ขุมทรัพย์ มาระโก 7

ภาพรวม

  • ในบทนี้ช้ให้เห็นถึง คนที่มาหาพระเยซู 3 จำพวก
  • พวกฟาริสีที่เคร่งครัดในกฏเกณฑ์ของศาสนาที่บรรพบุรุษของพวกเขาตั้งขึ้นมาเอง แล้วละเลยความเชื่อวางใจในพระเจ้า มาเพื่อจับผิดพระเยซู
  • หญิงต่างชาติผู้ไม่ได้รู้จักกฏเกณฑ์ใดๆและไม่ได้ทำตามธรรมบัญญัติของพระเจ้าด้วยซ้ำ เธอมีความเชื่อวางใจในพระเยซู แล้วเชื่อฟัง เธอจึงได้รับความช่วยเหลือ
  • คนที่พาชายหูหนวกมาให้พระเยซูรักษา แม้พวกเขาจะได้เห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำแล้วก็ตาม พวกเขาก็ยังไม่เชื่อฟังพระองค์อยู่ดี

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวก​ฟา​ริสี​กับ​พวก​ธรร​มา​จารย์​มาจากเยรูซาเล็มเพื่อจับผิดพระเยซู โดยตำหนิว่าพระเยซูไม่ได้สอนสาวกให้ทำตามธรรมเนียมต่างๆที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งความจริงแล้วธรรมเนียมเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์เลย
พระเยซูจึงใช้โอกาสนี้ สอนพวกเขาว่า การทำตามพระคำของพระเจ้า สำคัญยิ่งกว่าทำตามธรรมเนียมใดๆ

1.@  วันนี้ มีธรรมเนียมอะไรไหม ที่ขัดขวางไม่ให้เราทำตามพระคำของพระเจ้า?

วันนี้ มีกิจกรรมใดๆที่เราทำ ที่ขัดขวางไม่ให้เราเชื่อฟังพระเจ้าบ้าง?
จงละทิ้งกิจกรรมนั้นแล้วหันมาเชื่อฟังพระคำของพระองค์

2.# พระเยซูตำหนิพวก​ฟา​ริสี​กับ​พวก​ธรร​มา​จารย์​ ว่า หน้าซื่อใจคต
เพราะพวกเขา ให้เกียรติพระเจ้าแต่ปาก ในใจของพวกเขาไม่ได้ให้เกียรติพระเจ้าจริงๆ

2.@ เป็นการดีที่เราจะบอกคนอื่นว่าเรารักพระเจ้า เราร้องเพลงว่าเรารักพระเจ้า
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ คนที่รักพระเจ้าจริงๆจะเชื่อฟังพระองค์

วันนี้ เราจะเลือกทำตามใจปรารถนาของตนเอง หรือ จะเลือกทำตามพระคำของพระเจ้า?

3.# พระเยซูสอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราภายนอก รวมทั้งสิ่งที่กินเข้าไป ไม่ทำให้ตัวเรา ขาดคุณสมบัติเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า

แต่สิ่งที่เรากระทำออกมาซึ่งสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในใจของเราต่างหาก ที่จะทำให้เราไม่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า

3.@ ไม่สำคัญว่า เราถูกกระทำอย่างไร เพราะสิ่งนั้นไม่ทำให้พระเจ้า ไม่พอพระทัยเรา

แต่ สำคัญว่า เรากระทำอย่างไร หรือตอบสนองอย่างไร ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานั้น

เพราะนั่นเป็นตัวชี้ว่า เรามีท่าทีในใจของเราอย่างไรต่อพระเจ้า

4.# พระเยซูทรงแสดงให้เห็นว่า ขนาดหญิงต่างชาติผู้ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือในสายตาของพวกยิว

เมื่อเธอมีความเชื่อวางใจในพระเยซูอย่างแท้จริง
เธอก็ยังได้รับความช่วยกู้จากพระเจ้า

4.@ คนผู้ไม่สมควร ผู้มาหาพระเยซูอย่างจริงใจ ยังได้รับการช่วยกู้

แล้วเราผู้เป็นลูกของพระเจ้า หากทูลวิงวอนต่อพระองค์ด้วยสุดใจ
มีหรือเราจะไม่ได้รับการช่วยกู้

พระองค์จะรีบเสด็จมาช่วยกู้เราอย่างแน่นอน

5.# มีคนพาชายหูหนวกมาให้พระเยซูรักษา แล้วคนที่พามาก็ขอให้พระเยซูรักษาชายคนนั้น

ครั้งนี้แตกต่างจากหลายกรณีที่ผ่านมา
ชายคนนี้มีคนพามา
ชายคนนี้ไม่ได้ทูลขอให้พระเยซูช่วยเขาด้วยตนเอง
เพราะเขาเองก็พูดได้เพียงแต่ติดอ่างเท่านั้น

ในพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงความเชื่อของชายคนนี้เลย
เพียงแต่กล่าวถึงการไม่เชื่อฟังของคนที่พาเขามา ว่า

แม้คนเหล่านั้นเห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำ
แต่ก็ยังไม่เชื่อฟังพระองค์

พระเยซูห้ามปรามว่า อย่าบอกผู้ใดเลย
แต่พวกเขากลับทำตรงกันข้าม พวกเขายิ่งเล่าลือออกไป

ดังนั้นพระคัมภีร์ในตอนนี้ คงไม่ได้เน้นที่จะบอกเกี่ยวกับคนหูหนวก
แต่น่าจะเน้นที่พวกคนที่พาคนหูหนวกมา

5.@ คนที่พาคนหูหนวกมา อยากเก็นการอัศจรรย์ อยากมีเรื่องไปเล่าต่อ
แต่ไม่ได้อยากต้อนรัยพระเยซูเป็นเจ้านายในชีวิตของเขา

คนที่มาหาพระเยซูเพียงเพื่อจะได้พบกับการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำเท่านั้น ก็เป็นเช่นนี้แหละ

พวกเขาตื่นเต้นที่ได้เห็นและมีเรื่องไปเล่าต่อ
แต่พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเชื่อฟังพระองค์

เราเป็นเพียงผู้พบการอัศจรรย์ของพระเยซูในชีวิตของเรา
หรือ
เป็นผู้ให้พระเยซูเป็นเจ้านายของเราจริงๆ

วัดได้ตรงที่ วันนี้เราเชื่อฟังพระคำของพระองค์มากเพียงใด

คำคม

“ การมาหาพระเยซูเป็นสิ่งสำคัญ แต่ท่าทีในใจที่เรามีต่อพระเยซูนั้นสำคัญยิ่งกว่า ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 6

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่มีคนยอมรับและปฏิเสธ อยากพบและไม่อยากพบ พระเยซูด้วยเหตุผลต่างๆ สิ่งที่สำคัญมากที่เน้นในบทนี้คือ ความเชื่อในพระเยซู

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ชาวนาซาเร็ธไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
ดังนั้นพวกเขาไม่เพียงไม่เชื่อในคำสอนของพระเยซู
แต่พวกเขายังโกรธพระ​องค์อีกด้วย

1.@  สำหรับคนที่ไม่เชื่อ คำสอนอันล้ำค่าของพระเยซู ก็กลับกลายเป็นขยะไร้ค่าสำหรับเขา

วันนี้ หากเราอ่านหรือฟังพระคำ ด้วยความไม่เชื่อ พระคำนั้นจะไร้ค่าสำหรับเรา

2.# พระเยซู​ทรง​ทำ​การ​อัศ​จรรย์​ที่นาซาเร็ธเพียงเล็กน้อย เพราะพวกเขาไม่เชื่อ

2.@ การอัศจรรย์ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ขึ้นกับขนาดความเชื่อวางใจที่เรามีต่อพระเยซู

วันนี้เรากล้าเชื่อวางใจในพระเยซูอย่างสุดหัวใจในเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญหรือไม่?

3.# พระเยซูส่งสาวก 12 คนออกไปประกาศเป็นคู่ๆ ประทานสิทธิอำนาจให้แก่พวกเขา และให้พวกเขาไม่ต้องเตรียมสัมภาระหรือเสบียงไปด้วยเพื่อให้เขาเรียนที่จะไว้วางใจในพระเจ้า

3.@ วันนี้ พระเจ้าทรงใช้เรานำคนมาหาพระเจ้า พระองค์ประทานสิทธิอำนาจแก่เราแล้ว
เราสามารถใช้สิทธิอำนาจนั้นอย่างเต็มที่ด้วยความเชื่อ

ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความเชื่อวางใจในพระองค์มากยิ่งขึ้น
เพื่อพัฒนาความเชื่อวางใจของเราที่มีต่อพระองค์ด้วย

4.# ตลอดชีวิตของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา เขาอยู่เพื่อทำให้แผนการของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์สำเร็จ แม้แต่การตายของเขา ก็ยังทำให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ

เพราะเฮโรดสั่งตัดศีรษะของยอห์น ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากเพราะเขา​เกรง​กลัว​ยอห์น เนื่อง​จาก​ทรง​ทราบ​ว่า​ท่าน​เป็น​คน​ชอบ​ธรรม และ​บริ​สุทธิ์ (มก. 6:20)

ดังนั้นเมื่อมีคนบอกว่าพระเยซูอาจจะเป็นยอห์นเป็นขึ้นมาจากความตาย เขาจึงอยากพบพระเยซูมาก
แต่ก็ไม่มีโอกาสได้พบจนกระทั่งหลังจากที่พระเยซูถูกจับ และถูกปีลาตส่งมาพบเขา(ลก. 23:6-12)

และดูเหมือนเมื่อเขาไม่ได้คำตอบอะไรจากพระเยซู ก็ไม่อยากกักตัวพระองค์ไว้ แต่รีบส่งกลับไปหาปีลาต

เป็นไปได้ว่า คงเกรงว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้แล้ว รีบส่งกลับไปดีกว่า

หากเฮโรดไม่รีบส่งกลับ แต่กักตัวพระเยซูไว้อีกสักวัน สองวัน จะผิดแผนการทั้งหมดเลยทีเดียว

4.@ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา พระเจ้าทรงสามารถใช้ให้ชีวิตของเราเป็นพระพรได้เสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดูเหมือนไม่ดีสักเพียงใดก็ตาม
ขอเพียงแต่เราตั้งใจที่จะใช้ชีวิตเพื่อพระองค์ เราก็จะพบวิธีของพระองค์

5.# พระเยซูทรงรักษาคนป่วยมากมายจนไม่มีเวลาทานข้าว จึงพาสาวกปลีกตัวออกมาหาที่สงบพักสักหน่อย

ปรากฏว่าประชาชนก็ตามมาอีก พระองค์ไม่ไล่พวกเขาไป
แต่กลับสั่งสอนและรักษาโรคของพวกเขา
แล้วยังทำการอัศจรรย์เลี้ยงเขาจนอิ่มอีกด้วย

5.@ ผู้ที่มาหาพระเยซูพระองค์จะไม่ปฏิเสธเลย และพระองค์จะปฏิบัติต่อเขาอย่างดีที่สุด

เชิญมาหาพระองค์เถิด พระองค์จะไม่ปฏิเสธเราแน่นอนไม่ว่าเราจะแย่หรืออ่อนแอสักเพียงใดก็ตาม

6.# ขณะที่สาวกกำลังประสบปัญหาพายุกลางทะเล พระเยซูก็เสด็จมาหาพวกเขา พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ทำ​ใจ​ดีๆ เถิด นี่​เรา​เอง อย่า​กลัว​เลย”

เมื่อพวกเขารู้ว่าเป็นพระเยซูและต้อนรับพระองค์ขึ้นเรือ
ปัญหาของพวกเขาทั้งหมดก็หมดไป

6.@ วันนี้ หากเรากำลังประสบปัญหาในชีวิต พระเยซูทรงอยู่เคียงข้างเรา

เพียงแค่เราจะตระหนักความจริงนี้ว่าพระเยซูทรงอยู่ใกล้เรา
และเชิญพระองค์ให้เป็นผู้จัดการกับปัญหาของเรานี้

ปัญหาทั้งหมดจะถูกคลี่คลายแล้วกลายเป็นพระพร

7.# ที่นาซาเร็ธ แทบไม่มีการอัศจรรย์อะไรเลย ที่พระเยซูทรงกระทำ

ที่เยนเนซาเร็ธ ซึ่งห่างจากนาซาเร็ธแค่ 30 ก.ม. พบการอัศจรรย์มากมาย

ความแตกต่างอย่างชัดเจน คือ

ที่เยนเนซาเร็ธ ผู้คนที่มาหาพระเยซูเชื่อว่าพระเยซูทรงรักษาเขาให้หายได้ หลายคนเชื่อว่าแค่แตะชายเสื้อของพระองค์ก็จะหายโรคได้ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง

แต่ที่นาซาเร็ธพวกเขาไม่เชื่อ

7.@ วันนี้เราเชื่อจริงๆไหมว่า พระเยซูช่วยเราได้?

คำคม

“ สำหรับบางคนการได้พบพระเยซูอาจจะไม่ใช่จุดเปลี่ยนของชีวิตของเขา
แต่สำหรับผู้ที่เชื่อทุกคน การได้พบพระเยซูนั่นคือ

จุดเปลี่ยนของชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 5

ภาพรวม

  • ในบทนี้มีอย่างน้อย 3 คนที่รับการรักษาให้หาย คือชายที่ถูกผีทั้งกองเข้าสิง , หญิงโลหิตตก 12 ปี และลูกสาวของไยรัส ซึ่งดูเหมือนทั้ง 3 คน มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า และเมื่อพระเยซูพบพวกเขา ปัญหาทั้งหมดของเขาก็ถูกคลี่คลาย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูเดินทางฝ่าพายุมาเพื่อจะมาพบกับคนไร้ค่า ผู้ที่คนทั้งเมืองไม่มีใครต้องการ ผู้มีค่าน้อยกว่าหมู เพราะเขามีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า

1.@  วันนี้ ไม่ว่าเราจะด้อยค่าสักเพียงใดในสายตาของคนอื่นหรือแม้แต่ในสายตาของตนเอง

เรามีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า มีค่ามากพอที่พระเยซูจะยอมทนทุกข์ทรมานทุกอย่างเพื่อจะช่วยเรา

มาหาพระองค์ผู้ทรงรักเราในวันนี้ แล้วรับการช่วยเหลือจากพระองค์เถิด

2.# โดยทั่วไปแล้วหมูเป็นสัตว์มีมลทิน จึงจะไม่มีการเลี้ยงหมูในเขตแดนของอิสราเอล
เจ้าของหมูที่เกราซานี้จึงน่าจะเป็นคนต่างชาติหรือเป็นคนยิวที่จงใจ ทำผิดธรรมบัญญัติ

เมื่อหมู 2,000 ตัวจมน้ำตาย แทนที่ประชาชนที่นั่นจะกลับใจใหม่
พบความไม่ถูกต้องของตนเองที่ยินยอมให้คนทำผิดธรรมบัญญัติในดินแดนของตน
แล้วให้คนเลี้ยงหมูออกจากดินแดนของเขาเสีย

แต่พวกเขากลับ ขอเชิญพระเยซูไปจากดินแดนของพวกเขา…เป็นงั้นไป

2.@  เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นกับเรา หรือผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา สิ่งแรกๆที่เราควรทำ
คือ พิจารณาตนเองดูว่า มีสิ่งใดที่เราควรกลับใจหรือไม่
แทนที่จะเริ่มควานหาว่า ใครเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์นี้

3.# ความแตกต่างของชายที่ถูกผีสิง ก่อนและหลังพบพระเยซู คือ
ก่อนพบพระเยซู เขาอาละวาด โวยวาย ทำร้ายตนเอง และทำร้ายผู้อื่น
หลังพบพระเยซู เขานั่งสงบ อารมณ์ดี

3.@  วันนี้ คุณพบพระเยซูแล้วหรือยัง?

4.# เมื่อคนที่ถูกผีทั้งกองเข้าสิง หายเป็นปกติแล้ว เขาปรารถนาจะติดตามพระเยซูไป

พระเยซูกลับบอกว่า ไม่ต้องติดตามมา แต่ให้ไปบอก​พวก​พ้อง ​ถึง​สิ่งซึ่งพระเจ้าได้ทรงเมตตาเขาและกระทำแก่เขา

แล้วเขาก็เชื่อฟัง ประกาศไปทั่วแคว้นทศบุรี ซึ่งมีเมืองอยู่ถึง 10เมือง(ต่อมาเพิ่มเป็น 18เมือง)

ซึ่งเป็นการเตรียมคนเหล่านั้นให้พร้อม
หลังจากพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว
เมื่อข่าวประเสริฐเรื่องความรอดมาถึงคนเหล่านั้น
พวกเขาก็พร้อมแล้วสำหรับข่าวประเสริฐนั้น

4.@ ชายคนนี้ แม้ไม่ได้มีโอกาสติดตามพระเยซูไปกรุงเยรูซาเล็ม แต่เขาก็ได้ชื่อว่า เป็นสาวกของพระเยซู เพราะเขาทำตามคำสั่งของพระเยซู

มีสาวกที่ละทิ้งพระองค์ในสวนเก็ทเสมนี 12 คนกำลังดี ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเขาอีกคน

แต่มีภารกิจที่สำคัญกว่านั้นสำหรับเขา คือการเตรียมชาวทศบุรีให้พร้อมสำหรับข่าวประเสริฐเรื่องความรอดทางพระเยซูคริสต์

การรับใช้พระเจ้า ไม่จำเป็นต้องทำอย่างที่ใครๆเขาก็ทำกัน แต่จำเป็นต้องทำอย่างที่พระเยซูสั่งให้ทำ

เมื่อเราเชื่อฟัง ทำตามพระคำของพระเจ้า พระเจ้าเองจะเป็นผู้ทำให้สิ่งที่เราทำนั้นเกิดผลเป็นพระพรมากมาย

5.# ไยรัสเชื่อว่า ถ้าพระเยซูวางมือบนลูกสาวของเขา เธอจะรอดตาย

หญิงโลหิตตก เชื่อว่า ถ้าเธอได้แตะชายเสื้อพระเยซูเธอจะหาย

แล้ว การอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นจริง ตามขนาดความเชื่อที่พวกเขามีต่อพระเยซู

5.@ วันนี้ ถ้าเราเชื่อจริงๆว่า
เพียงเราร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเยซู
สถานการณ์ในชีวิตของเราจะคลี่คลายไปในทางที่ดีแน่นอน
เราจึงเริ่มทูลขอด้วยความเชื่อเช่นนั้น เราจะได้รับตามที่เชื่อนั้นอย่างแน่นอน

6.# หญิงโลหิตตกนั้น แตะชายเสื้อพระเยซูแล้วโลหิตของเธอก็หยุดไหล พระ​เยซู​ตรัส​ถามว่า “ใคร​แตะ​ต้อง​เสื้อ​ของ​เรา?”

เปโตร(ลก. 8:45)และพวก​สา​วก จึงทูล​ว่า ​
ฝูง​ชน​กำ​ลัง​เบียด​เสียด​พระ​องค์ แล้วทำไมยังมาถามอีกว่า “ใคร​แตะ​ต้อง​พระองค์?”

คำถามของพวกสาวกนี้ ชี้ให้เห็นว่าการอัศจรรย์เช่นนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย
พวกเขาจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่ในบทต่อมา มก. 6:56 บอกว่า หลังจากเหตุการณ์นี้ เริ่มมีคนทำแบบหญิงคนนี้และก็รับการรักษาเช่นเดียวกับเธอ

มก. 6:56
“ ไม่​ว่า​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​ไป​ที่​ไหน ใน​หมู่​บ้าน ใน​เมือง หรือ​ใน​ชน​บท ผู้​คน​ก็​เอา​คน​เจ็บ​ป่วย​มา​วาง​กลาง​ตลาด และ​ทูล​ขอ​อนุ​ญาต​จาก​พระ​องค์​ที่​จะ​ได้​แตะ​ต้อง​แม้​เพียง​ชาย​ฉลอง​พระ​องค์ และ​ทุก​คน​ที่​แตะ​ต้อง​ก็​หาย​ป่วย”

6.@ ความเชื่อของหญิงคนนี้ จุดประกายความเชื่อของผู้คนอีกมากมายให้เพิ่มขึ้น จนพวกเขาเชื่อว่า แค่แตะชายเสื้อพระเยซู พวกขาก็จะหายโรค แล้วก็เกิดขึ้นจริงๆตามที่พวกเขาเชื่อ

ความเชื่อของคนหนึ่งสามารถจุดประกายความเชื่อของอีกคนให้ลุกโพลงขึ้นมาได้

– การเป็นพยานว่า พระเจ้าทรงกระทำอะไรแก่เราบ้าง เป็นการขยายความเชื่อที่เรามี ไปเป็นพระพรแก่ผู้อื่น เพิ่มเติมความเชื่อให้แก่พวกเขา

– การฟังหรืออ่านคำพยานของคนอื่น เป็นทางลัดที่จะเพิ่มเติมความเชื่อในชีวิตของเราให้มากยิ่งขึ้น

– การพูดคุย สนทนา หรืออยู่ใกล้ คนฝ่ายวิญญาณที่มีความเชื่อ จะพัฒนาความเชื่อในชีวิตของเรา

– ในทางตรงกันข้าม การพูดคุย สนทนา หรือใช้เวลามากๆ กับคนที่ขาดความเชื่อ คนมองโลกในแง่ร้าย จึงดึงพลังไปจากชีวิตของเราได้
(ถ้าความเชื่อของเรามากพอ ก็จะช่วยพวกเขาได้เช่นกัน)

7.# เมื่อไยรัสต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตของเขา คือรับข่าวว่า ลูกสาวตายแล้ว

เขาเผชิยเหตุการณ์นั้นแบบมีพระเยซูอยู่ด้วย และพระองค์ทรงหนุนใจเขาด้วยวลีที่ทรงพลังและเป็นความจริงอย่างยิ่ง

“อย่า​วิตก​เลย จง​เชื่อ​เท่า​นั้น”

7.@ วันนี้ ไม่ว่าสิ่งเรากำลังเผชิญหน้า จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
จงระลึกคำตรัสของพระเยซู ที่กำลังตรัวกับเราว่า
“อย่า​วิตก​เลย จง​เชื่อ​เท่า​นั้น”

8.# เมื่อไยรัส หมดหวังแล้ว สิ้นหวังแล้ว ลูกสาวของเขาตายเสียแล้ว
แต่เพราะเขามาพึ่งพาพระเยซู ความสิ้นหวังนั้น
ในที่สุดก็ถูกเปลี่ยนเป็นความชื่มยินดีอย่างยิ่ง

8.@ วันนี้ ในพระเยซู เรายังมีหวัง และ เราจะสมหวัง เมื่อเราไว้วางใจในพระองค์

คำคม

“ ความเชื่อเป็นตัวกำหนดผลของชีวิต
เหตุใดเรากลับเอาใจใส่กับการพัฒนาความเชื่อ น้อยเหลือเกิน? ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 4

ภาพรวม

  • ในบทนี้พระเยซูสอนพวกสาวกเป็นคำอุปมาเพื่อให้พวกเขามีความเชื่อ แล้วให้ความเชื่อนั้นสำแดงออกเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น ปรากฏว่า พอพวกเขาเจอพายุกลางทะเลเข้าจริงๆ ที่เคยเชื่อมานั้นหายหมดเลย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช เพื่อชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ยินพระคำของพระเจ้าแล้ว จะเกิดผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา

– บางคนได้ยิน แล้วก็ไม่สนใจ เหมือนมีนกมาจิกเอาไปเสีย

– บางคนได้ยิน แล้วก็รับไว้ แต่ไม่เอาจริง ทำตามสักหน่อยหนึ่ง พอเห็นว่ายากไป ก็เลิก เหมือนพืชในดินที่หินเยอะ

– บางคนได้ยิน แล้วรับไว้ ก็อยากเอาจริงอยู่ แต่ มีเรื่องมากมายที่ต้องสนใจมากกว่า แม้ไม่เลิกแต่ก็ไม่ได้ลงทำตามจริงจัง เหมือนพืชในพงหนาม

– บางคนได้ยิน รับไว้ แลัวกระทำตามพระคำของพระเจ้าจึงเกิดผลมากมาย ตามขนาดของการกระทำตามนั้น เหมือนพืชในดินดี

1.@  การรู้ และการเชื่อพระคำของพระเจ้า เป็นสิ่งที่ดี
แต่จะไร้ประโยชน์หากเราไม่นำพระคำนั้นมาใช้จริงๆในชีวตประจำวันของเรา

วันนี้ เราทำสิ่งตรงข้ามกับพระคำของพระเจ้า ไปกี่อย่างแล้ว?

2.# พระเยซูตรัสเป็นคำอุปมาเพราะ ข้อ​ความ​ลับ​ลึก​แห่ง​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​โปรด​ให้​บางคน​รู้​ได้ แต่​บางคนไม่ให้รู้

คนที่ให้รู้ได้ คือ พวกสาวก ผู้ได้ยินแล้วเชื่อ ด้วยความเชื่อพวกเขาจึงปรารถนาจะเข้าใจ จึงมาถามพระเยซู พระองค์จึงอธิบายให้ฟัง

คนที่ไม่ให้รู้ คือ คนทั้งหลาย ผู้ได้ยินแต่ไม่เชื่อ จึงไม่สนใจ จึงไม่เข้าใจต่อไป

2.@ วันนี้ พระเจ้าทรงเปิดเผยความล้ำลึกแห่งสวรรค์ไว้ในพระคำของพระเจ้าแล้ว เราจะตอบสนองอย่างไร?

ตอบสนองด้วยความเชื่อ จนสนใจ แล้วทูลขอพระองค์ประทานความเข้าใจให้มากขึ้น
หรือ
ตอบสนองด้วยความไม่เชื่อ จึงไม่สนใจ ไม่อ่าน ไม่ฟัง ไม่ใส่ใจ

3.# พระเยซูสอนว่า ถ้าเป็นตะเกียงที่มีแสงสว่างจริง จะส่องสว่างจนคนเห็นได้ และเป็นพระพรต่อผู้คน

แต่คนที่เป็นตะเกียงที่เอาไปแอบๆไว้ เพราะตนเองไม่มีแสงสว่าง แต่เที่ยวโฆษณาว่า
ตนเป็นตะเกียงที่มีแสง
สักวันคนก็จะรู้ความจริงว่า เขาเป็นตะเกียงไร้แสง

3.@ วันนี้ เราเป็นตะเกียงที่มีแสงหรือไม่ คนรอบข้างจะเป็นคนบอกไ้ด้ดีที่สุด

เราอาจมีเหตุผลมากมายที่จะบอกว่า
ตอนนี้เขาไม่เห็นแสงของเราเพราะอะไรบางอย่าง
เป็นเหมือนกับตะเกียงที่เอาไปซ่อนไว้แต่บอกว่า “ฉันเป็นตะเกียงมีแสงนะ”

หากชีวิตของเราเป็นแสงสว่างจริง
คนรอบข้างจะเห็นได้อย่างแน่นอน
และพวกเขาจะได้รับพระพรผ่านชีวิตของเรา

4.# พระเยซูสอนว่า เมื่อเรากระทำแก่ผู้อื่นอย่างไร เราจะได้รับสิ่งนั้นกลับคืนมามากกว่าที่เราทำไปเสียอีก

คนที่มีน้ำใจ มีแล้วแบ่งปันให้กับคนอื่น ก็จะยิ่งมีมากยิ่งขึ้น

คนที่ไม่มีน้ำใจ ไปเอาของคนอื่นมา ที่เขามีอยู่นั้นจะถูกเอาไปเสีย เหมือนอย่างที่ทำกับคนอื่นไว้ แต่จะหนักยิ่งกว่า

4.@ เมื่อคิดจะทำสิ่งที่ดี จงทำอย่างเต็มกำลัง
เพราะพระเจ้าจะเป็นผู้ตอบแทนเราอย่างเต็มที่

เมื่อคิดจะทำชั่ว จงหยุดยั้งตัวเองอย่างสุดกำลัง
เพราะพระเจ้าจะทรงลงโทษเราอย่างเต็มขนาด และหนักยิ่งกว่าเราได้กระทำเสียอีก

5.# พระเยซูสอนว่า แผ่นดินของพระเจ้าจะค่อยๆเติบโตขึ้น แบบไม่รู้ตัว เมื่อรู้ตัวอีกทีก็ได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว

5.@ เรื่องฝ่ายวิญญาณจะเกิดขึ้นและพัฒนาขึ้นในชีวิตของเรา แบบไม่รู้ตัว
แต่พอเวลาผ่านไปนานพอสมควร เราจะเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นได้อย่างชัดเจน

วันนี้ พระเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา แม้เรายังไม่เห็น หรือยังไม่เป็นที่พอใจของเรานัก
ให้เรายังคงสัตย์ซื่อเดินติดตามพระเจ้าต่อไป ในเวลาก่อนที่เราจะทันรู้ตัว
เราเองจะพบว่า เราได้รับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแล้วทีเดียว

6.# พระเยซูสอนว่า แผ่นดินของพระเจ้าตอนเริ่มต้นอาจดูเล็กน้อย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร จะพบว่าเป็นสิ่งใหญ่โตและเป็นพระพรต่อผู้คนมากมาย

6.@ วันนี้ เราอาจเป็นเพียงผู้เล็กน้อย ไม่สำคัญในสายตาของใครต่อใคร
แต่หากเราสัตย์ซื่อเดินติดตามพระเจ้าต่อไป
ในเวลาไม่ช้านาน เราจะกลายเป็นพระพรยิ่งใหญ่ต่อคนที่อยู่รอบข้างเรา

7.# พระเยซูทรงสอนพวกสาวกเป็นคำอุปมาในตอนต้นของบทนี้
ให้พวกเขาฟังแล้วเชื่อจริงๆ โดยนำไปปฏิบัติจริงจัง 

พอมาถึงตอนท้ายของบทนี้ ปรากฏว่า พวกเขาลืมไปหมดในทันที
เมื่อเรือเจอพายุโหมกระหน่ำเข้ามาในเรือ 

7.@ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเราได้ยินพระคำมากแค่ไหน ก็คือ
เรานำพระคำนั้นไปใช้ในชีวิตของเราจริงๆมากแค่ไหน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา

8.# พระเยซูถามพวกว่า “ทำ​ไม​พวก​เจ้า​กลัว? พวก​เจ้า​ไม่​มี​ความ​เชื่อ​หรือ?”  เมื่อกลัว แสดงว่า เรากำลังไม่มีความเชื่อ

8.@ วันนี้ หากเรากำลังกลัว ให้ทูลขอความเชื่อจากพระองค์
แล้วก็เริ่มใช้ความเชื่อนั้นด้วยความเชื่อเท่าที่มี

เราจะพบว่าความกลัวมันจะเริ่มวิ่งหนีออกไปจากชีวิตของเรา
|ละคำตอบที่มาจากพระเจ้าก็จะมาถึงเราในเวลาอันรวดเร็ว

คำคม

“ การรู้พระคำนั้นไร้ประโยชน์ หากไม่นำไปลงมือทำ ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 3

ภาพรวม

  • ในบทนี้บรรยายถึงสิทธิอำนาจของพระเยซูที่สามารถช่วยเหลือผู้คนมากมาย และทรงประทานสิทธิอำนาจนั้นให้แก่เหล่าสาวกของพระองค์ด้วย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ในวันสะบาโต พระเยซูพบชายมือลีบข้างหนึ่ง ในธรรมศาลา
สำหรับพวกฟาริสีคิดว่า ชายคนนี้ยังไม่สมควรรับการรักษาในวันนั้นเพราะเป็นวันสะบาโต มือลีบแค่ข้างเดียวก็ใช้อีกข้างไปก่อนก็ได้

แต่สำหรับพระเยซู คิดแตกต่างจากพวกเขา พระเยซูรอช้าไม่ได้ที่จะช่วยชายมือลีบที่พระองค์ทรงรักคนนี้ให้หาย ในวันนั้น

1.@  พระเจ้าจะไม่ทรงรอช้าที่จะทรงช่วยเรา เมื่อเราร้องทูลต่อพระองค์ด้วยจริงใจ

วันนี้ หากคำตอบดูเหมือนมาช้าเหลือเกินในสายตาของเรา ให้เราไว้ใจพระองค์
การช่วยกู้จากพระเจ้าจะมาเร็วที่สุด ของเวลาที่ดีที่สุด

ที่คำตอบยังไม่มา เพราะเพื่อสิ่งดีที่สุดสำหรับเรา ยังจำเป็นต้องรอบางอย่างซึ่งเกินความเข้าใจของเรา

2.# พระเยซูโกรธ​และ​เสีย​ใจ เมื่อเห็นว่า ​จิต​ใจ​ของ​ผู้คนแข็งกระ​ด้าง  ไม่ยอมเชื่อ

2.@ เราสามารถทำให้พระองค์ผู้ทรงรักเราอย่างที่สุด โกรธและเสียใจได้
ด้วยการทำใจแข็งกระด้าง ไม่ยอมเชื่อพระคำของพระองค์

ถึงแม้เราจะทำให้พระองค์โกรธหรือเสียใจ พระองค์ก็ยังคงรักเราอย่างที่สุด

ดังนั้นสมควรหรือที่เราจะทำต่อไป ด้วยการไม่ยอมเชื่อพระคำของพระองค์

3.# เมื่อพระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์ผู้คนมากมายจากทุกทิศมาหาพระองค์
แต่พวกฟาริสีกลับอยากจะฆ่าพระองค์
เพราะการอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำนั้น

หมายเหตุ : อิดูเมอา เป็น​แคว้น​ที่​อยู่​ทาง​ใต้​ของ​แคว้น​ยูเดีย

3.@ เมื่อพระเจ้าทรงกระทำมหกิจของพระองค์
จะมีบางคนอยากเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น
และจะมีบางคนอยากออกห่างจากพระองค์มากยิ่งขึ้น

เมื่อเทียบวันนี้ กับ วันแรกๆที่เราเพิ่งรู้จักกับพระเยซู
วันนี้เราเห็นการอัศจรรย์มากมายที่พระเยซูทรงกระทำผ่านชีวิตของเราและชีวิตของคนอื่น

แล้วทำไมวันนี้ เราจึงไม่อยากใกล้พระเยซูมากขึ้น
แต่กลับยิ่งถอยห่างไปจากพระองค์

หากเป็นเช่นนั้น เราสำแดงออกคล้ายๆกับพวกฟาริสีในบทนี้
ดังนั้นวันนี้ สิ่งที่เราสมควรทำอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ
กลับใจใหม่ แล้วรีบกลับมาใกล้ชิดกับพระองค์ให้มากกว่าเดิม

4.# พระเยซูทรงเลือกสาวก 12 คน แล้วทรงใช้พวกเขาให้ออกประกาศ และ​ทรง​ให้​มี​สิทธิ​อำ​นาจ​ขับ​ผี​ออก​ได้ ทำการอัศจรรย์ต่างๆได้

4.@ พระเยซูทรงเรียกเรามาเป็นสาวกของพระองค์เช่นกัน วันนี้พระองค์ประสงค์ให้เราออกไปประกาศนำคนให้มารู้จักกับพระองค์

ขณะเดียวกันเมื่อเราออกทำการรับใช้พระองค์นี้
พระองค์ประทานสิทธิอำนาจให้แก่เราด้วย
เราสามารถใช้สิทธิอำนาจนั้น เป็นอุปกรณ์นำคนมาหาพระเยซูคริสต์ได้

คลิปแนะนำ เกี่ยวกับการประกาศ ง่ายกว่าที่คิด
https://www.youtube.com/watch?v=1Ikw7dzB_Jc

5.# พวกธรรมาจารย์บอกใครต่อใครว่า พระเยซูถูกเบเอลเซบูล(อีกชื่อหนึ่งของมาร)เข้าสิง

พระเยซูจึงอธิบายให้พวกเขาฟังว่า เป็นไปไม่ได้
เพราะซาตานจะขับซาตานออกได้อย่างไร?

แล้วพระเยซูจึงสอนพวกเขาต่อว่า
ใคร​กล่าว​คำ​หมิ่น​ประ​มาท​ต่อ​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์ จะ​ทรง​อภัย​ให้​คน​นั้น​ไม่​ได้​ตลอด​ไป

เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ทำให้มนุษย์กลับใจ
ดังนั้นถ้าใครใส่ร้ายว่าสิ่งที่พระวิญญาณกำลังทำงานในเขาเป็นมาจากซาตาน
แล้วพระวิญญาณจะทำงานในใจของเขาได้อย่างไร
ในเมื่อเขาปฏิเสธพระองค์

5.@ การที่จะต่อต้านการโจมตีของมารซาตานที่พยายามจะทำร้ายเรานั้น
ต้องต่อต้านด้วยอำนาจที่เหนือกว่ามัน
และพระเยซูทรงประทานอำนาจนั้นแก่ผู้เชื่อวางใจในพระองค์

หากวันนี้ เราวางใจในพระเยซูว่า ทรงช่วยเราพ้นกับดักของมารได้
เราก็จะพบว่าสิทธิอำนาจที่พระองค์ประทานแก่เรานั้น ต่อต้านมารซาตานได้จริงๆ

เมื่อพระวิญญาณทำงานในใจของเรา
เตือนเรา เรียกให้เรากลับใจใหม่
อย่าแข็งกระด้างต่อการเตือนสอนของพระองค์
มิฉะนั้นเราจะไม่มีวันกลับใจ จึงไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ในเรื่องนั้นๆ

6.# เมื่อแม่และน้องๆของพระเยซู มาหาพระเยซู พระองค์จึงถือโอกาสนั้น สอนคนทั้งหลายว่า
คน​ใด​ที่​ทำ​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า คน​นั้นจะก็เป็นคนในครอบครัวของพระองค์ 

6.@ การเป็นคนในครอบครัวของพระเจ้า เป็นบุตรของพระเจ้านั้น ไม่ได้วัดกันที่คำพูด หรือการกระทำกิจกรรมทางศาสนา

แต่วัดที่คนนั้นกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดาหรือไม่

พระเยซูทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำตามน้ำพระทัยพระบิดา

วันนี้ เราให้ความสำคัญในการทำตามน้ำพระทัยพระบิดามากเพียงใด?

ในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไร เราคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระบิดามากเพียงใด?

คำคม

“คนที่จงใจทำตามใจของตนเอง เหมือนประกาศว่า เขาไม่ต้องการเป็นบุตรของพระบิดา ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 2

ภาพรวม

  • ในบทนี้บรรยายถึงสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ ที่มีมุมมองแตกต่างจากความเข้าใจเดิมของพวกนักศาสนาของยิว ทั้งการอภัยบาป การให้โอกาสคนบาปคนชั่ว การอดอาหาร และธรรมเนียมในวันสะบาโต

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  คนง่อยที่ถูกหย่อนจากหลังคามาให้พระเยซูรักษา พระองค์พูดกับเขาว่า “บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว”

อะไรเป็นเหตุให้บาปของเขารับการอภัย?

