเจ้านายของเขาแทน แล้วทำทุกอย่างเพื่อปรนนิบัติเจ้านายนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:14) { กษัตริย์ของฉัน }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาต​พา​พระ​เยซู​ออก​มา แล้ว​นั่ง​บัล​ลังก์​พิ​พาก​ษา(ข้อ13) เขาจึงพูด​กับ​พวก​ยิวอย่างถากถาง​ว่า “นี่​คือ​กษัตริย์​ของ​พวก​ท่าน”

– คำพูดวลีนี้ ปีลาตจงใจพูดถากถาง พวกยิว ไม่ใช่พระเยซู

– คือ บอกว่า นี่ไง ดูสารรูปคนนี้สิ ที่พวกท่านหาว่า ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ สารรูปอย่างนี้เนี่ยนะ

– พวกยิวคิดฆ่าพระเยซู เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของพวกเขา แต่พวกเขาไม่ต้องการให้พระองค์เป็นกษัตริย์ของพวกเขา

– ในข้อนี้ มีวลียากอันหนึ่ง คือ “เวลา​ประ​มาณ​เที่ยง”(ฉบับ2011)

– เพราะใน มก. 15:25 กล่าวว่า “ขณะ​ที่​พวก​เขา​ตรึง​พระ​องค์​นั้น​เป็น​เวลา​สาม​โมง​เช้า”(ฉบับ2011)

– แล้วจะตัดสินตอนเวลาเที่ยง เป็นไปได้อย่างไร มันดูเหมือนขัดแย้งกัน

– การนับเวลาของยิว จะแบ่งออกเป็น กลางวัน และ กลางคืน กลางวันเริ่ม 6:00 น. ดังนั้น 6:00-7:00 น. จะเรียกว่า ชั่วโมงที่1 ส่วนกลางคืน เริ่มตอน 18:00 น.

– ในพระคัมภีร์ภาษากรีก , ฉบับ King James , ฉบับNASB และอีกหลายฉบับ ใน ยน. 19:14 ใช้คำว่า “เวลาชั่วโมงที่ 6” (sixth hour) และ ใน มก. 15:25 ใช้คำว่า “ชั่วโมงที่ 3” (third hour)

– ในหนังสือ Word Pictures in the New Testament ของ Robertson, Archibald Thomas อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า ใน มก. 15:25 นั้น น่าจะเป็นการนับเวลาแบบยิว คือนับตั้งแต่ 6:00 น. ดังนั้น ชั่วโมงที่ 3 จึงน่าจะหมายถึง 9:00 น. ส่วนใน ยน. 19:14 ยอห์นเขียนให้ผู้อ่านที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกรีก และชาวโรม และคนต่างชาติ ยอห์นน่าจะใช้การนับเวลาแบบสากล คือ 1:00 น. เป็น ชั่วโมงที่ 1 ดังนั้น ชั่วโมงที่ 6 ในที่นี้น่าจะหมายถึง ช่วง 6;00 -7:00 น. หรือหลังจากนั้นเล็กน้อยเนื่องจาก ยอห์นใช้คำว่า “เวลาประมาณ”

– อย่างไรก็ดี เรื่องเวลานี้ หากท่านใดสนใจ คงต้องเจาะลึกและศีกษาเพิ่มเติมเองต่อไปครับ

การประยุกต์ใช้ :

– ปีลาต ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเยซู คือ พระองค์ประกาศตัวเป็นกษัตริย์ แต่แม้แต่ชนชาติของพระองค์เอง ยังไม่ยอมรับพระองค์เลย แล้วพระองค์จะเป็นกษัตริย์ได้อย่างไร

– ความเป็นกษัตริย์ของพระเยซู เป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ ไม่อาจสังเกตเห็นได้ด้วยสายตาแห่งโลกนี้ ใครก็ตามที่ต้อนรับพระเยซูให้เป็นกษัตริย์ของเขา พระเยซูจะทรงเป็นกษัตริย์ของเขา แต่ส่วนคนที่ไม่ยอมรับให้พระองค์เป็นกษัตริย์ แม้เขาจะเป็นชนชาติที่เรียกว่า ชนชาติของพระเจ้าก็ตาม พระเยซูก็ไม่ใช่กษัตริย์ของพวกเขาอยู่ดี

– แม้บางคนเรียกตนเองว่า เป็นคริสเตียน แต่ไม่ได้ยอมให้พระเยซูเป็นกษัตริย์ เป็นเจ้านายในชีวิตของเขาจริงๆ เขาเป็นเจ้านายของตัวเอง คนนั้นพระเยซูก็ไม่เป็นกษัตริย์ของเขา

วันนี้ เราต้อนรับพระเยซูเป็นกษัตริย์ของเราจริงๆหรือยัง โดยยกสิทธิในชีวิตของเราทั้งหมดให้พระองค์เป็นผู้กำหนดและตัดสิน?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:13) { ถูกพิพากษา }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตได้ยินพวกยิวพูดว่า หากปีลาตไม่จัดการพระเยซู พวกเขาก็จะกล่าวหาปีลาต ว่ากำลังทำตัวเป็นศัตรูกับซีซาร์(ข้อ12)

– เมื่อเห็นว่าไม่ได้การ เขาเองอาจเดือดร้อยเพราะพระเยซูก็ได้ ดังนั้นปีลาตจึงตัดสินใจ นำพระเยซูเข้าสู่บัลลังก์พิพากษา

– ซึ่งช่างไม่ยุติธรรม เขาได้ลงโทษพระเยซูด้วยการให้ทหารทรมานและซ้อมพระเยซูแล้ว ซึ่งไม่ใช่การซ้อมผู้ต้องหาด้วยซ้ำไป แต่เป็นการลงโทษนักโทษ

– นั่นคือ พระเยซูถูกลงโทษด้วยการทรมาน ก่อนมีการพิพากษาเสียด้วยซ้ำ

– และการพิพากษาครั้งนี้ ไม่ได้มีเพื่อจะหาข้อตัดสินว่า พระเยซูเป็นผู้มีความผิดจริงหรือไม่ เพราะปีลาตก็รู้ชัดเจนแล้วว่าพระเยซูไม่มีความผิด แต่มีเพื่อจะตัดสินลงโทษพระเยซู ผู้ปราศจากความผิด

– ลานปูศิลา เป็นบริเวณด้านหน้าวังของปีลาต มักใช้เพื่อตัดสินคดีของชาวยิว เพราะชาวยิวจะไม่ยอมเข้าไปในบ้านพักของคนต่างชาติ

การประยุกต์ใช้ :

วันนั้นพระเยซู พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงยุติธรรม พระผู้พิพากษาทั้งบรรดาเหล่าทูตสวรรค์และมนุษย์ทุกคนในโลก พระองค์ทรงยอมให้เจ้าเมืองของเมืองเล็กๆ คนหนึ่ง พิพากาษาพระองค์อย่างไม่เป็นธรรม เพื่อให้เราทั้งหลายรอดพ้นการพิพากษา ด้วยความเป็นธรรม อย่างชอบธรรม

– ขอบคุณพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:12) {มืดบอดสนิท }

แนวคิด :

– หลังจากที่ปีลาตได้คุยกับพระเยซู ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นๆทุกที ว่าพระเยซูไม่มีความผิดจริงๆ และเขาทั้งสงสัยและทั้งกังวลเมื่อทราบว่าพระเยซูประกาศตัวว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า(ข้อ8)

– เขาจึงพยายามหาโอกาสที่จะปล่อยพระเยซู แบบที่จะไม่เกิดปัญหากับเขา

– ความจริงแล้วเขามีสิทธิปล่อยพระเยซูเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เขากลัวว่าพวกยิวจะสร้างปัญหาก่อความวุ่นวายในเมือง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เขาในฐานะเจ้าเมืองที่โรมส่งมาปกครองเมืองนี้ อาจจะตกที่นั่งลำบากได้

– ดูเหมือนพวกยิวจะรู้จุดอ่อนของปีลาต คือ กลัวสูญเสียอำนาจ หากทำให้โรมไม่พอใจ

– พวกยิวจึงร้องตะโกนว่า ปล่อยไม่ได้ ห้ามปล่อย ถ้าปีลาตขืนปล่อยพระเยซู จะถือว่าเป็นการทรยศซีซาร์จักรพรรดิแห่งโรม

– ความจริงแล้วพวกยิวเกลียดโรมมาก แต่บัดนี้พวกเขากล่าวราวกับ เป็นประชาชนผู้แสนภักดีต่อซีซาร์จักรพรรดิแห่งโรม โดยกล่าวว่า ทุก​คน​ที่​ตั้ง​ตัว​เป็น​กษัตริย์​ก็​ต่อ​ต้าน​ซีซาร์

– เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ แม้พวกเขาเกลียดโรมอย่างมากก็ตาม แต่เกลียดพระเยซูมากยิ่งกว่า จนกระทั่งเพื่อจะให้พระเยซูถูกฆ่าตาย พวกเขายอมแสดงความจงรักภักดีต่อโรมเป็นการชั่วคราวก็ยังได้

– พวกเขาเกลียดพระเยซูมากกว่าเกลียดโรม เพราะโรมก็แค่เขามายึดครองบ้านเมืองของเขา กดขี่ข่มเหงเขา รีดนาทาเร้นภาษีจากพวกเขา เอารัดเอาเปรียบพวกเขา และฆ่าพวกเขาบางคน แต่พระเยซูนั้น ดันไปรักษาคนเจ็บป่วยให้หายมากมาย ดันทำให้คนตาบอดแต่กำเนิดมองเห็น และหนำซ้ำดันไปทำให้คนที่ตายไป4 วันแล้วเป็นขึ้นมาจากความตายอีก จนประชาชนหันไปนิยมชมชอบพระเยซูมากมาย ด้วยเหตุนี้สำหรับพวกเขา พระเยซูสมควรถูกเกลียดมากกว่าโรม

การประยุกต์ใช้ :

– เพราะความริษยาของพวกยิว ทำให้ตาของเขามืดบอด เห็นถูกเป็นผิด เห็นพระเยซูผู้ไม่มีความผิดว่าสมควรตาย และ เห็นผิดเป็นถูก เห็นโรมผู้ข่มเหงพวกเขานั้น สมควรยกย่องเทิดทูนภักดี

– หากเราปล่อยให้บาปแห่งการทำตามใจปรารถนาของตนเองเข้าครอบงำ และให้มันอยู่ในจิตใจของเรานานพอ มันจะทำให้ตาฝ่ายวิญญาณของเรามืดบอดไป มองไม่เห็นความจริงแห่งพระคำของพระเจ้า จนเห็นว่าวิถีแห่งพระคำของพระเจ้านั้นล้าสมัย โง่เขลา ไม่ได้เรื่อง  และมองว่าวิถีแห่งโลกนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง น่าปรารถนา ซึ่งถ้าใครไปถึงที่จุดนั้น เขากำลังยืนอยู่ในจุดที่อันตรายอย่างที่สุด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:11) { บาปที่หนักที่สุด }

แนวคิด :

– ปีลาตคิดว่า สิทธิอำนาจที่จะฆ่าหรือจะปล่อยพระเยซู อยู่ในมือของเขา เพราะเขามีตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง(ข้อ10)

– พระเยซูจึงบอกให้เขารู้ว่า ความจริงแล้วสิทธิอำนาจที่จะฆ่าพระเยซูที่เขามีนั้น ก็เพราะพระบิดาประทานสิทธินั้นให้แก่เขา เนื่องจากความจริงแล้วต่อให้กองทัพของประชาชาติทั้งโลกรวมกันก็ยังเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์

– อสย. 40:15 “นี่แน่ะ บรร​ดา​ประ​ชา​ชาติ​ก็​เหมือน​น้ำ​หยด​หนึ่ง​จาก​ถัง และ​ถือ​ว่า​เป็น​เหมือน​ฝุ่น​บน​ตา​ชู ดู​สิ พระ​องค์​ทรง​หยิบ​เกาะ​ทั้ง​หลาย​ขึ้น​มา​เหมือน​ผง​คลี”

– ด้วยเหตุนี้ คิดหรือว่า สิทธิอำนาจกระจ้อยร่อยที่ปีลาตมีนั้น จะสามารถฆ่าพระเยซูได้

– พระเยซูบอกปีลาตว่า บาปของเขา น้อยกว่า บาปของพวกมหาปุโรหิตที่จับพระเยซูมามอบให้ปีลาต

– บาปของปีลาต คือ การให้ทหารลงโทษและทรมานพระเยซูทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพระเยซูไม่มีความผิด และเขากำลังจะทำบาปยิ่งขึ้นกว่านั้นอีกคือการสั่งประหารชีวิตพระเยซู ผู้ไร้ความผิด

– แต่บาปของพวกยิว พวกมหาปุโรหิต หนักยิ่งกว่าของปีลาต เพราะบาปของพวกเขา คือ ทั้งที่รู้ ทั้งที่เห็น และมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮา แต่พวกเขาก็ยังปฏิเสธพระเยซูและพยายามจะฆ่าพระเยซูโดยใช้ปีลาตเป็นเครื่องมือ

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้สิ่งที่เรามี สิทธิต่างๆที่เป็นของเราในวันนี้ ล้วนแต่เป็นการประทานจากพระเจ้า เพื่อเราจะใช้สิทธิที่มีนั้นกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่ใช่ตามใจปรารถนาของตนเอง

– บาปที่หนักที่สุด ที่ทำให้มนุษย์คนนั้นไม่สามารถรอดพ้นการลงโทษได้ คือ บาปแห่งการปฏิเสธพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเขา

– ฮบ. 12:25 “จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ปฏิ​เสธ​พระ​องค์​ผู้​ตรัส​อยู่​นั้น เพราะ​ถ้า​เขา​เหล่า​นั้น​ไม่​พ้น​โทษ​เพราะ​ปฏิ​เสธ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เตือน​พวกเขา​บน​โลก พวก​เรา​ผู้​เมิน​หน้า​จาก​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เตือน​จาก​สวรรค์ ก็​จะ​ไม่​พ้น​โทษ​มาก​กว่า​นั้น​อีก”

– เขาจะรอดได้อย่างไร ในเมื่อเขาปฏิเสธ ไม่ยอมให้พระเยซู ผู้เป็นทางรอดเดียวของเขา ช่วยเขาให้รอด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:10) { คิดว่ามีสิทธิ }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูไม่ตอบคำถามของปีลาต เขาจึงโน้มน้าวให้พระเยซูตอบคำถามของเขา โดยหยิบยื่นความกลัวและความหวังให้แก่พระเยซู

– เขาภาคภูมิใจและอวดอ้างในตำแหน่งของเขา เขาคิดว่ามีสิทธิอำนาจในการควบคุมเรื่องราวทั้งหมด

– เขาถามพระเยซูว่า พระองค์ไม่รู้หรือว่า เขามีสิทธิอำนาจนี้

การประยุกต์ใช้ :

– ปีลาตคิดว่าเขามีสิทธิอำนาจ แต่เขาไม่รู้ว่า ความจริงแล้วเขาไม่มี

– เขาคิดว่า พระเยซูไม่รู้ แต่ความจริงแล้ว เขาต่างหากที่ไม่รู้ ว่าพระเยซูต่างหากที่มีสิทธิอำนาจเหนือเหตุการณ์นี้ พระเยซูมีสิทธิที่จะสละชีวิตของพระองค์เอง ไม่มีใครสามารถมาบังคับหรือกำหนดได้

– ปีลาตเข้าใจผิดในสิทธิอำนาจของเขา บ่อยครั้ง เราก็เหมือนกับปีลาต ที่เข้าใจผิดสิทธิของเรา เราคิดว่าเรามีสิทธิทำนี่หรือทำนั่น แต่ความจริงแล้วเราผู้เป็นของพระคริสต์แล้ว เราไม่มีสิทธิในตัวเองอีกต่อไป สิทธิทุกอย่างในชีวิตของเราเป็นของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงประทานชีวิตของพระองค์ทั้งสิ้นเพื่อเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:9) { พระเยซูไม่ตอบ }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตได้ยินจากพวกยิวว่า พระเยซูประกาศว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ปีลาตจึงพาพระเยซูเข้ามาในกอง​บัญ​ชา​การ​ปรี​โท​เรียม​อีกเพื่อพวกยิวจะได้ไม่ตามเข้าไป​

– ด้วยความสงสัยปีลาต​ถาม​พระ​เยซู​ว่า พระองค์​มา​จาก​ไหน?

– คำถามนี้ ไม่ได้ถามถึง ชนชาติของพระองต์ เพราะปีลาตรู้อยู่แล้วว่า พระเยซูเป็นชนชาติยิว

– ไม่ได้ถามถึง เมืองที่พระองค์มา เพราะปีลาตรู้แล้วว่าพระเยซูเป็นชาวกาลิลี (ลก. 23:6)

– แต่เป็นการถามถึงที่มาของพระองค์ ว่าเป็นเชื้อสายของใครกันแน่ แล้วมาจากสวรรค์จริงๆหรือเปล่า หรือมาจากเทพเจ้าองค์ไหน

– พระ​เยซู​ไม่​ตรัส​ตอบ​อะไรเขาเลย

– เหตุที่ไม่ตอบน่าจะเป็นเพราะ พระองค์ได้บอกสิ่งที่ควรบอกแก่ปีลาตไปแล้ว (ยน. 18:34-37) และอาจเป็นไปได้ว่า หากพูดอะไรไปในตอนนี้ อาจทำให้ปีลาตลังเลในการตัดสิน โดยอาจจะเลื่อนการตัดสินออกไปก่อนก็เป็นได้

– ขณะนั้น เป็นช่วงเวลาหลังจากที่พระเยซูไม่ได้หลับ เพราะถูกสอบสวนตลอดคืน และเพิ่งถูกรุมทรมานโดยกองทหารของปีลาต มาถึงตอนนี้บาดแผลตามหลัง ตามตัวและบนศรีษะ คงเริ่มอักเสบแล้ว ตอนนี้พระเยซูคงกำลังมีไข้สูง และอ่อนเพลียอย่างยิ่ง จึงไม่ประสงค์จะตอบอะไรแล้ว พร้อมแล้วสำหรับการเดินไปสู่แดนประหาร

– อสย. 53:7 “ท่าน​ถูก​บีบ​บัง​คับ​และ​ถูก​ข่ม​ใจ ถึง​กระ​นั้น​ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก เหมือน​ลูก​แกะ​ที่​ถูก​นำ​ไป​ฆ่า และ​เหมือน​แกะ​ที่​เป็น​ใบ้​ต่อ​หน้า​ผู้​ตัด​ขน​ของ​มัน​เช่นใด ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก​ของ​ท่าน​เลย​เช่น​นั้น”

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อปีลาตพยายามหาคำตอบว่า พระเยซูมาจากไหน มาจากสวรรค์จริงๆหรือเปล่า พระเยซูกลับไม่ตอบปีลาตสักคำเดียว

– ดูเผินๆ พระเยซูน่าจะตอบปีลาตนะ เพราะเขาเริ่มสนใจแล้ว แต่พระเยซูเลือกไม่ตอบ เพื่อให้แผนการแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าจะสำเร็จ

– วันนี้ หากดูเหมือน พระเจ้ายังคงเงียบ ไม่ตอบคำร้องทูลของเรา ไม่ใช่พระองค์ไม่ฟังเรา แต่เพราะพระองค์ทรงมีแผนการแห่งน้ำพระทัยของพระองค์สำหรับชีวิตของเรา ที่จะเปิดเผยออกในเวลาของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:8) { ปีลาตตกใจกลัว }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตได้ยินพวกมหาปุโรหิตบอกว่า พระเยซูสมควรตายเพราะพระเยซูตั้งตัวเป็นบุตรของพระเจ้า ปีลาตก็ตกใจกลัวมากยิ่งขึ้น

– นั่นคือ ก่อนหน้านี้ปีลาตก็กลัวอยู่แล้ว แต่พอได้ยินว่าพระเยซูอาจจะเป็นบุตรของพระเจ้าก็ได้ ยิ่งตกใจกลัวเข้าไปอีก

– ผู้เขียนพระธรรมยอห์นไม่ได้บอกรายละเอียดว่า ก่อนหน้านี้ปีลาตกลัวอะไร

– แต่คงไม่ได้กลัวพระเยซู เพราะถ้ากลัวคงไม่ได้ให้ทหารทรมานและซ้อมพระเยซูหนักถึงขนาดนั้น

– เป็นไปได้ว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มัทธิว บรรยายไว้ ใน มธ. 27:19 ใน​ขณะ​ที่​ปีลาต​นั่ง​ว่า​ราช​การ​อยู่​นั้น ภรรยา​ของ​ท่าน​ใช้​คน​มา​เรียน​ว่า “อย่า​พัว​พัน​กับ​เรื่อง​ของ​คน​ชอบ​ธรรม​นั้น​เลย เพราะ​ว่า​วัน​นี้​ดิ​ฉัน​ไม่​สบาย​ใจ​มาก​เนื่อง​ด้วย​ความ​ฝัน​ที่​เกี่ยว​กับ​คน​นั้น”

– คือ ไม่สบายใจเกี่ยวกับการจะตัดสินคดีพระเยซู เพราะมีลางร้ายบางอย่าง

– รวมถึงอาจจะกลัวเกี่ยวกับการตัดสินของเขาที่ไม่เป็นธรรม เขาจึงพยายามบอกว่า หาความผิดของพระเยซู ไม่พบ ดังนั้นทรมานพระเยซูเสร็จแล้ว ก็ปล่อยพระองค์ก็แล้วกัน

– โดยอาจกลัวว่า ลูกศิษย์ของพระองค์จะมาแก้แค้นเขา หรือไปหาทางฟ้องร้องต่อโรมถึงการตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมของเขา แล้วเขาอาจจะเดือดร้อนได้

– แล้วความไม่สบายใจ และความกลัวของเขา ก็ยิ่งเพิ่มทวีขึ้นเมื่อได้ยิน พระเยซูบอกว่า พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า

การประยุกต์ใช้ :

– ปีลาตเมื่อได้ยินว่า พระเยซูอาจจะเป็นพระบุตรของพระเจ้าก็ได้ เขาตกใจกลัวมาก ทั้งที่เขาไม่ใช่ประชากรของพระเจ้า ก็ยังรู้เลยว่า หากพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง การกระทำของเขาคงจะนำภัยมหันต์มายังเขาเป็นแน่

– แต่ส่วนพวกมหาปุโรหิต ผู้รู้พระคำของพระเจ้าเป็นอย่างดี เป็นคนอิสราเอล ผู้ได้ชื่อว่าเป็นประชากรของพระเจ้า กลับไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนเขาไม่แคร์ด้วยซ้ำไปว่าพระเยซูจะเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงหรือไม่

– ในความคิดของพวกเขา ไม่ว่าพระเยซูจะเป็นอะไรก็ตาม ก็สมควรตายอยู่ดี ที่บังอาจมากดังกว่าพวกเขา

