แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:12) { รู้ว่าเป็นพระองค์ }

แนวคิด :

– เมื่อพวกสาวกขึ้นถึงฝั่งและเปโตรได้เอาปลาบางส่วนมาสมทบเพื่อทำอาหาร(ข้อ 11) พระเยซูจึงเชิญชวนพวกสาวกให้มาทานอาหารเช้าร่วมกันกับพระองค์

– พวกสาวกรู้ว่า ผู้ที่พูดกับเขาคือพระเยซู แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่แน่ใจ 100% ว่าเป็นพระเยซูจริงๆหรือเปล่า

– พวกเขาอยากจะถาม แต่ก็ไม่กล้าถาม ว่า พระองค์เป็นใครกันแน่

– สิ่งที่น่าสนใจมากในข้อนี้ คือ พวกสาวกทั้ง 7 คนนี้ได้พบกับพระเยซูแล้ว ถึง 2 ครั้ง หลังจากพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แต่ทำไมพวกเขายังไม่แน่ใจ100% อีกว่า คนที่พวกเขาพบนี้ เป็นพระเยซู

– ซึ่งเรื่องนี้ จากความรู้ของผมในตอนนี้ ไม่สามารถอธิบายได้ ปรากฏการณ์นี้ได้

– แต่ผมมีคำถามในใจว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ กายใหม่หลังจากเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู พระพักตร์อาจเปลี่ยนแปลงได้ (555 เรื่องนี้พระคัมภีร์ไม่ได้บอก แค่จินตนาการดูเฉยๆ)

การประยุกต์ใช้ :

– จากสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ ทำให้พวกสาวกรู้ว่า ผู้ที่กำลังพูดกับเขานั้นคือพระเยซู

– จากสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำในชีวิตของเรา ทำให้เรารู้แน่ว่า พระเยซูของเรานั้น พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว

โฆษณา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:11) { อวนก็ไม่ขาด }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูทรงบอกให้พวกสาวกเอาปลามาให้พระองค์บ้าง เพื่อปรุงอาหารเพิ่ม(ข้อ 12)

– เปโตรจึงกลับไปที่เรือ ไปยังอวนที่เขาละทิ้งมา เพราะรีบมาหาพระเยซู(ข้อ 7) เขากลับมาสนใจบรรดาปลาที่เขาละทิ้งมาอีกครั้ง เพื่อทำบางอย่างให้แด่พระเยซู นำปลาไปให้พระองค์

– ปลาที่จับมาได้ในครั้งนี้  มีถึง 153 ตัว ยอห์นบันทึกว่าเป็นปลาตัวใหญ่ๆ ซึ่งถ้ายอห์นผู้เป็นอดีตชาวประมง บอกว่าปลาตัวใหญ่ พวกมันคงตัวใหญ่จริงๆ ลองคำนวณเล่นๆ ถ้าตัวไม่ใหญ่มาก หนักสัก ตัวละ 2 ก.ก. น้ำหนักของปลาทั้งหมดรวมกัน เกือบ 300 ก.ก.

– แม้ปลาจะหนักถึงขนาดนั้น แต่อวนก็ไม่ขาด

การประยุกต์ใช้ :

– ก่อนหน้านี้เมื่อเปโตรชวนเพื่อนๆมาหาปลา อาจเพื่อธุรกิจ เพื่อเงิน แต่บัดนี้เปโตรเดินไปหาปลาพวกนั้นไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่อพระเยซู

– วันนี้ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจ การงานใดๆก็ตาม อย่าทำเพื่อเงิน แต่จงทำเพราะนั่นเป็นการถวายเกียรติแด่พระเยซู

– ปลามากขนาดนั้นอวนก็ไม่ขาด พระเจ้าทรงทราบดีว่า จำนวนปลามากเพียงใดที่อวนยังรับได้ ในทำนองเดียวกันพระองค์ทรงทราบดีว่า เวลานี้สิ่งที่พระองค์ประทานให้แก่เรานั้น เรารับได้มากเพียงใด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:10) { ขอปลาหน่อย }

แนวคิด :

– เมื่อพวกสาวกขึ้นมาถึงฝั่งพร้อมปลาจำนวนมาก ก็พบว่าพระเยซูได้เตรียมปลาย่างและขนมปัง ไว้ให้พวกเขาแล้ว(ข้อ 9)

– แล้วพระเยซูตรัสกับเขาว่า ให้เอาปลาที่เพิ่งจับได้เมื่อกี้มาบ้าง เพื่อทำเป็นอาหารร่วมกับปลาที่มีอยู่

– ช่างเป็นเกียรติที่พระเยซูประทานให้แก่พวกสาวก ที่พระองค์เปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมงานกับพระองค์ในการทำอาหารครั้งนี้ ทั้งที่พระองค์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพวกเขาเลยก็ได้

– แต่คิดดูสิ หากพวกสาวกปฏิเสธที่จะมอบปลาบางส่วนนั้นแก่พระเยซู จะเป็นการเสียมารยาทที่น่าเกลียดเพียงใด

– เช่น สาวกอาจบอกว่า นี่เราอุตส่าห์จับปลามาทั้งคืนนะกว่าจะได้พวกปลานี่มา ท่านไม่เห็นทำอะไรเลยจะให้เรานำมาให้ท่านอย่างนั้นหรือ โดยที่ลืมไปว่าที่จะปลาได้มากเพียงนี้ก็เพราะพระเยซูทรงช่วยพวกเขา

– หรืออาจจะกล่าวว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องให้ท่านเลย ท่านก็มีปลาอยู่แล้วนี่นา โดยลืมไปว่านั่นเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่พวกเขาจะมีสิทธิร่วมงานกับพระองค์

– หรือ อาจจะกล่าวว่า นี่มันของพวกเรา ทำไมเราจึงต้องให้ท่านด้วย โดยลืมไปว่าที่พระองค์ขอนั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพระองค์เอง แต่เพื่อพวกเขาต่างหาก และลืมไปว่าความจริงแล้วพระองค์ไม่จำเป็นต้องขออะไรจากพวกเขาเลยก็ได้

การประยุกต์ใช้ :

– กรณีสมมติข้างต้น ไม่เกิดขึ้นจริงกับพวกสาวก พวกเขาตอบสนองต่อพระเยซูอย่างสมควร

– แต่กรณีสมมติเหล่านั้นกลับเกิดขึ้นกับคริสเตียนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน

– พวกเขาไม่ยินดีถวายเงิน ถวายเวลา ถวายความสามารถ เพื่อจะร่วมงานกับพระองค์ ทั้งที่เป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงประทานแก่พวกเขา

– บางคนคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่ฉันอุตส่าห์ทุ่มเทหามาได้ด้วยตนเอง แต่เขาลืมไปว่า ความจริงแล้วพระเจ้าทรงอวยพระพรเขา

– บางคนคิดว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องถวายอะไรให้แก่พระองค์หรอก พระองค์มีเหลือเฟือ จะมายุ่งอะไรกับเงินทองและความสามารถเล็กๆน้อยๆของฉัน แต่เขาลืมไปว่า ความจริงแล้วพระองค์กำลังเชิญเขามาร่วมรับเกียรติอันยิ่งใหญ่

– บางคนคิดว่า การถวายของเขานั้นเพื่อประโยชน์ต่อพระเจ้า แต่เขาลืมไปว่า ความจริงพระเจ้าไม่จำเป็นต้องพึ่งเขาเลย แต่พระองค์เปิดโอกาสให้เขามอบถวายแด่พระองค์ก็เพื่อชีวิตของเขาเองจะได้รับพระพรมากมาย

– วันนี้ พระเยซูกำลังตรัสกับเรา ขอปลาที่เรามีนั้นให้พระองค์บ้าง เราจะตอบสนองต่อคำขอนี้อย่างไร?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:9) { พระเยซูจัดเตรียมให้เรา }

แนวคิด :

– เมื่อพวกสาวกใช้เรือลากอวนที่มีปลาอยู่เต็ม มาถึงฝั่งแล้ว เขาก็พบว่า พระเยซูได้เตรียมปลาย่างให้เขาเรียบร้อยแล้ว หนำซ้ำยังมีขนมปังเตรียมไว้ให้อีกด้วย

– ปลาที่พระเยซูกำลังเตรียมให้พวกเขานั้น ไม่ใช่ปลาที่พวกเขาเพิ่งจับได้ พระองค์เตรียมไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว

การประยุกต์ใช้ :

– พวกสาวกพยายามออกไปหาปลาแต่หาไม่ได้เลย แต่โดยความช่วยเหลือจากพระเยซู พวกเขาจับปลาได้มากมาย แต่ถึงกระนั้นแม้เขาจับปลาไม่ได้เลย พระเยซูก็เตรียมปลาให้เขาเป็นอาหารได้อยู่ดี และพระองค์เตรียมดียิ่งกว่า ต่อให้เขาจับปลาได้ คงได้แค่ปลา แต่นอกจากปลาพระเยซูยังเตรียมขนมปังให้อีกด้วย

– ไม่ว่าเราจะพยายามมากเพียงใดก็ตาม สิ่งที่ได้คงเทียบไม่ได้กับสิ่งดีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่เรา

วันนี้ เมื่อเราพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว นั่นก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือรอคอยแล้วรับเอา สิ่งดีที่พระเจ้าทรงเตรียมให้แก่เรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:8) { เหตุผลร้อยแปด }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรและสาวกคนอื่นๆรู้แล้วว่า ผู้ที่อยู่บนฝั่ง คือพระเยซู(ข้อ 7) มีแต่เปโตรเท่านั้นที่รีบกระโดดลงทะเลแล้วว่ายน้ำมาหาพระเยซู

– สาวกคนอื่นๆมีเหตุผลที่ดีหลายเหตุผล ซึ่งยอห์นเขียนไว้ ที่ทำให้พวกเขาไม่กระโดดลงทะเลรีบว่ายมาหาพระเยซู

– สาวกคนอื่นๆคงคิด นั่งเรือมาก็ได้ไม่เห็นต้องลำบากว่ายน้ำมาเลย ที่สำคัญเรือกำลังลากอวนที่มีปลาเยอะมากเต็มอวนเลย ถ้าว่ายน้ำไปแล้วใครจะดูแลปลาเหล่านี้ ขนปลาขึ้นฝั่ง และอีกอย่างเรือก็อยู่ไม่ห่างจากฝั่งมากนัก แค่ 100 เมตรเอง แป๊บเดียวก็ถึงฝั่งแล้ว จะรีบไปไหน

– แต่สำหรับเปโตร เหตุผลเหล่านั้นทั้งหมด ไม่สำคัญอะไรเลย

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ เราอาจจะมีเหตุผลร้อยแปด พันประการ ที่ไม่ต้องรีบเข้ามาหาพระเยซูก็ได้ อาจเกี่ยวกับไม่ความสะดวก อาจเกี่ยวกับภารกิจที่ต้องดูแล หรืออาจจะเกี่ยวกับเวลาเรื่องมาหาพระเยซูไม่ต้องรีบขนาดนั้น มีบางอย่างที่สำคัญเร่งด่วนกว่า

– สมมติหากย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าสาวกเหล่านั้นได้กลับลงมาจากสวรรค์ ย้อนเวลาไปวันนั้นอีกครั้ง ผมคิดว่าสาวกทั้งหมดที่อยู่ในเรือ คงทิ้งปลาทิ้งเรือ แล้วรีบกระโดดลงน้ำไปหาพระเยซูอย่างแน่นอน

– พวกสาวกเหล่านั้นไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้ ไม่มีโอกาสที่จะละทุกสิ่ง เพื่อรีบมาหาพระเยซูเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

– แต่วันนี้ สำหรับเราโอกาสยังมี จงทิ้งทุกสิ่งที่ถ่วงอยู่ ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะมาเข้าเฝ้าพระเยซู พระองค์ไม่ได้อยู่ห่างไกลเลย พระองค์สถิตกับเรา รอคอยวันที่เราจะเปิดใจออกแสวงหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:7) { ทิ้งทุกสิ่ง เพื่อให้ได้พบพระองค์ }

แนวคิด :

– เมื่อพวกสาวกหย่อนอวนลงด้านขวาของเรือ ตามที่พระเยซูบอก พวกเขาก็จับปลาได้เป็นจำนวนมาก(ข้อ 6) ยอห์นจึงจำได้ว่า ผู้ที่อยู่บนฝั่งคือพระเยซู

– ยอห์นจึงหันไปบอกเปโตร ว่า นั่นคือ พระเยซู

– เมื่อเปโตรรู้ว่าเป็นพระเยซู เขาดีใจมาก และเมื่อเขามองกลับมาที่ตัวเองก็เห็นว่าตนกำลังแต่งตัวไม่เรียบร้อย ไม่ได้ใส่เสื้อจึงรีบเอาเสื้อมาใส่ จากนั้นก็รีบกระโดดลงทะเลว่ายน้ำไปหาพระเยซู ทั้งที่เรือห่างจากฝั่งเกือบ 100 เมตร(ข้อ 8)

– เปโตรปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้พบกับพระเยซู เขาได้รู้แล้วว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ก่อนหน้านี้เขาได้พบกับพระองค์แล้ว พระเยซูบอกให้เขามาที่กาลิลีเพื่อจะได้พบพระองค์อีก เขาจึงรีบกลับมาที่กาลิลี

– ขณะที่รอพบพระเยซู เปโตรได้เป็นผู้นำ นำเพื่อนสาวกอีก 6 คนมาจับปลา บัดนี้ภารกิจของเขาสำเร็จ พวกเขาจับปลาได้จำนวนมาก เขาเป็นผู้นำผู้ประสบความสำเร็จ เป็นผู้นำที่กำลังจะนำรายได้มากมายมาสู่ทีม

– แต่ปรากฏว่า สำหรับเปโตร บัดนี้ความสำเร็จของการเป็นผู้นำ และการได้รายได้จำนวนมาก ไม่สำคัญสำหรับเขาแล้ว

– เขาเลือกกระโดดออกจากเรือ ว่ายน้ำมาหาพระเยซู ทิ้งความสำเร็จของการเป็นผู้นำ ที่นำเรือกลับเข้าฝั่งแบบมีปลาเต็มลำเรือ ทิ้งปลาที่จะนำรายได้มากมายมาสู่เขา เพราะสำหรับเขาบัดนี้การได้พบพระเยซู สำคัญยิ่งกว่าความสำเร็จหรือความมั่งคั่ง

การประยุกต์ใช้ :

– เปโตรผู้ทรยศพระเยซูมากกว่าสาวกคนใดๆ เขาปฏิเสธพระเยซูถึง 3 ครั้ง แต่เมื่อเขาพบว่าพระเยซูทรงยกโทษให้แก่เขา ไม่ได้ถือโทษเขา ด้วยความซาบซึ้งในพระคุณอันยิ่งใหญ่นี้ บัดนี้เขาจึงเป็นสาวกที่แสวงหาที่จะได้พบพระเยซูยิ่งกว่าใคร

– การซาบซึ้งในพระคุณของพระเยซูที่มีต่อเราว่ามีมากเพียงใด ก็ยิ่งทำให้เรารักและอุทิศแต่พระองค์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

– เปโตร ทิ้งความสำเร็จและความมั่งคั่งเพื่อให้พบกับพระเยซู วันนี้เรายอมทิ้งอะไรเพื่อจะได้พบกับพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:6) { ได้ปลาจำนวนมาก }

แนวคิด :

– เมื่อพวกสาวกที่อยู่ในเรือ บอกกับพระเยซูผู้อยู่บนฝั่งว่า ยังจับปลาไม่ได้เลย ขณะนั้นเขายังไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู

– พระองค์จึงบอกให้พวกเขา​ทอด​อวน​ลง​ทาง​ด้าน​ขวาเรือ แล้วพวกเขาก็ทำตาม ปรากฏว่า พวกเขาก็จับปลาได้เป็นจำนวนมาก จนลากอวนขึ้นไม่ไหว

– เหตุการณ์เช่นนี้ เปโตร แอนดรูว์ ยอห์น และยากอบ เคยประสบมาก่อน ใน ลก. 5:4-6 เมื่อพระเยซูทรงเรียกพวกเขาให้เป็นสาวกติดตามพระองค์

การประยุกต์ใช้ :

– การเชื่อฟังพระเจ้า ผลดีที่ได้รับจะเกินกว่าที่เราคาดหมาย แต่ไม่เกินกว่าที่เราจะรับได้

– จากประสบการณ์ในอดีตอย่างหนึ่งที่เราพบเจอ พระเจ้าสามารถใช้เพื่อบอกหรือสอนเราในปัจจุบันได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:5) { ได้ปลาบ้างไหม? }

แนวคิด :

– คำว่า “ลูกเอ๋ย” เป็นสำนวนในเวลานั้นที่ผู้ใหญ่ใช้เรียกผู้น้อย ด้วยความรักและอ่อนโยน

– เมื่อพระเยซูเรียกพวกสาวกทั้ง 7 คน ที่อยู่ในเรือหาปลา พวกเขายังคง จำพระเยซูไม่ได้

– พระองค์ถาม ชาวประมงผู้กำลังหาปลา ว่ามีปลาบ้างไหม? เป็นการตอกย้ำให้พวกเขาตระหนักว่า การพยายามของพวกเขากำลังไร้ประโยชน์ ไม่ว่าพวกเขาจะชำนาญขนาดไหน หรือ ใช้ความพยายามมากเพียงใดก็ตาม

การประยุกต์ใช้ :

