แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:8) { เห็นและเชื่อ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรเข้าไปในอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซูแล้ว(ข้อ 6) จากนั้นซึ่งตอนแรกไม่กล้าเข้า ก็ตามเข้ามาด้วย

– แล้วยอห์นก็เห็นจริง ตามสิ่งที่พวกผู้หญิงบอกว่า พระศพหายไป เมื่อเห็นแล้วเขาจึงเชื่อว่าพวกผู้หญิงพูดจริง

การประยุกต์ใช้ :

– ยอห์น สงสัยในคำของพวกผู้หญิง จนกระทั่งเมื่อเขาได้เห็นกับตา จึงเชื่อว่าพวกผู้หญิงพูดจริง

– และยอห์น ก็ไม่เชื่อในคำพูดของพระเยซูเช่นกัน ว่า พระองค์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย ในวันที่สาม (มธ. 17:23) จนกระทั่งพระเยซูปรากฏแก่เขา เขาจึงเชื่อ(ยน. 20:19)

– แต่ความเชื่อพระเยซูปรารถนาให้สาวกของพระองค์มี คือ เชื่อโดยไม่จำเป็นต้องเห็นก่อน

– ดังที่พระเยซูตรัสกัยโธมัส ใน ยน. 20:29 พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เพราะ​ท่าน​เห็น​เรา​ท่าน​จึง​เชื่อ​หรือ? คน​ที่​ไม่​เห็น​เรา​แต่​เชื่อ​ก็​เป็น​สุข”

– วันนี้ เราจะตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเชื่อถ้อยคำของพระเจ้าอย่างไม่สงสัยแม้ยังไม่ได้เห็น หรือเราจะต้องรอให้เห็นก่อนแล้วถึงจะยอมเชื่อ?

โฆษณา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:7) { ผ้าถูกพับไว้ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรเข้าไปในอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู เขาไม่พบพระศพพระเยซู เห็นแต่เพียงผ้าป่านที่โยเซฟชาวอาริมาเธียและนิโคเดมัส ใช้พันพระศพเท่านั้น(ยน. 19:40)

– เปโตรเห็นผ้าป่านที่พันพระเศียรพับแยกไว้ต่างหาก แยกออกจากผ้าที่พันพระศพ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไม่เร่งรีบ ซึ่งหากเป็นคนมาขโมยพระศพคงกระทำอย่างเร่งรีบ

– แต่นี่น่าจะเป็นฝีมือของทูตสวรรค์ทั้งสอง ที่พวกผู้หญิงพบที่อุโมงค์ ใน ลก. 24:4

การประยุกต์ใช้ :

– พระเจ้าทรงมีแผนการล้ำเลิศและพระองค์ทรงปราณีตในแผนการนั้น

– ในเวลาต่อมา ใน มธ. 28:12-13 ​พวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิต​แจก​เงิน​ก้อน​ใหญ่​ให้​กับ​พวก​ทหาร แล้วสั่งว่า ให้ปล่อยข่าวว่ามีคนมาขโมยพระศพไปตอนพวกเขาหลับอยู่

– ซึ่งการที่ผ้าพันพระศพถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย แถมยังแยกด้วยว่าผืนไหนพันพระเศียร ผืนไหนพันพระกาย เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่การกระทำของขโมยที่ต้องทำอย่างเร่งรีบ แต่เป็นการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูจริงๆ

– เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา เราอาจจะคิดไม่ถึงว่าผลกระทบนั้นจะเป็นอย่างไร แต่พระเจ้าทรงทราบและพระองค์ทรงจัดเตรียมอย่างปราณีตสำหรับเราผู้เป็นที่รักของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:6) { เปโตรเข้าไปในอุโมงค์ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรวิ่งมาถึงอุโมงค์เพื่อดูว่าข่าวที่พวกผู้หญิงบอกเกี่ยวกับพระศพหายไปนั้นเป็นจริงหรือไม่

– ยอห์นซึ่งวิ่งมาถึงก่อน กำลังหยุดยืนอยู่ปากอุโมงค์ ไม่กล้าเข้าไป(ข้อ 5)

– เปโตรซึ่งมาถึงทีหลัง ไม่รีรอแบบยอห์น แต่รีบรุดเข้าไปในอุโมงค์ทันที แล้วก็เห็นผ้าพันพระศพวางพับไว้อยู่ แต่ไม่เห็นพระศพของพระเยซูในนั้น

การประยุกต์ใช้ :

– เพราะความกล้าหาญ หรือ อาจจะเพราะความหุนหันพลันแล่นของเปโตร ทำให้เขาได้เป็นคนแรกในพวกสาวกที่เป็นสักขีพยานว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– ไม่ว่าจะเป็นความเข้มแข็งของเรา หรือจุดอ่อนของเรา พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถใช้สิ่งนั้นกลายเป็นพระพรแก่เราได้เสมอ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:5) { เห็นผ้าวางอยู่ }

แนวคิด :

– เมื่อยอห์นวิ่งมาดูที่อุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซู เขาวิ่งมาถึงก่อนเปโตร(ข้อ 4) แต่เขาไม่กล้าเข้าไปข้างใน น่าจะเพราะความกลัวบางอย่าง ซึ่งดูเหมือนยอห์นจงใจเขียนถึงความอ่อนแอของตนในประเด็นนี้

– ยอห์นไม่ได้เข้าไปก็จริง แต่เขาได้ก้มดูจากปากอุโมงค์ ซึ่งตามปกติอุโมงค์ฝังศพของยิวมัก ขุดต่ำลงไปจากปากอุโมงค์ ราว 2-3 เมตร

– เมื่อเขาก้มดู เขาก็เห็นว่ามีผ้าพันพระศพวางอยู่ แต่ไม่เห็นพระศพ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าพระศพอาจถูกย้ายไปอีกตำแหน่งหนึ่งที่เขามองไม่เห็นก็ยังเป็นไปได้

– อย่างไรก็ดีสามารถกล่าวได้ว่า ยอห์นเป็นสาวกคนแรกที่ได้เห็นผ้าพันพระศพหลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

การประยุกต์ใช้ :

– ในความอ่อนแอ ความขลาดกลัวของยอห์น จึงทำให้เขาไม่ได้เข้าไปในอุโมงค์แล้วเป็นสาวกคนแรกที่พบว่าพระเยซูไม่อยู่ในอุโมงค์แล้ว

-ถึงกระนั้น พระเจ้าก็เมตตาให้เขาได้เป็นสาวกคนแรกที่ได้เห็นผ้าพันพระศพหลังจากพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

แม้ในความอ่อนแอของเรา ทำให้เราต้องพลาดสิ่งดีบางอย่างไป ถึงกระนั้นพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจ พระองค์จะทรงประทานพระพรแก่เราตามความจริงใจที่เรามีต่อพระองค์นั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:4) { ยอห์นมาถึงก่อน }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรและยอห์น ได้ยินว่าพระศพของพระเยซูหายไป เขาจึงรีบวิ่งออกไปดูที่อุโมงค์ในทันที

– ข้อนี้ ยอห์นระบุว่า ยอห์นซึ่งหนุ่มกว่า วิ่งเร็วกว่าเปโตร  เพื่อที่จะสื่อว่า เปโตรเป็นสาวกคนแรกที่เข้าไปในอุโมงค์ เป็นสาวกคนแรกที่เป็นสักขีพยาน ในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู(ข้อ 6)

– คือ ยอห์นระบุว่า ขนาดเขามาถึงก่อน เขาก็ยังมัวแต่ลังเลไม่กล้าเข้าไป แต่เปโตรมาถึงเข้าไปดูเลย

การประยุกต์ใช้ :

– จากการจัดฉากของพระเจ้าในเหตุการณ์นี้ แม้ยอห์นผู้มาถึงก่อน น่าจะเป็นคนแรกในพวกสาวกที่ได้เข้าไปในอุโมงค์ แต่ดูเหมือนเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่จะให้เปโตร ผู้ปฏิเสธพระเยซูมากกว่าสาวกคนอื่นๆถึง 3 ครั้ง กลับได้เป็นคนแรกในบรรดาสาวก ที่ได้เข้าไปเป็นสักขีพยานในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู

เปโตรทำผิดมากเมื่อหลายวันก่อน แต่วันนี้เมื่อเขากลับใจ หันกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดใจ พระเจ้าไม่ดูหมิ่นเขา แต่กลับประทานเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ให้แก่เขา คือ เป็นสาวกคนแรกในบรรดาพวกสาวกที่ได้เข้าไปเห็นและเป็นสักขีพยานว่าพระเยซูไม่ได้อยู่ในอุโมงค์แล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:3) { เปโตรกับยอห์น }

แนวคิด :

– หลังจากที่มารีย์มักดาลามาบอกกับพวกสาวกว่าพระศพของพระเยซูหายไป พวกสาวกส่วนใหญ่ไม่สนใจคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล(ลก. 24:11) มีแต่เปโตรกับยอห์นเท่านั้น ที่มีปฏิกริยากับข่าวนี้

– พวกเขาทั้งสองรีบออกไปดูที่อุโมงค์ ในข้อ4 บอกว่าพวกเขาไม่ได้เดินไปแต่รีบวิ่งไปดูเลย แสดงถึงความกระตือรือร้นอย่างยิ่งเกี่ยวกับพระศพของพระเยซู

– สาวกคนอื่นๆไม่ได้ออกไปดูที่อุโมงค์ อาจเพราะไม่เชื่อสิ่งที่มารีย์มักดาลาพูด หรืออาจเพราะดูเหมือนมีพิรุธ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ศพถูกฝังแล้ว จะหายไปได้อย่างร ต้องเป็นกับดักของพวกยิวแน่ที่จะล่อพวกเราออกไป เพื่อจะดักจับพวกเรา

– เปโตรและยอห์น แม้ยังไม่เชื่อนัก ใน ยน. 20:8 บอกว่า เมื่อพวกเขามาเห็นว่าพระศพหายไปจริงๆ แล้วจึงค่อยเชื่อคำที่มารีย์มักดาลาได้กล่าว แต่พวกเขาก็รีบวิ่งออกไปดูที่อุโมงค์ โดยไม่หวั่นกลัวว่าจะเป็นกับดักด้วยซ้ำไป (หรืออาจเพราะคิดไม่ถึงก็ไม่ทราบ)

– เปโตร ผู้นี้ คือคนที่ เมื่อ 3 วันก่อน ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นสาวกของพระเยซูต่อหน้าผู้คนถึง 3 ครั้ง บัดนี้เป็นโอกาสอีกครั้งที่เขาจะแก้ตัวทำอะไรเพื่อพระเยซูอีกสักครั้ง แม้มันจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม เขาจึงรีบวิ่งออกไปที่อุโมงค์

>>> อะไรทำให้เปโตรวิ่งออกไปที่อุโมงค์? ก็คือ การที่เปโตรสำนึกในความผิดที่ตนได้ทำไป จึงเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อพระเยซู นี่คือการกลับใจที่แท้จริง เมื่อสำนึกผิดจึงลงมือทำบางอย่างในสิ่งที่ถูก

– ยอห์น ผู้นี้ คือสาวกที่ ตอนพระเยซูถูกจับเขาตามพระเยซูไป ดูอยู่ห่างๆ และตอนพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน เขาเข้ามาใกล้พระองค์ จนขนาดที่สามารถได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของพระองค์ได้(ยน. 19:26-27) ยอห์นผู้นี้เอง ที่เขาบันทึกว่า เขาคือสาวกที่พระเยซูทรงรัก

>>> อะไรทำให้ยอห์นวิ่งออกไปที่อุโมงค์? ก็คือ การที่เขารู้ตัวว่าเขาเป็นสาวกที่พระเยซูทรงรัก ความจริงแล้วพระเยซูทรงรักสาวกทุกคนอย่างที่สุด ใน ยน. 13:1 “… พระ​องค์​ทรง​รัก​เขา​ทั้ง​หลาย​จน​ถึง​ที่​สุด” แต่ดูเหมือนเวลานั้น มีแต่ยอห์นเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงความรักของพระองค์ที่ทรงรักเขา เขาจึงตอบสนองต่อความรักนั้นด้วยการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างกล้าหาญ

การประยุกต์ใช้ :

จงกลับใจเหมือนเปโตร หยุดทำสิ่งผิดที่เคยทำ แล้วทำสิ่งตรงกันข้าม คือหันมาทำสิ่งถูกที่ควรทำ

– เปโตร เคยกลัวที่จะให้คนรู้ว่าเป็นพวกของพระเยซู จนกระทั่งเขาปฏิเสธพระเยซู บัดนี้เขาไม่กลัวที่จะวิ่งไปที่อุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู ถึงแม้อาจจะทำให้มีคนรู้ก็ได้ว่าเขาเป็นพวกของพระเยซู

จงรับรู้ความรักของพระเยซูที่มีต่อเรา เหมือนยอห์น แล้วโดยการรับรู้นั้นจะเป็นแรงผลักดันให้เราทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างกล้าหาญ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:2) { เขาเอาพระองค์ไปไหนก็ไม่รู้! }

แนวคิด :

– เมื่อมารีย์มักดาลา เห็นว่าอุโมงค์ถูกเปิดออกแล้ว และไม่มีพระศพของพระเยซูอยู่ในนั้น นางจึงรีบวิ่ง จากอุโมงค์นั้นซึ่งอยู่ใกล้โกละโกธา (ยน. 19:42) เข้าไปในเมืองเพื่อบอกเปโตรและยอห์น

– ใน ลก. 24:11 อธิบายว่าเธอได้แต่บอกกับพวก​อัคร​ทูตคนอื่นๆด้วยแต่พวกเขา​ไม่​เชื่อ เห็น​ว่า​เป็น​คำ​เหลว​ไหล มีแต่เปโตรกับยอห์นเท่านั้นที่เชื่อแล้ววิ่งออกไปดูที่อุโมงค์ ยอห์นจึงบันทึกว่า นางมารีย์มักดาลาได้ไปบอกแก่เปโตรและยอห์น

– เธอบอกพวกเขาว่า มีคนมาเอาพระศพของพระเยซูไป และพวกเรา(ซึ่งหมายถึงมารีย์มักดาลาและผู้หญิงคนอื่นๆที่ไปด้วยกัน) ไม่รู้ว่าเขาเอาพระศพของพระเยซูไปไว้ที่ไหน

– มาถึงตอนนี้ มารีย์มักดาลาไม่ทราบเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระเยซูและคิดไม่ถึงเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู เธอรู้อย่างเดียวว่าพระศพหายไป และเธอก็พยายามทำอย่างสุดความสามารถที่จะทำอะไรบางอย่างแด่พระเยซู เท่าที่เธอทำได้คือรีบวิ่งไปบอกพวกอัครสาวก

การประยุกต์ใช้ :

– เวลานั้น พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว แต่เนื่องจากมารีย์มักดาลายังไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ ดังนั้นการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูจึงยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ

เวลานี้ พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ แต่หากเราไม่ตระหนักว่าวันนี้พระองค์ทรงพระชนม์อยู่กับเรา เราก็ยังคงตกอยู่ในความหวาดกลัว ความวิตกกังวลต่อไป ถึงแม้ว่าพระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วก็ตาม

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:1) { อุโมงค์ถูกเปิดออกแล้ว }

แนวคิด :

– ในวันต้นสัปดาห์ ซึ่งก็คือ วันอาทิตย์ นับเป็นวันที่ 3 ตั้งแต่ที่เขาฝังพระศพของพระเยซู ในเย็นวันศุกร์ ก่อน 6 โมงเย็น (ชาวยิวนับว่า หลัง 6 โมงเย็นเป็นวันใหม่)

– ในเวลาเช้ามืด ซึ่งน่าจะเป็นเวลาช่วง ตี3-6โมงเช้า มารีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา มารีย์​มาร​ดา​ของ​ยากอบ​พร้อม​กับ​นาง​สะ​โล​เม (มก. 16:1) ได้​นำเครื่องหอมมาเพื่อ​ชโลม​พระ​ศพ​ของ​พระ​เยซู ในยอห์น บันทึกแค่ ชื่อของมารีย์มักดาลา คงเพราะต้องการเน้นเหตุการณ์ที่พระเยซูพบกับนางเป็นส่วนตัว(ยน. 20:11-18)

– เมื่อมารีย์มักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพ ซึ่งเดิมทีถูกปิดไว้อย่างแน่นหนามีประตราของปีลาต ห้ามเปิดก่อนได้รับอนุญาต และมีทหารเฝ้าคุมไว้(มธ. 27:65-66 ) พวกนางก็พบว่าหินปิดปากอุโมงค์ถูกยกออกไปแล้ว

– การมาของมารีย์มักดาลานี้ ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นความตั้งใจจริงของเธออย่างมาก เมื่อลองไล่ลำดับเวลาดู

– วันศุกร์ พระเยซูสิ้นพระชนม์ บ่าย 3 โมง กว่าโยเซฟชาวอาริมาเธีย จะไปเจรจาขอพระศพพระเยซูจนสำเร็จ เวลาคงผ่านไปพอสมควร กว่าจะเชิญพระศพลงมา แล้วเอาเครื่องหอมชโลมแล้วพันผ้าพระศพ แล้วนำไปฝังที่อุโมงค์ ใน มธ. 27:61 บอกว่ามารีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา​กับ​มารีย์​อีก​คน​หนึ่ง​ก็​นั่ง​อยู่​ที่​นั่น​ตรง​หน้า​อุโมงค์

– มาถึงจุดนี้ เวลาคงใกล้ 6 โมงเย็นเต็มทีแล้ว วันสะบาโตกำลังจะเริ่มแล้ว ซึ่งชาวยิวจะไม่ทำงานใดๆ

– ยน.20:1 บอกว่า “เวลาเช้ามืด” มารีย์มักดาลา ก็มาที่อุโมงค์แล้ว พร้อมกับเครื่องหอม (ลก. 24:1)

– สังเกตดูว่า มารีย์มักดาลา มีเวลาน้อยมากสำหรับการเตรียมเครื่องหอม นางคงต้องรีบมากทีเดียวจึงเตรียมได้ทัน เช้ามืดวันอาทิตย์ได้

– และอีกประการหนึ่ง ข่าวเรื่องที่ปีลาตให้ทหารคุมอุโมงค์แน่นหนา น่าจะแพร่ไปทั่วแล้ว ในมก. 16:3 พวกผู้หญิง​พูด​กัน​​ว่า “ใคร​จะ​ช่วย​กลิ้ง​ก้อน​หิน​ออก​จาก​ปาก​อุโมงค์” เพราะก้อนหินนั้นใหญ่ มารีย์มักดาลา แม้มีความหวังเพียงน้อยนิดที่จะสามารถชโลมพระศพพระเยซูได้ แต่ถึงกระนั้นเธอยังทำอย่างสุดความสามารถและทำอย่างกระตือรือร้น

การประยุกต์ใช้ :

– มารีย์มักดาลา พยายามอย่างสุดกำลังที่จะทำถวายแด่พระเยซู ปรากฏว่าเธอทำส่วนของเธออย่างเต็มที่ แต่ส่วนที่เกินกำลังนั้น พระเจ้าทรงกระทำให้แก่เธอเอง

– อย่างไรก็ดี แม้เธอจะทำอย่างสุดกำลังของเธอแล้วก็ตาม สิ่งที่เธอเตรียมมาก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี ดูเหมือนงานที่เธอทุ่มเททำลงไปนั้นจะไม่มีประสิทธิผลอะไรเลยต่อแผนการของพระเจ้า ถึงกระนั้นการกระทำของเธอนี้ พระเจ้าก็ยังคงประทานเกียรติให้แก่เธอ สิ่งที่เธอได้พยายามทำนี้ ถูกบันทึกในพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม และมีคนหลายพันล้านคนทั่วโลกตลอดประวัติศาสตร์ได้รับรู้สิ่งที่เธอได้กระทำถวายแด่พระเยซูที่เธอรักด้วยสุดใจ

พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่ง ไม่ได้ทอดพระเนตรที่ความยิ่งใหญ่หรือความสำเร็จของงาน แต่ทอดพระเนตรดูท่าทีแห่งหัวใจที่ทำถวายแด่พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:42) { จำเป็นต้องฝังที่นี่ }

แนวคิด :

– เหตุที่โยเซฟและนิโคเดมัส ตัดสินใจฝังพระศพที่อุโมงค์ใหม่นั้น ก็เพราะว่า นั่นเป็นอุโมงค์ของโยซฟที่อยูใกล้โกละโกธามากที่สุด เนื่องจากตอนนั้นก็เริ่มเย็นแล้ว วันใหม่ของยิวซึ่งเป็นวันสะบาโต กำลังจะมาถึงในอีกกี่นานแล้ว เพราะยิวนับวันใหม่ตอน 6 โมงเย็น

– จึงดูเหมือนไม่มีทางเลือกอื่นเลย นอกจากฝังพระศพที่อุโมงค์นั้น ซึ่งเป็นตามแผนการของพระเจ้า

– อสย. 53:9 “…​เขา​จัด​หลุม​ศพ​ของ​ท่าน​ไว้​กับ​คน​อธรรม และ​เขา​จัด​ท่าน​ไว้​กับ​เศรษฐี​ใน​ความ​ตาย​ของ​ท่าน …” ซึ่งหมายถึง พระเยซูถูกตรึงตายพร้อมโจรทั้งสอง และการฝังศพของพระองค์ถูกฝังแบบเศรษฐี

การประยุกต์ใช้ :

– สิ่งที่เป็นแผนการของพระเจ้า จะสำเร็จวันยังค่ำ

สิ่งใดที่เป็นมาจากพระเจ้าจะสำเร็จ ดังนั้นถ้าสิ่งใดไม่เป็นไปตามที่เราคาด ก็ให้รู้ได้เลย นั่นยังอยู่ในแผนการของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:41) { ​อุโมงค์​ฝังพระ​ศพ​ }

แนวคิด :

– ในบริเวณใกล้โกละโกธานั่นเอง มีสวนแห่งหนึ่งและที่สวนนั้น โยเซฟชาวอาริมาเธีย มีอุโมงค์ฝังศพใหม่ ที่เขาได้สกัดเอาไว้ก่อนหน้านั้นพอดี (มธ. 27:60) ยังไม่เคยได้ฝังศพใครมาก่อนเลย

– ตามปกติแล้ว เมื่อเขาขุดอุโมงค์ ก็เพื่อที่จะเอาศพเข้าไปผังไว้ โดย 1 อุโมงค์ มักจะฝังหลายๆศพ ด้วยกัน แล้วก็จะเอาก้อนหินมาปิดไว้ กันสัตว์ป่าเข้าไป

– ดังนั้น การที่มีอุโมงค์ที่ขุดแล้ว แต่กลับไม่มีใครถูกฝังที่นั่นเลย เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ เป็นความบังเอิญที่ไม่ธรรมดาเลย

– แต่การที่อุโมงค์นั้นต้องเป็นอุโมงค์ใหม่ สำคัญมากในการยืนยันการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู เพราะจะได้รู้แน่ว่าพระเยซูไม่ได้อยู่ในอุโมงค์แล้วจริงๆ ไม่ใช่การดูผิดศพ

– และการฝังพระศพด้วยอุโมงค์ใหม่นี้ ก็ช่างเหมาะสมกับการฝังพระศพของจอมกษัตริย์ผู้ทรงยอมสิ้นพระชนม์เพื่อคนทั้งโลก

การประยุกต์ใช้ :

– จากเหตุการณ์ในข้อนี้ เราเห็นความบังเอิญของบังเอิญของบังเอิญ มากมาย แต่เราก็รู้แน่ว่านั่นไม่ใช่ความบังเอิญแต่เป็นแผนการของพระเจ้าที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก

ทุกสิ่งที่เกิดกับเราไม่ใช่สิ่งบังเอิญ แต่เป็นแผนการอันล้ำเลิศของพระเจ้าที่เตรียมไว้ให้สำหรับเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:40) { พันพระศพ }

แนวคิด :

– เมื่อโยเซฟชาวอาริมาเธีย และนิโคเดมัส ได้อัญเชิญพระศพลงมาจากกางเขน พวกเขาก็เอาเครื่องหอมที่นิโคเดมัสเตรียมมา(ข้อ39)ใส่บนพระศพ แล้วใช้ผ้าป่านที่โยเซฟซื้อมา (มก. 15:46) พันรอบพระศพเอาไว้ ตามธรรมเนียมบรรจุศพของชาวยิว

– ดูเหมือนการชำระพระศพและการพันพระศพในครั้งนี้ น่าจะทำอย่างเร่งรีบเพราะกลัวจะถูกขัดขวางโดยพวกยิวและกำลังจะตกเย็นแล้ววันสะบาโตกำลังจะมาถึงแล้วในเวลา 18:00 น.