– เพราะความเกรงกลัวพระเจ้า จึงทำให้ปีลาตหยุดคิดเมื่อกำลังทำสิ่งที่ผิด แต่ความไม่เกรงกลัวพระเจ้าของพวกมหาปุโรหิตทำให้พวกเขามุ่งหน้าสู่การทำผิดร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมแบบไม่ยั้งคิด

– หากวันนี้ เราทำบาปแบบไม่มียั้งคิด เป็นไปได้ว่าความเกรงกลัวพระเจ้าได้จางหายไปจากชีวิตของเราเสียแล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน.19:7) { สมควรตาย }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตบอกกับพวกมหาปุโรหิตว่า เขาสอบสวนแล้ว พระเยซูไม่มีความผิด ปีลาตจึงจะไม่ลงโทษประหารพระเยซู ถ้าพวกเขาอยากลงโทษ ก็เอาพระเยซูไปลงโทษเองก็แล้วกัน(ข้อ6)

– พวกเขาจึงตอบปีลาตว่า พวกเขาคิดว่าพระเยซูสมควรตาย แต่พวกเขาฆ่าพระเยซูไม่ได้ เพราะผิดกฏหมายโรม ท่านช่วยฆ่าให้หน่อยสิ

– เหตุผลที่เขาให้แก่ปีลาตว่า พระเยซูสมควรตาย ก็คือ พระเยซูทำผิดกฏหมายของพวกเขา ด้วยการบอกว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นการเหยียดหยามพระเจ้า

– ตามบัญญัติของโมเสส ใน ลนต. 24:16 “ผู้ใดที่เหยียดหยามพระนามของพระเจ้าจะต้องถูกโทษถึงตาย ให้ชุมนุมชนขว้างเขาเสียให้ตาย…”

– ดังใน ยน. 5:18 อธิบายว่า ​พวก​ยิว​หา​โอกาส​ที่​จะ​ฆ่า​พระ​เยซู เพราะพระองค์ได้​เรียก​พระ​เจ้า​ว่า​เป็น​บิดา​ของ​ตน​ด้วย ซึ่ง​เป็น​การ​กระทำ​ตน​เสมอ​กับ​พระ​เจ้า​

– ช่วงที่มหาปุโรหิตสอบสวนพระเยซูในบ้านของตน ใน มธ. 26:63 ​มหา​ปุโรหิต​ถามพระเยซูว่า “​ท่าน​เป็น​พระ​คริสต์​ ​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​หรือ​ไม่”

– พระเยซูจึงตอบว่า ​ “ท่าน​ว่า​ถูก​แล้ว และ​ยิ่ง​กว่า​นั้น​อีก​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ใน​เวลา​เบื้อง​หน้า​นั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เห็น​บุตร​มนุษย์​นั่ง​ข้าง​ขวา​ของ​ผู้​ทรง​ฤทธานุภาพ และ​เสด็จ​มา​บน​เมฆ​แห่ง​ฟ้า​สวรรค์” มธ. 26:64

– และใน มธ. 26:65 มหา​ปุโรหิต​จึง​ฉีก​เสื้อ​ของ​ตน แล้ว​ว่า “เขา​พูด​หมิ่น​ประมาท​พระ​เจ้า​แล้ว เรา​ต้อง​การ​พยาน​อะไร​อีก​เล่า ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ได้​ยิน​เขา​พูด​หมิ่น​ประมาท​พระ​เจ้า​แล้ว​”

– ดังนั้นนี่เป็นข้อสรุปว่า ทำไมพวกเขาคิดว่าพระเยซูสมควรตาย

– ดูเหมือนจะถูกแต่ผิดมหันต์ เมื่อพระเยซูประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า แทนที่พวกเขาจะพิสูจน์ให้รู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่พวกเขากลับสรุปทันทีเลยว่า พระองค์สมควรตาย

– นั่นก็คือ ต่อให้เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงก็สมควรตายอยู่ดี ที่มาแย่งความนิยมของประชาชนไปจากพวกเขา

การประยุกต์ใช้ :

– พวกมหาปุโรหิต คิดว่า พวกเขากำลังกระทำตามพระเจ้า แต่ความจริงพวกเขาเพียงแต่ใช้พระคำของพระเจ้ามาเป็นเครื่องแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้นเอง

เราควรระมัดระวังในการใช้พระคำของพระเจ้า ไม่ใช้เพื่อประโยชน์ของเราเอง แต่เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:6) { ตรึงเขาเสียๆๆ }

แนวคิด :

– เมื่อพวกมหาปุโรหิต เห็นพระเยซูในสภาพถูกทรมานและถูกลบหลู่อย่างยิ่ง

– พระเยซูนี้ เป็นผู้ที่พวกเขารู้ว่าทรงเป็นพระมาซีฮา (ยน. 11:48) เป็นผู้ที่พวกเขารู้อย่างชัดเจนว่า ทรงรักษาชายตาบอดแต่กำเนิดให้มองเห็นได้ ทรงทำให้ลาซารัสผู้ตายไป 4 วันแล้ว เป็นขึ้นมาจากความตาย

– สิ่งที่พวกเขาตอบสนองเมื่อเห็นพระองค์เช่นนั้น แทนที่จะสงสารพระเยซู (อย่างที่ปีลาตคาดหวัง) หรือสำนึกผิดที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกในสภาพเช่นนี้

– พวกเขากลับสำแดงความชั่วร้ายให้ออกมาเด่นชัดยิ่งขึ้น ด้วยการร้องตะโกนว่า “ตรึง​เขา​เสีย ตรึง​เขา​เสีย”

– แปลเป็นภาษาเข้าใจง่ายๆคือ “ฆ่ามัน ๆๆ ฆ่ามันให้ตายอย่างทรมานที่สุดและน่าอับยศที่สุด ฆ่ามัน ๆ ๆ”

– เมื่อปีลาตเห็นท่าทีของพวกเขาแล้วว่า อยากให้พระเยซูตายจริงๆ แต่ขณะเดียวกันปีลาตก็ ไม่พบความผิดในพระเยซูเลยจึงไม่ค่อยเต็มใจอยากฆ่าพระเยซู

– ปีลาต จึงพูดกับพวกเขาว่า อยากฆ่า ก็เอาไปฆ่าเองละกัน เพราะตามการวินิจฉัยของเขา พระเยซูไม่น่าจะต้องถูกประการเนื่องจากไม่พบข้อหาใดๆที่จะประหารพระเยซูได้เลย

– ที่ปีลาตพูดเช่นนั้น ก็เพื่อปัดความรับผิดชอบของการฆ่าพระเยซู ให้แก่พวกยิว

การประยุกต์ใช้ :

– แม้พวกมหาปุโรหิตจะรู้พระคำของพระเจ้า และได้มีประสบการณ์ในฤทธานุภาพของพระเจ้า ด้วยการรับรู้สิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ แต่ด้วยใจแข็งกระด้างต่อพวกเขา จึงทำให้พวกเขายิ่งถลำลึกในความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ

– หากคนที่ถูกปีลาตพาออกมาไม่ใช่พระเยซู แต่เป็นโจรชั่วร้ายคนหนึ่ง คนธรรมดาทั่วไปเมื่อเห็นสภาพแล้ว อย่างน้อยคงต้องเมตตาสงสารชายคนนั้นบ้างเป็นแน่

– แต่สำหรับพวกมหาปุโรหิต ทั้งที่รู้ว่าพระเยซูไม่มีความผิดและเป็นผู้ที่พระเจ้าส่งมา ไม่เพียงไม่เมตตาหรือสำนึกผิด แต่กลับทำสิ่งชั่วร้ายยิ่งกว่าเดิม

แม้รู้พระคำของพระเจ้า และมีประสบการณ์ในการอัศจรรย์ของพระเจ้า แต่ก็อาจไม่ปฏิบัติอย่างเหมาะสมต่อพระเจ้า ก็ได้ หากยอมให้ความบาปครอบงำจิตใจ จนกระทั่งจิตใจแข็งกระด้าง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:5) { คนนี้ไง }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตพาพระเยซูออกมาพบพวกยิว ในสภาพที่ถูกซ้อมยับเยิน พร้อมกับสวม​มงกุฎ​ทำ​ด้วย​หนามที่ศรีษะ​และ​สวม​เสื้อ​สี​ม่วง ​ปีลาต​จึง​พูดกับพวกเขา​ว่า “คน​นี้​อย่างไร​ล่ะ”

– ปีลาตพยายามบอกกับพวกยิวว่า นี่ไงละ คนที่พวกท่านบอกว่า ผู้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ของพวกท่าน ที่พวกท่านเรียก พระมาซีฮา ดูไม่เหมือนเลยใช่ไหม เหมือนตัวตลกที่ถูกซ้อมยับเยินมากกว่า

– ดังนั้น แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว สำหรับการลงโทษ ชายผู้ที่เราหาความผิดในเขาไม่ได้

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซู ผู้ทรงสง่าราศีในสวรรค์ กษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย ถูกลบหลู่จนดูไม่เป็นผู้เป็นคน จนแม้แต่คนต่างชาติอย่างปีลาต ยังสรุปว่า แบบนี้เป็นกษัตริย์ของยิว ไม่ได้หรอก

– อสย. 53:3 “…​ดัง​ผู้​หนึ่ง​ซึ่ง​คน​ทน​มองดู​ไม่ได้ ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น และ​เรา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​นับ​ถือ​ท่าน”

พระเยซูทรงถูกลบหลู่ดูหมิ่น เพื่อเราจะได้รับเกียรติเข้าส่วนในพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:4) { ไม่มีความผิด }

แนวคิด :

– หลังจากพระเยซูถูกพวกทหารของปีลาต ทรมาน ซ้อม และเยาะเย้ย ถากถาง ล้อเลียน แล้ว ปีลาตของนำพระเยซูผู้สะบักสะบอมออกมาพบพวกยิวอีกครั้ง โดยที่พระองค์ยังคงสวมเสื้อสีม่วงและมีมงกุฏหนามติดอยู่บนศรีษะ

– ปีลาตพาพระเยซูออกมาด้วยสภาพเช่นนั้น เพื่อจะบอกกับพวกยิวว่า เขาสอบสวนพระเยซูแล้ว ทั้งด้วยการซักถามและด้วยการทรมาน ดูสิโดนหนักขนาดนี้เลย เขาก็ไม่พบว่า พระเยซูมีความผิดอะไรเลย

การประยุกต์ใช้ :

– หลังจากที่พระเยซูอยู่ในกอง​บัญ​ชา​การ​ปรี​โท​เรียมเป็นเวลานานพอสมควร เจ้าเมืองก็ออกมาพร้อมกับพระเยซูผู้ถูกทรมานอย่างสะบักสะบอม แล้วสรุปว่า พระเยซูไม่มีความผิด

– เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์การประหารชีวิตพระเยซู ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในเวลาต่อมานั้น พระเยซูถูกสั่งประหารโดยปราศจากความผิด

พระเจ้าทรงทำให้พระองค์ที่ไม่มีบาปต้องรับความบาปทั้งหมดไป ทรงทำให้พระองค์ผู้ไม่มีความผิดต้องรับความผิดทั้งหมดไป เพื่อช่วยเราให้รอดพ้นการลงโทษ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:3) { ลบหลู่พระเยซู }

แนวคิด :

– เมื่อพวกทหารจับพระเยซูแต่งตัวเป็นกษัตริย์ตัวตลก สวมมงกุฏหนามแทนมงกุฏทองคำ สวมเสื้อเก่าซอมซ่อแดงซีดจนออกม่วงแทนผ้าคลุมสีม่วงของกษัตริย์ ถือไม้อ้อแทนคฑาเพชร

– แล้วพวกเขาบางคนก็ เล่นตลกด้วยการ​คุก​เข่า​ลง(มธ. 27:29) ​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​องค์แล้ว​เยาะ​เย้ย​ว่า “ข้า​แต่​กษัตริย์​ของ​พวก​ยิว ขอ​ทรง​พระ​เจริญ”

– แล้วเขาก็ตบหน้าพระองค์

– ใน มธ. 27:30 อธิบายเพิ่มเติมว่า แล้วเขา​ก็​ถ่ม​น้ำ​ลาย​รดหน้าพระองค์และเอา​ไม้​อ้อ​นั้น​ตี​พระ​เศียร​พระ​องค์

– ซึ่งทำให้หนามที่พระเศียรนั้นทะลวงลึกเข้าไปในพระเศียรของพระองค์ สร้างความเจ็บปวดอย่างสุดจะบรรยายแก่พระองค์

การประยุกต์ใช้ :

– เขาตบหน้าและถ่มน้ำลายรดกษัตริย์ของเรา

– พระเยซูเต็มใจถูกลบหลู่เกียรติและยอมถูกทำร้าย เพื่อรับโทษให้สาสมกับความผิดบาปของเรา

– สมควรที่เราจะเลิกสนใจเกียรติเล็กๆน้อยๆของเรา แล้วหันมาเชื่อฟัง ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:2) { กษัตริย์ตัวตลก }

แนวคิด :

– หลังจากทหารทั้งกองที่มารวมตัวกัน บางคนเฆี่ยนตีพระเยซูแล้ว(ข้อ1)

– ก็มีทหารบางคนนึกสนุกขึ้นมา อยากจะเล่นกับเจ้าตัวตลกที่เนื้อแตกยับเยินนี้สักหน่อย เขาก็ไปเดินหาพืชที่หนามแหลมๆมาจำนวนหนึ่ง แล้วม้วนมันให้เป็นวงกลม ซึ่งเวลาม้วนอาจต้องระวังมือสักหน่อย ไม่ให้หนามทิ่มตำมือได้

– แล้วนวัตกรรมสุดฮาสำหรับเขาก็สำเร็จ เขาเดินถือมาที่พระเยซู คงมีเพื่อนทหารบางคนตะโกนชื่นชมเขาว่า เออ…เอ็งหัวสร้างสรรดีนะ

– เขาเดินมาที่พระเยซูแล้วสวมมงกุฏหนามนั้นลงบนพระเศียรของพระเยซู เขาและเพื่อนทหารบางคนคงต้องหาไม้หรืออะไรบางอย่างกดมงกุฏหนามนั้นลงไปให้แน่นสักหน่อย เพื่อให้ในการเล่นตลกช่วงต่อไป มงกุฏจะได้ไม่หลุดออกมากลางคัน จนหมดสนุกได้

– ซึ่งแน่นอนการกดมงกุฏหนามให้อัดแน่นเข้าไปบนพระเศียรของพระองค์นั้น ย่อมสร้างความเจ็บปวดให้แก่พระองค์อย่างแสนสาหัส

– แล้วทหารบางคนก็ได้ไอเดียบรรเจิด วิ่งไปที่ในกรมทหาร แล้วคว้าเสื้อคลุมเก่าๆของทหารโรมมาตัวหนึ่ง เสื้อคลุมของทหารโรมปกติจะเป็นสีแดงเข้ม(มธ. 27:28) แต่เสื้อคลุมตัวนั้นคงเก่ามาก ​สี​​จึง​ซีด​จาง​มองดู​คล้าย​สี​ม่วงพอดีเลย เพราะเสื้อ​สีม่วง​​เป็น​สี​ที่​คน​มี​ตำแหน่ง​สูง​ใน​สมัย​นั้น​ใช้​สวม​ใส่​กัน ​เช่น ​กษัตริย์​หรือ​เจ้า​เมือง แม้เสื้อคลุมนี้จะดูโสโครกและเก่ามาก แต่ก็พอใช้ได้ เอามาเล่นตลก กับเจ้าตัวตลกคนนี้ แค่นี้ก็ดีถมเถไปแล้ว

– เขาจึงถอดเสื้อของพระเยซูออก(มธ.27:28) แล้วเอาเสื้อคลุมนั้นมาให้พระองค์สวม

– ทีนี้เจ้าตัวตลกก็พร้อมแสดงแล้ว

– ใน มธ.27:28 อธิบายเพิ่มเติมว่า เพื่อให้ตัวตลกของเขา แต่งตัวสมบูรณ์แบบเหมือนกษัตริย์ขึ้นอีกสักหน่อย จะได้ฮาได้อย่างเต็มที่ ทหารบางคนจึงเอาไม้อ้อมาให้พระองค์ถือไว้ด้วย

การประยุกต์ใช้ :

– “ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น​และ​ถูก​ทอด​ทิ้ง เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บ​ปวด และ​คุ้น​เคย​กับ​ความ​ทุกข์​ยาก และ​เป็น​ดั่ง​ผู้​ซึ่ง​คน​ทั้ง​หลาย​หัน​หน้า​หนี ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น และ​เรา​ไม่​ได้​นับ​ถือ​ท่าน” อสย. 53:3

– “ท่าน​ถูก​บีบ​บัง​คับ​และ​ถูก​ข่ม​ใจ ถึง​กระ​นั้น​ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก เหมือน​ลูก​แกะ​ที่​ถูก​นำ​ไป​ฆ่า และ​เหมือน​แกะ​ที่​เป็น​ใบ้​ต่อ​หน้า​ผู้​ตัด​ขน​ของ​มัน​เช่นใด ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก​ของ​ท่าน​เลย​เช่น​นั้น” อสย. 53:7

– เหตุที่เป็นเช่นนี้ อสย. 53:6 ได้อธิบายไว้ว่า เพราะว่า “เรา​ทุก​คน​หลง​ทาง​ไป​เหมือน​แกะ ต่าง​คน​ต่าง​หัน​ไป​ตาม​ทาง​ของ​ตน​เอง และ​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​วาง​ความ​ผิด​บาป ของ​เรา​ทุก​คนลง​บน​ตัว​ท่าน”

– พระเยซู จอมกษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ที่บรรดาเหล่าทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์ทั้งสิ้นยังต้องเกรงกลัวและยำเกรงอย่างที่สุด ยอมให้มนุษย์คนบาป ผู้เป็นเพียงแต่ผงคลี เยาะเย้ย ถากถาง กระทำการดูหมิ่นพระองค์ ทำให้พระองค์เป็นกษัตริย์ตัวตลก เหตุผลที่พระองค์ทรงยอมเช่นนั้นก็เพราะ พระองค์ทรงรักเรา

เพลง รอยระลึก ท่อน 2https://bre.is/aV7UdLvmn

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:1) { เฆี่ยนพระเยซู }

แนวคิด :

– ยอห์นบันทึกข้อนี้เพียงสั้นๆ แต่เหตุการณ์จริงเป็นช่วงเวลาที่แสนจะยาวนานสำหรับพระเยซู

– ใน มก. 15:16 อธิบายเพิ่มเติมว่า “พวก​ทหาร​จึง​นำ​พระ​องค์​เข้า​ไป​ยัง​ลาน​ของ​ราช​สำนัก (คือ​กอง​บัญ​ชา​การ​ปรี​โท​เรียม) แล้ว​เรียก​พวก​ทหาร​ทั้ง​กอง​มา​ประ​ชุม​กัน”

– การเฆี่ยนตีนี้ พระเยซูถูกรุมซ้อมครั้งนี้ ไม่ใช่ด้วยแค่ทหารไม่กี่คน แต่ทหารทั้งกองมาช่วยกัน

– การเฆี่ยนตีเขาจะจับนักโทษถอดเสื้อออก แล้วผูกนักโทษไว้กับเสาเตี้ย จากนั้นก็จะเฆี่ยนอย่างรุนแรงโดยเหล่าทหารโรม ผู้เชี่ยวชาญในการทรมานนักโทษอย่างยิ่ง

– แส้ที่ใช้เฆี่ยนพระเยซูนั้น น่าจะเป็นแส้ที่มีสิ่งแหลมคมติดอยู่ที่ช่วงปลายของแส้ บางแห่งใช้กระดูกม้าทุบให้แตก แล้วเอาเศษกระดูกแหลมคมนั้นติดที่ช่วงปลายของแส้ บางแห่งก็ใช้โลหะแหลมคมติดที่ปลายแส้แทน เราไม่ทราบว่าแส้ที่ใช้เฆี่ยนพระเยซูนั้นเป็นแส้แบบไหน แต่ที่น่าจะพอคาดเดาได้ คือไม่ว่าแบบไหนก็ตามล้วนออกแบบมาให้กระชากเนื้อของผู้เฆี่ยนให้หลุดออกมา ทุกครั้งที่กระชากแส้กลับออกจากเนื้อ

– ความเจ็บปวดอย่างที่สุดเกิดขึ้นกับพระเยซูเมื่อทหารโรมผู้เชี่ยวชาญในการทรมานนั้นหวดแส้ลงบนตัวของพระเยซู

– แต่ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสยิ่งกว่า จะเกิดขึ้นตอนที่ทหารโรมนั้นกระชากแส้กลับออกมา แส้นั้นจะสำแดงพิษสงอันหฤโหดที่แท้จริงของมัน ด้วยการกระชากเนื้อของพระเยซูติดออกมาด้วยทุกครั้ง

– การเฆี่ยนตีนี้รุนแรงมาก ทำให้พระเยซูบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่งพระเยซูไม่สามารถแบกกางเขนไปถึงโกละโกธาได้ (มก. 15:21)

– พระคัมภีร์ข้อนี้ในฝ่ายวิญญาณ เป็นเรื่อง “ช็อคสวรรค์!!!”