– บางครั้งพระเจ้าจงใจ ปล่อยให้เราใช้ความพยายามของตนเอง เพื่อทำตามวิธีการของตนเอง เพื่อเราจะเรียนรู้ว่า เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์

พระเยซูถามพวกสาวก ว่าได้ปลาบ้างไหม? เพื่อให้เขาตระหนักถึงการไร้ประโยชน์จากความพยายามของตน วันนี้พระเจ้าอาจกำลังถามเราเพื่อให้เราทบทวนสิ่งที่เราทำด้วยกำลังของตนเองว่า ได้ผลบ้างหรือไม่? เพื่อให้เรารู้ตัวแล้วหันกลับมาพึ่งพาพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:4) { ไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู }

แนวคิด :

– พวกสาวก 7 คน จับปลาคืนยันรุ่งก็ยังจับปลาไม่ได้เลยสักตัว พอรุ่งเช้า พระเยซูก็มาปรากฏแก่พวกเขา

– พระองค์ทรงยืนอยู่บนฝั่ง แต่พวกเขายังคงอยู่ในเรือที่ลอยอยู่ในทะเลสาบ

– แต่พวกสาวกไม่รู้ว่า นั่นคือพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :

– การปรากฏตัวของพระเยซู ไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับพวกสาวกเลย ถึงแม้ว่าพระเยซูจะอยู่ที่นั่น ก็เพราะว่าเขาไม่รู้ว่านั่นเป็นพระเยซู

– วันนี้พระเยซูทรงสถิตอยู่กับเรา แต่ท่าทีของเราต่อเหตุการณ์ต่างๆ อาจจะยังคงเหมือนเดิมก็เป็นได้ หากเราไม่ตระหนักว่าพระเยซูทรงสถิตอยู่กับเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:3) { ​จับ​ปลา​ไม่​ได้​เลย }

แนวคิด :

– เมื่อทราบว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พวกสาวกจึงพากันมาที่กาลิลีตามคำสั่งของพระเยซู หลังจากมาถึงสักพัก พวกเขาก็ยังไม่ได้รับสัญญาณจากพระเจ้า ว่าพระเจ้าจะทรงใช้ให้เขาทำอะไรเลย

– เปโตร ซึ่งเป็นอดีตชาวประมง ผู้ชำนาญในการจับปลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับปลาในทะเลสาบกาลิลี จึงชวนเพื่อนๆสาวกที่อยู่ด้วยกัน ให้ทำธุรกิจบางอย่าง คือ ไปจับปลามาขาย

– พวกเพื่อนๆเห็นดีด้วย จึงไปจับปลาที่ทะเลสาบกาลิลีด้วยกัน

– ปรากฏว่า แม้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พวกเขาจับปลาโต้รุ่งก็ยังจับปลาไม่ได้เลยสักตัว

– ซึ่งสิ่งนี้เป็นแผนการของพระเจ้า เพื่อเตรียมพวกเขาให้พบการอัศจรรย์ในอีกไม่กี่ชม.ต่อมา

การประยุกต์ใช้ :

– ท่ามกลางอัครสาวก 11 คน พระเยซูปรากฏพระองค์ครั้งที่ 3 นี้ แก่ สาวก 7 คน ที่พยายามทำอะไรบางอย่าง ตามกำลังเท่าที่เขาจะพอทำได้ แล้วจากนั้นพระองค์จะเริ่มสอนเขาว่าเขาควรทำอะไร

– วันนี้ เราอาจจะไม่รู้แน่ชัดว่า พระเจ้าประสงค์ให้เราทำอะไร แต่อาจจะมีบางอย่างที่เราพอทำได้ เราสามารถเริ่มทำบางอย่างนั้น แล้วในการกระทำนั้นๆ พระองค์จะทรงเปิดเผยพระองค์เองให้เรา เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์มากยิ่งขึ้น

– คล้ายกับว่า เหมือนพระองค์จะไม่สำแดงแก่สาวกที่นั่งๆนอนๆไม่ทำอะไร แต่สำแดงแก่คนที่ทำบางอย่าง สังเกตจากการบันทึกการเรียกสาวก สาวกทุกคนที่พระองค์ทรงเรียก พวกเขาล้วนกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ทั้งสิ้น

– เหตุที่พวกสาวกจับปลาไม่ได้เลยแม้พยายามเต็มที่แล้วก็ตามเพราะพระเจ้ามีแผนการยิ่งใหญ่ที่จะสำเดงแก่พวกเขา หากวันนี้เราทำอย่างเต็มที่แล้วยังไม่เห็นได้ผลอะไรเลย เป็นไปได้ว่า พระเจ้ากำลังจะทำอะไรบางอย่างที่พิเศษสำหรับเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:2) { กำ​ลัง​อยู่​ด้วย​กัน }

แนวคิด :

– พระเยซูทรงปรากฏแก่พวกสาวกที่แคว้นกาลิลี ตามที่พระองค์บอกเอาไว้ ซึ่งครั้งนี้พระองค์เลือกปรากฏแก่สาวก 7 คน ได้แก่

– ซีโมนเปโตร ผู้ปฏิเสธพระองค์ ถึง 3 ครั้ง ครั้งนี้พระองค์มาเพื่อให้มีโอกาสแก้ตัวใหม่ และต่อมาเขาจะกลายเป็นหัวหน้าของบรรดาสาวกทั้งหลาย

– โธมัส ผู้ช่างสงสัย ครั้งนี้ความเชื่อของเขาถูกตอกย้ำให้มั่นคงขึ้นไปอีก

– นาธานาเอล ผู้จริงใจ พระยซูเคยตรัสเกี่ยวกับตัวเขาไว้ใน ยน. 1:47 ว่า “นี่​แหละ ชาว​อิส​รา​เอล​แท้ ใน​ตัว​เขา​ไม่​มี​อุบาย” ครั้งพระองค์ทรงเลือกผู้ที่จริงใจคนนี้ให้ได้พบกับพระองค์ด้วย

– ยอห์น สาวกที่พระองค์ทรงรัก ผู้จะเขียนพระธรรมยอห์น , จดหมายฝาก 1 2 3 ยอห์น และพระธรรมวิวรณ์ และจะเป็นสาวกที่มีชีวิตอยู่นานที่สุด

– ยากอบ ผู้ที่อีกไม่นานจะเป็นคนแรกที่จะถูกตัดคอ เพราะความเชื่อวางใจในพระเยซู สมควรอย่างยิ่งที่เขาจะพบกับพระเยซูอีกครั้งในครั้งนี้

– และสาวกอีก 2 คน ซึ่งพระคัมภีร์จงใจไม่บอกชื่อ แปลว่า เราไม่ต้องรู้ก็ได้ 555 แต่ถ้าจะให้เดา ก็น่าจะเป็น ฟิลิปและอันดรูว์ เพราะว่าบ้านอยู่แถวนั้น  ใน ยน. 1:44 บอกว่า “ฟีลิป​มา​จาก​เบธ​ไซ​ดา​เมือง​ของ​อัน​ดรูว์​และ​เป​โตร” และ อันดรูว์เป็นน้องชายของเปโตร ฟีลิปก็สนิทกับนาธานาเอล แต่ช่างเถอะพระคัมภีร์ไม่อยากให้รู้ ไม่รู้ก็ได้ ^_^

– พวกเขากำลังอยู่ด้วยกัน ไม่ได้แยกย้ายกันไปตามทางของตน สาเหตุน่าจะเพราะว่า พวกเขากำลังรอคอยที่จะพบพระเยซูผู้เป็นขึ้นมาจากความตาย ว่าพระองค์จะสั่งให้ทำอะไรต่อไป คำสั่งล่าสุดคือให้มาที่กาลิลีนี้

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อพระเยซูเลือกปรากฏกับใคร หรือเลือกทำอะไร พระองค์มีพระประสงค์ของพระองค์เอง ซึ่งเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจก็ได้ เพียงแค่เชื่อฟังสิ่งที่พระองค์สั่งก็พอ

– เนื่องจากพวกสาวก เชื่อฟังพระเยซูมาที่กาลิลี และอยู่ร่วมกัน รอคอยการทรงนำขั้นต่อไปจากพระองค์ พวกเขาจึงได้พบกับพระเยซูและรับการสำแดงจากพระองค์

– เมื่อเราเริ่มเชื่อฟังขั้นตอนที่เรารู้แล้วนั้น พระเจ้าจะเริ่มเปิดเผยขั้นตอนต่อไปให้เราได้รับรู้มากยิ่งขึ้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.21:1) { นัดหมายแห่งสวรรค์ }

แนวคิด :

– พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ทรงปรากฏแก่สาวกหลายครั้ง แต่ยอห์นเลือกบันทึกการปรากฏครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้าย ครั้งนี้เป็นการปรากฏตัวต่อพวกสาวกเป็นครั้งที่3 (ยน.21:14)

– ครั้งนี้พระเยซูปรากฏแก่เหล่าสาวกที่​ทะเล​ทิเบ​เรียส หรือ ทะเลสาบกาลิลี

– การปรากฏครั้งนี้ เป็นไปตามที่พระเยซูได้ ฝากพวกผู้หญิงที่พระเยซูปรากฏแก่พวกนางแล้วใช้พวกนางไปบอกพวกสาวก ใน มธ. 28:10 ว่า “… จง​ไป​บอก​พี่​น้อง​ของ​เรา​ให้​ไป​ยัง​กา​ลิ​ลี จะ​ได้​พบ​เรา​ที่​นั่น”

การประยุกต์ใช้ :

– การปรากฏของพระเยซูต่อพวกสาวก 2 ครั้งแรก เนื่องจากพวกเขายังไม่เชื่อว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว จึงยังคงอยู่ในเยรูซาเล็ม เก็บตัวอยู่ในห้อง

– แต่ครั้งนี้ พวกเขาออกมาจากเยรูซาเล็ม แคว้นยูเดีย กลับมาที่แคว้นกาลิลี ตามที่พระเยซูได้บอกเอาไว้ แล้วพวกเขาก็ได้พบพระเยซูที่นั่นจริงๆ

เมื่อเราเชื่อฟังพระเจ้า เราจะพบกับนัดหมายแห่งสวรรค์ที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้แก่เราไว้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:31) { เพื่อให้เรามีชีวิต }

แนวคิด :

– ท่านยอห์น ผู้เขียนพระธรรมยอห์นอธิบายว่า สิ่งที่เขียนในพระธรรมยอห์นนี้ ก็เพื่อให้ผู้อ่าน ได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า เพื่อว่า ใครที่เชื่อเช่นนั้นจะได้รับการช่วยให้รอดพ้นนรก เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ เมื่อเขาร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู

– เนื้อหาของพระคัมภีร์ทั้งหมด เขียนไว้เพื่อสำแดงว่า พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ซึ่งใครก็ตามที่เชื่อและยอมรับในสิ่งนี้ เขาจะทำสิ่งหนึ่งคือ ร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู พระเยซูจะทรงช่วยเขาให้รอดพ้นความตายไปสู่ชีวิต

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ เราเชื่อและยอมรับอย่างจริงใจ หรือยังว่า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่สามารถช่วยเราพ้นจากผลของบาปและอิทธิพลของบาปได้?

วันนี้ เราได้ทูลขอความช่วยเหลือจากพระเยซูแล้วหรือยัง? ให้พระองค์ทรงอภัยบาปผิดทั้งสิ้นของเรา และช่วยให้เรามีชีวิตใหม่ในพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:30) { แค่นี้ก็เพียงพอ }

แนวคิด :

  • ยอห์นผู้บันทึกพระธรรมยอห์น อธิบายไว้ว่า มีการอัศจรรย์อีกหลายอย่าง รวมทั้งคำตรัสของพระองค์ต่างๆ ที่พระเยซูได้ทรงกระทำและตรัส ต่อหน้าต่อตาพวกสาวก หลังจากที่พระเยซูได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
  • แต่เขาเลือกบันทึกไว้เพียงแค่บางส่วน เพราะว่า เพียงแค่นี้ก็มากเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้อ่านเชื่อ (ข้อ 31)ว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พระองค์ทรงพระชนม์อยู่

การประยุกต์ใช้ :

  • การอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำมีมากมาย แต่เท่าที่บันทึกในพระคัมภีร์นั้นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ความเชื่อของเราแข็งแกร่ง มั่นคงในพระเจ้า ตลอดวันคืนชีวิตของเรา
  • ไม่มีความจำเป็นต้องหา ข้อพิสูจน์ใดๆอีก นอกจากพระคำของพระเจ้า เพื่อให้เราเชื่อวางใจในพระองค์
  • วันนี้ พระคัมภีร์ที่เรามี เพียงพอแล้วที่จะพัฒนาความเชื่อของเราและความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อพระเจ้า จงเอาใจใส่ในพระวจนะของพระเจ้าเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:29) { ไม่เห็นแต่เชื่อ }

แนวคิด :

– หลังจากที่โธมัส ได้เห็นพระเยซูกับตาของเขาเองแล้ว เขาจึงเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายจริงๆและยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า

– พระเยซูจึงตรัสสอนโธมัสว่า การเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงพระชนม์เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก แต่การเชื่อโดยไม่จำเป็นต้องเห็นกับตาก่อนนั้น จะนำพระพรยิ่งใหญ่มาสู่ชีวิต

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงปรารถนาให้เราเชื่อวางใจในพระองค์ และพระองค์รักเรามาก  ทรงปรารถนาให้เราได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในการเชื่อวางใจในพระองค์ คือ เชื่อวางใจในพระองค์ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นพระองค์กับตามาก่อนเลย

– เมื่อวันเวลามาถึง มนุษย์ทุกคนจะได้เห็นพระเยซูกับตาอย่างแน่นอน แต่พอถึงวันนั้น คนที่ยังไม่เชื่อจะเปลี่ยนใจมาเชื่อก็สายเกินไปเสียแล้ว

วันนี้พระองค์ให้โอกาสแก่คนทั้งหลายที่จะเชื่อวางใจในพระองค์ โดยที่ยังไม่เห็นพระองค์กับตามาก่อนเลย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:28) { เจ้านายของข้าพระองค์ }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูแสดงให้โธมัสดูฝ่ามือและสีข้างของพระองค์แล้ว แม้โธมัสยังไม่ได้เอามือสัมผัสพระเยซู แต่บัดนี้เขาก็ได้เชื่ออย่างไม่สงสัยว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– เขาจึงกล่าวคำพูดที่สอดคล้องกับความเชื่อของเขา ว่า “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์”

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่

– เราเชื่อเช่นนั้นจริงๆหรือไม่?

– เราเชื่อและยอมรับให้พระองค์ทรงเป็นเจ้านาย เป็นพระเจ้าในชีวิตของเราแล้วหรือยัง?

คนที่เชื่ออย่างสุดใจ เขาจะไม่สามารถเป็นเจ้านายของตนเองได้อีกต่อไป แต่พระเยซูจะเป็นจอมเจ้านายในชีวิตของเขา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:27) { อย่าสงสัยเลย }

แนวคิด :

– พระเยซูได้ปรากฏพระองค์แก่เหล่าสาวกซึ่งครั้งนี้โธมัสก็อยู่ด้วย พระเยซูจึงตรัสกับโธมัสเป็นพิเศษว่า ให้เขาเอามือมาสัมผัสฝ่ามือและสีข้างของพระองค์

– ที่พระองค์ตรัสเช่นนั้น ไม่ได้เป็นการประชดโธมัส ซึ่งก่อนหน้านี้เขาพูดกับเพื่อนๆว่า ถ้าไม่ได้เอามือของเขาสัมผัสฝ่ามือและสีข้างของพระองค์ เขาจะไม่มีวันเชื่อเลยว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายจริงๆ

– แต่ที่พระองค์ตรัสเช่นนั้น ก็เพราะไม่ต้องการให้โธมัสอยู่ในความสงสัยต่อไป พระองค์ปรารถนาเหลือเกินที่จะให้เขาเชื่อว่า พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะให้โธมัสผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้น หลุดพ้นจากความสงสัย ก้าวเข้ามายืนบนจุดยืนแห่งความเชื่อ

– วันนี้ พระเยซูก็กระทำกับเราเช่นนั้นเหมือนกัน พระองค์ปรารถนาให้เราก้าวออกจากความสงสัย เข้ามายืนอยู่ในความเชื่อว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่

แต่สำหรับเราดูเหมือนพระองค์เลือกวิธีการที่ดียิ่งกว่ากระทำแก่โธมัส พระองค์ไม่ได้ปรากฏให้เราเห็น แต่ให้เรามีสิทธิใช้ความเชื่อว่า พระเยซูทรงพระชนม์อยู่ ทั้งที่เรามองไม่เห็น พระองค์ทรงใช้วิธีการตอบคำอธิษฐานของเราเพื่อทำให้เราเชื่อว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:26) { 8 วันต่อมา }

แนวคิด :

– ผ่านไป 8 วัน หลังจากวันที่พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายและทรงปรากฏแก่เหล่าสาวกในคืนนั้น(ข้อ 19-23)

– พวกสาวกอยู่ด้วยกันในห้อง และปิดประตูมิดชิด เพราะความกลัวพวกยิวยังคงอยู่ แม้พวกเขาจะรู้ชัดเจนแล้วว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– แล้วพระเยซูก็ปรากฏตัวท่ามกลางพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ตรงที่ ครั้งนี้โธมัสก็อยู่ท่ามกลางพวกสาวกด้วย

