ขุมทรัพย์ โรม 14

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึง ชีวิตคริสเตียนแท้จะดำเนินชีวิตด้วยความรักของพระเจ้า ด้วยการคำนึงถึงผู้อื่นอยู่เสมอ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ไม่ควรกล่าวโทษหรือดูหมิ่น ผู้ที่มีมุมมอง ต่อผู้ที่มีมุมมองต่อพิธีกรรมทางศาสนาที่แตกต่างจากเรา
หากพวกเขายังคงเชื่อในข่าวประเสริฐแท้และเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์จริงๆ พวกเขาก็เป็นลูกของพระเจ้าเช่นเดียวกับเรา
พระเจ้าจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า มุมมองของใครถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ในวันพิพากษา

1.@ วันนี้หากมีพี่น้องบางคน มีมุมมองแตกต่างจากเรา ในบางเรื่อง ที่ไม่เกี่ยวกับความรอด หรือข่าวประเสริฐ เราควรมองข้าม ไม่ตำหนิ หรือ ดูหมิ่นเขา แต่หาทางที่จะทำงานร่วมกัน รับใช้พระเจ้าร่วมกัน ท่ามกลางมุมมองที่แตกต่างนั้น

2.# ถ้า​เรา​มี​ชีวิต​อยู่​ ก็จงอยู่​เพื่อพระ​เจ้า และ​ถ้า​เราจะ​ต้องตาย ​ก็​จงตายเพื่อ​พระ​เจ้า

ไม่ใช่อยู่เพื่อ หาเงิน หาชื่อเสียง หาความสำเร็จ
ไม่ใช่จะตายอยู่แล้ว เพราะมัวแต่หาเงิน หาชื่อเสียง หาความสำเร็จ

2.@ เราควรใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในวันนี้เพื่อพระเจ้า
และถ้าทำเพื่อพระเจ้าแล้วต้องเผชิญภยันตรายถึงตาย ก็ยังคงเต็มใจทำเพื่อพระเจ้า

3.# รม. 14:13 “…จง​ตัด​สิน​ใจ​ดี​กว่า​ว่า​จะ​ไม่​วาง​สิ่ง​ซึ่ง​ทำ​ให้​พี่​น้อง​สะดุด หรือ​สิ่ง​กีด​ขวาง​ทาง​ของ​เขา”

อย่าทำให้พี่น้องสะดุด เพราะการกระทำหรือคำพูดของเรา
เพราะว่าพระเยซูตายเพื่อเขาจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า
ไฉนจะมาทำให้เขาต้องพลาดไปจากแผ่นดินของพระเจ้า เพราะการกระทำหรือคำพูดของเราเล่า
เราผู้รักพระเยซู ย่อมไม่ปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น อย่างแน่นอน

ดังนั้น จงยอมงดใช้สิทธิบางอย่าง ทั้งที่เรามีสิทธิจะทำได้ ถ้าการงดใช้สิทธินั้นจะช่วยให้พี่น้องของเราไม่สะดุด

3.@ เรามีเสรีภาพที่จะทำบางอย่างได้ แต่เราเลือกที่จะไม่ทำ เพราะความรักที่เรามีต่อพระเยซู

คำคม

“ผู้ที่รักพระเยซู จะไม่ทำร้ายคนที่พระเยซูทรงรัก”

ขุมทรัพย์ โรม 13

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงการดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นคนที่มีชีวิตใหม่แล้ว ด้วยการเชื่อฟังผู้นำที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น และรักเพื่อนบ้านโดยสำแดงออกเป็นการกระทำ และดำเนินชีวิตอย่างคนที่รู้ตัวว่า วันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมานั้นใกล้เข้ามาแล้ว