–  ปีลาตเจ้าเมืองของเมืองเล็กๆอย่างเยรูซาเล็ม มีสิทธิอะไรไปสั่งให้​เอา​พระ​เยซู พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ที่สรรพสิ่งเกิดขึ้นมาโดยพระองค์ และดำรงอยู่ได้โดยพระองค์(ยน. 1:3 )​  ไป​โบย​ตี

– แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ เพราะพระเยซูทรงถ่อมพระทัยลงจนถึงที่สุด เพื่อให้แผนการของพระบิดาในการช่วยเราทั้งหลายพ้นนรกนั้น จะสำเร็จ

การประยุกต์ใช้ :

– อสย. 53:5 “… ท่าน​บอบ​ช้ำ​เพราะ​ความ​บาปผิด​ของ​เรา การ​ตี​สอน​ที่​ตก​บน​ท่าน​นั้น​ทำ​ให้​พวก​เรา​มี​สวัสดิ​ภาพ และ​ที่​ท่าน​ถูก​เฆี่ยนตี​ก็​ทำให้​เรา​ได้​รับ​การ​รัก​ษา”

– ที่พระเยซูต้องบาดเจ็บสาหัสนี้ ก็เพราะการบาปผิดของเรา

– ที่พระเยซูถูกเฆี่ยนตีอย่างเจ็บปวด ก็เพื่อให้เรารับการรักษาให้หาย

– พระองค์ประทานชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา วันนี้แม้เราจะมอบถวายทั้งชีวิตแด่พระองค์ก็ยังถือว่า น้อยเกินไปสำหรับสิ่งที่พระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุดทรงทำเพื่อมนุษย์ผู้เป็นเพียงแต่ผงคลีดินอย่างเรา

– เราสมควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในโลกชั่วคราวนี้ ทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ ผู้ทรงประทานชีวิตของพระองค์เองแก่เรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:1) { ไปเพื่อถูกจับ }

แนวคิด :

– หลังจากพระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดา เผื่อพวกสาวกแล้ว พระเยซูก็พาเขาออกไปยังสวนแห่งหนึ่ง ใน มธ. 26:36 บอกชื่อไว้ คือ สวน​เกท​เสมนี

– ในพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ ขยายความในข้อนี้ว่า พระเยซูมาที่สวนนี้ ในคืนนี้ เพื่ออธิษฐาน (มธ. 26:36 มก. 14:32   ลก. 22:40)

– ยอห์น เป็นผู้บันทึกพระกิตติคุณคนเดียว ที่อธิบายเพิ่มเติมว่า การไปสวนเกทเสมนีครั้งนี้ พระองค์เสด็จข้ามห้วยขิดโรน

– มีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับลำธาร(ห้วย)ขิดโรน คือ ตามประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปฝ่ายวิญญาณครั้งใหญ่ของอิสราเอล ในสมัยของกษัตริย์อาสา (1 พกษ. 15) และ ในสมัยของกษัตริย์โยสิยาห์ (2 พกษ. 23) ซึ่งมีการรื้อทำลายรูปเคารพคร้งใหญ่ทั่วแผ่นดินนั้น ล้วนแต่มีการนำรูปเคารพเหล่ามาเผาทำลายเสียที่ลำธารขิดโรน

–  1พกษ. 15:13 และ​พระ​องค์​ทรง​ถอด​มา​อา​คาห์​พระ​อัย​กี​จาก​ตำ​แหน่ง​พระ​ราช​ชนนี เพราะ​พระ​นาง​ทำ​รูป​เคา​รพ​น่า​เกลียด​น่า​ชัง​เพื่อ​พระ​อา​เช-ราห์ และ​อา​สา​ทรง​ทำลาย​รูป​เคา​รพ​ของ​พระ​นาง และ​ทรง​เผา​เสีย​ที่​ลำ​ธาร​ขิด​โรน

– 2พกษ. 23:6 และ​พระ​องค์​ทรง​นำ​พระ​อา​เช-ราห์​ออก​จาก​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​ยาห์​เวห์ ไป​ยัง​ลำ​ธาร​ขิด​โรน​ภาย​นอก​เย​รู​ซา​เล็ม และ​เผา​เสีย​ที่​ลำ​ธาร​ขิด​โรน

– โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ที่ยอห์นบันทึกเรื่องนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับความหมายฝ่ายวิญญาณด้วย คือ การข้ามห้วยขิดโรน ในค่ำคืนวันนั้น เป็นการประกาศการปฏิรูปฝ่ายวิญญาณครั้งใหญ่ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่สำหรับอิสราเอลเท่านั้น แต่สำหรับทุกประชาชาติทั่วโลก ความบาปผิดกำลังจะถูกขจัดออกไป ความรอดจากพระเจ้ามายังประชาชาติแล้ว

– อีกประการหนึ่ง เมื่อดูจากการบันทึกของยอห์น ยอห์นบันทึกว่า พระเยซูกับพวกสาวกไปที่สวนนั้น ข้อต่อมาก็บันทึกว่า แล้วยูดาส ก็พาคนมาจับกุมพระเยซู

– จึงเข้าใจได้ว่า ยอห์นพยายามอธิบายว่า พระเยซูจงใจไปที่สวนนั้น เพื่อให้ยูดาสพาคนไปจับพระองค์ที่นั่น

– ก่อนหน้านี้ ตอนยูดาสออกไป พระเยซูยังอยู่ในห้องชั้นบน (ยน. 13:30) ดูเหมือนยูดาสยังไม่ทราบว่าพระเยซูจะมาที่สวนนี้ ดังนั้นเป็นไปได้ว่า ยูดาสน่าจะพาคนไปที่ห้องชั้นบนก่อน เมื่อไม่พบพระเยซู จึงจำได้ว่าพระเยซูชอบมาอธิษฐานที่สวนนี้ (ยน.18:2) จึงพาคนตามมาจับพระเยซูที่นี่

– ดังนั้นพิจารณาการบันทึกของยอห์นแล้ว น่าจะสรุปได้ว่า ยอห์นพยายามสื่อว่า พระเยซูจงใจมาที่สวนเกทเสมนี เพื่อให้ถูกจับกุมที่นี่

– ซึ่งน่าจะมีเหตุผลบางอย่าง ซึ่งยอห์นพยายามจะสื่อเช่นนั้น แต่วันนี้ผมยังคิดไม่ออก 555 แต่ ไม่น่าจะเกี่ยวกับการอธิษฐานเพราะเยอห์นไม่ได้บันทึกถึงการอธิษฐานในสวนเกทเสมนีของพระเยซูเลย

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงกระทำทุกอย่างเพื่อให้น้ำพระทัยของพระบิดาสำเร็จทุกประการ

– ค่ำคืนนั้น พระเยซูจงใจเสด็จไปที่สวนเกทเสมนี เพื่อให้แผนการแห่งความรอด ที่พระบิดาทรงใช้พระเยซูมากระทำนั้นจะสำเร็จ

– เราผู้เป็นบุตรของพระเจ้า สมควรดำเนินตามอย่างพระเยซู คือ การกระทำและการดำเนินชีวิตของเรานั้น ทำไปเพื่อเหตุผลเดียวคือ เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตของเราสำเร็จ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:2) { รู้จักเกทเสมนี }

แนวคิด :

– หลังจากพระเยซูรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายกับพวกสาวกในห้องชั้นบนแล้ว(ยน.14:31)พระองค์ก็เสด็จออกไปที่สวนเกทเสมนี(ยน.18:1)

– ที่สวนนี้ ยูดาสและพวกสาวกคนอื่นก็รู้จักดี เพราะพระเยซูทรงมาที่นี่บ่อยๆเพื่ออธิษฐาน

– สำหรับพระเยซู พระองค์ทรงมาที่นี่เพื่ออธิษฐาน เพื่อสัมพันธ์กับพระบิดา

– สำหรับยูดาส เขากำลังมาที่นี่ แทนที่จะเพื่อแสวงหาการมีความสัมพันธ์กับพระบิดา แต่กลับ เพื่อเงิน 30 แผ่น เพื่อพาคนมาจับกุมพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ การมาเกทเสมนีของเรา เรามาเพื่ออะไร? การก้มศรีษะลงอธิษฐานของเรา เราทำเพื่ออะไร?

– เพื่อแสวงหาเงินทอง ชื่อเสียง เพื่อให้ได้รับสิ่งของอนิจจังแห่งโลกนี้

– หรือ เพื่อจะมีความสัมพันธ์กับพระบิดาผู้รักเราอย่างที่สุด

อย่าเป็นเหมือนยูดาส ผู้มาที่เกทเสมนีเพราะเงิน แต่ขอให้เรามาที่เกทเสมนีเพราะอยากมีความสัมพันธ์กับพระบิดา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:3) { เกียรติจอมปลอม }

แนวคิด :

– ขณะที่พระเยซูกับพวกสาวก อยู่ที่สวนเกทเสมนี ยูดาสก็ได้นำ ทหารโรม และ เจ้าหน้าที่ประจำพระวิหาร และฟาริสี มาที่สวนนั้นเพื่อจับกุมพระเยซู

– นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ยูดาส ได้เป็นผู้นำคนเหล่านั้น ช่างเป็นเกียรติที่น่าภาคภูมิใจ สำหรับยูดาส ที่ได้เดินนำหน้าผู้คนมากมาย แม้แต่ทหารโรมซึ่งเป็นกลุ่มคนพิเศษ มีสิทธิแม้กระทั่งใช้ใครแบกของให้ก็ได้ ยังเดินต้องตามหลังเขา ยังมีพวกเจ้าหน้าที่ประจำพระวิหารสุดเท่ห์ลูกน้องของมหาปุโรหิตก็เดินตามเขาด้วย แถมยังมีพวกฟาริสีที่แสนยโสไม่เคยยอมใครยังยอมเดินตามทางที่เขานำไป

– ปกติแล้วพวกยิว จะรังเกียจคนต่างชาติ ไม่อยากแม้กระทั่งคุยด้วย แต่ในคืนนั้น เจ้าหน้าที่ประจำพระวิหารผู้เป็นยิว ดูเหมือนเป็นทีมเดียวกันอย่างดีกับทหารโรมที่เป็นคนต่างชาตินั้น

– ยิ่งกว่านั้นพวกฟาริสี ตามปกติจะเกลียดทหารโรมเข้ากระดูกดำ แต่คืนนั้นดูเหมือนความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อพระเยซูนั้นมีมากล้น จนกระทั่งความเกลียดทหารโรมเข้ากระดูกดำนั้น ถูกมองข้ามไปเลย

– พวกเขาถืออาวุธมาด้วยเพื่อจะใช้ในการจับกุมพระเยซู นั่นคือพวกเขาปฏิบัติต่อพระเยซูเยี่ยงโจร

– พระ​เยซู​ตรัส​กับพวกเขา ใน มธ. 26:55 ​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​เห็น​เรา​เป็น​โจร​หรือ ถึง​ได้​ถือ​ดาบ​ถือ​ตะบอง​ออก​มา​จับ​เรา…”

– พวกเขาปฏิบัติต่อพระองค์ผู้ทรงสง่าราศีใหญ่ยิ่งสูงสุด เยี่ยงโจร

– ในคืนนั้นเป็นคืนใกล้เทศกาลปัสกา จึงเป็นช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวง แต่พวกเขาก็ถือไต้ออกมาด้วย อาจเป็นเพราะมีเมฆในท้องฟ้าในค่ำคืนวันนั้น การที่เขาเอาไต้มาด้วยแสดงให้เห็นว่า คืนนี้พวกเขาต้องการตามหาพระเยซูให้พบให้ได้ ถึงแม้ว่าหากพระองค์หนีไปซ่อนที่มืดที่ใด พวกเขาก็จะควานหาตัวพระองค์ให้จงได้

การประยุกต์ใช้ :

– ยูดาส แสวงหาเงิน และเกียรติจอมปลอมแห่งโลกนี้ ดูเหมือนในตอนแรกเขาจะได้รับ แต่ในเวลาอันรวดเร็วมันก็อันตรธานหายไปสิ้น ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเขาเป็นเหมือนหมาหัวเน่าที่ไม่มีใครใส่ใจใยดี (ดูได้ใน มธ. 27:4)

หากเราเป็นเหมือนยูดาส แสวงหาเงินหรือเกียรติจอมปลอมที่โลก ล่อหลอกให้เราวิ่งไล่จับ แม้ในตอนต้นดูเหมือนเราจะได้รับสมใจ แต่ในเวลาอันรวดเร็วมันจะหายไปหมด เหลือไว้แต่ความโศกสลดอย่างที่สุด อย่างที่ยูดาสเป็นตัวอย่างให้แก่เราแล้ว

– และ อีกประการหนึ่ง พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด ยอมให้เขาปฏิบัติต่อพระองค์เยี่ยงโจรชั่วร้าย เพราะพระองค์ทรงรักเรา ขอบคุณพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:4) { เต็มใจตายเพื่อเรา }

แนวคิด :

– พระเยซูทรงทราบทุกสิ่ง ทรงทราบว่าพวกคนที่ยูดาสพามานั้น พวกเขาจะมาจับพระเยซู เพื่อจะยัดข้อหาให้พระองค์ เพื่อจะฆ่าพระองค์เสีย

– พระเยซูไม่รีรอที่จะแสดงตัวแก่พวกเขาในทันที โดยถามพวกเขาว่า “พวกท่านมาหาใคร?”

– แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระเยซูเต็มใจเดินไปสู่ไม้กางเขนเพื่อเรา

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูเต็มใจเดินไปสู่ความทรมานและความตายบนไม้กางเขน เพื่อเรา เพราะว่านั่นเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเราให้รอดพ้นจากนรก เข้าสู่สวรรค์ได้

– พระเยซูเต็มใจสละทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา วันนี้เราเต็มใจที่จะสละอะไรบ้างเพื่อพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:5) { เราเป็นผู้นั้น }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูทรงถามพวกที่มาจับพระองค์ว่า พวกเขามาหาใคร พวกเขาจึงตอบว่า “มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ”

– ในทันทีพระเยซู ทรงเปิดเผยพระองค์เองให้พวกเขารู้ โดยตรัสว่า “เราเป็นผู้นั้น”

– เมื่อพระเยซูเปิดเผยพระองค์เองว่าพระองค์เป็นใคร จะทำให้เกิดคน 2 ประเภทขึ้น คือ ประเภทแรกจะพบกับความรอด และประเภทที่สองจะพบกับความพินาศ

– พระเยซูบอกกับคนทั้งหลายมานานแล้วว่า พระองค์เป็นผู้นั้น เป็นพระมาซีฮา พระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา

– ยน. 14:6 พระ​เยซู​ตรัส​​ว่า “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง และ​เป็น​ชีวิต ไม่​มี​ใคร​มา​ถึง​พระ​บิดา​ได้​นอก​จาก​จะ​มา​ทาง​เรา”

– ใครก็ตามที่มาหาพระองค์ เพื่อรับความช่วยเหลือจากพระองค์จะได้รับความรอด

– แต่ก็มีคนที่พระเยซูเปิดเผยพระองค์แล้ว แต่ก็ไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด คนเหล่านั้นจะพบกับความพินาศ

– ยน. 8:24 “… เพราะ​ว่า​ถ้า​พวก​ท่าน​ไม่​เชื่อ​ว่า​เรา​เป็น​ผู้​นั้น ท่าน​ก็​จะ​ต้อง​ตาย​ใน​การ​บาป​ของ​ตัว”

– ค่ำคืนนั้น พระเยซูเปิดเผยพระองค์เอง ว่าพระองค์คือ “พระเยซูชาวนาเร็ธ” ที่พวกเขาได้ยิน ได้เห็นมาแล้ว ว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และได้ช่วยผู้คนมากมายด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์  

– แต่ในค่ำคืนวันนั้น พวกเขายังคงเลือกที่จะไม่เชื่อว่า พระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอด พวกเขาจึงได้ทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา คือ จับกุมพระเยซู

– น่าเศร้าที่ พะคัมภีร์บันทึกว่า ในค่ำคืนวันนั้น ยูดาส สาวกที่ใช้ชีวิตร่วมกับพระเยซูมานานถึง 3 ปี ก็เลือกยืนอยู่ข้างผิด ข้างเดียวกับพวกเขา คือ ไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ พระเยซูทรงสำแดงพระองค์เอง ให้แก่เราแล้ว เราจะเลือกตอบสนองอย่างไร?

– เลือกเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา หันมาเชื่อวางใจในพระองค์ พึ่งพาพระองค์สำหรับเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้

– หรือ เลือกไม่เชื่อ แล้วใช้กำลัง ความสามารถ สติปัญญา และความพยายามของเราเอง เพื่อช่วยตนเองให้รอดพ้นจากสถานการณ์ในวันนี้

– การเลือกนี้ ไม่เกี่ยวกับว่า เราคิดว่าเราเลือกแบบไหน แต่เกี่ยวกับว่าการกระทำของเรานั้นสอดคล้องกับการเลือกแบบไหนมากกว่า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:6) { ยอมไม่ชนะ }

แนวคิด :

– หลังจากที่พวกที่มาจับพระเยซู ตอบคำถามของพระเยซู ว่า พวกเขามาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ (ข้อ 5) พระเยซูก็สำแดงตัวเอง โดยตรัสว่า “เราเป็นผู้นั้น” แล้วพวกเขาก็ล้มลง

– พระคัมภีร์ไม่ได้บอกรายละเอียดว่า ทำไมพวกเขาถึงถอยหลังแล้วล้มลง

– อาจเป็นไปได้ว่า พระเยซูทรงสำแดงสง่าราศีของพระองค์ต่อพวกเขา จนพวกเขาไม่อาจยืนอยู่ได้ เหมือน เซาโลที่ล้มลงเมื่อได้ยินเสียงตรัสของพระเยซู (กจ. 26:14)

– อย่างไรก็ดี สิ่งนี้เกิดขึ้น ก่อนการยอมจำนนของพระเยซู ยอมให้พวกเขาจับกุมตัวไป ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงมีอำนาจเหนือศัตรู เพียงแค่พระองค์ตรัสพวกเขาก็ล้มลงแล้ว แต่เหตุที่พวกเขาสามารถจับกุมพระเยซูได้สำเร็จ เป็นเพราะพระองค์ทรงประสงค์ให้เป็นไปเช่นนั้น

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูเต็มใจ ยอมให้พวกเขาจับกุมพระเยซู เพราะพระองค์ทรงรักเรา

– พระองค์ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ยอมถูกปฏิบัติเยี่ยงผู้อ่อนแอ พ่ายแพ้ต่อศัตรู เพราะพระองค์ทรงรักเรา

วันนี้ หากเราถูกลบหลู่ ถูกดูถูก ถูกสบประมาท อย่างไม่เป็นจริง เพราะเหตุที่เราเชื่อฟังพระเยซู นั่นก็ถือว่าเป็นเกียรติยิ่งใหญ่ที่เราได้มีส่วนร่วมทุกข์กับพระเยซู เพราะเห็นแก่ความรักที่มีต่อพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:7) { ไม่ยอมกลับใจ }

แนวคิด :

– หลังจากที่พวกที่จะมาจับกุมพระเยซูล้มลง เพราะได้ยินเสียงตรัสของพระเยซูแล้ว (ข้อ6) เขาเห็นฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งของพระเยซูแล้ว และพระองค์ไม่ได้ทำร้ายพวกเขา

– พระเยซูให้โอกาสแก่พวกเขา ในการกลับใจจากการกระทำสิ่งชั่วร้าย ด้วยการถามพวกเขาอีกครั้งว่า “พวกท่านมาหาใคร?”

– แทนที่พวกเขาจะสำนึก ก้มกราบพระเยซู และยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พวกเขายังคงตอบเหมือนเดิม ยังคงไม่เปลี่ยนความตั้งใจเดิม “มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ”

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงให้โอกาสแก่เราเสมอในการที่จะกลับใจ

– วันนี้ หากเรากลับใจพระองค์พร้อมที่จะให้โอกาสแก่เราเริ่มต้นใหม่

– พวกที่มาจับกุมพระเยซู แม้พวกเขาเห็นฤทธานุภาพของพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็ยังไม่กลับใจ

เราได้เห็นพระหัตถกิจของพระเจ้ามากมายในชีวิตของเราแล้ว อย่าให้เรามีใจแข็งกระด้างต่อการเตือนสอนของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ไม่ยอมกลับใจ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:8) { รู้ว่ายังไม่พร้อม }

แนวคิด :

– เมื่อพวกที่มาจับกุมพระเยซู ยืนกรานจะมาหาเยซูชาวนาเร็ธ พระเยซูก็ยืนยันกับพวกเขาอีกครั้งว่า พระองค์คือผู้นั้นแหละ เพื่อพวกเขาจะไม่ได้จับผิดตัว หรือไม่จำเป็นต้องจับทุกคนในที่นั่นไป

– พระเยซูสำแดงตัว อยากจะจับก็จับพระองค์ได้เลย แล้วบอกให้ ปล่อยพวกสาวกคนอื่นๆไป

– พระเยซูทรงทราบว่า การถูกจับครั้งนี้ จะพบกับความทุกข์ทรมาน และทรงทราบว่า พวกสาวกยังไม่พร้อมสำหรับการทดสอบเช่นนั้นจึงจงใจสำแดงตัวอย่างชัดเจน เพื่อพวกที่มาจับกุมพระเยซู จะไม่ต้องจับรวบทุกคนไป

การประยุกต์ใช้ :

– วันนั้นพวกสาวก ไม่พร้อมสำหรับการทดสอบ การถูกทรมาน พระเยซูจึงพยายามกันพวกเขาออกไป แต่ต่อมาเมื่อพวกเขาพร้อม พวกเขาเผชิญกับการทดสอบนั้นอย่างกล้าหาญและมีชัยชนะ ยึดมั่นความเชื่อจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

พระเยซูทรงทราบว่า เราสามารถทนได้แค่ไหน พระเยซูจะไม่ปล่อยให้เราถูกทดลองเกินกว่าที่เราจะทนได้

– 1คร. 10:13 “ไม่​มี​การ​ทด​ลอง​ใดๆ เกิด​ขึ้น​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย นอก​เหนือ​การ​ทด​ลอง​ซึ่ง​เคย​เกิด​กับ​มนุษย์ พระ​เจ้า​ทรง​ซื่อ​สัตย์ พระ​องค์​จะ​ไม่​ทรง​ให้​พวก​ท่าน​ต้อง​ถูก​ทด​ลอง​เกิน​กว่า​ที่​ท่าน​จะ​ทน​ได้ และ​เมื่อ​ถูก​ทด​ลอง พระ​องค์​จะ​ทรง​ให้​มี​ทาง​ออก​ด้วย เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​มี​กำ​ลัง​ทน​ได้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:9) { รักษาสัญญา }

แนวคิด :

– พระเยซูปกป้องพวกสาวกมาตลอด 3 ปี ให้พวกเขามีความเชื่อมั่นคง และเวลานี้ยังคงปกป้องพวกเขาต่อไป ไม่ให้เข้าสู่กรทดลองเกินกำลังของพวกเขา

– ประโยคที่ตรัสว่า จะปกป้องรักษาพวกเขานั้น พระเยซูเคยตรัสหลายครั้ง เช่น

– ใน ยน. 6:39 และ​พระ​ประ​สงค์​ของ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​นั้น​ก็​คือ ให้​เรา​รัก​ษา​ทุก​สิ่ง​ที่​พระ​องค์​ทรง​มอบ​ไว้​กับ​เรา ไม่​ให้​หาย​ไป​สัก​สิ่ง​เดียว แต่​ทำ​ให้​เป็น​ขึ้น​มา​ใน​วัน​สุดท้าย

– และ ใน ยน. 17:12 เมื่อ​ข้า​พระ​องค์​ยัง​อยู่​กับ​พวก​เขา ข้า​พระ​องค์​ก็​พิ​ทักษ์​รัก​ษา​เขา ผู้​ซึ่ง​พระ​องค์​ประ​ทาน​แก่​ข้า​พระ​องค์​ไว้​โดย​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ และ​ข้า​พระ​องค์​ปก​ป้อง​พวก​เขา​ไว้ และ​ไม่​มี​ใคร​ใน​พวก​เขา​พินาศ​นอก​จาก​ลูก​แห่ง​ความ​พินาศ เพื่อ​ให้​เป็น​จริง​ตาม​ข้อ​พระ​คัม​ภีร์