– ครั้งนี้ พระเยซูยังคงตรัสกับเขาเหมือน เมื่อ 8 วันก่อน ว่า “สันติ​สุข​จง​ดำ​รง​อยู่​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย” เพราะความกลัวยังคงครอบงำพวกเขาอยู่

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงรอถึง 8 วัน เพื่อปรากฏพระองค์เองอีกครั้งท่ามกลางพวกสาวก เพราะพระองค์มีเวลาของพระองค์ เป็นช่วงเวลาให้เหล่าสาวกพัฒนาความเชื่อ ให้มีชัยเหนือความกลัวพวกยิว แต่ดูเหมือนพวกเขายังไม่อาจสอบผ่าน และ เป็นช่วงเวลาที่จะให้โธมัสพัฒนาความเชื่อ จนยอมเชื่อคำของเพื่อนๆ ที่ว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว แต๋ก็ดูเหมือนว่าโธมัสก็ยังสอบไม่ผ่านอยู่ดี

พระเจ้าทรงรู้เวลาที่เหมาะสม และพระองค์มีแผนการอันลึกซึ้งที่ดีเลิศที่เราไม่อาจเข้าใจได้ จงเชื่อใจในการกำหนดเวลาของพระเจ้าเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:25) { ไม่ยอมเชื่อ }

แนวคิด :

– พระเยซูปรากฏตัวแก่พวกสาวกขณะที่โธมัสไม่อยู่(ข้อ 24) เมื่อโธมัสกลับมาเพื่อนๆสาวกจึงรุมบอกกับเขาว่า “เรา​เห็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​แล้ว” ซึ่งวลีทำนองเดียวกันนี้ พวากสาวกเคยได้ยินแล้ว จาก มารีย์ มักดาลา แต่ตอนนั้นพวกสาวกไม่มีใครยอมเชื่อ

– ยน. 20:18 มา​รีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา​จึง​ไป​บอก​พวก​สา​วก​ว่า “ข้าพ​เจ้า​เห็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​แล้ว”

– ในคราวนี้ เมื่อโธมัสได้ยินประโยคเหมือนเดิม เขาก็ยังคงไม่เชื่อเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าคราวนี้จะมีหลายคนยืนยันอย่างหนักแน่นแก่เขาก็ตาม

– โธมัสยืนกรานหนักแน่นว่า ถ้าเขาไม่เห็นกับตา ไม่ได้สัมผัสด้วยมือของตนเอง เขาจะไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด

– เขาไม่ยอมเชื่ออะไร? ไม่ใช่ว่า เขาไม่ยอมเชื่อคำพูดของเพื่อนๆเท่านั้นเขากำลังบอกว่า เขาไม่ยอมเชื่อในคำตรัสของพระเยซูด้วย ที่ตรัสไว้ก่อนหน้านี้ว่า พระองค์จะสิ้นพระชนม์แล้วในวันที่สามจะเป็นขึ้นมาจากความตาย

– พระเยซูทรงรู้จักโธมัสเป็นอย่างดี พระองค์ทรงรู้จุดอ่อนของโธมัส คือ ความสงสัย  พระองค์จึงใช้โอกาสพิเศษนี้ สอนเขาและแก้ไขจุดอ่อนของเขา

การประยุกต์ใช้ :

– สำหรับโธมัส การที่มีคนมีบอกเท่านั้นไม่เพียงพอ เขาต้องการเห็นกับตาและจับต้องด้วยมือเสียก่อน จึงจะยอมเชื่อในคำตรัสของพระเยซู

– ซึ่งดูเหมือนพระเยซู ไม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น (ข้อ 29)

วันนี้ เรายอมเชื่อพระคำของพระเจ้าว่าเป็นจริงทุกประการแล้วหรือยัง? หรือจำเป็นต้องรอให้เห็นกับตาก่อนเท่านั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:24) { โธมัสไม่อยู่ }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูปรากฏพระองค์ต่อหน้าพวกสาวกในครั้งแรกนั้น(ข้อ 19-23) ปรากฏว่า โธมัส ผู้เป็นคนหนึ่งในอัครสาวกนั้น ไม่ได้อยู่ด้วย

– ทำไมพระเยซูจึงปรากฏพระองค์ตอนนั้น?

– พระองค์ไม่รู้หรือว่าตอนนั้นโธมัสจะไม่อยู่?

– พระองค์ไม่แคร์โธมัสหรือ?

– พระองค์สนใจแค่สาวก 10 คนเท่านั้นหรือ?

– คำตอบคือ  พระองค์ทรงทราบดีว่าโธมัสจะไม่อยู่ และพระองค์จงใจปรากฏในเวลานั้นเพราะพระองค์ทรงรักโธมัสมาก

– ในการทดสอบครั้งแรก เมื่อมารีย์ มักดาลา มาบอก พวกสาวกว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ปรากฏว่าทุกคนสอบตกหมด ไม่มีใครยอมเชื่อเธอ

– ครั้งนี้ โธมัส ได้รับเกียรติเป็นอัครสาวกคนเดียวที่มีสิทธิสอบแก้ตัวอีกครั้ง ที่เขาจะเชื่อโดยไม่ต้องเห็นพระองค์ก่อน

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อบางอย่างเกิดขึ้นกับเรา ถ้าดูเผินๆ อาจเข้าใจผิดว่า พระเจ้าไม่รักเราแล้วหรือ? พระเจ้าไม่แคร์เราหรือ?

แต่ความจริงแล้ว ทุกอย่างที่พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้นกับเรา เพราะพระองค์ทรงรักเราอย่างที่สุด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:23) { รับการอภัย }

แนวคิด :

– หลังจากที่พระเยซูปรากฏแก่พวกสาวก(ข้อ 19)  มอบหมายภารกิจที่ยิ่งใหญ่และสิทธิอำนาจแห่งการประกาศข่าวประเสริฐให้แก่พวกเขา(ข้อ 21) แล้วทรงระบายลมหายใจเหนือพวกเขา และตรัสว่า จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด(ข้อ 22)

– แล้วพระองค์จึงกล่าวถึง สิทธิอำนาจที่พวกเขาได้รับ เหมือนที่เคยบอกไว้ก่อนแล้วใน มธ. 18:18 “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า สิ่ง​ใดๆ ที่​พวก​ท่าน​จะ​กล่าว​ห้าม​ใน​โลก สิ่ง​นั้นก็​จะ​ถูก​กล่าว​ห้าม​ใน​สวรรค์ และ​สิ่ง​ใดๆ ที่​พวก​ท่าน​จะ​กล่าว​อนุ​ญาต​ใน​โลก สิ่ง​นั้นก็​จะ​ได้​รับ​อนุ​ญาต​ใน​สวรรค์”

– พวกเขาซึ่งเป็นคริสตจักรของพระเจ้า มีสิทธิอำนาจจากพระเจ้าที่จะอภัยบาป และไม่อภัยบาปแก่มนุษย์ได้

– การที่จะเข้าใจความหมายในข้อนี้ จำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมของของพระกิตติคุณทั้งหมด ว่า การให้อภัยหรือไม่ให้อภัยบาปนั้น เป็นอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าแต่ผู้เดียว แต่ด้วยพระเมตตาของพระเจ้า พระองค์ประทานหนทางที่จะได้รับการอภัยแก่มนุษย์ โดยทางข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อมนุษย์ทุกคน

– บัดนี้พวกสาวกได้รับเกียรติในภารกิจนี้ คือนำการอภัยจากพระเจ้าไปยังมนุษย์ทุกคน ด้วยการประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกเขา

– ดังนั้นใครก็ตามที่ได้ยินข่าวประเสริฐแล้วเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ คริสตจักรสามารถประกาศยืนยันกับคนนั้นได้ว่า เขาจะได้รับการอภัยจากพระเจ้า

– และใครก็ตามที่ไม่เชื่อข่าวประเสริฐที่พวกเขาประกาศ หรือไม่ได้ยินข่าวประเสริฐนั้น คริสตจักรสามารถประกาศยืนยันได้เลยว่า เขาจะไม่ได้รับการอภัย

การประยุกต์ใช้ :

– พระเจ้าปรารถนาให้อภัยแก่มนุษย์ทุกคน พระองค์กำหนดวิธีแห่งการรับการอภัยไว้แล้ว โดยวิธีที่แสนง่ายคือการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าทรงมอบหมายภารกิจนี้ให้แก่พวกเรา คือ บอกคนทั้งหลายถึงข่าวดีแห่งการให้อภัยนี้

จงไปบอกคนทั้งหลายถึงข่าวดีนี้กันเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:22) { จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูบอกถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์จะทรงใช้ให้พวกสาวกไปทำแล้ว(ข้อ21) พระองค์ก็ระบายลมหายใจเหนือพวกเขา

– เป็นเหมือนเหตุการณ์ใน ปฐก. 2:7 พระ​ยาห์​เวห์​พระ​เจ้า​ทรง​ปั้น​มนุษย์​ด้วย​ผง​คลี​จาก​พื้น​ดิน ระบาย​ลม​ปราณ​เข้า​ทาง​จมูก​ของ​เขา มนุษย์​จึง​กลาย​เป็น​ผู้​มี​ชีวิต​อยู่

– แล้วพระเยซูตรัสกับพวกสาวกว่า “จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด”

– ใน กจ. 1:4 “เมื่อ​พระ​องค์​ได้​ทรง​พำนัก​อยู่​กับ​อัครทูต จึง​กำชับ​เขา​มิ​ให้​ออกไป​จาก​กรุง​เยรูซาเล็ม แต่​ให้​คอย​รับ​ตาม​พระ​สัญญา​ของ​พระ​บิดา…”

– ใน กจ. 1:8 “แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน …”

– ดังนั้น ผมคิดว่า ในข้อนี้ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ถึงคำสัญญาของพระองค์ว่า จะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งจะประทานจริงใน วันเพนเทคอสต์อีกไม่กี่วันข้างหน้า

– เพราะใน ยน. 16:7 พระเยซูตรัสว่า “…​ถ้า​เรา​ไม่​ไป องค์​พระ​ผู้ช่วย​ก็​จะ​ไม่​เสด็จ​มา​หา​ท่าน แต่​ถ้า​เรา​ไป​แล้ว เรา​ก็​จะ​ใช้​พระ​องค์​มา​หา​ท่าน​”

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงระบายลมหายใจและตรัสว่า “จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์” ต่อจากการมอบภารกิจยิ่งใหญ่ให้แก่พวกสาวก

– ชี้ให้เห็นว่า การทำให้พระมหาบัญชาของพระเยซูสำเร็จได้นั้น สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่อาจขาดไปได้เลย คือการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของผู้เชื่อ

วันนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับเรา เพื่อช่วยให้เราทำตามพระมหาบัญชาของพระเยซูให้สำเร็จ ดังนั้นจงพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:21) { แบบเดียวกับพระเยซู }

แนวคิด :

– เมื่อพวกสาวกเกิดเชื่อ หลังจากได้เห็นพระหัตถ์และสีข้างของพระเยซูแล้ว(ข้อ20) พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขา อีกครั้งว่า “สันติ​สุข​จง​ดำ​รง​อยู่​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย” เหมือนที่เพิ่งตรัสก่อนหน้านี้ไม่นาน(ข้อ19)

– แล้วพระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า พระองค์จะใช้พวกเขาไป เหมือนอย่างที่พระบิดาทรงใช้พระองค์มา

– คือ พระองค์ใช้พวกสาวกไป ทำอย่างที่พระองค์ทรงทำ ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกับพระองค์ นำความรอดจากสวรรค์ไปยังผู้คนทั้งหลาย และด้วยสิทธิอำนาจอย่างเดียวกับพระองค์

การประยุกต์ใช้ :

– ทำไมพระเยซูต้องพูด วลีเดิมซ้ำอีก? ก็เพราะในครั้งแรกนั้นพวกเขาได้ยินขณะยังไม่เชื่อ แต่ครั้งหลังนี้พวกเขาได้ยินเมื่อพวกเขาเชื่อแล้ว

– และเมื่อพวกเขามีความเชื่อแล้ว ก็พร้อมแล้วที่จะรับมอบหมายภารกิจยิ่งใหญ่ที่พระเยซูจะทรงมอบให้พวกเขากระทำ

– องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า คือ ใจที่มีความเชื่อ และชีวิตที่มีประสบการณ์กับพระเจ้าจริงๆ พวกสาวกสัมผัสสันติสุขจริงๆ

– พระเยซู ประทานเกียรติที่ยิ่งใหญ่ให้แก่เรา คือ มอบหมายให้เราทำภารกิจอย่างเดียวกันกับพระองค์ มีวัตถุประสงค์เดียวกับพระองค์ และมีสิทธิอำนาจแบบเดียวกับพระองค์

– จงภาคภูมิใจในเกียรติอันยิ่งใหญ่นี้ และทำภารกิจให้สำเร็จเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:20) { เห็นแล้วเชื่อ }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูทรงปรากฏแก่พวกสาวกให้ห้องที่เขาอยู่ด้วยกันนั้น(ข้อ19) ดูเหมือนในตอนแรกพวกเขายังจำพระเยซูไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเป็นพระเยซูจริงๆ

– แต่เมื่อพระเยซู ทรงให้พวกเขาดูพระหัตถ์ที่มีรอยตะปู และสีข้างที่ถูกแทง พวกเขาก็มั่นใจทันทีว่าเป็นพระเยซูจริงๆ พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วเชื่อ

– หลังจากนั้นความชื่นชมยินดีอย่างยิ่งก็เกิดขึ้นกับพวกเขา

– หากสังเกตพระคัมภีร์ข้อนี้ดีๆ ความยินดีของพวกเขา ไม่ได้เกิดขึ้น เมื่อพระเยซูปรากฏแก่พวกเขา หรือแม้แต่เมื่อพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า จงมีสันติสุขเถิด

– แต่ความยินดีนั้นเกิดขึ้น หลังจากที่พวกเขาได้เห็นรอยแผลของพระเยซู แล้วจึงเชื่อ แล้วจึงเกิดความยินดี

การประยุกต์ใช้ :

– ถึงแม้พระเยซูจะอยู่กับพวกสาวก จะตรัสกับเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีความชื่นชมยินดี จนกว่าพวกเขาจะเชื่อจริงๆว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว เมื่อนั้นความยินดีอย่างเต็มเปี่ยมจึงเกิดขึ้นกับพวกเขา

– แม้วันนี้ เราทราบและได้ยินว่า พระเยซูทรงสถิตกับเรา และแม้พระคำของพระเจ้าได้ตรัสกับเราแล้ว แต่ความชื่นชมยินดีที่แท้จริงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ท่ามกลางสถานการณ์ในวันนี้ จนกว่าเราจะเชื่อจริงๆว่า สิ่งที่พระคำของพระเจ้าได้กล่าวไว้นั้นเป็นเช่นนั้นจริงๆ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:19) { สันติสุขชนะความกลัว }

แนวคิด :

– หลังจากที่มารีย์ มักดาลา ได้บอกพวกสาวกว่า พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว แต่พวกสาวกก็ไม่เชื่อ(ข้อ18) ยังคงเก็บตัวเงียบในห้องชั้นบน เพราะกลัวว่าพวกยิวจะมาจับไปฆ่าอย่างทรมาน เหมือนกับที่พวกยิวได้ฆ่าพระเยซูนั้น

– จนกระทั่งค่ำวันนั้น ในห้องที่พวกเขาอยู่กันนั้น ขณะที่ประตูปิดอยู่ พระเยซูปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเขา

– พระเยซูตรัสกับเขา ขณะเขากำลังกลัวนั้นว่า “สันติ​สุข​จง​ดำรง​อยู่​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เถิด”

การประยุกต์ใช้ :

– ทั้งที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว แต่พวกสาวกก็ยังถูกครอบงำด้วยความกลัว ก็เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– หากเราไม่มีเชื่อ แม้ว่าเราเป็นผู้ชนะแล้ว เราก็ยังคงทำตัว อย่างผู้พ่ายแพ้อยู่ดี

– พระเยซูแทนที่ความกลัวของเขา ด้วยสันติสุขในการทรงสถิตของพระเจ้า

– หากเรากำลังกลัว เพียงแค่ระลึกว่าพระเยซูทรงพระชนม์อยู่และพระองค์ทรงสถิตกับเรา เมื่อนั้นสันติสุขของพระเจ้า จะเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวทั้งสิ้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:18) { แค่บอกตามที่สั่ง }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พระองค์ทรงมาพบมารีย์ มักดาลา เป็นคนแรก และบอกให้เธอไปบอกเหล่าสาวกว่า ขณะนี้พระเยซูกำลังอยู่ในโลก และอีกไม่นานกำลังเสด็จกลับไปหาพระบิดา ซึ่งบัดนี้พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของพวกเขาด้วย โดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์(ข้อ17)

– เธอจึงทำตามคำสั่งของพระเยซู ไปบอกพวกสาวกว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และบอกถ้อยคำที่พระเยซูฝากไปบอกพวกสาวกนั้น

– ทำไมพระเยซูไม่ไปบอกกับพวกสาวกเอง ต้องใช้มารีย์ มักดาลา ไปบอกก่อน แล้วภายหลังจึงค่อยปรากฏตัวแก่พวกเขา?