– ด้วยเหตุนี้ พวกผู้หญิงที่เห็นการชำระพระศพและพันพระศพนี้ จึงรอจนวันสะบาโตผ่านพ้นไปแล้วกลับมาที่พระศพอีกครั้งเพื่อชำระอย่างเหมาะสม

– ดังใน มก. 16:1 “เมื่อ​วัน​สะบา​โต​ผ่าน​พ้น​ไป​แล้ว มารีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา มารีย์​มาร​ดา​ของ​ยากอบ​พร้อม​กับ​นาง​สะ​โล​เม ไป​ซื้อ​เครื่อง​หอม​เพื่อ​จะ​นำ​ไป​ชโลม​พระ​ศพ​ของ​พระ​องค์”

การประยุกต์ใช้ :

– สิ่งที่พวกเขาทำเพราะเหตุความศรัทธาที่มีต่อพระเยซู ถึงแม้ว่าจะทำอย่างเร่งรีบ อาจขาดตกบกพร่องบางอย่างไป แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่พวกเขาทำนี้ กลับกลายเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

สิ่งที่เราทำด้วยความรัก ความภักดีที่มีต่อพระเยซู เมื่อเราทำอย่างสุดกำลังแล้ว แต่ยังมีข้อบกพร่องต่างๆเกิดขึ้น พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อพระองค์เองจะเป็นผู้ทรงทำให้สิ่งที่เราทำเพื่อพระองค์อย่างจริงใจนั้น ก็จะเกิดผลเป็นพระพรมากยิ่งกว่าที่เราจะคิดได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:39) { นิโคเดมัส }

แนวคิด :

– นิโคเดมัส ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ศรัทธาในพระเยซูอย่างลับๆ ไม่กล้าเปิดเผยตัว เช่นเดียวกันกับ โยเซฟ ชาวอาริมาเธีย

– นิโคเดมัส เคยแอบมาพบพระเยซูในเวลากลางคืน เพื่อสนทนากับพระเยซู(ยน.3) และใน ยน. 7:50-52 เขาได้พยายามคัดค้านการจับกุมพระเยซู แต่ก็ถูกพวกยิวตอกกลับอย่างเย้ยหยัน

– เขาเป็นฟาริสี​ และเป็นสมาชิก​สภาแซนฮีดริน ​ชื่อ​ของเขา​ปรากฏ​ใน​พระธรรม​ยอห์น​เท่านั้น ซึ่งต่างจาก โยเซฟ ชาวอาริมาเธีย ที่ปรากฏในพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม

– นิโคเดมัส ได้มาสมทบกับ โยเซฟ ชาวอานิมาเธีย(ข้อ38) เมื่อจัดการพระศพของพระเยซู เขาได้นำเครื่องหอมเพื่อมาชำระพระศพตาม​ธรรม​เนียม​ของ​ชาวยิว​  ซึ่งจะมีการชำระศพ​ก่อน​นำไป​ฝัง

– เขาได้นำเครื่องหอมมาจำนวนมาก หนักถึง 30 กก.คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนเขาคงไม่ได้แบกมาเอง คงจะมีคนใช้หลายคนติดตามมาด้วย แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอย่างมากในตัวเขาที่มีต่อพระเยซู แต่ก็ดูเหมือนไม่มากพอที่จะทำให้เขาเอาชนะความหวาดกลัวต่อพวกยิวได้ เขาจึงไม่ได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะขัดขวางพวกยิวในการประหารชีวิตพระเยซู

– แต่เมื่อโยเซฟชาวอาริมาเธีย เริ่มแสดงความกล้าหาญออกมา(ข้อ38) เขาจึงรวบรวมความกล้าแสดงตัวออกมา ยืนอยู่ฝ่ายพระเยซูด้วยเช่นกัน

– เครื่องหอมที่เขานำมานั้นคือ มดยอบผสมกฤษณา

– นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนนำมดยอบมาถวายแด่พระเยซู ใน มธ. 2:11 พวกโหราจารย์ที่มาเฝ้าพระกุมารนั้น ได้​ถวาย​เครื่อง​บรร​ณา​การ​แด่​พระ​กุมาร คือ ทอง​คำ กำ​ยาน และ​มด​ยอบ

– ทองคำ แสดงถึง พระองค์มาเพื่อเป็นกษัตริย์ของบรรดาประชาชาติ

– กำยาน แสดงถึง พระองค์มาเพื่อสำแดงพระราชกิจของพระองค์เลื่องลือออกไปเป็นดังกลิ่นหอมของกำยาน

– มดยอบ แสดงถึง พระองค์ทรงมาเพื่อสิ้นพระชนม์ รับโทษแทนความผิดบาปของมนุษย์ทุกคน

การประยุกต์ใช้ :

– นิโคเดมัสกล้ามากขึ้น เมื่อเห็นโยเซฟ สำแดงความกล้าออกมา การกระทำอย่างกล้าหาญของเราในการเผชิญกับสถานการณ์ของวันนี้ พระเจ้าอาจกำลังใช้มันเพื่อเพิ่มเติมความเชื่อให้แก่ใครบางคนไปด้วยก็เป็นได้

– นิโคเดมัส ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนเองได้ทำ ว่ากำลังทำให้คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์สำเร็จ แต่ไม่ว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่ พระเจ้าก็ทรงใช้การกระทำของเขาเพื่อให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ

สิ่งที่นิโคเดมัส ทำให้กับพระเยซูอย่างสุดกำลัง ตัวเขาเองกลับได้รับเกียรติ คิดดูสิถ้าเขาเอามดยอบมาแค่ 2-3 กก. ความรู้สึกของผู้คนที่ได้อ่านข้อนี้ คงแตกต่างออกไปจากเดิม

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:38) { โยเซฟ ชาวอาริมาเธีย }

แนวคิด :

– มีบุคคลไม่มากนักที่ชื่อของเขาถูกบันทึกอยู่ในพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม โยเซฟ ชาวอาริมาเธีย เป็นหนึ่งในบุคคลไม่กี่คนเหล่านั้น

– โยเซฟ เป็นชาวเมืองอา​ริ​มา​เธีย ซึ่ง​เป็นเมือง​ที่​อยู่​ห่าง​จาก​กรุง​เยรูซาเล็ม​ไป​ทาง​ตะวันตก​เฉียง​เหนือ​ประมาณ ​35 ​กม.

– เขาเป็นคนมั่งมี (มธ. 27:57) และ เขาเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย อีกด้วย(มก. 15:43)

– โยเซฟ เป็นสาวกลับๆของพระเยซู เขาไม่กล้าเปิดเผยให้ใครรู้ว่าเขาศรัทธาพระเยซูเพราะเขากลัวพวกยิว

– ใน ลก. 23:50-51 อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเขาว่า เขา​เป็น​สมา​ชิก​สภาแซนฮีดริน เป็น​คน​ดี​ ,​ชอบ​ธรรม และ เป็น​คน​ที่​คอย​ท่า​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า

– และใน ลก. 23:51 บอกว่า เขา​ไม่​เห็น​ด้วย​กับ​มติ​และ​การ​กระ​ทำ​ของ​สภาในการจับกุมและประหารพระเยซู

– แม้ตอนแรกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้กระทั่งบอกใครว่าเป็นสาวกของพระเยซู แต่หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว ใน มก. 15:43 บอกว่า เขากลับมีความกล้าหาญอย่างมาก เขาได้ไป​หา​ปีลาต​ด้วย​ความ​กล้า​หาญ​เพื่อ​ขอ​พระ​ศพ​ของ​พระ​เยซู

– แล้วปีลาตก็อนุญาต ให้เขาอัญเชิญพระศพของพระเยซูไป

– การกระทำที่กล้าหาญ โดยไม่หวั่นเกรงอิทธิพลมืดของพวกยิวอีกต่อไป ทำให้แผนการของพระเจ้า สำหรับการฝังพระศพและการเป็นขึ้นมาจากความตาย สำเร็จสมบูรณ์อย่างงดงาม

การประยุกต์ใช้ :

– เดิมที โยเซฟ ชาวอาริมาเธีย ขลาดกลัว ไม่กล้ายืนหยัดฝ่ายพระเยซู อย่างสุดกำลัง ท่ามกลางความอ่อนแอของเขานี้ พระเจ้าทรงสามารถทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จได้อย่างสมบูรณ์

– หากเขาเปิดเผยตัวอย่างชัดเจนก่อนหน้านี้ ว่าเป็นสาวกของพระเยซู และยืนกรานอย่างหนักแน่นไม่ยอมให้ประหารพระเยซู ด้วยอิทธิพลที่เขามีท่ามกลางประชาชน และด้วยความเป็นเศรษฐีของเขา ปีลาตคงลังเลที่จะประหารพระเยซูอย่างเร่งรีบเป็นแน่

– และหากเขาเปิดเผยตัวอย่างกล้าหาญ มายืนฝ่ายพระเยซู คงมีสาวกลับๆอีกหลายคนออกมาสบทบกับเขาด้วย เช่น นิโคเดมัส(ข้อ39)

– อย่างไรก็ดี พระเจ้าทรงทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จ ถึงแม้ว่ามนุษย์ที่อยู่ในแผนการนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนแอ

– หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ โยเซฟ ชาวอาริมาเธีย เปิดเผยตัวว่าอยู่ฝ่ายพระเยซูอย่างกล้าหาญ ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดมาก เพราะขณะที่พระเยซูผู้ทรงฤทธิ์ ยังมีชีวิตอยู่กับเขาเขายังขลาดกลัว บัดนี้ด้วยอิทธิพลมืดของพวกยิว เป็นเหตุให้พระเยซูถูกจับ ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส และถูกฆ่าตายอย่างน่าสยดสยอง ตามปกติแล้ว เขาควรจะยังหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ปรากฏว่า เขากลับกล้าหาญขึ้นอย่างมาก ชี้ให้เห็นว่าเป็นการทำงานของพระเจ้าในจิตใจของเขา พระองค์ประทานความกล้าหาญอย่างยิ่งแก่เขาในการกระทำครั้งนี้

– ด้วยความกล้าหาญของเขาในครั้งนี้ ทำให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จสมบูรณ์อย่างงดงาม และทำให้เขาได้รับเกียรติอย่างยิ่ง ชื่อของเขาถูกบันทึกในพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม

– แม้เราจะอ่อนแอแผนการของพระเจ้าก็จะสำเร็จ หากเราเข้มแข็งในพระเจ้าแผนการของพระเจ้าก็จะสำเร็จเช่นกัน และเราจะได้รับเกียรติจากสิ่งที่เราได้กระทำเพื่อพระองค์นั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:37) { พระองค์ผู้ถูกแทง }

แนวคิด :

– ยอห์นอธิบายต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเยซูนั้น นอกจากกระดูกไม่หักสักชิ้นเดียว ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์แล้ว (ข้อ36)

– การที่ทหารเอาหอกแทงสีข้างของพระองค์นั้น ก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญเช่นกัน แต่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อให้สำเร็จตามสิ่งที่พระคัมภีร์ได้พยากรณ์เอาไว้เกี่ยวกับพระองค์

– ใน ศคย. 12:10 “และ​เรา​จะ​เท​วิญ​ญาณ​แห่ง​ความ​โปรด​ปราน​และ​การ​วิง​วอน​บน​ราช​วงศ์​ดา​วิด​และ​ชาว​เย​รู​ซา​เล็ม ดัง​นั้น​เมื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​มอง​ดู​ท่าน ผู้​ซึ่ง​เขา​เอง​ได้​แทง ..”

การประยุกต์ใช้ :

– ทหารคนที่แทงพระเยซูไม่รู้ว่าเขาได้ทำอะไรลงไป แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่เขาทำก็ได้ทำให้พระคำของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริง

เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น แม้คนที่กระทำ หรือผู้ถูกกระทำ รวมทั้งตัวเราเองด้วย จะไม่เข้าใจ แต่ทั้งหมดกำลังอยู่ในกระบวนการเพื่อทำให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริงตามพระคำของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:36) { แกะปัสกา }

แนวคิด :

– ลูกแกะที่ถูกฆ่าวันเทศกาลปัสกา ต้องไม่ทำให้แกะนั้นกระดูกหัก

– กดว. 9:12 “เขา​ทั้ง​หลาย​ต้อง​ไม่​ให้​อะไร​เหลือ​ไว้​จน​วัน​รุ่ง​ขึ้น และ​ไม่​ให้​หัก​กระ​ดูก​แกะ​ปัสกา ให้​เขา​ทำ​ตาม​กฎ​เกณฑ์​ใน​เรื่อง​เทศ​กาล​ปัสกา​ทุก​ประ​การ”

– พระเยซูเป็นแกะปัสกา สำหรับลบล้างบาปของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระองค์คือ กระดูกของพระองค์ไม่หักเลยสักชิ้นเดียว

– สดด. 34:20 พระ​องค์​ทรง​ปก​ป้อง​กระ​ดูก​ทุก​ชิ้น​ของ​เขา ไม่​หัก​สัก​ซี่​เดียว

– ในข้อ 32 มีคำสั่งจากปีลาต ให้ทุบขาของพระเยซูให้หัก แต่ถึงกระนั้นในข้อ 33 ก็เห็นว่า ทหารไม่ได้ทุบขาของพระเยซูให้หักด้วยเหตุผลบางอย่าง ทั้งที่ทุกสิ่งเกิดขึ้นเป็นไปตามพระคำของพระเจ้าที่บอกไว้เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์

การประยุกต์ใช้ :

– สิ่งที่พระคัมภีร์บอกไว้ จะเป็นจริงอย่างแน่นอน

พระเยซูทรงเป็นแกะปัสกา สำหรับลบล้างบาปของเรา เป็นแกะที่ถูกฆ่าโดยกระดูกไม่หักสักชื้นเดียว แกะปัสกาก็ถูกฆ่าแล้ว ดังนั้นเราทั้งหลายผู้รับการประพรมโดยพระโลหิตของพระเยซูนั้น จึงรับการลบมลทินบาปทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:35) { ความจริง }

แนวคิด :

– คนที่ได้เห็นในข้อนี้ หมายถึง ยอห์น สาวกของพระเยซู  ผู้เขียนพระธรรมยอห์น

– เขาบรรยายว่า เขาได้เห็นกับตาว่า น้ำและโลหิต ได้ไหลออกมา เมื่อทหารเอาหอกแทงที่สีข้างของพระเยซู(ข้อ 34)

– เขาบอกถึงเหตุที่เขียนความจริงนี้ให้ผู้อ่านได้รับรู้ ก็เพื่อทุกคนที่รับรู้จะได้เชื่อวางใจ ในพระเยซู ว่า โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูนั้นบาปของเราทั้งสิ้นได้ถูกชำระออกไป

การประยุกต์ใช้ :

– ความจริงในพระคำของพระเจ้า ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี

แต่เฉพาะความจริงที่เราเชื่อเท่านั้น จึงจะมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้จำเริญขึ้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:34) { น้ำและพระโลหิต }

แนวคิด :

– เมื่อทหารไปตรวจดูพบว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว จึงไม่ทุบขาของพระเยซูเหมือนนักโทษอีกสองคนข้างๆพระองค์(ข้อ 33) แต่มีทหารอีกคนหนึ่งสงสัยว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์จริงหรือไม่ ดังนั้นเพื่อความแน่ใจ จึงเอาหอกแทงเข้าไปที่สีข้างของพระองค์ จึงทำให้แน่ใจ 100% ว่า พระเยซูสิ้นพระชนม์จริงๆ ไม่ใช่แค่สลบไป

– เมื่อทหารแทงแล้ว ก็มีน้ำและพระโลหิต ไหลออกมาทันที ซึ่งตามปกติเมื่อคนเสียชีวิตเลือดจะแข็งตัวในเส้นเลือดทำให้ไม่ปนกับน้ำในส่วนอื่นของร่างกาย เป็นไปได้ว่า เลือดของพระเยซูอาจจะผสมกับน้ำก่อนที่จะถูกแทง บางท่านคิดว่าพระเยซูอาจจะรับความกดดันอย่างสุดแสนสาหัสเมื่อต้องรับแบกบาปของมนุษย์ทั้งโลกไว้ที่พระองค์ จนกระทั่งหัวใจบีบอย่างรุนแรงจนเลือดทะลักออกมา ที่ชาวบ้านเรียก “อกแตกตาย”

– อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันในมุมวิชาการเป็นเพียงแค่การสัญนิฐานอย่างหนึ่งเท่านั้น

– เหตุที่ยอห์นบันทึกถึงน้ำและพระโลหิตที่ไหลออกมา น่าจะเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับ 1ยน. 5:6 “นี่​แหละ​คือ​ผู้​ที่​ได้​มา​ด้วย​น้ำ​และ​พระ​โล​หิต คือ​พระ​เยซู​คริสต์ ไม่​ใช่​ด้วย​น้ำ​เพียง​อย่าง​เดียว แต่​ด้วย​น้ำ​และ​พระ​โล​หิต…”

– ซึ่งใน 1 ยน.5:6 น้ำเล็งถึงการกลับใจใหม่ที่สำแดงออกด้วยพิธีบัพติศมาในน้ำ และพระโลหิต หมายถึงการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อรับโทษแทนความผิดบาปของมนุษย์ทุกคน

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูถูกแทงแล้วน้ำและเลือดไหลออกมา เล็งถึงพระองค์ทรงให้เราสามารถเข้าส่วนในพระองค์ผ่านการกลับใจใหม่ แล้วเลือดของพระองค์ที่หลั่งออก จึงเป็นตัวแทนของเลือดที่หลั่งออกเพื่อลบล้างบาปของเรา

โดยการกลับใจใหม่(น้ำ)เราจึงอยู่ในพระองค์ โดยโลหิตที่หลั่งออกเราจึงรับการพิพากษาโทษบาปเรียบร้อยแล้ว

– แม้ทหารคนนั้นไม่รู้ว่าเขาทำอะไร แต่สิ่งที่เขาทำนั้นกลับส่งผลยิ่งใหญ่ในแผนการของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:33) { สิ้นพระชนม์แล้ว }

แนวคิด :

– หลังจากที่ทหารทุบขาของนักโทษทั้งสองที่ถูกตรึงข้างพระเยซู เพื่อให้พวกเขาตายอย่างรวดเร็วตามคำสั่งของปีลาตแล้ว (ข้อ 32)

– เขาก็ตรงมายังพระเยซูเพื่อจะทุบขาของพระองค์เช่นกัน แต่เมื่อพบว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เขาจึงไม่ทุบขาของพระองค์

– พบว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว ชี้ให้เห็นว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์จริงๆ ไม่ได้แค่สลบบนไม้กางเขน ทหารโรมผู้เชี่ยวชาญในการสังหารได้ตรวจดูแล้ว พระเยซูสิ้นพระชนม์จริงๆ

– ใน ลก. 23:46-47 อธิบายเพิ่มเติมช่วงเวลาที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ว่า “พระ​เยซู​ทรง​ร้อง​เสียง​ดัง​… ตรัส​อย่าง​นั้น​แล้ว​ก็​สิ้น​พระ​ชนม์ เมื่อ​นาย​ร้อย​เห็น​สิ่ง​ที่​เกิด​ขึ้น​นี้ จึง​สรร​เสริญ​พระ​เจ้า​ว่า “แท้​จริง​ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​คน​ชอบ​ธรรม”

– แม้แต้นายร้อยที่คุมการประหาร ก็พบว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์จริงๆ

– ใน มธ. 27:54 กล่าวว่า “แต่​นาย​ร้อย​และ​พวก​ทหาร​ที่​เฝ้า​พระ​เยซู​อยู่​ด้วย​กัน เมื่อ​เห็น​แผ่น​ดิน​ไหว​และ​สิ่ง​ต่างๆ ที่​เกิด​ขึ้น​นั้น ก็​กลัว​อย่าง​ยิ่ง จึง​พูด​กัน​ว่า ‘ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​จริงๆ’ ”

– นายร้อยและพวกทหาร เริ่มตระหนักว่า “พระเยซูน่าจะเป็นพระบุตรของพระเจ้าเป็นแน่” เป็นไปได้ว่า เพราะเหตุนี้ ทหารจึงไม่ได้ทุบขาของพระเยซูเหมือนโจรคนอื่นๆ แต่ก็ต้องทำบางอย่างตามหน้าที่เพื่อเป็นการยืนยันให้มั่นใจว่า พระเยซูสิ้นพระชนม์แล้วจริงๆ ซึ่งการกระทำนั้นกลับยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า คำพยากรณ์ทุกอย่างในพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระเยซูเป็นจริงทั้งหมด

– การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู เป็นจังหวะเวลาที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเหมาะสม พระเยซูถูกตรึงตั้งแต่ 9 โมงเช้า และสิ้นพระชนม์ตอนบ่าย3โมง ซึ่งครอบคลุมการถวายเครื่องบูชาทั้ง 3 เวลา (9:00 , 12:00 และ 15:00 น.)