– ในครั้งนี้ พระเยซูตรัสกับพวกคนที่มาจับกุมพระองค์ ให้ปล่อยพวกสาวกไป (ข้อ8) ก็เพื่อทำตามคำที่พระองค์ได้เคยตรัสไว้ว่า จะปกป้องรักษาพวกเขา

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อพระเยซูตรัสอะไรไว้ พระเยซูจะทรงรักษาสัญญาอย่างแน่นอน

– พระเยซูจะปกป้องรักษาเรา ผู้เชื่อวางใจในพระองค์

นั่นคือ พระเยซูจะทรงปกป้องรักษาเราและจะทรงกระทำให้ทุกสิ่งที่สัญญากับเรานั้นสำเร็จ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:10) { มัลคัสหูขวาขาด }

แนวคิด :

– เมื่อพวกที่มาจับกุมพระเยซู ลงมือจับกุมพระเยซู เปโตรพยายามที่จะต่อต้านขัดขวาง ด้วยการชักดาบออก ฟันเข้าไปที่คนหนึ่งในพวกเขา คาดว่าคงตั้งใจจะฟันคอ หรือไหล่ของเขา แต่พลาดไปโดนหูของเขาขาด

– ชายคนนั้น เป็นทาสของมหาปุโรหิต ชื่อว่า มัคคัส

– เหตุที่ ผู้เขียนพระกิตติคุณเล่มอื่นไม่ได้บอกชื่อของเขา คาดว่าน่าจะเป็นเพราะ ขณะที่เขียนพระกิตติคุณทั้ง 3 เล่ม(มธ. มก. ลก.) เปโตรและมัลคัสยังมีชีวิตอยู่  หรือ อาจจะเป็นเพราะยอห์นรู้จักสนิทสนมกับคนในบ้านของมหาปุโรหิตจึงทราบชื่อของทาสคนนั้น (ยน. 18:15 …​เพราะ​สา​วก​คน​นั้น​รู้​จัก​กับ​มหา​ปุโร​หิต เขา​จึง​เข้า​ไป​กับ​พระ​เยซู​จน​ถึง​ลาน​บ้าน​ของ​มหา​ปุโร​หิต)

– หูข้างขวา ลูกาก็บันทึกไว้เหมือนกันว่า ข้างขวา (ลก. 22:50) มัลคัสคงเป็นคนที่ยื่นมือขวาไปจับกุมพระเยซู แล้วเปโตรก็ชักดาบออกมาฟัน เขาหลบหรือเปโตรฟันไม่แม่น ก็ไม่อาจทราบได้ จึงโดนแค่หูขวาของเขา

– ใน ลก. 22:49 อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมว่า พวกสาวกได้ถามพระเยซูก่อนว่า “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ให้​พวก​ข้าพระ​องค์​เอา​ดาบ​สู้​ไหม?” แต่ก่อนที่พระเยซูจะตอบอะไร เปโตรก็ชักดาบออกฟันเขาเข้าไปเสียแล้ว

– การกระทำของเปโตร แม้จะหุนหันพลันแล่น แต่ก็ช่างเป็นการกระทำที่กล้าหาญ เพราะว่า พวกที่มาจับกุมถืออาวุธมามากมาย แต่ พวกสาวกมีดาบอยู่แค่ 2 เล่ม (ลก. 22:38 พวก​เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า นี่​แน่ะ มี​ดาบ​สอง​เล่ม” พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “พอ​แล้ว”) ยังคิดจะขัดขวางและต่อสู้พวกเขา

– แต่ดูเหมือนบทบาทฮีโร่ของเปโตร ไม่ได้รับคำชื่นชมจากพระเยซู เพราะเขาพยายามช่วยพระเจ้าด้วยวิธีการของมนุษย์

การประยุกต์ใช้ :

– แม้เปโตรจะทำอย่างสุดความสามารถ ทำอย่างกล้าหาญ แต่ก็ไม่ได้ทำให้พระเยซูชื่นใจ เพราะเขาทำตามความคิดของเขาเอง ไม่ได้ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

– ความคิดของเขา พระเยซูเป็นความหวังของเขาที่เขาจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นพระมาซีฮาที่เขารอคอยมานานแสนนาน พระมาซีฮาจะโดนจับไม่ได้

– แต่น้ำพระทัยของพระเจ้า ได้สำแดงแก่เปโตร ก่อนหน้านี้แล้วว่า เป็นแผนการของพระเจ้าที่จะให้พระเยซูถูกจับ และถูกประหารชีวิต แล้วจะเป็นขึ้นมาใหม่

วันนี้ สิ่งที่เราทำเพื่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่สำคัญว่ามันสอดกับน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ หากสิ่งที่เรากระทำขัดแย้งกับพระคำของพระเจ้า เราก็ไม่ได้กำลังรับใช้พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:11) { เต็มใจดื่ม }

แนวคิด :

– นอกจากพระเยซูจะไม่ชื่นชมในบทบาทฮีโร่ของเปโตรแล้ว(ข้อ 11) พระองค์ยังทรงกล่าวห้ามเปโตรอีกด้วย

– เปโตรคงจะงง และผิดหวังในเรื่องนี้มากทีเดียว

– พระเยซูบอกกับเปโตรว่า แม้พระองค์จะไม่อยากจะดื่มจากถ้วยนี้ ซึ่งหมายถึงการถูกจับ ถูกทรมาน และถูกตรึงตายบนไม้กางเขน แต่ถ้วยนี้เป็นถ้วยที่พระบิดาประทานให้ ดังนั้นพระเยซูสมควรรับไว้ด้วยความเต็มใจ

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างแก่เรา พระบุตรของพระเจ้าย่อมมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพื่อทำตามใจปรารถนาของตนเอง แต่เพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตสำเร็จ

– เราเองผู้เป็นบุตรของพระเจ้า ไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์ของตนเองอีกต่อไป แต่ควรอยู่เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

– 2คร. 5:15 “และ​พระ​องค์​สิ้น​พระ​ชนม์​เพื่อ​ทุก​คน เพื่อ​บรร​ดา​คน​ที่​มี​ชีวิต​อยู่​จะ​ไม่​อยู่​เพื่อ​ตัว​เอง​อีก​ต่อ​ไป แต่​จะ​อยู่​เพื่อ​พระ​องค์​ที่​สิ้น​พระ​ชนม์ และ​ทรง​เป็น​ขึ้น​มา​เพราะ​เห็น​แก่​เขา​ทั้ง​หลาย”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:12) { ทรงถูกมัด }

แนวคิด :

– หลังจากที่พระเยซูห้ามปรามเปโตร แล้วรักษาหูของทาสที่ถูกฟันขาด (ลก. 22:51) ซึ่งเป็นการแสดงการยอมจำนนแล้ว พระองค์ก็ยอมให้พวกที่มาจับกุมพระองค์ จับกุมพระองค์

– พวกเขาจึงมัดพระเยซู ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ที่สรรพสิ่งดำรงอยู่ได้โดยพระองค์(ยน1:3)

– เปรียบเสมือน เด็กอนุบาล ใช้กระดาษทิชชู มาพันเพื่อมัด แชมป์โลกนักยกน้ำหนัก

– เหตุผลเดียวที่พวกเขาสามารถจับและมัดพระเยซูได้ ก็เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเยซู

– ยน. 10:18 “ไม่​มี​ใคร​ชิง​ชีวิต​ไป​จาก​เรา​ได้ แต่​เรา​สละ​ชีวิต​ตาม​ที่​เรา​ตั้ง​ใจ​เอง เรา​มี​สิทธิ​อำ​นาจ​ที่​จะ​สละ​ชีวิต​นั้น…​”

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซู ผู้ทรงสง่าราศี ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ยอมให้เขามัดเอาไว้ เยี่ยงโจรชั่วร้าย ผู้อ่อนแอไม่มีกำลังจะต่อต้านได้

– พระเยซูยอมถ่อมพระทัยลงเพื่อเรา เราได้ถ่อมตัวลง ยอมอะไรบ้างเพื่อเห็นแก่พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก.3:28-30){ การหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ }

“แต่ใครกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงอภัยให้คนนั้นไม่ได้ตลอดไป แต่คนนั้นจะมีโทษของบาปชั่วนิรันดร์” มก. 3:29

แนวคิด :
– พระเยซู พูดถึงบาปอย่างหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก เพราะผู้ที่มีบาปนี้ไม่อาจรับอภัยได้เลย “บาปแห่งการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์”
– บาปทุกอย่างและคำหมิ่นประมาททุกอย่าง จะทรงอภัยให้มนุษย์ได้ ยกเว้น ใครกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงอภัยให้คนนั้นไม่ได้ตลอดไป (29)
– ที่พระเยซู เรียกพวกเขาว่า เขา “หมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธ์” เพราะว่า พวกเขาหาว่าพระเยซูมีผีสิง (30) พวกเขากล่าวหาว่า ฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็น ฤทธิ์ของปีศาจ
– เป็นที่น่าสังเกตคือ เมื่อพระเยซูขับผีออก แล้วคนนั้นก็หายเป็นปกติ พวกธรรมจารย์ซึ่งมีความรู้ในพระคัมภีร์เป็นอย่างดี ก็รู้อยู่แก่ใจว่า นี่คือสิ่งดีที่เกิดขึ้น และเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่านี่เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า
– แต่เขาไม่ใส่ใจความจริงนี้ เพียงแค่อยากจะทำลายความน่าเชื่อถือ(discredit)ของพระเยซู พวกเขาถีงกับยอมโกหก บิดเบือนความจริง ดูถูกพระเจ้าว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ คือฤทธิ์ของปีศาจ (ทั้งที่เขาเองก็รู้อยู่ในใจว่าอะไรเป็นอะไร)
– เขายอมบิดเบือนความจริง ยอมให้เกียรติผี แล้ว ดูถูกพระเจ้า เพียงเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ในสังคม
– ดังนั้น การหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึง
>>> ไม่ใช่เรื่องของการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เข้าใจผิดคิดว่า สิ่งนี้ไม่ได้เป็นมาจากพระเจ้า จึงออกมาต่อต้าน ซึ่งแท้จริงเป็นมาจากพระเจ้า แบบนี้เมื่อรู้ตัวก็กลับใจได้
>>> แต่หมายถึง รู้อยู่แก่ใจ ว่าเป็นมาจากพระเจ้า แต่จงใจบิดเบือน จงใจโกหก ใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นมาจากมาร เพื่อจะดำเนินตามทิฐิมานะของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
[ที่สำคัญคือ พระเจ้า จะเป็นผู้ตัดสินเอง ว่า ใครที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่ รู้จักจิตใจของมนุษย์แต่ละคนเป็นอย่างดี]

การประยุกต์ใช้ :
พระคัมภีร์แนะนำ เช่นนี้
• อย่าเชื่อทุกวิญญาณ
1ยน. 4:1 …ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อทุกๆ วิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆ ว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ …
• แต่ก็อย่าดูถูกไปหมดทุกการสำแดง
1ธส. 5:20 อย่าดูหมิ่นถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ
• จงพิสูจน์ทุกสิ่ง อันไหนจริงก็ยึดไว้ อันไหนไม่ใช่ก็โยนทิ้งไป อย่าเอามาใส่ใจหรือเกี่ยวข้อง
1ธส. 5:21 จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น

วิธีพิสูจน์ ง่ายนิดเดียว
ลก. 6:44 เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้แต่ละต้นได้ ก็ด้วยผลของมัน …
สิ่งที่เป็นมาจากพระวิญญาณ จะมีผลของพระวิญญาณปรากฏ (กท.5:22-23)
สิ่งที่เป็นมาจากพระเจ้า จะส่งผลให้เกิดบุคลิกลักษณะของพระเจ้า
ตอนแรกๆ บางต้นผลปลอมมาอย่างเนียน ดูไม่ออก แต่สักพักไม่นาน เราก็จะสังเกตได้อย่างแน่นอน
อันไหนผลจริง อันไหนผลพลาสติคที่เอากาวมาติดกับต้นไว้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:13) { ถูกพามาหาอันนาส }

แนวคิด :

– อัน​นาส ​เป็น​มหา​ปุโรหิตประจำการ ระหว่าง ค.ศ. ​6-15 ​

– ในขณะที่มีการจับกุมพระเยซูนั้น อัน​นา​ส​ถูก​โรม​ปลด​ออก​จาก​ตำแหน่งมหาปุโรหิตประจำการแล้ว​ แต่​ยังคงมี​อิทธิพล​อยู่มาก เพราะเขาเป็นมหาปุโรหิตมาเป็นเวลานาน และลูกของเขาอย่างน้อย 5 คน ได้เป็นมหาปุโรหิตด้วย และเขายังเป็นพ่อตาของคายาฟาส มหาปุโรหิตประจำการในเวลานั้นด้วย

– ดูเหมือนในช่วงเวลานั้น อันนาสน่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในสภาแซนฮีดริน สภาสูงของยิว อีกด้วย

​- ดังนั้นพวกเขาจึงจับพระเยซูมาหาอันนาสก่อน

– เหตุที่พวกเขาจับพระเยซูมาหาอานาสก่อน ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นมหาปุโรหิตประจำการ น่าจะเป็นเพราะอันนาส อาวุโสกว่า มีประสบการณ์มากกว่า น่าจะหาข้อกล่าวหาพระเยซูได้ดีกว่า

– และเป็นไปได้ว่า พวกที่ถูกส่งไปจับพระเยซูนั้น ถูกส่งมาโดยอันนาส นี่เอง ซึ่งหมายความว่า การจับกุมนี้ไม่ได้ทำตามกฏเกณฑ์หรือหลักการที่เหมาะสม ของสภาสูงยิว

– และสิ่งที่ตอกย้ำเรื่อง ความผิดปกติของการจับกุมนี้ คือ โดยปกติแล้ว ตามธรรมเนียมยิว จะไม่ตัดสินใครในยามวิกาล แต่พระเยซูทรงถูกตัดสินอย่างเร่งด่วนในยามวิกาล

หมายเหตุ :

– คา​ยา​ฟาส ​เป็น​มหา​ปุโรหิต​ประจำการ ​ระหว่าง ​ค.ศ. ​18-36 ​

– เป็นไปได้ว่า บ้านของอันนาส น่าจะอยู่ใกล้กับบ้านของคายาฟาสมหาปุโรหิตประจำการ

– ในสมัยพระคัมภีร์เดิม ​มหา​ปุโรหิต​จะ​อยู่​ใน​ตำแหน่ง​ตลอดชีวิต ​แต่ต่อมา​ใน​สมัย​​พระคัมภีร์​ใหม่เมื่อโรมเข้าปกครองปาเลสไตน์​ ช่วงเวลาของการ​รับ​หน้าที่​มหา​ปุโรหิตจะขึ้นอยู่​กับ​ความพึงพอใจ​ของ​ผู้​ครอบ​ครอง​ของ​โรมัน ในช่วงเวลานั้นๆ

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูได้รับความไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ ไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม ถูกปฏิบัติอย่างอยุติธรรม

– ถึงกระนั้นพระองค์ก็ไม่ขัดขืนหรือต่อต้าน ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์ไม่อาจต่อต้าน แต่เพราะว่าพระองค์รู้ว่านี่เป็นพระประสงค์ของพระบิดา พระองค์จึงน้อมรับอย่างถ่อมพระทัย

– วันนี้ หากเราไม่ได้รับความเป็นธรรม เราควรปรึกษาพระเจ้า ทูลขอการนำจากพระองค์ ขอพระองค์ทรงสอนเราว่าควรจะตอบสนองอย่างไรต่อเหตุการณ์นี้ เพื่อให้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน.18:14) { คายาฟาสเป็นลูกเขยของอันนาส พอดี }

แนวคิด :

– ใน ยน. 11:50 เมื่อพวกยิวกำลังปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับพระเยซู คายาฟาสจึงกล่าวว่า  “ไม่​รู้​หรือ​ว่า​เป็น​การ​ดี​สำ​หรับ​พวก​ท่าน​ที่​จะ​มี​คน​หนึ่ง​ตาย​เพื่อ​ประ​ชา​ชน แทน​ที่​จะ​ให้​คน​ทั้ง​ชาติ​ต้อง​พินาศ” ซึ่งหมายความว่า ให้คนบริสุทธิ์ตายสักคนไม่เป็นไรหรอก ขอพวกเรารอดก็พอแล้ว

– ดูเหมือนเหตุการณ์จะ ลงตัวพอดีที่ คายาฟาส เป็นลูกเขยของอันนาส ผู้ปรารถนาจะกำจัดพระเยซู และคายาฟาสก็ได้รับการแต่งตั้งจากโรมเป็นมหาปุโรหิตช่วงนั้นพอดี ซึ่งอีก 3 ปีต่อมา ใน ค.ศ.36 เขาก็จะถูกโรมปลดออกจากตำแหน่งแล้ว

– ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ความบังเอิญแต่อยู่ในแผนการของพระเจ้า ที่จะช่วยมนุษย์ทั้งหวงให้รอดทางพระเยซูคริสต์

การประยุกต์ใช้ :

– ความพอดี ลงตัว ทั้งหลายที่เราพบเจอนั้น ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่อยู่ในแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า

เราไม่จำเป็นต้องตกใจกลัว หรือหวาดหวั่นต่อเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญ เพราะทั้งหมดยังอยู่ในแผนการอันดีเลิศของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:15) { รู้จักจนเป็นพร }

แนวคิด :

– หลังจากสาวกทั้งหมดหนี เมื่อมีคนมาจับกุมพระเยซูแล้ว (มธ. 26:56) ต่อมาเปโตรและสาวกอีกคนหนึ่งซึ่งหมายถึงยอห์นนั่นเอง (รูปแบบงานเขียนของยอห์น เมื่อเขาพูดถึงตัวเอง มักเขียนทำนองนี้ ยน.13:23; ยน. 19:26; ยน. 19:35;  ยน. 21:7; ยน. 21:20) ก็หวนกลับมาอีกครั้ง ติดตามพระเยซูไป ไม่ใช่เพื่อจะร่วมทุกข์กับพระองค์ หรือไม่ใช่เพื่อจะมาช่วยพระองค์ แต่ตามมาดูเฉยๆ ดูว่าจะจบอย่างไร (มธ. 26:58)

– เนื่องจากยอห์น มีโอกาสรู้จักกับมหาปุโรหิตก่อนหน้านี้ ทำให้เขาสามารถเข้าไปในลานบ้านของมหาปุโรหิตได้ จึงเป็นเหตุให้เขาสามารถเขียนอธิบายเหตุการณ์ของช่วงเวลานั้นได้ละเอียดกว่า ผู้เขียนพระกิตติคุณท่านอื่นๆ

การประยุกต์ใช้ :

– ในความสัมพันธ์กับคนต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา สักวันหนึ่งพระเจ้าอาจจะใช้ความสัมพันธ์เพื่อให้เราเป็นพระพรต่อผู้คนอีกมากมายก็เป็นไปได้

– วันนี้ ความสัมพันธ์ที่เรามีกับใครบางคน สามารถเป็นประตูที่จะทำให้แผนการแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จผ่านชีวิตของเราได้

วันนี้ ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนที่ยังไม่รู้จักกับพระเจ้า พระองค์ประสงค์ที่จะใช้เรานำความรอดของพระเยซูคริสต์ไปสู่พวกเขา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:16) { คิดว่าพร้อม }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูถูกจับกุมนำเข้าไปในบ้านของอันนาส มหาปุโรหิตนอกประจำการ ยอห์นได้เข้าไปในลานบ้านนั้นด้วย(ข้อ 15) แต่เปโตรยังยืนอยู่หน้าประตูทางเข้า

– ยอห์นมองออกไปท่ามกลางความมืด แต่ก็พอสังเกตเห็นเปโตรได้ เนื่องจากวันนั้นเป็นช่วงดวงจันทร์เต็มดวง

– เมื่อยอห์นเห็นเปโตรยืนหลบซ่อนอยู่ที่หน้าประตู เขาจึงตัดสินใจ เดินออกไปที่ประตู แล้วเจรจากับผู้หญิงที่เฝ้าประตู ซึ่งปกติจะเป็นผู้ชายที่เฝ้าประตู หญิงคนนั้นคงทำหน้าที่แทนชั่วคราว แล้วหญิงคนนั้นก็ยอมปล่อยให้เปโตรเข้ามาในลานบ้านของอันนาส

– ท่ามกลางความสับสน และงงงันของเปโตร ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมาตั้งแต่ตอนมีกลุ่มคนมาจับกุมพระเยซู จนถึงบัดนี้ นี่น่าจะเป็นช่วงที่เขาชื่นใจที่สุด เพราะเขาได้สิทธิพิเศษเข้าไปในลานบ้าน เพื่อเขาได้สังเกตดูให้ชัดว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกับพระเยซู และเรื่องจะจบลงอย่างไร (มธ. 26:58)

– เปโตรเขาคิดว่า เขาพร้อมแล้ว ที่จะเข้าไปใกล้การทดลองมากขนาดนั้น แต่ความจริงแล้ว เขายังไม่พร้อม เขาไม่น่าเข้ามาเลย เขากำลังจะล้มลงในการทดสอบครั้งสำคัญของชีวิต

การประยุกต์ใช้ :

– บางครั้ง เราประเมินตัวเองผิด คิดว่า “เราพร้อมเผชิญการทดลอง” “เราผ่านมันไปได้แน่นอน” ทั้งที่ความจริงแล้ว ยังห่างไกลกับคำว่าพร้อมมากนัก

– 1คร. 10:12 “เพราะ​เหตุ​นี้​คน​ที่​คิด​ว่า​ตัว​เอง​มั่น​คง​ดี​แล้ว ก็​จง​ระวัง​ไม่​ให้​ล้ม​ลง”

อย่าประมาทต่อการทดลอง พระเยซูทรงสอนเราให้อธิษฐานว่า ‘ขอให้เราสามารถหลีกหนีจากการทดลอง’ เราควรถ่อมตัวลง และอธิษฐานขอกำลังและสติปัญญาที่จะผ่านพ้นทุกการทดลองที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:17) { ปฏิเสธพระเยซู }

แนวคิด :

– ช่วงที่เปโตรถูกถามครั้งแรก ใน มก. 14:66 บอกว่า ​“เป​โตร​อยู่​ที่​ลาน​บ้าน​ข้าง​ล่าง มี​หญิง​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​สาว​ใช้​ของ​มหา​ปุโร​หิต​เดิน​มา เมื่อ​เห็น​เป​โตร​ผิง​ไฟ​อยู่ นาง​จ้อง​มอง​แล้ว​พูด​ว่า “เจ้า​อยู่​กับ​เยซู​ชาว​นาซา​เร็ธ​ด้วย​นี่” ”

– และใน ลก. 22:55 “เมื่อ​พวก​เขา​ก่อ​ไฟ​ที่​กลาง​ลาน​บ้าน​และ​นั่ง​ลง​ด้วย​กัน​แล้ว เป​โตร​ก็​นั่ง​อยู่​ท่าม​กลาง​พวก​เขา มี​สาว​ใช้​คน​หนึ่ง​เห็น​เป​โตร​นั่ง​อยู่​ใน​แสง​ไฟ จึง​จ้อง​มอง​แล้ว​พูด​ว่า “คน​นี้​อยู่​กับ​เขา​ด้วย” ”

– ส่วน ใน มธ. 26:69 “เป​โตร​นั่ง​อยู่​นอก​ตึก​ที่​ลาน​บ้าน มี​สาว​ใช้​คน​หนึ่ง​มา​พูด​กับ​เขา​ว่า “เจ้า​ก็​อยู่​กับ​เยซู​ชาว​กา​ลิ​ลี​ด้วย” “

– และ ใน ยน. 18:17 “ผู้​หญิง​คน​ที่​เฝ้า​ประตู​ถาม​เป​โตร​ว่า “ท่าน​ก็​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​สา​วก​ของ​คน​นั้น​ด้วย​ไม่​ใช่​หรือ?” ”

– เมื่อรวมข้อมูลทั้ง 4 เล่ม จึงได้ความว่า เหตุการณ์เกิดที่ลานบ้านของอันนาส มหาปุโรหิตนอกประจำการ เกิดขณะเปโตรกำลังผิงไฟ คนที่ถาม เป็นสาวใช้ที่ก่อนหน้านี้เฝ้าอยู่ที่หน้าประตู

– ดังนั้น เรื่องราวเป็นดังนี้ :

– เมื่อเปโตรตามกลุ่มคนที่จับพระเยซูมาจนถึงบ้านของอันนาส แต่เข้าไปไม่ได้กล้าๆกลัวๆอยู่แถวหน้าประตู ยอห์นซึ่งเข้าไปได้มองเห็นเข้า จึงเดินมาเจรจากับผู้หญิงซี่งเฝ้าประตูแล้วพาเปโตรเข้ามา (ผู้หญิงนั้นน่าจะเฝ้าประตูแทนชายบางคนชั่วคราว เพราะปกติเป็นหน้าที่ของผู้ชาย)

– เปโตรจึงนั่งผิงไฟอยู่กับคนอื่นๆในลานบ้านของอันนาส แล้วผู้หญิงคนใช้ที่เฝ้าประตูนั้น เดินมา เธอมาที่กองไฟ และด้วยแสงไฟนั้นเธอจึงเห็นหน้าเปโตรชัดขึ้น อาจจะสังเกตเห็นท่าทางกลัวๆ ประหม่าๆ ของเปโตรด้วย เมื่อเธอจ้องดูเปโตรชัดๆ แล้วเธอจึงเริ่มถามเปโตรว่า เปโตรเป็นพวกเดียวกันกับพระเยซูใช่ไหม?