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ​ผู้​ที่​ถือ​อำนาจหั้งหลาย​นั้น พระ​เจ้า​ทรง​แต่ง​ตั้ง​ขึ้น ไม่​มี​อำนาจ​ใด​เลย​ที่​ไม่​ได้​มา​จาก​พระ​เจ้า
ดังนั้น เราจำเป็นต้องให้เกียรติและเชื่อฟังผู้มีอำนาจ ไม่ใช่เพราะกลัวพวกเขา แต่เพราะยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงแต่งตั้งพวกเขาไว้
ในเมื่อพระเจ้าทรงเห็นแล้วว่า เวลานี้คนๆนี้สมควรมีอำนาจ ก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเรา ที่จะบอกว่า ไม่ดี ไม่เหมาะ วันนี้คนนี้ไม่ควรมีอำนาจ

1.@ การเชื่อฟังผู้มีอำนาจ เป็นการให้เกียรติพระเจ้า
คนที่ไม่เชื่อฟัง ไม่ให้เกียรติ ผู้มีอำนาจ เขากำลังลบหลู่พระเจ้า

2.# จงให้เกียรติแก่ทุกคน ที่สมควรให้เกียรติ

2.@ เราสมควรให้เกียรติและเคารพ ผู้ที่สมควรได้รับเกียรติ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้รับใช้พระเจ้า ญาติผู้ใหญ่ ผู้นำทั้งหลาย ฯลฯ
ยิ่งกว่าสักเท่าใด เราสมควรปฏิบิติต่อพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุดและทรงพระคุณเหลือล้นแก่เรา ด้วยความเคารพ ยำเกรงและให้เกียรติ ด้วยสิ้นสุดจิตสุดใจของเรา

3.# อย่า​เป็น​หนี้​อะไร​ใคร​เลย นอก​จาก​ความ​รัก​ซึ่ง​มี​ต่อ​กัน

3.@ พระคัมภีร์ สอนชัดเจนว่าไม่ควรเป็นหนี้ ดังนั้น คนที่เป็นหนี้อยู่ อย่าพยายามสร้างหนี้เพิ่ม แต่ให้พยายามปลดหนี้นั้น โดยอธิษฐานขอหนทางออกจากพระเจ้า ด้วยความเชื่อ
พระเจ้าเป็นผู้บอกเองว่า อย่าเป็นหนี้

บัดนี้เราผิดพลาดพลั้งไปจนเป็นหนี้ แล้วถ้าเราร้องทูลต่อพระเจ้าด้วยจริงใจ ด้วยความเชื่อ เพื่อให้พระองค์ประทานหนทางให้แก่เรา ในปลดหนี้
พระองค์จะทรงโปรดทรงฟังเราอย่างแน่นอน จงทูลขอด้วยความเชื่อเถิด

ในขณะเดียวกัน พระคัมภีร์สอนให้เราสำแดงความรักต่อผู้อื่น และไม่ลืมหนี้บุญคุณที่ผู้อื่นได้สำแดงความรักแก่เรา

4.# ผู้ที่รักเพื่อนบ้าน จะ​ไม่​ทำ​อัน​ตราย​ต่อ​เพื่อน​บ้าน​เลย ดังนั้นเมื่อเรา​รักเพื่อนบ้านเช่นนี้ เรา​จึง​ทำตาม​ธรรม​บัญ​ญัติ​สำเร็จ​​อย่าง​ครบ​ถ้วน

4.@ วันนี้ คำพูด การกระทำ สายตา หรือ ความคิดของเรา กำลังทำร้ายผู้อื่นอยู่หรือไม่?
หากเป็นเช่นนั้น จงกลับใจเสียใหม่ เพราะเรากำลังเดินในหนทางที่สวนทางกับ การรักเพื่อนบ้านเสียแล้ว

5.# เวลานี้ ​เป็น​เวลา​ที่​ควร​ตื่น​จาก​หลับ​แล้ว เพราะ​ว่า​เราเข้าใกล้วันที่พระเยซูจะเสด็จกลับ เข้าไปทุกทีแล้ว เข้าใกล้มากกว่าวันที่เรารับเชื่อ มากมายแล้ว