ก็คือ ความเชื่อของเขา เขาเชื่อวางใจในพระเยซูว่าทรงช่วยเขาได้แน่ๆ

เขามาเพื่อให้พระเยซูรักษาความเจ็บป่วยทางร่างกายของเขา
แต่พระองค์ทำมากยิ่งกว่านั้นนั้นอีก

พระองค์ทรงเยียวยารักษาความเจ็บป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของเขา

1.@ เมื่อเรามาหาพระเยซูด้วยความเชื่อวางใจอย่างสุดใจ
เราจะพบการช่วยกู้จากพระองค์ อย่างดีเลิศมากยิ่งกว่าที่เราคาดหมายไว้เสียอีก

วันนี้ จงนำปัญหาของเรา มาหาพระเยซู ด้วยความเชื่ออย่างสุดใจว่า
พระเยซูช่วยฉันได้แน่ๆ

คลิปคำเทศนา พระเยซู ช่วยด้วย
https://www.youtube.com/watch?v=pGFRpmpPT8c

2.# พระเยซูถามพวกธรรมาจารย์ผู้คิดว่า พระเยซูกำลังหมิ่นประมาทพระเจ้า ว่า
แบบ​ไหน​จะ​ง่าย​กว่า​กัน ระหว่าง
‘การอภัยบาป​ต่างๆ’ กับ ​‘การทำให้คนคนง่อย​ลุกขึ้น​ยก​แคร่​เดิน​ไป​เถิด’

สำหรับมนุษย์แล้ว ยากมาก จนทั้งสองอย่างเป็นไม่ได้
แต่สำหรับพระเยซูแล้ว ทำให้เกิดขึ้นได้ทั้งสองอย่าง

2.@ พระเยซูไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาที่เรามองเห็นได้เท่านั้น
พระองค์ทรงฤทธิ์สามารถแก้ปัญหาที่เรามองไม่เห็นหรือแม้กระทั่งเรายังไม่รู้เลย ได้อีกด้วย

เมื่อเรามาหาพระเยซู ปรารถนาให้พระองค์แก้ไขปัญหาในชีวิตของเรา
จงยอมให้พระองค์แก้ไขด้วยวิธีการของพระองค์

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะดูไม่ถูกใจเราเท่าใดนัก
แต่ผลสุดท้ายจะเป็นสิ่งดี พระพรซ้อนพระพรในชีวิตของเรา

3.# พระเยซูมีสิทธิอำนาจที่จะยกโทษอภัยบาปของเราทั้งสิ้นได้

3.@ วันนี้ ไม่ว่า เราจะผิดพลาดพลั้งบาปไปแล้ว มากสักเพียงใด

จงรีบกลับมาหาพระเยซู

มาหาพระองค์ตามความอ่อนแอของเรา
สารภาพบาปต่อพระองค์
แล้วรับการอภัยอย่างสิ้นเชิง
และรับการรักษาให้หาย

4.# พระเยซูทรงเรียก เลวี (มัทธิว) ให้ติดตามพระองค์ เขาตอบสนองทันที
ละทุกสิ่งติดตามพระองค์ไป

หลังจากนั้นชีวิตของคนเก็บภาษี คนขายชาติ ผู้เห็นแก่ตัว ผู้เห็นแก่เงิน อย่างมัทธิว
ก็กลายเป็นพระพรนำพระเยซูไปสู่คนเก็บภาษีและคนบาปอื่นๆอีกมากมาย

4.@ เพราะมัทธิวเป็นคนชั่ว เมื่อเขาต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต
พระเยซูจึงใช้สถานะคนชั่วที่เขาเคยเป็นนั้น
เป็นสะพานทอดนำความรักและพระเมตตาของพระเจ้า
ไปสู่คนชั่วอย่างเขาอีกมากมาย

ไม่สำคัญว่า เราเคยชั่วขนาดไหน
แต่ถ้าวันนี้ เรามอบถวายชีวิตให้พระเยซูจริงๆ
ให้พระองค์เข้ามาครอบครองในชีวิตของเราจริงๆ

พระเยซูสามารถใช้ชีวิตของเราเป็นเกลือและแสงสว่าง
เป็นพระพรสำหรับผู้คนมากมายได้

5.# พระเยซูตรัสว่า พระองค์มาไม่ใช่เพื่อช่วยคนที่หลงตัวเองคิดว่าตนเองชอบธรรม ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นคนชั่ว

แต่มาเพื่อช่วยคนชั่วที่รู้ตัวเองและยอมรับว่าตนเองชั่ว ผู้ปรารถนาความช่วยเหลือจากพระองค์

ในโลกนี้มีคนแค่ 2 ประเภท
1.คนชั่วผู้ไม่ยอมรับว่าตนเองชั่ว 
2. คนชั่วผู้ยอมรับว่าตนเองชั่ว

พระเยซูมาเพื่อช่วยคนประเภทที่ 2 นี้

5.@ วันนี้ หากเราไม่ยอมรับความจริงว่า เราทำผิดบาปใด
เราจะไม่มีวันกลับใจจากการทำผิดบาปนั้น

ขอให้เราถ่อมใจลง สำรวจตัวเราเอง
ขอพระเจ้าทรงช่วยเราค้นดู ตรวจสอบดูว่า
มีทางชั่วใดๆในเราอะไรบ้าง ที่เราต้องสารภาพและกลับใจในวันนี้

เมื่อพบแล้ว จงกลับใจเสียใหม่ สารภาพบาป แล้วรับการอภัยจากพระองค์

สดด. 139:23-24
ข้า​แต่​พระ​เจ้า ขอ​ทรง​ตรวจ​ค้น​ข้า​พระ​องค์​และ​ทรง​รู้จัก​จิต​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์
ขอ​ทรง​ทด​สอบ​ข้า​พระ​องค์​และ​ทรง​รู้จัก​ความ​คิด​ของ​ข้า​พระ​องค์
และ​ขอ​ทอด​พระ​เนตร​ว่า​มี​ทาง​ชั่ว​ใดๆ ใน​ข้า​พระ​องค์​หรือ​ไม่
และ​ขอ​ทรง​นำ​ข้า​พระ​องค์​ไป​ใน​ทาง​นิ​รันดร์

6.# พระเยซูทรงสอนพวกศิษย์ของยอห์นและพวกฟาริสี ว่า
“เหล้า​องุ่น​หมัก​ใหม่​จะ​ต้อง​ใส่​ไว้​ใน​ถุง​หนัง​ใหม่”

พระเยซูเสด็จมาเพื่อช่วยมนุษย์ ตามพระสัญญาของพระเจ้า เป็นสิ่งใหม่
ซึ่งไม่สามารถใช้กฏเกณฑ์ รูปแบบ และธรรมเนียมเก่าซึ่งพวกเขายึดถือกันมาได้

6.@ วันนี้ เราอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เราเป็นคนใหม่แล้ว
เราเข้ามาอยู่ในร่มพระคุณของพระเจ้าแล้ว
เราไม่ได้อยู่ภายใต้กฏแห่งธรรมบัญญัติอีกต่อไป
เราจึงสมควรดำเนินชีวิตด้วยวิถีใหม่

ไม่ใช่ตามกฏเกณฑ์ของศาสนา
แต่ตามพระวิญญาณ ซึ่งสอนเราและตรัสกับเรา ผ่านทางพระคำของพระองค์

ในศาสนา เราพยายามทำสิ่งดี ไม่ทำชั่ว เพราะกฏเกณฑ์สั่งเอาไว้
ในพระเยซูคริสต์ เราทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ก็เพราะความรักที่มีต่อพระองค์

7.# พระเยซูสอนว่า “วัน​สะ​บา​โต​นั้น​ทรง​ตั้ง​ไว้​เพื่อ​มนุษย์ ไม่​ได้​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ไว้​เพื่อ​วัน​สะ​บา​โต”

กฏเกณฑ์ต่างๆที่บัญญัติไว้ในพระคำของพระเจ้า
ก็เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ที่พระองค์ทรงรัก

ดังนั้นการทำตามกฏเกณฑ์เหล่านั้น
ตามปกติแล้วจะนำประโยชน์มหาศาลมาสู่มนุษย์

แต่หากบางคนตีความหมายของกฏเกณฑ์เหล่านั้นผิดไป
แล้วนำมาสร้างเป็นกติกาทำให้เกิดโทษแก่มนุษย์ที่พระเจ้าทรงรัก
การไม่ทำตามกติกาเหล่านั้น
เป็นสิ่งถูกต้องแล้ว

7.@ การตีความหมายพระคำของพระเจ้าที่ถูกต้อง
เมื่อคนนำไปทำตามจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้กระทำตาม
โดยจะทำให้เขาเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น เชื่อฟังพระองค์มากยิ่งขึ้น

แต่หากเมื่อเราทำตามการตีความใดๆแล้ว
ผลออกมาตรงกันข้ามกับข้างต้น
สัญนิฐานไว้ก่อนได้เลยว่า น่าจะเป็นการตีความที่ผิดพลาดไป

คำคม

“ ฉันมีสิทธิทำได้ แต่ฉันไม่ทำ เพราะฉันรักพระเยซู ”

ขุมทรัพย์ มาระโก1

ภาพรวม

  • มาระโกบรรยายเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซู โดยเริ่มต้นจากการ​ประ​กาศ​ของ​ยอห์น​ผู้​ให้​บัพ​ติศ​มา แล้วบอกถึงพระราชกิจและการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำ โดยเน้นย้ำว่า ราชกิจของพระองค์ในช่วงต้น คือการประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า โดยทำหมายสำคัญการอัศจรรย์ควบคู่กันไป

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ข่าวประเสริฐเริ่มจาก พระเจ้าได้ทรงสัญญาเอาไว้ แล้วพระเจ้าก็ทำตามสัญญา พระองค์ส่งยอห์นผู้ให้บัพติศมามาเตรียมหนทาง สำหรับการเริ่มพระราชกิจของพระเยซู

1.@  ความรอดเริ่มต้นมาจากพระเจ้า และพระองค์จะทำตามสัญญาอย่างแน่นอน

เราเพียงวางใจในพระเยซู พระองค์เป็นผู้ทรงกระทำให้เรารอดพ้นบาปด้วยพระองค์เอง

2.# ยอห์นบอกกับประชาชนว่า พวกเขากลับใจจากบาป แล้วมาหายอห์น
ยอห์นจึงให้เขารับบัพติศมาด้วยน้ำ
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกลับใจ

แต่เมื่อพวกเขากลับใจจากบาป แล้วมาหาพระเยซู
พระเยซูจะให้พวกเขารับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
ซึ่งแสดงว่าพวกเขาสะอาดบริสุทธิ์แล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงสถิตในพวกเขาได้

2.@ ผู้ที่กลับใจใหม่ มาหาพระเยซูด้วยจริงใจ พระองค์จะทรงให้เขารับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

รายละเอียดคำสอนเรื่อง การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ 
สามารถรับชมได้จากที่นี่ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=3iQ622YZjGw

3.# เมื่อพระเยซูเชื่อฟังพระบิดา มารับบัพติศมาในน้ำจากยอห์น แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาบนพระองค์ทันที

นับตั้งแต่นั้นมา พระราชกิจทั้งสิ้นที่พระเยซูทรงกระทำ
พระองค์ทำตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์
และด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

เพราะเมื่อพระเยซูมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ยังคงเป็นพระเจ้า 100%
แต่พระองค์งดใช้ความเป็นพระเจ้าของพระองค์ รับความเป็นมนุษย์ 100%

มนุษย์นามว่า “พระเยซู” นี้ พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ต่างๆ
โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงสถิตกับพระองค์

3.@ ตั้งแต่วันที่เราต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่กับเราเสมอมา
พระองค์พร้อมแล้วที่จะทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านชีวิตของเรา

ปัญหาของเราคือ
เรามักจะพยายามทำกิจการของเรา โดยผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์
แทนที่จะให้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำพระราชกิจผ่านชีวิตของเรา

4.# พระ​วิญ​ญาณ​ก็​ทรง​เร่ง​เร้า​พระ​เยซูให้​​เข้า​ไป​ใน​ถิ่น​ทุร​กัน​ดาร
เพื่อประกาศชัยชนะเหนือการทดลองของมาร
แล้วหลังจากนั้นทูตสวรรค์ก็มาปรนนิบัติพระองค์

4.@ วันนี้ หากเราเชื่อฟังพระเจ้า แต่กลับกำลังพบกับปัญหา
จงอดทนไว้ วางใจในพระองค์
เหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้ากำลังรอปรนนิบัติเราอยู่ หลังจากเราผ่านพ้นการทดลองนี้

5.# เมื่อยอห์นผู้ให้บัพติศมาทำภารกิจสำเร็จ เขาก็ถูกจับ แล้วพระเยซูก็เริ่มพระราชกิจของพระองค์

5.@ เราแค่ทำหน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมายให้เราทำอย่างสัตย์ซื่อก็พอ เมื่อถึงเวลาพระเยซูจะทรงกระทำให้สิ่งที่เราได้ทำไปนั้นกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่

เหมือนพระเยซูทรงกระทำสิ่งที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้ทำลงไปในเวลาไม่กี่เดือนนั้น กลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนใดเคยทำมา
คือ นำหน้าการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

วันนี้ อะไรคือสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้เราทำ?

เราทำสิ่งนั้นแบบขอไปที หรือ ได้ทำอย่างสุดกำลังของเราแล้ว?

6.# พระเยซูประกาศให้คนทั้งหลายรู้ว่า เมื่อแผ่นดินของพระเจ้า​​มา​ใกล้​แล้ว
สิ่งที่คนทั้งหลายควรต้องรีบทำ คือ
จง​กลับ​ใจ​ใหม่ และ​เชื่อ​ข่าว​ประ​เสริฐ

6.@ วันนี้ เราเข้าใกล้แผ่นดินของพระเจ้า มากยิ่งกว่าวันนั้นมากกว่า 2,000 ปี แล้ว

ด้วยเหตุนี้ สมควรอย่างที่สุดที่ ในวันนี้ เราควรกลับใจใหม่
และ วันนี้เราควรเชื่อข่าวประเสริฐอย่างสุดใจ

จะต้องรออีกกี่วัน เราจึงจะตัดสินใจว่า จะกลับใจจากบาปที่กำลังเกี่ยวข้องอยู่นี้อย่างจริงจังเสียที?

และ วันนี้ เชื่อมั่นอย่างไม่สงสัยแล้วหรือยังว่า เราได้รอดพ้นการพิพากษาแล้วอย่างสิ้นเชิง ด้วยการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์?

7.# พระเยซูทรงเรียก ชาวประมงนักจับปลา เพื่อเปลี่ยนให้เขาเป็นผู้จับคนเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า

วิธีเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้นักจับปลา กลายเป็น นักจับคน คือ
“จงตามเรามา”
ใช้ชีวิตตามอย่างพระเยซู ในทุกพื้นที่ของชีวิต ทั้งคำพูด ความคิด และการกระทำ

7.@ พระเยซูประสงค์ที่จะเปลี่ยนเรา ผู้จับปลาเพื่อตนเอง มาเป็นผู้จับคนเพื่อพระเจ้า

จากผู้ที่ดำเนินชีวิตเพื่อประโยชน์ของตนเอง
มาเป็น ผู้มีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแต่เพียงผู้เดียว

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นได้ เมื่อเราเชื่อฟังพระคำของพระองค์
นำพระคำของพระเจ้ามาใช้จริงๆในชีวิตแต่ละวันของเรา

8.# คนที่มีผีสิงเข้ามาในธรรมศาลา(โอ้ว..ธรรมศาลาก็มีคนผีสิง ซ่อนตัวอยู่ได้ 555)
แล้วร้องตะโกนว่า พระเยซูเป็น​องค์​บริ​สุทธิ์​ของ​พระ​เจ้า 

แทนที่พระเยซูจะเห็นชอบ แต่กลับสั่งมันให้เงียบ แล้วขับมันออกจากตัวของคนนั้น

ที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเพราะว่า พระองค์ไม่ต้องการให้วิญญาณชั่วมีส่วนในการประกาศแผ่นดินของพระเจ้า

8.@ เราไม่สามารถรับใช้พระเจ้า ด้วยวิธีของมารได้ 

เมื่อเรารับใช้พระเจ้า เราจำเป็นต้องใช้วิธีของพระเจ้าเท่านั้น

วันนี้ ใครก็ตามที่รับใช้พระเจ้า ด้วยท่าทีที่ขัดกับผลของพระวิญญาณ (ใน กท.5:22-23) สมควรอย่างยิ่งที่จะหยุดการรับใช้นั้นไว้ก่อน
แล้วนั่งลง หาเวลาสงบกับพระเจ้า
ให้พระองค์ทรงสอนและทรงเปลี่ยนท่าทีในจิตใจของเรา


กท. 5:22-23
ส่วน​ผล​ของ​พระ​วิญ​ญาณ​นั้น คือ ​ความ​รัก ความ​ยินดี สันติ​สุข ความ​อด​ทน ความ​กรุณา ความ​ดี ความ​ซื่อ​สัตย์ ความ​สุภาพ​อ่อน​โยน การ​รู้​จัก​บัง​คับ​ตน

9.# บ้านของเปโตรพบกับปัญหาคือ แม่ยายป่วย
แต่เมื่อเขาเชิญพระเยซูเข้ามาในบ้าน นอกจากแม่ยายจะหายป่วยแล้ว
บ้านของเขากลับเป็นพระพรแก่คนทั้งเมือง

9.@ วันนี้ ปัญหาของเราถูกแก้ไขได้ และกลับกลายเป็นพระพรมากมายได้
เมื่อเราเชิญพระเยซูเข้ามาครอบครองในหัวใจของเราอย่างแท้จริง

บางคนมีปัญหา อยากให้พระเยซูแก้ไข แต่ไม่ยอมจำนนต่อพระองค์อย่างสิ้นเชิง
ปัญหานั้นจึงยังไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยเป็นพระพรเสียที

10.# เมื่อพระเยซูต้องการอยู่แต่ลำพัง แต่พวกประชาชนแสวงหาที่จะพบกับพระองค์
สิ่งที่พระองค์ทรงทำคือ ไปหาพวกเขา สั่งสอน  รักษาโรค และขับผีออกให้พวกเขา

10.@ ผู้ที่มาหาพระเยซู พระองค์จะไม่ปฏิเสธเลย

สำหรับพระองค์ ไม่มีคำว่า “ยุ่งเกินไป” เมื่อเรามาหาพระองค์ด้วยจริงใจ

มีแต่เรายุ่งเกินไป เกินกว่าที่จะมาหาพระองค์ แต่พระองค์ไม่เคยยุ่งเกินไปที่จะต้อนรับเรา

11.# พระเยซูทรงรักษาคนโรคเรื้อนให้หายแล้ว
สั่งเขาว่าอย่าไปบอกใครนอกจากปุโรหิต

แต่เขาไม่เชื่อฟัง กลับป่าวประกาศไปทั่ว จนสร้างปัญหาให้กับพระเยซู
จนพระองค์ไม่สามารถเข้า​ไป​ใน​เมือง​อย่าง​เปิด​เผย​ได้​อีก​ต่อ​ไป

ทั้งที่พระองค์ทราบอยู่แล้วว่า เขาจะไม่เชื่อฟัง และจะสร้างปัญหาให้กับพระองค์
แต่เพราะเขามาหาพระเยซูด้วยความเชื่อ
และปรารถนาอยากให้พระเยซูช่วยเขาและเขาเชื่อว่าพระองค์ทรงรักษาเขาให้หายได้

ดังนั้นพระองค์จึงยังคงเมตตาเขา รักษาเขาให้หาย

11.@ แม้เราจะมีจุดอ่อนมากมาย ขาดคุณสมบัติของคนดีมากมายหลายประการ หรือค่อนข้างจะชั่วด้วยซ้ำไป

แต่ถ้าเรามาหาพระองค์ด้วยใจจริงและด้วยความเชื่อ นั่นก็มากพอที่จะทำให้เราพบพระเมตตาและความช่วยเหลือจากพระองค์

คำคม

“ ผู้มาหาพระองค์ด้วยจริงใจ จะได้พบพระองค์แน่นอน ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 28

ภาพรวม

  • ในวันที่ 3 หลังจากที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วพระองค์ปรากฏพระองค์ต่อเหล่าสาวก และทรงใช้พวกเขาออกไปประกาศข่าวประเสิฐเรื่องของพระเยซู ในทุกแห่งหน

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  มา​รีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา​กับ​มา​รีย์​อีก​คน​หนึ่ง​ได้มาที่​อุโมงค์ ในเช้าวันอาทิตย์
และพบกับทูตสวรรค์ซึ่งบอกกับพวกเธอว่า

พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว
และบอกพวกเธอให้ ​มา​ดู​ที่​ซึ่ง​เขา​วาง​พระ​องค์​ไว้​นั้น

แล้วจงไปบอกพวกสาวก ซึ่งต่อมาพวกเธอจึงได้พบพระเยซูหน้าต่อหน้าในที่สุด

1.@  ก่อนที่เราจะไปบอกคนอื่นเรื่องพระเยซู
เราต้องมีประสบการณ์กับพระองค์ก่อน
แต่ไม่จำเป็นต้องรอให้ความเชื่อเต็มร้อยก่อนแล้วจึงไปบอกคนอื่น

เหมือนพวกผู้หญิงที่ยังพบพระเยซูกับตา
แต่ได้ยินคำบอกจากทูตสวรรค์
และเห็นว่าที่วางพระศพไม่มีพระศพแล้ว
พวกนางก็เชื่อแล้วไปบอกพวกสาวก

วันนี้ เรามีประสบการณ์กับพระเจ้าจริงๆแล้วหรือยัง?

ถ้ายัง จงอธิษฐานแล้วเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจสักครั้ง จะพบการอัศจรรย์ที่มาจากพระองค์

2.# พวกทหารยามที่เฝ้าอุโมงค์ปล่อยข่าวลือ ตามคำสั่งของพวกมหาปุโรหิตเพื่อบิดเบือนข่าวการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู
โดยปล่อยข่าวว่า พวกสาวกได้มาขโมยพระศพพระเยซูไปขณะที่พวกเขาหลับ

ซึ่งเรื่องนี้ ยิ่งเป็นการยืนยันว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายจริงๆ
เพราะ ข่าวนั้นสำแดงอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นความจริง

– สาวกผู้หวาดกลัว ที่ละทิ้งพระเยซูไปหมด ขนาดพี่ใหญ่อย่างเปโตรเอง ยังขี้ขลาดจนปฏิเสธพระเยซูถึง 3 ครั้ง มีหรือจะกล้ามาขโมยพระศพ
– ทหารโรม ได้ชื่อว่าเคร่งครัดวินัยมาก มีหรือจะหลับยาม ต่อให้หลับจริง มีหรือจะหลับกันหมดทุกคน
– การที่ทหารหลับยาม จนเป็นเหตุการณ์สิ่งที่เฝ้านั้นถูกขโมยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งนั้นถูกประทับตราปิดผนึกไว้โดยเจ้าเมืองแล้ว โทษของทหารเหล่านั้นคือ ประหารชีวิต แล้วมีหรือเขากล้าเที่ยวป่าวประกาศว่า พวกเขาหลับยามกันหมดจนสิ่งที่เฝ้าไว้หายไป นอกจากจะได้รับคำยืนยันจากพวกมหาปุโรหิตว่าจะช่วยเคลียร์ให้

ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าข่าวจากพวกทหารยาม เป็นความเท็จ
ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า
ข่าวที่เหล่าสาวกของพระเยซูประกาศนั้นเป็นความจริง

2.@ พระเจ้าทรงสามารถใช้แผนการต่อต้านข่าวประเสริฐของคนชั่วร้าย
ทำให้เป็นการสนับสนุนข่าวประเสริฐได้

วันนี้ เมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์
แล้วมีคนต่อต้าน ขัดขวาง ขัดแย้ง

เราไม่จำเป็นต้องตกใจหรือหวั่นไหว
เพราะพระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถเปลี่ยนการกระทำของเขาให้กลับกลายเป็นพระพร
เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินของพระเจ้าได้อยู่ดี

3.# เหล่าสาวกได้พบกับพระเยซู เมื่อเขามาที่กาลิลี และไปยังภูเขาที่พระองค์กำหนด บอก พวกเขาไว้

3.@ เราจะพบกับพระเจ้า และมีประสบการณ์กับพระองค์มากยิ่งขึ้น เมื่อเราเชื่อฟัง กระทำตาม พระคำของพระองค์

4.# พระ​เยซูตรัส​กับ​พวก​สาวก​ว่า สิทธิ​อำนาจ​ทั้ง​หมด​ใน​สวรรค์​ก็​ดี ใน​แผ่น​ดิน​โลก​ก็​ดี​ทรง​มอบ​ไว้​แก่พระเยซูแล้ว

ไม่ได้หมายความว่า ก่อนหน้านี้พระองค์ไม่มีสิทธิอำนาจ
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์มีสิทธิอำนาจสูงสุดตั้งแต่แรกแล้ว
ก่อนเริ่มต้นของสรรพสิ่งเสียอีก

แต่ความหมายคือ พระองค์ตรัสนี้ ในฐานะพระองค์ทรงเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

บัดนี้ในฐานะคนกลางพระองค์ได้รับสิทธิอำนาจอย่างเต็มที่
ที่จะประทานสิทธิอำนาจนั้นแก่มนุษย์ผู้เชื่อวางใจในพระองค์

4.@ วันนี้ เรามีพระเยซูคริสต์แล้ว
พระองค์มีสิทธิที่จะประทานฤทธานุภาพของพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุดแก่เราผู้เชื่อวางใจในพระองค์

เพื่อให้เราเป็นตัวแทนของพระองค์กระทำสิ่งต่างๆในโลกนี้ด้วยสิทธิอำนาจนั้น

วันนี้ เรามีสิทธิอำนาจแล้ว
จงเรียนรู้ที่จะใช้อย่างผู้มีสิทธิอำนาจ เพื่อกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

สามารถรับฟังเรื่องการใช้สิทธิอำนาจเพิ่มเติมได้ที่นี่ ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=oxT3ps0h7Gc

5.# ก่อนที่จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระเยซูได้มอบหมายภารกิจที่สำคัญที่สุด ให้เหล่าสาวกของพระองค์

ที่เรียกว่า “พระมหาบัญชา”

คือ จงสร้างสาวก โดยการออกไป โดยการประกาศ โดยการให้บัพติศมา โดยสอนคนทั้งหลายให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่พระเยซูสั่งเอาไว้

5.@ เราผู้เป็นสาวกของพระเยซู สิ่งที่เราต้องถือเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นชีวิตจิตใจ คือ สร้างผู้อื่นให้เป็นสาวกของพระคริสต์

วันนี้ 100% ของกิจการต่างๆที่เราทำ มีกี่เปอร์เซนต์ ที่เราใช้สำหรับการสร้างสาวกของพระคริสต์

พระเยซูทรงสถิตกับเราเสมอไป
เพื่อช่วยเราให้ทำภารกิจนี้ ให้เกิดผลดีมากที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ในชั่วชีวิตอันแสนสั้นของเราในโลกนี้ 

จงสร้างสาวกของพระคริสต์

คำคม

“ผู้เชื่อผู้ไม่ใช้ชีวิตของเขาสร้างสาวกของพระคริสต์
เขาจะแก้ตัวอย่างไร

เมื่อต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์? ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 27

ภาพรวม

  • พระเยซูถูกปีลาตตัดสินประหารชีวิต ทั้งที่ปีลาตไม่พบความผิดในพระเยซู เพราะปีลาตกลัวพวกยิว พระเยซูจึงถูกตรึงตายบนไม้กางเขน ตั้งแต่ 9:00-15:00 น. แล้วถูกฝังพระศพไว้ในอุโมงค์ ที่มีหินปิดปากอุโมงค์และมีทหารยามเฝ้าอยู่

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพวกมหาปุโรหิตสอบสวนพระเยซูคืนยันรุ่งแต่ก็ยังหาความผิดในพระองค์ไม่ได้ จึงจับพระเยซูมัดไป ให้เจ้าเมืองปีลาตช่วยฆ่าพระองค์ให้หน่อย

1.@  พระเยซูกษัตริย์ผู้เสด็จมาช่วยชนชาติยิว แต่พวกเขากลับปฏิเสธพระองค์ แล้วจับพระองค์ส่งไปให้คนต่างชาติที่เขาเกลียดชังนั้น ให้ช่วยฆ่าพระองค์เสีย

พระเยซู ทรงถูกปฏิเสธ และใส่ร้ายป้ายสี ทั้งที่พระองค์ทรงรักและปรารถนาดีต่อพวกเขา

ผู้ที่ถูกปฏฺิเสธหรือถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือถูกเกลียดชังแบบไม่มีสาเหตุ เพราะความรักที่เขามีต่อพระเยซู
คนๆนั้นกำลังร่วมทุกข์ด้วยกันกับพระองค์

2.# ยูดาสทำผิด ทรยศพระเยซู เมื่อเขานึกได้ เขาก็เสียใจ แต่น่าเสียใจ เขาแค่เสียใจแต่ไม่ได้กลับใจมาหาพระเจ้า

เขาจึงเลือกทางผิด เขาฆ่าตัวตาย

เขาหนีความโศกเศร้าในโลกนี้
เพื่อจะไปพบกับความโศกเศร้าสุดสลดและแสนน่าสะพรึงกลัวในบึงไฟนรก

2.@ เมื่อเราผิดพลาดพลั้งไป การเสียใจกับสิ่งที่ทำไปเป็นสิ่งที่ดี
แต่การเสียใจเท่านั้นไม่ช่วยแก้ไขหรือทำอะไรให้ดีขึ้นได้

ต้องนำความเสียใจนั้นมาหาพระเจ้า สารภาพ กลับใจเสียใหม่ รับการอภัยจากพระองค์
แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ราวกับไม่เคยเกิดเรื่องนั้นขึ้นมาก่อนเลย

แต่ขณะเดียวกันก็เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นเพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำอีก

3.# ยูดาสทำผิดด้วยการร่วมมือกับพวกหัวหน้าปุโรหิต จับกุมพระเยซู เมื่อยูดาสนึกได้และเสียใจ

พอมาหาพวกมหาปุโรหิต พวกเขากลับบอกว่า
“มัน​เกี่ยว​อะ​ไร​กับ​เรา? มัน​เป็น​เรื่อง​ของ​เจ้า​เอง”

พวกเขาไม่ได้ช่วยอะไร แต่เยาะเย้ย ซ้ำเติม และกล่าวโทษยูดาส

3.@ มารซาตานมันล่อลวงให้เราทำบาป ตอนมันล่อลวง มันกระทำอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล ทำให้บาปนั้นช่างยั่วยวนและหอมหวาน

แต่พอเราผิดพลาดพลั้งบาปนั้น มารที่แสนชั่วร้าย มันกลับซ้ำเติม และกล่าวโทษเรา

ซึ่งพระเยซูจะไม่ทำเช่นนั้น ทุกคนที่มาหาพระองค์ด้วยจริงใจ
พระองค์จะไม่ปฏิเสธเขาเลย พระองค์พร้อมอภัย ช่วยเขาให้เริ่มต้นชีวิตใหม่เสมอ

วันนี้ เมื่อเราผิดพลาดพลั้งไป เราจะทำอย่างไร
ฟังเสียงกล่าวโทษซ้ำเติมของมาร
หรือ
รีบมาหาพระเยซูเพื่อสารภาพแล้วรับการอภัย?

4.# เมื่อปีลาตสอบสวนพระเยซู ​พระองค์​ไม่ได้​ใช้​สิทธิ​ ​ใน​การ​สู้​คดี​ ตามกฏหมายของ​​โรมัน​ ที่​ผู้​ถูก​กล่าวหา​มี​โอกาส​แก้​ตัว ในการตัดสินคดีใดๆ

4.@ พระเยซูจงใจ ไม่ใช้สิทธิที่มนุษย์มอบให้ แต่ใช้สิทธิที่พระเจ้าประทานให้
คือสิทธิที่จะเชื่อฟังจนถึงความตายบนไม้กางเขนเพื่อรับโทษแทนความผิดบาปของมนุษย์ทุกคนวันนี้

หากสิทธิที่มนุษย์หรือกฏเกณฑ์ของมนุษย์เปิดโอกาสให้เราทำ
แต่สิทธินั้นขัดแย้งกับน้ำพระทัยของพระเจ้า
จงงดใช้สิทธินั้น แล้วเรื่องทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า

5.# บารับบัสผู้สมควรตายได้รับการปล่อยตัว แต่พระเยซูผู้บริสุทธิ์กลับได้รับโทษถึงตาย

5.@ เราผู้สมควรตายเพราะบาปของเรากลับได้รับการอภัย
เพราะว่า พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าผู้ชอบธรรมรับโทษถึงตายแทนเรา

6.# ภรรยาปีลาตฝัน เพื่อให้ความชั่วร้ายของพวกยิวปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้เห็นว่าสมเหตุสมผลแล้วที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย ในเวลาต่อมา ในค.ศ.70

ความฝันของภรรยาปีลาตช่วยตอกย้ำให้ปีชาตไม่อยากจะฆ่าพระเยซู และยิ่งทำให้ความอยากฆ่าพระเยซูของพวกพิวปรากฏเด่นชัดขึ้นอีก

จนพวกเขา ​ร้อง​ตะโกนว่า
“ให้​ความ​ผิด​เรื่อง​ความ​ตาย​ของ​เขา​ตก​อยู่​กับ​เรา​และ​ลูกๆ ของ​เรา”
ต่อให้พวกเราหรือลูกหลานของพวกเราจะโดนแช่งสาปอะไรยังไงก็ได้
ขอให้มันตาย พวกเราก็พอใจแล้ว

6.@ สิ่งที่พระเจ้ากระทำแก่คนหนึ่ง อาจส่งผลให้ความดีหรือความชั่วของอีกคนหนึ่งปรากฏเด่นชัดขึ้นมาได้ หรืออาจส่งผลต่อเหตุการณ์บางอย่างได้

วันนี้ ไม่ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับเรา หรือกับใครก็ตาม ทั้งหมดพระเจ้ากำลังเตรียมสิ่งนั้น เพื่อให้สิ่งที่จำเป็นบางอย่างเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะเดียวกัน วันนี้ สิ่งเกิดขึ้นกับเรา กำลังเผยความดี หรือ ความชั่วของบางคนให้ปรากฏชัด

7.# พระเยซูถูกโบยตี ถูกเฆี่ยน ถูกทรมาน และถูกเยาะเย้ยอย่างน่าอับอาย ก่อนนำไปตรึงที่กางเขน

ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น?
ทำไมพระเจ้าไม่ให้แค่จับไปตรึงทีเดียวเลยก็จบ?

ก็เพราะว่า การตายเท่านั้นยังไม่สาสมกับความชั่วร้าย เลวทรามที่เราได้กระทำ
พระเยซูต้องรับการทรมานและความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด
เพื่อให้สมกับการกระทำอันชั่วช้าเลวทราม สกปรก ของเรา

7.@ พระเยซู ถูกเฆี่ยน และ ถูกเยาะเย้ยอย่างน่าอับอาย เพื่อฉัน

8.# ระหว่างการแบกท่อนกางเขนไปยังโกละโกธา ทหารต้องเกณฑ์ให้ซีโมนชาวไซรีน ช่วยแบกกางเขนแทนพระเยซู

ไม่ใช่เพราะทหารผู้ทรมานพระเยซูอย่างหนักมีใจเมตตาพระเยซู

แต่เพราะเวลานั้นพระเยซู พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้มารับสภาพเป็นมนุษย์ พระองค์หมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว

พระองค์ไม่มีปญญาแบกไม้กางเขนนั้นไปถึงโกละโกธาได้แล้ว

เมื่อทหารเห็นดังนั้น ถ้าจะไม่ได้การ งานตรึงกางเขนคงไม่สำเร็จแน่
จึงต้องให้คนช่วยแบกกางเขนไปให้แทน

8.@ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งสูงสุด ทรงสละพระกำลังของพระองค์มารับสภาพที่อ่อนแอ และอ่อนแอจนถึงที่สุด
จนไม่มีปัญญาแบกแม้แต่ไม้กางเขน

ทั้งหมดนี้เพราะพระองค์ทรงรักเรา

9.# พวกหทหารจะเอา​เหล้า​องุ่น​ผสม​กับ​ของ​ขม​มา​ให้นักโทษดื่ม เพื่อให้เกิดอาการมึนก่อนการตรึง

เพราะว่าการตรึงกางเขนนั้นเหี้ยมโหดเกินไป
จึงต้องมีการลดความทรมานของนักโทษลงบ้าง
คล้ายๆกับที่หมอให้มอร์ฟีนเพื่อลดความเจ็บปวดของคนไข้

แต่พระเยซูไม่รับน้ำนั้น
เพราะพระองค์ต้องการจ่ายราคาให้สาสมกับความผิดบาปของเรา
โดยไม่ต้องลดราคาเลยแม้แต่นิดเดียว

9.@ ด้วยความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าใครก็คงเลือกสิ่งที่จะทำให้ตนเองเจ็บปวดทรมานลดน้อยลง พระเยซูทรงรับสภาพเป็นมนุษย์ 100% รับรู้ความเจ็บปวดเหมือนกับเราทุกประการ

ถึงกระนั้น พระเยซูเลือกเชื่อฟังพระบิดา
แม้การเชื่อฟังนี้ จะนำความเจ็บปวดแสนสาหัสมาสู่พระองค์ก็ตาม

พระเยซูสามารถให้เหตุผลว่า เชื่อฟังพระบิดามาตั้งมากมายถึงขนาดนี้แล้ว
ขอไม่เชื่อฟังแค่นิดเดียว เพื่อให้ความเจ็บปวดลดน้อยลง
น่าจะไม่เป็นไร

แต่พระเยซูไ่ม่ทำเช่นนั้น
พระองค์เชื่อฟังทุกประการจนถึงที่สุด

วันนี้ อาจมีการทดลองมาถึงเรา คือ
ถ้าเพียงแต่เราเลือกไม่เชื่อฟังพระเจ้าบ้างเล็กน้อย ความเจ็บปวดทรมานของเราจะลดลงได้

เรามีพระเยซูเป็นแบบอย่างให้แก่เราแล้ว
พระองค์ไม่ยอมประนีประนอม แม้แต่จะต้องแลกด้วยความเจ็บปวด
พระองค์ยังคงเชื่อฟังพระบิดาทุกประการ

10.# เมื่อพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขนนั้น พวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิต​กับ​พวก​ธรร​มา​จารย์​และ​พวก​ผู้​ใหญ่​ก็​เยาะ​เย้ย​

หาว่าพระองค์กระจอกเหลือเกิน
ไม่มีปัญญาช่วยตนเองลงจากกางเขนได้
ไหนบอกว่าแน่ไง!!!

คนเหล่านี้คือใคร?
ก็คือบรรดาคนที่มาจับผิดพระเยซู แต่เถียงสู้พระเยซูไม่ได้
เลยใช้วิชามาร ใส่ร้ายป้ายสี แล้วกดดันให้เจ้าเมืองปีลาต ตรึงพระองค์ที่กางเขน

10.@ เมื่อคนหาเรื่องเยาะเย้ยเรา ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นเช่นนั้นเสมอไป
คนอื่นพูดอย่างไร คิดอย่างไรนั้นไม่สำคัญเลย

แต่พระเจ้าตรัสกับเราอย่างไร คิดกับเราอย่างไรนั่นต่างหากที่สำคัญ

11.# ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงร้องว่า
“เอลี เอลี ลา​มา​สะ​บัก​ธานี”
แปล​ว่า “พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ ทำไม​พระ​องค์​ทรง​ทอดทิ้ง​ข้า​พระ​องค์​เสีย?”