– ก็เพราะพระองค์มีภารกิจ สำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่จะมอบแก่พวกเขา คือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดทางพระเยซูคริสต์

– พระองค์ประสงค์ให้เขา พัฒนาความเชื่อของเขา ด้วยการเชื่อ ทั้งที่ยังไม่ได้เห็น

– แต่ปรากฏว่า พวกเขาสอบไม่ผ่าน ข้อสอบนี้ ใน มก. 16:11 “เมื่อ​พวก​เขา​ได้​ยิน​ว่า​พระ​องค์​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่ และ​มารีย์​ได้​เห็น​พระ​องค์​แล้ว พวก​เขา​ยัง​ไม่​เชื่อ” พวกเขาไม่เชื่อ แม้ว่าได้ยินสิ่งที่มารีย์ มักดาลา พูด ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของพระเยซูขณะที่พระองค์ยังคงอยู่กับพวกเขา (มก. 8:31)

– ส่วนมารีย์ มักดาลา เธอทำส่วนของเธออย่างดีที่สุดแล้ว เธอเล่าสิ่งที่เห็นแล้ว เธอบอกข้อความที่พระเยซูให้เธอบอกแก่พวกสาวกแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร พวกสาวกจะเชื่อ หรือยังคงไม่เชื่อต่อไป  เรียกได้ว่า เธอได้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว และแผนการอันดีเลิศของพระเจ้าก็สำเร็จผ่านชีวิตของเธอแล้ว

– แม้พวกสาวกจะไม่เชื่อในเวลานั้น แต่ผลที่ตามต่อๆมาคือ เมื่อพวกเขาไปประกาศเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู แล้วคนไม่เชื่อ พวกเขาจะดูหมิ่นคนเหล่านั้น แต่จะเข้าใจ เห็นใจคนเหล่านั้น และจะพยายามประกาศต่อไปอย่างไม่ลดละ

การประยุกต์ใช้ :

– บางครั้งพระองค์จงใจทำให้ขั้นตอนในการดำเนินชีวิตของเรานั้นยากขึ้นบ้าง เพื่อพัฒนาความเชื่อในชีวิตของเรา เพื่อจะให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรานั้นจำเริญเติบโตขึ้น แล้วจะส่งผลในทุกพื้นที่ในชีวิตของเราจำเริญขึ้น

– เมื่อเราทำสิ่งใด ตามถ้อยคำของพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าผลในเบื้องต้นจะออกมาอย่างไรก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วการกระทำนั้นจะเป็นพระพรมากมายทั้งต่อตัวเราและผู้อื่น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:17) { ภารกิจเล็กน้อยอันยิ่งใหญ่ }

แนวคิด :

– เมื่อมารีย์ มักดาลา จำพระเยซูได้แล้ว(ข้อ 16) พระเยซูตรัสกับเธอว่า อย่าหน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้เลย ซึ่งเธอคงพยายามอยากจะหน่วงเหนี่ยวพระองค์ให้อยู่กับเธอนานกว่านี้ เพราะนั่นช่างเป็นบรรยากาศที่แสนอ่อนหวาน และชื่นชมยินดีอย่างที่สุด

– แต่พระเยซูบอกเธอว่า เนื่องจากพระเยซูยังไม่ได้กลับไปหาพระบิดา พระองค์จึงยังคงมีเวลาจำกัด ไม่สามารถใช้เวลากับเธอแต่ผู้เดียวได้ ซึ่งหมายความว่าหลังจากพระเยซูกลับไปหาพระบิดาแล้ว พระองค์จะอยู่กับเธอเป็นส่วนตัวได้ตลอดเวลา ผ่านทางการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์

– แทนที่พระเยซูจะให้เธอ ใช้เวลาอยู่กับพระองค์ต่อไป  อันเป็นเวลาที่แสนสุข แต่พระองค์กลับมอบหมายภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่เธอ เป็นคนแรกของมนุษยชาติที่เป็นพยานให้ผู้อื่นว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– พระองค์ทรงใช้เธอให้ไปบอกพวกอัครสาวก ถึงข่าวสำคัญนี้ คือพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และบอกพวกเขาว่า พระเยซูตอนนี้ยังอยู่ในโลกนี้ แต่ต่อไปพระองค์กำลังจะกลับไปหาพระเจ้า พระบิดา ของพระองค์ ซึ่งโดยทางพระเยซูนั้น พระเจ้าพระบิดาจะทรงเป็นพระเจ้า และเป็นพระบิดาของพวกเขาด้วย

การประยุกต์ใช้ :

– ช่วงเวลาที่มารีย์ มักดาลาพบกับพระเยซูสองต่อสองช่างเป็นเวลาแสนสุขสำหรับเธอ พระเยซูทรงทราบดีว่าช่วงเวลาแสนสุขนี้จะเกิดขึ้นกับเธออีกแบบตลอดไป เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมา แต่บัดนี้เธอมีภารกิจที่สำคัญกว่านั้น คือไปเตรียมใจอัครสาวกให้พร้อม สำหรับการปรากฏตัวของพระเยซูท่ามกลางพวกเขา(ยน. 20:19-23)

บางครั้งพระเจ้าทรงเรียกเราให้ออกจากพื้นที่ที่แสนสุขของเรา เพื่อทำภารกิจที่เล็กน้อยอันแสนสำคัญ จงเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังแล้วก้าวออกไปด้วยความเชื่อ แล้วผลที่เกิดขึ้นจะยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:16) { มารีย์เอ๋ย }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูพูดกับมารีย์ มักดาลา ครั้งแรก หลังจากพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เธอยังจำพระองค์ไม่ได้(ข้อ 15) จนกระทั่งพระองค์เรียกเธอ ด้วยถ้อยคำที่เธอคุ้นเคย “มารีย์เอ๋ย”

– ขณะที่เธอคงกำลังพยายามหันไปหันมาอย่างร้อนใจ เพื่อมองหาพระศพของพระเยซู ในทันใดนั้นเมื่อเธอได้ยินเสียงเรียกด้วยวลีที่แสนจะคุ้นเคยนั้น เธอจำได้ทันทีว่าเป็นพระเยซู

– เธอจึงหันมาแล้วเรียกพระเยซู ด้วยการยกย่องให้เกียรติว่า “รับโบนี”

– ในหนังสือ Albert Barnes’ Notes on the Bible ได้อธิบายไว้ว่า การเรียกอาจารย์ของคนยิวสมัยนั้น มี 3 ระดับ ได้แก่

– รับ (Rub) หมายถึง อาจารย์

– รับบี (Rabbi) หมายถึง อาจารย์ของฉัน เป็นการให้เกียรติที่สูงขึ้น

– รับโบนี (Rabboni) หมายถึง อาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ของฉัน ซึ่งเป็นการให้เกียรติสูงสุด

การประยุกต์ใช้ :

– ในข้อก่อนหน้านี้(ข้อ15) สังเกตได้ว่า มารีย์ มักดาลา จำเสียงพระเยซูไม่ได้

– ในข้อนี้พระเยซูทรงเรียกเธอด้วยวลีธรรมดาๆ “มารีย์เอ๋ย” แต่กลับทำให้เธอจำพระองค์ขึ้นมาได้โดยทันที ซึ่งเรื่องนี้คนอื่นคงยากที่จะเข้าใจได้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ นอกจากมารีย์ มักดาลา กับ พระเยซูเท่านั้น

– พระเยซูทรงทราบว่า ควรพูดอะไรกับมารีย์ มักดาลา เพราะพระองค์ทรงรู้จักเธอเป็นอย่างดี และพระองค์ทรงรู้จักหัวใจของเธอ

– วันนี้ แม้คนอื่นไม่เข้าใจเรา แต่พระเยซูทรงทราบหัวใจของเรา และพระองค์รู้ว่าควรตรัสกับเราอย่างไรและควรปฏิบัติต่อเราอย่างไร เพราะพระองค์ทรงรักและเข้าใจเราเป็นอย่างดี

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:15) { ตามหาใคร? }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูปรากฏแก่มาร์ย์ มักดาลา เป็นคนแรก หลังจากที่พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ทรงตรัสกับเธอ ด้วยถ้อยคำเหมือนที่ทูตสวรรค์เพิ่งพูดกับเธอก่อนหน้านี้ ว่า“หญิง​เอ๋ย ร้อง​ไห้​ทำไม?” (ข้อ 13) และพระองค์ถามเธอว่า “ตามหาใคร?”

– เป็นประโยคทำนองเดียวกับ ใน ฟป.4:6-7 เลย “อย่าทุกข์ไปเลย … ต้องการอะไรบอกมาได้”

– แต่มารีย์ มักดาลา จำพระเยซูไม่ได้ เข้าใจผิดคิดว่าพระองค์เป็นคนทำสวน ด้วยใจที่กำลังวุ่นวายใจอยากจะหาพระศพให้พบ เธอจึงรีบพูดกับพระเยซูว่า พระองค์เอาพระศพพระเยซูไปหรือเปล่า เอาไปไว้ที่ไหนบอกหน่อยเถอะ เธอจะได้ไปรับกลับมา

– เธอพูดคล้ายกับหญิงใน เพลงซาโลมอน 3:3 ที่ถาม พวก​ยาม​ลาด​ตระ​เวน​ ​ว่า “ท่าน​เห็น​เขา​ผู้​ที่​ดวง​ใจ​ของ​ดิฉัน​รัก​ไหม?”

การประยุกต์ใช้ :

– ในข้อนี้ เราเห็นความกระตือรือร้นอย่างยิ่งของมารีย์ มักดาลา ที่ปรารถนาจะทำอะไรเพื่อพระเยซูที่เธอรัก ขณะเดียวกันในข้อนี้กลับแสดงให้เห็นว่า พระเยซูต่างหากที่ปรารถนาจะทำอะไรบางอย่างให้แก่เธอผู้ที่พระองค์ทรงรัก คือปลอบประโลมเธอ ทำให้เธอหยุดร้องไห้ นำเธอให้พบกับความปิติยินดี ได้พบกับพระเยซูผู้เป็นขึ้นมาจากความตายเป็นคนแรกของบรรดามวลมนุษยชาติ

บ่อยครั้งที่เราอยากจะทำอะไรมากมายให้พระเยซู จนกระทั่งไม่ได้นิ่งสงบแล้วสังเกตให้เห็นว่าพระองค์ปรารถนาจะกระทำอะไรให้แก่เรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:14) { กายใหม่ }

แนวคิด :

– เมื่อมารีย์ มักดาลา พูดกับทูตสวรรค์ทั้งสองที่นั่งอยู่ในอุโมงค์ฝังศพของพระเยซูโดยที่เธอไม่รู้ว่าเป็นทูตสวรรค์(ข้อ 13) ในทันใดนั้น เมื่อเธอหันกลับมาปรากฏว่ามีผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ใกล้ๆเธอ

– ผู้นั้นคือ พระเยซู ผู้ที่เธอรักและเป็นผู้ที่เธอกำลังมองหา

– แต่เธอกลับจำพระเยซูไม่ได้

– นี่เป็นครั้งแรกที่พระเยซูปรากฏพระกายให้มนุษย์ได้เห็น หลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และมนุษย์คนแรกในโลกคนนี้ คือ มารีย์ มักดาลา

– เหตุการณ์นี้ทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องสำคัญฝ่ายวิญญาณ ที่เกี่ยวข้องกับเราอย่างยิ่งในอนาคต คือ เรื่องของกายใหม่ เมื่อเราเป็นขึ้นมาจากความตายในอนาคต

– เพราะพระเยซูทรงเป็นผลแรกแห่งการเป็นขึ้นมาจากความตาย และเราทั้งหลายที่เป็นของพระองค์จะเป็นผลต่อๆมา(1คร. 15:23) ผลแรกเป็นอย่างไร ผลที่ตามมาก็จะเป็นเช่นนั้น

– จากเหตุการณ์ในข้อนี้ ทำให้เรารู้ว่า กายใหม่นั้น เป็นกายที่เหมือนกายมนุษย์ในปัจจุบัน จนมารีย์ มักดาลา แยกไม่ออกว่า พระเยซูปรากฏต่อนางด้วยกายที่ไม่ใช่กายมนุษย์ธรรมดาแล้ว

– และกายใหม่ จะมีรูปร่างและใบหน้า ไม่เหมือนกายเดิม เพราะขนาดมารีย์ มักดาลา ผู้ที่หากได้เห็นหลังของพระเยซู ก็คงจำพระองค์ได้แล้ว แต่บัดนี้พระเยซูมายืนต่อหน้าเธอ เธอกลับจำพระองค์ไม่ได้

– แต่เมื่อเป็นกายใหม่แล้ว ยังคงมีอะไรบางอย่างที่เป็นลักษณะของเดิม ที่ทำให้คนอื่นจำได้ แม้มารีย์ มักดาลา จะจำเสียงของพระเยซูไม่ได้(ข้อ15) แต่ในที่สุดเธอก็จำพระองค์ได้ ดังที่ปรากฏในข้อ ต่อๆมา (ข้อ16)

การประยุกต์ใช้ :

– มารีย์ มักดาลา พยายามแสวงหาพระเยซู และเธอจนปัญญาแล้วไม่รู้จะหาพระองค์ได้จากที่ไหน แต่ความจริงพระองค์อยู่ใกล้เธอมากกว่าที่เธอคิด และเธอสามารถพบกับพระเยซูได้ง่ายกว่าที่เธอคาดไว้มากนัก

– เมื่อเราแสวงหาพระเจ้าด้วยความรักอย่างจริงใจที่มีต่อพระองค์ เราจะพบพระองค์ได้ง่ายกว่าที่เราคิดเสียอีก เพราะพระองค์พร้อมและเต็มใจที่จะเปิดเผยพระองค์แก่เราด้วยวิธีต่างๆ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:13) { ร้องไห้ทำไม? }

แนวคิด :

– เมื่อมารีย์ มักดาลากำลังร้องไห้แล้วหันไปเห็นทูตสวรรค์สององค์ ในอุโมงค์(ข้อ12) ทูตสววรค์จึงพูดกับนางว่า “หญิง​เอ๋ย ร้อง​ไห้​ทำไม?” ซึ่งเป็นวลีที่ พระเยซูกำลังจะพูดกับเธอ (ข้อ15) ดูเหมือนการพูดของทูตสวรรค์นี้เป็นเหมือนการเตรียมใจของเธอ ก่อนที่เธอจะพบกับพระเยซูในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

– สังเกตจากคำตอบของเธอ ดูเหมือนเธอยังไม่รู้ว่านั่นคือทูตสวรรค์ เธอจึงไม่ได้ตกใจอะไร แต่พยายามอธิบายให้ทั้งสองฟัง ถึงความปรารถนาของเธอ

– เธอพูดมีนัยว่า เผื่อทั้งสองรู้จะได้บอกแก่เธอว่า เขาเอาพระศพพระเยซูไปไว้ที่ไหน แต่ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากถามทั้งสอง ก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับเธอเสียก่อน(ข้อ14)

การประยุกต์ใช้ :

– ทูตสวรรค์รอจนถึงเวลาที่เหมาะสม จึงปรากฏตัวขึ้น เพื่อภารกิจสำคัญ คือ เตรียมใจของมารีย์ มักดาลา ให้พร้อมสำหรับการพบกับพระเยซูที่เธอรัก

– ทูตสวรรค์ พูดด้วยคำพูด ที่พระเยซูกำลังจะพูด เป็นการเตรียมสำหรับการเสด็จมาปรากฏขององค์กษัตริย์

– ทำไม มารีย์ มักดาลา จึงสำคัญขนาดนั้น ต้องมีการเตรียมการก่อนจะพบกับเธอด้วย? ก็เพราะเธอเป็นคนเดียว ที่ยังยืนร้องไห้ที่อุโมงค์ ขณะที่คนอื่นกลับไปหมดแล้ว เธอรักพระเยซูมาก

– พระเยซูทรงรักเราทุกคนอย่างที่สุดจนตายเพื่อเรา และพระองค์ยินดีเต็มใจจะตอบรับความรักของเราที่มีต่อพระองค์ อย่างอ่อนหวานและอ่อนโยน

– วันนี้เรารักพระเยซูมากเพียงใด?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:12) { ทูตสวรรค์นั่งอยู่ }

แนวคิด :

– ขณะที่มารีย์กำลังร้องไห้อยู่หน้าอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู และเมื่อเธอมองเข้าไปในอุโมงค์(ข้อ11) เธอก็เห็นทูตสวรรค์ 2 องค์ นั่งอยู่ที่วางพระศพ

– น่าจะเป็นทูตสวรรค์ที่พับผ้าพันพระศพ ส่วนพระเศียรและส่วนพระกาย

– ทูตสวรรค์นั่งอยู่ เป็นอากรัปกริยาที่ไม่รีบร้อน แต่กำลังรออะไรบางอย่าง

– คือ รอเวลาที่เหมาะสมที่จะพูดกับ มารีย์ มักดาลา (ข้อ13) เพื่อนำร่องให้พระเยซูพูดกับนาง(ข้อ15)

การประยุกต์ใช้ :

– พระเจ้ามีจังหวะเวลาของพระองค์ แม้แต่เหล่าทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์ยังคงต้องรอจังหวะเวลาของพระองค์ แล้วเราเป็นใครที่จะไม่ยอมรอจังหวะเวลาของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:11) { ยืนร้องไห้ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรกับยอห์นกลับไปจากอุโมงค์แล้วด้วยความประหลาดใจที่พระศพพระเยซูหายไป(ข้อ10) แต่มารีย์ มักดาลา ยังคงยืนร้องไห้อยู่ที่หน้าอุโมงค์ ร้องไห้ไปพลางก็มองเข้าไปที่อุโมงค์พลาง