ดังนั้น ให้​เรา​เลิกบรร​ดา​กิจ​การ​แห่ง​ความ​มืดเสีย แล้ว​สวม​เครื่อง​อา​วุธ​แห่ง​ความ​สว่าง
เลิกทำตามอย่างคนของโลกนี้ แต่หันมาทำตามพระคำของพระเจ้าอย่างจริงจัง

เลิกจัดเตรียมสิ่งของที่จะมาบำรุงบำเรอเนื้อหนังหรือความอยากทั้งหลายแห่งโลกนี้
แต่หันมาจัดเตรียมเพื่อสิ่งที่คงอยู่ถาวรนิรันดร์ในสวรรค์ ด้วยการดำเนินชีวิตถวายเกียรติพระเจ้า ดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และด้วยการปรนนิบัติรับใช้พระองค์

5.@ วันนี้ เราตื่นหรือยัง?

คำคม

“ ความรักที่มีต่อพระเจ้า สะท้อนออกมาเป็นการให้เกียรติพระเจ้าและรักเพื่อนบ้านเสมอ”

ขุมทรัพย์ โรม 12

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงการดำเนินชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ว่าเริ่มต้นด้วยการถวายตัวอย่างจริงใจแก่พระเจ้า แล้วให้พระองค์เปลี่ยนชีวิตจิตใจ จากนั้นก็ดำเนินตามพระคำของพระองค์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ​เครื่อง​บูชาที่​พระ​เจ้าพอพระทัย ไม่ใช่การทำอะไรยิ่งใหญ่เพื่อพระเจ้า แต่เป็นการถวายกายใจของเราแด่พระองค์ อย่างเต็มใจ

1.@ วันนี้ สิ่งที่พระเจ้าปรารถนาจากเรา ไม่ใช่การทำงานรับใช้อย่างทุ่มเทมากมายสุดกำลัง แต่เป็นการทำทุกอย่างด้วยความรักที่มีต่อพระองค์อย่างหมดหัวใจ

2.# อุปนิสัยของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ไม่ใช่โดยการทุ่มเทบังคับตนเองอย่างเต็มกำลัง แต่โดยการยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา

2.@ การเปลี่ยนแปลงจิตใจนี้เกิดผ่านพระคำของพระเจ้า
โดยที่เราต้องเห็นด้วยกับค่านิยมจากพระคำของพระเจ้า และไม่เห็นด้วยกับค่านิยมจากโลกนี้

3.# เราเป็นอวัยวะในพระกายเดียวกันในพระคริสต์ เราไม่ได้สำคัญกว่าคนอื่น แม้เราจะทำงานที่ดูเหมือนสำคัญกว่า
ทุกอวัยวะในพระกายล้วนสำคัญ และเราต้องการกันและกัน

3.@ เมื่อพระเจ้าให้ของประทาน ความสามารถใดๆให้แก่เรา เราก็ควรใช้สิ่งนั้นอย่างสัตย์ซื่อ ตามพระคุณที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา
คนที่ได้มามาก ก็ใช้ออกไปมาก คนที่ได้มาน้อย ก็ให้ตามเท่าที่มี