พระบุตรกับพระบิดา ผูกพันกันด้วยความรักใหญ่ยิ่งกว่าความรักใดๆของมนุษย์จะเทียบได้ และมนุษย์ไม่อาจเข้าใจรักที่สุดลึกซึ้งและสูงส่งนั้นได้

แต่วันนั้น พระบิดาต้องเมินพระพักตร์จากพระเยซูผู้อยู่บนกางเขน

ก็เพราะชายผู้อยู่บนกางเขนผู้นี้ช่างชั่วช้าเลวทราม สกปรกเหลือเกิน
เกินกว่าที่พระบิดาจะทนมองดูได้

เนื่องจากความบาปชั่วของบรรดามนุษย์ทุกคนตลอดทุกชั่วชาติมารวมไว้ที่พระเยซู

ในเวลานั้นความปวดร้าวของพระเยซู
เราคงไม่มีทางเข้าใจได้ตลอดชั่วนิรันดร์

ยามที่พระบิดาผู้รักพระองค์ด้วยรักยิ่งใหญ่
ยิ่งกว่าแม่ที่รักลูกน้อยในอกของนาง
พระบิดาได้หันหน้าหนีไปจากพระองค์
เพราะพระองค์ช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน

และความปวดร้าวของพระองค์ ผู้ทรงเกลียดบาปอย่างที่สุด
ต้องรับแบกบาปที่สุดแสนสกปรกและน่ารังเกียจของมนุษย์ทั้งสิ้น ไว้ที่พระองค์

11.@ ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้เราได้รับความชอบธรรมนั้นแพงเหลือเกิน

สมควรหรือที่เราจะไม่แยแสต่อความชอบธรรมที่พระองค์ซื้อมาให้เราด้วยราคาแสนแพงนี้
แล้วใช้ชีวิตในการอธรรมต่อไป

12.# เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ ม่านในพระวิหารซึ่งกั้นห้องวิสุทธิสถานกับห้องอภิสุทธิสถานก็ขาดออกจากบนลงล่าง

สิ่งที่ขวางกั้นมนุษย์กับพระเจ้า ได้ขาดออกแล้ว
มนุษย์จึงมีสิทธิเข้าหาพระเจ้าได้ โดยทางพระเยซูคริสต์

บนลงล่าง หมายถึง
สิ่งนี้เป็นการกระทำจากพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์เบื้องบน ไม่ใช่จากมนุษย์เบื้องล่าง

12.@ วันนี้ เรามีสิทธิเข้าเฝ้าพระเจ้าได้แล้ว โดยทางพระเยซูคริสต์ สิทธิพิเศษนี้ราคาแพงมาก
สมควรอย่างยิ่งที่เราจะใช้อย่างเต็มที่ ให้คุ้มค่า

13.# พระเจ้าทรงให้โยเซฟชาวอาริมาเธีย รู้จักกับปีลาต ก็เพื่อจะสามารถขอพระศพไปฝังไว้ในอุโมงค์ได้

พระเจ้าทรงให้มารีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา​กับ​มารีย์​อีก​คน​หนึ่ง ได้เห็นอุโมงค์ที่เขาฝังพระศพ เพื่อว่าจะสามารถมาหาในเช้าวันฟื้นคืนพระชนม์ได้

13.@ ทุกอย่างที่เราเป็น ทุกอย่างที่เรามี ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา
เมื่อเรานำมาใช้เพื่อพระเยซูที่รัก
สิ่งเหล่านั้นพระเจ้าทรงสามารถใช้ให้เป็นพระพรได้

14.# เพราะความขี้ระแวงของพวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิต​และ​พวก​ฟา​ริ​สี​
ที่กลัวว่าสาวกจะสร้างเรื่องว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

กลับเป็นเหตุยืนยันว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายจริงๆ

เพราะเมื่อพวกเขาไปขอปีลาตให้เอาทหารยามไปเฝ้าอุโมงค์ไว้
จึงเป็นการยืนยันชัดเจนว่า
พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายจริง ไม่ใช่พวกสาวกมาขโมยพระศพไป
แล้วกุเรื่องขึ้นมาเอง

14.@ แม้แต่แผนการของคนชั่วร้าย พระเจ้าก็ทรงสามารถใช้ให้เป็นพระพร
และเป็นประโยชน์ต่อแผนการของพระเจ้าได้

คำคม

“ ฉันมีสิทธิทำได้ แต่ฉันไม่ทำ เพราะฉันรักพระเยซู ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 26

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงพวกมาหปุโรหิตวางแผนฆ่าพระเยซู แล้วยูดาสก็มาช่วยให้แผนง่ายขึ้น จนในที่สุดพระเยซูก็ถูกจับกุมแล้วนำตัวไปยืนอยู่ต่อหน้าสภาของยิว

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูบอกกับพวกสาวกว่า พระองค์จะถูกประหารชีวิตในช่วงเทศกาลปัสกาปีนี้

แต่พวกหัวหน้ามหาปุโรกิต และ​บรร​ดา​ผู้​ใหญ่​ของ​ประ​ชา​ชน​ ตกลงกันว่าจะจับพระเยซูแและเอาไปฆ่า หลังจากเทศกาลปีนี้ผ่านไปแล้ว

แต่ไม่ว่ามนุษย์จะวางแผนอย่างไร จะคิดแผนการอย่างไร สุดท้ายแล้วแผนของพระเจ้าก็จะสำเร็จอยู่ดี

1.@  วันนี้ อาจจะมีบางสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น

แต่อะไรก็ตามที่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้ามันจะเกิดขึ้นและสำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้าแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น พระเจ้าทรงควบคุมอยู่และจะเป็นไปตามแผนการแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา

2.# มารีย์พี่สาวของลาซารัส นำน้ำหอมนารดา ราคาแพงมาก มาชโลมพระเยซู
ยูดาสตำหนินาง เพราะทำสิ่งที่ฟุ่มเฟือยสิ้นเปลือง
แต่พระเยซู ชื่นชมนาง เพราะนางทำสุดหัวใจแก่พระองค์ผู้ที่นางรัก

2.@ ไม่มีคำว่ามากเกินสำหรับการกระทำใดๆแด่พระเยซูด้วยความรักที่มีต่อพระองค์
แม้บางการกระทำในมุมมองของโลกนี้ อาจเห็นว่าไม่คุ้มค่า ไร้สาระ

แต่ทุกสิ่งที่เราทำแด่พระเยซูด้วยความรัก เลอค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระองค์
สิ่งที่มารีย์ทำดูเหมือนสูญเปล่า ในมุมมองของโลก

แต่ในฝ่ายวิญญาณมีค่ายิ่ง และส่งผลมากมายและเลื่องลือมาจนกระทั่งทุกวันนี้

วันนี้ เมื่อจะทำสิ่งใดแด่พระเยซู จงทำอย่างสุดกำลังและสุดหัวใจ

3.# ยูดาส ยอมทิ้งพระเยซู เพื่อเห็นแก่เงิน 30 เหรียญ ซึ่งเท่ากับ ราคาทาส 1 คน และแล้วเขาก็สูญเสียทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตนิรันดร์

3.@ วันนี้ ต้องใช้เงินเท่าใด เราจึงยอมหันหลังให้กับพระเยซู ไม่เชื่อฟังพระองค์อีกต่อไป?

เราเลิกเชื่อฟังพระองค์ เพราะเห็นแก่เงินกี่บาท?

วันนี้ เพราะเรากลัวสูญเสียอะไร หรือเพราะเราอยากได้อะไร จนเป็นเหตุให้เราเลิกเชื่อฟังพระเยซู?

4.# คำสั่งให้เตรียมการรับประทานปัสกาด้วยกันระหว่างพระเยซูและเหล่าสาวก เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเทศกาลใหญ่ชาวยิวจากที่ต่างๆล้วนแต่พากันมาที่กรุงเยรูซาเล็ม โรงแรมและร้านอาหารต่างๆคงมีคนของเต็มหมดแล้ว

หนำซ้ำพระเยซูกับเหล่าสาวกก็ไม่ค่อยมีเงินด้วย เพราะขนาดจะเสียค่าบำรุงพระวิหารยังต้องไปเอามาจากปากของปลาเลย

อีกอย่าง พวกเขาไม่ใช่คนในเมืองนี้ซะด้วย ไม่ค่อยมีใครที่พวกเขารู้จักและพึ่งพาได้มากนักในเมืองหลวงแห่งนี้

แต่เมื่อสาวกเชื่อฟังและลงมือทำตามที่พระเยซูสั่ง ปัญหาทั้งหมดถูกคลี่คลายอย่างง่ายดายแบบคาดไม่ถึง

4.@ วันนี้ สิ่งที่พระคำของพระเจ้าสั่งให้เราทำ อาจจะดูเหมือนยากหรือเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่เราจะทำได้

ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ

เพียงแต่เราเชื่อฟังพระองค์แล้วเริ่มลงมือทำ
สิ่งที่ยากนั้น จะง่ายขึ้นมาทันที และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นจะเกิดขึ้น

5.# ขณะรับประทานอาหารนั้น พระเยซูบอกให้เหล่าสาวกรู้ว่าจะมีคนหนึ่งทรยศพระองค์ เพื่อว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว

พวกเขาจะได้รู้ว่า ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด พลาดพลั้งเสียที พระเยซูจึงถูกพวกมหาปุโรหิตจับไป แต่เกิดขึ้นตามแผนการของพระเจ้า

5.@ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในวันนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะความบาปหรือความผิดพลาดของตัวเราหรือของใครก็ตาม พระเจ้ายังคงสามารถใช้สิ่งเหล่านั้นถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้

เพียงแต่เราจะเลือกตอบสนองต่อมันอย่างถูกต้อง ตามพระคำของพระเจ้าเท่านั้นเอง แล้วสิ่งนี้จะกลับกลายเป็นพระพร

6.# ในพิธีมหาสนิทนั้น พระเยซูได้บอกถึง การสละร่างกายของพระองค์เองเพื่อรับโทษแทนคนทั้งหลาย และ บอกถึงพระโลหิตของพระองค์ว่า เป็นโลหิตตามคำสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะช่วยมนุษย์ให้รอด

จำเป็นที่ร่างกายของพระเยซูต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และจำเป็นที่โลหิตของพระองค์ต้องไหลออกมามากมายจนเสียชีวิต

เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นการลงโทษชั่วนิรันดร์อันแสนน่าสะพรึง ที่เกิดจากบาปของพวกเขา

6.@ พระเยซูประทานชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา น้อยเกินไปด้วยซ้ำหากเราจะมอบถวายทั้งชีวิต ทุกสิ่งที่เรามี อนาคตทั้งสิ้น ความใฝ่ฝันของเราทั้งสิ้น แด่พระเยซู

วันนี้ พระเยซูได้รับเชิญให้ครอบครองชีวิตของเราทั้งหมดทั้งสิ้น  จริงๆแล้วหรือยัง?

7.# พระเยซูบอกกับเปโตรว่า เขาจะปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง ในคืนนี้ แต่เปโตรมั่นใจเหลือเกินว่า เขาไม่มีทางปฏิเสธพระเยซูเป็นแน่

7.@ เรารักพระเยซูน้อยกว่าที่เราคิด แต่พระเยซูรักเรามากยิ่งกว่าที่เราคิด

8.# ที่สวนเกทเสมนี จิตใจของพระเยซูเป็น​ทุกข์​จนแทบจะสิ้นชีวิต แต่พวกสาวกของพระอค์ไม่มีใครสนใจ มัวแต่นอนหลับอยู่ พระองค์ทรงอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย

8.@ พระเยซูทรงเข้าใจเรา หากเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย

เพราะพระเยซูเคยเดินไปสู่สภาพนั้นเพื่อเรา เพื่อช่วยเราให้ไม่ต้องอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว

บัดนี้เรามีพระองค์ผู้ทรงเข้าใจเรา ไม่เคยทอดทิ้งเรา และเราสามารถสัมพันธ์กับพระองค์ได้

9.# พระเยซูถูกจับเยี่ยงโจรผู้ร้าย เปโตรพยายามต่อต้านขัดขวางการจับกุมนั้นแต่พระเยซูห้ามเขา เพราะความจริงแล้วพระเยซูไม่จำเป็นต้องให้เขาช่วยเลย

หากพระเยซูไม่ต้องการให้พวกเขาจับ พระองค์สามารถเรียกเหล่าทูตสวรรค์ผู้มีฤทธิ์ สัก 12 กองพลมาช่วยพระองค์ก็ได้ (1 กองพลของโรม มีทหารประมาณ 4,200-6,000 คน ทูตสวรรค์ 12 กองพล พระเยซูก็น่าจะหมายถึงทูตสวรรค์ราวๆ 60,000 องค์)

แต่พระองค์ไม่ทำเช่นนั้น เพราะพระองค์เต็มใจเดินไปสู่ไม้กางเขนเพื่อเรา

9.@ พวกที่จับพระองค์นั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพระองค์เลย แต่พระองค์ยอมให้เขาจับ เพื่อให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ

วันนี้ หากเราทำบางอย่างที่เป็นการเชื่อฟังพระเจ้า อาจทำให้คนดูว่า เราอ่อนแอ ไม่เอาไหน ทำไมไม่สู้ ฯลฯ

อย่าให้เราใส่ใจในคำพูดหรือสายตาของคนเหล่านั้น
ให้เราจับจ้องดูที่พระเยซู เอาพระองค์เป็นแบบอย่าง
คือ ผู้ที่ยอมให้คนดูหมิ่น เพื่อทำตามพระทัยพระบิดา

10.# ที่บ้านคายาฟาสมหาปุโรหิตนั้น พระเยซูถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกปิดตาแล้วตบ ถูกถ่มน้ำลายรด ถูกทุบตี  ไม่แน่ใจน่าจะถูกกระทืบด้วย

ที่บ้านของมหาปุโรหิต ผู้รับใช้พระเจ้า ที่นั่นพระบุตรของพระเจ้าน่าจะถูกยกย่องสรรเสริญและให้เกียรติอย่างสูง

แต่ที่นั่นพระองค์กลับถูกกระทำอย่างดูถูกเหยียดหยามและหยาบคาย

10.@ พระเยซูได้รับการดูถูกเหยียดหยามที่พระองค์ไม่สมควรต้องรับ
เพื่อเราจะสามารถได้รับความชอบธรรม ที่เราไม่สมควรจะได้รับ

11.# เปโตรปฏิเสธพระเยซูอย่างหนักแน่น ถึง 3 ครั้ง ในคืนเดียว เป็นเหมือนการประกาศตัดเยื่อใยที่มีต่อพระเยซูอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลว่า พระองค์ดันถูกจับ

11.@ เปโตรผู้ยอมรับพระองค์ว่า “เป็นพระ​คริสต์ ​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่”  เปโตรผู้ไม่น่าจะปฏิเสธพระองค์ที่สุด บัดนี้ได้ปฏิเสธพระองค์เสียแล้ว

พระเยซูทรงถูกเพื่อนทอดทิ้งและปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะพระองค์ดันตกระกำลำบาก

วันนี้ หากเพราะการตกระกำลำบากของเรา ทำให้เพื่อนหรือคนที่บอกว่ารักเรา ทอดทิ้งเราไป

พระเยซูทรงเข้าใจเรา และพระองค์พร้อมแล้วที่จะช่วยเราให้พ้นความทุกข์ยากนั้น เพราะพระองค์ทุกข์แทนเราไปเรียบร้อยแล้ว

คำคม

“   ไม่ว่าเราทุกข์สักเพียงใด พระเยซูทรงเข้าใจเราและทรงช่วยเราได้ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 25

ภาพรวม

  • พระเยซูทรงสอนเหล่าสาวกโดยยกตัวอย่างคำอุปมา ให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ และใช้สิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้นั้นอย่างสัตย์ซื่อ เพื่อพวกเขาจะไม่ต้องเสียใจในวันสุดท้าย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูยกตัวอย่างคำอุป​มา​เรื่อง​หญิง​พรหม​จารี​สิบ​คน เพื่อสอนว่า มีบางคนเกือบจะได้เข้าในงานฉลองของพระเจ้าอยู่แล้ว

แต่พวกเขาไม่ดำเนินชีวิตอย่างมีปัญญา มองสั้นๆสนใจแต่ปัจจุบัน ไม่คิดถึงอนาคต จึงอดเข้างานฉลองของพระเจ้า

ซึ่งแตกต่างกับพวกที่คิดถึงอนาคตจึงเตรียมตัวเอาไว้ เผื่อว่าการเสด็จกลับมาของพระเยซู จะเป็นเวลาที่พวกเขาคิดไม่ถึง ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

1.@  ก่อนที่จะด่วนสรุปว่า เราเป็นเหมือนหญิงที่มีปัญญา 5 คนนั้น ลองคิดดูใหม่ให้ดีๆอีกที เราเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซูแล้วหรือยัง?

บางคนเคยเป็นตะเกียงที่ส่องสว่าง พระวิญญาณบริสุทธิ์เต็มล้นในชีวิต นำชีวิตของเขา ควบคุมชีวิตของเขา เขาจึงสะท้อนชีวิตแห่งความชอบธรรมออกมาในการดำเนินชีวิต

แต่บัดนี้ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงประวัติศาสตร์ บัดนี้พระเจ้าไม่ใช่เจ้านายในชีวิตของเขาอีกต่อไป เขาเลิกเดินติดตามพระเยซูแล้ว
แม้ยังไปโบสถ์อยู่ก็ตาม น้ำมันในตะเกียงของเขาเหลือน้อยเต็มทีหรืออาจจะหมดไปแล้วก็เป็นได้

หากเรารู้จักใครสักคนที่เป็นเช่นนั้น ปลุกเขาให้รีบตื่นขึ้น เติมน้ำมันของเขาให้เต็มตะเกียง ให้พระเจ้าทรงทำให้ชีวิตของเขาส่องสว่างอีกครั้ง
ก่อนที่จะสายเกินไป

2.# พระเยซูใช้คำอุป​มา​เรื่อง​เงิน​ตะลันต์ เพื่อสอนว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้แก่เรานั้น จำเป็นต้องให้เกิดผลงอกงามขึ้น

ความเข้าใจในข่าวประเสริฐที่เราได้รับมา ต่อให้เราไม่ทำอะไรเลย เอาไปแค่ฝากธนาคารเฉยๆมันย่อมเกิดผลที่แตกต่างจากวันแรกที่เรารับข่าวประเสริฐเข้ามาในชีวิต
ชีวิตของคนนั้นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับคนที่ได้รับมาแล้วเชื่อจริงๆ โดยสำแดงออกด้วยการนำมาใช้ในชีวิต จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและเกิดผลฝ่ายวิญญาณมากมายในชีวิต
ซึ่งจะนำบำเหน็จยิ่งใหญ่มาสู่เขาในวันที่พระเยซูเสด็จกลับมา

แต่สำหรับคนที่ได้ยินและรับไว้ แค่รับรู้เฉย ไม่ได้เอาไปทำอะไรเลย เอาไปฝังดิน ต่อให้วันเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในชีวิต ทุกอย่างเท่าเดิม เหมือนเดิม

คนเช่นนี้ไม่ได้เชื่อในความประเสริฐจริงๆ เพียงแต่รู้ในสมองเท่านั้น
ซึ่งเขาจะต้องถูกทิ้งไว้ในที่ที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา

2.@ วันนี้ พระคำของพระเจ้าที่ประทานแก่เราแล้วนั้น เกิดผล นำการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตของเราหรือยัง?

อีกนัยหนึ่งคือ เราเชื่อในพระคำของพระเจ้าจริงๆแล้วหรือยัง?

คนที่เชื่อในข่าวประเสริฐจริงๆ ชีวิตของเขาย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงในฝ่ายวิญญาณอย่างแน่นอน

3.# เมื่อพระเยซูคริสต์​เสด็จ​มา​ด้วย​พระ​รัศมี​พร้อม​กับ​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หมด ​พระ​องค์​จะพิพากษาประ​ชา​ชาติ​ทั้ง​หมด​​บน​พระ​ที่​นั่ง​อัน​รุ่ง​โรจน์​ของ​พระ​องค์

พระ​องค์​จะ​ทรง​แยก​พวก​เขา​ออก​จาก​กัน เป็น 2 กลุ่ม เป็น กลุ่มด้านขวา และ กลุ่มด้านซ้าย
การแยกนี้ไม่ได้แยกโดยเงื่อนไขว่า “คนนั้นรู้จักพระเยซูหรือไม่?”
แต่แยกโดยเงื่อนไขว่า “คนนั้นเชื่อวางใจในพระเยซูจริงๆหรือไม่?”

คนที่เชื่อวางใจในพระเยซู จะมีพระเยซูอยู่ในชีวิตของเขา ดังนั้น ย่อมสำแดงลักษณะเหมือนพระเยซูในชีวิตของเขา

คนที่ไม่มีลักษณะพระเยซูปรากฏในชีวิตของเขา เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า เขาไม่มีอยู่ในพระเยซู

ผู้เชื่อวางใจในพระเยซู จะ​เข้า​สู่​ชีวิต​นิรันดร์ จะได้ครอบครองร่วมกับพระองค์ ชั่วนิจนิรันดร์
ส่วนคนอื่นนั้นจะถูกพิพากษาตามกระทำของแต่ละคน แล้วจะเข้าสู่การ​รับ​โทษ​ชั่วนิรันดร์

3.@ วันนี้ เราปฏิบัติต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สังคมถือว่าไร้ค่าหรือไม่สำคัญ แบบเดียวกับที่พระเยซูจะปฏิบัติกับพวกเขาแล้วหรือยัง?

เราเชื่อวางใจในพระเยซูจริงๆ จนยอมต้อนรับพระองค์เข้ามาเป็นเจ้านายในชีวิตของเราจริงๆ กระทั่งสะท้อนออกมาเป็นการดำเนินชีวิตสอดคล้องในทิศทางเดียวกันกับพระเยซูแล้วหรือยัง?

คำคม

“ คนที่มีพระคริสต์ในชีวิต จะมีลักษณะของพระคริสต์ปรากฏในการดำเนินชีวิต ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 24

ภาพรวม

  • ในบทนี้พระเยซูบอกสาวกถึงการที่วิหารในเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย เพื่อเตือนให้พวกเขาเตรียมพร้อม สำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวกสาวกชี้ให้พระเยซูดูความสวยงามของพระวิหารในเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นวิหารที่บูรณะขึ้นใหม่โดยกษัตริย์เฮโรดมหาราช

ประวัติศาสตร์ของพระวิหารเป็นดังนี้
– วิหารหลังแรกสร้างไว้อย่างงดงามโดยกษัตริย์ซาโลมอน ราว 500 ปีต่อมาวิหารนี้ได้ถูกทำลายลงโดยกษัตริย์เนบูคัสเนสซาร์แห่งบาบิโลน ในปี 586 ก่อนคริสตศักราช
– หลังจากนั้นเมื่อบาบิโลนล่มสลาย มีเดีย-เปอร์เซียรุ่งเรืองขึ้น จึงมีการปล่อยเชลยชาวยิวกลับมายังอิสราเอล เป็นตามคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะที่บอกไว้ก่อนหน้านั้น
– จึงมีการสร้างพระวิหารหลังที่ 2 ขึ้นโดยเศรุบบาเบล แต่ก็ไม่งดงามนัก เพราะประชาชนเพิ่งกลับมาจากการเป็นเชลย ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรมากนัก

– เมื่อมีเดีย-เปอร์เซียล่มสลาย กรีกที่นำโดยอเล็กซานเดอร์มหาราขก็เรืองอำนาจอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นโรมก็ขึ้นมาครอบครองอาณาจักรทั้งหมดแทน
– สมัยของโรมได้มีการแต่งตั้ง เฮโรดมหาราช ชาวเอโดม ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองปาเลสไตน์ (เฮโรดคนนี้เองเอง ที่พยายามฆ่าพระกุมารเยซู) เขาต้องการเอาใจคนยิวที่เขาปกครอง เขาจึงได้บูรณะพระวิหารที่เศรุบบาเบลสร้างไว้ ให้สวยงามยิ่งขึ้น

– และวิหารนี้เองที่พวกสาวกชี้ให้พระเยซู ดูความงดงามของมัน
พระเยซูบอกพวกสาวกว่า สิ่งงดงามเหล่านี้ อีกไม่นานก็จะพังพินาศไป

1.@  สิ่งของในโลกนี้ ไม่ว่างดงามสักเพียงใด สักวันจะพังทลายไป แม้แต่พระวิหารที่มนุษย์สร้างเพื่อนมัสการพระเจ้ายังพังทลาย นับประสาอะไรกับสิ่งของต่างๆที่เรากำลังสะสมอยู่ในวันนี้ ไม่นานต้องเสื่อมสูญไปเช่นกัน

แต่วิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือจิตวิญญาณของเรา จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์

วันนี้ สิ่งที่เราทำ เราทำเพื่อ สิ่งที่ต้องเสื่อมสลาย หรือ สิ่งที่คงอยู่ถาวรนิรันดร์ ข้างไหนมากกว่ากัน?

2.# พวกสาวกถามพระเยซูว่า ยุคเก่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่? พระเยซูจึงบอกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตไว้ดังนี้

เมื่อใกล้จะสิ้นยุค
– จะมีพระคริสต์ปลอมหลายคน ปรากฏตัวขึ้น อ้างตัวเป็นพระคริสต์
– จะมีข่าวเรื่องสงคราม และมีข่าวลือเรื่องสงคราม
– แล้วจะมีสงครามเกิดขึ้นมากมาย ประเทศต่างๆทั่วโลก หรือ สงครามโลก
– จะเกิดกันดารอาหาร
– จะเกิดแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ

แล้วก็เริ่มต้นของการข่มเหง
– เกิดการข่มเหงคริสเตียนเกิดขึ้นทั่วโลก
– การข่มเหงจะรุนแรงขึ้น จนถึงกับตามฆ่าคริสตียน
– มีคริสเตียนจำนวนมาก ละทิ้งความเชื่อไปเสีย
– แล้วก็จะมีผู้รับใช้จอมปลอมเกิดขึ้น ล่อลวงคนมากมายให้หลงไปจากความจริง
– ความ​รัก​ของ​คน​จำ​นวน​มาก​จะ​เยือก​เย็น​ลง ไม่มีความรัก มีแต่รักจอมปลอม
– ​ความ​อธรรม​แผ่​กว้าง​ออก​ไป การทำชั่ว ทำบาปเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ใครๆก็ทำกัน อย่างหน้าตาเฉย
– และ ข่าว​ประ​เสริฐ​เรื่อง​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​นี้​จะ​ถูก​ประ​กาศ​ไป​ทั่ว​โลก ทุก​​ประ​ชา​ชาติ ทุกชนเผ่าได้ยินข่าวประเสริฐ

แล้ว​ที่​สุด​ปลาย​จะ​มา​ถึง

ในช่วงยุดสุดท้ายนั้น จะมีมหากลียุค ซึ่งมีลักษณะดังนี้
– จะมีสิ่งที่น่ารังเกียจอยู่ในวิหารของพระเจ้า
– จะมีความทุกข์ยากครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
– จะมีผู้อ้างตัวเป็นพระคริสต์เกิดขึ้น
– พระคริสต์เทียมเท็จจะสำแดงหมายสำคัญและอัศจรรย์ยิ่งใหญ่

พอความทุกข์ยากยิ่งใหญ่นั้นหมดแล้ว
– ดวง​อาทิตย์​จะ​มืด​ไป
– ​ดวง​จันทร์​จะ​ไม่​ส่อง​แสง
– ดวง​ดาว​ทั้ง​หลาย​จะ​หายไป
– วิญญาณชั่ว และ ทูตสวรรค์ทั้งหลาย จะถูกทำให้หวั่นไหว

แล้วจะมีหมายสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์จะ​ปรา​กฏ​ขึ้น​ใน​ท้อง​ฟ้า
– มนุษย์​ทุก​ชาติ​ทั่ว​โลก​จะ​ทุกข์โศก 
– แล้ว​จะ​เห็น พระเยซูคริสต์เสด็จ​มา​บน​เมฆ​ใน​ท้องฟ้า เต็มด้วย​ฤทธา​นุภาพ​และ​​พระ​รัศมี​ยิ่งใหญ่
– ​จะมีเสียงเป่าแตรของ​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หลาย​​ที่​ดัง​มาก 
– แล้วผู้เชื่อวางใจในพระเยซูทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน

2.@ พระเยซูทรงเตือนสาวกไว้ล่วงหน้า เพื่อว่าเมื่อสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นจะได้รู้ตัว และยังคงยืนหยัดมั่นคง

ทุกวันนี้สัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้รู้ว่าวันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาด้วยสง่าราศีนั้นใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้ว

จงตื่นตัว และเฝ้าระวังอยู่เถิด

3.# เมื่อเห็นมะเดื่อแตกใบ ยังเดาได้ว่าฤดูร้อนจะมาถึงแล้ว ยิ่งกว่านั้นเมื่อเห็นเหตุการณ์เหล่านี้ จงรู้ทันทีว่าพระเยซูใกล้เสด็จกลับมาแล้ว

3.@ มะเดื่อมักเล็งถึงอิสราเอล ประเทศอิสราเอลล่มสลาย หายไปจากแผนที่โลก ตั้งแต่ ค.ศ.70

หลังจากนั้น 1,878 ปีต่อมา ในปี ค.ศ.1948 อิสราเอลกลับมารวมกันเป็นประเทศอีกครั้ง

มะเดื่อที่สลัดใบทิ้งในฤดูใบไม้ร่วง ราวกับต้นไม้ที่ตายแล้ว บัดนี้เริ่มผลิใบแล้ว

พี่น้องทั้งหลาย ฤดูร้อนใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้วครับ

4.# พระเยซูเตือนว่า เราไม่รู้วันเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมา ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือ จงเตรียมพร้อมไว้เสมอ
เพื่อไม่ว่าพระเยซูมาเวลาใดก็ตาม เราสามารถยืนอย่างภาคภูมิใจได้ว่า เราเป็นบ่าวที่สัตย์ซื่อใช้สิ่งที่พระองค์ประทานให้นั้น ตามสุดกำลังความสามารถของเราเพื่อพระองค์

4.@ พระเยซูตรัสเองว่า ไม่มีใครรู้วันเวลาที่พระองค์เสด็จมา หากมีใครบอกว่า พระองค์จะมาเมื่อไหร่ ฟันธงได้เลย เทียมเท็จแน่นอน

ยิ่งไม่รู้ เราต้องยิ่งเตรียมตัว เฝ้าระวัง ใช้เวลาที่เหลือของเราอย่างมีคุณค่า มีความหมายเพื่อพระองค์

5.# มธ. 24:40-41 เวลา​นั้น​ชาย​สอง​คน​อยู่​ที่​ทุ่ง​นา จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง และ​ถูก​ละ​ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง หญิง​สอง​คน​โม่​แป้ง​อยู่​ด้วย​กัน จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง ถูก​ละ​ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง
เทียบเพิ่มเติมกับ
ลก. 17:34-36 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ใน​คืน​วัน​นั้น​จะ​มี​สอง​คน​นอน​เตียง​เดียว​กัน จะ​ทรง​รับ​ไป​คน​หนึ่ง จะ​ทรง​ละ​ไว้​คน​หนึ่ง  ผู้หญิง​สอง​คน​จะ​โม่​แป้ง​ด้วย​กัน จะ​ทรง​รับไป​คน​หนึ่ง จะ​ทรง​ละ​ไว้​คน​หนึ่ง สอง​คน​จะ​อยู่​ใน​ทุ่ง​นา จะ​ทรง​รับ​ไป​คน​หนึ่ง จะ​ทรง​ละ​ไว้​คน​หนึ่ง

เรื่องนี้พระคัมภีร์บอกว่า โลกกลม ก่อน กาลิเลโอเกิด 1,500 ปี
ชายไปทุ่งนา เขาไปตอนเช้า-บ่าย
หญิงโม่แป้ง เธอจะโม่ตอนเย็น
คนนอน พวกเขานอนตอนกลางคืน

แต่พระเยซูเสด็จมาในพริบตา
แสดงว่า เป็นวินาทีเดียวกัน แต่ต่างเวลากัน เพราะอยู่กันคนละประเทศ

5.@ พระเยซูเสด็จมาได้ ทุกเวลา เช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ ดึก

จงเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะ​ใน​เวลา​ที่​ท่าน​ไม่​คิด​ไม่​ฝัน​นั้น บุตร​มนุษย์​จะ​เสด็จ​มา

6.# พระเยซูยกตัวอย่างคำอุปมา เรื่อง บ่าว​ที่​ซื่อ​สัตย์​กับ​ที่​ไม่​ซื่อ​สัตย์ เพื่อสอนว่า คนที่สัตย์ซื่ออยู่เสมอจะได้รับพระพร
แต่คนที่ไม่สัตย์ซื่อเพราะคิดว่าไม่เป็นไร รอก่อนก็ได้ยังมีเวลา จะพบกับความเสียใจอย่างที่สุด

6.@ อย่าทำตัว แบบคนที่คิดว่า พระเยซูไม่เสด็จกลับมาในวันนี้หรอก
แต่จงทำตัวแบบคนที่คิดว่า พระเยซูอาจกำลังจะเสด็จมาในวันนี้ก็เป็นได้

คำคม

“ มะเดื่อแตกใบแล้ว จงตื่นตัวขึ้นก่อนที่จะสายเกินไป ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 23

ภาพรวม

  • พระเยซูตำหนิพวกผู้นำศาสนา ที่หน้าซื่อใจคต เมื่อพวกเขาพิธีกรรมทางศาสนาดูเหมือนกับว่า “รักพระเจ้ามากมาย” แต่เมื่อดูการดำเนินชีวิตของเขา ช่างขัดแย้งและสวนทางกับคำว่า “รักพระเจ้า” มากเหลือเกิน

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อเราพบคนหน้าซื่อใจคต สอนพระคำของพระเจ้า แต่ไม่ทำตามพระคำของพระเจ้า พระเยซูทรงสอนเราให้ปฏิบัติดังนี้ คือ ทำตามที่เขาสอน แต่อย่าทำตามที่เขาประพฤตินั้น

1.@  เมื่อพบคนหน้าซื่อใจคต จงเรียนรู้บางสิ่ง แล้วพัฒนาตนเองขึ้น ไม่ใช่มัวแต่สะดุดหรือท้อแท้ ไม่อยากเดินติดตามพระเจ้าอีกต่อไป

2.# ลักษณะของคนหน้าซื่อใจคต
– บอกให้คนอื่นทำ แต่ตนเองไม่ทำ
– หิวเกียรติจากมนุษย์
– หิวคำยกช่องชมเชยจากมนุษย์
– ชอบให้คนอื่นปรนนิบัติ
– ชอบยกตัวเอง หรือทำให้ตัวเองโดดเด่น
– ถือว่าการถ่อมใจเป็นเรื่องโง่เขลา
– ไม่แสวงหาพระเจ้า แล้วยังกันไม่ให้คนอื่นแสวงหาพระเจ้า
– เอารัดเอาเปรียบคนอื่น แต่ยังทำตัวให้คนดูว่าเป็นคนมีธรรมะ
– พยายามดึงคนให้ทำผิดเหมือนตนเอง หรือยิ่งกว่าตนเอง
– สนใจทรัพย์สินเงินทอง มากกว่าเรื่องฝ่ายวิญญาณ
– เอาใจใส่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นพิธีกรรมทางศาสนา แต่ละเลยเรื่องใหญ่ๆ เช่นความ​ยุติ​ธรรม ความ​เมต​ตา​และ​ความ​เชื่อ​
พวกเขาทำกิจกรรมต่างๆของคริสตจักรอย่างดี เป็นคริสเตียนที่ดีในวันอาทิตย์ แต่ลองไปดูพวกเขาที่บ้านหรือที่ทำงานสิ จะพบความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
– รวมทั้ง ผู้นำที่สนใจว่ามีคนมาโบสถ์เยอะก็พอใจละ หรือสมาชิกร่วมกิจกรรมของคริสตจักรนั่นก็ดีมากละ หรือสมาชิกถวายทรัพย์สม่ำเสมอก็เป็นที่น่าพึงพอใจแล้ว
แต่ไม่สนใจว่าจะมีสักกี่คนที่ เมื่อกลับไปบ้านแล้ว พวกเขายังคงไว้วางใจในพระเจ้าในการดำเนินชีวิต
มีกี่คนที่ได้สำแดงความเมตตาต่อคนอื่นออกมาเป็นภาคปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
– พวกเขากรองลูกน้ำออก แต่กลืนตัวอูฐเข้าไป ทำครบถ้วนในเรื่องเปลือกนอก แต่ภายในใจ ละเลยและไม่ยอมเชื่อฟัง พระคำของพระเจ้า
– ภายนอกพวกเขาดูดี ดูช่างเป็นคนอ่อนโยน สุภาพ เป็นคนดี จิตใจงดงาม แต่ความจริงแล้วภายในจิตใจ เต็มไปด้วยความชั่วร้าย โหดร้าย เห็นแก่ตัว เต็มด้วยราคะตัณหา พร้อมที่จะทำชั่วเมื่อโอกาสเหมาะๆมาถึง
– การประพฤติภายนอกดูเผินๆ ช่าง บริสุทธิ์ สะอาด ชอบธรรม แต่ภายในจิตใจเต็มไปด้วยการโสโครก และความสกปรก
– ดูไกลๆ ดูเหมือนคนชอบธรรม แต่คนที่รู้จักเขาจริงๆ ก็จะรู้ว่าหน้าซื่อใจคตขนาดไหน และชั่วร้ายมากเพียงใด
– คำพูดของเขาดูดี ดูเป็นคนดี คนชอบธรรม แต่ความจริงพร้อมแล้วที่จะกระทำสิ่งชั่วร้าย เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสทำเท่านั้นเอง

2.@ ทำไม​ท่าน​มอง​เห็น​ผง​ใน​ตา​พี่​น้อง​ของ​ท่าน แต่​กลับ​มอง​ไม่​เห็น​ไม้​ทั้ง​ท่อน​ที่​อยู่​ใน​ตา​ของ​ท่าน?

คน​หน้า​ซื่อ​ใจ​คด จง​ชัก​ไม้​ทั้ง​ท่อน​ออก​จาก​ตา​ของ​ท่าน​ก่อน แล้ว​ท่าน​จะ​เห็น​ได้​ถนัด จึง​จะ​เขี่ย​ผง​ออก​จาก​ตา​พี่​น้อง​ของ​ท่าน​ได้

3.# พระเยซูสอนว่า ล้างข้างในให้สะอาดก่อน แล้วข้างนอกจะสะอาดด้วย

3.@ หากเราถ่อมใจลง ยอมรับผิด สารภาพความผิดของตนต่อพระเยซู ขอการอภัยจากพระองค์ แล้วรับการอภัยจากพระองค์ด้วยความเชื่อ พระองค์ทรงสัญญาจะชำระเราให้พ้นจากการอธรรมเหล่านั้นทั้งหมด

และเมื่อข้างในเราได้รับการล้างชำระให้สะอาดแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซู ด้วยความเชื่อ
พฤติกรรมภายนอกของเรา ก็จะเปลี่ยนแปลงไปโดยอัตโนมัติ ความหน้าซื่อใจคตก็จะถูกขจัดออกไป

แต่ถ้าวันนี้พฤติกรรมของเรา ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ เป็นไปได้ว่า ข้างในของเราในพื้นที่นั้นๆ ยังไม่ได้รับการล้างให้สะอาด

วันนี้ หากเรารู้ตัวแล้ว ควร ยอมรับผิด สารภาพ แล้วรับการอภัย รับการชำระโดยพระโลหิตของพระเยซู แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง อย่างไม่เคยผิดพลาดมาก่อนเลย

โดยการทำเช่นนี้ อยู่เสมอๆ ข้างในของเรา จะรับการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ส่งผลให้พฤติกรรมภายนอกของเราเปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวันๆ

4.# พระเยซูพยากรณ์เกี่ยวกับเยรูซาเล็มว่า เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธพระผู้ช่วยให้รอด และสังหารผู้ที่พระเจ้าส่งมา ดังนั้น พวกเขาจึงจะถูกสังหาร กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย  แล้วก็เป็นจริงตามที่พระเยซูตรัสไว้ ใน ค.ศ.70 (ราว 37 ปี หลังจากที่พระเยซูตรัสคำเหล่านี้)

4.@ เมื่อพระเจ้าประทานพระคุณที่จะมาช่วยใครก็ตามให้พ้นจากพระพิโรธ แต่คนนั้นปฏิเสธพระคุณนั้น ก็จะเหลือแต่พระพิโรธที่จะตกลงมาบนคนนั้น

คำคม

หน้าซื่อคนมองเห็น แต่ถ้าใจคตพระเจ้าทรงทราบ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 22

ภาพรวม

  • พวกมหาปุโรหิต พวกฟาริสี พวกสะดูสี และพวกธรรมจารย์ พยายามส่งคนมาถามเพื่อจับผิดพระเยซู แต่พระเยซูตอบกลับอย่างลึกซึ้ง และเมื่อพระเยซูถามกลับ แต่ก็ไม่มีใครตอบได้สักคน

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงตรัสคำอุปมา การ​เลี้ยง​เนื่อง​ใน​พิธี​อภิเษก​มเหสี เพื่ออธิบายว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมความรอดให้แก่พวกยิว แต่พวกยิวปฏิเสธ และทำร้าย ฆ่า คนที่พระเจ้าส่งมา

ดังนั้นความรอดจึงไปยังคนต่างชาติซึ่งตามปกติไม่สมควรได้รับความรอดนี้

ขณะเดียวกันเมื่อคนที่ไม่สมควรได้เข้ามาในงาน ทางเจ้าภาพได้จัดเตรียมเสื้อสำหรับงานให้แขกทุกคนไว้แล้ว

แต่ถ้าแขกคนใดยังไม่ยอมสวมเสื้อเพื่อให้ตนเหมาะสมกับงาน คนนั้นจะถูกไล่ออกจากงานเลี้ยง

1.@  วันนี้โดยพระคุณของพระเจ้า เราได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าได้เตรียมเสื้อแห่งความชอบธรรมไว้สำหรับเราแล้ว โดยทางการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์

ถ้ามีคนใดแม้เขาได้ชื่อว่าเป็นคริสเตียนแล้วก็ตาม แต่เขาไม่ได้เชื่อวางใจ ในพระเยซูคริสต์จริงๆ สำหรับการที่เขาได้เป็นคนชอบธรรม
เขาจึงไม่อาจชอบธรรมได้

ดังนั้นเขาจึงไม่อาจเข้าในงานเลี้ยงของพระเจ้าได้ในวันสุดท้าย

วันนี้ เราเป็นคนชอบธรรมจริงๆแล้วหรือยัง?