– แล้วเปโตรก็ปฏิเสธ ว่า เขาไม่รู้จักพระเยซู

– เปโตร ล้มเหลว ในการทดสอบครั้งแรกนี้

การประยุกต์ใช้ :

– เปโตรถูกถามด้วยผู้หญิงที่อ่อนแอคนหนึ่ง แต่เขาเองก็ยังไม่กล้าที่จะยืนหยัดฝ่ายพระเยซู

– ถ้าเขาเดินไปกระซิบข้างหูของหญิงคนนั้นว่า ใช่แล้ว จากนั้นรีบวิ่งหนีออกไปเลย ก็ยังดีซะกว่า ปฏิเสธไม่ยอมอยู่ฝ่ายพระเยซู

– ก่อนหน้านี้ ไม่กี่ชั่วโมง ​เป​โตร เพิ่งทูล​ยืน​ยัน ใน มก. 14:31 ​ว่า “แม้​ว่า​ข้า​พระ​องค์​จะ​ต้อง​ตาย​กับ​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​ก็​จะ​ไม่​ปฏิ​เสธ​พระ​องค์​เลย”

– เราเองอาจคิดว่า เปโตรไม่น่าจะทำเช่นนั้นเลย แต่ตัวเราเองอาจจะเป็นหนักกว่าเปโตรก็เป็นได้

วันนี้ เรายังคงยืนหยัดฝ่ายพระเยซู ด้วยการบอกให้คนรอบข้างและคนที่เราพบเจอ ให้รู้ว่า เรากำลังปรนนิบัติพระเยซู หรือไม่?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:18) { ยังอยู่ที่เดิม }

แนวคิด :

– หลังจากที่เปโตรปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซูครั้งแรกแล้ว เขาก็ยังไม่รู้สึกผิดอะไร อาจจะตกใจบ้างว่าเกือบโดนคนรู้แล้วว่าเป็นพวกของพระเยซู

– เขายังคงยืนผิงไฟต่อไป กับพวกทาสและเจ้าหน้าที่ ใน มก. 14:54 ขยายความเพิ่มว่ามีพวก​ทหาร​ยาม ยืนผิงไฟอยู่ด้วย

– เปโตรไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่อย่างไร เพียงอาจจะระมัดระวังตัวมากขึ้น ความอยากรู้ของเขาว่าเหตุการณ์จะจบอย่างไร ยังคงทำให้เขายังอยู่ต่อไปในลานบ้านของอันนาส มหาปุโรหิตนอกประจำการนั้น

– จากข้อนี้ทำให้เราได้รู้เพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง คือ ในวันที่พระเยซูถูกจับกุมนั้น คืนนั้นอากาศหนาวเย็นมาก พระเยซูของฉันถูกสอบสวนและถูกซ้อม โต้รุ่งในคืนที่อากาศเย็นยะเยือก

การประยุกต์ใช้ :

– ความผิดพลาดของเปโตรครั้งแรก คือปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซู

– ความผิดพลาดต่อมาของเปโตร คือ เมื่อเขาผิดพลาดครั้งแรกแล้ว เขาไม่ได้สำนึกผิด ไม่เสียใจ ในความผิดที่ได้ทำไปนั้น

– จึงเป็นเหตุให้เขายังคงอยู่ต่อไป ในที่ที่ง่ายที่จะตกเข้าสู่การทดลองอีกครั้ง

หากเราผิดพลาดพลั้งไป สิ่งที่เราควรจะรีบทำให้เร็วที่สุด ก็คือ สำนึกบาป สารภาพต่อพระเจ้า แล้วรับการอภัยด้วยความเชื่อ จากนั้นก็รีบออกห่างจากสถานการณ์ที่ง่ายต่อการที่เราจะล้มลงในการทดลองอีกครั้ง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:19) { ถามยังไง ให้ไม่ได้รับคำตอบ }

แนวคิด :

  • อันนาส มหาปุโรหิตนอกประจำการได้ สืบสวนพระเยซู ผู้ถูกมัดอยู่ ขณะที่พระเยซูอยู่ในบ้านของเขา
  • เขาพยายามสืบถามพระเยซูเกี่ยวกับคำสอนของพระองค์และข้อมูลเกี่ยวกับสาวกของพระองค์ เช่น จำนวน ,ฯลฯ เพื่อจะหาทางจับผิดพระเยซู เพื่อฟ้องพระองค์ โดยเฉพาะในข้อหากบฏต่อซีซาร์
  • เมื่ออันนาสถามพระเยซู ถึงคำสอนของพระเยซู ตามปกติพระเยซูมักตอบคำถามของผู้ที่ถามพระองค์เกี่ยวกับคำสอนพระองค์อยู่เสมอ แต่พระเยซูกลับไม่ตอบอันนาส(ข้อ20) ก็เพราะว่า เขาไม่ได้ถามเพื่ออยากจะรู้ อยากเข้าใจคำสอนนั้น เพื่อจะได้กลับใจใหม่ แต่เขาถามเพื่อจะจับผิดพระเยซู เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของเขาเอง

การประยุกต์ใช้ :

  • เมื่อเราปรารถนาจะรู้จักและเข้าใจพระคำของพระเจ้า พระเจ้าจะยินดีเปิดเผยให้เรารับรู้และเข้าใจเสมอ
  • ยกเว้นเมื่อเราอยากจะรู้เพียงเพื่อจะจับผิด หรือเพื่อนำมาใช้สนองใจปรารถนาของตนเอง เราคงไม่อาจได้รับการเปิดเผยในผ่ายวิญญาณจากพระเจ้าในเรื่องนั้นได้
  • เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรอยากจะเข้าใจพระคำของพระเจ้า แต่แรงบันดาลใจในการอยากเข้าใจนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:20) { เปิดเผยอย่างชัดเจนแล้ว }

แนวคิด :

– เมื่ออันนาสมหาปุโรหิตสอบถามพระเยซูเกี่ยวกับพวกสาวกของพระองค์และคำสอนของพระองค์(ข้อ 19) ดูเหมือนพระเยซูจะข้ามประเด็นแรกไปพูดถึงประเด็นหลังเลย

– ไม่ใช่เพราะพวกสาวกทิ้งพระองค์ไปหมด ไม่ใช่เพราะมีบางคนปฏิเสธพระองค์ ไม่ใช่เพราะบางคนทรยศพระองค์ และไม่ใช่เพราะพระเยซูต้องการรับโทษเพียงพระองค์เดียว

– แต่เพราะว่า คำสอนของพระองค์นั้น ดีเลิศ ปราศจากตำหนิ ในเมื่อคำสอนของพระองค์ปราศจากตำหนิ ก็ไม่มีอะไรที่สาวกของพระองค์จะสมควรถูกตำหนิ

– พระเยซูตอบอันนาสว่า พระองค์ทรงสอนอย่างเปิดเผยให้ทุกคนที่มาหาพระองค์ได้ยิน ทั้งในธรรมศาลาที่ซึ่งชาวยิวพบปะกันเพื่ออธิษฐาน อ่านพระคำ และฟังคำสั่งสอน รวมทั้งสอนในพระวิหารซึ่งในอยู่กรุงเยรูซาเล็มด้วย

– ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก คนทั้งหลายที่ปรารถนาจะฟังทุกคนก็ได้ยินกันทุกคนแล้ว

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูสอนอย่างเปิดเผยให้ทุกคนได้ยิน ที่เขาไม่ได้ยินก็เพราะเขาไม่สนใจ หรือไม่ก็ เขาแสร้งไม่ได้ยิน

พระคำของพระเจ้าเปิดเผยน้ำพระทัยของพระเจ้าไว้แล้วอย่างชัดเจน วันนี้ที่เราไม่รู้น้ำพระทัยของพระเจ้า อาจเป็นเพราะเราไม่สนใจพระคำของพระเจ้า หรืออาจเพราะว่าแสร้งเป็นไม่รู้น้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อจะได้ไม่ต้องเชื่อฟังพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:21) { ฟังก็จะรู้ }

แนวคิด :

– พระเยซูถามอันนาสมหาปุโรหิตนอกประจำการว่า ถามพระองค์ทำไม? เพราะตามปกติแล้วในการพิพากษาของคนยิว ผู้ต้องหาไม่ต้องกล่าวถึงความผิดของตัวเอง แต่ผู้กล่าวหาต่างหากที่ต้องบอกว่า ผู้ต้องหาทำผิดอะไร

– กรณีนี้ดูเหมือนอันนาส ไม่รู้จะหาข้อกล่าวอะไรให้พระเยซูดี จึงถามพระเยซูว่า “ช่วยบอกหน่อยสิ มีอะไรน่าจะใช้เป็นข้อกล่าวหาได้บ้าง เราจะได้จับผิดแล้วยัดข้อกล่าวหาท่านได้”

– พระเยซูกล่าวกับอันนาสว่า ผู้ที่ฟังพระเยซู ก็จะทราบว่าพระองค์สอนอะไร

– พระเยซูเป็นบรมครู พระองค์สามารถสอนให้ทุกคนสามารถเข้าใจสิ่งที่พระองค์สอนได้ ยกเว้นคนที่ไม่ใส่ใจ หรือคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาจะเป็นแค่คนที่ได้ยินแต่ไม่ใช่คนที่ฟัง พวกเขาจะไม่รู้สิ่งที่พระเยซูได้สอนนั้น

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงสามารถสอนให้เราเข้าใจได้ ไม่ว่าเราจะมีความรู้ ความเข้าใจ หรือสติปัญญาน้อยสักเพียงใดก็ตาม

ทุกคนที่ฟังพระเยซู จะรู้ว่าพระเยซูสอนอะไร เราสามารถรับรู้คำสอนของพระเยซูได้ หากเพียงแต่เราจะตั้งใจฟังพระคำของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:22) { ทรงถูกตบหน้า }

แนวคิด :

– ใน อพย. 22:28 ธรรมบัญญัติกล่าวไว้ว่า “ห้าม​ด่า​พระ​เจ้า หรือ​สาป​แช่ง​ผู้​นำ​ประชา​ชน​ของ​เจ้า”

– เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ได้ยินพระเยซูตอบอันนาสมหาปุโรหิตนอกประจำการ อย่างชอบธรรมและสมเหตุสมผล(ข้อ 20-21) แต่คน​นั้น มอง​ว่า​พระเยซู​ไม่ได้​ให้​ความ​เคารพ​ต่อม​หา​ปุโรหิต  เขาจึงตบหน้าพระเยซู ​แต่ความจริง​​เขาไม่​มี​สิทธิ์​ตบ​หน้าพระองค์ ​เขา​มี​สิทธิ์​แค่​ ตำหนิ​ติ​เตียน​เท่านั้น หากเขาคิดว่าพระองค์พูดลบหลู่มหาปุโรหิต

– สาเหตุที่เขาตบพระเยซู เพราะเขาคิดว่า พระเยซูไม่สมควรพูดเช่นนั้นต่อมหาปุโรหิต

การประยุกต์ใช้ :

– แม้แต่เจ้าหน้าที่ธรรมดาๆคนหนึ่งยังรู้เลยว่า ไม่สมควรลบหลู่มหาปุโรหิต แม้แต่ด้วยคำพูดก็ตาม

– แต่ในวันนั้น พระเยซูผู้ทรงเป็นมหาปุโรหิตนิรันดร์ กลับยอมถูกลบหลู่ ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่ด้วยการตบหน้าโดยเจ้าหน้าที่ต่ำต้อย ทั้งที่พระองค์ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่เพียงเล็กน้อย

– พระเยซูยอมถูกลบหลู่เกียรติ เพื่อให้เราผู้สมควรถูกหลู่เกียรติ กลับได้รับเกียรติยิ่งใหญ่ในการเข้าส่วนในพระสิริของพระเจ้า

– พระเยซูยอมถูกตบหน้าเพื่อเรา วันนี้เรายอมทำอะไรเพื่อเห็นแก่พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:23) { ไม่ยุติธรรม }

แนวคิด :

– พระเยซูตรัสกับเจ้าหน้าที่ ผู้ที่ตบหน้าพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงรักเขาและกำลังจะเดินไปสู่ความตายบนไม้กางเขนเพื่อเขาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า  ว่า “ถ้า​เรา​พูด​ผิด..”  เพื่อให้เขาคิดทบทวนคำพูดของพระองค์ดูดีๆ ให้​เขาลองไตร่ตรองดูว่า สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นเป็นการผิดธรรมบัญญัติ หรือเป็นการลบหลู่มหาปุโรหิตตรงไหน ​แต่​​เขา​กลับ​เงียบ​แสดง​ว่า​ที่​พระเยซู​ตรัส​นั้น​ ล้วนแต่ป็น​ความ​จริง

– พระเยซูชี้ให้เขาเห็นว่า สิ่งที่เขาทำนั้นไม่ถูกต้อง คือ เขาลงโทษ ลงมือทำร้าย ผู้ที่ไม่มีความผิด

– สาระสำคัญของข้อนี้ น่าจะเป็นการชี้ให้เห็นว่า พระเยซูทรงถูกปฏิบัติอย่างอยุติธรรม

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงรับความอยุติธรรม เพื่อเรา

– พระเยซูถูกลงโทษ ทั้งที่ไม่มีความผิดเพื่อเรา

– เพื่อเราผู้มีความผิด ผู้สมควรถูกลงโทษ จะสามารถรอดพ้นการลงโทษในวันพิพากษาได้

– อสย. 53:5 “… ท่าน​บอบ​ช้ำ​เพราะ​ความ​บาปผิด​ของ​เรา…”

– พระเยซูผู้ชอบธรรม ทรงยอมทนรับความอยุติธรรม เพื่อเราจะได้รับความชอบธรรมของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:24) { หาข้อหาไม่พบ }

แนวคิด :

– หลังจากอันนาส มหาปุโรหิตนอกประจำการ ได้สอบสวนพระเยซูอยู่พักใหญ่ ก็ไม่พบเหตุที่จะกล่าวหาพระเยซูได้ จึงส่งพระเยซูไปที่บ้านของคายาฟาสมหาปุโรหิตคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นลูกเขยของอันนาส

– ที่บ้านของคายาฟาสนี้ เป็นที่เรียกประชุมเฉพาะกิจของบรรดาธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ของพวกยิว ซึ่งคาดว่าคงเรียกประชุมกันเป็นกรณีพิเศษเพื่อจัดการกับพระเยซู

– ใน มธ. 26:57 ก็ขยายความบ้านของคายาฟาสไว้ดังนี้  “พวก​คน​ที่​จับ​พระ​เยซู​ก็​พา​พระ​องค์​ไป​ถึง​บ้าน​คา​ยา​ฟาส​มหา​ปุโร​หิต ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่​บรร​ดา​ธรร​มา​จารย์​และ​พวก​ผู้​ใหญ่​ประ​ชุม​กัน​อยู่”

– ในเมื่ออันนาสมหาปุโรหิตอาวุโส คนเดียวเอาไม่อยู่ ไม่สามารถหาข้อกล่าวหาพระเยซูได้ เขาจึงส่งไปยังที่ประชุมของพวกผู้ใหญ่เพื่อช่วยกันหาข้อหาให้แก่พระเยซู

– พระเยซูซึ่งถูกมัดไว้ เขามัดผู้ต้องหาเพื่อป้องกันการหลบหนี ซึ่งความจริงพระเยซูไม่เคยคิดที่จะหลบหนีเลย

การประยุกต์ใช้ :

– อันนาส สอบสวนอยู่นานก็ยังไม่สามารถตั้งข้อกล่าวหาพระเยซูได้ จึงต้องส่งให้ที่ประชุมมาช่วยกันหาข้อหาให้แก่พระเยซู เป็นการปฏิบัติที่ผิดกฏเกณฑ์และธรรมเนียมอย่างยิ่ง

– คือ จับผู้ต้องหามาก่อน แต่ข้อหายังหาไม่ได้ เดี๋ยวมาช่วยกันหากันทีหลัง

พระเยซูถูกกล่าวหา โดยไม่มีความผิด เพื่อเราผู้มีความผิด จะได้พ้นข้อกล่าวหา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน.18:25){ตกหลุมเดิม}

แนวคิด :

– ในกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม กล่าวถึง การปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซู ในครั้งที่ 2 ของเปโตร ไว้ดังนี้

– ใน มธ. 26:71 “เมื่อ​เป​โตร​ออก​ไป​ที่​ประตู​บ้าน สาว​ใช้​อีก​คน​หนึ่ง​เห็น​เขา​จึง​บอก​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​อยู่​ที่​นั่น​ว่า “คน​นี้​เคย​อยู่​กับ​เยซู​ชาว​นา​ซา​เร็ธ” ”

– ใน มก. 14:69 “เมื่อ​สาว​ใช้​คน​นั้น​เห็น​เป​โตร ก็​พูด​ขึ้น​อีก​กับ​คน​ที่​ยืน​อยู่​ว่า “คน​นี้​เป็น​พวก​เขา​ด้วย”  ”

– ใน ลก. 22:58 “สัก​ครู่​หนึ่ง​มี​อีก​คน​หนึ่ง​เห็น​เป​โตร จึง​พูด​ว่า “เจ้า​เป็น​คน​ของ​พวก​นั้น​ด้วย” เป​โตร​จึง​กล่าว​ว่า “พ่อ​หนุ่ม​เอ๋ย ข้า​ไม่​ได้​เป็น” ”

– และ ใน ยน. 18:25 ขณะ​นั้น​ซีโมน​เป​โตร​กำ​ลัง​ยืน​ผิง​ไฟ​อยู่ คน​พวก​นั้น​ถาม​เป​โตร​ว่า “เจ้า​ก็​เป็น​สา​วก​ของ​คน​นั้น​ด้วย​ไม่​ใช่​หรือ?” เป​โตร​ปฏิ​เสธ​ว่า “ไม่​ใช่” ”

– สรุปความได้ดังนี้

– ครั้งนี้เปโตรถูกถามโดยคนมากกว่า 1 คน ยน.18:25 ใช้คำว่าพวกนั้น

– การถามนี้ เกิดจาก ผู้หญิงบางคนทั้งคนเดิม(มก. 14:69)และอีกคนหนึ่ง(มธ. 26:71) เริ่มพูดข้อสังเกตของพวกเธอให้กับคนอื่นๆได้ฟังแล้วคนเหล่านั้นก็เริ่มถามเปโตร

– การถามนี้เกิดขึ้นขณะเปโตรกำลังผิงไฟ(ยน. 18:25) แต่ดูเหมือนเปโตรมีการเดินไปเดินมาระหว่างประตู(มธ. 26:71)กับกองไฟ กองไฟนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นกองไฟเดียวกันกับกองแรกหรือไม่ เพราะข้อก่อนหน้านี้(ข้อ24) อันนาสได้ส่งพระเยซูไปยังบ้านคายาฟาสลูกเขยของตน ซึ่งน่าจะอยู่ใกล้ๆกัน

– ดังนั้น เรื่องราวเป็นดังนี้ :

– หลังจากที่เปโตรปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซูครั้งแรก เขาก็ยังคงยืนผิงไฟต่อไปแต่น่าจะเริ่มอยู่ไม่ติด มีการเดินไปที่ประตูหลบมุมท่ามกลางคนที่เดินไปเดินมา แล้วกลับมาผิงไฟต่อเมื่อทนหนาวไม่ไหว เป็นไปได้ว่า เปโตรน่าจะได้เห็นเหตุการณ์ที่พระเยซูถูกตบด้วย (ยน. 18:22) แล้วผู้หญิงคนก่อนและผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ก็เริ่มไปบอกคนอื่นๆว่า เปโตรน่าจะเป็นพวกพระเยซู ดังนั้นขณะที่เปโตรกำลังยืนผิงไฟอยู่ ก็มีชายบางคนถามเขาว่า เขาเป็นพวกพระเยซูใช่หรือไม่ แล้วเชาก็ปฏิเสธ ว่า ไม่รู้จักพระเยซู

– เปโตรผิดพลาดในครั้งแรก แต่ก็ยังไม่เอาตัวออกจากการทดลอง ยังคงอยู่ในบริเวณบ้านของมหาปุโรหิตต่อไป จนเขาทำผิดครั้งที่ 2 ปฏิเสธไม่รู้จักพระเยซู ผู้ที่เขาปฏิญาณว่าพร้อมตายกับพระองค์