– ก่อนหน้านี้ มารีย์ มักดาลาและผู้หญิงอีกหลายคน ได้มาที่อุโมงค์แต่เช้ามืดโดยที่ก่อนหน้านี้พวกเธอได้ใช้เวลาเตรียมเครื่องหอมสำหรับชโลมพระศพ(มก. 16:1)

– แล้วมารีย์ มักดาลาก็วิ่งเข้าไปในเมืองเพื่อบอกข่าวแก่พวกสาวก(ยน. 20:2)

– จากนั้นเธอก็ตามเปโตรและยอห์นกลับมาที่อุโมงค์อีก

– บัดนี้ เปโตรและยอห์นก็กลับไปแล้ว และพวกผู้หญิงคนอื่นก็กลับไปแล้วเช่นกัน

– แต่เธอยังอยู่ที่นั่น เธอไม่ได้นั่งร้องไห้อย่างหมดแรงหรือท้อแท้ใจ แต่กำลังยืนร้องไห้แสดงให้เห็นถึงความกระวนกระวายใจ นั่งไม่ติด คงเพราะกำลังคิดว่ามีใครบางคนมาขโมยพระศพไปเพื่อทำอะไรบางอย่าง

– จากอากัปกริยาที่ยืนร้องไห้ และมองเข้าไปในอุโมงค์ รวมถึงคำพูดของเธอในข้อ 13 ทำให้เห็นว่า ที่เธอยังไม่กลับไปเพราะพยายามกำลังหาพระศพให้เจอ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเธอรักพระเยซูมากนั่นเอง

การประยุกต์ใช้ :

– เหตุที่พระเยซู เลือกปรากฏแก่มารีย์ มักดาลา เป็นคนแรก เป็นไปได้ว่า ก็เพราะเธอรักพระเยซูมากกว่าใคร และเธอไม่ยอมลดละ ที่จะแสวงหาพระเยซูให้พบ

– เหมือนใน ยรม. 29:13 “เจ้า​จะ​แสวง​หา​เรา​และ​พบ​เรา​เมื่อ​เจ้า​แสวง​หา​เรา​ด้วย​สิ้น​สุด​ใจ​ของ​เจ้า”

วันนี้ ถ้าเราหิวกระหายอย่างสุดจิตสุดใจ ที่อยากจะมีประสบการณ์กับพระเยซู เราจะพบพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:10) { กลับบ้านดีกว่า }

แนวคิด :

– หลังจากที่เปโตรและยอห์น เข้าไปดูในอุโมงค์แล้วพบว่า พระศพของพระเยซูไม่อยู่ในอุโมงค์แล้ว จริงตามที่พวกผู้หญิงบอก

– พวกเขาก็กลับไปยังที่พักของตน ด้วยความประหลาดใจ(ลก. 24:12)

– พวกเขากลับบ้าน ในข้อนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่กลับบ้านที่กาลิลี เพราะพวกเขาจะพบพระเยซูในเวลาอีกไม่นานที่เยรูซาเล็ม (ลก. 24:33-36) ก่อนที่พวกเขาจะกลับไปกาลิลี พบกับพระเยซูที่นั่นอีก (ยน. 21:1)

– ดังนั้น บ้านในข้อนี้ น่าจะหมายถึงที่พักของพวกเขาในช่วงเวลานั้น อาจเป็นห้องชั้นบนที่พวกเขาประชุมกัน หรืออาจหมายถึงบ้านของยอห์นในเยรูซาเล็ม เพราะยอห์นอาจจะมีบ้านอีกหลังในเยรูซาเล็ม สังเกตได้จากการที่เขาสนิทกับมหาปุโรหิต (ยน. 18:15)

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อเปโตรและยอห์น เห็นหลักฐานว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พวกเขาก็กลับบ้านไป

– ช่างเป็นประโยคที่ น่าตลกจริงๆ เพราะควรจะเป็นเช่นนี้ เมื่อพวกเขาเห็นหลักฐาน พวกเขาก็ระลึกถึงคำของพระองค์ได้ แล้วกระตือรือร้นอย่างยิ่ง ฯลฯ

– การเป็นขึ้นมาจากความหมายของพระเยซูยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา เพราะเขายังไม่เชื่อมั่นอย่างไม่สงสัย ว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– ในเวลาต่อมา เมื่อพวกเขามั่นใจอย่างสุดหัวใจ ว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วจริงๆ จากนั้นชีวิตของพวกเขาก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลยตราบจนวันตาย

– วันนี้ หากเรามั่นใจด้วยความเชื่ออย่างไม่สงสัยว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ความจริงนี้จะมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างมหาศาล แต่หาไม่แล้วความจริงนี้ก็จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆในชีวิตของเราเลย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:9) { ไม่เข้าใจ }

แนวคิด :

– เมื่อยอห์นได้เข้าไปในอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู ได้เห็นว่าพระศพหายไป เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เพราะว่าเขาไม่ได้เชื่อตามที่พระเยซูเคยกล่าวไว้หลายครั้ง

– อย่างเช่นใน มธ. 12:40 พระเยซูตรัสว่า “เพราะ​ว่าโย​นาห์​อยู่​ใน​ท้อง​ปลา​มหึมา​สาม​วัน ​สาม​คืน ​อย่าง​ไร บุตร​มนุษย์​จะ​อยู่​ใน​ท้อง​แผ่น​ดิน​สาม​วัน​สาม​คืน​อย่าง​นั้น”

– เขาจึงไม่ได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า ความจริงแล้วพระศพไม่ได้หายไป แต่พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วตามที่พระองค์เคยตรัสเอาไว้

การประยุกต์ใช้ :

– ทั้งที่พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และ ยอห์นก้ได้เห็นแล้วว่าอุโมงค์ถูกปิดออกและพระศพหายไป แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– ก็เพราะว่า เขาไม่ได้เชื่อจริงๆ ในถ้อยคำที่พระเยซูได้กล่าวไว้

การเชื่อวางใจในพระคำของพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ มีมากเท่าใด ก็จะช่วยทำให้เราเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเรา ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:8) { เห็นและเชื่อ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรเข้าไปในอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซูแล้ว(ข้อ 6) จากนั้นซึ่งตอนแรกไม่กล้าเข้า ก็ตามเข้ามาด้วย

– แล้วยอห์นก็เห็นจริง ตามสิ่งที่พวกผู้หญิงบอกว่า พระศพหายไป เมื่อเห็นแล้วเขาจึงเชื่อว่าพวกผู้หญิงพูดจริง

การประยุกต์ใช้ :

– ยอห์น สงสัยในคำของพวกผู้หญิง จนกระทั่งเมื่อเขาได้เห็นกับตา จึงเชื่อว่าพวกผู้หญิงพูดจริง

– และยอห์น ก็ไม่เชื่อในคำพูดของพระเยซูเช่นกัน ว่า พระองค์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย ในวันที่สาม (มธ. 17:23) จนกระทั่งพระเยซูปรากฏแก่เขา เขาจึงเชื่อ(ยน. 20:19)

– แต่ความเชื่อพระเยซูปรารถนาให้สาวกของพระองค์มี คือ เชื่อโดยไม่จำเป็นต้องเห็นก่อน

– ดังที่พระเยซูตรัสกัยโธมัส ใน ยน. 20:29 พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เพราะ​ท่าน​เห็น​เรา​ท่าน​จึง​เชื่อ​หรือ? คน​ที่​ไม่​เห็น​เรา​แต่​เชื่อ​ก็​เป็น​สุข”

– วันนี้ เราจะตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเชื่อถ้อยคำของพระเจ้าอย่างไม่สงสัยแม้ยังไม่ได้เห็น หรือเราจะต้องรอให้เห็นก่อนแล้วถึงจะยอมเชื่อ?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:7) { ผ้าถูกพับไว้ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรเข้าไปในอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู เขาไม่พบพระศพพระเยซู เห็นแต่เพียงผ้าป่านที่โยเซฟชาวอาริมาเธียและนิโคเดมัส ใช้พันพระศพเท่านั้น(ยน. 19:40)

– เปโตรเห็นผ้าป่านที่พันพระเศียรพับแยกไว้ต่างหาก แยกออกจากผ้าที่พันพระศพ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไม่เร่งรีบ ซึ่งหากเป็นคนมาขโมยพระศพคงกระทำอย่างเร่งรีบ

– แต่นี่น่าจะเป็นฝีมือของทูตสวรรค์ทั้งสอง ที่พวกผู้หญิงพบที่อุโมงค์ ใน ลก. 24:4

การประยุกต์ใช้ :

– พระเจ้าทรงมีแผนการล้ำเลิศและพระองค์ทรงปราณีตในแผนการนั้น

– ในเวลาต่อมา ใน มธ. 28:12-13 ​พวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิต​แจก​เงิน​ก้อน​ใหญ่​ให้​กับ​พวก​ทหาร แล้วสั่งว่า ให้ปล่อยข่าวว่ามีคนมาขโมยพระศพไปตอนพวกเขาหลับอยู่

– ซึ่งการที่ผ้าพันพระศพถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย แถมยังแยกด้วยว่าผืนไหนพันพระเศียร ผืนไหนพันพระกาย เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่การกระทำของขโมยที่ต้องทำอย่างเร่งรีบ แต่เป็นการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูจริงๆ

– เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา เราอาจจะคิดไม่ถึงว่าผลกระทบนั้นจะเป็นอย่างไร แต่พระเจ้าทรงทราบและพระองค์ทรงจัดเตรียมอย่างปราณีตสำหรับเราผู้เป็นที่รักของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:6) { เปโตรเข้าไปในอุโมงค์ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรวิ่งมาถึงอุโมงค์เพื่อดูว่าข่าวที่พวกผู้หญิงบอกเกี่ยวกับพระศพหายไปนั้นเป็นจริงหรือไม่

– ยอห์นซึ่งวิ่งมาถึงก่อน กำลังหยุดยืนอยู่ปากอุโมงค์ ไม่กล้าเข้าไป(ข้อ 5)

– เปโตรซึ่งมาถึงทีหลัง ไม่รีรอแบบยอห์น แต่รีบรุดเข้าไปในอุโมงค์ทันที แล้วก็เห็นผ้าพันพระศพวางพับไว้อยู่ แต่ไม่เห็นพระศพของพระเยซูในนั้น

การประยุกต์ใช้ :

– เพราะความกล้าหาญ หรือ อาจจะเพราะความหุนหันพลันแล่นของเปโตร ทำให้เขาได้เป็นคนแรกในพวกสาวกที่เป็นสักขีพยานว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– ไม่ว่าจะเป็นความเข้มแข็งของเรา หรือจุดอ่อนของเรา พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถใช้สิ่งนั้นกลายเป็นพระพรแก่เราได้เสมอ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:5) { เห็นผ้าวางอยู่ }

แนวคิด :

– เมื่อยอห์นวิ่งมาดูที่อุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซู เขาวิ่งมาถึงก่อนเปโตร(ข้อ 4) แต่เขาไม่กล้าเข้าไปข้างใน น่าจะเพราะความกลัวบางอย่าง ซึ่งดูเหมือนยอห์นจงใจเขียนถึงความอ่อนแอของตนในประเด็นนี้

– ยอห์นไม่ได้เข้าไปก็จริง แต่เขาได้ก้มดูจากปากอุโมงค์ ซึ่งตามปกติอุโมงค์ฝังศพของยิวมัก ขุดต่ำลงไปจากปากอุโมงค์ ราว 2-3 เมตร

– เมื่อเขาก้มดู เขาก็เห็นว่ามีผ้าพันพระศพวางอยู่ แต่ไม่เห็นพระศพ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าพระศพอาจถูกย้ายไปอีกตำแหน่งหนึ่งที่เขามองไม่เห็นก็ยังเป็นไปได้

– อย่างไรก็ดีสามารถกล่าวได้ว่า ยอห์นเป็นสาวกคนแรกที่ได้เห็นผ้าพันพระศพหลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

การประยุกต์ใช้ :

– ในความอ่อนแอ ความขลาดกลัวของยอห์น จึงทำให้เขาไม่ได้เข้าไปในอุโมงค์แล้วเป็นสาวกคนแรกที่พบว่าพระเยซูไม่อยู่ในอุโมงค์แล้ว

-ถึงกระนั้น พระเจ้าก็เมตตาให้เขาได้เป็นสาวกคนแรกที่ได้เห็นผ้าพันพระศพหลังจากพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

แม้ในความอ่อนแอของเรา ทำให้เราต้องพลาดสิ่งดีบางอย่างไป ถึงกระนั้นพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจ พระองค์จะทรงประทานพระพรแก่เราตามความจริงใจที่เรามีต่อพระองค์นั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:4) { ยอห์นมาถึงก่อน }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรและยอห์น ได้ยินว่าพระศพของพระเยซูหายไป เขาจึงรีบวิ่งออกไปดูที่อุโมงค์ในทันที

– ข้อนี้ ยอห์นระบุว่า ยอห์นซึ่งหนุ่มกว่า วิ่งเร็วกว่าเปโตร  เพื่อที่จะสื่อว่า เปโตรเป็นสาวกคนแรกที่เข้าไปในอุโมงค์ เป็นสาวกคนแรกที่เป็นสักขีพยาน ในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู(ข้อ 6)

– คือ ยอห์นระบุว่า ขนาดเขามาถึงก่อน เขาก็ยังมัวแต่ลังเลไม่กล้าเข้าไป แต่เปโตรมาถึงเข้าไปดูเลย

การประยุกต์ใช้ :

– จากการจัดฉากของพระเจ้าในเหตุการณ์นี้ แม้ยอห์นผู้มาถึงก่อน น่าจะเป็นคนแรกในพวกสาวกที่ได้เข้าไปในอุโมงค์ แต่ดูเหมือนเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่จะให้เปโตร ผู้ปฏิเสธพระเยซูมากกว่าสาวกคนอื่นๆถึง 3 ครั้ง กลับได้เป็นคนแรกในบรรดาสาวก ที่ได้เข้าไปเป็นสักขีพยานในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู

เปโตรทำผิดมากเมื่อหลายวันก่อน แต่วันนี้เมื่อเขากลับใจ หันกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดใจ พระเจ้าไม่ดูหมิ่นเขา แต่กลับประทานเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ให้แก่เขา คือ เป็นสาวกคนแรกในบรรดาพวกสาวกที่ได้เข้าไปเห็นและเป็นสักขีพยานว่าพระเยซูไม่ได้อยู่ในอุโมงค์แล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:3) { เปโตรกับยอห์น }

แนวคิด :

– หลังจากที่มารีย์มักดาลามาบอกกับพวกสาวกว่าพระศพของพระเยซูหายไป พวกสาวกส่วนใหญ่ไม่สนใจคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล(ลก. 24:11) มีแต่เปโตรกับยอห์นเท่านั้น ที่มีปฏิกริยากับข่าวนี้

– พวกเขาทั้งสองรีบออกไปดูที่อุโมงค์ ในข้อ4 บอกว่าพวกเขาไม่ได้เดินไปแต่รีบวิ่งไปดูเลย แสดงถึงความกระตือรือร้นอย่างยิ่งเกี่ยวกับพระศพของพระเยซู

– สาวกคนอื่นๆไม่ได้ออกไปดูที่อุโมงค์ อาจเพราะไม่เชื่อสิ่งที่มารีย์มักดาลาพูด หรืออาจเพราะดูเหมือนมีพิรุธ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ศพถูกฝังแล้ว จะหายไปได้อย่างร ต้องเป็นกับดักของพวกยิวแน่ที่จะล่อพวกเราออกไป เพื่อจะดักจับพวกเรา

– เปโตรและยอห์น แม้ยังไม่เชื่อนัก ใน ยน. 20:8 บอกว่า เมื่อพวกเขามาเห็นว่าพระศพหายไปจริงๆ แล้วจึงค่อยเชื่อคำที่มารีย์มักดาลาได้กล่าว แต่พวกเขาก็รีบวิ่งออกไปดูที่อุโมงค์ โดยไม่หวั่นกลัวว่าจะเป็นกับดักด้วยซ้ำไป (หรืออาจเพราะคิดไม่ถึงก็ไม่ทราบ)

– เปโตร ผู้นี้ คือคนที่ เมื่อ 3 วันก่อน ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นสาวกของพระเยซูต่อหน้าผู้คนถึง 3 ครั้ง บัดนี้เป็นโอกาสอีกครั้งที่เขาจะแก้ตัวทำอะไรเพื่อพระเยซูอีกสักครั้ง แม้มันจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม เขาจึงรีบวิ่งออกไปที่อุโมงค์

>>> อะไรทำให้เปโตรวิ่งออกไปที่อุโมงค์? ก็คือ การที่เปโตรสำนึกในความผิดที่ตนได้ทำไป จึงเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อพระเยซู นี่คือการกลับใจที่แท้จริง เมื่อสำนึกผิดจึงลงมือทำบางอย่างในสิ่งที่ถูก

– ยอห์น ผู้นี้ คือสาวกที่ ตอนพระเยซูถูกจับเขาตามพระเยซูไป ดูอยู่ห่างๆ และตอนพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน เขาเข้ามาใกล้พระองค์ จนขนาดที่สามารถได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของพระองค์ได้(ยน. 19:26-27) ยอห์นผู้นี้เอง ที่เขาบันทึกว่า เขาคือสาวกที่พระเยซูทรงรัก