ใครก็ตามที่ยังไม่มั่นใจในคำตอบนี้ เขากำลังตกอยู่ในอันตรายที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง

ส่วนคนเหล่านั้นที่ภายในจิตวิญญาณของเขาเป็นคนชอบธรรมแล้วจริงๆ
ย่อมสะท้อนออกมาเป็นการดำเนินชีวิตที่ชอบธรรม ชีวิตที่ไม่มีความสุขกับบาป ชีวิตที่รังเกียจบาป
ถึงแม้จะไม่สามารถทำได้สมบูรณ์ก็ตามแต่อย่างน้อยก็จะดำเนินไปในทิศทางนั้นขึ้นเรื่อยๆ

เราควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะพระเยซูเตือนเอาไว้แล้วว่า “ด้วย​ผู้รับ​เชิญ​ก็​มาก แต่​ผู้​ที่​ทรง​เลือก​ก็​น้อย”

2.# พวกฟาริสีกับ​พวก​เฮโรด​ มาจับผิดพระเยซูด้วยการถามว่า “ควรส่งส่วยให้แก่ซีซาร์ จักรพรรดิแห่งโรมที่ปกครองดินแดนปาเลสไตน์ในช่วงเวลานั้น หรือไม่?”

หากพระเยซูตอบว่า “ไม่” ก็จะผิดกฎหมายโรม
หากพระเยซูตอบว่า “ควร” ประชาชนก็จะถือว่าพระเยซูไปเข้าข้างพวกโรมที่เขาเกลียดชังนั้น

พระเยซูถามพวกเขาว่า “รูปบนเหรียญเป็นรูปใคร?”
พวกเขาบอก “รูปซีซาร์”
พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ของของซีซาร์ จงถวายแด่ซ๊ซาร์” หมายถึง ควรเสียภาษีตามกฏหมาย

และ “ของของพระเจ้า จงถวายแด่พระเจ้า” หมายถึง ทุกอย่างที่เรามีเป็นของพระเจ้า จึงควรใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อพระเจ้า

2.@ วันนี้ สิ่งที่เรามี คนที่เรามี ของที่เรามี เป็นของใคร?

เมื่อเราเข้าใจว่าเป็นของเรา เราก็จะใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อเราเอง
แต่ถ้าเราตระหนักว่า ทั้งสิ้นที่เรามีเป็นของพระเจ้า เราก็สมควรใช้ทั้งสิ้นนี้เพื่อพระองค์

3.# พวก​สะ​ดู​สี กลุ่มคนร่ำรวยในสภาแซนฮีดริน ผู้ที่ไม่ค่อยมีความรู้ในพระคัมภีร์เท่าใดนัก ได้มาทดลองพระเยซูบ้าง

พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย จึงถามคำถามเพื่อเป็นการเยาะเย้ยการเป็นขึ้นมาจากความตาย

พระเยซูจึงอธิบายให้เขาฟังว่า ที่พวกเขาไม่เข้าใจ ก็เพราะพวกเขาไม่รู้พระคำของพระเจ้า ไม่รู้ฤทธิ์เดชของพระเจ้า

3.@ หากเราไม่รู้พระคำของพระเจ้า หรือ ต่อให้รู้แต่ไม่เชื่อพระคำของพระเจ้า เราก็จะไม่สามารถรู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างถูกต้อง
แต่จะสร้างมุมมองความคิดของตนเองขึ้นมาแล้วตู่ว่า นั่นเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า

4.# ในบทนี้ มีความล้ำลึกแห่งสวรรค์ที่ถูกเปิดเอาไว้ คือ เมื่อเราเป็นขึ้นมาจากความตาย จะมีลักษณะเหมือนทูตสวรรค์ที่ไม่มีการเป็นสามีภรรยากันอีก

4.@ เมื่อเราเป็นขึ้นมาจากความตาย และอยู่ในสวรรคืชั่วนิรันดร์เป็นมิติใหม่ของชีวิต ซึ่งด้วยมิติของโลกปัจจุบัน เราไม่สามารถจินตนาการได้เลย

แต่ที่รู้แน่ๆคือ มันต้องดีเลิศอย่างแน่นอน เพราะพระบิดาผู้ทรงรักเราอย่างที่สุดจัดเตรียมให้ไว้สำหรับเรา

5.# เมื่อพวกฟาริสี พวกของเฮโรด และพวกสะดูสี จับผิดพระเยซูไม่สำเร็จ ก็ถึงคราวของธรรมาจารย์หรือบาเรียน ผู้เชี่ยวชาญในพระคัมภีร์ มาถามลองภูมิพระเยซู
และพระเยซูก็ตอบกลับตามพระคำของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง

5.@ การมีความรู้ในพระคัมภีร์อย่างดี ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า เราจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ จนกว่าเราจะเชื่อวางใจในพระเยซูเท่านั้น

6.# หากจะถามถึงสิ่งที่พระเจ้าประสงค์ให้เราทำมากที่สุด พระเยซูบอกว่า คือ รักพระเจ้าสุดใจ และรักเพื่อนบ้านสุดกำลัง

6.@ วันนี้ ในกิจการต่างๆที่เราทำอยู่นั้น มีกี่อย่างที่เราทำเพราะ รักพระเจ้า หรือ รักเพื่อนบ้าน?

7.# เมื่อพระเยซูทรงถามพวกผู้นำศาสนายิวกลับไปบ้าง ไม่มีใครสามารถตอบพระองค์ได้เลย
ไม่ใช่เขาไม่รู้พระคัมภีร์แต่เพราะความล้ำลึกในพระคัมภีร์นั้น จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์

7.@ เราจะเข้าใจความล้ำลึกในพระคำของพระเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อเราเชื่อวางใจในพระคำของพระเจ้า และวางใจในพระเยซู ให้พระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในชีวิตของเราจริงๆเท่านั้น

คำคม

“ เราจะเข้าใจพระคัมภีร์ได้ ก็ต่อเมื่อ เราเชื่อวางใจในพระเยซูจริงๆเท่านั้น ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 21

ภาพรวม

  • วันอาทิตย์ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงบนไม้กางเขน พระองค์ทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ และทรงขับไล่คนค้าขายออกจากพระวิหาร แล้วก็พบการต่อต้านอย่างรุนแรงจากพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสี

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ พระมาซีฮาจะนั่งลูกลาเข้ากรุงเยรูซาเล็ม แต่พวกของพระเยซูไม่มีลูกลา แล้วจะไปหาจากที่ไหน?
ปรากฏว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นและเตรียมการสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเจ้าของลาไว้เรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่ พวกสาวกทำตามคำสั่งของพระเยซู พวกเขาก็พบการจัดเตรียมของพระเจ้า

1.@  พระเจ้าทรงจัดเตรียมการคลี่คลายสถานการณ์ของเราเอาไว้แล้ว เพียงแต่เราเชื่อฟังพระคำของพระองค์ เราก็จะพบกับการจัดเตรียมของพระเจ้า

วันนี้ เรากล้าที่จะจัดการกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ ด้วยวิธีการเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าหรือไม่?

2.# พระเยซูนั่งลูกลาเข้าเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ผู้ถ่อมพระทัย แล้วผู้คนก็เอาเสื้อผ้าของตน หรือกิ่งไม้มาปูให้ลานั้นเดิน แล้วโห่ร้องสรรเสริญพระเจ้า

2.@ พระเยซูผู้เป็นเจ้านายของเรา ยังถ่อมตัวถ่อมใจ แล้วเรายิ่งควรจะถ่อมใจต่อผู้อื่นมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด

เมื่อพระเยซูนั่งลานั้น ลานั้นได้รับการต้อนรับอย่างสง่างาม ไม่ใช่คุณสมบัติของตัวมันเองแต่พระเยซูทรงนั่งอยู่บนมัน

ชีวิตของเราไม่ว่าจะต่ำต้อยสักเพียงใด หากยอมให้พระเจ้าทรงใช้ พระเจ้าจะเป็นผู้ประทานเกียรติแก่เรา

3.# พระเยซูไม่พอพระทัย พ่อค้าที่นำของมาค้าขายในพระวิหารอย่างมาก เพราะพระนิเวศน์ของพระเจ้า ควรเป็นที่สำหรับอธิษฐาน
ไม่ใช่สำหรับค้าขาย หนำซ้ำยังค้าขายแบบเอาเปรียบ ขูดรีด ผู้คนอีกด้วย

3.@ วันนี้ เราเป็นวิหารของพระเจ้า เราใช้พระวิหารนี้ทำสิ่งใด?
ทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า หรือ ทำสิ่งหาประโยชน์ให้ตนเอง?

เราใช้พระวิหารนี้ เป็นนิเวศน์แห่งการอธิษฐาน คิดเป็น กี่ % ใน 24 ชม. ของแต่ละวัน

4.# ด้วยความอิจฉา พวกปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์จึงไม่พอใจ ที่เด็กๆสรรเสริญพระเยซู ทั้งที่สิ่งที่เด็กๆเหล่านั้นทำเป็นสิ่งน่าชื่นชม เพราะเป็นไปตามพระคัมภีร์ที่พยากรณ์ไว้ (สดด. 8:2​)

4.@ หากเราปล่อยให้ความอิจฉาเข้าครอบครองจิตใจของเรา จะทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำในชีวิตของคนอื่น

5.# พระเยซูทรงใช้ต้นมะเดื่อ เพื่อเป็นบทเรียนสอนพวกสาวก ให้เขามีความเชื่อ กล้าเชื่อในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าจะทรงกระทำ โดยพระองค์เน้นย้ำว่า “สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​ท่าน​อธิษฐาน​ขอ​ด้วย​ความ​เชื่อ ท่าน​จะ​ได้”

5.@ พระเยซูผู้ไม่ตรัสมุสา ทรงสัญญาไว้ว่า สิ่งใดที่เราขอ ด้วยความเชื่อจริงๆ ไม่ได้สงสัย เราจะได้รับสิ่งนั้น

วันนี้ หากเรามีความจำเป็นในสิ่งใด จงทูลต่อพระองค์ด้วยความเชื่อ อย่างไม่สงสัยเถิด

6.# พวก​มหา​ปุโรหิต​และ​พวก​ผู้ใหญ่​ของ​ประชาชน มาถามพระเยซูว่า มีสิทธิอะไรมากล่าวในนามผู้เผยพระวจนะและมาไล่พ่อค้าออกไปจากพระวิหาร

พระเยซูทรงถามพวกเขากลับ เกี่ยวกับบัพติศมาของยอห์น พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่เชื่อยอห์น แต่ไม่ตอบเพราะเกรงกลัวประชาชน

พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่า พระองค์ไม่ตอบพวกเขาเช่นกัน เพราะบอกไปพวกเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี
ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่พวกเขา อีก1 ข้อหา คือ ไม่เชื่อที่พระเยซูตรัส พระเยซูจึงไม่บอกพวกเขา

6.@ พระเจ้าพร้อมที่จะเปิดเผยความล้ำลึกฝ่ายวิญญาณแก่เรา แต่หากเราไม่เชื่อ พระองค์จะไม่เปิดเผยแก่เรา

นั่นคือ เราจะเข้าใจความล้ำลึกฝ่ายวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเชื่อสิ่งที่พระคำของพระเจ้าได้เปิดเผยแก่เราแล้ว

7.# พระเยซูยกตัวอย่างคำ​อุปมา​เรื่อง​บุตร​สอง​คน เพื่อชี้ให้เห็นว่า พวกคนบาปทั้งหลาย เช่นคนเก็บภาษี และหญิงแพศยา ยังมีคุณสมบัติที่จะเข้าสวรรค์ได้ มากกว่าพวกปุโรหิตและพวกฟาริสีเสียอีก

เพราะคุณสมบัติของคนที่จะเข้าสวรรค์ได้นั้นไม่ใช่การทำพิธีกรรมทางศาสนาใดๆ
แต่เป็นการเชื่อแล้วกลับใจเสียใหม่

7.@ ไม่สำคัญว่า วันนี้เราทำกิจกรรมทางศาสนามากเพียงใด แต่ที่สำคัญคือ วันนี้ คุณกลับเสียใจจากบาปที่พระวิญญาณบริสุทธิ์แตือนสอนคุณมากเพียงใด

8.# พระเยซูใช้ตัวอย่างคำ​อุปมา​เรื่อง​สวน​องุ่น​และ​คน​เช่า เพื่อชี้ให้เห็นว่า พวกยิวซึ่งความรอดมาถึงพวกเขา

แต่พวกเขากลับปฏิเสธ ดังนั้นการทำลายจึงกำลังจะเกิดกับอิสราเอล และความรอดจะถูกกระจายออกไปยังคนต่างชาติทั่วโลก

8.@ เพราะคนยิวปฏิเสธพระเยซู ไม่เชื่อพระองค์ พวกเขาจึงไม่อาจได้รับความรอดที่พระเยซูนำมาให้พวกเขา

วันนี้ความรอด และการช่วยกู้จากพระเจ้ามาถึงเราแล้ว โดยความเชื่อเราจึงรับได้

แต่ถ้าเราไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยเราไม่ได้ เราเองก็จะไม่ได้รับการช่วยกู้ในสถานการณ์ของวันนี้

คำคม

“ ทุกอย่างที่อธิษฐาน​ขอ​ด้วย​ความ​เชื่อ ท่าน​จะ​ได้ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 20

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดขยายความเรื่อง คนต้นเป็นคนสุดท้าย โดยพระเยซูยกตัวอย่างคำอุปมาเรื่องคนทำงานในสวนองุ่น และทรงสอนเหล่าสาวกผู้อยากเป็นคนต้นได้นั่งข้างบัลลังก์พระองค์ ว่า คนที่จะเป็นใหญ่คือคนที่ปรนนิบัติผู้อื่น

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  คำอุปมาเรื่อง คน​ทำ​งาน​ใน​สวน​องุ่น ชี้ให้เห็นว่าพระคุณของพระเจ้ามีสำหรับทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับทุกคน แต่ปรากฏว่า คนทำงานคนแรกกลับอิจฉา คนที่เข้ามาทำงานคนสุดท้าย

ดังนั้นแทนที่คนแรกจะได้ภาคภูมิใจที่ได้ทำอย่างเต็มที่และร่วมยินดีกับคนอื่นๆที่ได้รับสิ่งดีด้วย แต่ปรากฏว่าคนแรกกลับถูกตำหนิจากผู้ว่าจ้างว่า เป็นคนขี้อิจฉา

คนแรก แทนที่จะเป็นคนที่ได้รับเกียรติมากที่สุด กลับกลายเป็นที่ได้รับเกียรติน้อยที่สุด

1.@  เราควรดีใจ เมื่อเห็นคนทั้งหลายได้รับความรอดและเข้ามาเดินในทางของพระเจ้า ได้รับพระพรของพระเจ้า

ขณะเดียวกันเราควรระมัดระวัง ว่า ผู้ที่เขามาอยู่ในทางของพระเจ้าแล้ว อย่างเรา ยังคงเดินต่อไปในทางนี้ ไปตลอดจนถึงวันที่จะได้รับรางวัล ในวันสุดท้าย

2.# พระเยซูทรง ย้ำกับพวกสาวกเป็นครั้งที่ 3 ว่า พระองค์จึงถูกตรึงตายบนไมกางเขนและในวันที่สาม พระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาใหม่

แต่ปรากฏว่าดูเหมือนพวกสาวกไม่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูบอก
สังเกตได้จากเมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว เมื่อพวกผู้หญิงมาบอก ไม่มีใครยอมเชื่อสักคน

2.@ สิ่งที่พระคำของพระเจ้าตรัสไว้ ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ เชื่อหรือไม่เชื่อ ในที่สุดก็จะเกิดขึ้นเป็นจริง
แต่ถ้าเราไม่เชื่อ พระคำของพระเจ้าที่บอกเราไว้นั้น จะไม่อาจช่วยเราได้ในยามที่เราเผชิญสถานการณ์ต่างๆในชีวิต

เหมือนพวกสาวกที่โศรกเศร้าเสียใจและสิ้นหวัง เมื่อเห็นพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพียงแต่พวกเขาเชื่อ ที่พระเยซูตรัสไว้ว่า จะเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม เพียงเท่านี้พวกเขาคงไม่ต้องทุกข์โศกเศร้ามากมายในช่วงเวลานั้น

วันนี้เพียงเราเชื่อในสิ่งที่พระคำของพระเจ้าทรงสัญญาไว้ เราก็จะไม่ต้องทุกข์โศกเศร้ามากมายกับความทุกข์ยากที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

3.# ยากอบและยอห์น ใช้แม่มาขอตำแหน่งจากพระเยซูล่วงหน้า แม่ของพวกเขา น่าจะคือ นางสะโลเม(​27:56; มก. 15:40)
นางขอให้ลูกของนาง อยู่ข้างขวาคนหนึ่งและข้างซ้ายคนหนึ่ง

พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่า พวกเขาไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ว่าพระเยซูกำลังจะไปทำอะไร กำลังไปถูกตรึงบนกางเขน แน่ใจจริงๆหรืออยากจะอยู่ข้างซ้ายคนหนึ่งและข้างเขาคนหนึ่ง ที่โกละโกธานั้นพวกเขาจึงตอบแบบไม่รู้เรื่องว่า “ได้พระเจ้าข้า”

แล้วพระเยซูจึงบอกให้พวกเขารู้ว่า ใช่แล้ว สักวันหนึ่งจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในอนาคตพวกเขาจะตายเพื่อข่าวประเสริฐ

3.@ ยากอบและยอห์น คิดว่าการประสบความสำเร็จคือ การร่ำรวย และมียศฐาบรรดาศักดิ์ในโลกนี้
แต่พระเยซูสอนพวกเขาว่า การประสบความสำเร็จที่แท้จริง คือ
การได้ปรนนิบัติผู้อื่นอย่างถ่อมใจ และการเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น เพราะเห็นแก่พระคริสต์

การรับใช้ที่มีเกียรติที่แท้จริง ไม่ใช่เมื่อมีคนยกมือไหว้เยอะๆ
แต่เมื่อเราได้มีโอกาสปรนนิบัติคนทั้งหลายมากมาย

วันนี้ ในงานรับใช้ของเรานั้น เราได้ปรนนิบัติรับใช้ใครบ้าง?

4.# ตอนท้ายของบทนี้ พูดถึงการที่พระเยซู ผู้เป็นพระมาซีฮา(ชาวยิวใช้คำว่า บุตรดาวิด) ได้ปรนนิบัติชายตาบอด 2 คน คนหนึ่งในสองคนนี้ มีชื่อว่า บาร​ทิ​เม​อัส(มก. 10:46)

เมื่อพวกเขาร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากพระเยซู ผู้คนพากันห้ามปรามพวกเขา
เพราะเห็นว่าเจ้าขอทานตาบอดพวกนี้ ไม่คู่ควรให้พระเยซูมาสนใจพวกเขาหรอก

แต่พระเยซูกลับสนใจพวกเขา และปรนนิบัติพวกเขา ด้วยการรักษาพวกเขาให้หาย

4.@ พระเยซูไม่เพียงแต่สอนเท่านั้น พระองค์ทรงกระทำอย่างที่สอนด้วยเสมอ

วันนี้ เราทำตามสิ่งที่เราบอกหรือสอนผู้อื่นมากน้อยเพียงใด?

พระเยซูสอนว่า พระองค์มาเพื่อปรนนิบัติ
ดังนั้นเมื่อเราร้องทูลต่อพระองค์ด้วยใจจริง เหมือนชายตาบอดสองคนนั้น
พระองค์จะรับฟังและทรงรีบมาช่วยกู้เราอย่างแน่นอน

คำคม

“ ความเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณที่แท้จริง วัดกันที่ ความถ่อมใจลงยอมปรนนิบัติผู้อื่น ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 19

ภาพรวม

  • เมื่อพระเยซูออกจากแคว้นกาลิลี มาทางใต้ เข้าสู่ยังแคว้นยูเดีย พวกฟาริสีในกรุงเยรูซาเล็มก็เริ่มส่งคนมาทดลองพระเยซู เพื่อจะจับผิดพระเยซู 
  • มาถึงตอนนี้การติดตามพระเยซูดูเหมือนไม่ได้มีแต่คนชื่นชม แต่มีคนคอยตำหนิแล้วต่อต้านเพิ่มขึ้นด้วย พระองค์จึงสอนสาวกว่า การที่พวกเขาติดตามพระเยซูจะได้รับรางวัลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวกฟาริสีมาถามพระเยซูว่า ผู้ชายจะหย่าภรรยาของตนได้หรือไม่
พระเยซูตอบว่า ไม่ได้
พวกเขาจึงถามว่า แล้วทำไมโมเสสบอกว่าหย่าได้ ถ้าทำหนังสือหย่า
พระเยซูตอบว่า ก็เพราะพวกเขาใจแข็งกระด้าง ยังไงก็จะหย่า ดังนั้นโมเสสจึงเพิ่มขั้นตอนการหย่าให้ยุ่งยากขึ้นเพื่อจะได้มีเวลาคิดทบทวนก่อนจะหย่าจริงๆ

ในสมัยนั้นมีผู้ชายหลายคน หย่าภรรยาของตนเพราะเบื่อแล้ว จึงหย่าเพื่อจะได้ไปแต่งงานกับคนใหม่ เพราะเยซูตรัสว่า การทำเช่นนั้น เป็นการผิดประเวณี

1.@  บางครั้งพระเจ้าอนุญาตให้บางอย่างเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะพระเจ้าเห็นชอบด้วย แต่เพราะถึงยังไงเราก็จะทำตามความดื้อดึงแห่งจิตใจของเราเอง แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังทรงเมตตาให้เราเกิดผลเสียหายให้น้อยที่สุด

วันนี้ หากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา เกิดจากความดื้อรั้นดันทุรังของเรา จนเกิดปัญหาเช่นนี้ สิ่งที่เราควรทำอย่างเร่งด่วน คือ สารภาพต่อพระเจ้า ขอโทษพระองค์ และกลับใจใหม่จากการกระทำนั้นๆ แล้วในไม่ช้าสถานการณ์จะคลี่คลาย

2.# เมื่อสาวกถามพระเยซูว่า ไม่แต่งงานดีกว่าแต่งงานใช่ไหม?
พระเยซูตอบว่า การยอมไม่แต่งงานเพื่อเห็นแก่แผ่นดินของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำได้ คนที่สามารถทำได้ก็จงทำเถิด

2.@ การแต่งงานเป็นสิ่งที่ดี แต่การยอมเป็นโสดเพื่อเห็นแก่แผ่นดินของพระเจ้าเป็นสิ่งดียิ่งกว่า
(ไม่เกี่ยวกับเป็นโสดเพราะยังหาคู่พระพรไม่เจอนะครับ 555)

3.# พระเยซูเพิ่งสอนสาวกไปไม่นาน ใน มธ. 18:5 “และ​ถ้า​ใคร​จะ​ยอม​รับ​เด็ก​เล็กๆ อย่าง​นี้​สัก​คน​หนึ่ง​ใน​นาม​ของ​เรา คน​นั้น​ก็​ยอม​รับ​เรา​ด้วย” ปรากฏว่า ในบทนี้ สาวกกลับห้ามเด็กเล็กๆมาเฝ้าพระเยซู คงเพราะคิดว่า พวกเด็กเล็กๆพวกนี้คงวุ่นวาย ส่งเสียงรบกวน แล้วก็คงฟังพระเยซูสอนไม่รู้เรื่องหรอก

3.@ การได้ยินพระคำของพระเจ้าเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การนำพระคำของพระเจ้ามาใช้จริงในชีวิตเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เราได้นำพระคำของพระเจ้าที่ได้ยิน มาใช้จริงในชีวิตประจำวันของเรา กี่เรื่องบ้าง ในวันนี้?

4.# พระเยซูบอกว่า เศรษฐีหนุ่มผู้ทำตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วน เข้าสวรรค์ไม่ได้ แต่เด็กเล็กๆเหล่านั้น ผู้ไม่ได้ทำคุณงามความดีอะไรเลย กลับได้มีส่วนในแผ่นดินสวรรค์

การเข้าสวรรค์ไม่ได้อาศัย คุณสมบัติการทำคุณงามความดีใดๆ แต่อาศัยการถ่อมใจ ยอมเชื่อฟังอย่างวางใจในพระเยซู เท่านั้น

เศรษฐีหนุ่มทำดีมากมาย ขาดแต่การยอมทิ้งทุกสิ่ง หันมาเชื่อวางใจในคำสั่งของพระเยซู เขาทำไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าพระเยซูบอกเด็กเล็กๆสักคนหนึ่ง ให้ตามพระเยซูไป เด็กคนนั้นคงไม่คิดอะไร วิ่งแจ้นตามพระเยซูไปเป็นแน่

4.@ วันนี้ อาจเหตุผลมากมายหลายอย่างที่ทำให้เรายากที่จะเชื่อฟังพระเยซูอย่างวางใจได้ ขอพระเจ้าทรงช่วยเราให้ก้าวข้ามเหตุผลเหล่านั้น แล้วตัดสินใจอย่างเด็ดขาดสักครั้งที่จะเชื่อฟังพระองค์อย่างวางใจ

5.# สำหรับคนยิวแล้ว พวกเขาเข้าใจคนรวยคือคนที่พระเจ้าอวยพร ดังนั้นเมื่อพระเยซูบอกว่า คนรวยเข้าสวรรค์ยากยิ่งกว่าอูฐลอดรูเข็ม พวกสาวกจึงงงมาก เพราะขนาดคนที่พระเจ้าอวยพรยังเข้าไม่ได้แล้วใครจะเข้าได้อีกเล่า

พระเยซูจึงเฉลยว่า ใช่แล้ว สำหรับมนุษย์เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าสวรรค์ได้ แต่โดยพระเจ้า พระองค์ทำให้มนุษย์ผู้ไม่อาจจะเข้าสวรรค์ได้ ได้เข้าสวรรค์โดยทางพระเยซูคริสต์

5.@ ไม่ว่าเราเป็นใคร เราก็เข้าสวรรค์ไม่ได้
แต่โดยพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าเราเป็นใคร หากเชื่อวางใจในพระองค์ เราก็เข้าสวรรค์ได้

6.# พระเยซูทรงสัญญากับพวกสาวกว่า ผู้ที่สละสิ่งต่างๆเพื่อเห็นแก่พระองค์ จะได้รับผลตอบแทนทั้งในโลกนี้ (มก. 10:30 คน​นั้น​จะ​ได้​รับ​ผล​ตอบ​แทน​ร้อย​เท่า​ใน​ยุค​นี้​…) และในโลกหน้า

6.@ พระเจ้าไม่เคยเป็นหนี้อะไรใคร สิ่งใดที่เรากระทำแด่พระองค์ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์ พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อจะเป็นผู้ตอบแทนเราตามความสัตย์ซื่อของพระองค์

7.# พระเยซูเตือนว่า “หลาย​คน​ที่​เป็น​คน​แรก จะ​กลับ​ไป​เป็น​คน​สุด​ท้าย และ​คน​สุด​ท้าย​จะ​กลับ​ไป​เป็น​คน​แรก” 

7.@ คนที่เคยรักพระเจ้า วันนี้ ความรักที่ท่านมีต่อพระเจ้า ลดน้อยถดถอยลงไปมากเพียงใด จงกลับใจก่อนที่จะสายเกินไป
คนที่วันนี้ ถอยห่างจากพระเจ้า ไม่อธิษฐานอย่างหวานชื่นกับพระองค์อีกต่อไป  ไม่อ่านพระคำของพระเจ้าด้วยใจที่หิวกระหายอยากรู้จักพระองค์อีกแล้ว จงกลับใจเสียใหม่ รีบกลับมาหาพระองค์ วันนี้ยังไม่สายเกินไป

คำคม

“ สำหรับ​มนุษย์มีสิ่งที่เป็นไปได้ และสิ่งที่​เป็น​ไป​ไม่​ได้ แต่​สำหรับ​พระ​เจ้า​ทุก​สิ่ง​เป็น​ไป​ได้ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 18

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงสิ่งควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติต่อผู้อื่น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนเล็กน้อย หรือคนไม่สำคัญสักเพียงใดก็ตาม

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพวกสาวกถามพระเยซูว่า คนแบบไหนจะเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์?
พระเยซูตอบพวกเขาว่า คนที่ไม่กลับใจอย่างจริงใจจากมุมมองแบบโลกนี้ และวางใจพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ อย่าว่าแต่จะเป็นใหญ่หรือไม่ใหญ่เลย ขนาดจะเข้าแผ่นดินสวรรค์ พวกนั้นยังเข้าไม่ได้เลย
ส่วนผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์นั้น เขาวัดกันที่ ความถ่อมใจขณะอยู่ในโลกนี้

1.@  วันนี้ เรากลับใจจากการแสวงหาเพื่อครอบครองสิ่งของในโลกนี้ได้มากขึ้น หันมาแสวงหาให้พระคริสต์ครอบครองชีวิตของเรามากยิ่งขึ้นแล้วหรือยัง?

วันนี้ เราตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะวางใจในพระเยซู เหมือนเด็กเล็กๆวางใจพ่อแม่ของเขาหรือยัง?

วันนี้ เมื่อเทียบความถ่อมใจของเรา กับความถ่อมใจของเด็กเล็กสักคนหนึ่ง มีความใกล้เคียงกันมากน้อยแค่ไหน?

2.# พระเยซูตรัสว่า ใครก็ตามที่ทำสิ่งดีใดๆต่อเด็กเล็กๆเพราะเห็นแก่พระองค์ พวกเขากำลังทำสิ่งดีต่อพระเยซูนั่นเอง

2.@ การกระทำใดๆของเรา ที่ช่วยให้เด็กเล็กๆสักคนหนึ่ง รู้จักพระเจ้า ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น เป็นการกระทำอันล้ำค่า และพระเจ้าเองจะเป็นผู้ตอบแทนแก่เรา

3.# ในสายพระเนตรของพระเจ้า ทุกคนสำคัญ บางคนแม้คนในโลกนี้มองว่า เขาเป็นคนไม่สำคัญอะไรเลย ไร้ประโยชน์ สร้างปัญหาซะมากกว่า ถึงกระนั้นเขาก็ยังเป็นคนสำคัญสำหรับพระเจ้า เป็น VIPของพระองค์ ดังนั้น คนที่บังอาจทำให้ VIP ของพระเจ้า ต้องสะดุด ทำให้เขาหันออกจากทางของพระเจ้าไป คิดเอาเองก็แล้วกัน พระเจ้าจะทำอย่างไรกับคนนั้น!!!

3.@ จงปฏิบัติต่อคนสำคัญของพระเจ้า อย่างเหมาะสม แม้เขาจะดูไม่สำคัญในสายตาของเราก็ตาม

4.# พระเยซูบอกว่า ไม่ว่าคนนั้นจะไม่สำคัญสักเพียงใด เขาก็สำคัญมากสำหรับพระบิดา และพระองค์ส่งทูตสวรรค์มาเฝ้าดูแลเขา และรายงานเรื่องของเขาต่อพระบิดา

4.@ เรามีทูตสวรรค์คอยปกป้องพิทักษ์รักษา เพราะเราสำคัญมากในสายพระเนตรของพระเจ้า และขณะเดียวกันเราเองก็ไม่ควรลืมว่า พี่น้องคนอื่นก็เป็นคนสำคัญสำหรับพระบิดาเช่นกัน

5.# พระเจ้าไม่​ทรง​ปรารถ​นา​ให้​ผู้​เล็ก​น้อย​เหล่า​นี้​สัก​คน​หนึ่ง​พินาศ​ไป​เลย ดังนั้นเมื่อมีคนหนึ่งกลับใจหันออกจากทางแห่งความพินาศ พระบิดาทรงเปรมปรีดิ์ยิ่งนัก

เปรียบเหมือน  คนที่มีแกะ 99 ตัวคงจะมีความชื่นชมยินดีมาก แต่ความชื่นชมยินดีนั้นก็ยังน้อยกว่า ความชื่นชมยินดี ที่มีแกะ แค่ 1 ตัวรอดตายกลับมา

อธิบายด้วยคณิตศาสตร์ ง่ายๆ
มีแกะ 1 ตัว ได้ความยินดี  = 10 หน่วย
ดังนั้น 
มีแกะ 99 ตัว ได้ความยินดี 990 หน่วย
แต่
ได้แกะรอดตาย 1 ตัว ได้ความยินดี 1,000 หน่วย
สรุปว่า
ได้แกะรอดตาย 1 ตัว ได้ความยินดีมากมายจริง มากว่า การมีแกะถึง 99 ตัว เสียอีก

5.@ รู้ไหมว่า การที่เราช่วยให้สักคนหนึ่งกลับใจใหม่ รอดพ้นความตายนิรันดร์นั้น พระเยซูดีใจมากมายขนาดไหน?

6.# เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา พระเยซูสั่งให้ทำดังนี้
– ไปคุยกับเขาสองต่อสอง
– ถ้าไม่ได้ผล ก็พา 1-2 คนไปช่วยเตือน
– ถ้ายังไม่ได้ผล ให้แจ้งต่อคริสตจักร ให้คริสตจักรไปช่วยเตือน
– ถ้าเขายังไม่ยอมฟัง ให้ปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ก็คือ ยังคงรักเขา อธิษฐานเผื่อเขา ทำดีต่อเขา และปรารถนาให้เขากลับใจ แต่ไม่ถือว่าเขาเป็นพี่น้องในพระคริสต์

6.@ หัวใจสำคัญของคำสั่งนี้ ไม่ใช่จะจัดการกับคนผิดอย่างไร แต่คือ การพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะให้คนที่ทำผิดได้กลับใจ
หากวันนี้เรากำลังทำผิด พระองค์ทรงพร้อมที่จะให้เรากลับใจอย่างแน่นอน
และ หากวันนี้มีคนทำผิดกับเรา เรายินดีให้โอกาสแก่เขาอีกสักครั้งเพื่อให้เขากลับเริ่มต้นใหม่หรือไม่?

7.# พระเยซูสัญญาว่า หากผู้เชื่อ 2 คนขึ้นไปร่วมใจกันอธิษฐาน เห็นพ้องต้องกันในคำอธิษฐานนั้น พระเยซูจะทรงงกระทำตามสิ่งที่ทูลขอนั้น

7.@ อย่าลืมใช้สิทธิพิเศษนี้ คือ สิทธิในการร่วมใจกันอธิษฐานร่วมกับพี่น้องคริสเตียนคนอื่นๆ

8.# พระเยซูสัญญาว่า เมื่อผู้เชื่อ 2 คนขึ้นไปร่วมประชุมกันในนามของพระองค์ พระเยซูจะทรงสถิตท่ามกลางเขาที่นั่น

8.@ ในทุกกลุ่มเซล หรือ การประชุมอธิษฐาน หรือการรวมตัวกันเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ ที่นั่นจะมีบรรยากาศของการทรงสถิตของพระเจ้า
(พระเจ้าทรงสถิตกับเราตลอดเวลา แต่บรรยากาศการทรงสถิต เป็นบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดความยำเกรงพระเจ้าในชีวิตมากยิ่งขึ้น)

9.# พระเยซูสอนเรื่องการอภัยโดยยกตัวอย่างคำอุปมา เรื่องทาสที่ไม่ยอมให้อภัยเพื่อนทาส ทั้งที่ตัวเขาเองได้รับการอภัยมากมายมหาศาล
พระเจ้าพร้อมให้อภัยเรา ไม่ว่าเราจะทำผิดพลาดพลั้งบาปมากมายเพียงใดก็ตาม แต่หากเราไม่ยอมให้อภัยผู้อื่น เรากำลังทำตัวให้ไม่สามารถได้รับการอภัยได้
เพราะเรากำลังดูหมิ่นการอภัยของพระเจ้า ไม่ได้ซาบซึ้งในพระคุณอันยิ่งใหญ่ของการอภัยจากพระองค์
ผู้ที่ซาบซึ้งในการอภัยจริงๆ ไม่มีทางที่จะไม่ให้อภัยผู้อื่น

9.@ วันนี้ อาจมีบางคนทำกับเราเจ็บปวดแสนสาหัส เกินกว่าที่เราจะอภัยให้มันได้
แต่พระเยซูที่รักของเรา ผู้ทรงเมตตาต่อทุกคน ประสงค์ที่จะให้เราให้อภัยแก่เขา ซึ่งการให้อภัยนี้อาจจะยากเกินไปสำหรับเราในเวลานี้
แต่ถ้าเราปรารถนาจะกระทำตามพระประสงค์ของพระเยซู
ก็เพียงแต่ให้เราหันมาจดจ่อที่พระคุณอันยิ่งใหญ่ที่พระเยซูทรงให้อภัยบาปเรา
แล้วตัดสินใจที่จะยกโทษให้แก่คนนั้น
ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยเราที่จะยกโทษให้เขาได้อย่างแท้จริง
พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์พร้อมแล้วที่จะปลดปล่อยเราออกจากคุกแห่งการไม่ยอมให้อภัยนั้น

“ข้าแต่พระเยซูที่รัก
ข้าพระองค์ขอบคุณพระองค์ที่ทรงยอมตายบนไม้กางเขนอย่างทุกข์ทรมาน
เพื่อให้การอภัยบาปผิดของข้าพระองค์เกิดขึ้นอย่างสมบรูณ์
ขอบคุณพระองค์ที่ทรงอภัยบาปผิดทั้งสิ้นของข้าพระองค์แล้ว
เวลานี้ ข้าพระองค์ขอตัดสินใจ เลือกทำสิ่งที่พระองค์พอพระทัย
คือยกโทษให้แก่คนนั้นที่ทำผิดต่อข้าพระองค์
ขอพระเจ้าทรงช่วยข้าพระองค์ให้ทำได้ด้วยเถิด

ในนามพระเยซู ข้าพเจ้าขอยกโทษให้กับ….[บอกชื่อของเขา]…. ที่ทำผิดต่อข้าพเจ้าโดย……[บอกสิ่งที่เขาทำผิดต่อเรา]….
ในนามพระเยซู ข้าพเจ้าไม่ถือโทษเขาอีกต่อไป
ข้าพเจ้าขอให้อภัยแก่เขาในนามพระเยซู

ขอบคุณพระเยซูที่ทรงช่วยข้าพระองค์
จากนี้ไปชีวิตของข้าพระองค์ ขอถวายเป็นของพระองค์
ข้าพระองค์ขออยู่เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ตลอดไป
อธิษฐาน ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า 
อาเมน”

คำคม

“  เมื่อตัดสินใจให้อภัย เราก็ไม่จำเป็นต้องติดคุกแห่งการไม่ให้อภัยอีกต่อไป ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 17

ภาพรวม

  • ในบทนี้ได้แสดงถึงความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ผ่านการจำแลงพระกาย การขับผี และการชำระค่าบำรุงพระวิหาร

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงจงใจให้ เปโตร ยอห์นและยากอบ เห็นพระองค์จำแลงพระกายสว่างสุกใส และเห็นโมเสสและเอลียาห์มาสนทนากับพระองค์ เพื่อยืนยันให้พวกเขารู้แน่ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
ทั้ง 3 คนนี้มีภารกิจพิเศษในเวลาต่อมา เปโตรต้องเป็นผู้นำเหล่าสาวก , ยอห์นต้องอยู่นานที่สุด และยากอบต้องถูกตัดคอคนแรก

1.@  เมื่อพระเจ้าทรงอนุญาตให้ใครบางคน พบกับเหตุการณ์บางอย่าง ก็เพื่อแผนการนิรันดร์ของพระเจ้าที่เกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ในเวลานั้น

2.# ในช่วงเวลานั้น เปโตรคิดว่าช่างเป็นเวลาที่แสนสุขและอยากให้เป็นเช่นนั้นนานๆ จึงเสนอว่าสร้างเพิง 3 หลังให้พระเยซู โมเสส เอลียาห์ คนละหลังได้อยู่คุยกันนานๆเลยดีไหม? แต่พระเยซูมีภารกิจสำคัญมากกว่าจะจมอยู่ในเวลาแสนสุขนั้น พระองค์เสด็จมาเพื่อเดินไปสู่ความทุกข์แสนระทมเพื่อเราทั้งหลาย

2.@ บางครั้งในสายตาของมนุษย์เราก็อยากอยู่ในสภาพที่แสนสบายนี้ไปนานแสนนาน แต่พระเจ้ามักมีภารกิจที่สำคัญกว่านั้นเตรียมไว้ให้เราอยู่เสมอ 

เมื่อเปโตรพยายามจะช่วยพระเจ้าด้วยวิธีการของเขา กลับกลายเป้นเรื่องน่าขันไป เราจะทำงานของพระเจ้าด้วยวิธีของพระเจ้า

3.# การที่สาวกทั้งสาม ได้เห็นพระเยซูจำแลงพระกาย และเห็นโมเสสกับเอลียาห์ ตัวแทนของธรรมบัญญติและผู้เผยพระวจนะ ช่างเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น น่ายินดีจริงๆ สมควรที่จะโฆษณาให้ใครต่อใครรู้ แต่พระเยซูกลับสั่งห้ามพวกเขายังไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร เพื่อให้แผนการนิรันดร์ของพระเจ้าสำเร็จ

3.@ ในการรับใช้พระเจ้า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการทรงนำจากพระองค์ เพื่อเราจะทำตามพระองค์ โดยวิธีการของพระองค์ ในเวลาของพระองค์ ไม่งั้นสิ่งที่เราทำนั้นอาจจะไปเกะกะงานของพระองค์แทนที่จะส่งเสริมงานของพระองค์

4.# พวกสาวกไม่สามารถขับผีออกจากเด็กที่ถูกผีสิงได้ เพราะพวกเขาไม่มีความเชื่อ พวกเขาเคยขับผีออกมาก่อน แต่ครั้งนี้ขับไม่ออก อาจเป็นเพราะคนรอบข้างล้วนแต่ขาดความเชื่อด้วยกันทั้งสิ้น สังเกตจากที่พระเยซูตำหนิพวกเขาว่า “โอ นี่​เป็น​ยุค​ที่​ขาด​ความ​เชื่อ​และ​วิปลาส…”

4.@ คนที่เคยมีความเชื่อ ไม่ได้หมายความว่าวันนี้ยังมีความเชื่ออยู่
วันนี้ เรายังคงเชื่ออย่างไม่สงสัยอยู่หรือไม่ ว่า พระเยซูทรงช่วยเราให้ผ่านพ้นสถานการณ์ในวันนี้ได้?