การประยุกต์ใช้ :

– เปโตร ไม่ยอมหลีกหนีจากการทดลอง จึงผิดพลาด ล้มลงในการทดลอง แต่แล้วเขาก๋ผิดพลาดซ้ำเดิมอีก ก็เพราะเขายังคงไม่ยอมหลีกหนีออกมาจากสถานการณ์ที่ง่ายต่อการถูกทดลองนั้น

ความผิดพลาดครั้งที่แล้ว จะเป็นบทเรียนช่วยให้เรา หลีกหนีจากการทดลองนั้น แต่หากเรายังไม่ยอมหลีกหนีออกมา ก็ง่ายเหลือเกินที่เราจะล้มลงอีกครั้ง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:26) { ผลจากการไม่กลับใจ }

แนวคิด :

– กิตติคุณทั้ง 4 กล่าวถึง การที่เปโตร ปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซู ครั้งที่ 3 ไว้ดังนี้

– มธ. 26:73 “อีก​สัก​ครู่​หนึ่ง คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ยืน​อยู่​ใกล้ๆ นั้น​ก็​มา​พูด​กับ​เป​โตร​ว่า “เจ้า​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​นั้น​แน่ๆ เพราะ​ว่า​สำ​เนียง​ของ​เจ้า​ส่อ​ตัว​เอง” ”

มก. 14:70 “… ครู่​หนึ่ง​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ยืน​อยู่​ที่​นั่น​ก็​พูด​กับ​เป​โตร​อีก​ว่า “เจ้า​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​นั้น​แน่ๆ เพราะ​ว่า​เจ้า​เป็น​ชาว​กา​ลิลี” ”

ลก. 22:59 “ต่อ​มา​ประ​มาณ​อีก​หนึ่ง​ชั่ว​โมง มี​อีก​คน​หนึ่ง​ยืน​ยัน​อย่าง​มั่น​ใจ​ว่า “ต้อง​ใช่​แน่ คน​นี้​อยู่​กับ​เขา​ด้วย เพราะ​เป็น​ชาว​กา​ลิลี” ”

ยน. 18:26 “ทาส​คน​หนึ่ง​ของ​มหา​ปุโร​หิต ซึ่ง​เป็น​ญาติ​กับ​คน​ที่​เป​โตร​ฟัน​หู​ขาด​ก็​ถาม​ว่า “ข้า​เห็น​เจ้า​กับ​คน​นั้น​ใน​สวน​ไม่​ใช่​หรือ?” ”

– สรุปเหตุการณ์ได้ดังนี้

– เหตุการณ์นี้เกิดหลังจากการปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซู ครั้งที่ 2 ประมาณ 1 ชม.(ลก. 22:59)

– เปโตรถูกถามโดยหลายคน ใน มธ. 26:73 และ มก. 14:70 ใช้คำว่า “คนทั้งหลาย” ถาม

– แต่ท่ามกลางคนเหล่านั้น คนที่ดูเหมือนจะยืนกรานหนักแน่นที่สุด น่าจะเป็นทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิต ที่เป็นญาติกับมัลคัส ผู้ซึ่งเปโตรเพิ่งฟันหูเขาขาดไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้(ยน. 18:26)

– ดังนั้นเหตุการณ์น่าจะเป็นดังนี้ :

– หลังจากผ่านไป 1 ชม.เปโตรยังคงยืนอยู่ในบ้านของมหาปุโรหิต คงมีการสนทนาอะไรกันบ้างกับคนอื่นขณะที่ยืนดูอยู่นั้น แล้วคนก็เริ่มสังเกตสำเนียงของเปโตร ว่า เป็นสำเนียงของคนกาลิลี นี่นา ดังนั้นเปโตรน่าจะเป็นพวกเดียวกับพระเยซู และท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีทาสคนหนึ่ง จำเปโตรได้แม่นเพราะเปโตรเพิ่งฟันหูของมัลคัส ญาติของเขา จนขาดเมื่อไม่กี่ชม.ก่อนนี่เอง จึงยืนกรานหนักแน่นว่า เปโตรเป็นพวกพระเยซูแน่นอน

– การทดลองครั้งที่ 3 ที่เปโตรเปชิญนี้ ดูเหมือนจะหนักหน่วงยิ่งกว่า 2 ครั้งแรก เพราะมีพยานยืนกรานหนักแน่น เปโตรไม่มีทางปฏิเสธได้ จนทำให้เปโตรต้องสาบานเพื่อปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซู (มธ. 26:74)

– เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะก่อนหน้านี้เปโตรทำผิดพลาดที่ไปฟันหูของมัลคัสขาด แต่ความผิดพลาดนั้น พระเยซูแก้ไขให้แล้ว ด้วยการต่อหูคืนกลับไปให้มัลคัส (ลก. 22:51)เปโตรจึงไม่จำเป็นต้องรับผลของการผิดพลาดนี้แต่อย่างใด

– แต่เนื่องจาก เปโตรยังทำผิดซ้ำๆ ถึง 2 ครั้ง และยังไม่ยอมกลับใจ ยังไม่รู้สึกเสียใจในการปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซู ดังนั้นผลของการผิดพลาดในอดีตของเขา จึงส่งผลกระทบต่อเขาในขณะนี้

– ถ้าเพียงแต่เปโตรจะสำนึกผิด เสียใจ แล้วออกไปร้องไห้ ตั้งแต่การปฏิเสธไม่รู้จักพระเยซูครั้งแรก หรือ ครั้งที่2 เรื่องของการฟันหูมัคคัสขาด คงไม่มีมีผลกระทบใดๆต่อเขาเลย

การประยุกต์ใช้ :

– ความผิดพลาดในอดีตของเรา พระเจ้าทรงเมตตา แก้ไข กลบเกลื่อนบาปให้แก่เรา ปกป้องเราไม่ให้ใครรู้ใครเห็น หรือช่วยไม่ให้มันเกิดปัญหาลุกลามใหญ่โต

– แต่หากเรายังคงดำเนินในทางผิดต่อไป และไม่คิดจะกลับใจเสียใหม่ เป็นไปได้ว่า ความผิดพลาดที่รับการแก้ไขแล้วนั้น อาจกลับมาส่งผลเสียหายให้แก่เรา ในวันนี้ หากเรายังคงดำเนินในบาปต่อไป

– พระเยซูทรงแก้ไขสถานการณ์ให้แก่เราแล้ว และพระองค์ปรารถนาให้เรากลับใจเสียใหม่ แต่หากเรายังคงดื้อดึงไม่กลับใจ เกรงว่าสถานการณ์นั้นจะกลับมาส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราอีกก็เป็นได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:27) { ปฏิเสธพระเยซู 3 ครั้ง }

แนวคิด :

– เมื่อมีหลายคนยืนกรานหนักแน่นว่าเปโตรน่าจะเป็นพวกเดียวกับพระเยซู(ข้อ26) เขาจึงปฏิเสธว่าไม่รู้จักกับพระเยซูเป็นครั้งที่ 3

– ในครั้งนี้ ยอห์นบันทึกเพียงสั้นๆว่า เปโตรปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง

– แต่ ใน มธ. 26:74 และ มก. 14:71 อธิบายเพิ่มเติมว่า เป​โตร​ก็​สบถ​สา​บานใหญ่ ​ว่า ไม่รู้จักกับพระเยซู

– ในทันใดนั้นไก่ก็ขัน เป็นไปได้ว่า การสอบสวนพระเยซูน่าจะดำเนินไปต่อเนื่องจนถึงตีสาม เพราะไก่ในแถบนั้นมักขันในช่วงใกล้เช้า คือตีสามหรือหลังจากนั้น (ข้อมูลจาก John Gill , Exposition of the entire Bible)

– ใน ลก. 22:61  อธิบายเพิ่มเติมว่า พระเยซู​ทรง​เหลียว​ดู​เป​โตร หลังจากเขาปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระองค์ในครั้งนี้ แล้วเขาก็ระลึกได้ว่า พระเยซูบอกเขาไว้ก่อนแล้ว จากนั้น​เป​โตร​ก็​ออก​ไป​ข้าง​นอก​ร้อง​ไห้​ด้วย​ความ​ทุกข์​ใจ

การประยุกต์ใช้ :

– เปโตรทนยืนหนาวขนาดต้องผิงไฟอยู่นาน จนปฏิเสธว่าไม่รู้จักกับพระเยซู ได้ถึง 3 ครั้ง การทนกับความทุกข์ยากลำบากที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพระเจ้า บางครั้งก็ไม่ได้เรียกว่า การปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า

– เพราะไม่ได้วัดที่ปริมาณความยากลำบาก แต่วัดที่ท่าทีในจิตใจว่า การกระทำนั้นเราทำเพื่ออะไร  ทำเพราะความรักที่มีต่อพระเจ้า หรือทำเพื่อประโยชน์ของตนเองเหมือนกับเปโตรทำเพื่อตนเองจะได้รู้ว่าเหตุการณ์จะจบอย่างไร

– สำหรับการทดลองนี้ พระเยซูบอกเปโตรไว้ก่อนแล้ว พระองค์เตือนแล้ว แต่เปโตรไม่ได้ใส่ใจคำเตือนนั้น ในที่สุดเขาก็ล้มลงในการทดลองนั้น

ก่อนที่การทดลองจะมาถึง พระเจ้ามักทรงเตือนเรา ด้วยพระคำหรือด้วยเหตุการณ์อะไรบางอย่างก่อน หากเราฟังคำเตือน เราจะสามารถผ่านพ้นการทดลองนั้นไปได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:28) { รักปัสกาแต่เกลียดพระเยซู }

แนวคิด :

  • หลังจากที่พระเยซูถูกสอบสวน โดยพวกหัวหน้าปุโรหิตกับพวกผู้ใหญ่และพวกธรรมาจารย์ บรรดาสมาชิกสภา(มก. 15:1)และพวกผู้ใหญ่ทั้งหมดของประชาชน(มธ. 27:1) เพื่อหาข้อหา ที่จะลงโทษพระเยซู
  • พอรุ่งเข้า ในเวลาเช้าตรู่ ใน มก. 15:1 ใช้คำว่า “ทันทีที่ฟ้าสาง” นั่นคือเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ พวกเขารอไม่ไหวแล้วอยากให้พระเยซูตายเร็วๆเหลือเกิน พวกเขาจึงพาพระเยซูผู้ถูกมัดไว้ ไปหาปีลาตเจ้าเมืองเยรูซาเล็ม ที่กองบัญชาการปรีโทเรียม ซึ่งตามปกติศาลปรีโทเรียมจะเริ่มเปิดทำการพิจารณาคดีเวลาหกโมงเช้า(ข้อมูลจากคู่มือศึกษาพระธรรมมัทธิว ของสมาคมพระคริสตธรรมไทย) ดังนั้นเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นช่วงเวลา 6:00 น.
  • ก่อนเหตุการณ์นี้ มีเหตุการณ์ที่บ้านของคายาฟาสมหาปุโรหิต ที่ยอห์น ไม่ได้บันทึกไว้ แต่ผมขอถือโอกาสกล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้ คือ
  • พระเยซูถูกถ่มน้ำลายรดหน้า(มก. 14:65)
  • พวกเขาพยายามหาพยานมาปรักปรำพระเยซู เพื่อจะได้ประหารพระองค์ แต่หาหลักฐานไม่ได้(มก. 14:55)
  • บางคนเอาผ้ามาปิดตาพระเยซูแล้วตบพระองค์ เพื่อเล่นเกมส์ให้พระองค์ทายสิว่าใครตบ(มก. 14:55)
  • หลายคนเริ่มตบหน้าพระองค์ รวมทั้งทหารยามซึ่งไม่มีบทบาทอะไรเลยในการสอบสวน ก็ร่วมสนุก มาร่วมตบหน้าพระเยซูด้วย(มก. 14:55)
  • พระเยซูถูกซ้อม ถูกทุบ ถูกตี(มธ. 26:67) และเป็นไปได้ว่าน่าจะถูกชก ถูกรุมกระทืบด้วย
  • พระเยซูถูกเยาะเย้ยถางถางสารพัด และถูกโบยตี (ลก. 22:63)
  • พระเยซูถูกพวกเขาพูดคำหยาบช้าต่อพระองค์อีกหลายอย่าง (ลก. 22:65)
  • และทั้งหมดที่เขาทำกับพระเยซูผู้เป็นที่รักของเรานี้ พวกเขาทำตั้งแต่ไก่ขัน(ประมาณตีสาม) ยันเกือบ หกโมงเช้าเลยทีเดียว
  • และทั้งหมดที่เขาทำกับพระเยซู เขาทำไปทั้งที่ยังหาความผิดอะไรในพระเยซูไม่ได้เลย คงหาได้เพียงข้อหาเดียวคือ “พระเยซูดันเป็นคนดีเกินไปนัก จนประชาชนศรัทธามาก จนพวกฉันอิจฉาอย่างยิ่ง”

*** สภาพของพระเยซูขณะที่ถูกนำไปพบปีลาต ***

  • แก้มของพระองค์คงบวมแดงไปทั้งสองข้าง มีรอยนิ้วมือของบางคนที่ตบแรงกว่าใครประทับอยู่ด้วย และมีคราบเสลดจำนวนไม่น้อยติดค้างอยู่บนใบหน้า
  • เป็นไปได้ว่า ถึงตอนนี้ดั้งของพระองค์น่าจะหักแล้ว จากการถูกชก ถูกตี ถูกรุมกระทืบ
  • แน่นอนตาของพระองค์ คงจะฟกช้ำดำเขียวจากรอยถูกชก ถูกตี และตาของพระองค์คงบวมปูด
  • ฟันของพระองค์คงหักไปแล้วบางซี่จากการถูกซ้อม แน่นอนคงปากแตก และมีเลือดไหลออกมาจากปากและจมูกของพระองค์
  • หลังของพระองค์คงแตกยับ มีเลือดไหลออกมาทั่วทั้งหลัง เนื่องจากการถูกโบยตี

  • เมื่อพวกเขาพาพระเยซูไปหาปีลาต พวกเขารังเกียจคนต่างชาติมาก จนไม่ยอมเข้าไปในอาคารของคนโรม เพราะกลัวจะเป็นมลทินแล้วจะอดกินปัสกาที่กำลังจะมาถึง ถึงขนาดต้องเรียกเจ้าเมืองปีลาต ออกมาพบพวกเขาแทน
  • แต่ในวันนั้น พวกเขายินดีเต็มใจมาขอความร่วมมือจากคนต่างชาติที่เขารังเกียจนั้น เพื่อจะฆ่าพระเยซูให้ได้

การประยุกต์ใช้ :

  • พวกยิวสนใจใส่ใจอย่างยิ่งที่จะกินปัสกา เข้าร่วมในพิธีปัสกา แต่ขณะเดียวกันพวกเขากำลังกระตือรือร้นที่จะทำลายผู้เป็นความหมายที่แท้จริงของปัสกาเสีย
    -บางคนสนใจใส่ใจ ให้ความสำคัญแก่ศาสนพิธีหรือกิจกรรมของศาสนาคริสต์ แต่ละเลยที่จะสนใจความรู้สึกของพระเยซู ผู้เป็นศูนย์กลางแห่งคริสตศาสนา
  • วันศุกร์ประเสริฐที่จะมาถึงนี้ อย่าให้เรามัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการจัดงานวันศุกร์ประเสริฐ จนละเลยการมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและลึกซึ้งให้มากยิ่งขึ้น กับพระเยซู ผู้เป็นหัวใจแห่งวันศุกร์ประเสริฐ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:29) { ปีลาต&คายาฟาส ทีมประหารพระเยซู }

แนวคิด :

– ปีลาต เป็น​ข้าราชการของ​โรม ซึ่ง​ถูก​ส่ง​มาปกครอง​​แคว้น​ยูเดีย​และ​สะมา​เรีย​ ​ระหว่าง​ ปี ​ค.ศ. ​26-36

– ดังนั้นเนื่องจากช่วงเวลานั้น ​ชาวยิ​วอ​ยู่​ภายใต้​การ​ปกครอง​ของ​โรม ​ทำ​ให้​ไม่​มี​สิทธิ์​ตัดสิน​ประหาร​ชีวิต​ตาม​กฎหมาย​ของ​ชาวยิว พวกเขาจึงพาพระเยซูมาหาปีลาต เพื่อยืมมือปีลาตฆ่าพระเยซูเสีย

– ทั้งนี้เกิดขึ้นตามคำที่พระเยซูตรัสเอาไว้ว่า พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ในมือของคนต่างขาติที่ไม่ใช่ยิว (มธ. 20:19)

– เมื่อพวกมหาปุโรหิตพาพระเยซูมาหาปีลาตแต่เช้าตรู่ แต่ไม่ยอมเข้าไปพบปีลาตในกอง​บัญ​ชา​การ​ปรี​โท​เรียม ปีลาตก็ยอมอ่อนข้อตามคำเขาของพวกเขา โดยออกมาพบพวกเขา ซึ่งปกติแล้วปีลาตไม่จำเป็นต้องออกมาเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช้าตรู่ที่เขาเพิ่งจะตื่นนอนแบบนี้

– แต่เหตุที่เขายอมออกมาก็คงเพราะว่า ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายใดๆในเมือง เนื่องจากนโยบายของโรมคือ ห้ามให้มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในเมืองใดๆ ถ้าเกิดขึ้นเจ้าเมืองจะต้องมีความผิด

– ด้วยเหตุนี้พอพวกผู้นำชาวยิวมากันมากมาย แล้วมาขอให้เขาทำอย่างนั้น เขาจึงจำใจยอมทำตามคำขอ แม้จะไม่ค่อยเต็มใจนักก็ตาม

– เมื่อปีลาตออกมาพบพวกเขาแล้ว จึงถามว่า พวกเขาฟ้องพระเยซูด้วยข้อหาใด? เพราะการจะฟ้องร้องหรือลงโทษใครก็ตาม จำเป็นต้องมีข้อหาชัดเจน แต่ดูเหมือนพวกมหาปุโรหิตเองก็ยังหาข้อหาที่ชัดเจนไม่ได้(ข้อ 30)

– มีข้อมูลน่าสนใจประการหนึ่งคือ ในเหตุการณ์ประหารชีวิตพระเยซูนี้ มี ปีลาต เป็นผู้นำฝ่ายโรม และ มี คายาฟาส เป็นผู้นำฝ่ายยิว ปรากฏว่าปีลาตถูกปลดออกจากตำแหน่ง ในปี คศ.36 (3 ปีหลังเหตุการณ์พระเยซูสิ้นพระชนม์) และในปีเดียวกันนั้นเอง คายาฟาสก็ถูกโรมไล่ออกจากตำแหน่งมหาปุโรหิต

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูเสด็จมาบังเกิดในโลกนี้ในชนชาติยิว ตามพระสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับราฮัม แต่ชนชาติที่ได้รับเกียรติสูงส่งนี้ กลับปฏิเสธพระองค์ แล้วส่งตัวพระองค์ให้แก่คนต่างชาติที่พวกเขาเกลียดเพื่อให้ช่วยฆ่าพระองค์ เพราะพวกเขาเกลียดพระองค์ยิ่งกว่าเกลียดชนต่างชาติเสียอีก

– ทั้งนี้เพื่อเป็นไปตามแผนการแห่งพระพรของพระเจ้า ให้ความรอดจากพระเจ้า ผ่านจากยิวไปยังคนต่างชาติทั่วโลก ในเวลาต่อมา

– ทั้งปีลาตและคายาฟาส ก็อยู่ในแผนการอันล้ำเลิศของพระเจ้าเพื่อช่วยเราทั้งหลายให้รอด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:30) { ข้อกล่าวหา }

แนวคิด :

– หลังจากที่พวกมหาปุโรหิตพาพระเยซูมาหาปีลาต เพื่อให้ปีลาตประหารชีวิตของพระองค์เสีย ปีลาตจึงถามพวกเขาว่า พระเยซูมีความผิดอะไร?

– ปรากฏว่า พวกเขาตอบทำนองว่า เอาน่ะ มีความผิดอะไรสักอย่างนี่แหละ ประหารๆเลยก็แล้วกัน

– ดูเหมือนพวกมหาปุโรหิตเอง หลังจากพยายามตั้งแต่คืนยันรุ่ง ก็ยังไม่สามารถหาข้อหาที่จะลงโทษพระเยซูให้ถึงตายได้เลย แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็อยากให้พระเยซูตาย

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูถูกกล่าว อย่างไม่มีข้อกล่าวหา ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังคงถูกประหารชีวิต

– ในฝ่ายโลกนี้พระเยซู ทรงถูกประหารอย่างอยุติธรรม

– แต่ในฝ่ายวิญญาณ พระเยซู ทรงถูกประหารอย่างยุติธรรมที่สุด

– พระเยซูทรงเสนอตัวเป็นตัวแทนของเรา ดังนั้นเมื่อพิจารณาดูตามความบาปชั่วของเราแล้ว พระเยซูผู้ทรงเป็นตัวแทนของเราอย่างสมบูรณ์ สมควรแล้วที่จะต้องถูกประหารชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ให้สาสมกับความบาปชั่วของเรา

– ขอบคุณพระเยซู!!!