– พระเยซูสิ้นพระชนม์ก่อนคำสั่งให้ทุบขาของนักโทษจะมาถึง ทำให้ทหารไม่ทุบขาพระเยซู

– พระเยซูสิ้นพระชนม์ ก่อนการนับวันใหม่ของยิวจะเริ่มขึ้น ยิวจะนับว่าตั้งแต่ 18:00 น. เป็นวันใหม่แล้ว ทำให้พระเยซูสิ้นพระชนม์วันศุกร์ ดังนั้นในวันอาทิตย์ที่พระเยซูกำลังจะฟื้นขึ้นมาจากความตาย จึงนับเป็นวันที่สาม ของการสิ้นพระชนม์ตามการนับแบบยิวพอดี

การประยุกต์ใช้ :

– ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งเหตุการณ์และระยะเวลา ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์

– ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา รวมถึงเวลาที่เกิดสิ่งนั้น อยู่ในแผนการอันดีเลิศของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:32) { คำสั่งจากปีลาต }

แนวคิด :

–  เมื่อพวก​ยิว​ขอ​ปีลาต​ให้​ทุบ​ขา​ของ​คน​ที่​ถูก​ตรึง เพื่อคนเหล่านั้นจะได้ตายไวๆก่อนจะตกเย็น(ข้อ31) ปีลาตก็ทำตามคำขอ จึงสั่งให้ทหารทุบขานักโทษให้หัก

– ทหารจึงมาทุบขานักโทษจนหัก ทั้งคนที่อยู่ข้างซ้ายและข้างขวาของพระเยซู

– ดูเหมือนเหตุการณ์ ที่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ว่า “กระดูกของพระองค์จะไม่หักสักชิ้น”(สดด. 34:20) กำลังจะเกิดขึ้น

– ปีลาตสั่งแล้วให้ทุบขานักโทษที่ถูกตรึงกางเขนในวันนั้น คนที่อยู่ข้างซ้ายและข้างขวาก็ถูกทุบขาแล้ว ดูเหมือนการทุบขาของพระเยซูคงเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

การประยุกต์ใช้ :

– แม้เหตุการณ์ และสถานการณ์จะดูเหมือนเป็นไปไม่ได้แล้วหมดหนทางแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ดี แผนการของพระเจ้าก็ยังจะสำเร็จอยู่ดี

อย่าตกใจกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นดังคาด จงยึดมั่นในพระคำของพระองค์ซึ่งจะเป็นจริงอย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:31) { ทุบขา }

แนวคิด :

– หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ เวลาบ่ายสามโมง(ข้อ 30) พอใกล้เวลาเย็นแล้วพวกยิวจึงไปพบปีลาตอีกครั้ง ขอให้ปีลาตทุบขานักโทษทั้ง 3 คน ที่ถูกตรึงกางเขน เพื่อให้นักโทษตายเร็วๆก่อนที่จะตกเย็น เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันสำคัญของยิว คือเทศกาลปัสกา อันบริสุทธิ์พวกเขาไม่อยากให้มีศพแขวนไว้ใกล้เยรูซาเล็มในวันสำคัญนี้

– ตามปกติเมื่อประหารนักโทษด้วยการตรึงกางเขนแล้ว ทหารโรมจะแขวนศพทิ้งไว้ ให้สุนัขหรือแร้ง มากิน

– โดยปกติการประหารด้วยการตรึงบนกางเขน นักโทษจะตายอย่างช้าๆ บางรายอาจนานเกิน 24 ชม.ด้วยซ้ำ แต่การทุบขาของนักโทษให้หักนั้น จะทำให้นักโทษตายอย่างรวดเร็ว เพราะจะไม่สามารถใช้ขายันตัวขึ้นมาหายใจได้อีก ดังนั้นนักโทษจะขาดอากาศหายใจจนตายอย่างรวดเร็ว

– มาถึงข้อนี้ ดูเผินๆเหมือนกำลังจะเกิดปัญหาใหญ่ เพราะพระคัมภีร์พยากรณ์ว่า กระดูกของพระมาซีฮา จะไม่หักสักชิ้นเดียว

– สดด. 34:20 “พระ​องค์​ทรง​ปก​ป้อง​กระ​ดูก​ทุก​ชิ้น​ของ​เขา ไม่​หัก​สัก​ซี่​เดียว”

– และ ใน อพย. 12:46 ได้สั่งเกี่ยวกับลูกแกะที่ใช้สำหรับปัสกาว่า ห้ามให้กระดูกหัก “ปัส​กา​นั้น​ให้​กิน​แต่​ใน​บ้าน ห้าม​เอา​เนื้อ​ไป​นอก​บ้าน และ​ห้าม​หัก​กระ​ดูก​ของ​มัน”

– หากพระเยซู เล็งถึงลูกแกะที่ถูกฆ่าเพื่อช่วยประชาชนให้รอด พระเยซูต้องไม่มีกระดูกหักสักชิ้นเดียว

– ดูเหมือนแผนการของมนุษย์(พวกยิว) อาจจะกำลังให้แผนการของพระเจ้าไม่เป็นไปตามคำพยากรณ์

– แต่ความจริงแล้ว ในข้อต่อๆมาจะเห็นว่า เหตุการณ์ในข้อนี้ไม่เพียงแต่ไม่สามารถขัดขวางคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ได้ แต่กลับทำให้คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์สำเร็จสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก

การประยุกต์ใช้ :

– บ่อยครั้ง เหตุการณ์ หรือ สถานการณ์บางอย่าง หรือการกระทำของคนบางคน ทำให้ดูเหมือนว่า จะไม่เป็นไปตามคำสัญญาของพระเจ้าเสียแล้ว

แต่สุดท้ายแผนการของพระเจ้าจะสำเร็จเป็นจริงอยู่ดี ไม่ว่าใครจะทำหรือไม่ทำอะไรก็ตาม

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:30) { สำเร็จแล้ว }

แนวคิด :

– หลังจากที่​พระ​เยซู​ทรง​รับ​เหล้า​องุ่น​เปรี้ยวที่ทหารยื่น​ให้พระองค์แล้ว พระ​องค์​ก็เงยพระพักตร์ขึ้นตรัส​ว่า “สำ​เร็จ​แล้ว” แล้ว​ก้ม​พระ​เศียร​ลง​สิ้น​พระ​ชนม์

– คำว่า “สำเร็จแล้ว” ในภาษาเดิมแปลว่า “จ่ายชำระหนี้หมดแล้ว”

– มาถึงวินาทีนี้ พระเยซูได้จ่ายชำระหนี้บาปผิดทั้งสิ้นของมนุษย์ทุกคนหมดแล้ว

– มนุษย์ทุกคนสามารถหลุดพ้นจากหนี้บาปได้แล้ว โดยทางพระเยซูคริสต์

การประยุกต์ใช้ :

– ผมระลึกถึง ภาพเปรียบเสมือน ผมเป็นหนี้ธนาคารมากจนไม่มีปัญญาใช้ได้ และธนาคารกำลังจะมายึดบ้านของผม แล้วพระเยซูก็เดินเข้าไปในธนาคารเพื่อเจรจาเพื่อทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยผม หลังจากนั้น พระเยซูก็เดินยิ้มแป้นออกมา พร้อมกับบอกผมว่า “สำเร็จแล้ว” จ่ายหนี้ให้หมดแล้ว บ้านไม่ต้องโดนยึดแล้ว

“สำเร็จแล้ว” ช่างเป็นประโยคสวรรค์สำหรับผมเหลือเกิน ผมพ้นหนี้บาปแล้ว โดยทางพระเยซู ผมไม่ต้องจ่ายหนี้บาปทั้งหมดที่ผมทำมาแล้ว หนี้บาปทั้งหมดที่ผมมีไม่สามารถสร้างปัญหาหรือสร้างความเสียหายอะไรให้แก่ผมอีกต่อไปแล้ว เพราะพระเยซูจ่ายชำระหนี้บาปให้ผมหมดแล้ว

– ขอบคุณพระเยซู!!!

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:29) { พระเจ้าทรงปราณีต }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูตรัสว่า “เรากระหายน้ำ” เพื่อให้สำเร็จตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ (ข้อ 28) แล้วทหารที่อยู่ที่นั่นก็เอาฟองน้ำมาชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยว แล้วเสียบปลายไม้หุสบ ยกชูขึ้นให้พระเยซูเสวย

– ทั้งนี้เป็นจริงตาม สดด. 69:21 “พวก​เขา​ให้​ของ​ขม​เป็น​อา​หาร​ของ​ข้าพระ​องค์ ให้​น้ำ​ส้ม​สายชู​แก่​ข้า​พระ​องค์​ดื่ม​แก้​กระ​หาย”

– เมื่อพระเยซูกระหาย พวกเขาไม่ได้ให้น้ำแก่พระเยซู แต่ให้เหล้าองุ่นเปรี้ยว เหล้าองุ่นถูกๆ ซึ่งไม่ได้ช่วยดับกระหายเลย เพียงแค่ช่วยให้พระเยซูตายช้าลง เพื่อจะดูว่าเอลียาห์จะมาช่วยพระเยซูหรือเปล่า

– มก. 15:36 มี​คน​หนึ่ง​วิ่ง​ไป​เอา​ฟอง​น้ำ​ชุบ​เหล้า​องุ่น​เปรี้ยว​เสียบ​ปลาย​ไม้อ้อ ส่ง​ถวาย​ให้​พระ​องค์​เสวย​แล้ว​กล่าว​ว่า “คอย​ดู​ซิ​ว่า​เอลี​ยาห์​จะ​มา​เอา​เขา​ลง​หรือ​เปล่า?”

– ไม้ที่ใช้ ใน มธ. 27:48 และ มก. 15:36 ไม่ได้บอกว่าเป็นไม้ของต้นอะไร แต่บอกว่าเป็นประเภทไม้อ้อชนิดหนึ่ง (reed) แต่ใน ยน.19:29 นี้บอกรายละเอียดว่า เป็นไม้จากต้นหุสบ

– ซึ่งต้นหุสบนี้ ใน อพย. 12:22 ตอนโมเสสให้ฆ่าแกะปัสกาแล้วเอาเลือดทาประตู ก็ใช้ต้นหุสบ “…​เอา​ต้น​หุสบ​กำ​หนึ่ง​จุ่ม​ลง​ใน​เลือด​ที่​อยู่​ใน​อ่าง แล้ว​ป้าย​เลือด​นั้น​ที่​วง​กบ​ประตู​ทั้ง​ด้าน​บน​และ​ด้าน​ข้าง​ทั้ง​สอง​ข้าง …”

– ในธรรมบัญญัติ การชำระให้พ้นมลทิน ก็ใช้ต้นหุสบ เช่น ลนต. 14:6 “ให้​ปุโร​หิต​เอา​นก​ตัว​ที่​ยัง​เป็น​อยู่​กับ​ไม้​สน​สีดาร์ ด้าย​สี​แดง ต้น​หุสบ จุ่ม​ใน​เลือด​ของ​นก​ที่​ถูก​ฆ่า​บน​น้ำ​สะอาด​นั้น”

– หรือ กดว. 19:18 “แล้ว​ให้​คน​สะอาด​เอา​กิ่ง​หุสบ​จุ่ม​น้ำ​นั้น แล้ว​ประ​พรม​ที่​เต็นท์ เครื่อง​ใช้​ทั้ง​หมด บน​ตัว​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​อยู่​ที่​นั่น และ​บน​ตัว​คน​ที่​แตะ​ต้อง​กระ​ดูก​หรือ​คน​ถูก​ฆ่า หรือ​คน​ตาย​หรือ​หลุม​ศพ”

– และอีกหลายตอนก็ใช้ต้นหุสบ เกี่ยวกับการชำระมลทินบาป

– จึงดูเหมือน เป็นแผนการสุดปราณีตของพระเจ้า ที่ให้มีไม้สุหบอยู่บริเวณกางเขนพอดี เล็งถึงการที่พระโลหิตของพระเยซูไหลออกเพื่อชำระมลทินบาปของมนุษย์ทั้งสิ้น

การประยุกต์ใช้ :

– คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ทั้งสิ้นเกี่ยวกับพระเยซูเป็นความจริง เกิดขึ้นจริง ดังนั้นเราจึงรู้และมั่นใจได้ว่า พระวจนะของพระเจ้าที่สัญญาไว้ว่า เราจะรอดพ้นการพิพากษาเข้าส่วนในพระสิริของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูชั่วนิรันดร์ จะเกิดขึ้นเป็นจริงอย่างแน่นอน

พระเจ้าทรงปราณีตในการจัดเตรียมเหตุการณ์สถานการณ์ทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้เราจึงรู้และมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเราในวันนี้ กำลังถูกจัดเตรียมไว้อย่างปราณีตโดยพระองค์ผู้ทรงรักเราอย่างที่สุด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:28) { เพื่อพระคัมภีร์จะสำเร็จ }

แนวคิด :

– หลังจากที่ยอห์นได้บันทึก เรื่อง พระเยซูได้ฝากนางมารีย์ไว้ในการดูแลของยอห์นแล้ว (ข้อ 27) ดูเหมือนยอห์นเลือกที่จะข้ามการบันทึกเหตุการณ์บางอย่างไป เช่น

– บังเกิดความมืดทั่วทั้งแผ่นดิน (มธ. 27:45)

– พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า “เอโลอี เอโลอี ลามาสะบักธานี” (มก. 15:34)

– แล้วมาเน้นบันทึกเหตุการณ์ตอนท้ายก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ ที่พระเยซูตรัสว่า “เรากระหายน้ำ” ซึ่งพระเยซูตรัสเช่นนั้น เพื่อให้คำพยากรณ์เกี่ยวกับพระมาซีฮาสำเร็จเป็นจริง

– ดังใน สดด. 22:15 ที่บอกว่าพระมาซีฮาจะสิ้นพระชนม์ด้วยความกระหาย “กำ​ลัง​ของ​ข้า​พระ​องค์​เหือด​แห้ง​ไป​เหมือน​เศษ​หม้อ​ดิน และ​ลิ้น​ของ​ข้า​พระ​องค์​ก็​เกาะ​ติด​ที่​ขา​กรร​ไกร พระ​องค์​ทรง​วาง​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ใน​ผง​คลี​แห่ง​ความ​ตาย”

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงกระทำให้แผนการแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของพระองค์ทุกประการ

– แม้ในยามหมดสิ้นเรี่ยวแรง และกำลังเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส ถึงกระนั้น พระองค์ยังคงกระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา และทำให้คำพยากรณ์เกี่ยวกับพระองค์สำเร็จ

วันนี้ เราได้ใช้ชีวิตของเราและศักยภาพของเราอย่างสุดความสามารถเพื่อให้แผนการแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของเราหรือไม่?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:27) { ทรงสัตย์ซื่อต่อผู้ภักดี }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูบอกกับนางมารีย์มารดาของพระองค์ว่า ต่อไปยอห์นจะเป็นเหมือนลูกของนางแทนพระองค์ แล้ว(ข้อ 26)

– พระเยซูจึงหันไปบอกกับยอห์นว่า  “นี่​คือ​มาร​ดา​ของ​ท่าน” เพื่อบอกให้ยอห์นทำหน้าที่ดูแลนางมารีย์แทนพระองค์ เพราะอีกไม่กี่สิบวันข้างหน้า พระเยซูจะเสด็จกลับไปหาพระบิดาแล้ว

– ตั้งแต่นั้นมายอห์นจึงรับนางมารีย์เข้ามาอยู่ในบ้านของตน ดูแลนางเหมือนเป็นแม่ของเขาเอง

– เป็นได้ว่า โยเซฟคงเสียชีวิตไปแล้ว นางมารีย์ผู้เป็นม่าย คงมีฐานะยากจน ไม่มีบ้านของตัวเอง หรือไม่ก็ บ้านที่มีอยู่ก็คงลำบากมาก ยอห์นจึงรับนางมาอยู่ในบ้านของเขา

– ในบรรดาเหล่าสาวก ยอห์นน่าจะมีฐานะดีกว่าคนอื่น จึงคุ้นเคยกับมหาปุโรหิต (ยน. 18:16)

– ตามบันทึกที่เล่าสืบต่อกันมา นางมารีย์อาศัยอยู่กับยอห์นในแคว้นยูเดีย จนกระทั่งนางเสียชีวิต ประมาณ 15 ปี หลังจากวันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ (ข้อมูลจากหนังสือ Albert   Barnes’ Notes on the Bible)

การประยุกต์ใช้ :

– นางมารีย์ผู้ที่รักยำเกรงพระเจ้า (ลก. 1:38) ต้องพบกับความยากลำบากในชีวิต และเพราะเหตุนางเชื่อฟังพระเจ้า บัดนี้นางต้องพบความเสียใจอย่างที่สุดที่บุตรชายคนโตของนางกำลังถูกประหารอย่างทรมานและใกล้จะเสียชีวิตแล้ว

– แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ท่ามกลางการสูญเสียนี้ พระเยซูทรงปลอบประโลมนาง ด้วยการมอบหมายให้ยอห์นสาวกของพระองค์คอยปกป้องดูแลนางแทนพระองค์

– ในขณะเดียวกันอีกไม่นานหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์ ความเศร้าโศกของนางจะเปลี่ยนเป็นความเปรมปรีดิ์อย่างยิ่ง เมื่อพบว่าพระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ทรงเป็นพระมาซีฮาที่แท้จริงที่ยิวทั้งชาติรอคอยมาแสนนาน

– พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อคนเหล่านั้น ผู้รัก ยำเกรง และภักดีต่อพระองค์ แม้บางช่วงของชีวิตอาจต้องพบกับความทุกข์ยาก แต่ในที่สุดความทุกข์นั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นความชื่นชมยินดี

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:26) { กตัญญู }

แนวคิด :

– ขณะที่พระเยซูกำลังทุกข์ทรมานและเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสบนไม้กางเขน ทุกครั้งที่หายใจร่างกายจะปวดร้าวราวจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ดังนั้นหากจะพูดก็ยิ่งทรมานยิ่งกว่านั้นอีก

– พระเยซูทอดพระเนตรเห็นมารีย์มารดาของพระองค์ และยอห์นอยู่ใกล้กางเขนนั้น พระองค์ตรัสกับนางมารีย์ เพื่อเป็นการปลอบประโลมนางว่า “หญิง​เอ๋ย นี่​คือ​บุตร​ของ​ท่าน”

– ซึ่งหมายความว่า จากนี้ไปยอห์นจะเป็นเสมือนบุตรของนาง แทนพระเยซูผู้ที่กำลังจะจากไปหาพระบิดา ในอีกไม่กี่สิบวันข้างหน้า

– ขณะที่พระเยซูเจ็บปวดอย่างที่สุดยังคงสำแดงความรักเมตตาและความกตัญญู ต่อนางมารีย์

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงวางแบบอย่างแก่เราไว้ ในการสำแดงความกตัญญูต่อผู้มีบุญคุณ

– พระเยซูมีเหตุผลมากมายที่ ไม่จำเป็นต้องสำแดงความเมตตาและกตัญญูต่อนางมารีย์ เพราะตนเองก็กำลังทุกข์ทรมานเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสอยู่แล้ว แต่พระองค์ทรงมองข้ามเหตุผลเหล่านั้น สำแดงความกตัญญูต่อนาง

– พระเยซูวางแบบอย่างไว้ในเรื่องความกตัญญู พระเยซูทรงชอบให้เรากตัญญู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:25) { จงรักภักดี }

แนวคิด :

– ที่กางเขนซึ่งพระเยซูถูกตรึงนั้น มีผู้หญิงบางคนและยอห์น(ข้อ 26) ยืนอยู่ใกล้ ใกล้มากพอไม่เพียงแต่เห็นพระเยซูเท่านั้น แต่ได้ยินสิ่งที่พระเยซูตรัสอีกด้วย(ข้อ 26)

– หญิงเหล่านั้นได้แก่ นางมารีย์มารดาของพระเยซูและน้าสาวของพระองค์ และมา​รีย์​ภรร​ยา​ของ​เคล​โอ​ปัส​ และ​มา​รีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา ผู้ที่พระเยซูขับผีออก 7 ผี (ลก. 8:2)

– หญิงเหล่านี้อยู่ที่นั่นเพราะความรักภักดีที่มีต่อพระเยซู แม้คนอื่นจะทิ้งพระองค์ไปหมด แต่หญิงที่อ่อนแอเหล่านี้ยังคงยืนหยัดอยู่กับพระองค์

การประยุกต์ใช้ :

– บางคนที่ดูเหมือนเข้มแข็งในความเชื่อ แต่ความจริงอาจอ่อนแอมากก็เป็นได้ เหมือนเหล่าสาวกของพระเยซู

– บางคนที่ดูเหมือนไม่สำคัญ หรืออ่อนแอ แต่ความจริงอาจจะเป็นวีรบุรุษ วีรสตรีแห่งความเชื่อก็เป็นได้

สิ่งวัดความเชื่อแท้นั้น ไม่ใช่คำพูดอันสวยหรูของเขา แต่เป็นการตอบสนองของเขาต่อสถานการณ์ที่เขาเผชิญนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:24) { ตามคำพยากรณ์ }

แนวคิด :

– หลังจากพวกทหารที่ตรึงพระเยซูฉีกเสื้อชั้นนอกของพระเยซูออกเป็น 4 ส่วนแบ่งกันแล้ว(ข้อ 23) พอมาถึงเสื้อในเนื่องจากเป็นเสื้อทอติดกันเป็นชิ้นเดียว ครั้นจะฉีกก็เสียดาย ก็เลยใช้วิธีจับสลากกันว่าใครจะได้ไปแบบไม่ต้องฉีกให้เสียของ

– ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วใน สดด. 22:18 “พวก​เขา​เอา​เสื้อ​ผ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​มา​แบ่ง​กัน ส่วน​เครื่อง​นุ่ง​ห่ม​ของ​ข้า​พระ​องค์​นั้น​เขา​ก็​จับ​ฉลาก​กัน”

– เหตุการณ์ดูเผินๆเป็นการที่พระเยซูถูกลบหลู่ดูหมิ่น แต่ยิ่งกว่านั้นก็คือ เหตุการณ์ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพราะพระเยซูพลาดท่าเสียศัตรูจึงถูกจับมาฆ่า แต่เป็นแผนการของพระเจ้า ที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้นานแล้ว

– จาก สดด.22:18 จะเป็นไปได้อย่างไร ที่บอกว่า เสื้อผ้าของพระองค์จะถูกแบ่งและถูกจับสลาก แบ่งก็แบ่งไปเลยสิ แล้วทำไมต้องมีจับสลากอีก

– แต่เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นเป็นจริงตาม สดด.22:18 ทุกประการ มีทั้งการฉีกแบ่งกันและ และการจับสลากแบ่งกัน

การประยุกต์ใช้ :

– ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า

แม้คนชั่วร้ายจะทำสิ่งชั่วร้ายตามวิถีชั่วร้ายของเขา พระเจ้าก็ทรงฤทธิ์ที่จะทำให้การกระทำที่ชั่วร้ายของเขานั้น กระทำให้แผนการอันดีเลิศของพระเจ้าสำเร็จ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:23) { สละทุกสิ่ง }

แนวคิด :

– เมื่อพวกทหารตรึงพระเยซูที่กางเขนแล้ว ก็เอาเสื้อคลุมชั้นนอกของพระเยซูมาแบ่งเป็น 4 ส่วน คาดว่า ทหารที่คุมการประหารพระเยซูน่าจะมี 4 คน

– โดยปกติ​เสื้อ​ชั้นนอก​ของยิวจะ​ยาว​ถึง​พื้นดิน​ ทอ​จาก​วัสดุ​ชนิด​เดียว​เท่านั้น ไม่มีการปนด้วยขนสัตว์ (ฉธบ. ​22:11) ​

-​ ​ตามธรรม​เนียม​ของ​การ​ตรึง​นักโทษ​ใน​สมัย​นั้น ทหาร​จะ​ถอด​เสื้อผ้า​ของ​นักโทษ​ออก​ก่อน​ตรึง ​และ​ถือ​ว่า​เสื้อผ้า​ของ​นักโทษ​เป็น​กรรมสิทธิ์​ของ​ทหารเหล่านั้น

– พระเยซูสิ้นพระชนม์แบบยิ่งกว่าจน เพราะแม้แต่เสื้อผ้าของพระองค์ก็ไม่เหลือ ถูกเอาออกไป ฉีกแบ่งกัน

– ขนาดสมบัติชิ้นเดียที่พระองค์มีก็ถูกเอาไป แล้วทำมันอย่างไร้ค่า ฉีกแล้วคงทำเสื้อไม่ได้อีก อาจจะเอาให้ภรรยาทำผ้าขี้ริ้วหรืออะไรบางอย่างได้

การประยุกต์ใช้ :

– พระองค์ผู้เป็นเจ้าของสวรรค์ พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง ถือว่าการครอบครองทั้งสวรรค์ไม่เป็นสิ่งที่ต้องยึดถือ

– ฟป. 2:6-7 “ผู้​ทรง​สภาพ​เป็น​พระ​เจ้า ไม่​ทรง​ถือ​ว่า​ความ​ทัด​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​เป็น​สิ่ง​ที่​จะ​ต้อง​ยึด​ไว้ แต่​ทรง​สละ​พระ​องค์​เอง​และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส …”

พระเยซูสละการครอบครองทุกสิ่งเพื่อเห็นแก่เรา วันนี้เรายอมสละการครอบครองอะไรเพื่อพระองค์บ้าง?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:22) { ใครคุมเกม? }

แนวคิด :

– เมื่อพวกมหาปุโรหิตได้ไปเจรจาขอให้ปีลาตแก้ข้อความที่ติดบนไม้กางเขน(ข้อ21) ปรากฏว่าเกิดเรื่องประหลาดเกิดขึ้น คือ ปีลาตไม่ยอมทำตามทำขอของพวกเขา

– ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ปีลาตค่อนข้างไม่อยากขัดใจพวกเขา เพราะไม่อยากมีปัญหากับพวกยิวซึ่งปีลาตปกครองอยู่ ถึงขนาดปีลาตยอมตัดสินว่าให้ประหารชีวิตพระเยซู ทั้งที่ปีลาตเองประกาศว่าพระเยซูไม่มีความผิด

– และในเวลาต่อมา ใน มธ. 27:62-66 หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ พวกมหาปุโรหิตมาขอให้ปีลาตสั่งให้มีการเฝ้าอุโมงค์ไว้อย่างแข็งแรง เอาหินปิด ตีตราประทับ และให้ทหารเฝ้า ปีลาตก็ยังทำตามคำขอเช่นกัน

– ชี้ให้เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ปีลาตกลับไม่ยอมทำตามคำขอของพวกมหาปุโรหิต ในเรื่องเล็กน้อย แค่เปลี่ยนคำบนป้ายนั้น