4.# จง​รักจาก​ใจ​จริง
จง​เกลียด​ชัง​สิ่ง​ที่​ชั่ว
จง​ยึด​มั่น​ใน​สิ่ง​ที่​ดี
จง​รัก​กัน​ฉัน​พี่​น้อง
จง​ขวน​ขวาย​ใน​การ​ให้​เกียรติ​กัน​และ​กัน
อย่า​อ่อน​ระอา
จง​มี​จิต​ใจ​กระ​ตือ​รือ​ร้น​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ
จง​ปรน​นิบัติ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า
จง​ชื่น​ชม​ยินดี​ใน​ความ​หวัง
จง​สู้​ทน​ต่อ​ความ​ยาก​ลำ​บาก
จง​ขะ​มัก​เขม้น​อธิษ​ฐาน
จง​เห็น​อก​เห็น​ใจ​ช่วย​ธรร​มิก​ชน​เมื่อ​เขา​ขัด​สน
จง​อุต​ส่าห์​ต้อน​รับ​แขก​แปลก​หน้า
จง​อวย​พร​แก่​คน​ที่​เคี่ยว​เข็ญ​ท่าน
จง​อวย​พร อย่า​แช่ง​ด่า​เลย
จง​ชื่น​ชม​ยินดี​กับ​ผู้​ที่​มี​ความ​ชื่น​ชม​ยินดี
จง​ร้อง​ไห้​กับ​ผู้​ที่​ร้อง​ไห้
จง​เป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กัน
อย่า​ใฝ่​สูง แต่​ยอม​สมา​คม​กับ​คน​ต่ำ​ต้อย
อย่า​ถือ​ว่า​ตัว​ฉลาด
อย่า​ทำ​ชั่ว​ตอบ​แทน​ชั่ว​แก่​ใคร​เลย
​จง​มุ่ง​ทำ​สิ่ง​ที่​ใครๆ ก็​เห็น​ว่า​ดี
จง​อยู่​อย่าง​สงบ​สุข​กับ​ทุก​คน
อย่า​แก้​แค้น แต่​จง​มอบ​การ​นั้น​ไว้ แล้ว​แต่​พระ​เจ้า​
อย่า​ให้​ความ​ชั่ว​ชนะ​เรา​ได้
​จง​ชนะ​ความ​ชั่ว​ด้วย​ความ​ดี

4.@ จงเลือกทำอย่างน้อยสักอย่างในสัปดาห์นี้

คำคม

“ พระเจ้าเปลี่ยนชีวิตของเราได้ หากเรายอมให้พระองค์เปลี่ยน”

ขุมทรัพย์ โรม 11

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงคนยิวว่า การที่พวกเขาปฏิเสธพระเยซู ทำให้ข่าวประเสริฐแพร่ออกไปทั่วโลก แต่ในที่สุดแล้ว สักวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงนำพวกเขาให้กลับมาเชื่อวางใจในพระเยซู

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ในท่ามกลางคนยิวที่ส่วนใหญ่ปฏิเสธพระเยซูนั้น มียิวบางคนที่เชื่อวางใจในพระเยซู แล้วได้รับความรอด

1.@ ท่ามกลางคนที่ดูเหมือนจะไม่ยอมเชื่อนั้น มีบางคนที่พร้อมที่จะเชื่ออยู่
ดังนั้นถ้าเราคิดว่า คนกลุ่มนี้พวกเขาคงไม่เชื่อหรอก จึงไม่บอกเรื่องความรอดแก่เขา จะทำให้คนที่จะเชื่อนั้นพลาดโอกาสของการได้ยินข่าวประเสริฐนั้นไป

จงประกาศข่าวประเสริฐแก่ทุกคนที่เราสามารถทำได้ เพราะเราไม่รู้หรอกว่า เขาเป็นกลุ่มที่จะเชื่อหรือจะไม่เชื่อ

2.# ​การ​ที่​พวก​ยิวไม่เชื่อ และปฏิเสธพระเยซูนั้น เป็น​เหตุ​ให้ความรอดแพร่ไปถึง​คน​ทั้ง​โลก ทำให้คนมากมาย​ได้มีโอกาสกลับ​คืน​ดี​กับ​พระ​เจ้า

2.@ การที่พวกยิวเลือกปฏิเสธพระเยซู เป็นสิ่งผิดพลาดใหญ่หลวงของพวกเขา
แต่พระเจ้าก็ทรงสามารถใช้ความผิดพลาดนั้นกลายเป็นพระพรแก่ผู้คนมากมายได้