5.# เมื่อพระเยซูทรงพยากรณ์ถึงการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นมาใหม่ของพระองค์ พวกสาวกเป็นทุกข์หนักยิ่ง เพราะพวกเขาเชื่อเพียงครึ่งเดียว คือ เชื่อว่า พระเยซูคงจะต้องตายจริงๆ

5.@ วันนี้ เมื่อเราอ่านพระคำของพระเจ้า เมื่อเราเชื่อเฉพาะบางส่วน จะทำให้เราไม่อาจพบกับสันติสุขในพระเจ้า ผ่านพระคำของพระองค์อย่างแท้จริง

6.# ปกติประชาชนชายชาวยิวทุกคน ​จะต้อง​เสีย​ค่า​บำรุง​วิหารของพระเจ้า​ประจำปี​ ​คนละ​ครึ่งเช​เขล ​(​อพย. ​30:13​) ​ซึ่ง​เท่ากับ​ค่าจ้าง​แรงงาน​สอง​วัน ​แต่พระเยซูไม่จำเป็นต้องเสียเพราะพระองค์ไม่ใช่ประชาชนแต่เป็นพระบุตรของพระเจ้า
แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ให้เปโตรไปเสีย เพื่อไม่ให้คนเก็บค่าบำรุงสะดุด ซึ่งพระองค์ให้เปโตรไปเก็บจากปากปลา
ดังนั้น การอัศจรรย์นี้ ทำให้ยังยืนยันความเป็นพระบุตรของพระเจ้า ของพระเยซูคือพระองค์ไม่ต้องจ่ายเงินของพระองค์เพื่อค่าบำรุง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทำคนเก็บค่าบำรุงสะดุดด้วย

6.@ เมื่อเรานำปัญหาของเรา มาให้พระเยซูแก้ไขเหมือนอย่างเปโตร พระองค์จะประทานทางออกให้แก่เราอย่างอัศจรรย์เกินกว่าที่เราจะคาดคิดได้ และจะดีกว่าที่เราแก้เองอย่างแน่นอน

คำคม

ม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ สำหรับผู้ที่เชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้โดยพระเยซู ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 16

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงมุมมองแบบมนุษย์และมุมมองแบบพระเจ้า ของพวก​ฟา​ริ​สี​และ​พวก​สะ​ดู​สี  รวมทั้งพวกสาวก โดยเฉพาะเปโตร

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวก​ฟา​ริ​สี​และ​พวก​สะ​ดู​สี มาหาพระเยซู เพื่อขอให้พระเยซูสำแดงหมายสำคัญบนท้องฟ้าให้พวกเขาดู เพื่อว่าบางทีเขาอาจจะยอมเชื่อพระองค์ก็ได้
พระเยซูตอบพวกเขาว่า ขนาดพวกเขาสังเกตท้องฟ้ายังคาดเดาอากาศได้
แต่พวกเขาเห็นอัศจรรย์มากมายที่พระเยซูทำแล้ว กลับไม่สังเกต ไม่ยอมเชื่อ พระองค์ทรงสำแดงแล้วแต่ไม่ใช่ตามวิธีที่เขาต้องการ แต่ตามวิธีการของพระองค์เอง

1.@  พระเยซูทรงกระทำอะไรมากมายกับชีวิตของเราในอดีตที่ผ่านมา จนเรามีวันนี้ได้ สิ่งรอบตัวในชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากมายจนทุกวันนี้ นั่นน่าจะเพียงพอแล้ว ที่จะทำให้เราไว้วางใจในพระองค์ได้ สำหรับเหตุการณ์ที่เรากำลังพบเจอในวันนี้

2.# คนที่แสวงหาการอัศจรรย์ จะไม่ได้พบการอัศจรรย์ แต่ผู้ที่แสวงหาพระเยซู จะพบพระองค์ พร้อมกับพบการอัศจรรย์ในชีวิต

2.@ วันนี้ หากเราปรารถนาจะเห็นการช่วยกู้อย่างอัศจรรย์ในชีวิตของเรา จงแสวงหาที่จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเยซู

3.# การอัศจรรย์ เลี้ยงคน 5,000 คน และ 4,000 คน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เหล่าสาวกวางใจในพระเยซูเรื่องอาหารการกินของเขาได้ เพราะเขาไม่ยอมเชื่อมโยงประสบการณ์กับพระเจ้าในอดีต เข้ากับเหตุการณ์ในปัจจุบัน

3.@ วิธีเผชิญเหตุการณ์ในวันนี้อย่างสง่างาม คือ ระลึกถึงว่าในอดีตพระองค์ทรงเคยกระทำกับเราอย่างไร
พระองค์เคยอภัยบาปแก่เราอย่างไร วันนี้พระองค์ก็พร้อมอภัยเช่นกัน
พระองค์เคยช่วยกู้เรามาแล้วอย่างไร วันนี้พระองค์ก็ทรงพร้อมช่วยกู้เราเช่นกัน

4.# พระเยซูเตือนเหล่าสาวกให้ระวัง คำสอนของพวก​ฟา​ริ​สี​และ​พวก​สะ​ดู​สี  ที่สนใจแต่สิ่งของในโลกนี้และการยอมรับจากมนุษย์

4.@ วันนี้ เราแคร์มนุษย์หรือแคร์พระเจ้ามากกว่ากัน?
วันนี้ เราทุ่มเทเพื่อสิ่งของและความเป็นไป ในโลกนี้ หรือ ในสวรรค์ มากกว่ากัน?

5.# ที่ซี​ซา​รี​ยา​ฟี​ลิป​ปี เปโตรกล่าวคำยอมรับว่า “พระเยซูเป็น​พระ​คริสต์ ​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่” ซึ่งคำกล่าวนี้ พระเยซูชี้ให้เห็นว่า เป็นการเปิดเผย สำแดงจากพระเจ้า แก่เปโตร

5.@ การเชื่อและยอมรับพระเยซู เข้ามาเป็นพระเจ้าในชีวิตของใครสักคน เป็นการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของคนนั้น
ดังนั้นการที่คนที่เรารักจะเปิดใจต้อนรับพระคริสต์นั้น จำเป็นเหลือเกินที่ต้องมีคนอธิษฐานเพื่อเขา
โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ไม่มีผู้เชื่อสักคนเดียวที่ต้อนรับพระคริสต์ โดยไม่มีใครอธิษฐานเผื่อเขามาก่อน

วันนี้ เราอธิษฐานเผื่อคนที่เรารัก ให้มารู้จักพระคริสต์แล้วหรือยัง?

6.# หลังจากที่เปโตรยอมรับพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเยซูตรัสกับเขาว่า ท่านคือเปโตร(แปลว่า ก้อนหินก้อนเล็กๆ) บนศิลา(เปตรา-แปลว่า ศิลาก้อนใหญ่) นี้ พระองค์จะสร้างคริสตจักรที่มีพลังเหนือความตายขึ้น เป็นคริสตจักรที่มีสิทธิอำนาจห้ามหรืออนุญาต สิ่งต่างๆในฝ่ายวิญญาณได้

ศิลานี้ หมายถึง คำยอมรับของเปโตร ตลอดประวัติศาสตร์พระเยซูทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์ จากผู้เชื่อผู้ต้อนรับพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่มีสิ่งใดต่อต้าน ขัดขวาง หยุดยั้ง การเจริญเติบโตและขยายออกไปของคริสตจักรได้
แม้ผู้มีอำนาจมากมาย พยายามจะหยุดยั้งด้วยการลงโทษถึงตาย ก็ไม่อาจหยุดยั้งคริสตจักรของพระองค์ได้

6.@ การไปร่วมนมัสการที่โบสถ์ และร่วมกิจกรรมต่างๆของคริสตจักร เป็นสิ่งดีและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ที่เป็นสิ่งยืนยันว่า เราเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์แล้ว
เพราะ การเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ เกิดขึ้นโดยการต้อนรับพระเยซูเข้ามาเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงในชีวิตของเรา

เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ เรามีสิทธิอำนาจที่จะห้ามหรืออนุญาต สิ่งต่างๆในฝ่ายวิญญาณได้ โดยผ่านคำอธิษฐานด้วยความเชื่อ

วันนี้ เราได้ใช้สืทธิพิเศษนี้มากน้อยเพียงใด?

7.# เมื่อพระเยซูพยากรณ์ถึงการที่พระองค์จะต้องสิ้นพระชนม์ เป็นสิ่งที่เปโตรรับไม่ได้ ที่เขาติดตามพระเยซูมาหลายปี ก็เพราะเชื่อว่าพระองค์เป็นพระมาซีฮาและหวังว่าในอนาคตเขาจะได้เป็นใหญ่เป็นโตเมื่อพระองค์ทรงครอบครองในโลกนี้

ดังนั้นถ้าพระองค์ตาย ความหวังของเขาทั้งหมดก็จะสูญเปล่านะสิ
เขาจึงกล่าวห้ามว่า “จะ​ให้​เหตุ​การณ์​เช่น​นี้​เกิด​กับ​พระ​องค์​ไม่​ได้”

แล้วพระเยซูก็ตำหนิเขา ว่าเขากำลังคิดแบบคน ซึ่งไม่เหมือนกับความคิดแบบพระเจ้า ความคิดเขานั้นเป็นการล่อลวงจากมาร

7.@ เปโตรรับการสำแดงจากพระเจ้า จึงคิดแบบพระเจ้า ต่อมาเปโตรคนเดียวกันนี้ถูกล่อลวงโดยมาร จึงหลงไปคิดแบบมาร การดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า ต้องคอยระมัดระวังความคิดของเราอยู่เสมอ

ให้พระคำของพระเจ้านำความคิดของเราตามการสอนของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ

แม้ว่าชั่วโมงนี้ เราคิดสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ก็ไม่ได้หมายความว่า ชั่วโมงต่อมาเรายังคงคิดสอดคล้องกับพระเจ้าอยู่
จึงต้องคอยระมัดระวังความคิดให้สอดคล้องกับพระคำของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา

8.# ผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอดในโลกนี้ จะเสียชีวิตนิรันดร์
ผู้ใดใคร่เสียชีวิตในโลกนี้ เพราะเห็นแก่พระเยซู จะได้ชีวิตนิรันดร์
แม้ได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องสูญเสียชีวิตนิรันดร์ มันไม่คุ้มเลย

8.@ วิธีสูญเสียชีวิตนิรันดร์ ก็คือ ดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งโลกนี้ กอบโกยความสุขสำหรับชีวิตในโลกนี้ให้มากที่สุด

วิธีได้ชีวิตนิรันดร์ ก็คือ ยอมทิ้งวิถีชีวิตแห่งโลกนี้ ดำเนินชีวิตโดยแบกกางเขนแห่งการเชื่อฟัง ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ตลอดวันคืนของชีวิต

คำคม

“ คิดอย่างคน คิดสั้นๆ สนใจสิ่งของชั่วคราวในโลกนี้
คิดอย่างพระเจ้า คิดไกลๆ สนใจสิ่งถาวรในสวรรคสถาน ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 15

ภาพรวม

  • ในบทนี้ชี้ให้เห็นว่า พวกฟาริสีและธรรมาจารย์ เชื่อในคำสอนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ จึงตำหนิผู้ที่ไม่ได้ทำตามธรรมเนียม แต่สำหรับพระเจ้านั้น พระคำของพระเจ้าสำคัญยิ่งกว่าและผู้ที่เชื่อในพระคำของพระองค์จะพบการอัศจรรย์ในชีวิต

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงตำหนิพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ว่า หน้าซื่อใจคต เพราะพวกเขาเอาธรรมเนียมที่บอกต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษ มายกเลิกการทำตามพระคำของพระเจ้า แล้วยังมีหน้ามาบอกใครต่อใครอีกว่า พวกเขารักพระเจ้าสุดใจ

1.@  ความรักที่มีต่อพระเจ้า ไม่ได้วัดกันที่ปาก แต่วัดกันที่ความจริงใจที่มีต่อพระเจ้า ผู้รักพระเจ้าอย่างจริงใจ เขาจะเชื่อฟังพระเจ้าอย่างเต็มใจ

2.# คนตาบอดคนใด ให้คนตาบอดอีกคนนำทาง ทั้งสองจะตกลงบ่อด้วยกัน เมื่อใครเดินตามแนวทางของคนที่ไม่ทำตามพระคำของพระเจ้า ในที่สุดคนนั้นจะพบกับผลร้ายแบบเดียวกับคนที่ไม่ทำตามพระคำจะได้รับ

2.@ วันนี้ เรากำลังเดินตามพระคำของพระเจ้า หรือกำลังเดินตามวิถีแห่งโลกนี้ซึ่งใครๆเขาก็ทำกัน?

3.# สิ่งที่เข้าไปในร่างกาย ไม่ทำให้เป็นมลทิน สิ่งที่ออกมาจากใจต่างหากที่ทำให้เป็นมลทิน สิ่งที่เข้าไปในร่างกายเป็นเพียงแค่เรื่องของกายภาพ แต่พระเจ้าชันสูตรลึกเข้าไปถึงในจิตใจ 
พระเจ้าไม่ได้ดูที่พฤติกรรมภายนอก แต่ดูที่ท่าทีในใจที่ส่งผลออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอก

3.@ วันนี้ บางคนอาจจะมองว่า เรารักพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงมองลึกเข้าไปในใจของเราว่า วันนี้สิ่งที่เราทำเกิดจากความรัก ความยำเกรงที่มีต่อพระองค์ หรือ เกิดจากความปรารถนาเป็นที่ยอมรับของคนอื่น หรือเกิดจากความเกรงใจคนอื่น

4.# คนยิวดูถูกคนต่างชาติ โดยใช้คำเปรียบว่าเป็นสุนัข พระเยซูใช้คำเปรียบนี้เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นถึง ความเชื่อของหญิงคะนาอัน เพราะพระองค์ทรงทราบก่อนแล้วว่าเธอจะตอบอย่างไร
เธอมาขอร้องให้พระเยซูช่วยลูกสาวของเธอ แต่กลับถูกพระเยซูปฏิเสธ และใช้คำพูดที่พวกยิวมักใช้เรียกพวกของเธอ ถึงกระนั้นเธอก็ยังขอร้องพระเยซูต่อไปอีก
– อะไรหนอทำให้หญิงคนนี้ อุตส่าห์มาขอร้องคนยิวที่ดูถูกเธอ?
– อะไรหนอทำให้หญิงคนนี้ ยังคงขอร้องต่อไป ทั้งที่ถูกเปรียบด้วยคำพูดที่พวกยิวชอบใช้ดูถูกเธอ?

คำตอบ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ก็คือ เพราะรักของแม่ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน และแม่คนนี้เชื่ออย่างไม่สงสัยเลยว่า ผู้เดียวเท่านั้นที่จะช่วยเหลือลูกสาวของเธอได้ คือ พระเยซู

เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกคนต่างชาติที่ยิวดูถูกและเป็นผู้ที่ไม่รู้พระคำของพระเจ้า ยังมีความเชื่อมากมาย แต่คนยิว พวกฟาริสี และพวกธรรมาจารย์ ผู้รู้พระคำของพระเจ้าเป็นอย่างดี และรู้ว่าสิ่งที่พระเยซูสอนและกระทำนั้นเป้นไปตามพระคำของพระเจ้า แต่พวกเขาก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง

4.@ การมีความรู้ในพระคำของพระเจ้าเป็นสิ่งดี แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการรู้แล้วเชื่อ และทำตามพระคำของพระเจ้า โดยความเชื่อนั้นเราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ผ่านการเชื่อฟังพระคำของพระองค์

5.# เราเห็นภาพนี้เกิดขึ้นเสมอ ตลอดชีวิตการรับใช้ของพระเยซู คือ เมื่อพระเยซูทรงทำหมายสำคัญ การอัศจรรย์ แล้วผู้คนที่ได้พบเห็นจะสรรเสริญพระเจ้า ไม่ได้สรรเสริญพระบิดา เพราะทุกสิ่งที่ทำพระเยซูทรงกระทำ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบิดา

5.@   วันนี้ เมื่อเราทำสิ่งดีต่างๆสำเร็จลง ส่วนใหญ่ใครมักได้รับเกียรติในการกระทำนั้น?

6.# แม้ก่อนหน้านี้ เหล่าสาวกได้มีประสบการณ์ ได้เห็น พระเยซูทรงเลี้ยงคนมากกว่า 5,000 คน ด้วยขนมปัง 5 ก้อน ปลา 2 ตัว แล้วก็ตาม แต่พอมาถึงเหตุการณ์คล้ายๆกัน มีคนมากกว่า 4,000 คน ที่พวกเขาต้องเลี้ยงอาหาร เขากลับยังคงกล่าวกับพระเยซู ว่า “ใน​ถิ่น​ทุร​กัน​ดาร​นี้​เรา​จะ​หา​อาหาร​ที่​ไหน​พอ​เลี้ยง​ฝูง​ชน​มาก​เท่า​นี้​ให้​อิ่ม​ได้?” ทั้งที่คราวนี้พวกเขา มีขนมปังมากกว่าครั้งที่แล้วด้วยซ้ำไป

หากเราไม่ระลึกถึงประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงช่วยเราในอดีตที่ผ่านมา ประสบการณ์เหล่านั้นก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับเราในวันนี้

6.@ ในอดีตที่ผ่านมา พระเยซูได้ช่วยเราผ่านพ้นวิกฤตการณ์มาได้แล้วฉันใด วันนี้พระองค์จะทรงช่วยเราผ่านพ้นเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ ได้อย่างมีชัยชนะและรับพระพรฉันนั้น

คำคม

“ ความเชื่อวางใจในพระเจ้าที่มากพอ จะทำให้เราเชื่อฟังพระเจ้าได้ในทุกสิ่ง ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 14

ภาพรวม

  • เมื่อพระเยซูทรงทราบว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมาถูกประหารแล้ว น่าจะทำให้พระองค์สะเทือนพระทัยมาก พระองค์ปรารถนาจะแยกตัวออกไปที่เปลี่ยวเพื่ออธิษฐาน แต่ประชาชนก็ตามมาหาพระองค์ พระองค์ทรงเมตตาพวกเขา สอน รักษาโรค แก่พวกเขา แถมยังเลี้ยงอาหารพวกเขาอีกด้วย จนเมื่อส่งพวกสาวกลงเรือข้ามฟากแล้ว พระองค์จึงปลีกตัวไปอธิษฐานต่อพระบิดาแต่ลำพัง ตั้งแต่เวลาเย็นจนถึงดึก

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เฮโรดทำผิดที่แย่งภรรยาน้องชายมาเป็นภรรยาของตน เขาไม่กลับใจ แต่กลับทำผิดหนักยิ่งกว่าเดิม โดยจับยอห์น ผู้มาเตือนเขา เข้าไปขังคุก แล้วเขาก็ยังไม่กลับใจ แต่ทำผิดยิ่งขึ้นอีก โดยสั่งตัดศรีษะของยอห์น เพราะกลัวเสียหน้า ต่อหน้าแขกหากเขาไม่ทำตามคำสัญญาที่มีต่อลูกสาว

(หมายเหตุ : เฮโรดนี้ คือ เฮโรด​อัน​ทิพาส​ 
เขาเป็น​ลูก​ของ​กษัตริย์เฮ​โร​ดม​หา​ราชผู้ซึ่งสั่งประหารเด็กทารกสมัยพระเยซูประสูติ
เขาไม่ได้เป็นกษัตริย์เหมือนพ่อ แต่เป็นเจ้าเมือง​ปกครอง​เขต​กา​ลิ​ลี​และ​เพอ​เรีย)

1.@  หากเราทำบาปแล้วไม่กลับใจ เวลาผ่านไปบาปนั้นจะส่งผลทำให้เราทำมากเพิ่มมากขึ้นเรื่อย จงกลับใจขณะที่ยังมีโอกาส

2.# เมื่อพระเยซูสะเทือนใจ จากการทราบข่าวเรื่องการตายของยอห์น พระเยซูทรงเสด็จไปที่เปลี่ยวเพื่ออธิษฐาน

2.@ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ เมื่อเราเผชิญหน้ากับเหตุการณ์สะเทือนใจ คือ ทำเหมือนพระเยซู  ปลีกตัวออกไปเพื่ออธิษฐานต่อพระเจ้าแต่ลำพัง

3.# ขณะที่พระเยซูต้องการเวลาสงบแต่ลำพัง ฝูงชนกลับตามมารบกวนพระองค์ ขอให้พระองค์ สอนเขา รักษาโรคให้พวกเขา พระเยซูกลับไม่ตำหนิพวกเขาเลย พระองค์ยินดีต้อนรับพวกเขา และกระทำแก่พวกเขาอย่างดี

3.@ สำหรับพระเยซูแล้ว ไม่มีเวลาที่พระองค์ไม่สะดวกที่จะต้อนรับ ผู้ที่มาหาพระองค์ด้วยจริงใจ พระเยซูมีเวลาสำหรับเราเสมอ พระองค์พร้อมที่จะต้อนรับเราทุกเวลา

4.# สาวกมีเพียงขนมปัง 5 ก้อน ปลา 2 ตัว แต่นั่นก็เพียงพอที่จะเลี้ยงคนมากกว่า 5,000 คน (น่าจะประมาณ 10,000 คน) เมื่อนำสิ่งเหล่านั้นมอบไว้ในพระหัตถ์ของพระเยซู

4.@ วันนี้ สิ่งที่เรามี หากมอบไว้แด่พระเจ้า ให้พระองค์ทรงใช้ด้วยวิธีการของพระองค์ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ สิ่งที่เรามีนั้นแม้เล็กน้อยสักเพียงใด ก็มากพอที่จะเป็นพระพรต่อผู้คนมากมาย

5.# เมื่อพระเยซูจะทำการอัศจรรย์ ทวีเพิ่มพูนอาหารนั้น พระองค์ไม่ได้ลงมือทำทันที แต่ทรงแหงนพระพักตร์ แล้วอธิษฐานขอพระพรจากพระบิดาในสวรรค์ ทำให้คนทั้งหลายทราบว่า การอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงกระทำครั้งนี้ พระบิดาเป็นผู้ประทานให้ อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบิดา

5.@  เมื่อเราจะทำสิ่งใดก็ตาม หากเราอธิษฐานก่อนลงมือกระทำสิ่งนั้น จะเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดา เมื่อผลที่ทำนั้นเกิดผลดีเป็นพรมากมาย

6.# พวกสาวกเชื่อฟังคำสั่งของพระเยซู ลงเรือข้ามฟากไปก่อน พวกเขาจึงเผชิญกับพายุกลางทะเล พระเยซูทรงทราบ พระองค์ไม่ทอดทิ้งพวกเขา แม้การไม่มีเรือจะเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้พระเยซูมาหาพวกเขา แต่พระเยซูก้าวข้ามอุปสรรคมาหาเขาอยู่ดี

6.@ วันนี้ หากเรากำลังเผชิญปัญหา เพราะเหตุที่เราเชื่อฟัง ทำตามพระเยซู พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อพระองค์จะเสด็จมาช่วยเรา ในเวลาที่เหมาะสมอย่างแน่นอน ไม่มีอุปสรรคใดๆที่จะขวางกั้นพระองค์ ไม่ให้มาช่วยเราได้

7.# ขณะที่พวกสาวกกำลังพบปัญหาพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามา ปรากฏว่ากลับเจอเหตุร้ายยิ่งขึ้นอีกเห็นผีกลางทะเลเข้าอีก แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ผี แต่เป็นพระเยซูเดินบนทะเลมาหาพวกเขา เพื่อช่วยพวกเขา พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ทำ​ใจ​ดี​ดี​เถิด นี่​เรา​เอง อย่า​กลัว​เลย” 

7.@ วันนี้ ขณะที่เรากำลังเผชิญปัญหาใดๆก็ตาม แล้วดูเหมือนสถานการณ์มันเลวร้ายลง แย่ลง อย่าตกใจ ทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้าผู้ทรงรักเราอย่างที่สุด พระองคืกำลังตรัสกับเราว่า  “ทำ​ใจ​ดี​ไว้ นี่​เรา​เอง อย่า​กลัว​เลย”

8.# เปโตรเดินบนน้ำได้ เพราะเขาเชื่อตามสิ่งที่พระเยซูตรัส “มาเถิด” แต่เปโตรจมลงในน้ำ ก็เพราะเขาเชื่อตามที่ตามองเห็น

8.@ วันนี้ ไม่ว่าสถานการณ์รอบข้างที่เรามองเห็นอยู่จะเป็นอย่างไรก็ตามจงเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้าที่ตรัสไว้ในพระคำของพระองค์ แล้วเราจะเห็นการอัศจรรย์ท่ามกลางสถานการณ์นี้

9.# ที่เยนเนซาเรท คนป่วยเชื่อว่า ถ้าได้แตะชายฉลองพระองค์ของพระเยซู ก็จะหายโรค และเมื่อเขาแตะก็หายป่วยทุกคน

9.@ การอัศจรรย์ที่พระเจ้าจะทำในชีวิตของเรา ขึ้นกับขนาดความเชื่อในชีวิตของเรา

คำคม

“ เมื่อทุกข์ใจ จงสงบใจอธิษฐาน ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 13

ภาพรวม

  • พวกยิวปฏิเสธพระเยซูและยอมรับในสิทธิอำนาจของพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาเป็นคำอุปมา ไม่ใช่เพื่อให้เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่เพื่อให้พวกเขาไม่เข้าใจ เพื่อจะได้ไม่เป็นการเพิ่มโทษให้แก่พวกเขาอันเนื่องจากไม่เชื่อถ้อยคำของพระองค์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูตรัสเป็นคำอุปมา เพื่อให้คนที่ไม่เชื่อ ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ และเพื่อให้คนที่เชื่อ ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจเช่นกันแต่พวกเขาจะมาถามพระเยซู แล้วพระเยซูก็จะอธิบายให้เขาฟัง

1.@  พระคุณ พระเมตตาของพระเจ้า มีสำหรับทุกคน แต่เฉพาะคนที่เชื่อและปรารถนาได้รับเท่านั้น จึงจะได้รับ ความรอดเช่นเดียวกัน พระองค์ประสงค์ให้มนุษย์ทุกคนรอดพ้นการพิพากษา แต่เฉพาะผู้ที่เชื่อและต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิตเท่านั้น จึงจะได้รับความรอดนั้น

2.# เรื่องราวและประสบการณ์ส่วนตัวกับพระคริสต์นั้น ผู้​เผย​พระ​วจนะ​และ​ผู้​ชอบ​ธรรมในอดีต​จำนวน​มากมาย ปรารถ​นา​จะ​ได้ยิน ได้เห็น และได้มีประสบการณ์ เหมือนอย่างที่เราได้มีในพระเยซูทุกวันนี้ แต่ท่านเหล่านั้นไม่มีโอกาส​ 

2.@ ขอบคุณพระเจ้า วันนี้ เราสามารถสัมพันธ์กับพระเจ้าได้มากยิ่งกว่าบรรดาคนของพระเจ้าในอดีตมากมาย คงน่าเสียดายอย่างที่สุด หากเราไม่เลือกใช้ชีวิตบนโลกนี้ แบบมีความสัมพันธ์กับพระองค์ โดยผ่านพระคำและการอธิษฐาน

3.# ดิน 4 ประเภท 1: ดินริมทาง นกมากินเสีย คือ ผู้ได้ยินพระคำ แต่ไม่เชื่อ มารจึงฉวยออกไป พระคำนั้นไม่มีอะไรต่อชีวิตของเขาเลย

3.@ วันนี้ เมื่อเราได้ยินพระคำของพระเจ้าในแต่ละวัน พระคำเหล่านี้พอจะมีผลเปลี่ยนแปลงเราอะไรบ้างสักเล็กน้อยหรือไม่?

4.# ดิน 4 ประเภท 2: ดินหินมาก งอกไม่นานก็เหี่ยว คือ ผู้ได้ยินพระคำ แล้วเชื่อ แต่ไม่ยืนหยัดที่จะทำตามพระคำนั้น พระคำจึงเปลี่ยนชีวิตของเขาได้แป๊บเดียว ไม่นานเขาก็เลิกทำ แล้วกลับไปเป็นเหมือนเดิม

4.@ วันนี้ ชีวิตของเราที่เคยเชื่อฟังทำตามพระคำของพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อนั้น ทุกวันนี้เราเลิกสัตย์ซื่อในการทำตามพระคำแล้วหรือยัง?

5.# ดิน 4 ประเภท 3: ดินหนามเยอะ งอกขึ้น ไม่ตายแต่ไม่โต คือ ผู้ได้ยินพระคำ แล้วเชื่อ ยังคงยืนหยัดทำตามพระคำอยู่พอสมควร แต่ไม่ได้ทุ่มเทอย่างสุดกำลังที่จะทำตามพระคำ เพราะมีเรื่องมากมายที่ต้องทำ ต้องกังวล ต้องดิ้นรน ต้องทำตามที่คนในโลกนี้ใครๆเขาก็ทำกัน ชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงระดับหนึ่งแต่พอมาถึงวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมานานโขแล้ว

5.@ วันนี้ เมื่อเราได้ยินพระคำของพระเจ้า พระคำเป็นสิ่งน่าเบื่อ รู้หมดแล้ว สำหรับเรา หรือเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอยากเรียนรู้และอยากประพฤติตาม สำหรับเรา?

6.# ดิน 4 ประเภท 4: ดินดี เกิดผล 100เท่า 60 เท่า 30 เท่า คือ ผู้ได้ยินพระคำ แล้วเชื่อ แล้วนำพระคำนั้นมาใช้ในชีวิตแต่ละวันๆ ชีวิตของเขาจึงรับการเปลี่ยนแปลง พัฒนา จำเริญขึ้นทุกวันๆ พระคำของพระเจ้าจึงนำการเปลี่ยนแปลง ร้อยเท่า พันทวี มาสู่ชีวิตของเขา

6.@ วันนี้ เราได้ยินพระคำตอนนี้ที่พระเยซูเตือนแล้ว เราตัดสินใจว่า เราจะเป็นดินแบบไหนดี เมื่อพระคำตอนนี้ตกมาถึงเรา ณ บัดนี้?

7.# ข้าวละมาน ท่ามกลางข้าวสาลี : มีผู้เชื่อปลอม ปนอยู่ท่ามกลางผู้เชื่อแท้ ตอนนี้ยังดูไม่ค่อยออก แต่ใจเย็นๆเมื่อถึงเวลาพระองค์เองจะใช้ทูตสวรรค์ของพระองค์เป็นผู้แยกแยะ เราไม่ต้องลงมือเอง

7.@ วันนี้ การที่คนอื่นเป็นผู้เชื่อแท้หรือไม่? นั้น ไม่สำคัญเท่ากับ เราเป็นผู้เชื่อแท้แล้วหรือยัง?

8.# เมล็ด​มัส​ตาร์ด : เริ่มต้นเล็กกว่าใคร แต่เมื่อถึงเวลาของพระเจ้า จะเติบใหญ่และเป็นพระพรมากมาย แม้แต่นกที่บินได้ ยังต้องมาขอพึ่งอาศัย

8.@ วันนี้ สิ่งที่เรากำลังทำแม้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ขอให้เราสัตย์ซื่อต่อไป เมื่อถึงเวลาของพระองค์ พระองค์จะทำให้สิ่งนั้นเกิดผลเป็นพรมากมาย

9.# ​เชื้อ​ขนม : แม้เชื่อเพียงนิดเดียวก็ส่งผลต่อแป้งมากมายได้ เหมือนเรื่องฝ่ายวิญญาณ แม้เรากระทำเพียงเล็กน้อยในสายตาของคนในโลกนี้ แต่สิ่งที่ทำนั้นจะส่งผลกระทบยิ่งใหญ่

9.@ สัตย์ซื่อต่อไปในสิ่งเล็กน้อยที่ได้ทำเพื่อพระเจ้า

10.# ขุม​ทรัพย์​ที่​ซ่อน​ไว้​ : คนอื่นอาจคิดว่า ชายคนนั้นแสนโง่ ที่ขายทุกสิ่งไปซื้อนาไร้ค่า แต่เขารู้ดีว่านานั้นมีขุมทรัพย์มีค่ามหาศาล

10.@ วันนี้ บางคนอาจเห็นว่าเราโง่ที่ติดตามพระเยซู แต่เรารู้และเชื่อมั่นว่า การติดตามพระเยซูและเชื่อฟังพระองค์ในทุกสิ่งนั้นคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

11.# ไข่​มุก​อย่าง​ดี : ไข่มุกนั้นมีค่าสูงยิ่ง ในสายตาพ่อค้า จนเขาเห็นว่าคุ้มค่าที่จะแลกด้วยทุกสิ่งที่มี เพื่อให้ได้ไข่มุกนั้นมา

11.@ วันนี้ การติดตามพระเยซูและการเชื่อฟังพระองค์ มีค่ามากเพียงใดในสายตาของเรา มากพอที่จะยอมเสียอะไรก็ได้ เพื่อจะเชื่อฟังพระองค์หรือไม่?

12.# อวน​ : ในวันสุดท้าย คนอธรรมจะถูกแยกออกจากคนชอบธรรม เพื่อจะถูกโยนทิ้งลงในบึงไฟนรก

12.@ วันนี้ ข่าวประเสริฐสามารถเปลี่ยนคนอธรรมให้กลายเป็นคนชอบธรรมได้ การที่เราเก็บงำข่าวประเสริฐนี้ไว้ลำพัง ไม่บอกแก่ผู้อื่น เพราะความอาย ความเกรงใจ หรืออื่นๆ มันเป็นการกระทำที่สมควรแล้วหรือ?