 – ดูเผินๆ สถานการณ์ตรึงพระเยซู พวกมหาปุโรหิตเป็นผู้คุมเกม แต่จากข้อนี้ปีลาตชี้ให้เห็นว่าเขาต่างหากเป็นผู้คุมเกม

– แต่เมื่อมองให้ลึกซึ้งจริงๆ จะเห็นว่า ทั้งหมดพระเจ้าต่างหากเป็นผู้คุมเกม

– พระเจ้าประสงค์ให้ป้ายที่ติดบนกางเขน เขียนเป็นภาษาต่างๆว่า พระเยซูเป็นกษัตริย์ของพวกยิว

– ต่อให้ปีลาตจะเกรงใจพวกมหาปุโรหิตเพียงใดก็ตาม พระประสงค์ของพระเจ้าก็จะสำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์อยู่ดี

การประยุกต์ใช้ :

– เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น ดูเผินๆอาจเป็นเพราะอิทธิพลของใครบางคน หรือการเล่นไม่ซื่อของใครบางคน

แต่ความจริงแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า เฉพาะสิ่งที่พระเจ้าอนุญาตเท่านั้น มันจึงจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าใครจะมีอิทธิพลมากเพียงใดก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าอย่างไรแผนการของพระเจ้าก็จะสำเร็จเป็นจริงอยู่ดี

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:21) { อย่าเขียนเช่นนั้น }

แนวคิด :

– เมื่อพวกมหาปุโรหิตได้เห็นป้ายซึ่งปีลาตติดไว้ที่กางเขนเป็นภาษาต่างๆว่า พระเยซูกษัตริย์ของพวกยิว(ข้อ20)

– พวกเขาจึงไปบอกกับปีลาต ให้ช่วยแก้ประโยคใหม่เป็น คนนี้บอกว่า เราเป็นกษัตริย์ของยิว

– เหตุที่พวกเขาทำเช่นนั้น คงเป็นเพราะป้ายนั้นเหมือนเป็นการเยาะเย้ยพวกเขา ที่กษัตริย์ของพวกเขา ต้องถูกตรึงอย่างน่าอับอายอย่างนั้น

– ป้ายนั้นเป็นการประกาศให้ทั้งยิวและชนชาติอื่นรับรู้ว่า พระเยซูเป็นกษัตริย์ของพวกเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเขารับไม่ได้

การประยุกต์ใช้ :

– ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า พวกมหาปุโรหิต ละอายที่จะให้คนเรียก พระเยซู ว่าเป็นกษัตริย์ของพวกเขา พวกเขาคิดว่า การเรียกเช่นนั้นเป็นการเยาะเย้ยพวกเขา

– คนที่ละอายที่จะให้คนอื่นเรียก พระเยซูว่ากษัตริย์ของพวกเขา พระองค์จะไม่เป็นกษัตริย์ของพวกเขา

– คนที่ภูมิใจและบอกให้โลกนี้รู้ว่าพระเยซูเป็นกษัตริย์ของเขา พระเยซูจะทรงเป็นกษัตริย์ของผู้นั้น

วันนี้ เราละอายที่จะบอกให้คนอื่นรู้หรือไม่ว่า พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของเรา?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:20) { กษัตริย์ของบรรดาประชาชาติ }

แนวคิด :

– ป้ายที่บอกว่า พระเยซูเป็นกษัตริย์ของพวกยิว ที่ปิลาตให้ติดบนกางเขนนั้น(ข้อ19) เขียนเป็นภาษาฮีบรูซึ่งเป็นภาษาสำหรับยิว และภาษาละตินซึ่งเป็นภาษาราชการในช่วงเวลานั้น และภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาพูดและเขียนของคนทั่วในสมัยนั้น

– เนื่องจากที่ที่ตรึงพระเยซูนั้น ใกล้กับกรุงเยรูซาเล็ม ผู้คนที่ผ่านไปมา จึงเห็นป้ายนี้และอ่านเข้าใจได้

– เป็นภาพเล็งถึง การที่พระเยซูจะทรงเป็นกษัตริย์ของบรรดาประชาชาติ

– เนื่องจากยิวปฏิเสธความเป็นกษัตริย์ผู้ช่วยให้รอดของพระองค์ ความเป็นกษัตริย์ผู้มาช่วยให้รอดของพระองค์นี้ จึงแพร่ไปยังบรรดาประชาชาติที่ยินดีต้อนรับพระองค์

– รม. 11:11 “… พวก​อิสราเอล​สะดุด​จน​หก​ล้ม​ทีเดียว​หรือ หา​มิได้ แต่​การ​ที่​เขา​ละเมิด​นั้น เป็น​เหตุ​ให้​ความ​รอด​แผ่​มาถึง​พวก​ต่างชาติ …”

– รม. 11:22 “เหตุ​ฉะนั้น​จง​พิจารณา​ดู​ทั้ง​พระ​เมตตา​และ​ความ​เข้มงวด​ของ​พระ​เจ้า คือ​พระ​องค์​ทรง​เข้มงวด​กับ​คน​เหล่า​นั้น ที่​หลง​ผิด​ไป​แต่​พระ​องค์​ทรง​พระ​เมตตา​ท่าน ถ้า​ว่า​ท่าน​จะ​ดำรง​อยู่​ใน​พระ​เมตตา​นั้น​ต่อไป มิฉะนั้น​ก็​จะ​ทรง​ตัด​ท่าน​ออก​เสีย​ด้วย​”

– รม. 11:20 “ถูก​แล้ว เขา​ถูก​หัก​ออก ​ก็​เพราะ​เขา​ไม่​เชื่อ แต่​ที่​ท่าน​อยู่​ได้​ก็​เพราะ​ความ​เชื่อ​เท่านั้น อย่า​เย่อหยิ่ง​ไป​เลย​แต่​จง​เกรง​กลัว​”

การประยุกต์ใช้ :

– เหตุนี้คนยิวจำนวนมาก ไม่ได้รับผลแห่งความรอด ที่พระเยซูทำมาให้พวกเขาก็เพราะพวกเขาไม่เชื่อ ความรอดจึงแผ่มาถึงเรา และเราได้รับก็ด้วยความเชื่อ

ดังนั้นสมควรอย่างยิ่งที่เราจะยึดมั่นความเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ไว้ ตลอดวันคืนชีวิตของเรา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่ายอมปล่อยมือจากความเชื่อวางใจในพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:19) { กษัตริย์ของพวกยิว }

แนวคิด :

– เมื่อพวกทหารตรึงพระเยซูบนไม้กางเขนแล้ว (ข้อ18) ปีลาตก็ให้เขียนป้ายว่ากษัตริย์ของพวกยิว แล้วเอาไปติดไว้บนกางเขนเหนือพระเศียรของพระองค์ไว้(มธ. 27:37)

– ป้ายนี้ติดไว้ เพื่อให้คนผ่านไปผ่านมา เห็นว่า ข้อหาที่พระเยซูถูกประหาร ก็เพราะ พระองค์เป็นกษัตริย์ของพวกยิว พวกยิวจึงจับพระเยซูมาให้ปีลาตประหาร

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซู พระผู้ช่วยให้รอด มาบังเกิดในชนชาติยิว เป็นกษัตริย์ของยิว แต่พวกยิวปฏิเสธความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ จึงจับพระองค์ไปตรึงที่กางเขน

– ที่กางเขนนั้น จึงเป็นการประกาศการปฏิเสธของพวกยิวที่ไม่ยอมให้พระองค์เป็นกษัตริย์

– ในขณะเดียวกัน คนต่างชาติอย่างเราทั้งหลาย ผู้ได้รับรู้ต้อนรับพระองค์เป็นกษัตริย์ในชีวิตของเรา ที่กางเขนนั้น เป็นการประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของเรา ผู้ยอมตายเพื่อเรา

– วันนี้ เมื่อเรามองดูที่กางเขน เราจะตอบสนองอย่างไร? ให้ตนเองเป็นเจ้านายของตนเหมือนพวกยิว หรือ ให้พระเยซูเป็นกษัตริย์เป็นเจ้านายของเราอย่างแท้จริง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:18) { ตรึงกางเขน }

แนวคิด :

– เมื่อพวกทหารพระเยซูมาถึงกลโกธา(ข้อ17) พวกเขาก็ตรึงพระเยซูบนไม้กางเขน ที่นั่น

– และตรึงโจร(มธ. 27:38) 2 คน​ตรึง​ไว้​พร้อม​กับ​พระ​องค์ ข้าง​ขวา​คน​หนึ่ง​ข้าง​ซ้าย​คน​หนึ่ง เป็นไปได้ว่า ทั้งสองน่าจะเป็นแก๊งเดียวกับ บารับบัส(ยน. 18:40) เพราะปีลาตปล่อยตัวเขา แล้วเอาพระเยซูมาตรึงแทน แซงคิวนักโทษรอประหารอีกหลายคน

– เป็นจริงดังคำพยากรณ์ ใน อสย. 53:12 ที่กล่าวถึงพระมาซีฮา ว่า “…​ถูก​นับ​เข้า​กับ​พวก​คน​ทร​ยศ…”

– ก่อนที่จะตรึงพระเยซูนั้น ใน มก. 15:23 อธิบายเพิ่มเติมว่า “แล้ว​พวก​เขา​เอา​เหล้า​องุ่น​ผสม​กับ​มด​ยอบ​ให้​พระ​องค์​เสวย แต่​พระ​องค์​ไม่​ทรง​รับ”

– เพราะเหตุว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับนักโทษผู้ที่จะถูกตรึงนี้หฤโหดสุดจะทน จนกระทั่งทหารโรมผู้เหี้ยมโหดยังต้องเมตตา โดยพวกเขาจะเอาเหล้าองุ่นผสมมดยอบ มาให้นักโทษดื่ม แล้วนักโทษก็จะมึนเมา ความเจ็บปวดสุดแสนสาหัสที่กำลังจะพบนั้นจะได้ไม่สุดแสนสาหัสเกินไป

– แต่พระเยซูไม่รับสิ่งนี้ พระเยซูเต็มใจจ่ายราคาเต็มขนาด ไม่ต้องลดราคาแม้แต่นิดเดียวพระองค์เต็มใจรับโทษอย่างสาสมกับความบาปชั่วของผม….ขอบคุณพระเยซู

– ใน มก. 15:25 อธิบายเพิ่มเติมถึงเวลาที่พวกเขาตรึงพระเยซูว่า เป็นเวลาประมาณ 9:00 น. พระเยซูถูกตรึงตั้งแต่ 9:00-15:00 น. ครอบคลุมช่วงเวลาถวายเครื่องบูชา ทั้ง 3 รอบ 9:00 น. , 12:00 น. และ 15:00 น. พระเยซูถวายเครื่องบูชาชำระบาปของผม ครบเต็มจำนวน

– การตรึงกางเขนนั้น เป็นการประหารชีวิตที่สุดเหี้ยมโหด จนมีกฏที่ใช้กันในสมัยนั้นว่า ให้ใช้กับนักโทษการเมือง หรือนักโทษชั่วช้าเลวทรามทำผิดข้อหาอุกฉกรรจ์เท่านั้น และเนื่องจากมันโหดเหี้ยมมาก โรมจึงมีกฏว่า ห้ามใช้ประหารคนโรมด้วยวิธีนี้เด็ดขาด (คนตั้งกฏคนคงสะพรึงกลัวเสียเอง จึงตั้งกฏนี้กันไว้ก่อน)

– ความเหี้ยมโหดของการตรึงกางเขนนั้น ความเจ็บปวดอย่างยิ่ง ไม่ได้อยู่ที่การเอาตะปูตัวมหึมาตอกผ่านข้อมือ ข้อเท้า ให้ไปยึดติดท่อนไม้ นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความสุดแสนทรมานอย่างที่สุด

– ความเจ็บปวดแสนสาหัสเกิดขึ้นเมื่อนักโทษถูกแขวนขึ้น แล้วข้อมือทั้งสองที่ถูกยึดด้วยตะปูนั้น ก็ถูกดึงลงด้วยน้ำหนักตัวทั้งหมดของนักโทษ สร้างความเจ็บปวดอย่างที่สุด

– แต่นั่นยังเป็นแค่บางส่วนของความทรมานที่สุดหฤโหด

– เมื่อนักโทษถูกแขวนอยู่นั้น จะไม่สามารถหายใจได้เพราะปอดถูกรั้งเอาไว้ หากจะหายใจต้องใช้ข้อมือที่ยึดด้วยตะปูนั้น ดึงตัวเองให้อกยืดขึ้นมา มาถึงตอนนี้ความปวดร้าวสุดจะทนก็เริ่มขึ้น ข้อมือจะเจ็บปวดเกินบรรยาย

– แต่ไม่เพียงแค่นั้นมือ ตัวถูกยกขึ้นนั้น ตะปูตัวที่3 เพชรฆาตสุดอำมหิตก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ของมัน ด้วยการดึงรั้งข้อเท้าเอาไว้ไม่ให้ตัวถูกยกขึ้น

– มาถึงตอนนี้ นักโทษจะรู้สึกร่างกายเหมือนถูกฉีกกระชากเป็นเสี่ยงๆ

– แล้วเมื่อหายใจแล้ว นักโทษจะทิ้งตัวลงแล้วข้อมือก็ถูกกระชากอีกครั้ง

– มาถึงตอนนี้ ก็ครบ 1 รอบ ของการหายใจ และการทรมานอย่างสุดเหี้ยมโหดครั้งต่อไปก็กำลังรออยู่ สำหรับการหายใจของนักโทษในรอบต่อไป

– พระเยซูที่รักของฉัน อยู่บนไม้กางเขนเพื่อฉัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง บ่าย 3 โมงเย็น

การประยุกต์ใช้ :

ขอบคุณพระเยซู ขอบคุณพระเยซูที่รัก ขอบคุณพระเยซูอย่างที่สุด

เพลงไม้กางเขนโบราณ : https://youtu.be/BRWq6w42oqY

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:17) { กลโกธา }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตตัดสินประหารชีวิตพระเยซูด้วยการตรึงกางเขนแล้ว (ข้อ16) พวกทหารก็ให้พระเยซูแบกกางเขนของพระองค์ไปยังแดนประหาร

– การประหารชีวิตโดย​การ​ตรึง​กางเขนนั้น ​นักโทษ​​​จะต้อง​แบก​กางเขน​ซึ่ง​หนัก​ประมาณ ​20 ​กก. ​ไป​ยัง​สถานที่​ที่​จะ​ถูก​ตรึง (ไม้นี้ เป็น​ไม้​แนว​ขวาง​ที่​ใช้​ตรึง​ฝ่า​มือ​ทั้ง​สอง​ข้าง ​ส่วน​ไม้​แนวตั้ง​ที่​ใช้​ปัก​กับ​ดิน​นั้น​ทหารจะนำไป​ไว้​ตรง​แดน​ประหาร​ก่อน​แล้ว​) ​

– ตอนแรกพระเยซู​ทรง​แบก​กางเขน​ด้วย​พระองค์​เอง (ยน. ​19:17​) ​แต่​เมื่อเดินไปได้สักระยะหนึ่ง พระองค์​ทรง​​แบก​ต่อไป​ไปไม่ไหวแล้ว  ไม่ว่าทหารโรมจะเฆี่ยนตียังไงก็ดูเหมือนไม่สามารถทำให้พระเยซูแบกต่อไปได้ เนื่องจากพระเยซูอดนอนมาตลอดคืน แล้วถูกทรมานอย่างสาหัสด้วยการเฆี่ยน และบาดแผลคงเริ่มอักเสบแล้ว พิษไข้เริ่มส่งผลออกมาแล้ว

– ​พวก​ทหาร​โรมัน​จึง​เกณฑ์​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ซีโมน​ชาว​ไซ​รีน ให้​แบก​กาง​เขน​ของ​พระ​องค์​ต่อ​จนถึง​จุดหมาย (มก. 15:21)

– ​เชื่อ​กัน​ว่า​ต่อมาภายหลัง​ซี​โมน​ผู้​นี้​ ได้​กลับ​ใจ​เชื่อ​พระเยซู สังเกตจาก​ชื่อ​ของ​เขา​ปรากฏ​ใน​พระธรรมมัทธิว​และ​มาระโก เนื่องจากเป็นพี่น้องคริสเตียนผู้เขียนพระธรรมทั้งสองจึงอ้างถึงชื่อของเขา

– ใน ลก. 23:28-31 บรรยายเพิ่มเติมว่า ระหว่างไปยังกลโกธานั้น พระเยซูพยากรณ์ได้ถึงกรุงเยรูซาเล็มว่า จะถูกทำลายโดยโรม ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจริงๆ ใน ค.ศ.70 หรือ ประมาณ 37 ปีหลังจากวันที่พระเยซูตรัสนั้น

– กล​โกธา ​เป็น​เนิน​เขา​ที่​มี​ลักษณะ​คล้าย​กับ​หัว​กระโหลก ​เหตุที่เรียกว่า กระโหลกศรีษะ​อาจ​เพราะ​เป็น​สถานที่​สำหรับ​ประหาร​ชีวิต และเต็มไปด้วยกระโหลกศรีษะของนักโทษ

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ไม่มีแรงแม้กระทั่งแบกกางเขนของตน ก็เพราะพระองค์ทรงรักเรา

– ที่กลโกธา เป็นสถานที่น่าสยดสยองและน่ารังเกียจ แต่ที่นั่นกลับที่ที่พระเยซูทรงสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกัลปจักรวาลแก่เรา

เพลงกลโกธา :  https://youtu.be/eIQhKLnYFYI

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:16) { ถูกนำไปฆ่า }

แนวคิด :

– หลังจากได้ยินคำขู่ของพวกมหาปุโรหิต ว่า ถ้าไม่ฆ่าพระเยซู จะถือว่าเป็นศัตรูกับซีซาร์ท่ี่พวกเขารักเคารพ

– ปีลาตจึงตัดสินใจ ตัดสินสั่งประหารชีวิตพระเยซู ผู้ไม่มีความผิด ด้วยข้อหา โทษฐานทำให้พวกมหาปุโรหิตอิจฉา และทำให้ตำแหน่งของเขาอาจสั่นคลอนได้

– ปีลาตจึงให้ทหารนำพระเยซูไปตรึงให้ตายที่กางเขน ตามความประสงค์ของพวกยิว

– เรื่องชุดที่พระเยซูสวมใส่นั้น หลังจากถูกเฆี่ยนแล้วพระเยซูถูกนำกลับมาพบปีลาต ใน ยน. 19:5 “… ทรง​สวม​มง​กุฎ​ทำ​ด้วย​หนาม​และ​ทรง​สวม​เสื้อ​สี​ม่วง…”

– ใน มก. 15:20 และ มธ. 27:31 อธิบายเพิ่มเติมว่า “… พวก​เขา​ก็​ถอด​เสื้อ​สี​ม่วง​นั้น​ออก แล้ว​เอา​เสื้อ​ผ้า​ของ​พระ​องค์​มา​สวม​ให้ และ​นำ​พระ​องค์​ออก​ไป​เพื่อ​ตรึง​ที่​กาง​เขน”

– นั่นคือ ก่อนที่จะเอาไปตรึงที่กางเขน เขาถอดเสื้อสีม่วงออกก่อน เพราะเสียดายของ แม้จะเป็นผ้าเก่าๆก็ตาม แต่ก็น่าเสียดาย เจ้านักโทษคนนี้ไม่ควรที่จะใส่มัน

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูถูกนำไปฆ่า ดูเผินๆเป็นไปตามความประสงค์ของพวกยิว แต่ความจริงแล้วเป็นไปตามแผนการที่กำหนดไว้ก่อนแล้วล่วงหน้าของพระบิดา ที่จะให้พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทุกคน

– การตัดสินประหารพระเยซู ดูเหมือนเป็นการกำหนดของปีลาตและพวกมหาปุโรหิต แต่ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ภายใต้การกำหนดของพระเจ้า

– ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า ในแผนการนิรันดร์ของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:15) { ขนาดนั้นเลย }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาต นำพระเยซูผู้ถูกเฆี่ยนจนเละไปทั้งตัว ออกมา พร้อมกับสวมมงกุฏหนามบนศรีษะ แล้วบอกพวกยิวว่า นี่ไงคือกษัตริย์ของพวกเขา(ข้อ14)

– พวกยิวจึงร้องตะโกนว่า ให้เอาพระเยซูไปฆ่าเสีย ด้วยการตรึงให้ตายอย่างทรมานบนไม้กางเขน

– ปีลาตจึงบอกพวกเขาว่า แต่พระเยซูเป็นกษัตริย์ของพวกเขาไม่ใช่หรือ จะให้ตายอย่างทรมานด้วยการตรึงกางเขนเชียวหรือ

– พวกมหาปุโรหิต ซึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน และเป็นผู้นำในฝ่ายวิญญาณของชาวยิว กลับตอบข้อแย้งของปีลาต โดยกล่าวว่า “เรา​ไม่​มี​กษัตริย์​อื่น​นอก​จาก​ซีซาร์”

– ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่โรม เข้ายึดครองปาเลสไตน์ พวกยิวก็เกลียดโรมเข้ากระดูกดำ และมีการก่อกบฏต่อต้านโรมหลายต่อหลายครั้ง

– วันนี้ เพื่อจะฆ่าพระเยซู พวกมหาปุโรหิตกลับกล่าวว่า กษัตริย์เดียวของพวกเขาก็คือ ซีซาร์ ผู้ที่พวกเขาเกลียดชังมาโดยตลอด

การประยุกต์ใช้ :

– เหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงใน 1ซมอ. เมื่อคนอิสราเอลปฏิเสธพระเจ้า ไม่ต้องการให้พระเจ้าเป็นกษัตริย์ของเขา แต่ขอตั้งกษัตริย์ขึ้นมาปกครองพวกเขาแทนพระเจ้า

– บัดนี้พวกมหาปุโรหิต ได้ปฏิเสธพระเยซูกษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์ แล้วกล่าวว่า พวกเขามีกษัตริย์แค่องค์เดียว คือซีซาร์ จักรพรรดิแห่งโรม

– เพราะเหตุการทำตามใจปรารถนาชั่วของตน พวกเขาจึงปฏิเสธพระเจ้า ไม่ให้พระองค์เป็นกษัตริย์ของเขา แล้วรับเอาศัตรูมาเป็นกษัตริย์ของเขาแทน

– เหมือนชีวิตของคริสเตียนหลายคน เพราะเขาอยากทำตามใจปรารถนาของตนเอง เขาจึงปฏิเสธไม่ให้พระเยซูเป็นพระเจ้าของเขา  แต่หันไปยกย่องเทิดทูนเงินทอง หรือสิ่งของ หรือระบอบแห่งโลกนี้ เป็นเจ้านายของเขาแทน แล้วทำทุกอย่างเพื่อปรนนิบัติเจ้านายนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:14) { กษัตริย์ของฉัน }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาต​พา​พระ​เยซู​ออก​มา แล้ว​นั่ง​บัล​ลังก์​พิ​พาก​ษา(ข้อ13) เขาจึงพูด​กับ​พวก​ยิวอย่างถากถาง​ว่า “นี่​คือ​กษัตริย์​ของ​พวก​ท่าน”

– คำพูดวลีนี้ ปีลาตจงใจพูดถากถาง พวกยิว ไม่ใช่พระเยซู

– คือ บอกว่า นี่ไง ดูสารรูปคนนี้สิ ที่พวกท่านหาว่า ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ สารรูปอย่างนี้เนี่ยนะ

– พวกยิวคิดฆ่าพระเยซู เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของพวกเขา แต่พวกเขาไม่ต้องการให้พระองค์เป็นกษัตริย์ของพวกเขา

– ในข้อนี้ มีวลียากอันหนึ่ง คือ “เวลา​ประ​มาณ​เที่ยง”(ฉบับ2011)

– เพราะใน มก. 15:25 กล่าวว่า “ขณะ​ที่​พวก​เขา​ตรึง​พระ​องค์​นั้น​เป็น​เวลา​สาม​โมง​เช้า”(ฉบับ2011)

– แล้วจะตัดสินตอนเวลาเที่ยง เป็นไปได้อย่างไร มันดูเหมือนขัดแย้งกัน

– การนับเวลาของยิว จะแบ่งออกเป็น กลางวัน และ กลางคืน กลางวันเริ่ม 6:00 น. ดังนั้น 6:00-7:00 น. จะเรียกว่า ชั่วโมงที่1 ส่วนกลางคืน เริ่มตอน 18:00 น.