>>> อะไรทำให้ยอห์นวิ่งออกไปที่อุโมงค์? ก็คือ การที่เขารู้ตัวว่าเขาเป็นสาวกที่พระเยซูทรงรัก ความจริงแล้วพระเยซูทรงรักสาวกทุกคนอย่างที่สุด ใน ยน. 13:1 “… พระ​องค์​ทรง​รัก​เขา​ทั้ง​หลาย​จน​ถึง​ที่​สุด” แต่ดูเหมือนเวลานั้น มีแต่ยอห์นเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงความรักของพระองค์ที่ทรงรักเขา เขาจึงตอบสนองต่อความรักนั้นด้วยการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างกล้าหาญ

การประยุกต์ใช้ :

จงกลับใจเหมือนเปโตร หยุดทำสิ่งผิดที่เคยทำ แล้วทำสิ่งตรงกันข้าม คือหันมาทำสิ่งถูกที่ควรทำ

– เปโตร เคยกลัวที่จะให้คนรู้ว่าเป็นพวกของพระเยซู จนกระทั่งเขาปฏิเสธพระเยซู บัดนี้เขาไม่กลัวที่จะวิ่งไปที่อุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู ถึงแม้อาจจะทำให้มีคนรู้ก็ได้ว่าเขาเป็นพวกของพระเยซู

จงรับรู้ความรักของพระเยซูที่มีต่อเรา เหมือนยอห์น แล้วโดยการรับรู้นั้นจะเป็นแรงผลักดันให้เราทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างกล้าหาญ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:2) { เขาเอาพระองค์ไปไหนก็ไม่รู้! }

แนวคิด :

– เมื่อมารีย์มักดาลา เห็นว่าอุโมงค์ถูกเปิดออกแล้ว และไม่มีพระศพของพระเยซูอยู่ในนั้น นางจึงรีบวิ่ง จากอุโมงค์นั้นซึ่งอยู่ใกล้โกละโกธา (ยน. 19:42) เข้าไปในเมืองเพื่อบอกเปโตรและยอห์น

– ใน ลก. 24:11 อธิบายว่าเธอได้แต่บอกกับพวก​อัคร​ทูตคนอื่นๆด้วยแต่พวกเขา​ไม่​เชื่อ เห็น​ว่า​เป็น​คำ​เหลว​ไหล มีแต่เปโตรกับยอห์นเท่านั้นที่เชื่อแล้ววิ่งออกไปดูที่อุโมงค์ ยอห์นจึงบันทึกว่า นางมารีย์มักดาลาได้ไปบอกแก่เปโตรและยอห์น

– เธอบอกพวกเขาว่า มีคนมาเอาพระศพของพระเยซูไป และพวกเรา(ซึ่งหมายถึงมารีย์มักดาลาและผู้หญิงคนอื่นๆที่ไปด้วยกัน) ไม่รู้ว่าเขาเอาพระศพของพระเยซูไปไว้ที่ไหน

– มาถึงตอนนี้ มารีย์มักดาลาไม่ทราบเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระเยซูและคิดไม่ถึงเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู เธอรู้อย่างเดียวว่าพระศพหายไป และเธอก็พยายามทำอย่างสุดความสามารถที่จะทำอะไรบางอย่างแด่พระเยซู เท่าที่เธอทำได้คือรีบวิ่งไปบอกพวกอัครสาวก

การประยุกต์ใช้ :

– เวลานั้น พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว แต่เนื่องจากมารีย์มักดาลายังไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ ดังนั้นการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูจึงยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ

เวลานี้ พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ แต่หากเราไม่ตระหนักว่าวันนี้พระองค์ทรงพระชนม์อยู่กับเรา เราก็ยังคงตกอยู่ในความหวาดกลัว ความวิตกกังวลต่อไป ถึงแม้ว่าพระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วก็ตาม

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:1) { อุโมงค์ถูกเปิดออกแล้ว }

แนวคิด :

– ในวันต้นสัปดาห์ ซึ่งก็คือ วันอาทิตย์ นับเป็นวันที่ 3 ตั้งแต่ที่เขาฝังพระศพของพระเยซู ในเย็นวันศุกร์ ก่อน 6 โมงเย็น (ชาวยิวนับว่า หลัง 6 โมงเย็นเป็นวันใหม่)

– ในเวลาเช้ามืด ซึ่งน่าจะเป็นเวลาช่วง ตี3-6โมงเช้า มารีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา มารีย์​มาร​ดา​ของ​ยากอบ​พร้อม​กับ​นาง​สะ​โล​เม (มก. 16:1) ได้​นำเครื่องหอมมาเพื่อ​ชโลม​พระ​ศพ​ของ​พระ​เยซู ในยอห์น บันทึกแค่ ชื่อของมารีย์มักดาลา คงเพราะต้องการเน้นเหตุการณ์ที่พระเยซูพบกับนางเป็นส่วนตัว(ยน. 20:11-18)

– เมื่อมารีย์มักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพ ซึ่งเดิมทีถูกปิดไว้อย่างแน่นหนามีประตราของปีลาต ห้ามเปิดก่อนได้รับอนุญาต และมีทหารเฝ้าคุมไว้(มธ. 27:65-66 ) พวกนางก็พบว่าหินปิดปากอุโมงค์ถูกยกออกไปแล้ว

– การมาของมารีย์มักดาลานี้ ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นความตั้งใจจริงของเธออย่างมาก เมื่อลองไล่ลำดับเวลาดู

– วันศุกร์ พระเยซูสิ้นพระชนม์ บ่าย 3 โมง กว่าโยเซฟชาวอาริมาเธีย จะไปเจรจาขอพระศพพระเยซูจนสำเร็จ เวลาคงผ่านไปพอสมควร กว่าจะเชิญพระศพลงมา แล้วเอาเครื่องหอมชโลมแล้วพันผ้าพระศพ แล้วนำไปฝังที่อุโมงค์ ใน มธ. 27:61 บอกว่ามารีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา​กับ​มารีย์​อีก​คน​หนึ่ง​ก็​นั่ง​อยู่​ที่​นั่น​ตรง​หน้า​อุโมงค์

– มาถึงจุดนี้ เวลาคงใกล้ 6 โมงเย็นเต็มทีแล้ว วันสะบาโตกำลังจะเริ่มแล้ว ซึ่งชาวยิวจะไม่ทำงานใดๆ

– ยน.20:1 บอกว่า “เวลาเช้ามืด” มารีย์มักดาลา ก็มาที่อุโมงค์แล้ว พร้อมกับเครื่องหอม (ลก. 24:1)

– สังเกตดูว่า มารีย์มักดาลา มีเวลาน้อยมากสำหรับการเตรียมเครื่องหอม นางคงต้องรีบมากทีเดียวจึงเตรียมได้ทัน เช้ามืดวันอาทิตย์ได้

– และอีกประการหนึ่ง ข่าวเรื่องที่ปีลาตให้ทหารคุมอุโมงค์แน่นหนา น่าจะแพร่ไปทั่วแล้ว ในมก. 16:3 พวกผู้หญิง​พูด​กัน​​ว่า “ใคร​จะ​ช่วย​กลิ้ง​ก้อน​หิน​ออก​จาก​ปาก​อุโมงค์” เพราะก้อนหินนั้นใหญ่ มารีย์มักดาลา แม้มีความหวังเพียงน้อยนิดที่จะสามารถชโลมพระศพพระเยซูได้ แต่ถึงกระนั้นเธอยังทำอย่างสุดความสามารถและทำอย่างกระตือรือร้น

การประยุกต์ใช้ :

– มารีย์มักดาลา พยายามอย่างสุดกำลังที่จะทำถวายแด่พระเยซู ปรากฏว่าเธอทำส่วนของเธออย่างเต็มที่ แต่ส่วนที่เกินกำลังนั้น พระเจ้าทรงกระทำให้แก่เธอเอง

– อย่างไรก็ดี แม้เธอจะทำอย่างสุดกำลังของเธอแล้วก็ตาม สิ่งที่เธอเตรียมมาก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี ดูเหมือนงานที่เธอทุ่มเททำลงไปนั้นจะไม่มีประสิทธิผลอะไรเลยต่อแผนการของพระเจ้า ถึงกระนั้นการกระทำของเธอนี้ พระเจ้าก็ยังคงประทานเกียรติให้แก่เธอ สิ่งที่เธอได้พยายามทำนี้ ถูกบันทึกในพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม และมีคนหลายพันล้านคนทั่วโลกตลอดประวัติศาสตร์ได้รับรู้สิ่งที่เธอได้กระทำถวายแด่พระเยซูที่เธอรักด้วยสุดใจ

พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่ง ไม่ได้ทอดพระเนตรที่ความยิ่งใหญ่หรือความสำเร็จของงาน แต่ทอดพระเนตรดูท่าทีแห่งหัวใจที่ทำถวายแด่พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:1){ พระวาทะ }

แนวคิด  :

  • พระเยซู(พระวาทะ)ทรงเป็นพระเจ้า ทรงดำรงอยู่ก่อนแล้ว ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา(อยู่ในมิติที่สูงส่งกว่ากาลเวลา)และก่อนที่สรรพสิ่งที่เรารู้จัก(นอกจากพระองค์)ถูกสร้างขึ้น

ประยุกต์ใช้ :

  • ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่ ไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าอยู่ดี
  • โดยพระเมตตาที่เกินเข้าใจ(วันนี้เรายังไม่อาจเข้าใจได้) พระองค์สร้างสรรพสิ่งขึ้นแล้วเลือกก้าวเข้ามาในมิติของเวลา เริ่มแผนการนิรันดร์ของพระองค์ แล้วบางสิ่งก็เปลี่ยนไปตลอดนิรันดร์กาล

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:2){ ตรีเอกานุภาพ }

แนวคิด  :

  • พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ขณะเดียวกัน พระเยซูทรงอยู่กับพระเจ้า เป็นเรื่องของตรีเอกานุภาพ อันซับซ้อนเกินที่จะอธิบายได้ด้วยความเข้าใจอันจำกัดของมนุษย์

ประยุกต์ใช้ :

  • พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า
  • พระบิดาทรงเป็นพระเจ้า
  • ขณะเดียวกัน พระเยซู ไม่ใช่ พระบิดา
  • คล้ายกับ ร่างกายของคุณสมชาย ก็คือ คุณสมชาย
  • จิตวิญญาณของคุณสมชาย ก็คือ คุณสมชาย
  • ขณะเดียวกัน ร่างกาย ไม่ใช่ จิตวิญญาณ

[หมายเหตุ : ปัจจุบันยังไม่มีตัวอย่างใดๆของมนุษย์ที่สามารถอธิบายตรีเอกานุภาพได้อย่างสมบูรณ์ได้]

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:3){ ทรงสร้างสรรพสิ่ง }

แนวคิด  :

  • พระเจ้าผู้ทรงอยู่ในมิติที่สูงส่งกว่ามิติของเวลา ทรงสร้างสรรพสิ่งโดยทางพระเยซู ทั้งสิ่งที่เรารู้จักและไม่รู้จัก ทุกสิ่งที่เราให้นิยามมันได้และไม่ได้ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระเยซูไม่ได้สร้าง

ประยุกต์ใช้ :

  • โลกเปรียบดั่ง “น้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล” เมื่อเทียบกับดวงดาวทั้งหมดที่พระเยซูทรงสร้าง
  • เหตุที่วันนี้ดาวยูเรนัสไม่วิ่งไปชนดาวเสาร์ เพราะพระเยซูสร้างมันอย่างนั้น
  • เหตุที่วันนี้เจ้าแบคทีเรียตัวหนึ่งในท่ามกลางแบคทีเรียอีก 4พันล้านตัว บนเศษขนมชิ้นหนึ่ง ในถังขยะ ยังคงย่อยสลายเศษเสี้ยวขนมนั้นต่อไป เพราะพระเยซูสร้างมันอย่างนั้น

>>> “เมื่อรู้ความจริงนี้แล้ว เราจะกลัวอะไรอีกต่อไปทำไมเล่า?”

  • พระเยซูผู้ทรงสร้างทุกสิ่งนี้เอง เมื่อ 2,000 ปีก่อน พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกที่แสนจะเล็กกระจิดริด เพื่อมายอมตายอย่างทุกข์ทรมานและน่าเหยียดหยาม เพื่อช่วยสิ่งมีชีวิตเล็กๆๆๆที่เรียกว่า “ผม” ให้รอดพ้นความตายนิรันดร์และเข้าสู่ศักดิ์ศรีนิรันดร์ร่วมกับพระองค์

“โอ้ว!!! จะหาคำพรรณาใดๆของมนุษย์ที่จะสามารถบรรยายถึงความรักพระเมตตาอย่างสุดอัศจรรย์แสนประเสริฐของพระองค์ได้ครบถ้วน”

“สรรเสริญพระเยซู”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:4) { แหล่งชีวิต }

[[ แนวคิด ]]  :

  • วิธีเดียวที่จะพ้นจากความมืดมน มืดมิด มืดบาป คือ “ต้องมีความสว่าง”
  • วิธีเดียวที่จะมีความสว่าง คือ “ต้องมีชีวิต”
  • วิธีเดียวที่จะมีชีวิต คือ “ต้องมีพระเยซูผู้เป็นแหล่งชีวิต”

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • มนุษย์เกิดมาในความตาย มนุษย์จึงไม่มีชีวิต ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีความสว่าง มนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมน
  • เมื่อเราเข้ามาอยู่ในพระเยซู ผู้เป็นแหล่งชีวิตเรา เราจึงกลับมีชีวิต ชีวิตนั้นนำความสว่างมาสู่เรา ความมืดมนจึงหายไป
  • วันนี้ คริสเตียน ที่ไม่ได้เข้ามาหาพระเยซู ชีวิตจึงมืดมนต่อไป กิจกรรมใดๆทางศาสนา(การรับใช้,การอดอาหาร,ฯลฯ)ไม่อาจทำให้เรามีชีวิตได้เลย นอกเสียจากว่าเราจะเข้ามาใกล้พระเยซูผู้เป็นแหล่งแห่งชีวิต

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:5) { สว่าง VS มืด }

[[ แนวคิด ]]  :

  • มนุษย์พยายามสุดกำลัง ดิ้นรนให้พ้นความมืดมิด แต่ไม่ว่าเขาจะออกแรงฟันมันด้วยดาบมากเท่าใด เจ้าความมืดมิด มืดมน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปเลย
  • อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ความมืดกำลังอยู่กันอย่างแน่นขนัดในบ้าน ในทันใดนั้น ความสว่างก็ปรากฏตัวขึ้น ความมืดเกลียดชังความสว่างจึงพยายามสุดกำลังต่อสู้ความสว่างนั้น แต่ไม่อาจสู้ได้เลย ความมืดทั้งหลายเผ่นหนีออกทางหน้าต่างแทบไม่ทัน
  • วันต่อมา ขณะที่ความสว่างกำลังอยู่ในบ้าน ในทันใดนั้น ความมืดก็ปรากฏตัวขึ้นมา แล้วความมืดอันตธานหายไปในพริบตาเสียเอง
  • “ความมืดช่างไม่ใช่คู่ต่อสู้ของความสว่างเอาเสียเลย”

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • ความมืดนำไปสู่หายนะและความตาย  ความสว่างนำมาซึ่งชีวิต
  • ความสว่างชนะความมืดเสมอ
  • ตราบใดที่เราอยู่กับพระคริสต์ ผู้เป็นแหล่งแห่งความสว่าง ความมืดมิด มืดมน มืดบาป ไม่มีวันมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราได้เลย
  • วันนี้ หากชีวิตเรามืดมน หรือความมืดมีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา พอเดาได้ว่า เราออกห่างจากความสว่างมากเกินไปแล้ว “กลับบ้านด่วน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:6) { ยอห์น }

[[ แนวคิด ]]  :

– ขณะที่กำลังกล่าวถึงพระเยซูผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด…อยู่ดีๆ ก็โผล่ชื่อของมนุษย์ผู้หนึ่งขึ้นมา “ยอห์น” คนผู้นี้ต่ำต้อยยิ่งกว่าคนธรรมดาเสียอีก เขาแทบจะไม่มีแม้กระทั่งปัจจัย4 ด้วยซ้ำไป

(อาหาร-ตั๊กแตน , เสื้อผ้า-ขนอูฐเก่าๆ , ที่อยู่-ถิ่นทุรกันดาร , ยารักษาโรค-หาเอาแถวๆนั้นละกัน)

– ชายผู้ต่ำต้อยผู้นี้ กลับเป็นคน ที่พระเยซู ถึงกับชมว่า “ในบรรดาผู้ที่เกิดจากสตรี ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่ายอห์นอีกแล้ว” (ลก. 7:28)

– สิ่งที่เขาทำสำคัญมาก เตรียมใจของผู้คน ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จมาตายเพื่อมนุษย์

– ปัจจัยที่ทำให้ชายผู้นี้ สำคัญมากและได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ก็คือ

1. ชายคนหนึ่ง…เป็นคน….อันนี้เราก็ทำได้

2. พระเจ้าทรงใช้มา….พระเจ้าทรงใช้เราเช่นกัน

3. แล้วเขาก็มา…..อันนี้เราแต่ละคนต้องตัดสินใจเอง

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– วันนี้ พระเจ้ามีพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของเรา พระองค์ทรงใช้เรามาอยู่ที่นี่แล้ว เหลือขั้นตอนสุดท้าย ลงมือทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในที่ที่เราอยู่ในวันนี้อย่างสุดกำลัง

“มีคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้มา ชื่อ ………” [กรุณาเติมคำลงในช่องว่าง]

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:7) { สักขีพยาน }

[[ แนวคิด ]]  :

– มนุษย์ธรรมดาจะทำอะไรเพื่อพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุดได้เล่า?