วันนี้ ความผิดพลาดพลั้งไปของเรานั้น พระเจ้าทรงสามารถใช้ให้กลายเป็นพระพรได้
โดยที่ ถ้าเรากลับมาหาพระเจ้า พระองค์จะทรงใช้ความผิดพลาดนั้นเป็นพระพรต่อทั้งตัวเราเองและผู้อื่น
แต่ถ้าเราไม่ยอมกลับมาหาพระองค์ ความผิดพลาดนั้นจะเป็นพระพรแก่ผู้อื่นเท่านั้น

จงกลับมาหาพระเจ้าเถิด

3.# รม. 11:22 “…​จง​พิจาร​ณา​ดู​ทั้ง​พระ​กรุณา​และ​ความ​เข้ม​งวด​ของ​พระ​เจ้า …”

พระเจ้าทรงพระกรุณาแก่คนหลงผิด ที่กลับใจ
พระเจ้าทรงเข้มงวดต่อคนหลงผิดที่ไม่ยอมกลับใจ

3.@ คนยิวพลาดไปจากพระสัญญาของพระเจ้า เพราะเขาไม่เชื่อ
เราได้รับตามพระสัญญา เพราะเราเชื่อ
ดังนั้น จนยึดมั่นความเชื่อเอาไว้ อย่าปล่อยให้หลุดมือไป

4.# ความไม่เชื่อฟังของพวกยิว ทำให้ข่าวประเสริฐมาถึงคนต่างชาติที่ไม่เชื่อฟัง
แล้ว คนต่างชาติก็เชื่อ ทำให้พวกเขาได้รับพระเมตตา
โดยพระเมตตานั้น ทำให้พวกยิวที่ไม่เชื่อฟังนั้น ได้รับพระเมตตาด้วย
จนพวกยิวกลายมาเป็นผู้ที่เชื่อ

ดังนั้นในที่สุดแล้วพระเจ้าได้​ทรง​พระ​เมต​ตา​แก่​เขา​ทุก​คน ที่ไม่เชื่อฟังนั้น

4.@ พระ​ปัญ​ญา​และ​ความ​รอบ​รู้​ของ​พระเจ้า​นั้น ช่างล้ำ​ลึก​เกินกว่าจะเข้าใจได้
ข้อ​ตัดสิน​ของ​พระ​องค์​นั้น​ ลึกซึ้งเกินกว่าที่จะเข้าใจได้หมด
​ทาง​ของ​พระ​องค์​นั้น ซับซ้อนเกินกว่าที่จะค้นพบได้ด้วยตนเอง

5.# รม. 11:35 “…ใคร​ได้​ถวาย​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​แก่​พระ​องค์ ที่​พระ​องค์​จะ​ต้อง​ตอบ​แทน​เขา? ”
ในเมื่อทุกสิ่งเป็นของพระองค์ มาจากพระองค์

5.@ สิ่งใดๆที่เราถวายแด่พระเจ้านั้น ความจริงแล้วเราก็แค่ถวายของพระองค์ กลับคืนแด่พระองค์
ดังนั้นเราไม่ได้มีบุญคุณอะไรกับพระองค์เลย
เป็นพระคุณของพระเจ้าต่างหากที่ประทานให้เรามีสิ่งเหล่านั้น เพื่อเราจะได้รับเกียรติได้ถวายแด่พระองค์

คำคม

“เราได้รับพระเมตตา เพื่อพระเจ้าจะทรงสำแดงพระเมตตาผ่านเราไปสู่ผู้อื่น”

ขุมทรัพย์ โรม 10

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงความรอดที่มาถึงมนุษย์ทุกคน ที่เชื่อข่าวประเสริฐและต้อนรับพระเยซูเป็นเจ้านายในชีวิตของเขา ซึ่งน่าเสียดายที่พวกยิวจำนวนมากที่ข่าวประเสริฐมาถึงพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อจึงไม่มีส่วนในความรอดที่พระเจ้าทรงโปรดประทานให้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# คนยิวกระตือรือร้นที่จะปรนนิบัติพระเจ้า แต่ทำแบบไร้ปัญญา เพราะพวกเขาปรนนิบัติพระเจ้าแบบไม่ฟังพระเจ้า พวกเขาทำตามความคิดของพวกเขาเอง
แล้วพอพระเจ้าเปิดเผยว่า ไม่ใช่แบบนั้น พวกเขาก็ไม่ฟังพระเจ้า แต่ยังคงทำเหมือนเดิมต่อไป