– ในพระคัมภีร์ภาษากรีก , ฉบับ King James , ฉบับNASB และอีกหลายฉบับ ใน ยน. 19:14 ใช้คำว่า “เวลาชั่วโมงที่ 6” (sixth hour) และ ใน มก. 15:25 ใช้คำว่า “ชั่วโมงที่ 3” (third hour)

– ในหนังสือ Word Pictures in the New Testament ของ Robertson, Archibald Thomas อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า ใน มก. 15:25 นั้น น่าจะเป็นการนับเวลาแบบยิว คือนับตั้งแต่ 6:00 น. ดังนั้น ชั่วโมงที่ 3 จึงน่าจะหมายถึง 9:00 น. ส่วนใน ยน. 19:14 ยอห์นเขียนให้ผู้อ่านที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกรีก และชาวโรม และคนต่างชาติ ยอห์นน่าจะใช้การนับเวลาแบบสากล คือ 1:00 น. เป็น ชั่วโมงที่ 1 ดังนั้น ชั่วโมงที่ 6 ในที่นี้น่าจะหมายถึง ช่วง 6;00 -7:00 น. หรือหลังจากนั้นเล็กน้อยเนื่องจาก ยอห์นใช้คำว่า “เวลาประมาณ”

– อย่างไรก็ดี เรื่องเวลานี้ หากท่านใดสนใจ คงต้องเจาะลึกและศีกษาเพิ่มเติมเองต่อไปครับ

การประยุกต์ใช้ :

– ปีลาต ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเยซู คือ พระองค์ประกาศตัวเป็นกษัตริย์ แต่แม้แต่ชนชาติของพระองค์เอง ยังไม่ยอมรับพระองค์เลย แล้วพระองค์จะเป็นกษัตริย์ได้อย่างไร

– ความเป็นกษัตริย์ของพระเยซู เป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ ไม่อาจสังเกตเห็นได้ด้วยสายตาแห่งโลกนี้ ใครก็ตามที่ต้อนรับพระเยซูให้เป็นกษัตริย์ของเขา พระเยซูจะทรงเป็นกษัตริย์ของเขา แต่ส่วนคนที่ไม่ยอมรับให้พระองค์เป็นกษัตริย์ แม้เขาจะเป็นชนชาติที่เรียกว่า ชนชาติของพระเจ้าก็ตาม พระเยซูก็ไม่ใช่กษัตริย์ของพวกเขาอยู่ดี

– แม้บางคนเรียกตนเองว่า เป็นคริสเตียน แต่ไม่ได้ยอมให้พระเยซูเป็นกษัตริย์ เป็นเจ้านายในชีวิตของเขาจริงๆ เขาเป็นเจ้านายของตัวเอง คนนั้นพระเยซูก็ไม่เป็นกษัตริย์ของเขา

วันนี้ เราต้อนรับพระเยซูเป็นกษัตริย์ของเราจริงๆหรือยัง โดยยกสิทธิในชีวิตของเราทั้งหมดให้พระองค์เป็นผู้กำหนดและตัดสิน?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:13) { ถูกพิพากษา }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตได้ยินพวกยิวพูดว่า หากปีลาตไม่จัดการพระเยซู พวกเขาก็จะกล่าวหาปีลาต ว่ากำลังทำตัวเป็นศัตรูกับซีซาร์(ข้อ12)

– เมื่อเห็นว่าไม่ได้การ เขาเองอาจเดือดร้อยเพราะพระเยซูก็ได้ ดังนั้นปีลาตจึงตัดสินใจ นำพระเยซูเข้าสู่บัลลังก์พิพากษา

– ซึ่งช่างไม่ยุติธรรม เขาได้ลงโทษพระเยซูด้วยการให้ทหารทรมานและซ้อมพระเยซูแล้ว ซึ่งไม่ใช่การซ้อมผู้ต้องหาด้วยซ้ำไป แต่เป็นการลงโทษนักโทษ

– นั่นคือ พระเยซูถูกลงโทษด้วยการทรมาน ก่อนมีการพิพากษาเสียด้วยซ้ำ

– และการพิพากษาครั้งนี้ ไม่ได้มีเพื่อจะหาข้อตัดสินว่า พระเยซูเป็นผู้มีความผิดจริงหรือไม่ เพราะปีลาตก็รู้ชัดเจนแล้วว่าพระเยซูไม่มีความผิด แต่มีเพื่อจะตัดสินลงโทษพระเยซู ผู้ปราศจากความผิด

– ลานปูศิลา เป็นบริเวณด้านหน้าวังของปีลาต มักใช้เพื่อตัดสินคดีของชาวยิว เพราะชาวยิวจะไม่ยอมเข้าไปในบ้านพักของคนต่างชาติ

การประยุกต์ใช้ :

วันนั้นพระเยซู พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงยุติธรรม พระผู้พิพากษาทั้งบรรดาเหล่าทูตสวรรค์และมนุษย์ทุกคนในโลก พระองค์ทรงยอมให้เจ้าเมืองของเมืองเล็กๆ คนหนึ่ง พิพากาษาพระองค์อย่างไม่เป็นธรรม เพื่อให้เราทั้งหลายรอดพ้นการพิพากษา ด้วยความเป็นธรรม อย่างชอบธรรม

– ขอบคุณพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:12) {มืดบอดสนิท }

แนวคิด :

– หลังจากที่ปีลาตได้คุยกับพระเยซู ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นๆทุกที ว่าพระเยซูไม่มีความผิดจริงๆ และเขาทั้งสงสัยและทั้งกังวลเมื่อทราบว่าพระเยซูประกาศตัวว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า(ข้อ8)

– เขาจึงพยายามหาโอกาสที่จะปล่อยพระเยซู แบบที่จะไม่เกิดปัญหากับเขา

– ความจริงแล้วเขามีสิทธิปล่อยพระเยซูเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เขากลัวว่าพวกยิวจะสร้างปัญหาก่อความวุ่นวายในเมือง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เขาในฐานะเจ้าเมืองที่โรมส่งมาปกครองเมืองนี้ อาจจะตกที่นั่งลำบากได้

– ดูเหมือนพวกยิวจะรู้จุดอ่อนของปีลาต คือ กลัวสูญเสียอำนาจ หากทำให้โรมไม่พอใจ

– พวกยิวจึงร้องตะโกนว่า ปล่อยไม่ได้ ห้ามปล่อย ถ้าปีลาตขืนปล่อยพระเยซู จะถือว่าเป็นการทรยศซีซาร์จักรพรรดิแห่งโรม

– ความจริงแล้วพวกยิวเกลียดโรมมาก แต่บัดนี้พวกเขากล่าวราวกับ เป็นประชาชนผู้แสนภักดีต่อซีซาร์จักรพรรดิแห่งโรม โดยกล่าวว่า ทุก​คน​ที่​ตั้ง​ตัว​เป็น​กษัตริย์​ก็​ต่อ​ต้าน​ซีซาร์

– เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ แม้พวกเขาเกลียดโรมอย่างมากก็ตาม แต่เกลียดพระเยซูมากยิ่งกว่า จนกระทั่งเพื่อจะให้พระเยซูถูกฆ่าตาย พวกเขายอมแสดงความจงรักภักดีต่อโรมเป็นการชั่วคราวก็ยังได้

– พวกเขาเกลียดพระเยซูมากกว่าเกลียดโรม เพราะโรมก็แค่เขามายึดครองบ้านเมืองของเขา กดขี่ข่มเหงเขา รีดนาทาเร้นภาษีจากพวกเขา เอารัดเอาเปรียบพวกเขา และฆ่าพวกเขาบางคน แต่พระเยซูนั้น ดันไปรักษาคนเจ็บป่วยให้หายมากมาย ดันทำให้คนตาบอดแต่กำเนิดมองเห็น และหนำซ้ำดันไปทำให้คนที่ตายไป4 วันแล้วเป็นขึ้นมาจากความตายอีก จนประชาชนหันไปนิยมชมชอบพระเยซูมากมาย ด้วยเหตุนี้สำหรับพวกเขา พระเยซูสมควรถูกเกลียดมากกว่าโรม

การประยุกต์ใช้ :

– เพราะความริษยาของพวกยิว ทำให้ตาของเขามืดบอด เห็นถูกเป็นผิด เห็นพระเยซูผู้ไม่มีความผิดว่าสมควรตาย และ เห็นผิดเป็นถูก เห็นโรมผู้ข่มเหงพวกเขานั้น สมควรยกย่องเทิดทูนภักดี

– หากเราปล่อยให้บาปแห่งการทำตามใจปรารถนาของตนเองเข้าครอบงำ และให้มันอยู่ในจิตใจของเรานานพอ มันจะทำให้ตาฝ่ายวิญญาณของเรามืดบอดไป มองไม่เห็นความจริงแห่งพระคำของพระเจ้า จนเห็นว่าวิถีแห่งพระคำของพระเจ้านั้นล้าสมัย โง่เขลา ไม่ได้เรื่อง  และมองว่าวิถีแห่งโลกนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง น่าปรารถนา ซึ่งถ้าใครไปถึงที่จุดนั้น เขากำลังยืนอยู่ในจุดที่อันตรายอย่างที่สุด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:11) { บาปที่หนักที่สุด }

แนวคิด :

– ปีลาตคิดว่า สิทธิอำนาจที่จะฆ่าหรือจะปล่อยพระเยซู อยู่ในมือของเขา เพราะเขามีตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง(ข้อ10)

– พระเยซูจึงบอกให้เขารู้ว่า ความจริงแล้วสิทธิอำนาจที่จะฆ่าพระเยซูที่เขามีนั้น ก็เพราะพระบิดาประทานสิทธินั้นให้แก่เขา เนื่องจากความจริงแล้วต่อให้กองทัพของประชาชาติทั้งโลกรวมกันก็ยังเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์

– อสย. 40:15 “นี่แน่ะ บรร​ดา​ประ​ชา​ชาติ​ก็​เหมือน​น้ำ​หยด​หนึ่ง​จาก​ถัง และ​ถือ​ว่า​เป็น​เหมือน​ฝุ่น​บน​ตา​ชู ดู​สิ พระ​องค์​ทรง​หยิบ​เกาะ​ทั้ง​หลาย​ขึ้น​มา​เหมือน​ผง​คลี”

– ด้วยเหตุนี้ คิดหรือว่า สิทธิอำนาจกระจ้อยร่อยที่ปีลาตมีนั้น จะสามารถฆ่าพระเยซูได้

– พระเยซูบอกปีลาตว่า บาปของเขา น้อยกว่า บาปของพวกมหาปุโรหิตที่จับพระเยซูมามอบให้ปีลาต

– บาปของปีลาต คือ การให้ทหารลงโทษและทรมานพระเยซูทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพระเยซูไม่มีความผิด และเขากำลังจะทำบาปยิ่งขึ้นกว่านั้นอีกคือการสั่งประหารชีวิตพระเยซู ผู้ไร้ความผิด

– แต่บาปของพวกยิว พวกมหาปุโรหิต หนักยิ่งกว่าของปีลาต เพราะบาปของพวกเขา คือ ทั้งที่รู้ ทั้งที่เห็น และมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮา แต่พวกเขาก็ยังปฏิเสธพระเยซูและพยายามจะฆ่าพระเยซูโดยใช้ปีลาตเป็นเครื่องมือ

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้สิ่งที่เรามี สิทธิต่างๆที่เป็นของเราในวันนี้ ล้วนแต่เป็นการประทานจากพระเจ้า เพื่อเราจะใช้สิทธิที่มีนั้นกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่ใช่ตามใจปรารถนาของตนเอง

– บาปที่หนักที่สุด ที่ทำให้มนุษย์คนนั้นไม่สามารถรอดพ้นการลงโทษได้ คือ บาปแห่งการปฏิเสธพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเขา

– ฮบ. 12:25 “จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ปฏิ​เสธ​พระ​องค์​ผู้​ตรัส​อยู่​นั้น เพราะ​ถ้า​เขา​เหล่า​นั้น​ไม่​พ้น​โทษ​เพราะ​ปฏิ​เสธ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เตือน​พวกเขา​บน​โลก พวก​เรา​ผู้​เมิน​หน้า​จาก​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เตือน​จาก​สวรรค์ ก็​จะ​ไม่​พ้น​โทษ​มาก​กว่า​นั้น​อีก”

– เขาจะรอดได้อย่างไร ในเมื่อเขาปฏิเสธ ไม่ยอมให้พระเยซู ผู้เป็นทางรอดเดียวของเขา ช่วยเขาให้รอด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:10) { คิดว่ามีสิทธิ }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูไม่ตอบคำถามของปีลาต เขาจึงโน้มน้าวให้พระเยซูตอบคำถามของเขา โดยหยิบยื่นความกลัวและความหวังให้แก่พระเยซู

– เขาภาคภูมิใจและอวดอ้างในตำแหน่งของเขา เขาคิดว่ามีสิทธิอำนาจในการควบคุมเรื่องราวทั้งหมด

– เขาถามพระเยซูว่า พระองค์ไม่รู้หรือว่า เขามีสิทธิอำนาจนี้

การประยุกต์ใช้ :

– ปีลาตคิดว่าเขามีสิทธิอำนาจ แต่เขาไม่รู้ว่า ความจริงแล้วเขาไม่มี

– เขาคิดว่า พระเยซูไม่รู้ แต่ความจริงแล้ว เขาต่างหากที่ไม่รู้ ว่าพระเยซูต่างหากที่มีสิทธิอำนาจเหนือเหตุการณ์นี้ พระเยซูมีสิทธิที่จะสละชีวิตของพระองค์เอง ไม่มีใครสามารถมาบังคับหรือกำหนดได้

– ปีลาตเข้าใจผิดในสิทธิอำนาจของเขา บ่อยครั้ง เราก็เหมือนกับปีลาต ที่เข้าใจผิดสิทธิของเรา เราคิดว่าเรามีสิทธิทำนี่หรือทำนั่น แต่ความจริงแล้วเราผู้เป็นของพระคริสต์แล้ว เราไม่มีสิทธิในตัวเองอีกต่อไป สิทธิทุกอย่างในชีวิตของเราเป็นของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงประทานชีวิตของพระองค์ทั้งสิ้นเพื่อเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:9) { พระเยซูไม่ตอบ }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตได้ยินจากพวกยิวว่า พระเยซูประกาศว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ปีลาตจึงพาพระเยซูเข้ามาในกอง​บัญ​ชา​การ​ปรี​โท​เรียม​อีกเพื่อพวกยิวจะได้ไม่ตามเข้าไป​

– ด้วยความสงสัยปีลาต​ถาม​พระ​เยซู​ว่า พระองค์​มา​จาก​ไหน?

– คำถามนี้ ไม่ได้ถามถึง ชนชาติของพระองต์ เพราะปีลาตรู้อยู่แล้วว่า พระเยซูเป็นชนชาติยิว

– ไม่ได้ถามถึง เมืองที่พระองค์มา เพราะปีลาตรู้แล้วว่าพระเยซูเป็นชาวกาลิลี (ลก. 23:6)

– แต่เป็นการถามถึงที่มาของพระองค์ ว่าเป็นเชื้อสายของใครกันแน่ แล้วมาจากสวรรค์จริงๆหรือเปล่า หรือมาจากเทพเจ้าองค์ไหน

– พระ​เยซู​ไม่​ตรัส​ตอบ​อะไรเขาเลย

– เหตุที่ไม่ตอบน่าจะเป็นเพราะ พระองค์ได้บอกสิ่งที่ควรบอกแก่ปีลาตไปแล้ว (ยน. 18:34-37) และอาจเป็นไปได้ว่า หากพูดอะไรไปในตอนนี้ อาจทำให้ปีลาตลังเลในการตัดสิน โดยอาจจะเลื่อนการตัดสินออกไปก่อนก็เป็นได้

– ขณะนั้น เป็นช่วงเวลาหลังจากที่พระเยซูไม่ได้หลับ เพราะถูกสอบสวนตลอดคืน และเพิ่งถูกรุมทรมานโดยกองทหารของปีลาต มาถึงตอนนี้บาดแผลตามหลัง ตามตัวและบนศรีษะ คงเริ่มอักเสบแล้ว ตอนนี้พระเยซูคงกำลังมีไข้สูง และอ่อนเพลียอย่างยิ่ง จึงไม่ประสงค์จะตอบอะไรแล้ว พร้อมแล้วสำหรับการเดินไปสู่แดนประหาร

– อสย. 53:7 “ท่าน​ถูก​บีบ​บัง​คับ​และ​ถูก​ข่ม​ใจ ถึง​กระ​นั้น​ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก เหมือน​ลูก​แกะ​ที่​ถูก​นำ​ไป​ฆ่า และ​เหมือน​แกะ​ที่​เป็น​ใบ้​ต่อ​หน้า​ผู้​ตัด​ขน​ของ​มัน​เช่นใด ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก​ของ​ท่าน​เลย​เช่น​นั้น”

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อปีลาตพยายามหาคำตอบว่า พระเยซูมาจากไหน มาจากสวรรค์จริงๆหรือเปล่า พระเยซูกลับไม่ตอบปีลาตสักคำเดียว

– ดูเผินๆ พระเยซูน่าจะตอบปีลาตนะ เพราะเขาเริ่มสนใจแล้ว แต่พระเยซูเลือกไม่ตอบ เพื่อให้แผนการแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าจะสำเร็จ

– วันนี้ หากดูเหมือน พระเจ้ายังคงเงียบ ไม่ตอบคำร้องทูลของเรา ไม่ใช่พระองค์ไม่ฟังเรา แต่เพราะพระองค์ทรงมีแผนการแห่งน้ำพระทัยของพระองค์สำหรับชีวิตของเรา ที่จะเปิดเผยออกในเวลาของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:8) { ปีลาตตกใจกลัว }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตได้ยินพวกมหาปุโรหิตบอกว่า พระเยซูสมควรตายเพราะพระเยซูตั้งตัวเป็นบุตรของพระเจ้า ปีลาตก็ตกใจกลัวมากยิ่งขึ้น

– นั่นคือ ก่อนหน้านี้ปีลาตก็กลัวอยู่แล้ว แต่พอได้ยินว่าพระเยซูอาจจะเป็นบุตรของพระเจ้าก็ได้ ยิ่งตกใจกลัวเข้าไปอีก

– ผู้เขียนพระธรรมยอห์นไม่ได้บอกรายละเอียดว่า ก่อนหน้านี้ปีลาตกลัวอะไร

– แต่คงไม่ได้กลัวพระเยซู เพราะถ้ากลัวคงไม่ได้ให้ทหารทรมานและซ้อมพระเยซูหนักถึงขนาดนั้น

– เป็นไปได้ว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มัทธิว บรรยายไว้ ใน มธ. 27:19 ใน​ขณะ​ที่​ปีลาต​นั่ง​ว่า​ราช​การ​อยู่​นั้น ภรรยา​ของ​ท่าน​ใช้​คน​มา​เรียน​ว่า “อย่า​พัว​พัน​กับ​เรื่อง​ของ​คน​ชอบ​ธรรม​นั้น​เลย เพราะ​ว่า​วัน​นี้​ดิ​ฉัน​ไม่​สบาย​ใจ​มาก​เนื่อง​ด้วย​ความ​ฝัน​ที่​เกี่ยว​กับ​คน​นั้น”

– คือ ไม่สบายใจเกี่ยวกับการจะตัดสินคดีพระเยซู เพราะมีลางร้ายบางอย่าง

– รวมถึงอาจจะกลัวเกี่ยวกับการตัดสินของเขาที่ไม่เป็นธรรม เขาจึงพยายามบอกว่า หาความผิดของพระเยซู ไม่พบ ดังนั้นทรมานพระเยซูเสร็จแล้ว ก็ปล่อยพระองค์ก็แล้วกัน

– โดยอาจกลัวว่า ลูกศิษย์ของพระองค์จะมาแก้แค้นเขา หรือไปหาทางฟ้องร้องต่อโรมถึงการตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมของเขา แล้วเขาอาจจะเดือดร้อนได้

– แล้วความไม่สบายใจ และความกลัวของเขา ก็ยิ่งเพิ่มทวีขึ้นเมื่อได้ยิน พระเยซูบอกว่า พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า

การประยุกต์ใช้ :

– ปีลาตเมื่อได้ยินว่า พระเยซูอาจจะเป็นพระบุตรของพระเจ้าก็ได้ เขาตกใจกลัวมาก ทั้งที่เขาไม่ใช่ประชากรของพระเจ้า ก็ยังรู้เลยว่า หากพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง การกระทำของเขาคงจะนำภัยมหันต์มายังเขาเป็นแน่

– แต่ส่วนพวกมหาปุโรหิต ผู้รู้พระคำของพระเจ้าเป็นอย่างดี เป็นคนอิสราเอล ผู้ได้ชื่อว่าเป็นประชากรของพระเจ้า กลับไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนเขาไม่แคร์ด้วยซ้ำไปว่าพระเยซูจะเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงหรือไม่

– ในความคิดของพวกเขา ไม่ว่าพระเยซูจะเป็นอะไรก็ตาม ก็สมควรตายอยู่ดี ที่บังอาจมากดังกว่าพวกเขา

– เพราะความเกรงกลัวพระเจ้า จึงทำให้ปีลาตหยุดคิดเมื่อกำลังทำสิ่งที่ผิด แต่ความไม่เกรงกลัวพระเจ้าของพวกมหาปุโรหิตทำให้พวกเขามุ่งหน้าสู่การทำผิดร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมแบบไม่ยั้งคิด

– หากวันนี้ เราทำบาปแบบไม่มียั้งคิด เป็นไปได้ว่าความเกรงกลัวพระเจ้าได้จางหายไปจากชีวิตของเราเสียแล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน.19:7) { สมควรตาย }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตบอกกับพวกมหาปุโรหิตว่า เขาสอบสวนแล้ว พระเยซูไม่มีความผิด ปีลาตจึงจะไม่ลงโทษประหารพระเยซู ถ้าพวกเขาอยากลงโทษ ก็เอาพระเยซูไปลงโทษเองก็แล้วกัน(ข้อ6)

– พวกเขาจึงตอบปีลาตว่า พวกเขาคิดว่าพระเยซูสมควรตาย แต่พวกเขาฆ่าพระเยซูไม่ได้ เพราะผิดกฏหมายโรม ท่านช่วยฆ่าให้หน่อยสิ

– เหตุผลที่เขาให้แก่ปีลาตว่า พระเยซูสมควรตาย ก็คือ พระเยซูทำผิดกฏหมายของพวกเขา ด้วยการบอกว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นการเหยียดหยามพระเจ้า

– ตามบัญญัติของโมเสส ใน ลนต. 24:16 “ผู้ใดที่เหยียดหยามพระนามของพระเจ้าจะต้องถูกโทษถึงตาย ให้ชุมนุมชนขว้างเขาเสียให้ตาย…”

– ดังใน ยน. 5:18 อธิบายว่า ​พวก​ยิว​หา​โอกาส​ที่​จะ​ฆ่า​พระ​เยซู เพราะพระองค์ได้​เรียก​พระ​เจ้า​ว่า​เป็น​บิดา​ของ​ตน​ด้วย ซึ่ง​เป็น​การ​กระทำ​ตน​เสมอ​กับ​พระ​เจ้า​

– ช่วงที่มหาปุโรหิตสอบสวนพระเยซูในบ้านของตน ใน มธ. 26:63 ​มหา​ปุโรหิต​ถามพระเยซูว่า “​ท่าน​เป็น​พระ​คริสต์​ ​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​หรือ​ไม่”

– พระเยซูจึงตอบว่า ​ “ท่าน​ว่า​ถูก​แล้ว และ​ยิ่ง​กว่า​นั้น​อีก​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ใน​เวลา​เบื้อง​หน้า​นั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เห็น​บุตร​มนุษย์​นั่ง​ข้าง​ขวา​ของ​ผู้​ทรง​ฤทธานุภาพ และ​เสด็จ​มา​บน​เมฆ​แห่ง​ฟ้า​สวรรค์” มธ. 26:64