– เด็กขอทานก็สามารถทำอะไรมหาเศรษฐีได้ หากเขาอยู่ในเหตุการณ์ที่เศรษฐีกระโดดลงน้ำเพื่อช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่ง…เขาเป็นสักขีพยานได้

– ยอห์น เป็นหนึ่งในไม่กี่คนในช่วงเวลานั้นที่พระเจ้าเปิดเผยให้รู้ว่าผู้ใดคือพระคริสต์(ยน.1:33)

– ภารกิจเดียวในชีวิตของเขา คือ “บอกเท่าที่รู้ เท่าที่เห็น เท่าที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับพระคริสต์ แก่ทุกคนเพื่อพวกเขาจะได้เชื่อ”

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– เรารู้ได้อย่างไรว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า? รู้ได้ยังไงว่าพระเยซูช่วยได้แน่ๆ ?

– รู้ได้เพราะเราเจอมาเองกับตัว…ดังนั้น เราสมควรที่จะเป็นสักขีพยานฝ่ายพระองค์บอกให้คนทั้งหลายรอบตัวเราได้รู้ เพื่อเขาได้มีโอกาส เลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ

### ประกาศตามหาพยาน ###

“ ในวันนี้มีใครบ้างไหม? ที่รู้ความจริงว่า พระเยซูช่วยได้จริงๆ และยินดีจะเป็นพยานให้พระองค์ เพื่อบางคนที่ยังไม่รู้หรือเข้าใจผิด จะได้รู้ความจริงสักทีว่า พระเยซูช่วยเขาได้!!! ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:8) { เป็นความสว่าง }

[[ แนวคิด ]]  :

– ยอห์นไม่ใช่ความสว่าง พระคริสต์ต่างหากเป็นความสว่าง

– แม้ยอห์นไม่ใช่ความสว่างยังสำคัญถึงเพียงนี้ แล้วคนที่เป็นความสว่างจะสำคัญขนาดไป

– พระเยซู เป็นความสว่างของโลก(ยน.8:12)

– พระเยซู ตรัสว่าพวกเราเป็นความสว่างของโลกด้วย (มธ.5:14)

– ขนาดท่านยอห์น ยังไม่ใช่ความสว่างเลย เราเป็นใครมาจากไหน กลับได้เป็นความสว่างของโลก…เป็นพระคุณยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เมื่อพระคริสต์อยู่ในเรา เราจึงกลายเป็นความสว่างของโลก

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– เราควรซาบซึ้งและภาคภูมิใจ ในการที่พระเจ้าให้เกียรติเราได้เป็นความสว่างของโลก ดังนั้นเราสมควรดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นความสว่างของโลก

– และเหมือนกับท่านยอห์น ที่เข้าดึงความสนใจของผู้คนไปที่พระคริสต์ผู้เป็นแหล่งแห่งความสว่าง เราก็เช่นกัน ควรดึงความสนใจของผู้เห็นความสว่างในเรา ไปที่พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความสว่างของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:9) { ความสว่างสำหรับทุกคน }

[[ แนวคิด ]]  :

– พระคริสต์ทรงเป็นความสว่างแท้ สำหรับมนุษย์ทุกคน

– ความสว่างนี้เข้ามาในโลกแล้ว และยังคงเข้ามาสู่มนุษย์ทุกคนอยู่จนถึงทุกวันนี้

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– พระคริสต์สามารถช่วยทุกคนได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีรับความช่วยเหลือจากพระองค์

– วันนี้ เรายินดีให้พระเยซูคริสต์เป็นความสว่างส่องนำทางชีวิตของเรา หรือ เราจะยังคงคลำทางของชีวิตด้วยตัวเองต่อไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:10) { ไม่รู้จักพระองค์ }

[[ แนวคิด ]]  :

– พระเยซูคริสต์ทรงดำรงอยู่ในโลกที่พระองค์ทรงสร้าง แต่มนุษย์โลกไม่รู้จักพระองค์ เพราะ 2 สาเหตุ

1. มนุษย์ไม่มีทางรู้จักกับพระเจ้าได้ ถ้าพระองค์ไม่เปิดเผยให้เขารู้

2. แม้พระเจ้าเปิดเผยแล้ว(รม.1:19-20) มนุษย์ก็ไม่ใส่ใจที่จะรู้จักกับพระองค์

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– โลกไม่รู้จักกับพระองค์ นั่นก็พอเข้าใจได้ แต่ว่า เรารู้จักกับพระองค์หรือเปล่า? เรารู้จักกับพระองค์มากแค่ไหน?

– การรู้เรื่องกับการรู้จัก มันคนละเรื่องกัน

– การรู้จักเกิดจากการใช้เวลาด้วยกัน ฟังพระองค์พูด และ พูดให้พระองค์ฟัง

“วันนี้ คุณลงทุนเวลามากเพียงใด เพื่อรู้จักกับพระองค์มากขึ้นอีกนิด?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:11) { ต้อนรับพระเยซู }

[[ แนวคิด ]]  :

– ท่ามประชาชาติพระเจ้าเลือกอิสราเอลเป็นชนชาติของพระองค์ พวกเขาเองก็เรียกตัวเองว่าประชากรของพระเจ้า

– แต่ปรากฏว่า เขาไม่ต้อนรับพระองค์ซะงั้น เมื่อพระองค์เสด็จมาหาพวกเขา

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– พระเจ้าเมตตาเลือกและเรียกเรามาเป็นประชากรของพระองค์ และพระองค์เสด็จเข้ามาในใจของเราแล้ว

– วันนี้ เราต้อนรับพระองค์หรือไม่?
– การต้อนรับกษัตริย์ ไม่ใช่แค่การเชิญกษัตริย์เข้ามาในบ้าน แต่หมายถึงการยกสิทธิให้กษัตริย์มีสิทธิเข้ามาควบคุมทุกอย่างในบ้านของเรา

“วันนี้ เราต้อนรับพระเยซูจอมกษัตริย์ในหัวใจของเราหรือเปล่า? หรือ รับพระองค์เข้ามาราวกับเป็นเพียงผู้มาขออาศัยในหัวใจของเรา”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:12) { ลูกของพระเจ้า }

[[ แนวคิด ]]  :

??? มนุษย์ผู้ต่ำต้อยและชั่วช้า จะต้องทำอย่างไร จึงได้สิทธิเป็นลูกของพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้ทรงสร้างกัลปจักรวาล ?

>>> เฉลย : ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แค่มนุษย์จะหนีให้พ้น การลงโทษเพราะบาปชั่วของตน ก็ยังเป็นไปไม่ได้เลย

!!! ข่าวสุดช็อค !!!

​ทุก​คน​ ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน หากเชื่อ​ใน​พระ​เยซูคริสต์>>> ได้รับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้าได้ทันที

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– เราสมควรภาคภูมิใจอย่างที่สุด และซาบซึ้งพระเมตตาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ที่วันนี้ พระเจ้าได้ให้เรารับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว

– เราควรรู้ตัวว่า เรามีพระเจ้าเป็นพ่อ ไม่ต้องกลัวหรือกังวลอะไรอีกแล้ว คุณพ่อดูแลเราแน่ๆ

– เราควรทำตัวให้สมกับที่เป็นลูกของพระเจ้า ให้พระเจ้าได้รับเกียรติในชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:13) { เกิดจากพระเจ้า }

[[ แนวคิด ]]  :

>> ฐานะการเป็นลูกของพระเจ้า

  • ไม่ได้เป็นฝ่ายเนื้อหนังแต่เป็นฝ่ายวิญญาณ
  • ไม่ได้เกิดจาก การสืบสายเลือดทางกายภาพ แต่ เกิดจากสืบสายเลือดทางฝ่ายวิญญาณ
  • ไม่ได้เกิดจาก มนุษย์ตั้งใจ แต่ เป็นความตั้งใจของพระเจ้า

 [[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • เป็นฝ่ายวิญญาณ : มองไม่เห็นแต่มีจริง
  • เป็นการสืบสายเลือดฝ่ายวิญญาณ : เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป (เกิดมาเป็นลูกของแม่แล้ว เปลี่ยนไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น)
  • เป็นความตั้งใจของพระเจ้า : พระองค์เมตตาเรา ทรงเลือกเรา ทรงกระทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้นี้เพื่อเรา เราไม่ต้องทำอะไร ก็แค่รับเอา

“เย้!!! พระเจ้าทรงทำให้ฉันเป็นลุกของพระเจ้าแล้ว และจะเป็นตลอดไป”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:14) { ขอบพระคุณพระเยซู }

[[ แนวคิด ]]  :

  • และแล้ววันเวลาก็มาถึง วันที่พระเจ้า จะทำให้เราได้รับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้า ตามที่พระองค์ตั้งใจไว้
  • พระเยซูคริสต์ ผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้สร้างกัลปจักรวาล ผู้เป็นแหล่งแห่งชีวิตทั้งมวล เสด็จมาเป็นมนุษย์ที่แสนจะเล็กน้อย
  • [เมื่อผมนึกถึงพระเยซูผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด มาเป็นทารกผู้เดินเองไม่ได้ ต้องให้นางมารีย์คอยอุ้ม…โอ้ว!!! พระองค์ทรงถ่อมพระทัยอย่างที่สุด เพื่อมาช่วยผม]
  • สิ่งที่พระองค์นำมาด้วย คือ พระคุณ และ ความจริง

>> พระคุณ ที่ประทานของขวัญล้ำค่าสุดพรรณา แก่มนุษย์ผู้ชั่วช้าที่ไม่สมควรได้รับเลย

>> ความจริง ที่จะทำให้คนที่ตกเป็นทาสบาป ได้เป็นไทอย่างแท้จริง(ยน.8:32)

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • เราจะขอบคุณพระเยซูได้หมดได้อย่างไร ถึงพระเมตตาอันหาที่เปรียบมิได้ ที่พระองค์เสด็จมาเพื่อช่วยเรา…ขอบคุณพระเยซู
  • พระบุตรองค์เดียวของพระบิดา ผู้ทรงเต็มไปด้วยพระสิริ เอาชีวิตมาแลกกับเรา
  • พระเยซู ตาย เพื่อ เราได้ชีวิต
  • พระเยซู ถูกหลู่เกียรติ เพื่อ เราได้รับเกียรติ
  • พระเยซู ลดตัวลงมาต่ำสุด เพื่อ เราจะได้รับการยกขึ้นอย่างสูงสุด(เป็นบุตรของพระเจ้า)

“ขอบพระคุณพระเยซู”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:15) { พระเยซูเป็นใคร? }

[[ แนวคิด ]]  :

  • ยอห์น ได้เป็นพยานว่า พระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอดของโลก
  • พระเยซู เป็นญาติผู้น้องของยอห์น(อายุน้อยกว่าราว 6 เดือน) และยังไม่ได้ทำอัศจรรย์อะไรเลย (ยน.1:29)
  • แต่ยอห์นมองพระเยซู ด้วยสายตาที่พระเจ้าประทานให้ เขาจึงเห็นได้ว่า พระเยซู ทรงเป็นใหญ่กว่าเขา และ ทรงดำรงอยู่ก่อนเขา

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • วันนี้ ถ้าเราไม่ได้มองพระเยซูด้วยสายตาที่พระเจ้าประทานให้ เราจะไม่สามารถเห็นพระเยซูอย่างที่พระองค์เป็นจริงๆ และเรายิ่งไม่อาจจะเป็นพยานให้กับพระเยซูอย่างที่พระองค์เป็นจริงๆได้
  • สายตาของยอห์น มองจาก ถ้อยคำที่พระเจ้าตรัสไว้(ยน.1:33)
  • สายตาของเรา ถ้ามองจากพระคำของพระเจ้า แล้วเชื่อว่าพระเยซูเป็นอย่างที่พระคำของพระเจ้าบอกไว้ >>> เราจะสามารถเห็นพระเยซูอย่างที่พระองค์เป็นจริงๆ[หมายถึงมีประสบการณ์ของจริง] และสามารถเป็นพยานเพื่อพระองค์ได้
  • วันนี้ เราคิดว่าพระเยซูเป็นใคร?…..(ถามจริง…เชื่ออย่างนั้นจริงๆเหรอ?)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:16) { พระคุณซ้อนพระคุณ }

[[ แนวคิด ]]  :

  • ได้รับพระคุณซ้อนพระคุณ คือ ได้รับพระคุณอย่างต่อเนื่อง ครั้งแล้วครั้งเล่า ทรงประทานให้แล้วและยังประทานให้แก่เราอีก
  • ให้พระเมตตาแก่เราเรียบร้อยแล้ว ยังมีแถม ให้เพิ่มอีก แล้วก็แถมอีก ฯลฯ

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • พระเยซูประทานแก่เรา ไม่มีสิ้นสุด จงยื่นมือออกโดยความเชื่อ รับพระคุณของพระองค์ (ได้รับในสิ่งที่ไม่สมควรจะได้รับ)
  • เมื่อได้รับแล้วโดยความเชื่อ จงขอบพระคุณ แล้ว ดำเนินชีวิตถวายพระเกียรติแด่พระองค์ ให้สมกับที่พระคุณประทานแก่เรามากมายนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:17) { พระคุณและความจริง }

แนวคิด  :

  • ธรรมบัญญัติ(ข้อสอบ) มาทางโมเสส ข้อสอบนั้นเป็นสิ่งดี
  • แต่มนุษย์ทุกคน ทำข้อสอบไม่ได้เลย สอบตกหมด
  • พระเจ้าประทานพระคุณแก่เราทางพระเยซูคริสต์
  • พระเยซู จึงมาแล้วใช้เลือดของพระองค์ ป้ายกระดาษคำตอบของเราทั้งหมด
  • พอคนตรวจข้อสอบ(พระบิดาผู้ทรงพิพากษา)เห็นเลือดพระเยซู จะถือว่าผ่าน ได้คะแนนเต็ม (อฟ.2:8-9)
  • แล้วพระเยซู ก็ทรงช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตในทางของพระองค์ผู้ทรงเป็นความจริง (อฟ.2:10)

ประยุกต์ใช้ :

  • ขอบคุณพระเยซู ผู้นำพระคุณมาประทานแก่เรา และ นำความจริงมาสู่เรา ทำให้เรามีชีวิตที่เสรีภาพแท้จริง (สัจจะ​จะ​ทำ​ให้​ท่าน​เป็น​ไท)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:18) { รู้จักพระเจ้า}

แนวคิด  :

  • มนุษย์ไม่อาจเห็นพระเจ้าได้
  • มนุษย์ผู้เล็กน้อยดั่งฝุ่นผงเม็ดหนึ่ง เมื่อเทียบกับสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างทั้งหมด
  • มนุษย์จึงไม่มีวันรู้จักและเข้าใจพระเจ้าได้เลย
  • แต่พระเยซูคือพระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์
  • ดังนั้นเราจึงพอเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้าได้ จากชีวิตของพระเยซู

ประยุกต์ใช้ :

  • เรารู้จักนิสัยพระเจ้า รู้จักความคิดของพระเจ้า รู้จักพระลักษณะของพระเจ้า ได้บ้าง(เพราะไม่มีวันรู้ได้หมด) จากการสังเกตเรียรู้ คำสอนและการดำเนินชีวิตของพระเยซูขณะที่พระองค์ยังอยู่ในโลกนี้

[[แถมประยุกต์ แบบไม่เกี่ยวกับพระคัมภีร์ข้อนี้ แค่ได้ไอเดียขึ้นมา]]

>>> คนในสังคมไม่อาจจะรู้จักกับพระเจ้าได้ เพราะเข้าไม่เห็นไม่รู้จัก แต่โดยการดำเนินชีวิตของเราที่สอดคล้องกับพระเยซูคริสต์ คนในสังคมจะสามารถรู้จักพระเจ้าได้

(เช่น เมื่อเราสำแดงความรักเหมือนพระเยซูต่อเขา เขาก็จะเข้าใจแล้วว่า พระเจ้ารักเขาแปลว่าอะไร)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:19-22) { พูดความจริง }

[แนวคิด]  :

  • โอกาสสร้างชื่อเสียงมาถึงยอห์นเพราะพวกยิวเริ่มคิดว่า ยอห์นอาจจะเป็นพระมาซีฮา ที่ยิวรอคอยมานาน

> แต่ยอห์น ยืนยันว่า เกียรตินั้นไม่ใช่ของเรา เขาไม่ใช่พระคริสต์

  • บางคนสงสัย อาจจะเป็นเอลียาห์ (ถ้ายอห์นบอกว่าเป็นคนนี้ อาจจะทำให้งานรับใช้ของยอห์นเกิดผลมากมายกว่านี้ก็ได้)

> แต่ยอห์น บอกว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์”

– ยอห์น ไม่ได้แอบอ้างเป็นคนที่เขาไม่ได้เป็น ถึงแม้ดูเหมือนว่าการแอบอ้างเหล่านั้นอาจจะช่วยให้งานรับใช้ของเขาเกิดผลขึ้นอีกมากก็ตาม…แต่ยอห์นเลือกความซื่อสัตย์แทนการเกิดผล

[ประยุกต์ใช้] :

  • เมื่อการพูดความจริง ต้องมาเผชิญหน้ากับ ผลประโยชน์,ความเจริญก้าวหน้าหรือแม้แต่การเกิดผลในงานรับใข้…จงเลือกที่จะพูดความจริง