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:31) { อยากให้พระเยซูตาย }

แนวคิด :

– เมื่อพวกมหาปุโรหิตจับตัวพระเยซู พามาหาปีลาต โดยไม่อาจระบุข้อหาได้ชัดเจน(ข้อ30) รู้แต่ว่าอยากให้พระเยซูตาย

– ปีลาตจึงบอกกับพวกเขาว่า ในเมื่อไม่มีข้อหาที่จะเอาผิดได้ แต่พวกเขาว่าพระเยซูมีความผิด ก็จงเอาพระเยซูไปตัดสินเองละกัน เพราะถ้าไม่มีข้อหาปีลาตก็จนปัญญาที่จะตัดสินได้

– พวกเขาจึงตอบปีลาตว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะถ้าทำอย่างนั้นพวกเขาก็ฆ่าพระเยซูไม่ได้นะสิ เนื่องจากกฏหมายภายใต้การปกครองของโรม พวกเขา​ไม่​มี​สิทธิตัดสิน​ประหาร​ชีวิต​ใคร นอกจากจะ​ได้รับ​อนุญาต​จาก​ข้าราชการที่​โรม​แต่งตั้ง​มาเท่านั้น

– สรุปเรื่องก็คือว่า พวกมหาปุโรหิตอยากฆ่าพระเยซู แต่ฆ่าเองไม่ได้ เลยมาขอปีลาตช่วยฆ่าๆ ให้หน่อยสิ หาข้อหาไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ ฆ่าๆไปเถอะ อะไรทำนองนี้

การประยุกต์ใช้ :

– พวกมหาปุโรหิตไม่มีสิทธิที่จะฆ่าพระเยซู แต่ก็กระตือรือร้นที่อยากจะฆ่าพระเยซูเหลือเกิน จึงมาขอให้ปีลาตให้สิทธิฆ่าพระเยซูให้พวกเขา

– ช่างเป็นความกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการกระทำเรื่องนี้ เพราะยอมแม้กระทั่งลดตัวลงมาขอร้อง ขอความช่วยเหลือจากคนต่างชาติที่พวกเขาเกลียดนั้น เพื่อจะได้ในสิ่งที่แท้จริงพวกเขาไม่มีสิทธิ คือ สิทธิทำให้พระเยซูต้องตาย

– พวกเขาส่งพระเยซู ไปให้ถูกฆ่าโดยทหารโรม

– พวกมหาปุโรหิตอ้างว่ากำลังทำเพื่อพระเจ้า แต่ความจริงแล้วพวกเขาทำเพื่อตัวเอง โดยความอิจฉาริษยาเป็นแรงผลักดันในการกระทำครั้งนี้

วันนี้ เมื่อเรากำลังทำอะไรที่คิดว่ากำลังรับใช้พระเจ้า ก็ควรจะเปิดใจออก ถ่อมใจลง ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสอนเรา เพราะในบางครั้งด้วยบาปที่ซ่อนเร้นอยู่ในเรา อาจหลอกเราบิดเบือนความเข้าใจของเรา ทำให้เราคิดว่า การกระทำที่ขัดขืนพระเจ้าเป็นการรับใช้พระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:32) { เป็นจริงตามนั้น }

แนวคิด :

– พระเยซูได้ตรัสไว้ก่อนแล้วเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ใน มธ. 20:19 “ทั้ง​จะ​มอบ​ตัว​ท่าน​ไว้​กับ​พวก​ต่าง​ชาติ​เพื่อ​ให้​เยาะ​เย้ย เฆี่ยน​ตี​และ​ตรึง​ไว้​ที่​กาง​เขน และ​วัน​ที่​สาม​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่”

– ใน มธ. 26:4 “เขา​ทั้ง​หลาย​ปรึก​ษา​กัน​ที่​จะ​จับ​พระ​เยซู​ด้วย​อุบาย​และ​เอา​ไป​ฆ่า​เสีย” พวกมหาปุโรหิตวางแผนที่จะจับและฆ่าพระเยซู ซึ่งถ้าพวกเขาใช้วิธีอื่น เช่น ลอบฆ่า หรือ เอาหินขว้างพระเยซูให้ตาย แทนที่จะจับตัวพระเยซูไปให้ปีลาต ก็จะไม่เกิดการถูกตรึงกางเขนขึ้น เพราะพวกยิวไม่มีสิทธิ์ตรึงกางเขนพระเยซู

– พระเยซูได้สิ้นพระชนม์ในมือคนต่างชาติ โดยการถูกตรึงที่กางเขน ตรงตามที่พระเยซูบอกไว้ล่วงหน้าทุกประการ

การประยุกต์ใช้ :

– แผนการของพระเจ้า ที่พระองค์ได้ตรัสไว้นั้นสำเร็จเป็นจริงเสมอ

– หนึ่งในบรรดาหลักฐานที่พิสูจน์ถึงการทรงพระชนม์อยู่และฤทธานุภาพสูงสุดของพระองค์ ก็คือ การที่พระองค์ทรงทำให้ทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้เป็นจริงเสมอมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ดังนั้นสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้สำหรับเราผู้เป็นประชากรของพระองค์ก็จะเกิดขึ้นเป็นจริงอย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:33) { เป็นกษัตริย์จริงหรือ? }

แนวคิด :

– หลังจากพวกมหาปุโรหิตพาพระเยซูมาหาเจ้าเมืองปีลาต เพื่อให้ปีลาดประหารพระเยซูเสียทั้งที่พวกเขาไม่สามารถหาข้อกล่าวหาที่สมเหตุสมผลที่จะประหารพระเยซูให้แก่ปีลาตได้เลย

– ใน ลก. 23:2 ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า พวกเขาก็ยัดเยียดข้อหาแบบไม่มีหลักฐานให้แก่พระเยซู ​ว่า “เรา​พบ​ว่า​คน​นี้​กำ​ลัง​ทำ​ให้​ชน​ชาติ​ของ​เรา​ไขว้​เขว​และ​ไม่​ให้​ส่ง​ส่วย​แก่​ซี​ซาร์ และ​บอก​ว่า​ตัว​เอง​เป็น​พระ​คริสต์​กษัตริย์​องค์​หนึ่ง”

– จากข้อนี้ ถ้าดูข้อหาที่พวกมหาปุโรหิต ใช้บอกแก่ปีลาตว่าพระเยซูสมควรถูกประหาร คือ ข้อหาว่าพระเยซูเป็นคริสต์ ดังนั้นสมควรตาย

– ข้อหาไม่ได้บอกว่า พระเยซูสมควรตายเพราะพระเยซูไม่ใช่พระคริสต์

– แต่บอกว่า พระเยซูกำลังประกาศตัวว่าเป็นพระคริสต์ ซึ่งน่าจะเป็นพระคริสต์กษัตริย์ของยิวจริงๆด้วย ดังนั้น เร็วๆเข้า ปีลาตรีบประหารพระองค์เลย

– ด้วยเหตุนี้ เมื่อปีลาตต้องการทราบความจริง จึงให้พาพระเยซูเข้าไปในกอง​บัญ​ชา​การ​ปรี​โท​เรียม พวกมหาปุโรหิตจึงตามเข้าไปไม่ได้​

– แล้วจึงถามพระเยซู ให้แน่ใจว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ของพวกยิว ตามที่พวกมหาปุโรหิตบอก จริงหรือไม่?

– เพราะการตั้งตัวเป็นกษัตริย์ต่อต้านซีซาร์นั้น ถ้าเป็นจริงจะเป็นเรื่องที่ปีลาตไม่สบายใจอย่างยิ่ง

การประยุกต์ใช้ :

– ปีลาตต้องการทราบว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์จริงๆหรือไม่ และเมื่อเขาแสวงหาความจริง เขาก็ได้รู้ความจริง

– พวกมหาปุโรหิต รู้อยู่แก่ใจว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ (ยน. 11:47-48) แต่พวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงไม่รู้ความจริง

หากเราแสวงหาที่จะรู้จักพระเจ้าด้วยใจจริง พระองค์จะทรงสำแดงพระองค์แก่เราอย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:34) { ถามอย่างเมตตา }

แนวคิด :

– เมื่อเจ้าเมืองปีลาต ถามพระเยซูว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของพวกยิวจริงๆหรือเปล่า(ข้อ 33)

– พระเยซูทรงตอบเขา ด้วยคำถาม ว่า การยอมรับว่าพระเยซูเป็นกษัตริย์นี้ เขาคิดเอง สืบเสาะจนเข้าใจเอง หรือ คิดอย่างนั้นเพราะไปฟังคนอื่นพูดมา?

– ข้อนี้ เราจะเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้น

– พระเยซูไม่ได้กำลังตรัสกับศัตรูคู่อาฆาตที่กำลังจะสั่งประหารพระองค์ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

– แต่พระเยซูกำลังตรัสกับปีลาตที่พระองค์ทรงรัก ผู้ที่พระองค์กำลังเต็มใจเดินไปสู่ความตายบนไม้กางเขน เพื่อช่วยเขาให้รอดพ้นบาป

– พระเยซูถามปีลาตเช่นนั้น เพื่อเตือนสติให้เขาคิดได้ ว่า ข้อกล่าวหาที่พวกมหาปุโรหิตกล่าวหานั้น ปีลาตเองไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้เลย ปีลาตไม่ควรทำผิดพลาดโดยการรับอิทธิพลจากคนอื่น ทั้งที่ตนเองไม่มีข้อมูลใดๆเรื่องนั้นเลย

การประยุกต์ใช้ :

– ทั้งที่ปีลาตกำลังจะสั่งประหารชีวิตพระเยซู แต่ถึงกระนั้นพระเยซูยังคงปฏิบัติต่อเขาอย่างมีเมตตา

– ขนาดปีลาตพระองค์ยังปฏิบัติต่อเขาอย่างมีเมตตา ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระองค์จะปฏิบัติต่อเราผู้เป็นบุตรของพระองค์ด้วยพระกรุณาอย่างเหลือล้นแน่นอน

ทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเราตอนนี้ ขอให้เราเปิดตาฝ่ายวิญญาณออก มองให้เห็นพระเมตตาอย่างเหลือล้นของพระเจ้าที่มีต่อเราท่ามกลางเหตุการณ์ในวันนี้เถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:35) {กษัตริย์ผู้ถูกปฏิเสธ}

แนวคิด :

– หลังจากที่พระเยซูทรงถามปีลาตว่า ที่เขาคิดว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของยิวนั้น เขารู้มาเองหรือคนอื่นบอกมา (ข้อ34)

– เขาจึงตอบพระองค์ว่า เขาไม่ใช่ยิว เขาเป็นคนโรม เขาจึงไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับยิว โดยเฉพาะเรื่องพระมาซีฮา กษัตริย์ของพวกยิว ดังนั้นข้อกล่าวหาที่กล่าวหาพระองค์นั้นไม่ได้มาจากตัวเขา แต่มาจากพวกยิว พวกเดียวกับพระองค์นั่นแหละ

– ว่าแต่ พระองค์ทำผิดอะไรนะ? ช่วยบอกหน่อยสิ (เป็นงั้นไป !!!)

– ที่ปีลาตถามเช่นนั้น ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาของพวกมหาปุโรหิต ไม่น่าเชื่อถือ และไม่น่าจะถือเป็นความผิดของพระเยซูได้

การประยุกต์ใช้ :

– ปีลาตเข้าใกล้สวรรค์มากเหลือเกินแล้ว เพียงแต่เขาจะยอมรับรู้ว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮา กษัตริย์ผู้มาจากสวรรค์ ตัวเขาคงได้พบความรอดในพระองค์

– แต่ปีลาต ไม่สนใจคำถามของพระเยซูที่ชวนให้เขาคิดถึงความเป็นกษัตริย์ของพระองค์(ข้อ34) เขาสนใจเพียงแต่จัดการเรื่องที่มากวนใจเขาแต่เช้าตรู่นี้ให้หมดๆไปนั่นก็พอแล้ว

– สำหรับปีลาต ความเป็นกษัตริย์ของพระเยซู ดูเหมือนไม่สำคัญอะไรเลย เพราะพระองค์ก็เป็นแค่กษัตริย์ที่ไม่มีใครยอมรับ แม้แต่ประชาชนของพระองค์เอง ยังจับตัวพระองค์มามอบให้แก่คนที่ไม่ใช่ยิวอย่างเขาเลย

– วันนี้ ความเป็นกษัตริย์ของพระเยซู มีความหมายต่อเรามากเพียงใด?

อย่าเป็นเหมือนพวกมหาปุโรหิต ผู้รู้ว่าพระเยซูเป็นกษัตริย์ แต่ไม่ยอมให้พระองค์เป็นกษัตริย์ในชีวิตของพวกเขา หรืออย่าเป็นเหมือนปีลาตผู้เข้าใกล้จอมกษัตริย์แต่กลับไม่สนใจความเป็นกษัตริย์ของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:36) { อาณาจักรไม่ใช่แบบโลก }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตถามพระเยซูว่า พระองค์ทำผิดอะไร เป็นกษัตริย์ประสาอะไร ทำไมชนชาติของพระองค์เองจึงมอบพระองค์ให้กับปีลาตลงโทษ(ข้อ 35)

– พระเยซูทรงตอบปีลาตว่า อาณาจักรของพระเยซูไม่ได้มาจากการยอมรับของโลก อาณาจักรของพระเยซูไม่ได้เป็นของโลก ไม่ได้เป็นแบบของโลกนี้

– สังเกตได้จากถ้าอาณาจักรของพระเยซูเป็นแบบโลกนี้ พวกของพระเยซูคงจะต่อสู้ขัดขวางไม่ยอมให้พวกยิวจับพระองค์เป็นแน่

– เนื่องจากอาณาจักรของพระเยซูเป็นอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์ ดังนั้นพวกของพระองค์ไม่ได้หมายถึงเหล่าสาวกของพระองค์แต่หมายถึงบรรดาทูตสวรรค์เป็นโกฏิๆแสนๆ ถ้าทูตสวรรค์เหล่านั้นจะขัดขวางพวกยิว มีหรือพวกยิวจะสามารถจับพระองค์ได้

– เนื่องจากอาณาจักรของพระเยซู ไม่เหมือนกับของโลกนี้ ดังนั้นความสำเร็จในอาณาจักรของพระเยซู จึงไม่เหมือนกับความสำเร็จของโลกนี้

– ความสำเร็จแบบโลกนี้ คือ ใช้อำนาจที่มีเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์มากที่สุด เสียประโยชน์น้อยที่สุด

– ความสำเร็จแบบสวรรค์ คือ ใช้อำนาจและศักยภาพทั้งหมดที่ตนมี เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของตน โดยที่การได้หรือเสียประโยชน์ของตนนั้นไม่สำคัญอะไรเลย

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของเรา เราเป็นประชากรในอาณาจักรของพระองค์

– เราจึงไม่ใช่ของโลก สิ่งที่เราปรารถนาจึงไม่เหมือนกับคนในโลกปรารถนา แต่จะเหมือนกับพระเยซู

เราเป็นประชากรในอาณาจักรของพระเยซู ดังนั้นตัววัดความสำเร็จของเราจึงเหมือนกับกษัตริย์ของเรา คือ การได้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นความสำเร็จของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:37) { มาเป็นพยานให้สัจจะ}

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตได้ยินพระเยซูทรงพูดถึงราขอาณาจักรของพระองค์ ซึ่งเป็นราชอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ(ข้อ 36)

– ปีลาตจึงถามพระเยซูว่า ในเมื่อพระเยซูมีราชอาณาจักร ดังนั้นแสดงว่า พระเยซูก็เป็นกษัตริย์ นะสิ?

– พระเยซูจึงตอบเขาว่า เขาพูดถูกต้องแล้ว พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ และพระองค์เสด็จมาบังเกิดในโลกนี้ และเข้ามาในโลกนี้ ซึ่งหมายความว่าเดิมพระองค์ไม่ได้อยู่ในอาณาจักรแห่งโลกนี้ เปรียบเหมือนกษัตริย์อีกเมืองหนึ่งเสด็จเข้ามาในอีกเมืองหนึ่ง

– พระเยซูมาไม่ได้เพื่อยึดครองอาณาจักรแห่งโลกนี้ แต่มาเป็นพยานถึงความจริงของพระเจ้า คือความรอดสำหรับมนุษยชาติโดยทางพระมาซีฮา ตามที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้

– พระเยซูตรัสต่อไปว่า ทุกคนที่อยู่ฝ่ายความจริง คือทุกคนที่เป็นแกะของพระเยซู ย่อมฟังเสียงของพระองค์

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูไม่ได้เข้ามาในโลกนี้ เพื่อครอบครองโลกนี้ เพราะอีกไม่นานทุกอย่างในโลกนี้ก็จะถูกทำลายสิ้น

– พระเยซูเข้ามาในโลกนี้ เพื่อยืนยันว่าคำสัญญาของพระเจ้าเป็นจริง พระองค์มาช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความพินาศแห่งโลกนี้

– ทุกคนที่ยอมรับความจริงนี้ ก็จะเป็นคนของพระองค์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกคนที่เป็นคนของพระองค์ ย่อมยอมรับความจริงแห่งข่าวประเสริฐนี้

พระเยซูมาไม่ใช่เพื่อครองโลก แต่มาเพื่อช่วยมนุษย์ออกจากโลกที่กำลังพินาศ อย่าให้เรามัวแต่ทุ่มเทเพื่อสิ่งของในโลกที่กำลังพินาศ แล้วละเลยการทุ่มเทเพื่อให้พระเยซูครอบครองในชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:38) { ไม่มีความผิด }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูบอกปีลาตว่า พระองค์มาเพื่อเป็นพยานให้กับสัจจะ (ข้อ 37) ปีลาตจึงถามพระเยซูว่า สัจจะคืออะไร? ดูเหมือนคำถามเป็นคำถามเชิงดูถูก ไม่ใช่เพราะอยากรู้ความหมายจริงๆ ไม่เหมือนนิโคเดมัส ใน ยน.3

– ดังนั้นพระเยซูจึงไม่ได้ตอบคำถามของปีลาต

– แล้วปีลาตจีงออกไปหาพวกมหาปุโรหิต ด้านนอกของ​กอง​บัญ​ชา​การ​ปรี​โท​เรียม แล้วบอกผลของการสอบสวนว่า พระเยซูไม่มีความผิด

– ใน ลก. 23:6-12 ได้ขยายความเพิ่มเกี่ยวกับการสอบสวนพระเยซูว่า ปีลาตได้ส่งพระเยซูไปให้เฮโรดเจ้าเมืองแคว้นกาลิลี ที่ช่วงนั้นมาธุระที่กรุงเยรูซาเล็มพอดี ให้ตัดสิน แล้วเฮโรดก็ส่งพระเยซูกลับมาหาปีลาต โดยไม่อาจหาความผิดใดๆของพระเยซูได้

การประยุกต์ใช้ :

– ปีลาตไม่ได้คำตอบ เพราะถามแบบไม่ได้ปรารถนาที่จะรู้จริงๆ

– หลายครั้งเมื่อเราถามหาน้ำพระทัยพระเจ้า เราไม่ได้รับคำตอบจากพระเจ้า เพราะเราไม่ได้อยากจะรู้จริงๆ เพียงแต่อยากให้พระเจ้าตอบให้ตรงกับใจปรารถนาของเราเท่านั้นเอง

หลังจากปีลาตสอบสวนพระเยซูแล้ว พบว่า พระเยซูไม่มีความผิด จึงตัดสินประหารชีวิตพระเยซู ช่างเป็นการตัดสินคดีที่อยุติธรรมที่สุด พระเยซูทรงรับความอยุติธรรม เพื่อเราจะรอดพ้นบาปอย่างยุติธรรม

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:39) { ปล่อยดีไหม? }

แนวคิด :

– เจ้า​เมืองที่โรมส่งมาปกครองแคว้นยูเดีย มัก​จะ​ปล่อย​นักโทษ ใน​ทุก​เทศกาลปัส​กา​ เพื่อ​เอา​ใจ​ชาวยิว จะได้ปกครองได้ง่ายขึ้น

– ปีลาตจึงถามพวกมหาปุโรหิต ในทำนองเยาะเย้ย เสียดสีว่า พระเยซูเป็นกษัตริย์ของพวกยิว งั้นให้เขาปล่อยพระเยซูดีไหม ในเทศกาลปัสกานี้ เพราะไม่สามารถหาข้อกล่าวหาใดๆที่จะเอาผิดพระเยซูได้เลย

การประยุกต์ใช้ :

– แม้แต่ปีลาตชนต่างชาติยังเสนอให้ปล่อยพระเยซู เพราะไม่สามารถหาความผิดใดๆในพระองค์ได้

– แต่พวกยิวไม่ยอมปล่อยพระเยซู ถึงแม้ว่าพระองค์ไม่มีความผิดใดๆเลยก็ตาม

เมื่อคนเริ่มทำตามใจปรารถนาของตนเอง ใจที่แข็งกระด้างของเขาจะยิ่งแข็งกระด้างขึ้นเรื่อยๆ จนต่อให้เป็นสิ่งที่ผิด เขาก็ยังมองว่ามันถูกต้องอยู่ดี

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.18:40) { ปล่อยบารับบัส }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตถามพวกยิว พวกมหาปุโรหิต ว่า จะให้ปล่อยพระเยซูดีไหม เนื่องจากไม่สามารถหาความผิดใดๆในพระองค์ได้เลย(ข้อ 39)

– พวกเขาจึงร้องตอบว่า อย่าปล่อยพระเยซู แต่ให้ปล่อยบารับบัส

– บารับบัส เป็นผู้ก่อการร้าย ใน ลก. 23:19 บา​รับ​บัส​นั้น​เป็นผู้​ก่อ​การ​จลา​จล​ และ​เป็น​ฆาตกร

– สรุปก็คือ พวกเขาบอกว่า บารับบัสมีความผิดดังนั้นปล่อยเขาเสีย ส่วนพระเยซูไม่มีความผิด จึงสมควรตายยิ่งกว่าบารับบัส ดังนั้นประหารพระเยซูเสีย

การประยุกต์ใช้ :

– วันนั้น พระเยซูตาย บารับบัสจึงรอดตาย

– วันนี้ พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราแล้ว เราผู้มีความผิดสมควรตาย จึงรอดพ้นจากความตายชั่วนิรันดร์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:1) { ถึงเวลาแล้ว }

แนวคิด :

– ในบทนี้ได้บันทึกคำอธิษฐานของพระเยซูอย่างละเอียดมากกว่าที่ใดๆในพระคัมภีร์

– คำอธิษฐานในบทนี้ เกิดก่อนที่พระองค์และพวกสาวกจะออกเดินทางไปยังสวนเกทเสมนี (ยน.18:1)

– หลังจากที่พระเยซูได้สอนและเตือนพวกสาวกในบทที่ 13-16 แล้ว พระองค์ก็เริ่มอธิษฐานต่อพระบิดา

– พระเยซูทรงอธิษฐานต่อพระบิดา ว่า ถึงเวลาแล้วสำหรับการที่พระเยซูจะเข้าสู่กระบวนการได้รับเกียรติ ด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อนรับโทษแทนความผิดบาปของมนุษย์ และเป็นขึ้นมาจากควา,ตายในวันที่3

– ซึ่งในกระบวนการทั้งหมดนี้ พระเยซูทรงกระทำเพื่อให้พระบิดาได้รับพระเกียรติ ในการสำแดงความรักเมตตาแก่มนุษย์ ช่วยมนุษย์ให้กลับคืนดีกับพระเจ้าได้

– พระเยซูตรัสว่า “ถึงเวลาแล้ว” ไม่ได้หมายถึง พระเยซูบอกให้พระบิดารู้เวลา เพราะพระบิดาต่างหากเป็นผู้กำหนดวันเวลาเหล่านั้น

– แต่หมายถึง พระเยซูบอกกับพระบิดาว่า พระเยซูทรงทราบเวลาของพระบิดา และเวลานั้นก็มาถึงแล้ว พระเยซูทรงพร้อมแล้วสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงรู้เวลาของพระบิดา เมื่อเวลานั้นมาถึง

– ในทำนองเดียวกันพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงสอนเราให้รู้เวลาของพระเจ้าเมื่อเวลานั้นมาถึง

– “ถึงเวลาแล้ว” มีความหมายลึกซึ้งอีกมุมหนึ่งคือ เวลาวันนั้นเป็นเวลาที่พระเยซูจะถูกจับกุม ถูกทรมาน และตรึงตายบนไม้กางเขน ต้องรอไปอีกถึง 3 วันกว่าจะพระเยซูจะเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วถึงได้รับพระเกียรติอย่างสมบูรณ์