– และใน มธ. 26:65 มหา​ปุโรหิต​จึง​ฉีก​เสื้อ​ของ​ตน แล้ว​ว่า “เขา​พูด​หมิ่น​ประมาท​พระ​เจ้า​แล้ว เรา​ต้อง​การ​พยาน​อะไร​อีก​เล่า ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ได้​ยิน​เขา​พูด​หมิ่น​ประมาท​พระ​เจ้า​แล้ว​”

– ดังนั้นนี่เป็นข้อสรุปว่า ทำไมพวกเขาคิดว่าพระเยซูสมควรตาย

– ดูเหมือนจะถูกแต่ผิดมหันต์ เมื่อพระเยซูประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า แทนที่พวกเขาจะพิสูจน์ให้รู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่พวกเขากลับสรุปทันทีเลยว่า พระองค์สมควรตาย

– นั่นก็คือ ต่อให้เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงก็สมควรตายอยู่ดี ที่มาแย่งความนิยมของประชาชนไปจากพวกเขา

การประยุกต์ใช้ :

– พวกมหาปุโรหิต คิดว่า พวกเขากำลังกระทำตามพระเจ้า แต่ความจริงพวกเขาเพียงแต่ใช้พระคำของพระเจ้ามาเป็นเครื่องแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้นเอง

เราควรระมัดระวังในการใช้พระคำของพระเจ้า ไม่ใช้เพื่อประโยชน์ของเราเอง แต่เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:6) { ตรึงเขาเสียๆๆ }

แนวคิด :

– เมื่อพวกมหาปุโรหิต เห็นพระเยซูในสภาพถูกทรมานและถูกลบหลู่อย่างยิ่ง

– พระเยซูนี้ เป็นผู้ที่พวกเขารู้ว่าทรงเป็นพระมาซีฮา (ยน. 11:48) เป็นผู้ที่พวกเขารู้อย่างชัดเจนว่า ทรงรักษาชายตาบอดแต่กำเนิดให้มองเห็นได้ ทรงทำให้ลาซารัสผู้ตายไป 4 วันแล้ว เป็นขึ้นมาจากความตาย

– สิ่งที่พวกเขาตอบสนองเมื่อเห็นพระองค์เช่นนั้น แทนที่จะสงสารพระเยซู (อย่างที่ปีลาตคาดหวัง) หรือสำนึกผิดที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกในสภาพเช่นนี้

– พวกเขากลับสำแดงความชั่วร้ายให้ออกมาเด่นชัดยิ่งขึ้น ด้วยการร้องตะโกนว่า “ตรึง​เขา​เสีย ตรึง​เขา​เสีย”

– แปลเป็นภาษาเข้าใจง่ายๆคือ “ฆ่ามัน ๆๆ ฆ่ามันให้ตายอย่างทรมานที่สุดและน่าอับยศที่สุด ฆ่ามัน ๆ ๆ”

– เมื่อปีลาตเห็นท่าทีของพวกเขาแล้วว่า อยากให้พระเยซูตายจริงๆ แต่ขณะเดียวกันปีลาตก็ ไม่พบความผิดในพระเยซูเลยจึงไม่ค่อยเต็มใจอยากฆ่าพระเยซู

– ปีลาต จึงพูดกับพวกเขาว่า อยากฆ่า ก็เอาไปฆ่าเองละกัน เพราะตามการวินิจฉัยของเขา พระเยซูไม่น่าจะต้องถูกประการเนื่องจากไม่พบข้อหาใดๆที่จะประหารพระเยซูได้เลย

– ที่ปีลาตพูดเช่นนั้น ก็เพื่อปัดความรับผิดชอบของการฆ่าพระเยซู ให้แก่พวกยิว

การประยุกต์ใช้ :

– แม้พวกมหาปุโรหิตจะรู้พระคำของพระเจ้า และได้มีประสบการณ์ในฤทธานุภาพของพระเจ้า ด้วยการรับรู้สิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ แต่ด้วยใจแข็งกระด้างต่อพวกเขา จึงทำให้พวกเขายิ่งถลำลึกในความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ

– หากคนที่ถูกปีลาตพาออกมาไม่ใช่พระเยซู แต่เป็นโจรชั่วร้ายคนหนึ่ง คนธรรมดาทั่วไปเมื่อเห็นสภาพแล้ว อย่างน้อยคงต้องเมตตาสงสารชายคนนั้นบ้างเป็นแน่

– แต่สำหรับพวกมหาปุโรหิต ทั้งที่รู้ว่าพระเยซูไม่มีความผิดและเป็นผู้ที่พระเจ้าส่งมา ไม่เพียงไม่เมตตาหรือสำนึกผิด แต่กลับทำสิ่งชั่วร้ายยิ่งกว่าเดิม

แม้รู้พระคำของพระเจ้า และมีประสบการณ์ในการอัศจรรย์ของพระเจ้า แต่ก็อาจไม่ปฏิบัติอย่างเหมาะสมต่อพระเจ้า ก็ได้ หากยอมให้ความบาปครอบงำจิตใจ จนกระทั่งจิตใจแข็งกระด้าง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:5) { คนนี้ไง }

แนวคิด :

– เมื่อปีลาตพาพระเยซูออกมาพบพวกยิว ในสภาพที่ถูกซ้อมยับเยิน พร้อมกับสวม​มงกุฎ​ทำ​ด้วย​หนามที่ศรีษะ​และ​สวม​เสื้อ​สี​ม่วง ​ปีลาต​จึง​พูดกับพวกเขา​ว่า “คน​นี้​อย่างไร​ล่ะ”

– ปีลาตพยายามบอกกับพวกยิวว่า นี่ไงละ คนที่พวกท่านบอกว่า ผู้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ของพวกท่าน ที่พวกท่านเรียก พระมาซีฮา ดูไม่เหมือนเลยใช่ไหม เหมือนตัวตลกที่ถูกซ้อมยับเยินมากกว่า

– ดังนั้น แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว สำหรับการลงโทษ ชายผู้ที่เราหาความผิดในเขาไม่ได้

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซู ผู้ทรงสง่าราศีในสวรรค์ กษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย ถูกลบหลู่จนดูไม่เป็นผู้เป็นคน จนแม้แต่คนต่างชาติอย่างปีลาต ยังสรุปว่า แบบนี้เป็นกษัตริย์ของยิว ไม่ได้หรอก

– อสย. 53:3 “…​ดัง​ผู้​หนึ่ง​ซึ่ง​คน​ทน​มองดู​ไม่ได้ ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น และ​เรา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​นับ​ถือ​ท่าน”

พระเยซูทรงถูกลบหลู่ดูหมิ่น เพื่อเราจะได้รับเกียรติเข้าส่วนในพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:4) { ไม่มีความผิด }

แนวคิด :

– หลังจากพระเยซูถูกพวกทหารของปีลาต ทรมาน ซ้อม และเยาะเย้ย ถากถาง ล้อเลียน แล้ว ปีลาตของนำพระเยซูผู้สะบักสะบอมออกมาพบพวกยิวอีกครั้ง โดยที่พระองค์ยังคงสวมเสื้อสีม่วงและมีมงกุฏหนามติดอยู่บนศรีษะ

– ปีลาตพาพระเยซูออกมาด้วยสภาพเช่นนั้น เพื่อจะบอกกับพวกยิวว่า เขาสอบสวนพระเยซูแล้ว ทั้งด้วยการซักถามและด้วยการทรมาน ดูสิโดนหนักขนาดนี้เลย เขาก็ไม่พบว่า พระเยซูมีความผิดอะไรเลย

การประยุกต์ใช้ :

– หลังจากที่พระเยซูอยู่ในกอง​บัญ​ชา​การ​ปรี​โท​เรียมเป็นเวลานานพอสมควร เจ้าเมืองก็ออกมาพร้อมกับพระเยซูผู้ถูกทรมานอย่างสะบักสะบอม แล้วสรุปว่า พระเยซูไม่มีความผิด

– เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์การประหารชีวิตพระเยซู ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในเวลาต่อมานั้น พระเยซูถูกสั่งประหารโดยปราศจากความผิด

พระเจ้าทรงทำให้พระองค์ที่ไม่มีบาปต้องรับความบาปทั้งหมดไป ทรงทำให้พระองค์ผู้ไม่มีความผิดต้องรับความผิดทั้งหมดไป เพื่อช่วยเราให้รอดพ้นการลงโทษ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:3) { ลบหลู่พระเยซู }

แนวคิด :

– เมื่อพวกทหารจับพระเยซูแต่งตัวเป็นกษัตริย์ตัวตลก สวมมงกุฏหนามแทนมงกุฏทองคำ สวมเสื้อเก่าซอมซ่อแดงซีดจนออกม่วงแทนผ้าคลุมสีม่วงของกษัตริย์ ถือไม้อ้อแทนคฑาเพชร

– แล้วพวกเขาบางคนก็ เล่นตลกด้วยการ​คุก​เข่า​ลง(มธ. 27:29) ​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​องค์แล้ว​เยาะ​เย้ย​ว่า “ข้า​แต่​กษัตริย์​ของ​พวก​ยิว ขอ​ทรง​พระ​เจริญ”

– แล้วเขาก็ตบหน้าพระองค์

– ใน มธ. 27:30 อธิบายเพิ่มเติมว่า แล้วเขา​ก็​ถ่ม​น้ำ​ลาย​รดหน้าพระองค์และเอา​ไม้​อ้อ​นั้น​ตี​พระ​เศียร​พระ​องค์

– ซึ่งทำให้หนามที่พระเศียรนั้นทะลวงลึกเข้าไปในพระเศียรของพระองค์ สร้างความเจ็บปวดอย่างสุดจะบรรยายแก่พระองค์

การประยุกต์ใช้ :

– เขาตบหน้าและถ่มน้ำลายรดกษัตริย์ของเรา

– พระเยซูเต็มใจถูกลบหลู่เกียรติและยอมถูกทำร้าย เพื่อรับโทษให้สาสมกับความผิดบาปของเรา

– สมควรที่เราจะเลิกสนใจเกียรติเล็กๆน้อยๆของเรา แล้วหันมาเชื่อฟัง ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:2) { กษัตริย์ตัวตลก }

แนวคิด :

– หลังจากทหารทั้งกองที่มารวมตัวกัน บางคนเฆี่ยนตีพระเยซูแล้ว(ข้อ1)

– ก็มีทหารบางคนนึกสนุกขึ้นมา อยากจะเล่นกับเจ้าตัวตลกที่เนื้อแตกยับเยินนี้สักหน่อย เขาก็ไปเดินหาพืชที่หนามแหลมๆมาจำนวนหนึ่ง แล้วม้วนมันให้เป็นวงกลม ซึ่งเวลาม้วนอาจต้องระวังมือสักหน่อย ไม่ให้หนามทิ่มตำมือได้

– แล้วนวัตกรรมสุดฮาสำหรับเขาก็สำเร็จ เขาเดินถือมาที่พระเยซู คงมีเพื่อนทหารบางคนตะโกนชื่นชมเขาว่า เออ…เอ็งหัวสร้างสรรดีนะ

– เขาเดินมาที่พระเยซูแล้วสวมมงกุฏหนามนั้นลงบนพระเศียรของพระเยซู เขาและเพื่อนทหารบางคนคงต้องหาไม้หรืออะไรบางอย่างกดมงกุฏหนามนั้นลงไปให้แน่นสักหน่อย เพื่อให้ในการเล่นตลกช่วงต่อไป มงกุฏจะได้ไม่หลุดออกมากลางคัน จนหมดสนุกได้

– ซึ่งแน่นอนการกดมงกุฏหนามให้อัดแน่นเข้าไปบนพระเศียรของพระองค์นั้น ย่อมสร้างความเจ็บปวดให้แก่พระองค์อย่างแสนสาหัส

– แล้วทหารบางคนก็ได้ไอเดียบรรเจิด วิ่งไปที่ในกรมทหาร แล้วคว้าเสื้อคลุมเก่าๆของทหารโรมมาตัวหนึ่ง เสื้อคลุมของทหารโรมปกติจะเป็นสีแดงเข้ม(มธ. 27:28) แต่เสื้อคลุมตัวนั้นคงเก่ามาก ​สี​​จึง​ซีด​จาง​มองดู​คล้าย​สี​ม่วงพอดีเลย เพราะเสื้อ​สีม่วง​​เป็น​สี​ที่​คน​มี​ตำแหน่ง​สูง​ใน​สมัย​นั้น​ใช้​สวม​ใส่​กัน ​เช่น ​กษัตริย์​หรือ​เจ้า​เมือง แม้เสื้อคลุมนี้จะดูโสโครกและเก่ามาก แต่ก็พอใช้ได้ เอามาเล่นตลก กับเจ้าตัวตลกคนนี้ แค่นี้ก็ดีถมเถไปแล้ว

– เขาจึงถอดเสื้อของพระเยซูออก(มธ.27:28) แล้วเอาเสื้อคลุมนั้นมาให้พระองค์สวม

– ทีนี้เจ้าตัวตลกก็พร้อมแสดงแล้ว

– ใน มธ.27:28 อธิบายเพิ่มเติมว่า เพื่อให้ตัวตลกของเขา แต่งตัวสมบูรณ์แบบเหมือนกษัตริย์ขึ้นอีกสักหน่อย จะได้ฮาได้อย่างเต็มที่ ทหารบางคนจึงเอาไม้อ้อมาให้พระองค์ถือไว้ด้วย

การประยุกต์ใช้ :

– “ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น​และ​ถูก​ทอด​ทิ้ง เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บ​ปวด และ​คุ้น​เคย​กับ​ความ​ทุกข์​ยาก และ​เป็น​ดั่ง​ผู้​ซึ่ง​คน​ทั้ง​หลาย​หัน​หน้า​หนี ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น และ​เรา​ไม่​ได้​นับ​ถือ​ท่าน” อสย. 53:3

– “ท่าน​ถูก​บีบ​บัง​คับ​และ​ถูก​ข่ม​ใจ ถึง​กระ​นั้น​ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก เหมือน​ลูก​แกะ​ที่​ถูก​นำ​ไป​ฆ่า และ​เหมือน​แกะ​ที่​เป็น​ใบ้​ต่อ​หน้า​ผู้​ตัด​ขน​ของ​มัน​เช่นใด ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก​ของ​ท่าน​เลย​เช่น​นั้น” อสย. 53:7

– เหตุที่เป็นเช่นนี้ อสย. 53:6 ได้อธิบายไว้ว่า เพราะว่า “เรา​ทุก​คน​หลง​ทาง​ไป​เหมือน​แกะ ต่าง​คน​ต่าง​หัน​ไป​ตาม​ทาง​ของ​ตน​เอง และ​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​วาง​ความ​ผิด​บาป ของ​เรา​ทุก​คนลง​บน​ตัว​ท่าน”

– พระเยซู จอมกษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ที่บรรดาเหล่าทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์ทั้งสิ้นยังต้องเกรงกลัวและยำเกรงอย่างที่สุด ยอมให้มนุษย์คนบาป ผู้เป็นเพียงแต่ผงคลี เยาะเย้ย ถากถาง กระทำการดูหมิ่นพระองค์ ทำให้พระองค์เป็นกษัตริย์ตัวตลก เหตุผลที่พระองค์ทรงยอมเช่นนั้นก็เพราะ พระองค์ทรงรักเรา

เพลง รอยระลึก ท่อน 2https://bre.is/aV7UdLvmn

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.19:1) { เฆี่ยนพระเยซู }

แนวคิด :

– ยอห์นบันทึกข้อนี้เพียงสั้นๆ แต่เหตุการณ์จริงเป็นช่วงเวลาที่แสนจะยาวนานสำหรับพระเยซู

– ใน มก. 15:16 อธิบายเพิ่มเติมว่า “พวก​ทหาร​จึง​นำ​พระ​องค์​เข้า​ไป​ยัง​ลาน​ของ​ราช​สำนัก (คือ​กอง​บัญ​ชา​การ​ปรี​โท​เรียม) แล้ว​เรียก​พวก​ทหาร​ทั้ง​กอง​มา​ประ​ชุม​กัน”

– การเฆี่ยนตีนี้ พระเยซูถูกรุมซ้อมครั้งนี้ ไม่ใช่ด้วยแค่ทหารไม่กี่คน แต่ทหารทั้งกองมาช่วยกัน

– การเฆี่ยนตีเขาจะจับนักโทษถอดเสื้อออก แล้วผูกนักโทษไว้กับเสาเตี้ย จากนั้นก็จะเฆี่ยนอย่างรุนแรงโดยเหล่าทหารโรม ผู้เชี่ยวชาญในการทรมานนักโทษอย่างยิ่ง

– แส้ที่ใช้เฆี่ยนพระเยซูนั้น น่าจะเป็นแส้ที่มีสิ่งแหลมคมติดอยู่ที่ช่วงปลายของแส้ บางแห่งใช้กระดูกม้าทุบให้แตก แล้วเอาเศษกระดูกแหลมคมนั้นติดที่ช่วงปลายของแส้ บางแห่งก็ใช้โลหะแหลมคมติดที่ปลายแส้แทน เราไม่ทราบว่าแส้ที่ใช้เฆี่ยนพระเยซูนั้นเป็นแส้แบบไหน แต่ที่น่าจะพอคาดเดาได้ คือไม่ว่าแบบไหนก็ตามล้วนออกแบบมาให้กระชากเนื้อของผู้เฆี่ยนให้หลุดออกมา ทุกครั้งที่กระชากแส้กลับออกจากเนื้อ

– ความเจ็บปวดอย่างที่สุดเกิดขึ้นกับพระเยซูเมื่อทหารโรมผู้เชี่ยวชาญในการทรมานนั้นหวดแส้ลงบนตัวของพระเยซู

– แต่ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสยิ่งกว่า จะเกิดขึ้นตอนที่ทหารโรมนั้นกระชากแส้กลับออกมา แส้นั้นจะสำแดงพิษสงอันหฤโหดที่แท้จริงของมัน ด้วยการกระชากเนื้อของพระเยซูติดออกมาด้วยทุกครั้ง

– การเฆี่ยนตีนี้รุนแรงมาก ทำให้พระเยซูบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่งพระเยซูไม่สามารถแบกกางเขนไปถึงโกละโกธาได้ (มก. 15:21)

– พระคัมภีร์ข้อนี้ในฝ่ายวิญญาณ เป็นเรื่อง “ช็อคสวรรค์!!!”

–  ปีลาตเจ้าเมืองของเมืองเล็กๆอย่างเยรูซาเล็ม มีสิทธิอะไรไปสั่งให้​เอา​พระ​เยซู พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ที่สรรพสิ่งเกิดขึ้นมาโดยพระองค์ และดำรงอยู่ได้โดยพระองค์(ยน. 1:3 )​  ไป​โบย​ตี

– แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ เพราะพระเยซูทรงถ่อมพระทัยลงจนถึงที่สุด เพื่อให้แผนการของพระบิดาในการช่วยเราทั้งหลายพ้นนรกนั้น จะสำเร็จ

การประยุกต์ใช้ :

– อสย. 53:5 “… ท่าน​บอบ​ช้ำ​เพราะ​ความ​บาปผิด​ของ​เรา การ​ตี​สอน​ที่​ตก​บน​ท่าน​นั้น​ทำ​ให้​พวก​เรา​มี​สวัสดิ​ภาพ และ​ที่​ท่าน​ถูก​เฆี่ยนตี​ก็​ทำให้​เรา​ได้​รับ​การ​รัก​ษา”

– ที่พระเยซูต้องบาดเจ็บสาหัสนี้ ก็เพราะการบาปผิดของเรา

– ที่พระเยซูถูกเฆี่ยนตีอย่างเจ็บปวด ก็เพื่อให้เรารับการรักษาให้หาย

– พระองค์ประทานชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา วันนี้แม้เราจะมอบถวายทั้งชีวิตแด่พระองค์ก็ยังถือว่า น้อยเกินไปสำหรับสิ่งที่พระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุดทรงทำเพื่อมนุษย์ผู้เป็นเพียงแต่ผงคลีดินอย่างเรา

– เราสมควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในโลกชั่วคราวนี้ ทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ ผู้ทรงประทานชีวิตของพระองค์เองแก่เรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:1 ) { ยังไม่ถึงเวลา }

แนวคิด :

– หลังจากพระเยซูทำการอัศจรรย์เลี้ยงฝูงชนด้วยขนมปัง 5 ก้อน กับ ปลา 2 ตัว ให้เบธไซดา และ อธิบายเรื่องอาหารแห่งชีวิตกับพวกยิวในคาเปอรนาอูมแล้ว

– พระเยซูก็เสด็จไปยังที่ต่างๆในแคว้นกาลิลี(ตอนเหนือของอิสราเอล) เพื่อประกาศ เทศนา สั่งสอน

– แต่พระองค์ไม่ไปที่แคว้นยูเดีย(ตอนใต้ของอิสราเอล) เพราะพระองค์ทรงทราบว่าพวกยิวที่ยูเดีย  กำลังหาโอกาสฆ่าพระองค์

– เหตุที่พระเยซูไม่ไป ไม่ใช่เพราะกลัวตาย เนื่องจากพระเยซูเสด็จมาบังเกิดในโลกนี้ ก็เพื่อ เต็มใจตายเพื่อมนุษย์ทั้งปวง อยู่แล้ว

– เหตุที่ไม่ไป เพราะ พระบิดามีเวลาของพระองค์ และขณะนั้นยังไม่ถึงเวลาของพระบิดาที่กำหนดไว้ ที่จะให้พระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อคนทั้งปวง

การประยุกต์ใช้ :

– พระเจ้ามีเวลาของพระองค์ เป็นเวลาที่ดีที่สุด เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด

– บ่อยครั้ง เวลาของพระเจ้า มักไม่ตรงกับ เวลาแห่งใจปรารถนาของเรา

– แม้เราจะทำสิ่งที่ใช่ แต่ในเวลาที่ไม่ใช่ ก็จะไม่สามารถเกิดผลอย่างดีเลิศ อย่างที่ควรจะเป็น

– พระเยซูวางแบบอย่างไว้ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน พระองค์รอคอยเวลาของพระเจ้า เพื่อจะกระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์

– ผู้ที่ปรารถนาจะกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสังเกตและรับรู้สัญญาณและกระทำตามจังหวะ แห่งเวลาของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:2 ) { ใกล้เวลาต้องตัดสินใจ }

แนวคิด :

– ​เทศกาล​อยู่​เพิง​เป็นเทศกาลระลึก​ถึง​เวลา​ที่​ชน​ชาติ​อิสราเอล​เดินทาง​วนเวียน​อยู่​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร

– เทศกาลนี้อยู่ห่างจากเทศกาลปัสกา ใน 6:4 อยู่ประมาณ 6 เดือน หมายความว่า จากข้อ 6:4 ถึงข้อนี้ กินเวลาประมาณ 6 เดือน

– ​เทศกาล​ที่​พวก​ยิวจะ​ใช้​กิ่ง​ไม้​และ​ใบไม้​มา​ทำ​เป็น​เพิง​ที่​พัก ​และจะพัก​อาศัย​อยู่​ใน​นั้น ​7 ​วัน แล้วใน​วันที่ ​8 ​จะ​มี​การ​ฉลอง​ใหญ่ (ลนต. ​23:36​)

– ตามบัญญัติของโมเสส ชายชาวยิวต้องมาเฝ้าพระเจ้าใน 3 เทศกาลใหญ่ ซึ่งเทศกาลนี้เป็นหนึ่งในเทศกาลเหล่านั้น

– ​(ฉธบ. 16:16) “ผู้​ชาย​ของ​ท่าน​ทุก​คน​จะ​ต้อง​เข้า​มา​เฝ้า​พระ​ยาห์​เวห์​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ปี​ละ​สาม​ครั้ง ณ สถาน​ที่​ซึ่ง​พระ​องค์​จะ​ทรง​เลือก​ไว้​ใน​เทศ​กาล​กิน​ขนม​ปัง​ไร้​เชื้อ เทศ​กาล​สัปดาห์ และ​เทศ​กาล​อยู่​เพิง อย่า​ให้​เขา​ไป​เข้า​เฝ้า​พระ​ยาห์​เวห์​มือ​เปล่า”