1.@ หากเราพยายามรับใช้พระเจ้า โดยไม่สนใจว่าพระคำของพระเจ้าสอนให้เราทำอย่างไร การรับใช้นั้นเป็นการรับใช้แบบไร้ปัญญา
เช่น รับใช้พระเจ้าเพิ่อให้งานรับใช้สำเร็จอย่างดี โดยไม่คำนึงถึงความรักที่มีต่อพี่น้อง จัดงานคริสตมาสจนทะเลาะกัน เป็นต้น

2.# หลักความชอบธรรมที่มาจากการประพฤติ คือ ใครประพฤติได้ ก็จะได้ความชอบธรรม
หลักความชอบธรรมที่มาจากความเชื่อ คือ ใครเชื่อจริงๆ ก็จะได้ความชอบธรรม

2.@ ความชอบธรรมโดยการประพฤตินั้น ไม่มีใครสามารถทำสำเร็จได้ นอกจากพระเยซู พระองค์ประพฤติอย่างสมบูรณ์
ดังนั้น คนที่เชื่อวางใจในพระเยซู พระเยซูจึงประทานความชอบธรรมแก่เขา เป็นความชอบธรรมที่ได้มาโดยความเชื่อ

เราชอบธรรมได้ เพราะเราเชื่อวางใจในพระเยซู ผู้ได้รับความชอบธรรมมาด้วยการประพฤติ

3.# รม. 10:9 “…​ถ้า​ท่าน​จะ​ยอม​รับ​ด้วย​ปาก​ของ​ท่าน​ว่า พระ​เยซู​ทรง​เป็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​เชื่อ​ใน​ใจ​ว่า พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ให้​พระ​องค์​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย ท่าน​จะ​รอด”

ยอมรับพระเยซู ว่าเป็นเจ้านายในชีวิตของเรา สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ(มธ. 15:18) นั่นคือ ผู้นั้นต้องให้พระเยซูคริสต์ครองบัลลังก์ใจ เป็นเจ้านายในชีวิตของเขา

เชื่อในใจ ไม่ใช่เชื่อแค่ปาก
ไม่ใช่พูดดีแต่ปาก แต่เชื่อจริงๆลึกเข้าไปในใจ
เชื่อ ว่า พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย
– ก่อนฟื้นจากตาย แน่นอนต้องตายก่อน นั่นคือเชื่อว่าพระเยซูตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปเรา
– แล้วพระเยซูถูกทำให้เป็นขึ้นมาจากความตาย นั่นคือเชื่อว่า พระองค์พิชิตความตายแล้ว เราเองผู้อยู่ในพระองค์ย่อมมีชีวิตใหม่แล้วเช่นกัน
– เชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้กระทำให้พระเยซูฟื้นจากความตาย ดังนั้น เราผู้อยู่ในพระองค์จะถูกทำให้เป็นขึ้นมาจากความตายในวันสุดท้ายด้วยเช่นกัน

3.@ ผู้เชื่อแท้ คือ ผู้ให้พระเยซูคริสต์เป็นเจ้านายของเขา และเชื่อว่าโดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์บาปของเขาได้รับการอภัยแล้ว เขาเป็นคนใหม่ในพระคริสต์แล้ว

4.# รม. 10:10 “เพราะ​ว่า​การ​เชื่อ​ด้วย​ใจ​ก็​นำ​ไป​สู่​ความ​ชอบ​ธรรม และ​การ​ยอม​รับ​ด้วย​ปาก​ก็​นำ​ไป​สู่​ความ​รอด”