13.# ทรัพย์​​ใหม่และเก่า : พวกธรรมจารย์ไม่ยอมรับพระเยซูที่มาสอนบัญญัติของพระบิดาในรูปแบบใหม่(มธ. 5:17) ขณะเดียวกันก็ไม่ทำตามบัญญัติเดิมที่พระบิดาให้ไว้ก่อนหน้านี้ จึงเป็นเหมือน เอาสมบัติทั้งใหม่ทั้งเก่า ทิ้งหมดเลย

13.@ พระเยซูไม่ได้มาเพื่อสอนให้เราเลิกทำดี แต่มาเพื่อช่วยเราให้สามารถทำดีได้ออกมาจากภายใน

14.# ชาวเมืองนาซาเร็ธไม่เชื่อและไม่ต้อนรับพระเยซู พระเยซูจึงไม่ได้ทำการอัศจรรย์อะไรนักที่เมืองนี้ ทั้งที่เมืองนี้น่าจะเป็นเมืองที่พระเยซูทำอัศจรรย์มากที่สุดด้วยซ้ำไป เพราะเป็นเมืองที่พระองค์ใช้เวลาด้วยนานที่สุด ตลอด 33 ปี ของพระองค์บนโลกนี้

14.@ หากเราไม่เชื่อ ไม่ต้อนรับพระเยซูเป็นเจ้านายในชีวิต เราไม่อาจเห็นการอัศจรรย์ของพระองค์ในชีวิตของเราได้ น่าเสียดายที่คริสเตียนบางคนอยู่ใกล้พระเยซูมาก รู้เรื่องพระเยซูมากมาย แต่เพราะในใจของเขาไม่กล้าเชื่อ ไม่กล้าวางใจในพระองค์ จึงไม่อาจเห็นการอัศจรรย์ในชีวิตของเขาอย่างที่ควรจะเป็น

คำคม

“ เชื่อฟังพระคริสต์ ตลอดชีวิตจะไม่ผิดหวัง ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 12

ภาพรวม

  • พระเยซูทรงปฏิบัติพระราชกิจด้วยสิทธิอำนาจที่พระบิดาประทานแก่พระองค์ ผู้ที่เชื่อในสิทธิอำนาจนั้นจะรับการช่วยกู้ แต่ส่วนผู้ที่ดูหมิ่นสิทธิอำนาจนั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#   สำหรับพวกฟาริสี การทำตามกฏระเบียบกติกาเป็นสิ่งสำคัญ แต่พระเยซูสอนว่า การกระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าต่างหากที่สำคัญที่สุด

1.@  วันนี้เราเป็นเพียงคริสตศาสนิกชนที่ดี หรือเป็นผู้ที่กระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

2.# พระเยซูตรัสและรักษาโรค เพื่อให้คนทั้งหลายรู้ว่า พระเยซูเป็นใหญ่เหนือกฏกติกาต่างๆที่ตั้งขึ้นสำหรับมนุษย์ รวมทั้งกฏวันสะบาโตด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
แต่เมื่อพวกฟาริสีเห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำ แทนที่พวกเขาจะยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า กลับคิดจะฆ่าพระเยซู เพราะพระเยซูไม่ทำตามกฏกติกาที่เขาภาคภูมิใจนั้น

2.@ หากเรามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเชื่อในพระคำของพระเจ้า เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และสรรเสริญพระองค์ แต่ถ้าเรามองด้วยความไม่เชื่อ นอกจากจะไม่นำมาซึ่งการสรรเสริญพระเจ้าแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งการกระทำผิดต่อพระองค์ เช่น บ่น ไม่พอใจ ตำหนิ ต่อว่า หรือแม้แต่หมิ่นประมาทพระองค์ ได้

3.# แม้พวกฟาริสีจะไม่ยอมรับพระเยซู รวมทั้งต่อต้านคิดร้ายต่อพระองค์ แต่พระองค์ยังคงทำพระราชกิจต่อไป เพราะพระองค์ทรงทราบถึงภารกิจของพระองค์เป็นอย่างดี พระองค์เสด็จมาเพื่อสำแดงพระเมตตาต่อมนุษย์ผู้ชอกช้ำและสำนึกผิด

3.@ การทำพระราชกิจของพระเยซู เป็นการสำแดงพระลักษณะของพระบิดาให้มนุษย์ได้รู้จักความรักและพระเมตตาของพระบิดา เราก็ควรให้การรับใช้ของเราเป็นการสำแดงพระลักษณะของพระบิดา ให้คนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับเราได้ประจักษ์เช่นกัน

4.# ผู้หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่มีทางได้รับการอภัย เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะให้มนุษย์กลับใจ ด้วยเหตุนี้จิตใจที่ปฏิเสธการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในใจของเขา จึงไม่มีวันกลับใจ เมื่อไม่กลับใจจึงไม่ได้รับการอภัยตราบใดที่เขายังคงปฏิเสธพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่

4.@ วันนี้ หากในพื้นที่ใดของชีวิตเราที่เราไม่ยอมกลับใจ เราจะไม่มีได้รับการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่นั้น จนกว่าจะยอมกลับใจ

5.# เรารู้จักต้นไม้ด้วยผลของมันฉันใด เราก็รู้ว่า สิ่งที่ขับเคลื่อน ผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆนั้นเป็นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือ มาจากเนื้อหนัง ก็ดูได้จากผลแห่งการกระทำของเรา ว่า เต็มไปด้วยผลของพระวิญญาณ(กท.5:22-23) หรือ เต็มไปด้วยการงานของเนื้อหนัง (กท.5:19-21)

5.@ ในการรับใช้พระเจ้า หรือทำอะไรเพื่อพระเจ้า ของเราในวันนี้ ผลของการรับใช้นั้นสะท้อนออกมา ทำให้ชีวิตของเราเต็มไปด้วย ความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ฯลฯ หรือไม่? หรือ สะท้อนออกมาเป็น ความเครียด ความกังวล ความกดดัน ความกระวนกระวาย ความอิจฉา การทุ่มเถียง ความแตกแยก ฯลฯ?  จงกลับใจก่อนจะสายเกินไป

6.# พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี บอกให้พระเยซูสำแดงหมายสำคัญให้พวกเขาเห็น ทั้งที่ก่อนหน้านี้พระเยซูทรงทำอารอัศจรรย์รักษาโรคคนมากมายแต่พวกเขาก็ไม่ยอมเชื่อ จนกว่าพระเยซูสำแดงหมายสำคัญตามสิ่งที่เขาอยากเห็นก่อนเท่านั้น เขาจึงจะยอมเชื่อ
ด้วเหตุนี้พระเยซูจึงไม่สำปดงหมายวำคัญอะไรแก่เขา เพราะในฝ่ายวิญญาณนั้นต้องเชื่อก่อนจึงจะเห็น ไม่ใช่ขอเห็นก่อนแล้วจะเชื่อ

6.@ วันนี้ หากต้องการเห็นการอัศจรรย์ในชีวิต เราต้องเชื่อก่อนจึงจะเห็นได้  
กล้าเชื่อ พระเจ้าก็กล้าอวยพร

7.# คำเปรียบเทียบเรื่องผีร้ายกลับเข้ามาใหม่ ถ้าดูตามบริบท พระเยซูน่าจะกำลังหมายถึงพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี เมื่อพระเยซูเข้ามานำความรอดจากสวรรค์มาสู่อิสราเอล ซึ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นดี เหมือนผีร้ายออกไป แต่พวกธรรมจารย์และพวกฟาริสีปฏิเสธพระองค์ ยุยงให้ประชาชนเกลียดชังพระองค์ จึงเป็นเหตุให้ชนชาติอิสราเอลตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิมอีก กลับกลายเป็นผู้ดูหมิ่นและต่อต้านความช่วยเหลือจากพระเจ้า

7.@ เมื่อพระคริสต์เข้ามาในชีวิตของมนุษย์  พระองค์ทรงคลี่คลายทุกปัญหา แก้ไขทุกสถานการณ์ให้กลับกลายเป็นดี แต่มีบางคนเมื่อทุกอย่างคลี่คลายแล้ว เขาก็ปฏิเสธไม่ให้พระองค์เป็นเจ้านายในชีวิตของเขาอีกต่อไป เขาขอเป็นเจ้านายตนเอง ทำตามใจปรารถนาของตนเอง เขายังอาจไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์อยู่ แต่ในใจของเขาพระเยซูไม่ใช่เจ้าของเขาอีกแล้ว คนเช่นนี้กำลังนำตนเองกลับเข้าสู่ความทุกข์ยากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

8.# เมื่อมารดาและน้องๆของพระเยซูมาหาพระองค์ ก่อนที่พระองค์จะออกไปหาพวกเขา พระองค์ใช้โอกาสนี้สอนประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการกระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ว่า การกระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดานั้นสำคัญมาก จะทำให้พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันกับพระเยซูในฝ่ายวิญญาณ

8.@ วันนี้ หากเราเป็นลูกของพระบิดา เหมือนอย่างที่พระเยซูเป็นพระบุตรของพระบิดา เราก็สมควรทำตามน้ำพระทัยพระบิดาทุกประการ เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงกระทำ

คำคม

“ รู้จักต้นไม้ได้ด้วยผล รู้จักคนได้ด้วยพฤติกรรม ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 11

ภาพรวม

  • พระเยซูตรัสถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาว่า เป็นผู้จัดเตรียมทางให้พระเยซู ตามคำพยากรณ์(มลค. 4:5) แต่คนยิวกลับ ใจแข็งกระด้าง ไม่ยอมรับและไม่ยอมกลับใจ แม้แต่เมื่อพระองค์เสด็จมาแล้วก็ยังไม่ยอมกลับใจ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโทษให้แก่พวกเขาเองในวันพิพากษา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อยอห์นติดคุก เขาเริ่มชักไม่แน่ใจว่า พระเยซูคือพระมาซีฮาจริงๆหรือไม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขายืนกรานหนักแน่นว่า พระเยซูเป็นพระมาซีฮา(ยน. 1:36) เขาจึงส่งคนมาถามพระเยซู แล้วพระเยซูทรงตอบ ด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ “ตาบอดมองเห็น, คน​ง่อย​เดิน​ได้ ,คน​โรค​เรื้อน​หาย​สะอาด ,​คน​หู​หนวก​ได้​ยิน ,คน​ตาย​เป็น​ขึ้น และ​คน​ยาก​จนได้​รับ​ข่าวดี”  ยอห์นจึงรู้และมั่นใจได้ว่า พระเยซูคือพระมาซีฮาจริงๆ สามารถตายตาหลับเพราะภารกิจของเขาเสร็จสมบูรณ์แล้ว 

1.@  เรารู้ได้อย่างไรว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าจริงๆ? แน่นอน เริ่มต้นด้วยความเชื่อ ขณะนั้นแม้เรายังมองไม่เห็น เราก็เชื่อ แล้วต้อนรับพระองค์เข้ามาในจิตใจ หลังจากนั้นเราก็เริ่มเห็นและประจักษ์ด้วยตัวของเราเองได้ว่า ชีวิตของเราเองเปลี่ยนแปลงไปจากภายในจริงๆ จนทำให้เรารู้และมั่นใจได้ว่า “ใช่แล้วพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเราทั้งหลาย”

2.# พระเยซูตรัสเกี่ยวกับยอห์นว่า เขาเป็นชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  ไม่ใช่เพราะยอห์นนั้นยิ่งใหญ่ด้วยตัวของเขาเอง แต่เพราะภารกิจที่เขาทำ ไม่เคยมีมนุษย์ใดตลอดประวัติศาสตร์ที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้นำหน้าขบวนเสด็จของพระผู้ช่วยให้รอด กษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์

2.@ วันนี้ แม้โดยคุณสมบัติของตัวเราเองไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่อะไร แต่ภารกิจที่เราได้รับมอบหมายนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน คือ นำข่าวเรื่องพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด ไปสู่ผู้คนมากมายที่กำลังจะพินาศ เพื่อให้พวกเขาพบความรอด

3.# พระเยซูทรงตำหนิพวกยิวว่า เหมือน เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง ชอบโทษคนอื่น เมื่อคนอื่นไม่ได้ทำตามวิธีการของเขา

3.@ พระเจ้าทรงมีวิธีการของพระองค์เอง ที่จะนำความรอด นำความช่วยเหลือ มาถึงเรา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือน หรือตรงกับ ความปรารถนาของเรา ตามวิธีการของเรา  ให้เราถ่อมใจลง ยอมรับวิธีการของพระองค์ ยอมจำนนอย่างไว้ใจในพระเจ้าต่อสิ่งต่างๆที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา

4.# พระเยซูทรงตำหนิคนยิวในช่วงเวลานั้น ที่ใจแข็งกระด้าง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ไม่ยอมกลับใจใหม่ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโทษให้แก่พวกเขาเอง ในวันแห่งการพิพากษา เพราะนอกจากพวกเขาเป็นคนบาปที่ต้องถูกพิพากษาเหมือนมนุษย์ทุกคนแล้ว เขายังเป็นคนบาปที่ถูกหมิ่นความช่วยเหลือและพระเมตตาจากพระเจ้า โดยการปฏิเสธพระเยซูคริสต์อีกด้วย

4.@ พระเยซูไม่ได้ทรงตำหนิพวกเขาเพราะเขาทำบาปชั่วมากมายเหลือเกิน แต่ตำหนิเพราะพวกเขาไม่ยอมกลับใจ ไม่ยอมรับการอภัยจากพระเจ้า ไม่ยอมรับการช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ วันนี้ไม่สำคัญว่า เราทำผิดพลาดพลั้งบาปมากเพียงใด แต่ที่สำคัญจริงๆคือ วันนี้เรายังจะจงใจเดินทางบาปนั้นต่อไป หรือเราจะกลับใจใหม่ หันมาหาพระเยซู ขอรับการอภัยจากพระองค์ แล้วให้พระองค์ทรงช่วยเรา เริ่มต้นชีวิตใหม่

5.# ก่อนหน้านี้คนที่สามารถผ่านพ้นปัญหาและภาระหนักในชีวิต มักเป็นคนที่ฉลาด หรือมีปัญญา แต่บัดนี้ พระเจ้าประทานความช่วยเหลือ เพื่อให้มนุษย์สามารถรอดพ้นภาระหนักในชีวิตได้ ด้วยคุณสมบัติใหม่ ก็คือ ใครก็ได้ ที่ถ่อมใจเหมือนเด็กเล็กๆ เข้ามารับความช่วยเหลือจากพระเยซูได้ พระองค์จะช่วยเขาให้หายเหนื่อย เป็นสุข

5.@ ปัญหาของเราวันนี้ ไม่ได้แก้ไขได้ด้วยปัญญาหรือความฉลาดของเรา แต่แก้ได้ด้วยความถ่อมใจ ยอมรับความจริงว่า เราไม่สามารถแก้มันได้ด้วยตัวเอง หันมาหาพระเยซู แล้วร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์ พระองค์จะให้ท่านหายเหนื่อย เป็นสุข

คำคม

“ แก้เองยิ่งวุ่นวาย ให้พระเยซูคลี่คลาย จะเป็นสุข ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 10

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงการเป็นสาวกของพระเยซูว่า ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พบกับปัญหา อุปสรรค และความยากลำบากในชีวิต

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงเลือกและเรียกสาวก ไม่ใช่สาวกเลือกติดตามพระองค์ สาวกเพียงแต่ตอบสนองการเรียกของพระองค์

1.@  พระเจ้าทรงเป็นผู้ริเริ่มเลือกที่จะรักเรา และยังคงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราเป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า ขึ้นกับว่าเราจะตอบสนองต่อความรักของพระองค์อย่างไร ในแต่ละวัน?

2.# สาวกที่พระเยซูทรงเรียก เป็นเพียงคนธรรมดา บางคนเป็นที่รังเกียจของสังคม(มัทธิว) บางคนเป็นที่ศัตรูต่อรัฐบาล(ซีโมนพรรคชาตินิยม ซึ่งเกลียดพวกเก็บภาษีมาก)  และบางคนเป็นคนขี้โกง(ยูดาส อิสคาริโอท) แต่คุณสมบัติเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะขวางกั้น ไม่ให้พระเยซูเลือกพวกเขาเป็นสาวก

2.@ แม้ในอดีตที่ผ่านมา เราทำตัวไม่เหมาะที่จะเป็นสาวกของพระเยซู แต่วันนี้พระองค์ได้ทรงเลือกเรา ไม่ว่าเราเป็นใคร จะเคยทำอะไรมาก็ตาม วันนี้พระเยซูทรงเลือกที่จะรักเรา และปรารถนาใช้ชีวิตของเราเป็นพระพรต่อผู้คนมากมาย

3.# เมื่อพระเยซูทรงเรียกคนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระองค์แล้ว พระองค์ได้ประทานสิทธิพิเศษให้แก่พวกเขาด้วย คือ สิทธิในการใช้ในสิทธิอำนาจในนามของพระองค์

3.@   วันนี้ เราถูกเลือกและเรียกมาเป็นสาวกของพระเยซูแล้ว เราสามารถใช้สิทธิอำนาจในนามพระเยซู จัดการกับความกลัว ความกังวล ความเครียด ความบาป วิญญาณชั่ว และโรคภัยไข้เจ็บได้แล้ว

4.# เมื่อพระเยซูทรงใช้สาวกออกไป พระองค์เน้นให้พวกเขาทำตามคำสั่งของพระองค์และพึ่งพาการทรงนำของพระเจ้า มากกว่าพึ่งพาการตระเตรียมอุปกรณ์และเตรียมแผนการเดินทางอย่างรอบคอบของพวกเขา

4.@ วันนี้ เมื่อเรารับใช้พระเจ้า สิ่งสำคัญที่สุดคือ เรายังคงเชื่อฟังพระคำของพระองค์อยู่หรือไม่ หากเรายังคงเชื่อฟังทำตามพระคำ แม้หนทางข้างหน้าเรายังไม่รู้ว่าจะพบเจอกับอะไร ก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าให้กับเราเอง

5.# ในการรับใช้พระเยซูไม่ได้สัญญาว่า เราจะไม่พบกับความยากลำบาก ปัญหา หรืออุปสรรค แต่ตรงกันข้ามพระเยซูบอกให้เรารู้ว่าจะถูกต่อต้านและถูกข่มเหง และเราไม่ต้องกลัวการข่มเหงเหล่านั้น เพราะถ้าพระเจ้าไม่อนุญาตจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ เหมือนนกกระจาบที่จะไม่มีวันตกถึงดิน ถ้าพระเจ้าไม่อนุญาต
แต่ถ้าพระเจ้าอนุญาตให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับเรา แสดงว่าสิ่งนั้นในที่สุดจะกลับกลายเป็นผลดีต่อเรา ถึงแม้ว่าในวันนี้เรายังไม่เข้าใจก็ตาม

5.@ วันนี้ หากเราเผชิญปัญหาในการรับใช้พระเจ้า ไม่ต้องตกใจ เป็นเรื่องธรรมดา พระเยซูบอกไว้แล้ว พระองค์จะช่วยเราผ่านพ้นปัญหานั้นไปได้อย่างถวายเกียรติแด่พระเจ้า ขอเพียงแต่ให้เรายืนหยัดอย่างสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้าต่อไป

6.# ผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้า เขาจะไม่ต้องกลัวสิ่งใดเลย เพราะมนุษย์ทำลายได้แต่ร่างกาย แต่พระเจ้าทำลายได้ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ดังนั้นถ้าพระเจ้าไม่อนุญาตก็ไม่มีใครทำร้ายเราได้ และเพราะพระเจ้าทรงรักเรา เอาใจใส่เรา แม้แต่เส้นผมของเรา ด้วยเหตุนี้เราจะปลอดภัยอย่างแน่นอน
นอกเสียจากไม่มีทางอื่น จำเป็นต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับเรา พระองค์จะอนุญาตให้เกิดขึ้น แต่นั่นก็เพื่อประโยชน์ของเรา ที่เกินกว่าเราจะเข้าใจได้
เหมือนกับ การที่ไม่มีทางอื่นนอกจากพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า ต้องมาตายอย่างทรมานบนกางเขนเท่านั้น จึงจะช่วยเราให้รอดได้ พระบิดาจึงจำเป็นต้องให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น

6.@ ไม่ต้องกลัว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราวันนี้ พระบิดาทรงรักเราอย่างที่สุด ทุกอย่างที่พระองค์อนุญาตให้เกิดขึ้น ในที่สุดจะกลับกลายเป็นผลดีต่อเรา

7.# คนที่ละอายที่จะรับพระคริสต์ต่อหน้าคนอื่น พระคริสต์จะละอายที่จะรับเขาต่อพระพักตร์พระบิดา

7.@ วันนี้เรากระตือรือร้นและภาคภูมิใจแค่ไหน เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเรารักพระเยซู?

8.# การเป็นสาวกของพระเยซูต้องรักพระเยซูมากกว่าทุกสิ่งและทุกคน และเมื่อเรารักพระเยซูจริงๆเราจะรักทุกคนด้วยความรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

8.@ วันนี้ 
– มีใครไหม ที่เราอยากอยู่ใกล้เขา มากกว่าอยู่ใกล้พระเยซู ?
– มีใครไหม ที่เรายอมทำให้พระเยซูเสียใจ ดีกว่าจะทำให้เขาเสียใจ ?
– มีใครไหม ที่เราทุ่มเทเพื่อให้เขามีความสุข มากกว่าทุ่มเทเพื่อให้พระเยซูชื่นใจ?
– มีใครไหม ที่เรายินดี งดเชื่อฟังพระเยซูไว้ก่อน เพื่อทำสิ่งที่ทำให้เขาพอใจ?
– มีใครไหม ที่เราเต็มใจใช้เงินก้อนโตของเราเพื่อเขาแบบไม่นึกเสียดาย แต่เงินก้อนโตขนาดนั้น ถ้านำมาถวายพระเยซูคงจะทำใจได้ยาก?
– มีใครไหม ที่เรายอมสละสิ่งของมากมายเพื่อเขา มากกว่ายอมสละเพื่อพระเยซู?
– มีใครไหม ที่เรามักคิดถึงเขา บ่อยยิ่งกว่าคิดถึงพระเยซู?
– มีใครไหมหรือสิ่งใดไหม ที่เรามักคิดถึงทันทีเมื่อตื่นนอน แทนที่จะคิดถึงพระเยซู?
– มีใครไหมหรือสิ่งใดไหม ที่เรามักคิดถึงเป็นอย่างสุดท้ายก่อนเข้านอน แทนที่จะคิดถึงพระเยซู?

9.# ผู้ที่ทำสิ่งดีกับใครก็ตามเพราะเห็นแก่พระเยซู ก็เหมือนทำกับพระเยซูด้วย ดังนั้นคนนั้นพระเยซูผู้ทรงสัตย์ซื่อจะตอบแทนเขาอย่างแน่นอน

9.@ วันนี้ เราสามารถทำสิ่งดีแด่พระเยซูที่เรารักได้ ด้วยการทำสิ่งดีให้แก่คนรอบข้างของเรา ด้วยเห็นแก่ความรักที่เรามีต่อพระเยซู

คำคม

“ รักแท้ จะสะท้อนออกมาเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับความรักนั้นเสมอ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 9

ภาพรวม

  • ในบทนี้ชี้ให้เห็นถึง มุมมองของพระเยซู และมุมมองของคนที่ไม่เชื่อ ต่อบุคคลและสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพระเยซูทรงรักษาคนง่อย โดยตรัสว่า “บาปของเจ้ารับการอภัยแล้ว” เป็นการบอกให้รู้ว่าเหตุที่ความเจ็บป่วยมีอิทธิพลต่อมนุษย์เพราะบาป พระองค์ไม่เพียงแต่จะรักษาโรคได้เท่านั้น ยังสามารถกำจัดต้นตอของโรค โดยการให้อภัยบาปได้อีกด้วย

1.@  วันนี้ พระเยซูไม่เพียงแต่สามารถแก้ปัญหาชีวิตของเราได้เท่านั้น แต่ยังสามารถขจัดต้นตอของปัญหา คือบาปในชีวิตของเราได้อีกด้วย

2.# พระเยซู ตรัสว่า “บาปได้รับการอภัย” เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่สำหรับพวกธรรมาจารย์ ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้า

2.@ เมื่อเรามองด้วยสายแห่งความไม่เชื่อ สิ่งที่ดี เราอาจเห็นเป็นสิ่งเลวร้ายได้

3.# พระเยซู ทรงเรียกมัทธิว ให้เป็นสาวกของพระองค์ เขาเป็นคนเก็บภาษี ซึ่งในเวลานั้นคนถือว่า เป็นอาชีพที่ขายชาติ ทรยศพวกพ้อง น่ารังเกียจอย่างยิ่ง

3.@  แม้คนจะดูถูกเราเพียงใด แต่ถ้าพระเจ้าทรงใช้เรา เราจะเป็นพระพรแก่ผู้คนมากมาย ดังท่านมัทธิวที่เขียนพระธรรมมัทธิวนี้

4.# พระเยซูทานอาหารร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาป เพื่อสำแดงว่าเขาได้รับการยินดีต้อนรับสู่แผ่นดินของพระเจ้า แต่พวกฟาริสีมองว่า นั่นเป็นสิ่งที่ผิด พวกนั้นสมควรถูกรังเกียจ

4.@ เมื่อเรามองผู้อื่นด้วยสายตาแห่งโลกนี้ เราจะพบบางคนมีพฤติกรรมน่ารังเกียจ แต่ถ้าเรามองในมุมฝ่ายวิญญาณ เราจะเห็นความจริงว่า ทั้งเราและพวกเขาเป็นผู้น่ารังเกียจก็จริง แต่ก็เป็นผู้ที่พระเจ้ามิได้ทรงรังเกียจเลย หากปรารถนาที่จะเข้ามาหาพระองค์

5.# พระเยซูทรงสอนเรื่อง ผ้าใหม่ผ้าเก่า และ ถุงหนังใหม่ถุงหนังเก่า ว่า เมื่อถึงวาระใหม่แล้ว ไม่สามารถใช้วิธีการหรือมาตรฐานแบบเก่าได้ พวกสาวกของยอห์นมองว่าการอดอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่พระเยซูสอนว่าการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า สำคัญมากยิ่งกว่า

5.@ วันนี้ เราให้ความสำคัญเรื่องการใช้เวลาสัมพันธ์กับพระเจ้า เป็นอันดับที่เท่าไหร่ในชีวิต?
(ลองตอบตามการใช้เวลาจริงๆนะครับ ไม่ใช่ตามทฤษฎี หรือความคิดที่คิดว่าควรจะเป็นเช่นนั่น)

6.# หญิงโลหิตตก 12 ปี เชื่อว่า ถ้าแตะชายฉลองก็จะหายโรค เมื่อนางแตะนางก็หายโรค ส่วนไยรัส เชื่อว่าถ้าพระเยซูเอามือวางบนลูกสาวของเขาที่ อายุ 12 ปี เธอจะรอดตาย เมื่อพระเยซูไปจับมือเธอ เธอก็ฟื้นขึ้นมาจากความตาย

6.@ ความเชื่อ เป็นตัวกำหนดว่า พระเจ้าจะสำแดงการอัศจรรย์ในชีวิตของเราได้มากเพียงใด  วันนี้เราเชื่อหรือไม่ว่า พระเยซูสามารถช่วยเราให้พ้นจากปัญหาได้?

7.# เมื่อพระเยซูตรัสว่า “​เด็ก​ผู้​หญิง​คน​นี้​ยัง​ไม่​ตาย แต่​นอน​หลับ​อยู่” เป็นประโยคที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า แต่สำหรับคนที่ชุมนุมที่บ้านไยรัส เป็นประโยคน่าหัวร่อ 

7.@ ถ้อยคำจากพระคำของพระเจ้า เมื่อมองด้วยความเชื่อ ทำให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แต่เมื่อมองด้วยความไม่เชื่อ กลับมองเป็นข้อความที่ไร้สาระ  วันนี้เราเชื่อในถ้อยคำที่พระเจ้าตรัสมากเพียงใด?

8.# เมื่อคนตาบอดสองคนมาหาพระเยซู พระองค์ทรงแตะต้องตาของเขา แล้วตรัสว่า “ให้​เป็น​ไป​ตาม​ความ​เชื่อ​ของ​พวก​ท่าน​เถิด” แล้วตาของพวกเขาก็หายเป็นปกติ แสดงว่าพวกเขาเชื่อว่าหาย เพราะถ้าพวกเขาเชื่อว่าไม่หาย พวกเขาก็คงไม่หาย

8.@ หากเราอธิษฐานด้วยความไม่เชื่อ ผลที่จะได้รับจะเป็นไปตามความไม่เชื่อของเรา

9.# พระเยซูทรงรักษาคนใบ้ที่มีผีสิง เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่พวกฟาริสี ลบหลู่พระองค์ว่าใช้อำนาจของนายผี

9.@ สิ่งที่เรากระทำด้วยไม่มีความเชื่อ อาจนำไปสู่การที่เราลบหลู่พระเจ้าได้  จงเชื่อวางใจในพระเยซูในทุกการกระทำของเราเถิด

10.# พระเยซูมองดูประชาชนด้วยความสงสาร เพราะไร้คนนำทางพวกเขาไปสู่ทางของพระเจ้า  พระเยซูจึงสั่งให้พวกสาวกอธิษฐานต่อพระบิดาผู้เป็นเจ้าของทุกชีวิตในโลกนี้ ให้ส่งคนของพระองค์มามากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยคนเหล่านั้นให้กลับมาหาพระองค์

10.@ วันนี้ เมื่อเรามองดูคนมากมายในประเทศของเรา ในเมืองของเรา เรารู้สึกอย่างไร เรามองด้วยสายตาเดียวกับพระเยซูหรือไม่ มีคนมากมายชีวิตมืดมน ไร้ที่พึ่ง พวกเขาไม่รู้ว่า พระเจ้าผู้ทรงรักเขาเป็นที่พึ่งของเขาได้
ขอให้เราร่วมกัน อธิษฐานวิงวอนต่อพระบิดา ให้ส่งวีรบุรุษและวีรสตรีแห่งความเชื่อ มามากขึ้นเพื่อช่วยกันนำคนไทยเหล่านี้เขามาสู่ที่สงบสุขและปลอดภัยในแผ่นดินของพระเจ้า

คำคม

“ ขอพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของนา ส่งคนมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์ด้วยเถิด ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 8

ภาพรวม

  • หลังจากลงจากภูเขา พระเยซูเริ่มประกาศข่าวประเสริฐ , ทำการรักษาโรค และทำการอัศจรรย์ต่างๆ กิตติศัพท์ของพระเยซูก็เลื่องลือออกไป ประชาชนเริ่มติดตามพระเยซูเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • การรักษาโรคและการอัศจรรย์ต่างๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจน นั่นคือ ความเชื่อ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  โรคเรื้อน เป็นโรคติดต่อและใครก็ตามที่สัมผัสผู้ที่เป็นโรคนี้จะกลายเป็นมลทิน จึงเป็นโรคที่สังคมรังเกียจอย่างมาก แต่เมื่อพระเยซูพบคนโรคเรื้อน พระองค์ไม่ได้ทรงรังเกียจเขา พระองค์ยื่นมือไปแตะต้องเขา และรักษาเขาให้หาย

1.@  วันนี้ ไม่ว่าเราน่ารังเกียจสักเพียงใดในสายตาของคนอื่น แต่พระเยซูไม่เคยรังเกียจเรา พระองค์พร้อมที่ยื่นพระหัตถ์สัมผัสเราด้วยความรัก และเยียวยารักษาเรา ให้กลับสู่สภาพดีดังเดิม ให้เรารีบมาหาพระองค์เถิด!

2.# พระเยซูตรัสคนโรคเรื้อนนั้นว่า “พระองค์พอพระทัยแล้ว” ถ้าจะมีสิ่งใดที่น่าพอใจในชายน่ารังเกียจคนนี้ คงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจาก ความเชื่อ ที่เชื่อว่า เพียงพระเยซูตรัสเขาก็จะหายโรคได้

2.@ สิ่งที่ทำให้พระเยซูพอพระทัย ไม่ใช่ความสามารถมากมายที่เรามี หรือสิ่งของใดๆที่เราถวายแด่พระองค์ แต่พระองค์พอพระทัยเมื่อเราเชื่อไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดหัวใจ ในการเผชิญกับสถานการณ์ในวันนี้  วันนี้คุณทำให้พระเยซูพอพระทัยแล้วหรือยัง?

3.# ชายอีกคนที่มีความเชื่อมาก ที่พระเยซูพอพระทัยในเขา จนถึงกับกล่าวชมเขาต่อหน้าประชาชน คือนายร้อย ที่ส่งคนมาขอร้องพระเยซู ให้ตรัส เพื่อให้บ่าวที่รักของเขาหายป่วย เป็นการตอกย้ำว่า สิ่งที่พระเยซูปรารถนาที่จะเราให้กระทำต่อพระองค์ คือ เชื่อวางใจในพระองค์

3.@ วันนี้ แม้พระเยซูไม่ได้มาปรากฏกายให้เราเห็นหน้าต่อหน้า แต่พระคำของพระองค์ตรัสกับเราแล้ว เราจะตอบสนองเช่นใด? เราพร้อมที่จะพูดเหมือนนายร้อยคนนั้นไหม? โดยกล่าวว่า “แค่พระคำของพระองค์ตรัสไว้ นั่นก็มากเพียงพอแล้วที่ข้าพเจ้า จะไม่กลัว จะไว้วางใจในพระองค์”

4.# เปโตรติดตามพระเยซู ปัญหาส่วนตัวของเปโตร(แม่ยายป่วย) พระเยซูไม่ทรงเพิกเฉย แต่ทรงแก้ปัญหานั้นให้แก่เขา แล้วปัญหานั้นกลับกลายสิ่งส่งเสริมเปโตรในการรับใช้พระเจ้า (แม่ยายปรนนิบัติพระเยซู)

4.@ เมื่อเราติดตามพระเยซู พระเยซูจะดูแล ทุกพื้นที่ในชีวิตของเรา พระองค์จะทรงเปลี่ยนปัญหาที่เราเผชิญอยู่นี้ ให้กลายเป็นสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

5.# มนุษย์ล้มลงในบาป บาปจึงนำการเจ็บป่วยเข้ามาสู่มนุษย์ เมื่อพระเยซูรับบาปของมนุษย์ไปไว้ที่พระองค์ พระองค์ไม่เพียงรับแบกบาปเท่านั้น แต่ต้องรับแบกผลของบาปนั้นด้วย ความเจ็บป่วยของมนุษย์ทั้งสิ้นถูกพระเยซูแบกรับไว้แล้วทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ผู้เชื่อวางใจในพระเยซูทุกคน จึงสามารถรับสิทธินั้น สิทธิการหายโรคเพราะพระเยซูทรงรับโรคนั้นไปแล้ว โดยการถูกเฆี่ยนตี และถูกตรึงที่กางเขนนั้น

5.@ โดยรอบแผลเฆี่ยนของพระเยซูและโดยการทุกข์ทรมานที่ไม้กางเขนของพระเยซู เราไม่จำเป็นต้องเจ็บป่วยอีกต่อไป ทุกครั้งที่เจ็บป่วย เราสามารถอ้างสิทธินี้ เบิกมาใช้ได้ทุกเวลา

6.# พระเยซูตรัสว่า การเป็นสาวกของพระองค์นั้น ต้องไม่คาดหวังได้รับตามมาตรฐานของโลกนี้ และต้องไม่ผัดวันประกันพรุ่ง  มีคนหนึ่งบอกว่า รอพ่อตายก่อนจะติดตามพระองค์ ซึ่งหมายความว่ายังไม่รู้เมื่อไหร่ แต่พระเยซูท้าทายให้เขาติดตามพระองค์ในทันที

6.@ วันนี้ เราติดตามพระเยซู เพื่อคาดหวังความสำเร็จอย่างโลกนี้อยู่หรือเปล่า? และเรากำลังผัดวันประกันพรุ่งในการเชื่อฟังพระองค์อยู่หรือเปล่า?

7.# พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ ห้ามลมพายุในทะเลสาบกาลิลี 

7.@ แม้คลื่นลมยังเชื่อฟังพระเยซู แล้วเราเป็นใคร กล้าบังอาจไม่เชื่อฟังพระองค์?

8.# พระเยซูทรงตำหนิเหล่าสาวก เพราะพวกเขามีความเชื่อน้อย ซึ่งแสดงออกมาเป็นความกลัวต่อพายุ ทั้งที่พระเยซูทรงอยู่กับพวกเขา

8.@ พระเยซูปรารถนาให้เรามีความเชื่อมาก โดยแสดงออกเป็นการไม่กลัว ไม่หวั่นไหว ไม่วิตกกังวล ต่อพายุแห่งปัญหาที่กำลังโหมกระหน่ำเข้ามาในชีวิตของเรา เพราะว่าพระเยซูทรงสถิตอยู่กับเรา

9.# พระเยซูกับพวกสาวกเดินเรือฝ่าพายุมาเพื่อจะช่วยชายที่ถูกผีสิง เขาสำคัญมากในสายพระเนตรของพระเยซู แต่สำหรับชาวเมืองแล้ว ชีวิตของชายสองคนนี้ช่างไร้ค่า เทียบไม่ได้กับหมู สัตว์น่ารังเกียจของยิว จำนวน 3,000 ตัว

9.@ วันนี้ เรามองคุณค่าของคนอื่นด้วยสายตาของโลกนี้ หรือด้วยสายตาแบบเดียวกับพระเยซู?

10.# ผีมันก็รู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่มันยังคงต้องพบกับความพินาศเพราะมันไม่ได้เชื่อวางใจในพระเยซู

10.@ การรู้เรื่องของพระเยซู ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันว่า คนนั้นจะได้รับความรอด เพราะว่าความรอดนั้นเป็นของผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น

คำคม

“ เราทำให้พระเยซูชื่นใจได้ ด้วยการเชื่อวางใจในพระองค์อย่างสุดหัวใจ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 7

ภาพรวม

  • พระเยซูได้เทศนาสั่งสอน เหล่าสาวกและประชาชนด้วยสิทธิอำนาจ โดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด
  • ในบทนี้ พระเยซูสอนว่าพระเจ้าทรงยุติธรรม ทรงเปี่ยมด้วยเมตตา ขณะเดียวกันก็ทรงเข้มงวดในการพิพากษา ตามตัวตนภายในจริงๆ ของแต่ละคน

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  สิ่งใดที่เราไม่อยากให้พระเจ้ากระทำแก่เรา ก็จงอย่าทำเช่นนั้นต่อผู้อื่น

1.@  วันนี้ มีอะไรบ้างที่เราต้องกลับใจ ในเรื่องนี้?

2.# พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยเมตตาต่อทุกคน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด เมื่อเราผู้เป็นลูกของพระเจ้า ร้องทูลต่อพระองค์อย่างจริงใจ มีหรือพระองค์จะไม่ตอบคำร้องทูลของเรา?

2.@ วันนี้ เราร้องทูลต่อพระองค์แล้วหรือยัง? และเมื่อร้องทูลเราร้องทูลอย่างมั่นใจ ว่าพระองค์จะทรงตอบอย่างแน่นอนแล้วหรือยัง?

3.# ทางของพระเจ้า ไม่ใช่ทางที่คนที่อยากทำตามใจปรารถนาของตนเอง จะเดินได้

3.@ วันนี้ เราเดินในทางที่ต้องการให้พระเจ้าทำตามใจปรารถนาของเรา หรือทางที่เราต้องการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า?

4.# เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่า ใครถูกเปลี่ยนเป็นคนชอบธรรมแล้ว โดยความเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ แต่เราสามารถสังเกตพฤติกรรมของเขาได้ คนชอบธรรมจะมีพฤติกรรมที่ชอบธรรม

4.@ พฤติกรรมในชีวิตของเราวันนี้ สะท้อนความสัมพันธ์ที่มีกับพระเยซู วันนี้ความสัมพันธ์ของเรากับพระเยซูเป็นเช่นใด?

5.# สวรรค์ไม่ใช่ใครก็เข้าได้ เพราะสวรรค์มีไว้สำหรับคนที่ทำตามพระทัยพระบิดาเท่านั้น สิ่งที่เป็นน่้ำพระทัยพระบิดา คือการวางใจในผู้ที่พระบิดาทรงใช้มา (ยน. 6:29) เมื่อใครวางใจในพระเยซู คนนั้นก็จะเป็นคนชอบธรรม เมื่อเขาเป็นคนชอบธรรม เขาจะมีพฤติกรรมที่ชอบธรรม

5.@ วันนี้ หากใครได้ชื่อว่าเป็นคริสเตียน แต่พฤติกรรมไม่สะท้อนออกมาในทางชอบธรรม เขากำลังตกอยู่ในอันตราย สิ่งที่เขาควรตรวจสอบอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ เขาได้วางใจในพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริงแล้วหรือยัง? แม้เขาเคยวางใจแล้ว วันนี้เขายังคงวางใจอยู่หรือไม่?

6.# คำเทศนาบนภูเขาถูกสรุปด้วยคำอุปมาง่ายๆว่า ถ้าใครก็ตามได้ยินทั้งหมดนี้แล้ว แต่ไม่เอาไปประพฤติตาม ที่ได้ยินมานี้ก็ไร้ประโยชน์ และเขาจะเสียใจอย่างที่สุดในวันสุดท้าย

6.@ วันนี้ เรานำเรื่องใดบ้างจากคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซู มาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา?