– พระเยซูยังไม่อยากไปกรุงเยรูซาเล็ม แต่ ธรรมบัญญัติบอกว่าต้องไป วันที่ต้องตัดสินใจใกล้เข้ามาแล้ว

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อเราทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น หรือ ทุกอย่างจะราบรื่นเป็นไปตามที่เราตั้งใจเสมอไป

– ดังนั้นอุปสรรค ความขัดแย้ง การไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่า วันนี้เรากำลังทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่หรือไม่

– อย่าใช้อุปสรรค เป็นตัวตัดสินใจ เมื่อใกล้เวลาที่ต้องตัดสินใจ

– พระวิญญาณบริสุทธิ์ และ พระคำของพระเจ้า ต่างหากที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า วันนี้เรากำลังอยู่ในหนทางแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตของเราหรือไม่

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:3 ) { การยอมรับจากมนุษย์ }

แนวคิด :

– ขณะที่พระเยซูอยู่ในแคว้นกาลิลี เมื่อใกล้เทศกาลอยู่เพิง พวกน้องๆก็มาพูดกับพระองค์

– พวกน้องๆของพระเยซู น่าจะหมายถึง ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาส (ใน มธ. 13:55) อาจรวมถึงน้องสาวบางคนด้วย(มธ. 13:56)

– พวกเขาพูดด้วยท่าทีเคลือบแคลง(ยน. 7:5)  แกมไม่พอใจพระเยซู ก่อนหน้านี้ ก่อนที่พระเยซูจะประกาศตัวว่าเป็นพระมาซีฮา ดูเหมือนว่าพระองค์กับน้องๆมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน (ยน. 2:12)

– บัดนี้ความสัมพันธ์ดูห่างเหิน เย็นชา และเต็มด้วยการตำหนิ เสียดสี

– ดังคำพยากรณ์ใน สดด. 69:8 “ข้า​พระ​องค์​กลาย​เป็น​แขก​แปลก​หน้า​สำ​หรับ​พี่​น้อง และ​เป็น​คน​ต่าง​ด้าว​สำ​หรับ​บุตร​ทั้ง​หลาย​ของ​มาร​ดา”

– พวกน้องๆ บอกกับพระเยซูว่า “จงออกจากที่นี่…” ตามไวยากรณ์ภาษากรีก เป็นสำนวนที่ไม่สุภาพที่จะพูดกับพี่ชายเช่นนั้น

[แถม สำหรับนักศึกษาพระคัมภีร์ วลีนี้เป็น Second aorist active imperative]

– พวกน้องๆบอกให้พระเยซูไปแคว้นยูเดีย ที่ที่คนกำลังหาทางฆ่าพระเยซู ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกสาวกของพระองค์ที่นั่นซึ่งมีมาก(ยน. 2:23, ยน. 4:1) จะได้เห็นการอัศจรรย์ของพระองค์ พระองค์อยากดังนักจะได้ดังสมใจ(ดูข้อ 4)

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อพระเยซูทำตามพระประสงค์ของพระบิดา สิ่งที่พระองค์ได้รับคือ การเข้าใจผิด การดูถูกดูแคลน ทั้งจากพวกยิว และจากคนที่พระองค์ทรงรักมาก(น้องๆ)

– ดังนั้นการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เราไม่อาจคาดหวังการยอมรับหรือเสียงตบมือจากมนุษย์ได้

– ก่อนหน้านี้น้องๆยังสัมพันธ์ดีกับพระเยซู แต่ไม่กี่เดือนต่อมาก็ ดูถูก ตำหนิ เสียดสีพระเยซู

– หากเราให้ การยอมรับ การชมเชย การตำหนิ การปฏิเสธ ของคนรอบข้าง มีผลต่อชีวิตของเรา ชีวิตเราจะไม่มีทางมีความสุขที่ยั่งยืนได้เลย เพราะว่าคนรอบข้างของเราเปลี่ยนไปทุกวัน

– จงให้ความสุขของเรา ตั้งอยู่บนการที่พระเจ้าทรงพอพระทัยในชีวิตของเรา เพราะนั่นจะเป็นฐานที่มั่นคงแข็งแรงที่สุดในชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:4 ) { ถูกเข้าใจผิด }

แนวคิด :

– พวกน้องๆ ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮา อย่างที่พระเยซูบอก เขาคิดว่าที่พระเยซูพูดและทำสิ่งต่างๆนั้น เพราะพระองค์อยากดัง

– พวกเขาจึงพูดกับพระเยซูว่า ถ้าอยากดังจริงๆ ก็ให้ไปที่แคว้นยูเดียสิ มีคนนิยมชอบพระองค์เยอะนี่นาที่นั่น จะได้ดังสมใจ

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อเรารับใช้พระเจ้า อาจมีคนเข้าใจผิด อาจมีคนมองเราผิดไป แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญ

– มนุษย์มองเราอย่างไรไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่พระเจ้าทรงมองเราอย่างไร นั่นต่างหากที่สำคัญ

– อย่ายอมให้ การถูกเข้าใจผิดเรา มายับยั้งเรา ในการกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:5 ) { แม้แต่คนใกล้ชิดที่สุด }

แนวคิด :

– ณ วันนั้น เหตุเพราะพระเยซูกระทำตามใจของพระบิดา คนทั้งหลายจึงเกลียดชัง ดูถูก ดูหมิ่นพระเยซู รวมทั้งคนที่ใกล้กับพระเยซูมากที่สุด อย่างพวกน้องๆก็ยังพูดไม่ดีกับพระเยซู และไม่วางใจในพระเยซู

– ผู้คนรอบข้างคงพูดถึงพระเยซูว่า “ดูสิขนาดน้องๆของเขายังไม่เชื่อเขา ยังไม่วางใจในเขาเลย เขามีหน้ามีเรียกให้คนอื่นวางใจเขาอีกหรือเนี่ย”

– แม้ในวันนี้น้องๆจะไม่เชื่อ ไม่วางใจในพระเยซู แต่ต่อมาภายหลังเขาก็หันกลับมายอมรับพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และดำเนินชีวิตเป็นสาวกของพระองค์ อาจไม่ใช่ทั้งหมดแต่อย่างที่แน่ๆมีอย่างน้อย 1 คน คือ ยากอบ

– (กท. 1:19) แต่​ว่า​ข้าพ​เจ้า​ไม่​ได้​พบ​อัคร​ทูต​คน​อื่น​เลย นอก​จาก​ยา​กอบ น้อง​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ในการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า อาจจะมีคนมากมายไม่เห็นด้วย หลายคนอาจต่อต้าน ขัดขวาง หรือแม้แต่คนที่ใกล้ชิดที่สุดของเรา ก็อาจไม่เข้าใจเรา

– ถ้าเราอยู่ในสภาวะเช่นนั้น จงรีบมาทูลต่อพระเยซู พระองค์ทรงเข้าใจเราอย่างดีที่สุด เพราะพระองค์เองก็เคยเผชิญสถานการณ์เช่นนั้นเหมือนกัน

– แม้คนไม่เข้าใจ คนต่อต้าน ขัดขวาง แต่พระเยซูยังคงทำตามน้ำพระทัยของพระบิดาต่อไป และในท้ายที่สุดคนเหล่านั้นก็เข้าใจความจริง และหันมาติดตามพระเยซู

– ในทำนองเดียวกัน หากเรายังคงสัตย์ซื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าต่อไป สักวันหนึ่ง อีกไม่นานเกินไปนัก คนเหล่านั้นจะเข้าใจความจริงอย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:6 ) { ยังไม่ถึงเวลา }

แนวคิด :

– เมื่อพวกน้องๆบอกให้พระเยซูไปยังแคว้นยูเดีย พระเยซูตอบพวกเขาว่า เวลาที่พระองค์จะสำแดงตัวยังมาไม่ถึง จึงยังไม่ใช่เวลาที่จะยังยูเดียในตอนนี้

– เพราะพระเยซูกำลังทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา สิ่งที่พระเยซูทรงทำจึงเป็นที่เกลียดชังต่อคนที่อยู่ฝ่ายโลก(ข้อ7) คนเหล่านั้นจึงหาโอกาสจะฆ่าพระองค์ ดังนั้นการเปิดเผยตัวเองของพระองค์จึงอ่อนไหวต่อสถานการณ์มาก พระองค์ต้องรอกระทำตามเวลาของพระบิดาเท่านั้น ไม่ใช่ตามใจปรารถนาของตนเอง

– แต่สำหรับพวกเขา โลกไม่ได้เกลียดชังพวกเขา ดังนั้นเวลาที่เขาจะไปยูเดีย จะไปเมื่อใดก็ได้

การประยุกต์ใช้ :

– การทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า มีความยากและอันตรายอยู่รอบข้าง จากศัตรูของคริสเตียน ที่จะขัดขวางเรา ไม่ให้เราสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้

– ศัตรูเหล่านั้น ได้แก่ มารซาตาน , เนื้อหนังของเรา และโลกนี้

– ทางเดียวที่เราจะสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ คือ ทำตามอย่างพระเยซู ด้วยการ ทำทุกอย่างตามจังหวะเวลาของพระเจ้า

– ด้วยการ ทูลถามพระเจ้าเสมอ ทูลขอการทรงนำเสมอในทุกๆการตัดสินใจ เพื่อเราจะอยู่ตรงจุดศูนย์กลางแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าเสมอ ในทุกการกระทำของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:7 ) { ถูกโลกเกลียด }

แนวคิด :

– พระเยซูตรัสกับพวกน้องๆของพระองค์ว่า ระบบของโลกนี้ไม่มีสาเหตุที่จะต้องเกลียดพวกเขา เพราะพวกเขามีความคิดและหลักการเดียวกันกับวิธีแห่งโลกนี้

– แต่โลกเกลียดชังพระเยซู เพราะว่า มีความคิดและหลักการที่ขัดแย้งกับระบบของโลก และชีวิตของพระเยซูยิ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าระบบของโลกนั้นชั่วร้าย

การประยุกต์ใช้ :

– ถ้าเราทำตามวิถีแห่งโลกนี้ คนในโลกนี้ก็จะชมเรา ยกย่องเรา เช่น “โอ้ว!!!นายนี่โกหกได้แนบเนียนจริงๆ นับถือๆ”

– แต่ถ้าเราทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เราสามารถคาดหวังได้เลยว่า ในไม่ช้า เราจะถูกตำหนิ และถูกเกลียดชัง “ทำไมแกมันโง่ขนาดนี้วะ ทำแบบนี้เมื่อไหร่จะรวยวะ”

– วันนี้ ถ้าเราตามน้ำพระทัยของพระเจ้า แล้วถูกเกลียดหรือถูกตำหนิ จงภูมิใจเพราะเราได้มีโอกาสแบกกางเขนแบบเดียวกันกับพระเยซูแล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:8 ) { ทำตามกำหนดเวลา }

แนวคิด :

– พวกน้องๆบอกให้พระเยซูขึ้นยังเยรูซาเล็ม เพื่อร่วมเทศกาลอยู่เพิง เพราะตามความคิดของพวกเขา ถ้าพระเยซูอยากดัง นี่เป็นโอกาสทองที่จะดังสมใจ

– พระเยซูตอบพวกเขาว่า นั่นยังไม่ถึงเวลาของพระองค์ ที่จะขึ้นไปในขณะนั้น

– ในสายตาของมนุษย์ นั่นน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะขึ้นไปร่วมงานเทศกาล แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์มีเวลาที่เหมาะสมกว่านั้น

การประยุกต์ใช้ :

– “เพราะ​ฟ้า​สวรรค์​สูง​กว่า​แผ่น​ดิน​โลก​อย่างไร ทาง​ของ​เรา​ก็​สูง​กว่า​ทาง​ของ​พวกเจ้า และ​ความ​คิด​ของ​เรา​ก็​สูง​กว่า​ความ​คิด​ของ​เจ้า​อย่าง​นั้น” (อสย. 55:9)

– บ่อยครั้งที่เราคิดว่า นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ควรต้องเกิดขึ้นเวลานี้ ถ้าเกิดช้ากว่านี้จะไม่ทันการณ์แล้วนะ

– แต่พระเจ้ามีแผนการที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะคิดได้ จงวางใจในพระองค์

– พระเยซูทรงทำทุกสิ่ง รวมถึงการไปหรือไม่ไปที่ใดๆ โดยการทรงนำของพระวิญญาณสุทธิ์ เพื่อจะทำตามพระทัยของพระบิดา

– เราทั้งหลายมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ สถิตอยู่ภายในเรา พระองค์ประสงค์ที่จะสอน นำทาง นำพา ชีวิตของเราไปตามทางแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าเช่นกัน

– ไม่ว่าจะคิด หรือ จะทำสิ่งใด จงปรึกษาพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:9 ) { ยังอยู่ต่อไป }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูบอกให้พวกน้องๆขึ้นไปงานเทศกาลแต่พระองค์ยังไม่ไป เพราะเหตุผลบางอย่างแล้ว หลังจากนั้นพระเยซูก็อยู่ที่แคว้นกาลิลีต่อไปอีกระยะหนึ่ง

– พระองค์อยู่ต่อที่แคว้นกาลิลี ทั้งที่คนจำนวนมากกำลังไปที่แคว้นยูเดีย ซึ่งมองตามหลักการและเหตุผลของมนุษย์แล้ว พระองค์เหมาะมากที่จะไปประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าที่นั่น เพราะจะมีคนได้ยินมากมายเลยทีเดียว และงานเทศกาลก็มีแค่เพียงไม่กี่วัน สมควรรีบขึ้นไปโดยเร็ว จะได้มีเวลาประกาศได้หลายๆวันอย่างเต็มที่

– แต่พระเยซู อยู่ต่อไป ไม่ไปที่นั่น จนกว่าพระบิดาจะบอกให้ไป

การประยุกต์ใช้ :

– บ่อยครั้งที่เราคิดไปเองว่า ต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง ไม่อาจอยู่ที่เดิมนี้ ตำแหน่งเดิมนี้ บทบาทเดิมนี้ ต่อไปอีกได้แล้ว

– เราคิดไปว่า หากเราก้าวออกไปทำอะไรบางอย่าง มันต้องดีกว่านี้แน่ๆ

– แต่ส่วนใหญ่ วิธีคิดของพระเจ้าไม่เหมือนวิธีคิดของมนุษย์

– “เพราะ​ความ​คิด​ของ​เรา​ไม่​ใช่​ความ​คิด​ของ​เจ้า และ​ทาง​ของ​พวกเจ้า​ก็ไม่​ใช่​ทาง​ของ​เรา” พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​ดัง​นี้​แหละ(อสย. 55:8)

– จงรอคอยพระเจ้า จงถามพระเจ้า แล้ว รอคอยสัญญาณจากพระองค์

– “แต่​ส่วนเจ้า จง​กลับ​มา​หา​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า จง​รัก​ษา​ความ​เมต​ตา​และ​ความ​ยุติ​ธรรม และ​จง​รอ​คอย​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า​อยู่​เสมอ” (ฮชย. 12:6)

– “…​คน​ที่​เร่ง​เท้า​ก็​มัก​ผิด​พลาด” (สภษ. 19:2)

– จงเรียนรู้ที่จะ ถาม สังเกต รับรู้สัญญาณจากพระเจ้า รอคอยพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงนำเราไปในวิถีราบรื่น เกิดผล และเป็นพร ในเวลาของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:10 ) { จงสงบ ในเวลาที่ควรสงบ }

แนวคิด :

– พระเยซูบอกพวกน้องๆว่ายังไม่ขึ้นไปในงานเทศกาล แต่หลังจากพวกน้องๆไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปด้วย

– พระเยซูจงใจเสด็จไปอย่างเงียบๆ ไม่เอิกเกริก ไม่ใช่เพราะพระองค์กลัวพวกยิว  อีกไม่กี่เดือนหลังจากนี้ช่วงเทศกาลปัสกาพระองค์ก็จะเสด็จเข้าเยรูซาเล็มอย่างเปิดเผย

– แต่เพราะว่าพระองค์ตามวาระ ตามจังหวะ ที่พระบิดาทรงกำหนดไว้

– ไม่ใช่กลัวตาย แต่เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะตาย

– การไปครั้งนี้พระองค์ไม่เปิดเผยพระองค์เอง จนกระทั่งถึงกลางเทศกาล(ข้อ14)

การประยุกต์ใช้ :

– การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่การทำอะไรเยอะๆ ไม่ใช่การทำอย่างไรให้มีคนรับรู้หรือได้ยินหรือรับรู้สิ่งที่เราทำ เราสอน หรือ เราเทศนา ให้มากที่สุด

– แต่เป็นการทำตามจังหวะเวลาของพระเจ้า

– บางครั้งพระเจ้าให้เงียบ ให้สงบ ให้นิ่ง เราก็ไม่ควรวิ่ง ไม่ควรพยายามทำโน่นทำนี่ ควรคอยสังเกต คอยฟังสัญญาณและการทรงนำจากพระเจ้าว่า เวลานี้พระองค์ประสงค์ให้เราทำอย่างไร

– มีเวลาที่สมควรทำอย่างเปิดเผย แต่การเปิดเผยในช่วงที่ยังไม่ถีงเวลา มักจะสร้างปัญหามากกว่าเป็นประโยชน์

– จงทำตามจังหวะของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:11 ) { มองหาพระเยซู }

แนวคิด :

– พวกยิวในข้อนี้ ไม่ได้หมายถึง ฝูงชน(ข้อ12) หรือ ชาวกรุงเยรูซาเล็ม(ข้อ25) แต่หมายถึง ผู้นำยิวในเยรูซาเล็ม

– พวกเขามองหาพระเยซู เพราะคาดหวังว่าพระเยซูต้องมาในงานเทศกาลสำคัญนี้แน่ เพราะเป็นธรรมบัญญัติสั่งว่าให้ผู้ชายทุกคนมาร่วมงานเทศกาล

– พวกเราไม่ได้ถามว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธ อยู่ที่ไหน?” แต่ ถามว่า “คน​นั้น​อยู่​ที่​ไหน?” ในพระคัมภีร์หลายครั้ง พบสำนวนแบบนี้เมื่อกล่าวถึงบางคนที่คนพูดกำลังมุ่งร้ายคนนั้น เช่น

> พี่ๆของโยเซฟไม่ได้เรียกเขาว่า โยเซฟ แต่เรียกว่า “เจ้าช่างฝัน”

>> (ปฐก. 37:19) พวก​เขา​พูด​กัน​ว่า “ดูนี่ เจ้า​ช่าง​ฝัน​กำลัง​มา​แล้ว

> ซาอูลไม่ได้เรียกชื่อดาวิด แต่เรียกว่า บุตรของเจสซี

>> (1ซมอ. 20:27) …​ซาอูล​ก็​ตรัส​กับ​โย​นา​ธาน​ราช​บุตร​ของ​พระ​องค์​ว่า “ทำไม​บุตร​เจสซี​ไม่​ได้​มา​รับ​ประ​ทาน​อาหาร ทั้ง​วาน​นี้​และ​วัน​นี้”

– ท่าทีของพวกยิวกำลังมองหาพระเยซูด้วยมุ่งร้ายต่อพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :

– บางคนมาหาพระเยซู เพราะอยากรู้จักพระองค์ อยากให้พระองค์ช่วย ปรารถนาให้พระเยซูเป็นเจ้านายและผู้ช่วยในชีวิตของเขา คนเหล่านั้นจะไม่ผิดหวังเลย

“…​ผู้​ที่มา​หา​เรา เรา​ก็​จะ​ไม่​ทิ้ง​เขา​เลย​” (ยน. 6:37)

– แต่บางคนมาหาพระเยซู ด้วยแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง เช่น เพื่อจับผิด , เพื่อหาประโยชน์ในธุรกิจการค้าของเขา , เพื่อหาแฟน , เพื่อใช้พระเยซูเป็นเครื่องมือทำให้แผนการของเขาสำเร็จ คนเหล่านั้นแม้เขาจะได้พบกับพระเยซู แต่พวกเขาก็ยังจะไม่ได้รับพระพรจากการพบพระเยซูอยู่ดี

– วันนี้อะไรเป็นแรงจูงใจของเรา ในการแสวงหาพระเยซู?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:12 ) { พระเยซูคือใคร? }

แนวคิด :

– ขณะที่พวกยิวกำลังมองหาพระเยซู ฝูงชนก็พุดคุยเรื่องของพระเยซูกันอย่างมากมาย

– แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ

>> กลุ่มหนึ่งคิดว่าพระองค์ดี อย่างน้อยก็เป็นคนดี

>> อีกกลุ่มคิดว่าพระองค์ชั่ว หรือพยายามบอกคนอื่นว่าพระองค์ชั่ว

– แต่ทั้งสองกลุ่ม ไม่ถูกทั้งคู่ เพราะพวกเขาพยายามคิดว่าพระเยซูเป็นใคร โดยไม่มีประสบการณ์เป็นส่วนตัวกับพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ พระเยซูคือใครสำหรับชีวิตของเรา?

– เราไม่มีทางตอบคำถามได้ถูกต้องอย่างจริงใจได้ จนกว่าเราจะมีประสบการณ์กับพระเยซู ในฐานะนั้นๆในชีวิตของเรา

– พระเยซูทรงเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงเยียวยารักษา ร่างกาย จิตใจ และวิญญาณของเรา
– พระเยซูทรงเป็นความสว่าง ผู้นำเราออกจากความมืดมิด และมืดมนของชีวิต

– พระเยซูทรงเป็นสหายเลิศ ผู้อยู่เคียงข้างและไม่เคอทอดทิ้งเราเลย ไม่ว่าเราจะไม่เอาไหนสักเพียงใด

– พระเยซูทรงเป็น………………………………… (ช่องว่างนี้สำหรับคุณ)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:13 ) { ไม่กล้าพูดอย่างเปิดเผย }

แนวคิด :

– คนเหล่านั้นในเยรูซาเล็มไม่กล้าพูดถึงเรื่องของพระเยซู อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกยิว เนื่องจากคนเหล่านั้นไม่อยากให้พวกยิวคิดว่าพวกเขาเกี่ยวข้องใดๆกับพระเยซู

– พวกเขารู้ว่าผู้นำศาสนาของยิวเกลียดชังพระเยซู พวกเขาจึงไม่อยากเกี่ยวข้องกลัวว่าอาจโดนพาดพิง โดนลูกหลงได้

การประยุกต์ใช้ :

– พวกคนเหล่านั้นไม่กล้าพูดเรื่องของพระเยซูอย่างเปิดเผย เพราะพวกเขาไม่ได้มีประสบการณ์กับพระเยซูจริงๆ

– มีคนกลุ่มหนึ่งที่กล้า พูดเรื่องพระเยซู อย่างเปิดเผย

>> คงไม่ใช่เหล่าสาวกช่วงก่อนพระเยซูถูกตรึง เพราะตอนพระเยซูถูกจับพวกเขาหนีกันไปหมด แม้เปโตรจะตามไปดู ในที่สุดก็ปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่ารู้จักพระเยซูถึง 3 ครั้ง ดังนั้นการรู้จัก รู้เรื่องราว ได้ฟังคำสอน เห็นการอัศจรรย์ ก็ไม่ได้ทำให้ใครสักคนกล้าพูดเรื่องพระเยซูอย่างเปิดเผย

>> ไม่น่าจะใช่เหล่าสาวกช่วงหลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย เพราะหลังจากนั้น พวกเขายังหลบๆแอบอธิษฐานกันในห้องชั้นบนอย่างลับๆ ดัง

นั้น การรู้ว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วก็ดูเหมือนยังไม่พอให้คนเหล่านั้นกล้าพูดเรื่องพระเยซูอย่างเปิดเผย

>>>> แต่เป็นบรรดาสาวกผู้เชื่อวางใจในพระเยซู หลังจากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาในกิจการ บทที่2 เพราะตั้งแต่นั้นมาสาวกทั้งกล้าพูดถึงเรื่องพระเยซูอย่างเปิดเผยไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย ดังนั้นผู้เดียวที่จะทรงช่วยเราทั้งหลายให้กล้าพูดเรื่องของพระเยซูอย่างกล้าหาญ อย่างเปิดเผย อย่างไม่กลัวเกรงใคร ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์

– วันนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์เติมเต็มในชีวิตของคุณแล้วหรือยัง? หรือก็คือ วันนี้ ในชีวิตของเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จริงๆแล้วหรือยัง?