การเชื่อว่า การบาปของเขาได้รับการชำระแล้ว เขาเป็นคนใหม่แล้วโดยพระเยซูคริสต์ ความเชื่อเช่นนี้แหละที่ทำให้คนนั้นเป็นคนชอบธรรม
และ การยอมให้พระเยซูทรงเป็นเจ้านาย เจ้าของชีวิตของเขา เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับผู้ที่จะรอดพ้นนรกเข้าสู่สวรรค์

4.@ วันนี้ เรามั่นใจจริงๆหรือเปล่าว่า บาปของเราได้รับการอภัยแล้ว เราเป็นคนใหม่แล้ว โดยพระเยซูคริสต์
และ วันนี้ พระเยซูทรงเป็นเจ้านายเจ้าของชีวิตของเรา จริงๆหรือเปล่า?

5.# รม. 10:17 “…​ความ​เชื่อ​เกิด​ขึ้น​ได้​ก็​เพราะ​การ​ได้​ยิน และ​การ​ได้​ยิน​เกิด​ขึ้น​ได้​ก็​เพราะ​การ​ประ​กาศ​พระ​คริสต์”

น่าเสียดายที่คนยิวจำนวนมาก ได้ยินการประกาศพระคริสต์แล้ว
แต่พวกเขาก็ยังไม่เชื่อ พวกเขาจึงพลาดจากความรอดที่พระเจ้าประทานให้

5.@ หน้าที่ของเราผู้ได้รับความรอดแล้ว คือ ประกาศเรื่องความรอดนี้ออกไปให้ผู้อื่นได้ยิน
เพราะถ้าพวกเขาไม่ได้ยินการประกาศพระคริสต์ พวกเขาก้ไม่สามารถเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ได้
ครั้งเมื่อเราประกาศออกไปแล้ว พวกเขาจะเชื่อหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องเลือกเอง และได้รับผลแห่งการเลือกนั้นเอง

คำคม

“ความรอดมาถึงทุกคน แต่เฉพาะคนที่เชื่อเท่านั้นจึงจะได้้รับ”

ขุมทรัพย์ โรม 9

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงอิสราเอล ชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก เพื่อจะประทานความรอดผ่านทางพวกเขาไปยังประชาชาติ แต่พวกเขาเองกลับปฏิเสธความรอดจากพระเจ้า ด้วยการไม่เชื่อวางใจในพระเยซู ดังนั้นพวกเขาเองจึงมีคนได้รับความรอดนั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# รม. 9:6 “…​ไม่​ใช่​ทุก​คน​ที่​เกิด​มา​จาก​อิส​รา​เอล​นั้น เป็น​คน​อิส​รา​เอล​แท้”
เฉพาะผู้เชื่อวางใจในพระเจ้า เหมือนอย่างอับราฮัมเท่านั้น ถึงจะนับว่าเป็นอิสราเอลแท้ เป็นผู้มีสิทธิมีส่วนในพระสัญาของพระเจ้า

1.@ วันนี้ โดยความเชื่อเราจึงมีสิทธิในพระสัญญาของพระเจ้า
นั่นคือ หากเราไม่เชื่อพระคำของพระเจ้า เราจะไม่ได้รับตามพระสัญญาในพระคำของพระองค์

วันนี้ เราเชื่อจริงๆหรือไม่ว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับเราในพระคัมภีร์นั้น จะเกิดขึ้นเป็นจริงอย่างแน่นอน

2.# รม. 9:15-16 … พระเจ้าตรัสว่า “เรา​ประ​สงค์​จะ​กรุณา​ใคร เรา​ก็​จะ​กรุณา​คน​นั้น และ​เรา​จะ​เมต​ตา​ใคร เรา​ก็​จะ​เมต​ตา​คน​นั้น เพราะ​ฉะนั้น ทุก​สิ่ง​จึง​ไม่​ขึ้น​กับ​ความ​ตั้ง​ใจ​หรือ​ความ​มานะ​ของ​มนุษย์ แต่​ขึ้น​อยู่​กับ​พระ​เมต​ตา​ของ​พระ​เจ้า”