– แต่พระเยซูกลับ เรียกเวลาในวันนั้นว่า “ถึงเวลาแล้ว”

– นั่นคือ ในมุมมองฝ่ายวิญญาณ กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่จับกุม สิ้นพระชนม์ และฟื้นคืนพระชนม์ เป็นเหตุการณ์เดียวกัน คือเหตุการณ์ที่พระบิดาทำให้พระเยซูได้รับพระเกียรติ

– หากเรามีความเชื่ออย่างไม่สงสัยว่า พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้เกิดผลอันดีในทุกเหตุการณ์ วันนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรกำลังเกิดขึ้นกับเรา เราสามารถมองด้วยสายตาแห่งความเชื่อได้ว่า นี่เป็นเหตุการณ์เดียวกันกับการที่พระเจ้าช่วยเราให้เกิดผลดีผ่านเหตุการณ์นี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:2) { ของขวัญจากพระเจ้า }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาว่า ขอพระบิดาทรงประทานสิทธิอำนาจเหนือมนุษย์ทุกคนให้แก่พระเยซูคริสต์(มธ.28:18) เพื่อพระเยซูจะทำให้พระประสงค์ของพระบิดาให้สำเร็จ คือการประทานชีวิตนิรันดร์ แก่คนที่พระบิดาทรงมอบไว้แก่พระเยซู

– พระเยซูประทานชีวิตแก่มนุษย์ โดยผ่านทางการเชื่อวางใจในพระเยซู ดังใน ยน. 5:24 “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​พวก​ท่าน​ว่า ถ้า​ใคร​ฟัง​คำ​ของ​เรา​และ​วาง​ใจ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา คน​นั้น​ก็​มี​ชีวิต​นิรันดร์​และ​ไม่​ถูก​พิ​พาก​ษา แต่​ผ่าน​พ้น​ความ​ตาย​ไป​สู่​ชีวิต​แล้ว”

– เรื่องนี้ลึกซึ้ง ดังนี้ครับ

– อาดัมทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า จึงตัดจากพระเจ้าไม่สามารถสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ มนุษย์ทุกคนเป็นเชื้อสายของอาดัม จึงเป็นเหมือนอาดัม และเพราะบาปนั้นจึงนำมนุษย์ไปสู่การพิพากาษา พบความตายชั่วนิรันดร์

– พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ ปราศจากบาป และดำเนินชีวิตเชื่อฟังจนถึงที่สุด จนกระทั่งความตายบนไม้กางเขน พระเยซูในสภาพมนุษย์จึงได้รับความชอบธรรมเพราะการเชื่อฟังนั้น (พระเยซูในสภาพพระเจ้าทรงชอบธรรมอยู่แล้ว ไม่ต้องได้รับจากผู้ใด)

– ด้วยเหตุนี้ พระเยซูจึงมีสิทธิมอบความชอบธรรมนั้นให้แก่ผู้อื่น

– เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย พระบิดาทรงประทานสิทธิอำนาจเหนือทุกสิ่ง รวมทั้งเหนือมนุษย์ทุกคนให้แก่พระเยซู

– ดังนั้นพระเยซูผู้มีสิทธิอำนาจเหนือมนุษย์ทุกคน จึงมีสิทธิสามารถให้ความชอบธรรมนั้นแก่ใครก็ได้

– และใครคนนั้นก็คือ ใครก็ได้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู

– เพราะคนที่ไม่เชื่อวางใจในพระเยซู ก็เท่ากับดูถูกพระเยซู แน่นอนคนเหล่านั้นย่อมไม่สมควรได้รับความชอบธรรมที่พระเยซูจะประทานให้

– แต่ใครก็ตามที่เชื่อวางใจในพระเยซู พระเยซูจะประทานชีวิตนิรันดร์ให้แก่เขา ชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ชั่วนิรันดร์

การประยุกต์ใช้ :

– ขอบคุณพระเยซู

– วันนี้ เราได้รับชีวิตนิรันดร์แล้ว โดยการเชื่อวางใจในพระเยซู ขอให้เราภาคภูมิใจ ชื่นใจ ซาบซึ้งใจ ในของขวัญนี้ ยึดของขวัญนี้ให้มั่นด้วยความเชื่อ ตราบชั่วชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:3) { ชีวิตนิรันดร์ คือ }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดา ว่า ชีวิตนิรันดร์ คืออะไร

– น่าสนใจมาก ทำไมพระเยซูต้องอธิษฐานเช่นนั้น?

– ไม่ใช่เพราะว่าพระบิดาไม่รู้ แล้วพระเยซูจึงบอกให้พระบิดารู้

– แต่เป็นประโยคที่แสดงถึงความสนิทสนมกันอย่างยิ่ง จึงพูดถึงประโยคที่รู้กันอย่างดีทั้งสองฝ่ายแล้ว

– เช่น เพื่อนนักเปียโน 2 คนคุยกัน “ผมจะซื้อเปียโนใหม่สักตัว” “เปียโนเป็นเครื่อดนตรีที่ให้สนุกจริงๆ” ประโยคที่ 2 ทั้งสองคนก็รู้ดีอยู่แล้ว แต่พูดเพราะรู้ว่าผู้ฟังรู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี

– ชีวิตนิรันดร์ คือ การรู้จักพระเจ้าพระบิดา ไม่ใช่แค่รู้เรื่องแต่หมายถึง การมีความสัมพันธ์กับพระองค์

– ชีวิตนิรันดร์ คือ การรู้จักพระเยซูคริสต์ ว่าเป็นผู้ที่พระบิดาทรงใช้มา เพื่อช่วยให้มนุษย์กลับมีความสัมพันธ์กับพระบิดาได้ ด้วยการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์

– ดังนั้น ชีวิตนิรันดร์ คือ การมีความสัมพันธ์กับพระบิดา โดยผ่านทางการเชื่อวางใจในพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้เราผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เราได้รับชีวิตนิรันดร์แล้ว

– นั่นคือ เราได้รับของขวัญอันล้ำค่า เราสามารถมีความสัมพันธ์กับพระบิดาได้แล้ว

– วันนี้ เราทุ่มเทเวลาในการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าบิดามากเพียงใด?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:4) { ถวายเกียรติแด่พระบิดา }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาว่า พระเยซูเสด็จมาในโลกนี้ เพื่อรับบาปแทนมนุษย์ทุกคน ตามน้ำพระทัยของพระบิดา ดังนั้นการกระทำของพระเยซูจึงเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบิดา

– กระบวนการแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อรับบาปแทนมนุษย์ทุกคนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และจะไม่มีใครหยุดได้ จึงเรียกได้ว่า พระเยซูทรงกระทำภารกิจสำเร็จแล้วนั่นเอง

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อเราทำตามใจของตนเอง ผลที่ออกมาคือ ความเห็นแก่ตัว

– แต่ถ้าเรากระทำตามพระทัยพระบิดา ผลที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตาม นั่นเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:5) { เกียรติที่มีก่อนโลกนี้มีมา }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาว่า พระเยซูได้ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาแล้ว คือ การเดินไปสู่ความตายบนไม้กางเขนเพื่อรับบาปของมนุษย์ทุกคน ซึ่งเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดา

– ขอพระบิดาประทานเกียรติแด่พระเยซู ด้วยเกียรติที่พระเยซู มีตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก ซึ่งเป็นเกียรติที่พระเยซูทรงสละ แล้วถ่อมพระทัยลงมารับสภาพมนุษย์ และถ่อมพระทัยเชื่อฟังพระบิดาจนกระทั่งความตายบนไม้กางเขน

– เกียรตินี้เดิมเป็นของพระเยซู เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่เพราะความรักของพระเยซูที่มีต่อเราและเพราะการเชื่อฟังพระบิดา พระเยซูทรงสละเกียรตินี้ แล้วมารับสภาพมนุษย์ต่ำต้อย

– จนมาถึงบัดนี้ พระเยซูทรงเชื่อฟังพระบิดาจนถึงที่สุด ถึงความตายบนไม้กางเขน เพราะการเชื่อฟังนี้ พระเยซูจึงสมควรได้รับเกียรตินี้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่เพราะการกระทำของพระองค์ในสภาพมนุษย์

– เกียรติที่ได้รับมาโดยมนุษย์ที่เชื่อฟัง(พระเยซู) ด้วยเหตุนี้พระเยซูจึงสามารถมอบเกียรตินี้แก่มนุษย์ได้ มนุษย์คนใดก็ตามที่เป็นผู้ชอบธรรมสมบูรณ์ 100%จะได้รับเกียรตินี้

– บัดนี้เราสามารถได้รับเกียรติยิ่งใหญ่นี้ ไม่เพราะการกระทำที่เชื่อฟังของเรา แต่โดยทางการกระทำของพระเยซูคริสต์ เมื่อเราเชื่อวางใจในพระองค์ พระองค์มอบความชอบธรรมนั้นแก่เรา

– มนุษย์ผู้เป็นคนบาปอย่างเราจึงสามารถมีส่วนร่วมในพระเกียรติของพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด ซึ่งมีอยู่ก่อนเริ่มสร้างโลกนี้ได้

– สรรเสริญพระเยซู !!!

การประยุกต์ใช้ :

– โดยพระคุณ ความรัก พระเมตตาของพระเจ้า เราจึงได้เข้าส่วนในสง่าราศีของพระเจ้า

– พระองค์ทรงประทานมัดจำแห่งสง่าราศีนี้ให้แก่เราแล้ว คือประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ มาสถิตกับเรา

– วันนี้พระเจ้าทรงสถิตภายในเราแล้ว เรามีส่วนในสง่าราศีและฤทธิ์ของพระเจ้าแล้ว

อย่าให้เราตาบอดอีกต่อไป ที่มองไม่เห็นสง่าราศีอันหาที่เปรียบมิได้นี้ มัวแต่ไปไล่จับสง่าราศีจอมปลอมแห่งโลกนี้ แล้วละเลยที่จะใช้เวลาสัมพันธ์กับพระองค์ ผู้ทรงเป็นสง่าราศีที่แท้จริงของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:6) { แด่พระบิดา }


แนวคิด :
– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาว่า พระบิดาประทานคนบางคนในโลกให้แก่พระเยซู พระเยซูก็ได้สำแดงให้พวกเขารู้จักพระบิดาเรียบร้อยแล้ว พระเยซูได้มอบถวายพวกเขาให้เป็นของพระบิดาแล้ว
– แล้วพระบิดาก็ประทานพวกเขาแก่พระเยซูอีก แล้วพระเยซูก็ได้ทำให้พวกเขา ทำตามพระกำรัสของพระบิดา อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบิดา
– พระบิดาประทานแก่พระเยซู พระเยซูทำให้พระประสงค์สำเร็จ แล้วพระเยซูถวายแด่พระบิดา แล้วพระบิดาประทานแก่พระเยซูอีก แล้วพระเยซูก็ทำให้พระประสงค์สำเร็จอีก เป็นถวายเกียรติแด่พระบิดา

การประยุกต์ใช้ :
– ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่งดงามระหว่างพระเยซูกับพระบิดา
– สิ่งที่พระบิดาประทานมา พระเยซูใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระบิดาเสมอ
– วันนี้ สิ่งที่พระบิดาประทานมาให้แก่เรา เราใช้มันเพื่ออะไร?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:7) { เลียนแบบบุตรหัวปี }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาว่า พระเยซูทรงทำให้พวกสาวก ทราบความจริงว่า ทุกสิ่งที่พระเยซูพูดและกระทำ ทั้งคำสอนที่เต็มด้วยสิทธิอำนาจและหมายสำคัญการอัศจรรย์ต่างๆ ได้มาจากการประทานของพระบิดา

– ซึ่งเมื่อพวกสาวกรู้เช่นนั้น พวกเขาจะสรรเสริญพระบิดา ซึ่งเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดา

การประยุกต์ใช้ :

– การกระทำของพระเยซูทั้งสิ้น ทำเพื่อวัตถุประสงค์หลักเดียว คือ เพื่อถวายพระเกียรติพระบิดา

– นั่นเป็นท่าทีพระบุตรสมควรกระทำต่อพระบิดาในสวรรค์

– เราไม่เคยเป็นบุตรของพระเจ้ามาก่อน จนกระทั่งเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เราจึงเป็นบุตรของพระเจ้า(ยน.1:12)

– ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่รู้ว่า เมื่อเป็นบุตรของพระเจ้า เราต้องทำตัวอย่างไร แต่พระเยซูทรงเป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องจำนวนมาก

– รม. 8:29 เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว พระ​องค์​ทรง​กำ​หนด​ไว้​ก่อน​ให้​เป็น​ตาม​พระ​ฉายา​แห่ง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ได้​เป็น​บุตร​หัว​ปี​ท่าม​กลาง​พี่​น้อง​จำ​นวน​มาก

– ดังนั้นเราสามารถรู้วิธีทำตัวเป็นบุตรของพระเจ้าได้ จากท่าทีที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำต่อพระบิดา

– พระเยซูกระทำทุกสิ่ง และตรัสทุกสิ่ง เพื่อถวายเกียรติแด่พระบิดา

– เราผู้เป็นบุตรของพระเจ้า สมควรที่เราจะกระทำเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์ คือ ทุกสิ่งที่เราพูดหรือกระทำนั้น เราขอทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระบิดา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:8) { รับไว้ }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาว่า พระเยซูได้ทำภารกิจที่พระบิดามอบหมายมาให้สำเร็จแล้ว คือ มอบพระดำรัสของพระบิดาแก่พวกสาวก

– และเพราะว่าพวกสาวกรับพระดำรัสนั้น เข้ามาไว้ในชีวิตของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึง รู้ว่า พระเยซูมาจากพระบิดา และเชื่อว่า พระบิดาทรงใช้พระเยซูมา

– ข้อน่าสังเกต คือ พระเยซูได้กล่าวพระดำรัสของพระบิดาแก่ประชาชน และพวกฟาริสี พวกธรรมจารย์ด้วย แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้รับพระดำรัสนั้นเข้าไว้ในชีวิต จึงทำให้เขาเหล่านั้น ไม่รู้และไม่เชื่อ ว่าพระเยซูมาจากพระบิดาเพื่อทำพระราชกิจของพระบิดา

การประยุกต์ใช้ :

– หากเราต้องการจะรู้จักพระเยซูอย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น และต้องการเชื่ออย่างถูกต้องตามสิ่งที่พระเยซูทรงเป็นจริงๆ เราจำเป็นต้องรับพระคำของพระเจ้า เข้ามาในชีวิต

– การรับพระคำเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่แค่การอ่านหรือฟังพระคำของพระเจ้าเท่านั้น เพราะพวกฟาริสีเองก็ได้ยินคำตรัสของพระเยซูเหมือนกัน แต่พวกเขาไม่ได้รับพระคำเข้าในชีวิต

– แต่การรับพระคำเข้ามาในชีวิต หมายถึง การรับฟังพระคำ แล้วเชื่อ แล้วประพฤติตามพระคำนั้น

– เหมือนพวกสาวก ที่ได้ฟังแล้วเชื่อ แล้วพวกเขาก็ละทิ้งทุกสิ่งติดตามพระเยซูไป

– วันนี้ เราเป็นแค่ผู้ฟังพระคำของพระเจ้า หรือเป็นผู้รับพระคำของพระเจ้าเข้ามามีส่วนในชีวิตของเรา?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:9) { อธิษฐานต่อพระบิดาเพื่อพระบิดา }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาว่า พระเยซูได้อธิษฐานเพื่อเหล่าสาวก เพราะพระบิดาทรงเป็นผู้ประทานเหล่าสาวกนี้แก่พระเยซู

– พระเยซูบอกพระบิดาว่าไม่ได้อธิษฐานเผื่อโลก หมายถึง พระองค์ไม่ได้อธิษฐานขอการปกป้องและการอวยพรแก่คนที่เป็นของโลกนี้ ซึ่งหมายถึงคนที่ไม่ยอมเชื่อวางใจในพระองค์

– พระเยซูไม่ได้อธิษฐานเผื่อคนที่ไม่ยอมเชื่อแต่พระเยซูยังอธิษฐานเผื่อคนของพระองค์ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ ซึ่งต่อไปกำลังจะเชื่อด้วย ดังใน ยน. 17:20 “ข้า​พระ​องค์​ไม่​ได้​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​คน​เหล่า​นี้​พวก​เดียว แต่​เพื่อ​ทุก​คน​ที่​วาง​ใจ​ใน​ข้า​พระ​องค์​เพราะ​ถ้อย​คำ​ของ​พวก​เขา”

– คนที่เป็นคนของพระเจ้า คือ คนเหล่านั้นที่เชื่อวางใจในพระเยซูนั่นเอง

การประยุกต์ใช้ :

– คำอธิษฐานของพระเยซูในข้อนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงท่าทีที่พระบุตรมีต่อพระบิดา

– แม้แต่การอธิษฐาน พระเยซูก็ยังอธิษฐานต่อพระบิดา เพราะเห็นแก่พระบิดา

– เหตุที่พระเยซูอธิษฐานเพื่อเหล่าสาวกที่พระองค์ทรงรัก ก็เพราะพระบิดาประทานพวกเขาให้แก่พระเยซู

– เหตุที่พระเยซูอธิษฐานเพื่อพวกเขาก็เพราะพวกเขาเป็นของพระบิดา

– เหตุที่เขาเป็นของพระบิดา เพราะพวกเขาเชื่อวางใจในพระเยซู

– พระเยซูวางแบบอย่างในการอธิษฐานแก่เรา คือ ไม่ได้อธิษฐานเพื่อตนเอง หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเอง แต่อธิษฐานเพราะรักพระบิดา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:10) { เป็นของพระบิดา }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานกับพระบิดาว่า ทุกคนที่เป็นคนของพระเยซู พระเยซูถวายพวกเขาเป็นคนของพระบิดา และทุกคนที่เป็นคนของพระบิดา พระเยซูจะปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับเป็นคนของพระเยซูเองเลย เพราะพระเยซูทรงรักพระบิดา

– และพระเยซูได้รับเกียรติในคนของพระบิดา นั่นคือพระเยซูกำลังบอกว่า เกียรติที่พระเยซูได้รับก็เพราะพระบิดาเป็นเหตุ นั่นเอง

– ข้อนี้อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น ด้วยภาพของการถวายบุตร ในพิธีถวายบุตร

– ผู้ถวายบุตรยกบุตรนั้นให้เป็นสิทธิขาดของพระเจ้า บุตรนั้นเป็นของพระเจ้าแล้ว ขณะเดียวกันบุตรนั้นก็ยังอยู่กับเขา เขาจึงดูแลบุตรของพระเจ้า อย่างกับดูแลบุตรของเขาเอง เพราะเขารักพระเจ้า และทุกสิ่งที่บุตรผู้นี้ทำให้เขาชื่นใจ เขาก็ตระหนักว่า ความชื่นใจที่มาจากบุตรคนนั้น เป็นความชื่นใจที่มาจากพระเจ้า เพราะบุตรคนนี้เป็นของพระเจ้า

การประยุกต์ใช้ :

– ท่าทีของพระเยซูต่อพระบิดา คือ ทุกสิ่งที่พระเยซูมี พระองค์ถวายแด่พระบิดา และทุกสิ่งที่เป็นของพระบิดา พระเยซูจะดูแลอย่างดีที่สุด และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเยซู พระองค์ตระหนักว่ามาจากพระบิดา

– วันนี้ สิ่งที่เรามีเรามอบให้เป็นสิทธิขาดของพระบิดาแล้วหรือยัง?

– วันนี้ เราดูแลสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เราแล้วนั้น อย่างดีที่สุดแล้วหรือยัง?

– วันนี้ เราตระหนักหรือไม่ว่า เรามีวันนี้ได้ก็เพราะการอวยพรจากพระบิดา?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:11) { อันหนึ่งอันเดียวกัน }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดา ว่า พระเยซูกำลังเสร็จสิ้นภารกิจในโลกนี้แล้ว กำลังจะกลับไปหาพระบิดา แต่ภารกิจของพวกสาวกยังไม่เสร็จสิ้น

– ดังนั้นขอพระบิดาทรงพิทักษ์รักษาพวกสาวก ซึ่งเป็นของพระบิดาและพระบิดาได้มอบพวกเขาไว้แก่พระเยซู

– ทรงพิทักษรักษา ปกป้อง ช่วยเหลือพวกเขา ให้พ้นจากการทดลอง เพื่อให้พวกเขาสามารถเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ อย่างสมบูรณ์ เหมือนอย่างพระบิดาและพระเยซูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การประยุกต์ใช้ :

– โดยสังเกตจากคำอธิษฐานในข้อนี้ เมื่อพระเยซูกำลังจะจากพวกสาวกไป สิ่งสำคัญยิ่งยวดที่พระเยซู ปรารถนาให้เกิดขึ้นกับพวกสาวก คือ ให้พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แบบพระเยซูกับพระบิดา

– พระเยซูถวายเกียรติแด่พระบิดา และพระบิดาก็ประทานเกียรตินั้นแด่พระเยซู

โดยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริงของเราทั้งหลาย จะทำให้น้ำพระทัยของพระบิดาในโลกนี้ เกิดขึ้นสำเร็จเป็นจริง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.17:12) { พิทักษ์รักษา }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาว่า พระเยซูได้ทำภารกิจที่พระบิดามอบหมายให้สำเร็จแล้ว คือ พิทักษ์รักษาพวกสาวกที่เป็นของพระบิดา และพระบิดามอบแก่พระเยซู

– พระเยซูทรงพิทักษ์รักษาพวกเขา ปกป้องพวกเขา ด้วยการสอน การสำแดงต่างๆ ทำให้พวกเขาไม่ให้หลงไปจากความเชื่อ จนถึงวันที่พระเยซูต้องจากโลกนี้ กลับไปพระบิดา

– เมื่อรวมข้อ 11-12 เข้าด้วยกัน ก็คือ พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาว่า พระเยซูปกป้องพวกเขาจนจบภารกิจแล้ว ที่เหลือฝากพระบิดาปกป้องพวกเขาต่อด้วยนะครับ ซึ่งพระบิดาปกป้องพวกเขาต่อโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์

การประยุกต์ใช้ :

– การปกป้องเรา ไม่ให้หลงไปจากทางของพระเจ้า เป็นงานของพระเจ้าตรีเอกานุภาพ พระองค์จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อพิทักษ์รักษา ปกป้อง เราผู้เป็นบุตรที่รักของพระองค์ ไม่ให้หลงไปจากทางของพระองค์ ไปสู่ความพินาศ

ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นความรักและพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเรา เพื่อปกป้อง พิทักษ์รักษาเราไม่ให้หลงจากทางของพระองค์ ไปสู่ความพินาศนิรันดร์