– เราสามารถสังเกตตัวเอง ในเรื่องนี้ได้จาก ความกล้าพูดเรื่องของพระเยซูอย่างเปิดเผย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:14 ) { ทำเมื่อถึงเวลา }

แนวคิด :

– ก่อนหน้านี้พระเยซูบอกกับพวกน้องๆว่ายังไม่ขึ้นมาในงานเทศกาล เพราะยังไม่ถึงเวลาของพระองค์

– พอถึงกลางเทศกาล(ซึ่งน่าจะเป็นวันที่4 ของ 8 วันเทศกาลอยู่เพิง) พระเยซูก็เริ่มเปิดเผยพระองค์เอง และเริ่มสั่งสอนในพระวิหารที่เยรูซาเล็ม

– พระองค์มีเหตุผลของพระองค์ จึงรอจนถึงวันนี้ แล้วค่อยเปิดเผยพระองค์ในงานเทศกาล เราไม่อาจเข้าใจได้ แต่เรารู้ได้ว่า พระเยซูทำตามจังหวะเวลาของพระบิดา

– พระเยซูสั่งสอนอย่างเปิดเผยในพระวิหาร ทั้งๆที่ทรงรู้พวกยิวคอยหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้พระองค์งดสั่งสอนในพระวิหาร

– เหตุผลเดียวที่พระเยซูไม่ปรากฏตัวก่อนหน้านี้คือ ยังไม่ถึงเวลาที่พระบิดากำหนดไว้

การประยุกต์ใช้ :

– แบบอย่างของการรับใช้ของพระเยซู คือ การชอบหรือไม่ชอบ การสนับสนุนหรือการต่อต้าน ของมนุษย์ ไม่มีผลต่อพระองค์ในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไร

– พระองค์ทำสิ่งเดียว คือ ทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา

– วันนี้ เราสามารถทำตามพระทัยพระบิดาได้ โดยการอ่านพระคำอย่างถ่อมใจ แล้วยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงพระทัยของพระบิดาให้แก่เรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:15 ) { สิ่งบดบังพระคำ }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูทรงสอน พวกยิวประหลาดใจกันใหญ่ ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นดีใจ ได้ยินคำสอนพระธรรมที่แสนวิเศษ แต่เพราะไม่รู้ว่าพระเยซูไปเรียนจากที่ไหนมา ทำไมถึงสอนเก่ง สอนดีกว่าพวกเขาได้

– เพราะความเย่อหยิ่งของพวกเขา ปิดบังตาใจของเขา ทำให้ไม่ได้รับพระพรจากพระคำของพระเจ้าที่ได้ยิน พวกเขาสนใจ ชื่อเสียงและการยอมรับ มากกว่า ความเข้าใจในพระคำของพระเจ้า

– เขามัวแต่สนใจว่า แย่แล้ว!!! มีคนเก่งกว่าฉันแล้ว เขาไปเรียนมาจากไหน

– โดยปกติ ก่อนที่​คนยิว​ จะ​เป็น​อาจารย์ ​จะต้อง​เรียน​จาก​อาจารย์​ท่าน​อื่นมา​ก่อน ​เช่น ​อ.เปาโล เรียนจาก กามาลิเอล (กจ. ​22:3​) หรืออาจารย์ที่เก่งมักเรียนจากโรงเรียนศาสนศาสตร์ของรับบี ในกรุงเยรูซาเล็ม แต่พระเยซูไม่ได้เรียนจากอาจารย์เหล่านั้นเลย

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้เมื่อเรารับฟังพระคำของพระเจ้า มีอะไรปิดบังเรา ไม่ให้ได้รับพระพรจากพระคำขอพระเจ้า อยู่บ้าง? จงเอามันออกไปเสีย

> อาจจะเป็น ความคิดว่า “จะเอาไปสอนต่อใครดี จะสอนต่ออย่างไรดี จะเอาไปแชร์ที่ไหนดี”

> อาจจะเป็น ความคิดว่า “โอ้ว!!! พวกนี้เรารู้แล้ว เคยได้ยินแล้ว เคยอ่านมาแล้ว”

> อาจจะเป็น ความคิดว่า “ไอ้คนที่พูดเป็นใครกัน? เราเก่ง ฉลาด และเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณมากกว่าเขาตั้งเยอะ”

> อาจจะเป็น ความคิดว่า “เรื่องนี้ก็ดีนะ แต่มันไม่เกี่ยวกับฉันหรอก”

> อาจจะเป็น ความคิดว่า “มันยากเกินไป ฉันคงทำไม่ได้หรอก พระคำตอนนี้”

เป็นต้น

– สิ่งที่บดบังพระคำของพระเจ้า ไม่ว่ามันเป็นอะไร โยนมันทิ้งไป แล้วถ่อมใจลง เปิดใจต่อพระคำของพระเจ้า นำมาใช้ในชีวิต แล้วประตูพระพรแห่งการทำตามพระคำของพระเจ้า จะเปิดอ้าออกสำหรับเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:16 ) { มาจากพระบิดา }

แนวคิด :

– พระเยซูตอบข้อสงสัยของข้อ 15 ว่า คำสอนของพระองค์ที่พวกเขาได้ยินนั้น ไม่ได้เริ่มต้นมาจากพระองค์เอง แต่เริ่มมาจากพระบิดา ทรงมอบมาให้พระองค์กล่าว

– ไม่จำเป็นต้องมีครูที่เป็นมนุษย์สอนพระองค์ แต่พระบิดาทรงมอบคำสอนนี้แด่พระองค์ พระองค์มาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระบิดาเท่านั้น รวมทั้งสอนเฉพาะสิ่งที่พระบิดาให้สอนเท่านั้น

– เคล็ดลับสำคัญ(ซึ่งจะกล่าวในข้อต่อมา) คือ เพราะพระเยซูมาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระบิดา พระเยซูจึงรับรู้ว่าพระบิดาต้องการสิ่งใด

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ คำสอนของเรา มาจากไหน? ริเริ่ม มาจากความคิดของเราเอง หรือมาจากพระบิดา

– พระเยซูวางแบบอย่างให้แก่เรา คือ พระองค์สอน เฉพาะสิ่งที่พระบิดาให้สอน

– เราก็ควรทำเช่นนั้นเหมือนกัน (จะทำอย่างไร เฉลยอยู่ในข้อถัดไป)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:17 ) { เคล็ดลับรู้ใจพระเจ้า }

แนวคิด :

– พระเยซูให้เคล็ดลับสำคัญ ที่จะสามารถแยกแยะได้ว่า อะไรเป็นมาจากพระเจ้า หรือ มนุษย์คิดเอง หรือ ตัวเองคิดไปเอง คือ…

– ถ้าใครตั้งใจที่จะทำตามความตั้งใจของพระเจ้า จะรู้ใจพระเจ้าได้

– “ตั้งใจ” ในข้อนี้ในภาษาเดิมเป็นปัจจุบันกาล แปลว่า ตั้งใจวันนี้เลย

– “จะรู้” ในข้อนี้ในภาษาเดิมเป็นอนาคตกาล แปลว่า อาจจะยังไม่รู้ ณ ตอนนี้แต่ต่อไปจะรู้อย่างแน่นอน

การประยุกต์ใช้ :

– หากเราตั้งใจอย่างจริงใจ ที่จะไม่ทำตามใจของตนเอง แต่จะทำตามใจของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเปิดเผยให้เรารู้อย่างแน่นอนว่า อะไรคือความตั้งใจของพระเจ้าที่อยากให้เราทำ

– ตั้งใจอย่างจริงใจ จะรู้น้ำพระทัย

– “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ตั้งใจ จะทำตามใจพระองค์ ไม่ตามใจของตนเอง ขอทรงสอนข้าพระองค์ด้วยเถิด ว่า ครั้งนี้ข้าพระองค์ควรทำเช่นใด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:18 ) { ถวายเกียรติแด่พระเจ้า }

แนวคิด :

– พระเยซูกล่าวถึง วิธีง่ายๆที่จะแยกแยะ คน 2 ประเภท

1. คนที่พูดตามใจของตนเอง ซึ่งเป็นคนหลอกลวง เป็นผู้สอนที่เต็มไปด้วยการอธรรม

2. คนที่พูดตามพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นคนจริง(สัตย์ซื่อ พูดจริงทำจริง) เป็นผู้สอนที่ปราศจากการอธรรม

– วิธีแยะแยะ คือ เขาแสวงหาเกียรติให้กับตนเอง หรือ แสวงหาที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้า

– พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี สอนธรรมบัญญัติและพิธีกรรมทางศาสนามากมาย เพื่อให้ตนเองได้รับการยกย่อง

– พระเยซูสอนสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระบิดา ซึ่งจะทำให้พระบิดาได้รับพระเกียรติ (ในบทนี้ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าพระเยซูทรงสอนอะไร แค่บอกว่า เมื่อสอนแล้ว พวกยิวพากันประหลาดใจว่า ทำไมสอนได้ดีขนาดนี้ ในข้อ 15)

การประยุกต์ใช้ :

– ง่ายนิดเดียวที่จะสังเกตได้ว่า วันนี้สิ่งที่เราทำ เราทำตามพระประสงค์ของพระบิดา หรือ เราทำตามใจของตัวเราเอง

– สังเกตได้ด้วยคำถามง่ายๆว่า “การกระทำนี้ใครได้รับเกียรติ?”

– แต่ก่อนที่จะด่วนสรุปว่า เราทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า ควรพิจารณาลึกเข้าไปในจิตใจของตนเองก่อนว่า

“เราทำเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าจริงหรือ?”

– ถ้าสิ่งที่เราทำวันนี้ แทนที่คนจะชม แต่ คนด่า เรายังจะทำต่อไปอีกไหม?

– ถ้าสิ่งที่เราทำวันนี้ แทนที่คนจะตบมือให้ แต่ คนกลับดูถูก เหยีดหยาม เรายังจะทำต่อไปอีกหรือไม่?

– สิ่งที่เราทำวันนี้ ผู้คนที่รับรู้ เขาตบมือให้ใคร? พระเจ้า หรือ ตัวเรา

– “ผู้ที่ทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า ผู้นั้นแหละเป็นผู้กระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:19 ) { ภูมิใจแต่ไม่ทำตาม }

แนวคิด :

– พวกยิวภาคภูมิใจว่ามีบัญญัติของโมเสส พวกยิวเห็นพระเยซูรักษาโรคในวันสะบาโต พวกเขาคิดว่าผิดบัญญัติของโมเสส ดังนั้นพวกเขาจึงหาทางที่จะฆ่าพระเยซู(ยน.5:15,18)

– พระเยซูทรงตำหนิพวกเขาว่า เขาภูมิใจที่พวกเขามีบัญญัติของโมเสส แต่ พวกเขากลับไม่ทำตามบัญญัติของโมเสสนั้น (อยพ.20:13 อย่าฆ่าคน) พวกเขาพยายามจะฆ่าพระเยซู เพราะเหตุพระเยซู มีความคิดเรื่องบัญญติของพระเจ้าแตกต่างจากพวกเขา

การประยุกต์ใช้ :

– เป็นการดีที่เราได้อ่านพระคัมภีร์ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่เรามีพระคำของพระเจ้า

– แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การกระทำตามพระคำของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของเรา

– วันนี้ เราได้ทำอะไรบ้าง ที่เป็นการประพฤติตามพระคำของพระเจ้าในชีวิต?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:20 ) { ตอบสนองคำเตือน }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูตำหนิพวกเขาว่า ภูมิใจในบัญญัติโมเสส แต่ไม่ยอมทำตามบัญญัตินั้น แทนที่พวกเขาจำรับฟัง สำนึก สารภาพบาป กลับใจ

-พวกเขากลับตำหนิพระเยซู ว่า เป็นคนมีผีสิง (หรือหมายถึง เป็นคนบ้า คนเสียสติ อย่างใน ยน.10:20)

– เหตุผลที่พวกเขาตำหนิพระเยซู เช่นนั้น เพราะพระเยซูพูดว่า “พวกท่านหาโอกาสฆ่าเราทำไม?” ซึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้แผนการปองร้ายพระเยซูเนื่องจากเขาเป็นยิวมาจากที่อื่นเช่นจากกาลิลี หรือ อาจจะเป็นเพราะแกล้งไม่รู้เพื่อจะพูดเฉไฉออกไปเนื่องจากในข้อ 13 บอกว่า “​ไม่​มี​ใคร​กล้า​พูด​ถึง​พระ​องค์​อย่าง​เปิด​เผย​เพราะ​กลัว​พวก​ยิว” ดังนั้นพวกเขาน่าจะรู้ จึงกลัวพวกยิว

– อย่างไรก็ตามประเด็นในข้อนี้คือ เมื่อถูกเตือน แทนที่จะกลับใจ กลับไปหาช่องตำหนิคนอื่น เช่นนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับคำเตือน

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ หากเราได้รับคำเตือนจากพระเจ้า โดยทางหนึ่งทางใด (จากพระคำของพระองค์ จากการฟังคำเทศนา จากพี่น้องคริสเตียน) อย่าให้เราพยายามหาข้อแก้ตัว หรือ โทษนั่นโทษนี่ โทษคนอื่นสารพัด แต่ให้เราถ่อมตัวลง สารภาพต่อพระเจ้า แล้วรับการอภัย ขอกำลังจากพระองค์ที่จะปรับปรุงตัว แล้วเริ่มต้นใหม่

– คำเตือนจะเป็นประโยชน์หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับท่าทีที่เราตอบสนองต่อคำเตือนนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:21 ) { ไม่รู้จึงเข้าใจผิด }

แนวคิด :

– พระเยซูตอบฝูงชนว่า พระเยซูทำแค่สิ่งเดียว คือรักษาโรคคนป่วยมา 38 ปีที่สระเบธซาธา ในวันสะบาโต(ยน.5:1) เพียงแค่นั้นพวกเขาก็ประหลาดใจกันมากมายว่า “ทำไมชายคนนี้กล้าดียังไง ที่ทำการรักษาโรคในวันสะบาโต?”

– เหตุที่พวกเขาประหลาดใจ เพราะพวกเขาไม่เข้าใจหัวใจของพระเจ้าจริงๆว่าพระองค์ประสงค์อะไร ซึ่งพระเยซูกำลังจะกล่าวอธิบายเรื่องนี้ในข้อต่อๆมา

การประยุกต์ใช้ :

– หากเราไม่เข้าใจ หรือไม่ใส่ใจในพระลักษณะของพระเจ้า เมื่อเราเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ แทนที่เราจะยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เราอาจจะตอบสนองในทิศทางตรงกันข้ามแทนก็เป็นได้

– เช่น ถ้าเราไม่รู้ว่า พระเจ้ารักเราจริงๆ เมื่อพระองค์อนุญาตให้เราต้องสูญเสียบางอย่างไป หรือเผชิญกับสถานการณ์บางอย่าง เราก็โกรธพระเจ้าว่า “ทำไมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเรา” เป็นต้น

– เราสามารถเรียนรู้พระลักษณะของพระเจ้าได้ จากพระคำของพระองค์ เมื่ออ่านพระคำลองค้นดูให้พบสิ ว่า พระเจ้าของเรามีพระลักษณะ มีนิสัย เช่นใด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:22 ) { บางอย่างสำคัญกว่า }

แนวคิด :

– พระเยซูชี้ให้ฝูงชนแห็นว่า พวกเขาไม่เข้าใจความหมายของธรรมบัญญัติจริงๆ

– โมเสสสั่งให้เข้าสุหนัตเด็กชายทุกคนเมื่ออายุได้ 8 วัน “ใน​วัน​ที่​แปด​ให้​ตัด​หนัง​ปลาย​องค​ชาต​ของ​เด็ก​นั้น เพื่อ​เข้า​สุหนัต” (ลนต. 12:3)

– ซึ่งคำสั่งนี้ไม่ใช่ของโมเสส แต่มีมาก่อนโมเสสตั้งแต่สมัยอับราฮัมแล้ว “นี่​เป็น​พันธ​สัญ​ญา​ของ​เรา​ซึ่ง​พวก​เจ้า​จะ​ต้อง​รักษา​ระหว่าง​เรา​กับ​พวก​เจ้า และ​เชื้อ​สาย​ต่อ​มา​ของ​เจ้า คือ​ผู้​ชาย​ทุก​คน​จะ​ต้อง​เข้า​สุหนัต” (ปฐก. 17:10)

– แต่เมื่อทำตามคำสั่งนี้ จะมีเด็กบางคนที่อายุ 8 วัน ในวันสะบาโต แสดงว่า เขาจะเข้าสุหนัตเด็กนั้นในวันสะบาโต

– หมายความว่า มีบางอย่างสำคัญกว่า การถือรักษากฏของวันสะบาโตอย่างเคร่งครัด

– พันธสัญญาของพระเจ้า สำคัญกว่า ธรรมบัญญัติ

การประยุกต์ใช้ :

– มีบางอย่างสำคัญกว่าบางอย่าง

– การถือรักษากฏกติกาแบบไม่ยืดยุ่นให้สอดคล้องกับพระลักษณะของพระเจ้า กฏกติกานั้นจะไร้ชีวิต แล้วแทนที่กติกานั้นจะเป็นพระพร กลับสร้างความหายให้เกิดขึ้นแทน

– เช่น พวกเขาพยายามรักษากฏวันสะบาโต จนไม่พอใจที่พระเยซูสำแดงความรักของพระเจ้า รักษาคนป่วยในวันสะบาโตนั้น

– ในทำนองเดียวกัน การพยายามปฏิบัติตามกฏกติกาของคริสตศาสนาอย่างเคร่งครัด โดยละเลย ไม่ใส่ใจต่อพระลักษณะของพระเจ้า ต่อพระประสงค์ของพระเจ้า อาจทำให้เราสร้างปัญหาแทนที่จะเป็นท่อพระพร

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:23 ) { โกรธเราทำไม? }

แนวคิด :

– พระเยซูอธิบายแก่ฝูงชนว่า พวกเขาเองยังรู้ว่า ในวันสะบาโต สิ่งจำเป็นบางอย่างก็อนุญาตให้ทำได้ พวกเขาเข้าสุหนัตเด็กในวันสะบาโต เพื่อรักษากฏแห่งการเข้าสุหนัตเอาไว้

– แล้วทำไมเขากลับมาโกรธพระเยซู เมื่อพระเยซูรักษาคนในวันสะบาโต เพื่อรักษากฏแห่งความรักและพระเมตตา เอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า

– สำหรับพระเจ้าแล้วการสำแดงความรักเมตตา และ การรู้ใจพระเจ้า สำคัญและมีค่า มากยิ่งกว่าพิธีกรรมทั้งหลาย แม้แต่การถวายเครื่องบูชา

– “เพราะ​เรา​ประ​สงค์​ความ​เมต​ตา ไม่​ประ​สงค์​เครื่อง​สัตว​บูชา เรา​ประ​สงค์​ให้​รู้จัก​พระ​เจ้า ยิ่ง​กว่า​ประ​สงค์​เครื่อง​บูชา​เผา​ทั้ง​ตัว” (ฮชย. 6:6)

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ การกระทำใดๆของเรา ที่เราคิดว่า กำลังทำเพื่อพระเจ้า กำลังทำเพื่อรับใช้พระเจ้า การกระทำเหล่านั้นเราทำด้วยความรักและเมตตาต่อผู้อื่นอยู่หรือไม่?

– ระวัง อย่าเป็นเหมือนคนเหล่านั้น ที่สนใจแต่กฏบัญญัติ แต่กลับละเลยกฏที่สำคัญกว่า คือ กฏแห่งความรักและเมตตา

– วันนี้ เราทำอะไรบ้าง ที่สอดคล้องกับ กฏแห่งความรักและเมตตาของพระเจ้า?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:24 ) { พิจารณาอย่างเป็นธรรม }

แนวคิด :

– พระเยซูบอกกับฝูงชน ให้พวกเขาอย่าเพิ่งเชื่อตามที่ธรรมาจารย์และฟาริสีบอกว่า การรักษาโรคในวันสะบาโตเป็นสิ่งที่ผิด

– แต่ให้พิจารณาตามพระคำของพระเจ้า อย่างใจเป็นธรรม ก็จะเข้าใจความจริง

– เพราะในวันสะบาโต การเข้าสุหนัตเด็กก็ยังสามารถทำได้ ยิ่งกว่านั้นการสำแดงความรักและเมตตาต่อผู้อื่นยิ่งสมควรยิ่งกว่านั้นมากสักเพียงใด

การประยุกต์ใช้ :

– การฟังคำสอน ฟังคำแนะนำ เป็นสิ่งที่ดี แต่ เราไม่ควรเชื่อทั้งหมดในทันที

– เราควรพิจารณาตรวจสอบคำสอนเหล่านั้น ด้วยพระคำของพระเจ้า อย่างใจเป็นกลาง และขอความเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อเราให้เข้าใจเรื่องนั้น แบบตรงกับหัวใจของพระบิดา

– หลักการง่ายๆจากพระคัมภีร์คือ

“อย่า​ดู​หมิ่น​ถ้อย​คำ​ของ​ผู้​เผย​พระ​วจนะ จง​พิ​สูจน์​ทุก​สิ่ง สิ่ง​ที่​ดี​นั้น​จง​ยึด​ถือ​ไว้​ให้​มั่น”(1ธส. 5:20-21)

>> สรุปคือ ไม่ดูหมิ่น แต่ยังไม่เชื่อทันที ขอพิสูจน์ตรวจสอบด้วยพระคำของพระเจ้าก่อน ถ้าจริง ถ้าดี จงยึดเอาไว้ให้มั่น ถ้าไม่จริง ไม่ดี ก็โยนมันทิ้งไป แล้วลืมมันไปซะ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.7:25 ) { สนใจผิดเป้า }

แนวคิด :

– ชาวกรุงเยรูซาเล็ม เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นคนกลุ่ม คนละกลุ่มกับฝูงชนใน ยน. 7:20 (ฝูง​ชน​ตอบ​ว่า “ท่าน​มี​ผี​สิง​อยู่ ใคร​กัน​ที่​หา​โอ​กาส​จะ​ฆ่า​ท่าน?”)

– ฝูงชนที่มาจากที่อื่นไม่รู้ความมุ่งร้ายของผู้นำยิวที่จะฆ่าพระเยซู แต่ชาวเยรูซาเล็มรู้เรื่องนี้

– น่าประหลาดที่คนเหล่านี้ สามารถสังเกต ล่วงรู้ความประสงค์ของพวกยิวที่แอบวางแผนเพื่อจะหาโอกาสฆ่าพระเยซู แต่พวกเขากลับไม่สังเกต ไม่รับรู้ แผนการของพระเจ้าที่เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮา ผู้มาช่วยชนชาติของพระองค์ให้รอด

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ เราสามารถสังเกตและรับรู้ สถานการณ์ต่างๆรอบข้างได้ เช่น ช่วงนี้ของแพงขึ้นนะ ช่วงนี้เงินหายากจริง ช่วงนี้หุ้นกำลังขึ้น ช่วงนี้น้ำมันกำลังลง โดยใช้ความสามารถในการสังเกตและวิเคราะห์ของเราแต่ละคน

– วันนี้ถ้าเราใช้ความสามารถอย่างเดียวกัน และความตั้งใจพอสมควร เราจะสังเกตแผนการแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่พระเจ้าพยายามเปิดเผยแก่เราอย่างแน่นอน เพราะพระเจ้าเองประสงค์ที่จะสำแดงน้ำพระทัยของพระองค์แก่บุตรทั้งหลายของพระองค์เสมอ

– ชาวเยรูซาเล็มเหล่านั้นสนใจผิดเป้า พวกเขาสนใจว่าพวกผู้นำยิวคิดอะไร มากกว่าสนใจว่าพระเจ้าประสงค์สิ่งใด พวกเขาจึงไม่สังเกตเห็นพระประสงค์ของพระเจ้า

– วันนี้ เราสนใจที่จะรู้พระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา มากพอจนเริ่มลงทุน สังเกตและรับรู้แล้วหรือยัง?