“เราไม่อาจรับใช้พระเจ้า ด้วยวิธีของมารได้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:23) { เตรียมทาง }

[แนวคิด]  :

  • ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจผิด คิดว่างานของยอห์น คือ ผู้เตรียมทาง ให้กับพระเยซู
  • แต่ โอ้ว…ไม่ใช่นี่นา งานของยอห์นง่ายกว่านั้น คือ เป็นเพียงผู้ร้องประกาศ ให้เตรียมทาง
  • (ก่อนที่กษัตริย์จะเสด็จมา จะมีผู้ส่งสารเดินทางไปล่วงหน้าเพื่อประกาศว่า กษัตริย์กำลังจะเสด็จมา ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเตรียมหนทางให้สะดวกเพื่อต้อนรับกษัตริย์)
  • ยอห์นเป็นแค่คนส่งสาร แต่คนที่ทำทางให้พร้อม คือพระเจ้า (น่าจะโดยเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์)…เตรียม ใจของประชาชนที่หิวกระหาย เตรียมชายตาบอด เตรียมคนพิการ เตรียมทุกอย่างให้พร้อมลงตัว สำหรับพระราชกิจของพระเยซู

 [ประยุกต์ใช้] :

  • งานรับใช้ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ยากอย่างที่คิด เราแต่ประกาศออกไป แล้วหลบออกไปข้างทางซะ พระเจ้าเองจะเป็นผู้จัดเตรียมหนทาง(และจิตใจของผู้นั้น) ให้พร้อมที่จะต้อนรับพระเยซูคริสต์จอมกษัตริย์ของเขา
  • แต่ จำเป็นต้องมีผู้ส่งสารอย่างพวกเรา ที่ต้องประกาศให้คนทั้งหลายได้รับรู้ แล้วที่เหลือพระเจ้าจัดการเอง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:24-25) { รับใช้ใคร? }

[แนวคิด]  :

  • พวกผู้ใหญ่ของฟาริสีส่งปุโรหิตและเลวี(ผู้รับใช้พระเจ้า) มาถามยอห์น
  • ทำไมทำพิธีกรรมทางศาสนาแบบใหม่ โดยพวกเขายังไม่อนุญาตเลย?
  • ปุโรหิตและเลวี(ผู้รับใช้พระเจ้า) เกรงกลัวพวกฟาริสี ยอมอยู่ใต้อำนาจของพวกเขา ซึ่งพระคำของพระเจ้าไม่เคยบอกให้ทำเช่นนั้นเลย
  • ยอห์น(ผู้รับใช้ตัวจริง) ผู้ไร้ตำแหน่ง ไร้สมัครพรรคพวก กลับไม่กลัว เขากล้าทำเมื่อพระเจ้าสั่งให้เขา แม้สิ่งนั้นดูเหมือนจะทำให้ฟาริสีผู้มีอำนาจไม่พอใจ ก็ตาม

*** หมายเหตุ ***

* การบัพติศมาด้วยน้ำ เป็นพิธีที่เล็งถึงการที่พระเจ้าให้อภัยคนบาป

** ในหนังสือทัลมุดของยิว(เขียนขึ้นในศตวรรษที่2-3) กล่าวถึงการที่คนต่างชาติเปลี่ยนมานับถือศาสนายิวจะมีการทำพิธีนี้ (แต่ก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพิธีนี้เคยมีมาก่อนสมันของยอห์นหรือไม่…แม้แต่โจเฟซัสนักเขียนคนสำคัญในศตวรรษที่1 ก็ไม่ได้กล่าวถึงในเรื่องนี้)

 [ประยุกต์ใช้] :

  • บางครั้งเรารู้อยู่แก่ใจว่า พระเจ้าอยากให้เราทำสิ่งนี้ หรือ รู้แน่ว่าพระเจ้าสั่งให้เราทำอย่างนั้น แต่เนื่องจากสิ่งนั้นอาจทำให้บางคนไม่พอใจ (อาจเป็นคนที่เรารัก หรือ คนที่มีอำนาจเหนือเรา) จงระลึกถึงยอห์น ผู้ยำเกรงพระเจ้า มากกว่า เกรงใจมนุษย์

“การรับใช้พระเจ้า บางครั้งอาจทำให้มนุษย์ไม่พอใจ

การตามใจมนุษย์ บางครั้งอาจทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:26-27) { ให้ทุกสถานการณ์เป็นพระพร }

[แนวคิด]  :

  • หลังจากที่ปุโรหิตและเลวีที่พวกฟาริสีส่งมา ตำหนิยอห์นว่า “เป็นใครมาจากไหน?ใหญ่มาจากไหน? ทำไมมาทำพิธีนี้ ซึ่งเล็งถึงพระเจ้าอภัยคนบาป?”
  • ยอห์นกลับตอบว่า “ข้าพเจ้าใหญ่หรือไม่ใหญ่ ไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญมีผู้ที่ใหญ่จริงอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ผู้นี้ยิ่งใหญ่มาก ถึงขนาดว่าข้าพเจ้าไม่ควรคู่แม้แต่จะเป็นทาสรับใช้ของเขา”
  • เมื่อยอห์นถูกตำหนิ แทนที่จะแก้ตัว หรือแก้ข่าว เขากลับไม่สนใจ แต่กลับใช้การถูกตำหนินั้น เป็นบันไดทำให้ภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายนั้นสำเร็จ คือ “โฆษณาพระคริสต์”

 [ประยุกต์ใช้] :

  • เมื่อถูกตำหนิ อย่ามัวแต่ท้อใจ เสียใจ หาทางแก้ตัว จงเรียนจากยอห์น ให้ทุกโอกาสที่พระเจ้าอนุญาตให้ผ่านเข้ามาในชีวิต เพื่อให้แผนการของพระเจ้าในชีวิตของเขาสำเร็จ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:28) { วางแผนล่วงหน้า 1,500 ปี }

[แนวคิด]  :

  • หมู่​บ้าน​เบ​ธา​นี​ นี้ ไม่ใช่ที่ลาซารัส มารีย์ มารธา อาศัยอยู่(ซึ่งอยู่ใกล้เยรูซาเล็ม) แต่หมูบ้านนี้อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน (ใกล้เมืองเยรีโค) มีอีกชื่อหนึ่งว่า “เบธาบารา”
  • ยอห์น ให้บัพติศมาอยู่ที่นี่
  • ก่อนอิสราเอลเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา พวกเขาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
  • หลังจากข้ามแม่น้ำจอร์แดนแล้ว พวกเขาก็เข้ายึดครองดินแดนตามที่พระเจ้าทรงสัญญา
  • ยอห์น รับใช้อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
  • พระเยซู หลังจากรับบัพติศมาจากยอห์นแล้ว พระราชกิจของพระองค์เกือบทั้งหมดอยู่ ฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน

[ประยุกต์ใช้] :

  • แผนของพระเจ้า ลึกซึ้ง ซับซ้อน เตรียมการล่วงหน้า เป็นพันปี ใครจะเข้าใจได้เล่า
  • ไม่เห็นต้องเข้าใจเลย แค่รู้อย่างเดียว สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญา จะสำเร็จเป็นจริงแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:29) { เริ่มได้เลย }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์น รู้เรื่องของพระเยซู มากแค่ไหน ก่อนที่เขาจะเริ่มเป็นพยานเพื่อพระองค์
  • ยอห์น ไม่น่าจะทราบว่า พระเยซูเข้ามาในโลกนี้เพื่อเป็นลูกแกะ(พระเมษโปดก)สำหรับตายเพื่อไถ่บาป มนุษย์ทั้งโลก เพราะขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดเข้าใจแผนการไถ่อันลึกซึ้งของพระเจ้า แม้แต่มารซาตาน
  • ยอห์น เป็นพยานให้แก่พระเยซู เท่าที่เขาทราบ แม้ยังไม่มากนัก แต่ก็มากพอที่จะเป็นพยานเพื่อพระองค์

[ประยุกต์ใช้] :

  • วันนี้ สิ่งที่เรารู้จักกับพระเยซู แม้ไม่มากมายนัก แต่ก็มากเพียงพอแล้วที่เราจะเป็นพยานเพื่อพระองค์ได้

“เริ่มได้เลย”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:30) { มาทีหลัง }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์น ชี้ชัดให้คนทั้งหลายรู้ว่า พระเยซูคือผู้นั้นแหละที่เขาเคยบอกไว้
  • พระองค์ผู้มาที่หลัง แต่ดำรงอยู่ก่อน
  • ยอห์นเป็นรุ่นพี่ มาก่อนพระเยซู อายุก็มากกว่า น่าจะได้รับเกียรติบ้างสิเนาะ
  • แต่ปรากฏว่า ยอห์น ไม่เอาเลย เอาแต่ยกย่องๆๆ พระเยซูอยู่นั่นแหละ ไม่พูดถึงงานยิ่งใหญ่ที่ตนเองทำเลย
  • แม้ยอห์นไม่เคยเรียกคนตายให้ฟื้น แต่ชายผู้นี้ทำให้ชนชาติที่ตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมาสนใจเรื่องของพระผู้ช่วยให้รอดอีกครั้ง

[ประยุกต์ใช้] :

  • คนรับใช้ของพระเจ้าที่แท้จริง ไม่ใส่ใจกับคำชม หรือ เสียงด่าของผู้คน ไม่ใส่ใจกับเกียรติจอมปลอมที่มนุษย์จะมอบให้ สิ่งสนใจเพียงสิ่งเดียวคือ ทำตามสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้เขาทำ
  • วันนี้ เรารู้ไหม พระเจ้าสั่งให้เราทำอะไร?

(ใครรู้แล้วจงลงมือทำ ใครยังไม่รู้จงไปอ่านพระคัมภีร์ในนั้นบอกไว้เพียบเลย)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:31) { แนะนำให้รู้จัก }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์นผู้อยู่ในถิ่นทุรกันดารแค้วนยูเดีย ไม่รู้จัก พระเยซูผู้มาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี(แม้จะเป็นญาติกันก็ตาม)
  • ยอห์นสามารถมีข้ออ้างเพื่อไม่ต้องแนะนำคนให้รู้จักพระเยซู
  • แต่ยอห์น ไม่สนใจเหตุผลไร้สาระเหล่านั้น ยังคงทุ่มเทในงานรับใช้ของตน เพื่อให้พระองค์เป็นที่รู้จัก

[ประยุกต์ใช้] :

  • วันนี้ เราอาจมีเหตุผลดีๆมากมายเพื่อไม่ต้องแนะนำให้เพื่อนหรือคนในครอบครัว ได้รู้จักพระเยซู
  • ก้าวข้ามเหตุผลไร้สาระนั้นไปเสีย แล้วลงมือทำอะไรบางอย่าง เพื่อแนะนำคนในครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนที่สถาบัน และเพื่อนบ้านของเรา ให้รู้จักกับพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:32) { ข้าพเจ้าเห็น }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์น ได้เห็นพระวิญญาณ(ซึ่งไม่มีทางเห็นได้ด้วยตา ถ้าพระองค์ทรงโปรดให้เห็น) เสด็จลงมาบนพระเยซู
  • แล้วเขาก็เป็นพยานในสิ่งที่ได้เห็นนั้น เพื่อให้คนอื่นที่ยังไม่อาจเห็น ได้รับรู้

[ประยุกต์ใช้] :

  • วันนี้ โดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์สำแดงพระลักษณะของพระองค์ให้เราได้เห็น ในชีวิตของเรา (พระเจ้า รักเรา , เมตตาเรา , ช่วยกู้เรา , อวยพรเรา ,ปกป้องเรา ,เปลี่ยนแปลงเรา ,ฯลฯ)
  • ได้เวลาแล้วที่เราจะเป็นพยาน ในสิ่งที่ได้เห็น ได้ประสบ เพื่อให้คนอื่นที่ยังไม่อาจเห็นพระเจ้า จะสามารถรับรู้ความเป็นพระเจ้าของพระองค์ได้

“พระเจ้ามีจริง เพราะฉันได้เห็นพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของฉัน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:33) { คนนี้แหละ }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์นเป็นพยานว่า พระเยซูนี้แหละ ที่จะเป็นผู้ให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
  • ใครจะรับบัพติศมาด้วยน้ำก็ให้มาหายอห์น
  • ใครจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จงมาหาพระเยซู

[ประยุกต์ใช้] :

  • บัพติศมาด้วยน้ำ = จุ่มลงให้มิดน้ำ แล้วโผล่ขึ้นมามีชีวิตใหม่
  • บัพติศมาด้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ = จุ่มล้อมรอบด้วยพระวิญญาณ แล้วมีชีวิตใหม่ดำเนินตามพระวิญญาณ
  • อยากจะมีชีวิตใหม่ เชิญมาหาพระเยซู(มีความสัมพันธ์กับพระองค์) ไม่ใช่มาหาแค่ยอห์น(ทำศาสนพิธีเท่านั้น)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:34) { เห็นแล้วบอกต่อ }

[แนวคิด]  :

– ยอห์นเห็นแล้ว ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาบนพระเยซู เขาจึงยืนยันว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

[ประยุกต์ใช้] :

– หากเรายังไม่แน่ใจจริงๆว่า พระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด อย่าเพิ่งไปบอกใครเรื่องของพระองค์

– หากเรามั่นใจจริงๆว่า พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด อย่ารอช้าที่จะบอกใครๆเรื่องของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:35-37) { เพื่อพระเยซู }

[แนวคิด]  :

– ยอห์น แนะนำพระเยซูให้สาวกของเขารู้จัก และยกย่องพระเยซู จนกระทั่งสาวกของเขาทิ้งเขาไปติดตามพระเยซูแทน

[ประยุกต์ใช้] :

– ผลสำเร็จของการรับใช้พระเจ้าที่แท้จริง ดูได้จากการทำให้มีคนติดตามพระเยซูมากขึ้น ไม่ได้ดูจากการมีคนติดตามเรามากขึ้น

– การมีคนเข้าในแผ่นดินของพระเจ้ามากขึ้น ย่อมสำคัญกว่า การมีคนเข้ามาในคริสตจักรของเรามากขึ้น

[ประยุกต์แถม]

– ในอดีตที่ผ่านมา บางคนไม่อยากประกาศในบางแห่งที่พวกเขาไป เพราะเกรงว่าไม่อาจจะดูแลคนนั้นได้หากเขารับเชื่อ

– ปัจจุบัน ปัญหานี้ถูกคลี่คลายลงไปมาก เราสามารถประกาศกับใครก็ตามที่เรา เจอในที่ใดๆ เมื่อเขารับเชื่อหรือสนใจ เราสามารถส่งคำสอน คำเทศนา ทาง youtube หรือ Facebook ให้แก่เขาได้

– ด้วยวิธีเช่นนี้ แม้สมาชิกในคริสตจักรของเราไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่แผ่นดินของพระเจ้าแผ่กว้างยิ่งขึ้นในประเทศไทยและทั่วโลก

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:38-39) { ยินดีต้อนรับ }

[แนวคิด]  :

– สาวก 2 คน ของยอห์นเดินตามพระเยซู แบบกล้าๆกลัวๆ ไม่ได้พูดอะไร จนพระเยซู ถามพวกเขา “ท่านหาอะไร?” เพื่อพวกเขาพูดความปรารถนาของตนออกมา

– พวกเขาตอบด้วยคำถามว่า “รับบี ท่านพักอยู่ที่ไหน?” ไม่ใช่เพราะอยากรู้อยากเห็นว่าที่พักพระเยซูเป็นอย่างไร แต่หมายถึงเพื่อจะไปหาพระองค์ ยามพระองค์สะดวก อาจจะพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือวันไหนๆ

– พระเยซู ไม่ให้พวกเขาต้องรอเนิ่นนานถึงพรุ่งนี้ พระองค์ตอบว่า “มาดูเถิด” คือ มาคุยกันวันนี้ได้เลย

– แล้วพวกเขาก็ได้สิ่งดีเกินคาด ไม่เพียงแต่ได้มีโอกาสคุยกับพระเยซูเท่านั้น ได้พักกับพระเยซูเลยในคืนนั้น

[ประยุกต์ใช้] :

– เรา ผู้ที่มาหาพระเยซู พระองค์อยากให้เราไตร่ตรองให้เข้าใจตัวเองก่อนว่า เรามาหาพระเยซูทำไม?

– ผู้มาหาพระเยซู พระองค์ยินดีต้อนรับเสมอ และเขารับการยินดีต้อนรับมาก เกินยิ่งกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก

“เชิญมาหาพระเยซู วันนี้เลย อย่ารอเนิ่นช้าอีกต่อไปเลย พระองค์พร้อมที่จะต้อนรับเราด้วยความรักอันแสนอบอุ่นของพระองค์”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:40-41) { ฉันพบแล้ว }

[แนวคิด]  :

– แอนดรู เพิ่งได้คุยกับพระเยซูไม่นาน เขารู้จักพระเยซูเพียงเล็กน้อย แต่ที่เขารู้แน่ๆคือ พระเยซูคือ พระผู้ช่วยให้รอด(พระมาซีฮา) เขาไม่รอช้า รีบไปบอกกับเปโตรพี่ชายของเขา ทันที เท่าที่เขารู้

[ประยุกต์ใช้] :

– เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องพระเยซูมากมายก่อน จึงจะไปบอกคนอื่นเรื่องของพระองค์ได้ แค่บอกเท่าที่รู้ก็พอ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำงานส่วนที่เหลือ ในจิตใจของคนนั้นเอง