คำคม

ไม่ว่ารู้มากเพียงใด แต่ไม่ลงมือทำ สิ่งที่รู้นั้นก็ไร้ค่า ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 6

ภาพรวม

  • พระเยซูเทศนา สั่งสอน เกี่ยวกับการทำสิ่งดีต่างๆ เช่นการทำทาน การอธิษฐาน การอดอาหาร ว่าท่าทีในการกระทำเป็นสิ่งสำคัญมาก หากทำเพื่อรับการยอมรับบนโลกนี้ จะขาดบำเหน็จในสวรรค์
  • พระองค์ทรงสอนเกี่ยวกับ มุมมองต่อทรัพย์สิ่งของในโลกนี้ ว่า อย่ามองตามที่ตามองเห็น แต่ให้มองตามมุมมองฝ่ายวิญญาณ ทั้งการเก็บสะสม และการได้รับสิ่งทั้งปวงที่ขาดอยู่นั้น

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  การทำความดีเพื่อได้การยอมรับ ได้รับคำชมจากมนุษย์ จะทำให้พลาดบำเหน็จและคำชมจากพระบิดาในสวรรค์

1.@  วันนี้ การทำดีที่เราทำ หากไม่มีใครเห็น ไม่มีใครชม มันส่งผลต่อการปรารถนาที่จะทำสิ่งดีนั้นมากน้อยเพียงใด?

2.# ท่าทีของการอธิษฐาน สำคัญยิ่งกว่าเนื้อหาที่อธิษฐานเสียอีก หากเราอธิษฐานอย่างไพเราะแต่ปราศจากความจริงใจ คำอธิษฐานนั้นก็ไร้ค่า

2.@ วันนี้ เราควรถามตัวเองอย่างจริงจังว่า ทำไมเราถึงอธิษฐาน?

3.# พระเยซูทรงสอนให้เราอธิษฐาน โดยเน้นที่ท่าทีในใจต่อพระเจ้า คือ อธิษฐานเพื่อถวายเกียรติแก่พระเจ้า อธิษฐานอย่างถ่อมใจ อธิษฐานด้วยใจที่ปรารถนาจะกลับใจ

3.@ วันนี้ เราควรถามตัวเองว่า ในเมื่อเราเชื่อว่าการอธิษฐานจะแก้ไขปัญหาในชีวิตของเราได้ แล้ว ทำไมวันนี้เราไม่อธิษฐานอย่างสุดหัวใจ?

4.# การอดอาหารหรือการทำศาสนพิธีต่างๆ คุณค่าของมันไม่ใช่อยู่ที่กิจกรรม แต่อยู่ที่ท่าทีในจิตใจว่า ทำเพื่อพระเจ้าหรือเพื่อตนเอง และพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจจะเป็นผู้ประทานบำเหน็จอย่างยุติธรรมตามท่าทีในจิตใจของแต่ละคน

4.@ วันนี้ เราควรถามตัวเองอย่างจริงใจว่า เราทำกิจกรรมต่างๆของคริสตจักรเพื่อใคร?

5.# ตา นำข้อมูลต่างๆเข้าสู่ชีวิต ถ้าตาปกติ  นำมุมมองตามพระคำของพระเจ้าเข้าสู่ชีวิต ชีวิตก็จะจำเริญขึ้นอย่างที่พระเจ้าประสงค์ให้เป็น แต่ถ้าตาผิดปกติ คือนำยาพิษของค่านิยมแห่งโลกนี้เข้ามาในชีวิต ทั้งชีวิตจะมืดมน และยิ่งห่างไกลออกไปจากทางของพระเจ้าทุกทีๆ

5.@ วันนี้ สายตาของเราจดจ้องที่สิ่งยั่วยวนแห่งโลกนี้ หรือจับจ้องที่บำเหน็จบริบูรณ์ในสววรค์?

6.# เราเลือกรักได้แค่ฝ่ายเดียว พระเจ้า หรือ เงินทอง

6.@ วันนี้ ความกระตือรือร้นที่จะทำเพื่อให้ได้เงิน กับ ความกระตือรือร้นที่จะทำเพื่อให้ได้ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า สำหรับเราข้างไหนมีมากกว่ากัน?

7.# ความกังวลไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้นเลย มีแต่จะสร้างปัญหาและความทุกข์มากยิ่งขึ้น พระเจ้าต้องการให้เราทิ้งความกังวล หันมาหาพระองค์

7.@ วันนี้ เราจะเลือกกังวลต่อไป หรือ เลือกทิ้งความกังวล แทนที่จะเสียเวลากังวลเอาเวลานั้น มาแสวงหาพระเจ้าดีกว่า

คำคม

“ หาพระเจ้าก่อนได้ ทั้งพระเจ้าและสิ่งทั้งปวง แต่หาสิ่งทั้งปวงก่อน อดทั้งคู่ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 5

ภาพรวม

  • พระเยซูทรงเทศนาสั่งสอนพวกสาวกบนภูเขา น่าจะหลายครั้งแต่มัทธิวรวบรวมมาไว้ด้วยกัน
  • คำสอนเหล่านี้ มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองต่อเหตุการณ์ และสถานการณ์ต่างๆ โดยเปลี่ยนจากมุมมองของคนในโลกนี้ มาเป็นมุมมองในฝ่ายวิญญาณ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ผู้เป็นสุข มนุษย์จะพบความสุขแท้และรับพระพร ก็ต่อเมื่อเขาเปลี่ยนมุมมองต่อเหตุการณ์ต่างๆให้สอดคล้องกับมุมมองของพระเจ้า

1.@  ผู้รับพระพร ได้แก่ ผู้ที่รู้ตัวว่าบกพร่อง ผู้ที่เสียใจที่นำไปสู่การกลับใจ ผู้อ่อนโยน ผู้ปรารถนาเดินในทางที่ถูกต้อง ผู้ที่มีใจโอบอ้อมอารีย์ ผู้ที่จริงใจต่อพระเจ้า ผู้ชอบสร้างให้เกิดสันติ ผู้ถูกข่มเหงเพื่อพระเจ้า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนโชคร้ายแต่เป็นผู้ที่ได้รับพระพร

2.# พระเยซูบอกว่า เราเป็นเกลือและแสงสว่าง เราไม่ควรโอนอ่อนไปตามบาปแห่งค่านิยมของโลกนี้ แต่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนในโลกนี้

2.@ วันนี้ การที่เรามีอิทธิพลต่อโลก กับ การที่โลกมีอิทธิพลต่อเรา ข้างไหนมากกว่ากัน?

3.# พระคำของพระเจ้าทุกข้อจะสำเร็จอย่างแน่นอน

3.@ วันนี้ เราเชื่อจริงๆอย่างไม่สงสัยหรือไม่ ว่า พระคำของพระเจ้าทุกคำจะเกิดขึ้นจริง ในชีวิตของเรา?

4.# ความโกรธยิ่งปล่อยให้มันเพิ่มพูนในใจ ยิ่งเป็นอันตรายต่อตนเอง

4.@ วันนี้ เราพร้อมจะโยนทิฐิทิ้งไป แล้วออกไปจากคุกแห่งความโกรธที่ขังเราอยู่ แล้วหรือยัง?

5.# การล่วงประเวณี ไม่คุ้มเลย ต่อให้เสียสิ่งที่รักมากมาย แล้วหลีกเลี่ยงจากการล่วงประเวณีได้ นั่นก็คุ้มค่า

5.@ วันนี้ มุมมองต่อการล่วงประเวณีของเรา สอดคล้องกับพระคำของพระเจ้า หรือ สอดคล้องกับค่านิยมแห่งโลกนี้?

6.# พระเจ้าไม่ต้องการให้เกิดการหย่าร้าง

6.@ วันนี้ คนที่กำลังคิดแผนเรื่องหย่า ท่านกำลังคิดแผนต่อสู้กับพระประสงค์ของพระเจ้า

7.# พระเจ้าชอบให้เรารักษาคำพูด ดังนั้น ในเมื่อสาบานแล้วทำไม่ได้ตามที่สาบาน ไม่ควรสาบาน

7.@ วันนี้ เราให้ความสำคัญแก่การรักษาคำพูดมากเพียงใด?

8.# เราไม่ต้องตอบแทนผู้ทำไม่ดีแก่เรา เพราะพระเจ้าจะเป็นผู้ตอบแทนเขาเอง ดังนั้นเราควรทำดีต่อเขามากๆ เพราะพระเจ้าจะเป็นผู้ตอบแทนแก่เราเองเช่นกัน

8.@ วันนี้ ไม่ว่าเราจะกระทำสิ่งใด ต้องตระหนักไว้เสมอว่า พระเจ้าผู้ทรงยุติธรรม จะเป็นผู้ตอบแทนตามการกระทำของเรานั้น

9.# เราเป็นลูกของพระบิดา สมควรทำในสิ่งที่พระบิดาทรงกระทำ พระบิดาทรงรักคนดีและคนชั่วเสมอกัน เราก็ควรรักคนอื่น ไม่ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือคนชั่วก็ตาม

5.@ วันนี้ เรารักคนอื่นมากเพียงใด? เราสำแดงความรักต่อคนที่สมควรได้รับมากเพียงใด? เช่น พ่อ แม่ น้องๆ พี่ๆ เพื่อน คนข้างบ้าน ฯลฯ และเราได้สำแดงความรักต่อคนที่ไม่สมควรได้รับบ้างแล้วหรือยัง? เช่น คนที่ใส่ร้ายเรา คนที่โกงเรา คนที่ทรยศเรา คนที่สร้าปัญหาให้แก่เรา ฯลฯ

คำคม

ทัศนคติกำหนดชีวิต แล้วเราจะให้ใครกำหนดทัศนคติของเรา
โลกที่เกลียดชังเรา หรือ พระเจ้าผู้ทรงรักเรา ? ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 4

ภาพรวม

  •  หลังจากรับบัพติศมาในน้ำแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็นำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้มารมาทดลอง พระเยซูทรงเผชิญหน้าการทดลองอย่างสง่างามด้วยพระวจนะของพระเจ้า
  • หลังจากนั้นพระเยซูก็เริ่มทำพระราชกิจ ประกาศและรักษาโรค ในแคว้นกาลิลี และที่นั่นทรงเรียกชาวประมง 4 คน เป็นสาวก คือ เปโตร แอนดรูว์ ยากอบและยอห์น
  • กิตติศัพท์ของพระองค์ก็เริ่มเลืองลือออกไป คนมากมายจากที่ต่างๆก็มาหาพระองค์และติดตามพระองค์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระวิญญาณบิรสุทธิ์นำพระเยซูไปพบการทดลอง ไม่ใช่เพื่อทดสอบว่าพระองค์จะชนะการทดลองได้หรือไม่ แต่เพื่อประกาศชัยชนะเหนือมาร

1.@  เมื่อเราทำตามการทรงนำของพระเจ้า ผลที่ออกมาจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าเสมอ

2.# มารมาทดลองพระเยซู 
        1.. ชวน ให้พระเยซูสั่งก้อนหินเป็นขนมปัง เล็งถึง การไม่ต้องรอเวลาของพระบิดาแล้ว พระองค์หิวแล้ว พระบิดาไม่ทำอะไรสักที พระองค์จัดการเองเลยละกัน
       2. ท้า ให้พระเยซูกระโดดลงจากยอดพระวิหาร เล็งถึง การใช้วิธีการของตนเองแทนใช้วิธีการของพระบิดา วิธีพระบิดาต้องประกาศอีกตั้ง 3 ปีกว่าคนจะเริ่มรู้ว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮา แต่ถ้าแค่กระโดดลงจากพระวิหาร แค่นี้เอง คนยอมรับกันทั่วแน่ๆ
       3. ยื่นข้อเสนอ ให้พระเยซูกราบนมัสการมัน แล้วจะยกโลกนี้ที่มันยึดครอง ให้เป็นของพระองค์ เล็งถึง การใช้ทางลัด ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังพระบิดา แค่เชื่อฟังมัน ภารกิจของพระองค์เพื่อช่วยโลกนี้ก็จะสำเร็จอย่างง่ายดาย

2.@ มารยังคงใช้วิธีเดิมๆล่อลวงมนุษย์ ชวนให้ไม่รอเวลาของพระเจ้า ท้าให้พึ่งพาความสามารถของตนเอง ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจเพียงแต่ยอมไม่ภักดีต่อพระเจ้า  แต่วันนี้เรารู้อุบายของมันแล้ว อย่ายอมหลงกลมัน

3.# พระเยซูเผชิญหน้ากับการทดลองของมาร ด้วยพระวจนะของพระเจ้า พระองค์ไม่เพียงแต่ท่องพระวจนะได้เท่านั้น แต่พระองค์เชื่อฟังและทำตามพระวจนะของพระเจ้าด้วย

3.@ ในการเอาชนะการทดลองการรู้พระคำเท่านั้นไม่เพียงพอ เราต้องฝึกทำตามพระคำของพระเจ้าด้วย

4.# พระเยซูเริ่มพระราขกิจในกาลิลี เพื่อให้เป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้า (อสย. 9:1) ความรอดจะไปถึงยังบรรดาประชาชาติ จึงเริ่มพระราชกิจที่คาเปอรนาอูมซึ่งเป็นเมืองที่ติดกับเขตแดนของคนต่างชาติและมีคนต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมาก

4.@ พระเยซูวางแบบอย่างแก่เราในการรับใช้ ต้องรับใช้ในวิธีของพระเจ้า ในเวลาของพระเจ้า และในสถานที่ที่พระเจ้าทรงนำให้เรารับใช้

5.# เมื่อพระเยซูเริ่มทำพระราชกิจ ผู้คนมากมายมาหาพระองค์และติดตามพระองค์ แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่างานของพระองค์กำลังเกิดผลหรือกำลังสำเร็จด้วยดี เพราะพระองค์ไม่ได้มาเพื่อให้มีคนติดตาม แต่มาเพื่อตายบนไม้กางเขน ช่วยมนุษย์ทั้งปวงให้รอด

5.@ เมื่อเรารับใช้พระเจ้า ต้องคอยเตือนตัวเองและระลึกถึงภารกิจที่แท้จริงของเราอยู่เสมอ การวัดความสำเร็จของเรานั้น ไม่ได้อยู่ที่เสียงตบมือของใคร แต่อยู่ที่ เรากำลังทำสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยอยู่หรือเปล่า

คำคม

“ เราชนะทุกการทดลองได้ด้วยการยึดมั่นในพระคำของพระเจ้า ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 3

ภาพรวม

  •  ราวเกือบ 30 ปีต่อมา หลังจากพระเยซูไปอยู่ที่นาซาเร็ธ ยอห์นผู้ให้บัพติศมาก็เริ่มปรากฏตัวขึ้น รับใช้พระเจ้าในถิ่นทุรกันดาร เพื่อประกาศให้ประชาชนเตรียมต้อนรับกษัตริย์ ผู้จะเสด็จมา
  • ยอห์นได้ใช้พิธีบัพติศมาในน้ำเพื่อเป็นสัญลักษณ์สำหรับผู้ที่ต้องการกลับใจใหม่ พระเยซูได้เสด็จมาหายอห์นเพื่อรับบัพติศมาจากเขาด้วย ซึ่งทำให้ยอห์นประหลาดใจมากในเรื่องนี้ เพราะเขาอยากรับจากพระเยซูมากกว่า แต่ในที่สุดเขาก็ยอมให้บัพติศมาพระเยซู

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

#  ยุทธศาสตร์การรับใช้ของยอห์น ช่างเป็นยุธศาสตร์ที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลยในมุมมองของมนุษย์
> เขาต้องประกาศให้คนมากมายได้ยิน แทนที่จะเข้าไปในเมือง กลับไปประกาศในถิ่นทุรกันดาร
> เขาประกาศเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่ แทนที่จะแต่งกายให้เหมาะสม แต่กลับแต่งตัวอย่างคนพเนจรและกินแมลงเป็นอาหาร
> เมื่อพวกผู้มีอิทธิพลในสังคมอย่างฟาริสี สะดูสี อุตส่าห์ออกมาหาเขา แทนที่เขาจะตีสนิทสร้างสัมพันธ์ แต่กับกล่าวแก่พวกเขาว่า “เจ้าชาติงูร้าย…”

          >> ดังนั้นสามารถคาดการณ์ได้ว่า งานรับใช้ของเขาต้องไม่ประสบความสำเร็จเป็นแน่
          >> แต่ปรากฏว่า ในความเป็นจริง งานรับใช้เพียงช่วงสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือนของเขา กลับเกิดผลมากมาย

@  สิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้ อาจจะดูเหมือนไม่เกิดผล และต่อไปก็ไม่น่าจะเกิดผลด้วย แต่หากเรากำลังเชื่อฟังและทำตามพระเจ้า สิ่งที่เราทำจะเกิดผลมากมายในเวลาของพระองค์อย่างแน่นอน

# การรับใช้ของยอห์น ยำเกรงพระเจ้า มากกว่า เกรงใจมนุษย์

@ หากเรากำลังรับใช้พระเจ้า เราจำเป็นต้องใส่ใจว่าพระเจ้าจะคิดอย่างไร มากกว่ามนุษย์จะคิดอย่างไร

# พระเยซูมาเพื่อ แยกเมล็ดข้าวเพื่อเก็บเข้าไปในยุ้งฉาง และ แยกแกลบออกเพื่อจะเผาด้วยไฟ

@ พระเยซูทรงเป็นทางเดียวที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นการทุกข์ทรมานในบึงไฟนรก เพราะบาปของตน

# ยอห์นอยากรับบัพติศมาจากพระเยซู แต่ความต้องการพระเยซูขัดกับความปรารถนาของเขา พระองค์อยากให้เขาบัพติศมาให้พระองค์ ซึ่งยอห์นก็ยอมที่จะเชื่อฟัง

@ เมื่อพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่สอดคล้องกับความปรารถนาของเรา จงเลือกเชื่อฟังพระองค์

# หลังจากที่พระเยซูเชื่อฟังพระบิดา ด้วยการถ่อมพระทัยลงรับบัพติศมาในน้ำจากยอห์น พระบิดาตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า พระเยซูเป็นบุตรที่รัก ที่พระองค์ชอบใจมาก
> ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา พระบิดาก็รักพระบุตรและชอบใจพระบุตรอยู่แล้ว ทำไมคราวนี้จึงตรัสแบบนั้น?
     > ก็เพราะคราวนี้ พระบิดาตรัสไม่ใช่เพราะสถานะของพระบุตร แต่ตรัสเพราะ พระเยซูชาวนาซาเร็ธผู้นี้ ยอมเชื่อฟังพระเจ้าทุกประการ จึงได้รับความโปรดปรานจากพระบิดา ในกรณีนี้
> สิ่งนี้จำเป็นต้องเกิดขึ้น อาดัมไม่เชื่อฟังจึงทำให้ตัวเขาและเชื้อสายของเขา ถูกตัดขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้า แต่บัดนี้ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ เชื่อฟังจนถึงความมรณา จึงทำให้ผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ กลับมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าและได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า
> การบัพติศมาในน้ำนี้ เปรียบเสมือนพระเยซูลงนามในสัญญาว่ายินดีเต็มพระทัย จะเชื่อฟังพระบิดาจนกระทั่งถึงตายและจะเป็นขึ้นมาจากความตาย

@ วันนี้ โดยการเชื่อวางใจในพระเยซู เราจึงได้รับความโปรดปรานจากพระบิดา เพราะเหตุการเชื่อฟังของพระเยซู

คำคม

“ พระเยซูเสด็จมาเพื่อทำให้เรากลับคืนสู่สง่าราศีที่หายไป ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 2

ภาพรวม

  • คณะของโหราจารย์จากทางทิศตะวันออกได้เดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้าพระเยซู ด้วยนำของดาว และความช่วยเหลือจากเฮโรด พวกเขาจึงได้พบพระเยซูในบ้านหลังหนึ่ง ที่หมู่บ้านเบธเลเฮ็ม พวกได้ได้ถวายทองคำและเครื่องหอมราคาแพงแด่พระเยซู
  • ต่อมาเมื่อเฮโรดไม่สามารถหาพระเยซูได้พบ เขาจึงสั่งฆ่าเด็กที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกับพระเยซู ในบริเวณหมู่บ้านเบธเลเฮ็มและบริเวณใกล้เคียง แต่ก็ฆ่าพระเยซูไม่สำเร็จเพราะพระเจ้าทรงนำให้โยเซฟพาพระเยซูหนีไปอียิปต์เสียก่อน
  • เมื่อเฮโรดตาย พระเจ้าทรงนำโยเซฟให้พาพระเยซูกลับออกจากอียิปต์ไปอยู่ที่นาซาเร็ธ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

#  คำพยากรณ์ของพระเจ้าเกี่ยวกับการบังเกิดพระมาซีฮา สำเร็จเป็นจริงทุกประการ ซึ่งคำพยากรณ์เหล่านั้นสำเร็จได้ ด้วยองค์ประกอบสำคัญดังนี้

> ทูตสวรรค์ ผู้ปรนนิบัติพระเจ้า

> มารีย์ ผู้ยำเกรงพระเจ้า

> โยเซฟ ผู้เชื่อฟังพระเจ้า

> โหราจารย์ ผู้ชำนาญในการสังเกตดวงดาว

> เฮโรด ผู้ชั่วร้ายและเห็นแก่ตัว

> พวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิตและ​พวก​ธรร​มา​จารย์ ผู้เกรงกลัวกษัตริย์ยิ่งกว่าเกรงกลัวพระเจ้า

> อาร​เคลา​อัส ผู้ชั่วร้าย ผู้เป็นลูกชายของเฮโรด

> บรรดาผู้เผยพระวจนะในอดีต เช่น มีคาห์ (มคา. 5:2) , โฮเชยา (ฮชย. 11:1) , เยเรมีย์ (ยรม. 31:15) , อิสยาห์ (อสย. 11:1 “นาซาเร็ธ” ข้อนี้ซับซ้อนสักหน่อย จะอธิบายในโอกาสต่อไปครับ)

> และคนอื่นๆในเหตุการณ์อีกมากมาย

@  พระเจ้าสามารถใช้ใครก็ได้เพื่อให้แผนการอันดีเลิศของพระเจ้าสำเร็จ 

@ ทุกคนต้องรับผิดชอบในผลแห่งการตัดสินใจของตนเอง แต่ในท่ามกลางการตัดสินใจของบุคคลเหล่านั้น พระเจ้าสามารถนำมาร้อยเรียงเพื่อให้คำสัญญาของพระเจ้าเกิดขึ้นเป็นจริงได้

# พระเจ้าทรงให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นในเวลาอันเหมาะสมของพระองค์ เพื่อให้แผนการของพระองค์สำเร็จ

> ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เพราะโหราจารย์นำทองคำมาให้แก่พระเยซู โยเซฟจึงมีเงินมากพอที่จะพามารีย์และพระเยซูหนีไปอยู่ในอียิปต์ และอยู่ที่นั่นในช่วงเวลาหนึ่ง

# พระเจ้าทรงใช้ลักษณะของแต่ละคนเพื่อให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ

> ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เพราะอาร​เคลา​อัสเป็นลูกของเฮโรด และเป็นผู้นำที่ชั่วร้าย ดังนั้นโยเซฟจึงไม่ประกอบอาชีพในกรุงเยรูซาเล็มทั้งที่รายได้สำหรับช่างไม้น่าจะดีกว่าในนาซาเร็ธ

> อีกตัวอย่างเช่น เพราะเฮโรดชั่วร้ายหมายจะฆ่าพระเยซู จึงเป็นเหตุให้เขา ถามข้อมูลจากพวกปุโรหิตและธรรมาจารย์ แล้วนำข้อมูลอันเป็นประโยชน์นั้นมาบอกแก่พวกโหราจารย์

@ เหตุการณ์หรือบุคคลที่เราพบเจอนั้น พระองค์มีเวลาและวิธีการของพระองค์เพื่อให้บุคคลและสถานการณ์เหล่านั้นทั้งหมดเป็นพระพรสำหรับชีวิตของเรา

# ตามคำพยากรณ์ ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ พระมาซีฮาจะออกจากอียิปต์ กับ พระมาซีฮาจะถูกเรียกว่าชาวนาซาเร็ธ แต่โดยพระเจ้า สิ่งทั้งสองนี้ก็เกิดขึ้นเป็นจริงแบบไม่ขัดแย้งกันเลย

@ ในสายตาของมนุษย์ บางสิ่งอาจจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่โดยพระเจ้า พระองค์ทรงทำสิ่งเป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้น

คำคม

“  พระเจ้าทรงสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้น ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 1

ภาพรวม

  • พระคัมภีร์ใหม่เริ่มต้นด้วยลำดับพงศ์พันธุ์ของพระเยซูคริสต์ ไล่เรียงมาจากอับราฮัมจนถึงโยเซฟ สามีของนางมารีย์ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งที่เรื่องนี้อยู่ในบทนี้ เพราะเป็นจุดเชื่อมโยงราวราวทั้งหมดในพระคัมภีร์เดิมเข้ากับพระคัมภีร์ใหม่
  • ตามด้วยเรื่องการประสูติของพระเยซู ว่าเป็นการจัดเตรียมของพระเจ้าตามพระสัญญาที่ทรงสัญญาไว้

# แนวคิด

  • @ การประยุกต์ใช้

#  พระเจ้าทรงรักษาสัญญาและพระเจ้ามีแผนการนิรันดร์ ซึ่งถูกร้อยเรียงด้วยเรื่องราวในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม

  • @  สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ แม้วันนี้มันยังไม่เกิดขึ้น แต่จะเป็นจริงอย่างแน่นอนในเวลาของพระองค์ เหตุที่ต้องรอเวลาของพระองค์เพราะพระองค์มีแผนการนิรันดร์เรื่องราวทั้งสิ้นเชื่อมโยงกันไปหมด

#  ในลำดับพงศ์พันธุ์ของพระเยซูมีชื่อของผู้หญิงที่เป็นคนต่างชาติ  2 คน คือนางราหับ อดีตโสเภณีแห่งเยรีโค และ นางรูธ หญิงม่ายชาวโมอับ แต่ทั้งสองก็ได้เป็นต้นตระกูลของพระคริสต์

  • @  พระเจ้าทรงประทานโอกาสที่ยิ่งใหญ่ แก่หญิงที่หมดโอกาส ผู้ยำเกรงพระเจ้า 
  • @  วันนี้ หากเราดำเนินในความยำเกรงพระเจ้า แม้จะดูเหมือนหมดโอกาสแล้ว พระเจ้าก็จะประทานโอกาสที่ยิ่งใหญ่เราอีกครั้ง

# เพราะเหตุนางมารีย์เชื่อฟังและยำเกรงพระเจ้า จึงเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นในชีวิตของเธอ คือตั้งครรภ์โดยยังไม่เคยหลับนอนกับใคร  แต่ปัญหานี้ถูกคลี่คลายโดยพระเจ้า โดยที่มารีย์ไม่ต้องทำอะไรเลย

  • @ หากเราเชื่อฟังพระเจ้า แล้วเกิดปัญหาขึ้้น วิธีแก้ปัญหาคือ ไม่ต้องทำอะไร พระเจ้าจะทรงคลี่คลายปัญหานั้นให้เอง

# คำสัญญาของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม คือ จะประทานพระผู้ช่วยมาให้แก่มนุษย์ เพื่อให้พระเจ้าสถิตกับมนุษย์ตลอดไป
แล้ว พระเจ้าก็ทรงรักษาสัญญา ประทาน “อิมมานูเอล” พระเจ้าสถิตกับเราตลอดไป

  • @ วันนี้ พระเจ้าทรงสถิตกับเรา โดยการต้อนรับพระเยซูเข้ามาในจิตใจ และความเชื่อวางใจในพระองค์

คำคม

พระเจ้าจะทรงทำทุกวิถีทาง เพื่อรักษาพระสัญญาของพระองค์เสมอ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:1){ พระวาทะ }

แนวคิด  :

  • พระเยซู(พระวาทะ)ทรงเป็นพระเจ้า ทรงดำรงอยู่ก่อนแล้ว ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา(อยู่ในมิติที่สูงส่งกว่ากาลเวลา)และก่อนที่สรรพสิ่งที่เรารู้จัก(นอกจากพระองค์)ถูกสร้างขึ้น

ประยุกต์ใช้ :

  • ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่ ไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าอยู่ดี
  • โดยพระเมตตาที่เกินเข้าใจ(วันนี้เรายังไม่อาจเข้าใจได้) พระองค์สร้างสรรพสิ่งขึ้นแล้วเลือกก้าวเข้ามาในมิติของเวลา เริ่มแผนการนิรันดร์ของพระองค์ แล้วบางสิ่งก็เปลี่ยนไปตลอดนิรันดร์กาล

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:2){ ตรีเอกานุภาพ }

แนวคิด  :

  • พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ขณะเดียวกัน พระเยซูทรงอยู่กับพระเจ้า เป็นเรื่องของตรีเอกานุภาพ อันซับซ้อนเกินที่จะอธิบายได้ด้วยความเข้าใจอันจำกัดของมนุษย์

ประยุกต์ใช้ :

  • พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า
  • พระบิดาทรงเป็นพระเจ้า
  • ขณะเดียวกัน พระเยซู ไม่ใช่ พระบิดา
  • คล้ายกับ ร่างกายของคุณสมชาย ก็คือ คุณสมชาย
  • จิตวิญญาณของคุณสมชาย ก็คือ คุณสมชาย
  • ขณะเดียวกัน ร่างกาย ไม่ใช่ จิตวิญญาณ

[หมายเหตุ : ปัจจุบันยังไม่มีตัวอย่างใดๆของมนุษย์ที่สามารถอธิบายตรีเอกานุภาพได้อย่างสมบูรณ์ได้]

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:3){ ทรงสร้างสรรพสิ่ง }

แนวคิด  :

  • พระเจ้าผู้ทรงอยู่ในมิติที่สูงส่งกว่ามิติของเวลา ทรงสร้างสรรพสิ่งโดยทางพระเยซู ทั้งสิ่งที่เรารู้จักและไม่รู้จัก ทุกสิ่งที่เราให้นิยามมันได้และไม่ได้ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระเยซูไม่ได้สร้าง

ประยุกต์ใช้ :

  • โลกเปรียบดั่ง “น้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล” เมื่อเทียบกับดวงดาวทั้งหมดที่พระเยซูทรงสร้าง
  • เหตุที่วันนี้ดาวยูเรนัสไม่วิ่งไปชนดาวเสาร์ เพราะพระเยซูสร้างมันอย่างนั้น
  • เหตุที่วันนี้เจ้าแบคทีเรียตัวหนึ่งในท่ามกลางแบคทีเรียอีก 4พันล้านตัว บนเศษขนมชิ้นหนึ่ง ในถังขยะ ยังคงย่อยสลายเศษเสี้ยวขนมนั้นต่อไป เพราะพระเยซูสร้างมันอย่างนั้น

>>> “เมื่อรู้ความจริงนี้แล้ว เราจะกลัวอะไรอีกต่อไปทำไมเล่า?”

  • พระเยซูผู้ทรงสร้างทุกสิ่งนี้เอง เมื่อ 2,000 ปีก่อน พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกที่แสนจะเล็กกระจิดริด เพื่อมายอมตายอย่างทุกข์ทรมานและน่าเหยียดหยาม เพื่อช่วยสิ่งมีชีวิตเล็กๆๆๆที่เรียกว่า “ผม” ให้รอดพ้นความตายนิรันดร์และเข้าสู่ศักดิ์ศรีนิรันดร์ร่วมกับพระองค์

“โอ้ว!!! จะหาคำพรรณาใดๆของมนุษย์ที่จะสามารถบรรยายถึงความรักพระเมตตาอย่างสุดอัศจรรย์แสนประเสริฐของพระองค์ได้ครบถ้วน”

“สรรเสริญพระเยซู”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:4) { แหล่งชีวิต }

[[ แนวคิด ]]  :

  • วิธีเดียวที่จะพ้นจากความมืดมน มืดมิด มืดบาป คือ “ต้องมีความสว่าง”
  • วิธีเดียวที่จะมีความสว่าง คือ “ต้องมีชีวิต”
  • วิธีเดียวที่จะมีชีวิต คือ “ต้องมีพระเยซูผู้เป็นแหล่งชีวิต”

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • มนุษย์เกิดมาในความตาย มนุษย์จึงไม่มีชีวิต ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีความสว่าง มนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมน
  • เมื่อเราเข้ามาอยู่ในพระเยซู ผู้เป็นแหล่งชีวิตเรา เราจึงกลับมีชีวิต ชีวิตนั้นนำความสว่างมาสู่เรา ความมืดมนจึงหายไป
  • วันนี้ คริสเตียน ที่ไม่ได้เข้ามาหาพระเยซู ชีวิตจึงมืดมนต่อไป กิจกรรมใดๆทางศาสนา(การรับใช้,การอดอาหาร,ฯลฯ)ไม่อาจทำให้เรามีชีวิตได้เลย นอกเสียจากว่าเราจะเข้ามาใกล้พระเยซูผู้เป็นแหล่งแห่งชีวิต

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:5) { สว่าง VS มืด }

[[ แนวคิด ]]  :

  • มนุษย์พยายามสุดกำลัง ดิ้นรนให้พ้นความมืดมิด แต่ไม่ว่าเขาจะออกแรงฟันมันด้วยดาบมากเท่าใด เจ้าความมืดมิด มืดมน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปเลย
  • อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ความมืดกำลังอยู่กันอย่างแน่นขนัดในบ้าน ในทันใดนั้น ความสว่างก็ปรากฏตัวขึ้น ความมืดเกลียดชังความสว่างจึงพยายามสุดกำลังต่อสู้ความสว่างนั้น แต่ไม่อาจสู้ได้เลย ความมืดทั้งหลายเผ่นหนีออกทางหน้าต่างแทบไม่ทัน
  • วันต่อมา ขณะที่ความสว่างกำลังอยู่ในบ้าน ในทันใดนั้น ความมืดก็ปรากฏตัวขึ้นมา แล้วความมืดอันตธานหายไปในพริบตาเสียเอง
  • “ความมืดช่างไม่ใช่คู่ต่อสู้ของความสว่างเอาเสียเลย”

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • ความมืดนำไปสู่หายนะและความตาย  ความสว่างนำมาซึ่งชีวิต
  • ความสว่างชนะความมืดเสมอ
  • ตราบใดที่เราอยู่กับพระคริสต์ ผู้เป็นแหล่งแห่งความสว่าง ความมืดมิด มืดมน มืดบาป ไม่มีวันมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราได้เลย
  • วันนี้ หากชีวิตเรามืดมน หรือความมืดมีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา พอเดาได้ว่า เราออกห่างจากความสว่างมากเกินไปแล้ว “กลับบ้านด่วน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:6) { ยอห์น }

[[ แนวคิด ]]  :

– ขณะที่กำลังกล่าวถึงพระเยซูผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด…อยู่ดีๆ ก็โผล่ชื่อของมนุษย์ผู้หนึ่งขึ้นมา “ยอห์น” คนผู้นี้ต่ำต้อยยิ่งกว่าคนธรรมดาเสียอีก เขาแทบจะไม่มีแม้กระทั่งปัจจัย4 ด้วยซ้ำไป

(อาหาร-ตั๊กแตน , เสื้อผ้า-ขนอูฐเก่าๆ , ที่อยู่-ถิ่นทุรกันดาร , ยารักษาโรค-หาเอาแถวๆนั้นละกัน)

– ชายผู้ต่ำต้อยผู้นี้ กลับเป็นคน ที่พระเยซู ถึงกับชมว่า “ในบรรดาผู้ที่เกิดจากสตรี ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่ายอห์นอีกแล้ว” (ลก. 7:28)

– สิ่งที่เขาทำสำคัญมาก เตรียมใจของผู้คน ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จมาตายเพื่อมนุษย์

– ปัจจัยที่ทำให้ชายผู้นี้ สำคัญมากและได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ก็คือ

1. ชายคนหนึ่ง…เป็นคน….อันนี้เราก็ทำได้

2. พระเจ้าทรงใช้มา….พระเจ้าทรงใช้เราเช่นกัน

3. แล้วเขาก็มา…..อันนี้เราแต่ละคนต้องตัดสินใจเอง

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– วันนี้ พระเจ้ามีพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของเรา พระองค์ทรงใช้เรามาอยู่ที่นี่แล้ว เหลือขั้นตอนสุดท้าย ลงมือทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในที่ที่เราอยู่ในวันนี้อย่างสุดกำลัง

“มีคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้มา ชื่อ ………” [กรุณาเติมคำลงในช่องว่าง]

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:7) { สักขีพยาน }

[[ แนวคิด ]]  :

– มนุษย์ธรรมดาจะทำอะไรเพื่อพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุดได้เล่า?

– เด็กขอทานก็สามารถทำอะไรมหาเศรษฐีได้ หากเขาอยู่ในเหตุการณ์ที่เศรษฐีกระโดดลงน้ำเพื่อช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่ง…เขาเป็นสักขีพยานได้

– ยอห์น เป็นหนึ่งในไม่กี่คนในช่วงเวลานั้นที่พระเจ้าเปิดเผยให้รู้ว่าผู้ใดคือพระคริสต์(ยน.1:33)

– ภารกิจเดียวในชีวิตของเขา คือ “บอกเท่าที่รู้ เท่าที่เห็น เท่าที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับพระคริสต์ แก่ทุกคนเพื่อพวกเขาจะได้เชื่อ”

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– เรารู้ได้อย่างไรว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า? รู้ได้ยังไงว่าพระเยซูช่วยได้แน่ๆ ?

– รู้ได้เพราะเราเจอมาเองกับตัว…ดังนั้น เราสมควรที่จะเป็นสักขีพยานฝ่ายพระองค์บอกให้คนทั้งหลายรอบตัวเราได้รู้ เพื่อเขาได้มีโอกาส เลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ

### ประกาศตามหาพยาน ###

“ ในวันนี้มีใครบ้างไหม? ที่รู้ความจริงว่า พระเยซูช่วยได้จริงๆ และยินดีจะเป็นพยานให้พระองค์ เพื่อบางคนที่ยังไม่รู้หรือเข้าใจผิด จะได้รู้ความจริงสักทีว่า พระเยซูช่วยเขาได้!!! ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:8) { เป็นความสว่าง }

[[ แนวคิด ]]  :

– ยอห์นไม่ใช่ความสว่าง พระคริสต์ต่างหากเป็นความสว่าง

– แม้ยอห์นไม่ใช่ความสว่างยังสำคัญถึงเพียงนี้ แล้วคนที่เป็นความสว่างจะสำคัญขนาดไป

– พระเยซู เป็นความสว่างของโลก(ยน.8:12)

– พระเยซู ตรัสว่าพวกเราเป็นความสว่างของโลกด้วย (มธ.5:14)

– ขนาดท่านยอห์น ยังไม่ใช่ความสว่างเลย เราเป็นใครมาจากไหน กลับได้เป็นความสว่างของโลก…เป็นพระคุณยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เมื่อพระคริสต์อยู่ในเรา เราจึงกลายเป็นความสว่างของโลก

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– เราควรซาบซึ้งและภาคภูมิใจ ในการที่พระเจ้าให้เกียรติเราได้เป็นความสว่างของโลก ดังนั้นเราสมควรดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นความสว่างของโลก

– และเหมือนกับท่านยอห์น ที่เข้าดึงความสนใจของผู้คนไปที่พระคริสต์ผู้เป็นแหล่งแห่งความสว่าง เราก็เช่นกัน ควรดึงความสนใจของผู้เห็นความสว่างในเรา ไปที่พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความสว่างของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:9) { ความสว่างสำหรับทุกคน }

[[ แนวคิด ]]  :

– พระคริสต์ทรงเป็นความสว่างแท้ สำหรับมนุษย์ทุกคน

– ความสว่างนี้เข้ามาในโลกแล้ว และยังคงเข้ามาสู่มนุษย์ทุกคนอยู่จนถึงทุกวันนี้

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– พระคริสต์สามารถช่วยทุกคนได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีรับความช่วยเหลือจากพระองค์

– วันนี้ เรายินดีให้พระเยซูคริสต์เป็นความสว่างส่องนำทางชีวิตของเรา หรือ เราจะยังคงคลำทางของชีวิตด้วยตัวเองต่อไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:10) { ไม่รู้จักพระองค์ }

[[ แนวคิด ]]  :

– พระเยซูคริสต์ทรงดำรงอยู่ในโลกที่พระองค์ทรงสร้าง แต่มนุษย์โลกไม่รู้จักพระองค์ เพราะ 2 สาเหตุ

1. มนุษย์ไม่มีทางรู้จักกับพระเจ้าได้ ถ้าพระองค์ไม่เปิดเผยให้เขารู้

2. แม้พระเจ้าเปิดเผยแล้ว(รม.1:19-20) มนุษย์ก็ไม่ใส่ใจที่จะรู้จักกับพระองค์

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– โลกไม่รู้จักกับพระองค์ นั่นก็พอเข้าใจได้ แต่ว่า เรารู้จักกับพระองค์หรือเปล่า? เรารู้จักกับพระองค์มากแค่ไหน?

– การรู้เรื่องกับการรู้จัก มันคนละเรื่องกัน

– การรู้จักเกิดจากการใช้เวลาด้วยกัน ฟังพระองค์พูด และ พูดให้พระองค์ฟัง

“วันนี้ คุณลงทุนเวลามากเพียงใด เพื่อรู้จักกับพระองค์มากขึ้นอีกนิด?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:11) { ต้อนรับพระเยซู }

[[ แนวคิด ]]  :

– ท่ามประชาชาติพระเจ้าเลือกอิสราเอลเป็นชนชาติของพระองค์ พวกเขาเองก็เรียกตัวเองว่าประชากรของพระเจ้า

– แต่ปรากฏว่า เขาไม่ต้อนรับพระองค์ซะงั้น เมื่อพระองค์เสด็จมาหาพวกเขา

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– พระเจ้าเมตตาเลือกและเรียกเรามาเป็นประชากรของพระองค์ และพระองค์เสด็จเข้ามาในใจของเราแล้ว

– วันนี้ เราต้อนรับพระองค์หรือไม่?
– การต้อนรับกษัตริย์ ไม่ใช่แค่การเชิญกษัตริย์เข้ามาในบ้าน แต่หมายถึงการยกสิทธิให้กษัตริย์มีสิทธิเข้ามาควบคุมทุกอย่างในบ้านของเรา

“วันนี้ เราต้อนรับพระเยซูจอมกษัตริย์ในหัวใจของเราหรือเปล่า? หรือ รับพระองค์เข้ามาราวกับเป็นเพียงผู้มาขออาศัยในหัวใจของเรา”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:12) { ลูกของพระเจ้า }

[[ แนวคิด ]]  :

??? มนุษย์ผู้ต่ำต้อยและชั่วช้า จะต้องทำอย่างไร จึงได้สิทธิเป็นลูกของพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้ทรงสร้างกัลปจักรวาล ?

>>> เฉลย : ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แค่มนุษย์จะหนีให้พ้น การลงโทษเพราะบาปชั่วของตน ก็ยังเป็นไปไม่ได้เลย

!!! ข่าวสุดช็อค !!!

​ทุก​คน​ ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน หากเชื่อ​ใน​พระ​เยซูคริสต์>>> ได้รับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้าได้ทันที

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

– เราสมควรภาคภูมิใจอย่างที่สุด และซาบซึ้งพระเมตตาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ที่วันนี้ พระเจ้าได้ให้เรารับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว

– เราควรรู้ตัวว่า เรามีพระเจ้าเป็นพ่อ ไม่ต้องกลัวหรือกังวลอะไรอีกแล้ว คุณพ่อดูแลเราแน่ๆ

– เราควรทำตัวให้สมกับที่เป็นลูกของพระเจ้า ให้พระเจ้าได้รับเกียรติในชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:13) { เกิดจากพระเจ้า }

[[ แนวคิด ]]  :

>> ฐานะการเป็นลูกของพระเจ้า

  • ไม่ได้เป็นฝ่ายเนื้อหนังแต่เป็นฝ่ายวิญญาณ
  • ไม่ได้เกิดจาก การสืบสายเลือดทางกายภาพ แต่ เกิดจากสืบสายเลือดทางฝ่ายวิญญาณ
  • ไม่ได้เกิดจาก มนุษย์ตั้งใจ แต่ เป็นความตั้งใจของพระเจ้า

 [[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • เป็นฝ่ายวิญญาณ : มองไม่เห็นแต่มีจริง
  • เป็นการสืบสายเลือดฝ่ายวิญญาณ : เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป (เกิดมาเป็นลูกของแม่แล้ว เปลี่ยนไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น)
  • เป็นความตั้งใจของพระเจ้า : พระองค์เมตตาเรา ทรงเลือกเรา ทรงกระทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้นี้เพื่อเรา เราไม่ต้องทำอะไร ก็แค่รับเอา

“เย้!!! พระเจ้าทรงทำให้ฉันเป็นลุกของพระเจ้าแล้ว และจะเป็นตลอดไป”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:14) { ขอบพระคุณพระเยซู }

[[ แนวคิด ]]  :

  • และแล้ววันเวลาก็มาถึง วันที่พระเจ้า จะทำให้เราได้รับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้า ตามที่พระองค์ตั้งใจไว้
  • พระเยซูคริสต์ ผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้สร้างกัลปจักรวาล ผู้เป็นแหล่งแห่งชีวิตทั้งมวล เสด็จมาเป็นมนุษย์ที่แสนจะเล็กน้อย
  • [เมื่อผมนึกถึงพระเยซูผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด มาเป็นทารกผู้เดินเองไม่ได้ ต้องให้นางมารีย์คอยอุ้ม…โอ้ว!!! พระองค์ทรงถ่อมพระทัยอย่างที่สุด เพื่อมาช่วยผม]
  • สิ่งที่พระองค์นำมาด้วย คือ พระคุณ และ ความจริง

>> พระคุณ ที่ประทานของขวัญล้ำค่าสุดพรรณา แก่มนุษย์ผู้ชั่วช้าที่ไม่สมควรได้รับเลย

>> ความจริง ที่จะทำให้คนที่ตกเป็นทาสบาป ได้เป็นไทอย่างแท้จริง(ยน.8:32)

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • เราจะขอบคุณพระเยซูได้หมดได้อย่างไร ถึงพระเมตตาอันหาที่เปรียบมิได้ ที่พระองค์เสด็จมาเพื่อช่วยเรา…ขอบคุณพระเยซู
  • พระบุตรองค์เดียวของพระบิดา ผู้ทรงเต็มไปด้วยพระสิริ เอาชีวิตมาแลกกับเรา
  • พระเยซู ตาย เพื่อ เราได้ชีวิต
  • พระเยซู ถูกหลู่เกียรติ เพื่อ เราได้รับเกียรติ
  • พระเยซู ลดตัวลงมาต่ำสุด เพื่อ เราจะได้รับการยกขึ้นอย่างสูงสุด(เป็นบุตรของพระเจ้า)

“ขอบพระคุณพระเยซู”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:15) { พระเยซูเป็นใคร? }

[[ แนวคิด ]]  :

  • ยอห์น ได้เป็นพยานว่า พระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอดของโลก
  • พระเยซู เป็นญาติผู้น้องของยอห์น(อายุน้อยกว่าราว 6 เดือน) และยังไม่ได้ทำอัศจรรย์อะไรเลย (ยน.1:29)
  • แต่ยอห์นมองพระเยซู ด้วยสายตาที่พระเจ้าประทานให้ เขาจึงเห็นได้ว่า พระเยซู ทรงเป็นใหญ่กว่าเขา และ ทรงดำรงอยู่ก่อนเขา

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • วันนี้ ถ้าเราไม่ได้มองพระเยซูด้วยสายตาที่พระเจ้าประทานให้ เราจะไม่สามารถเห็นพระเยซูอย่างที่พระองค์เป็นจริงๆ และเรายิ่งไม่อาจจะเป็นพยานให้กับพระเยซูอย่างที่พระองค์เป็นจริงๆได้
  • สายตาของยอห์น มองจาก ถ้อยคำที่พระเจ้าตรัสไว้(ยน.1:33)
  • สายตาของเรา ถ้ามองจากพระคำของพระเจ้า แล้วเชื่อว่าพระเยซูเป็นอย่างที่พระคำของพระเจ้าบอกไว้ >>> เราจะสามารถเห็นพระเยซูอย่างที่พระองค์เป็นจริงๆ[หมายถึงมีประสบการณ์ของจริง] และสามารถเป็นพยานเพื่อพระองค์ได้
  • วันนี้ เราคิดว่าพระเยซูเป็นใคร?…..(ถามจริง…เชื่ออย่างนั้นจริงๆเหรอ?)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:16) { พระคุณซ้อนพระคุณ }

[[ แนวคิด ]]  :

  • ได้รับพระคุณซ้อนพระคุณ คือ ได้รับพระคุณอย่างต่อเนื่อง ครั้งแล้วครั้งเล่า ทรงประทานให้แล้วและยังประทานให้แก่เราอีก
  • ให้พระเมตตาแก่เราเรียบร้อยแล้ว ยังมีแถม ให้เพิ่มอีก แล้วก็แถมอีก ฯลฯ

[[ ประยุกต์ใช้ ]] :

  • พระเยซูประทานแก่เรา ไม่มีสิ้นสุด จงยื่นมือออกโดยความเชื่อ รับพระคุณของพระองค์ (ได้รับในสิ่งที่ไม่สมควรจะได้รับ)
  • เมื่อได้รับแล้วโดยความเชื่อ จงขอบพระคุณ แล้ว ดำเนินชีวิตถวายพระเกียรติแด่พระองค์ ให้สมกับที่พระคุณประทานแก่เรามากมายนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:17) { พระคุณและความจริง }

แนวคิด  :

  • ธรรมบัญญัติ(ข้อสอบ) มาทางโมเสส ข้อสอบนั้นเป็นสิ่งดี
  • แต่มนุษย์ทุกคน ทำข้อสอบไม่ได้เลย สอบตกหมด
  • พระเจ้าประทานพระคุณแก่เราทางพระเยซูคริสต์
  • พระเยซู จึงมาแล้วใช้เลือดของพระองค์ ป้ายกระดาษคำตอบของเราทั้งหมด
  • พอคนตรวจข้อสอบ(พระบิดาผู้ทรงพิพากษา)เห็นเลือดพระเยซู จะถือว่าผ่าน ได้คะแนนเต็ม (อฟ.2:8-9)
  • แล้วพระเยซู ก็ทรงช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตในทางของพระองค์ผู้ทรงเป็นความจริง (อฟ.2:10)

ประยุกต์ใช้ :

  • ขอบคุณพระเยซู ผู้นำพระคุณมาประทานแก่เรา และ นำความจริงมาสู่เรา ทำให้เรามีชีวิตที่เสรีภาพแท้จริง (สัจจะ​จะ​ทำ​ให้​ท่าน​เป็น​ไท)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:18) { รู้จักพระเจ้า}

แนวคิด  :

  • มนุษย์ไม่อาจเห็นพระเจ้าได้
  • มนุษย์ผู้เล็กน้อยดั่งฝุ่นผงเม็ดหนึ่ง เมื่อเทียบกับสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างทั้งหมด
  • มนุษย์จึงไม่มีวันรู้จักและเข้าใจพระเจ้าได้เลย
  • แต่พระเยซูคือพระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์
  • ดังนั้นเราจึงพอเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้าได้ จากชีวิตของพระเยซู

ประยุกต์ใช้ :

  • เรารู้จักนิสัยพระเจ้า รู้จักความคิดของพระเจ้า รู้จักพระลักษณะของพระเจ้า ได้บ้าง(เพราะไม่มีวันรู้ได้หมด) จากการสังเกตเรียรู้ คำสอนและการดำเนินชีวิตของพระเยซูขณะที่พระองค์ยังอยู่ในโลกนี้

[[แถมประยุกต์ แบบไม่เกี่ยวกับพระคัมภีร์ข้อนี้ แค่ได้ไอเดียขึ้นมา]]

>>> คนในสังคมไม่อาจจะรู้จักกับพระเจ้าได้ เพราะเข้าไม่เห็นไม่รู้จัก แต่โดยการดำเนินชีวิตของเราที่สอดคล้องกับพระเยซูคริสต์ คนในสังคมจะสามารถรู้จักพระเจ้าได้

(เช่น เมื่อเราสำแดงความรักเหมือนพระเยซูต่อเขา เขาก็จะเข้าใจแล้วว่า พระเจ้ารักเขาแปลว่าอะไร)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:19-22) { พูดความจริง }

[แนวคิด]  :

  • โอกาสสร้างชื่อเสียงมาถึงยอห์นเพราะพวกยิวเริ่มคิดว่า ยอห์นอาจจะเป็นพระมาซีฮา ที่ยิวรอคอยมานาน

> แต่ยอห์น ยืนยันว่า เกียรตินั้นไม่ใช่ของเรา เขาไม่ใช่พระคริสต์

  • บางคนสงสัย อาจจะเป็นเอลียาห์ (ถ้ายอห์นบอกว่าเป็นคนนี้ อาจจะทำให้งานรับใช้ของยอห์นเกิดผลมากมายกว่านี้ก็ได้)

> แต่ยอห์น บอกว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์”

– ยอห์น ไม่ได้แอบอ้างเป็นคนที่เขาไม่ได้เป็น ถึงแม้ดูเหมือนว่าการแอบอ้างเหล่านั้นอาจจะช่วยให้งานรับใช้ของเขาเกิดผลขึ้นอีกมากก็ตาม…แต่ยอห์นเลือกความซื่อสัตย์แทนการเกิดผล

[ประยุกต์ใช้] :

  • เมื่อการพูดความจริง ต้องมาเผชิญหน้ากับ ผลประโยชน์,ความเจริญก้าวหน้าหรือแม้แต่การเกิดผลในงานรับใข้…จงเลือกที่จะพูดความจริง

“เราไม่อาจรับใช้พระเจ้า ด้วยวิธีของมารได้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:23) { เตรียมทาง }

[แนวคิด]  :

  • ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจผิด คิดว่างานของยอห์น คือ ผู้เตรียมทาง ให้กับพระเยซู
  • แต่ โอ้ว…ไม่ใช่นี่นา งานของยอห์นง่ายกว่านั้น คือ เป็นเพียงผู้ร้องประกาศ ให้เตรียมทาง
  • (ก่อนที่กษัตริย์จะเสด็จมา จะมีผู้ส่งสารเดินทางไปล่วงหน้าเพื่อประกาศว่า กษัตริย์กำลังจะเสด็จมา ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเตรียมหนทางให้สะดวกเพื่อต้อนรับกษัตริย์)
  • ยอห์นเป็นแค่คนส่งสาร แต่คนที่ทำทางให้พร้อม คือพระเจ้า (น่าจะโดยเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์)…เตรียม ใจของประชาชนที่หิวกระหาย เตรียมชายตาบอด เตรียมคนพิการ เตรียมทุกอย่างให้พร้อมลงตัว สำหรับพระราชกิจของพระเยซู

 [ประยุกต์ใช้] :

  • งานรับใช้ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ยากอย่างที่คิด เราแต่ประกาศออกไป แล้วหลบออกไปข้างทางซะ พระเจ้าเองจะเป็นผู้จัดเตรียมหนทาง(และจิตใจของผู้นั้น) ให้พร้อมที่จะต้อนรับพระเยซูคริสต์จอมกษัตริย์ของเขา
  • แต่ จำเป็นต้องมีผู้ส่งสารอย่างพวกเรา ที่ต้องประกาศให้คนทั้งหลายได้รับรู้ แล้วที่เหลือพระเจ้าจัดการเอง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:24-25) { รับใช้ใคร? }

[แนวคิด]  :

  • พวกผู้ใหญ่ของฟาริสีส่งปุโรหิตและเลวี(ผู้รับใช้พระเจ้า) มาถามยอห์น
  • ทำไมทำพิธีกรรมทางศาสนาแบบใหม่ โดยพวกเขายังไม่อนุญาตเลย?
  • ปุโรหิตและเลวี(ผู้รับใช้พระเจ้า) เกรงกลัวพวกฟาริสี ยอมอยู่ใต้อำนาจของพวกเขา ซึ่งพระคำของพระเจ้าไม่เคยบอกให้ทำเช่นนั้นเลย
  • ยอห์น(ผู้รับใช้ตัวจริง) ผู้ไร้ตำแหน่ง ไร้สมัครพรรคพวก กลับไม่กลัว เขากล้าทำเมื่อพระเจ้าสั่งให้เขา แม้สิ่งนั้นดูเหมือนจะทำให้ฟาริสีผู้มีอำนาจไม่พอใจ ก็ตาม

*** หมายเหตุ ***

* การบัพติศมาด้วยน้ำ เป็นพิธีที่เล็งถึงการที่พระเจ้าให้อภัยคนบาป

** ในหนังสือทัลมุดของยิว(เขียนขึ้นในศตวรรษที่2-3) กล่าวถึงการที่คนต่างชาติเปลี่ยนมานับถือศาสนายิวจะมีการทำพิธีนี้ (แต่ก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพิธีนี้เคยมีมาก่อนสมันของยอห์นหรือไม่…แม้แต่โจเฟซัสนักเขียนคนสำคัญในศตวรรษที่1 ก็ไม่ได้กล่าวถึงในเรื่องนี้)

 [ประยุกต์ใช้] :

  • บางครั้งเรารู้อยู่แก่ใจว่า พระเจ้าอยากให้เราทำสิ่งนี้ หรือ รู้แน่ว่าพระเจ้าสั่งให้เราทำอย่างนั้น แต่เนื่องจากสิ่งนั้นอาจทำให้บางคนไม่พอใจ (อาจเป็นคนที่เรารัก หรือ คนที่มีอำนาจเหนือเรา) จงระลึกถึงยอห์น ผู้ยำเกรงพระเจ้า มากกว่า เกรงใจมนุษย์

“การรับใช้พระเจ้า บางครั้งอาจทำให้มนุษย์ไม่พอใจ

การตามใจมนุษย์ บางครั้งอาจทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:26-27) { ให้ทุกสถานการณ์เป็นพระพร }

[แนวคิด]  :

  • หลังจากที่ปุโรหิตและเลวีที่พวกฟาริสีส่งมา ตำหนิยอห์นว่า “เป็นใครมาจากไหน?ใหญ่มาจากไหน? ทำไมมาทำพิธีนี้ ซึ่งเล็งถึงพระเจ้าอภัยคนบาป?”
  • ยอห์นกลับตอบว่า “ข้าพเจ้าใหญ่หรือไม่ใหญ่ ไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญมีผู้ที่ใหญ่จริงอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ผู้นี้ยิ่งใหญ่มาก ถึงขนาดว่าข้าพเจ้าไม่ควรคู่แม้แต่จะเป็นทาสรับใช้ของเขา”
  • เมื่อยอห์นถูกตำหนิ แทนที่จะแก้ตัว หรือแก้ข่าว เขากลับไม่สนใจ แต่กลับใช้การถูกตำหนินั้น เป็นบันไดทำให้ภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายนั้นสำเร็จ คือ “โฆษณาพระคริสต์”

 [ประยุกต์ใช้] :

  • เมื่อถูกตำหนิ อย่ามัวแต่ท้อใจ เสียใจ หาทางแก้ตัว จงเรียนจากยอห์น ให้ทุกโอกาสที่พระเจ้าอนุญาตให้ผ่านเข้ามาในชีวิต เพื่อให้แผนการของพระเจ้าในชีวิตของเขาสำเร็จ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:28) { วางแผนล่วงหน้า 1,500 ปี }

[แนวคิด]  :

  • หมู่​บ้าน​เบ​ธา​นี​ นี้ ไม่ใช่ที่ลาซารัส มารีย์ มารธา อาศัยอยู่(ซึ่งอยู่ใกล้เยรูซาเล็ม) แต่หมูบ้านนี้อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน (ใกล้เมืองเยรีโค) มีอีกชื่อหนึ่งว่า “เบธาบารา”
  • ยอห์น ให้บัพติศมาอยู่ที่นี่
  • ก่อนอิสราเอลเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา พวกเขาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
  • หลังจากข้ามแม่น้ำจอร์แดนแล้ว พวกเขาก็เข้ายึดครองดินแดนตามที่พระเจ้าทรงสัญญา
  • ยอห์น รับใช้อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
  • พระเยซู หลังจากรับบัพติศมาจากยอห์นแล้ว พระราชกิจของพระองค์เกือบทั้งหมดอยู่ ฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน

[ประยุกต์ใช้] :

  • แผนของพระเจ้า ลึกซึ้ง ซับซ้อน เตรียมการล่วงหน้า เป็นพันปี ใครจะเข้าใจได้เล่า
  • ไม่เห็นต้องเข้าใจเลย แค่รู้อย่างเดียว สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญา จะสำเร็จเป็นจริงแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:29) { เริ่มได้เลย }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์น รู้เรื่องของพระเยซู มากแค่ไหน ก่อนที่เขาจะเริ่มเป็นพยานเพื่อพระองค์
  • ยอห์น ไม่น่าจะทราบว่า พระเยซูเข้ามาในโลกนี้เพื่อเป็นลูกแกะ(พระเมษโปดก)สำหรับตายเพื่อไถ่บาป มนุษย์ทั้งโลก เพราะขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดเข้าใจแผนการไถ่อันลึกซึ้งของพระเจ้า แม้แต่มารซาตาน
  • ยอห์น เป็นพยานให้แก่พระเยซู เท่าที่เขาทราบ แม้ยังไม่มากนัก แต่ก็มากพอที่จะเป็นพยานเพื่อพระองค์

[ประยุกต์ใช้] :

  • วันนี้ สิ่งที่เรารู้จักกับพระเยซู แม้ไม่มากมายนัก แต่ก็มากเพียงพอแล้วที่เราจะเป็นพยานเพื่อพระองค์ได้

“เริ่มได้เลย”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:30) { มาทีหลัง }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์น ชี้ชัดให้คนทั้งหลายรู้ว่า พระเยซูคือผู้นั้นแหละที่เขาเคยบอกไว้
  • พระองค์ผู้มาที่หลัง แต่ดำรงอยู่ก่อน
  • ยอห์นเป็นรุ่นพี่ มาก่อนพระเยซู อายุก็มากกว่า น่าจะได้รับเกียรติบ้างสิเนาะ
  • แต่ปรากฏว่า ยอห์น ไม่เอาเลย เอาแต่ยกย่องๆๆ พระเยซูอยู่นั่นแหละ ไม่พูดถึงงานยิ่งใหญ่ที่ตนเองทำเลย
  • แม้ยอห์นไม่เคยเรียกคนตายให้ฟื้น แต่ชายผู้นี้ทำให้ชนชาติที่ตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมาสนใจเรื่องของพระผู้ช่วยให้รอดอีกครั้ง

[ประยุกต์ใช้] :

  • คนรับใช้ของพระเจ้าที่แท้จริง ไม่ใส่ใจกับคำชม หรือ เสียงด่าของผู้คน ไม่ใส่ใจกับเกียรติจอมปลอมที่มนุษย์จะมอบให้ สิ่งสนใจเพียงสิ่งเดียวคือ ทำตามสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้เขาทำ
  • วันนี้ เรารู้ไหม พระเจ้าสั่งให้เราทำอะไร?

(ใครรู้แล้วจงลงมือทำ ใครยังไม่รู้จงไปอ่านพระคัมภีร์ในนั้นบอกไว้เพียบเลย)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:31) { แนะนำให้รู้จัก }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์นผู้อยู่ในถิ่นทุรกันดารแค้วนยูเดีย ไม่รู้จัก พระเยซูผู้มาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี(แม้จะเป็นญาติกันก็ตาม)
  • ยอห์นสามารถมีข้ออ้างเพื่อไม่ต้องแนะนำคนให้รู้จักพระเยซู
  • แต่ยอห์น ไม่สนใจเหตุผลไร้สาระเหล่านั้น ยังคงทุ่มเทในงานรับใช้ของตน เพื่อให้พระองค์เป็นที่รู้จัก

[ประยุกต์ใช้] :

  • วันนี้ เราอาจมีเหตุผลดีๆมากมายเพื่อไม่ต้องแนะนำให้เพื่อนหรือคนในครอบครัว ได้รู้จักพระเยซู
  • ก้าวข้ามเหตุผลไร้สาระนั้นไปเสีย แล้วลงมือทำอะไรบางอย่าง เพื่อแนะนำคนในครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนที่สถาบัน และเพื่อนบ้านของเรา ให้รู้จักกับพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:32) { ข้าพเจ้าเห็น }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์น ได้เห็นพระวิญญาณ(ซึ่งไม่มีทางเห็นได้ด้วยตา ถ้าพระองค์ทรงโปรดให้เห็น) เสด็จลงมาบนพระเยซู
  • แล้วเขาก็เป็นพยานในสิ่งที่ได้เห็นนั้น เพื่อให้คนอื่นที่ยังไม่อาจเห็น ได้รับรู้

[ประยุกต์ใช้] :

  • วันนี้ โดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์สำแดงพระลักษณะของพระองค์ให้เราได้เห็น ในชีวิตของเรา (พระเจ้า รักเรา , เมตตาเรา , ช่วยกู้เรา , อวยพรเรา ,ปกป้องเรา ,เปลี่ยนแปลงเรา ,ฯลฯ)
  • ได้เวลาแล้วที่เราจะเป็นพยาน ในสิ่งที่ได้เห็น ได้ประสบ เพื่อให้คนอื่นที่ยังไม่อาจเห็นพระเจ้า จะสามารถรับรู้ความเป็นพระเจ้าของพระองค์ได้

“พระเจ้ามีจริง เพราะฉันได้เห็นพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของฉัน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:33) { คนนี้แหละ }

[แนวคิด]  :

  • ยอห์นเป็นพยานว่า พระเยซูนี้แหละ ที่จะเป็นผู้ให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
  • ใครจะรับบัพติศมาด้วยน้ำก็ให้มาหายอห์น
  • ใครจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จงมาหาพระเยซู

[ประยุกต์ใช้] :

  • บัพติศมาด้วยน้ำ = จุ่มลงให้มิดน้ำ แล้วโผล่ขึ้นมามีชีวิตใหม่
  • บัพติศมาด้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ = จุ่มล้อมรอบด้วยพระวิญญาณ แล้วมีชีวิตใหม่ดำเนินตามพระวิญญาณ
  • อยากจะมีชีวิตใหม่ เชิญมาหาพระเยซู(มีความสัมพันธ์กับพระองค์) ไม่ใช่มาหาแค่ยอห์น(ทำศาสนพิธีเท่านั้น)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:34) { เห็นแล้วบอกต่อ }

[แนวคิด]  :

– ยอห์นเห็นแล้ว ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาบนพระเยซู เขาจึงยืนยันว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

[ประยุกต์ใช้] :

– หากเรายังไม่แน่ใจจริงๆว่า พระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด อย่าเพิ่งไปบอกใครเรื่องของพระองค์

– หากเรามั่นใจจริงๆว่า พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด อย่ารอช้าที่จะบอกใครๆเรื่องของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:35-37) { เพื่อพระเยซู }

[แนวคิด]  :

– ยอห์น แนะนำพระเยซูให้สาวกของเขารู้จัก และยกย่องพระเยซู จนกระทั่งสาวกของเขาทิ้งเขาไปติดตามพระเยซูแทน

[ประยุกต์ใช้] :

– ผลสำเร็จของการรับใช้พระเจ้าที่แท้จริง ดูได้จากการทำให้มีคนติดตามพระเยซูมากขึ้น ไม่ได้ดูจากการมีคนติดตามเรามากขึ้น

– การมีคนเข้าในแผ่นดินของพระเจ้ามากขึ้น ย่อมสำคัญกว่า การมีคนเข้ามาในคริสตจักรของเรามากขึ้น

[ประยุกต์แถม]

– ในอดีตที่ผ่านมา บางคนไม่อยากประกาศในบางแห่งที่พวกเขาไป เพราะเกรงว่าไม่อาจจะดูแลคนนั้นได้หากเขารับเชื่อ

– ปัจจุบัน ปัญหานี้ถูกคลี่คลายลงไปมาก เราสามารถประกาศกับใครก็ตามที่เรา เจอในที่ใดๆ เมื่อเขารับเชื่อหรือสนใจ เราสามารถส่งคำสอน คำเทศนา ทาง youtube หรือ Facebook ให้แก่เขาได้

– ด้วยวิธีเช่นนี้ แม้สมาชิกในคริสตจักรของเราไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่แผ่นดินของพระเจ้าแผ่กว้างยิ่งขึ้นในประเทศไทยและทั่วโลก

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:38-39) { ยินดีต้อนรับ }

[แนวคิด]  :

– สาวก 2 คน ของยอห์นเดินตามพระเยซู แบบกล้าๆกลัวๆ ไม่ได้พูดอะไร จนพระเยซู ถามพวกเขา “ท่านหาอะไร?” เพื่อพวกเขาพูดความปรารถนาของตนออกมา

– พวกเขาตอบด้วยคำถามว่า “รับบี ท่านพักอยู่ที่ไหน?” ไม่ใช่เพราะอยากรู้อยากเห็นว่าที่พักพระเยซูเป็นอย่างไร แต่หมายถึงเพื่อจะไปหาพระองค์ ยามพระองค์สะดวก อาจจะพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือวันไหนๆ

– พระเยซู ไม่ให้พวกเขาต้องรอเนิ่นนานถึงพรุ่งนี้ พระองค์ตอบว่า “มาดูเถิด” คือ มาคุยกันวันนี้ได้เลย

– แล้วพวกเขาก็ได้สิ่งดีเกินคาด ไม่เพียงแต่ได้มีโอกาสคุยกับพระเยซูเท่านั้น ได้พักกับพระเยซูเลยในคืนนั้น

[ประยุกต์ใช้] :

– เรา ผู้ที่มาหาพระเยซู พระองค์อยากให้เราไตร่ตรองให้เข้าใจตัวเองก่อนว่า เรามาหาพระเยซูทำไม?

– ผู้มาหาพระเยซู พระองค์ยินดีต้อนรับเสมอ และเขารับการยินดีต้อนรับมาก เกินยิ่งกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก

“เชิญมาหาพระเยซู วันนี้เลย อย่ารอเนิ่นช้าอีกต่อไปเลย พระองค์พร้อมที่จะต้อนรับเราด้วยความรักอันแสนอบอุ่นของพระองค์”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:40-41) { ฉันพบแล้ว }

[แนวคิด]  :

– แอนดรู เพิ่งได้คุยกับพระเยซูไม่นาน เขารู้จักพระเยซูเพียงเล็กน้อย แต่ที่เขารู้แน่ๆคือ พระเยซูคือ พระผู้ช่วยให้รอด(พระมาซีฮา) เขาไม่รอช้า รีบไปบอกกับเปโตรพี่ชายของเขา ทันที เท่าที่เขารู้

[ประยุกต์ใช้] :

– เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องพระเยซูมากมายก่อน จึงจะไปบอกคนอื่นเรื่องของพระองค์ได้ แค่บอกเท่าที่รู้ก็พอ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำงานส่วนที่เหลือ ในจิตใจของคนนั้นเอง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:42) { มองอนาคต }

[แนวคิด]  :

– แอนดูร พาซีโมนพี่ชายไปหาพระเยซู ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพระเยซูเอง

– เมื่อซีโมนมาถึงพระเยซู พระอค์ไม่ได้มองเห็นแค่ ซีโมนชาวประมง แต่พระอวค์เห็นเปโตร(เคฟาส)ผู้นำของอัครทูต12คน ผู้พลิกโลก

[ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้ เราจะพาใครมาหาพระเยซูบ้าง?
– วันนี้ เมื่อเราเองมาหาพระเยซู พระองค์ไม่ได้มองแค่ว่าวันนี้เราไม่เอาไหนแค่ไหน แต่พระองค์มองด้วยสายตาแห่งความรัก เห็นว่าอนาคตเราจะเป็นพระพรมากเพียงใด พระองค์มีความหวังในเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:43-44) { นัดหมายแห่งสวรรค์ }

[แนวคิด]  :

– หลังจากพระเยซูรับบัพติศมาจากยอห์นในแคว้นยูเดียแล้ว ขณะที่กำลังจะกลับไปแคว้นกาลิลีทางตอนเหนือ พระองค์ทรงพบสาวกของพระองค์อย่างน้อย 4 คน ที่มาจากเมืองในแคว้นกาลิลีระหว่างทางนั้น

– ฟีลิป,แอนดรูและเปโตรจากเบธไซดา นาธานาเอลจากหมู่บ้านคานา ได้พบกับพระเยซูในแคว้นยูเดีย ในที่ที่พระองค์ไม่น่าจะได้พบกับสาวกชาวกาลิลี ถ้าพระองค์จะเรียกสาวกที่ชาวกาลิลี ควรจะไปตามหาที่กาลิลีนี่นา

[ประยุกต์ใช้] :

– แผนของพระเจ้า กับความคิดของมนุษย์บ่อยครั้ง สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

– จงคอยฟังแล้วดำเนินตามการทรงนำของพระวิญญาณ เพื่อเราจะไม่พลาดนัดหมายแห่งสวรรค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:45) { พบแล้ว }

[แนวคิด]  :

– หลังจากพระเยซูทรงเรียกฟีลิป เขาก็รีบไปหานาธานาเอล เพื่อบอกว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮา

– ฟีลิปมั่นใจทันที ทั้งที่ไม่ได้ไปนอนคุยกับพระเยซู เหมือนแอนดรู น่าจะเป็นเพราะว่า ฟีลิปมีความรู้ความชำนาญในพระคัมภีร์พอสมควร(เขาได้อ้างถึงสิ่งที่โมเสสและผู้เผยพระวจนะสอน) จึงทำให้เขาสามารถทราบได้ทันทีว่า พระเยซูมีลักษณะของพระมาซีฮา ตามที่พระคัมภีร์ได้พยากรณ์ไว้

[ประยุกต์ใช้] :

– เราสามารถรับรู้สัญญาณจากพระเจ้าได้ไวขึ้น ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น เมื่อเราเอาใจใส่กับพระคำของพระเจ้ามากขึ้น

– วันนี้เราให้เวลากับการศึกษาพระคำของพระเจ้ามากเพียงใด?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:46) { มาดูเถอะ }

[แนวคิด]  :

– “เยซูชาวนาซาเร็ธเนี่ยนะ เป็นพระมาซีฮา!!!” นาธานาเอลประหลาดใจมาก เมื่อได้บิยฟีลิปบอกว่า พระมาซีฮา มาจากนาซาเร็ธ

– นาซาเร็ธเมืองบ้านนอกเล็กๆ ไร้ชื่อเสียง ไม่สำคัญขนาดฟีลิปผู้มาจากบ้านนอกอย่างเมืองคานา ซึ่งอยู่ใกล้กัน ยังดูแคลนเมืองนี้เลย

– แต่ฟีลิปไม่ได้อธิบายอะไรตอบมากมายนัก เพียงแต่ตอบด้วยคำตอบที่ทรงพลังที่สุดในการนำคนมาพบกับพระเยซู “มาดูเองเถอะ”

[ประยุกต์ใช้] :

– เมืองที่แสนต่ำต้อย เมื่อมีพระคริสต์ไปเกี่ยวที่นั่น กลับเป็นเมืองที่มีผู้คนรู้จักหลายพันล้านคนทั่วโลกตลอด 2000 ปีที่ผ่านมา

– ชีวิตของเราไม่ว่าจะต่ำต้อยมากเพียงใดก็ตาม เมื่อมีพระคริสต์สถิตอยู่ด้วย จะสามารถเป็นพระพรแก่ผู้คนมากมาย เกินกว่าที่เราจะคาดคิดได้

– วิธีที่จะนำคนมารู้จักกับพระเจ้าได้ดีที่สุด คือ ชวนเขามามีประสบการณ์กับพระเยซูด้วยตัวของเขาเอง

“สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:47-48) { รู้จักอย่างดี }

[แนวคิด]  :

– เมื่อนาธานาเอล มาหาพระเยซู ตามคำเชิญชวนของฟีลิป พระองค์ได้ตรัสกับเขาบางอย่าง ที่ทำให้เขา รู้ได้ทันทีว่าพระองค์รู้จักเขาเป็นอย่างดี

– เขาถามพระองค์รู้จักเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ พระองค์ตอบว่า พระองค์รู้จักเขา ก่อนที่เขาจะได้ยินเรื่องของพระองค์เสียอีก

[ประยุกต์ใช้] :

– พระเยซูทรงรู้จักเราเป็นอย่างดี ก่อนที่เราจะรู้จักกับพระองค์ ก่อนที่เราจะมาหาพระองค์เสียอีก

– ดังนั้นยิ่งกว่านั้น วันนี้เรามาเป็นลูกของพระองค์แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระเยซูทรงรู้จักเราเป็นอย่างดี พระองค์ทรงเข้าใจเรามากกว่าใครๆในโลกนี้หรือแม้แต่ตัวเราเอง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:49) { พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของฉัน }

[แนวคิด]  :

– เมื่อนาธานาเอล ได้มีประสบการณ์กับพระเยซู เพียงไม่นาน เขาก็ยอมรับว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า และ เป็นกษัตริย์ของเขา

– ตรงข้ามกับพวกฟาริสี ที่พระเยซูเทศนาสั่งสอนเขากว่า 3 ปี แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมรับพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าหรือเป็นกษัตริย์ของพวกเขา

[ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้ เรามีท่าทีเหมือนใคร?

– ประสบการณ์ที่เรามีกับพระเยซู เพียงพอหรือยังที่เราจะยอมให้พระองค์ เป็นกษัตริย์ เป็นเจ้านาย เป็นเจ้าของชีวิตของเราทั้งหมดจริงๆ (ไม่ใช่แค่เพียงลมปาก)

“พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ เป็นเจ้าของชีวิตทั้งหมดของฉัน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:50) { จะเห็นได้มากกว่านี้อีก }

[แนวคิด]  :

– เมื่อนาธานาเอล ทราบว่าพระเยซูทรงรู้จักเขาก่อนที่เขาจะได้ยินเรื่องของพระองค์เสียอีก เขาจึงเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮา

– แต่พระเยซูบอกเขาว่า ต่อไปภายหน้าเขาจะเห็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก

[ประยุกต์ใช้] :

– มาถึงวันนี้ เราแม้เรามีประสบการณ์พระเยซูมาระดับหนึ่งแล้วก็ตาม

– แต่ถ้าเรายังคงรักษาความเชื่อในพระเยซูเอาไว้ ต่อไปภายหน้าเราจะได้เห็นเหตุการณ์ใหญ่กว่าที่เจอมาแล้วอีก

– เรื่องแผ่นดินของพระเจ้า เป็นเหมือนเมล็ดพืช เวลาผ่านไปก็จะมีประสบการณ์ ยิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆในชีวิตของเรา เพียงแต่เราจะยึดความเชื่อไว้ให้มั่นไม่หวั่นไหว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:51) { พบอัศจรรย์ }

[แนวคิด]  :

– พระเยซูบอกนาธานาเอล ว่า วันนี้ท่านอัศจรรย์ใจที่พระเยซูเห็นท่านอย่างอัศจรรย์ แต่ในอนาคต เขาจะเห็นด้วยตัวเขาเอง ถึงสิ่งที่อัศจรรย์ล้ำลึกกว่านี้มากมากนัก

– ท้องฟ้าเบิกออก และ ทูตสวรรค์ขึ้นลงเหนือบุตรมนุษย์ เล็งถึง พระเจ้าทรงรับรองพันธกิจของพระเยซู

[ประยุกต์ใช้] :

– เมื่อเราดำเนินชีวิตติดตามพระคริสต์ เราจะพบกับสิ่งอัศจรรย์ในชีวิต มากยิ่งกว่าที่เราคิดคาดหวังไว้เสียอีก

– เหมือน นาธานาเอล ผู้คาดหวังว่าจะได้ติดตามรับบี ผู้เห็นอย่างอัศจรรย์ แต่สิ่งที่เขาได้พบจริงๆคือ ได้เห็นอย่างอัศจรรย์ด้วยตาของเขาเอง

“พระเจ้าปรารถนาจะทำสิ่งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรา มากยิ่งกว่าที่เราคาดคิด”