พระเมตตาจากพระเจ้า ที่เราได้รับในวันนี้ ไม่เกี่ยวกับ คุณสมบัติของเรา หรือ ความพยายามของเรา แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าล้วนๆที่ทรงเลือกและเรียกเรา

2.@ เรามีวันนี้ได้ เพราะพระคุณของพระเจ้า อย่าเย่อหยิ่งไปเลย
เรามีเพราะเราได้รับมา เพราะพระเมตตาของพระเจ้าที่ประทานแก่เรา

3.# พระเจ้าทรงเมตตาแก่ทุกคน แต่คนจำนวนหนึ่งไม่รับพระเมตตาจากพระองค์ พระองค์ก็ยังคงอดทนต่อพวกเขา(ข้อ22) จนกระทั่งหมดเวลา พวกเขาจะได้รับ พระพิโรธจากพระเจ้า ผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรมแทน
แต่คนอีกจำนวนหนึ่ง ตอบรับพระเมตตา จึงได้รับพระเมตตา แล้วพบพระคุณมากมาย ที่ทรงมีต่อพวกเขา ประทานเกียรติและศักดิ์ศรียิ่งใหญ่แก่พวกเขา

จึงกล่าวได้ว่า
ฝ่ายหนึ่งเกิดมาเพื่อรับพระพิโรธ
อีกฝ่ายหนึ่งเกิดมาเพื่อรับพระเมตตา

3.@ วันนี้ พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาของพระองค์แก่เราแล้ว โดยการส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ ลงมาตายแทนเรา
เราจะตอบสนองต่อพระเมตตาที่พระเจ้าประทานให้นี้อย่างไร?
เชื่อ และวางใจในพระองค์ แล้วดำเนินชีวิตตามที่เชื่อนั้น
หรือ
บอกว่าเชื่อวางใจ แต่ดำเนินชีวิตสวนทางกับที่พูดว่าเชื่อนั้น
หรือ
ปฏิเสธ ไม่ต้องการรับพระเมตตานั้น

4.# ลูกหลานของอับราฮัมทางสายเลือดมีมากมาย แต่เพราะความไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาพ่ายแพ้ศัตรู บ้านเมืองถูกทำลาย ประชาชนจากหลายล้านคน เหลือเพียงแค่ไม่กี่หมื่นคน แล้วถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในบาบิโลน (586 ก.คศ.)
ต่อมาพระเจ้าเมตตาให้พวกเขากลับมายังบ้านเมืองของตนอีกครั้ง แล้วทวีประชากรมากขึ้น
แต่เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด พวกเขากลับปฏิเสธพระองค์และจับพระองค์ไปตรึงเสียที่กางเขน (คศ.33)

ลูกหลานของอับราฮัมทางสายเลือด มีมากมาย ความรอดจากพระเจ้ามาถึงพวกเขาแล้ว
แต่น่าเสียดายที่มีเพียงเล็กน้อยในพวกเขาเท่านั้นที่ได้ความรอดที่พระเจ้าประทานให้ เพราะว่ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่เชื่อวางใจในพระเยซู

4.@ วันนี้ ความรอดมาถึงเราแล้ว เราตอบสนองอย่างไร?
ลูกหลานของอับราฮัมทางสายเลือดไม่ได้รับความรอดเพราะพวกเขาไม่เชื่อฉันใด
หากเราไม่เชื่อวางใจในพระเยซูจริงๆ เราก็จะไม่มีส่วนในความรอดที่มาจากพระเจ้าฉันนั้น

วันนี้ หากเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว ความรอดจากพระเจ้าเป็นของเราแล้ว
เราควรจะทำอย่างไรต่อความรอดนี้?
ควรหรือที่เราจะเก็บเรื่องที่แสนดีนี้ไว้แต่ลำพัง แทนที่จะบอกเรื่องนี้ออกไปยังผู้คนอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับความรอดจากพระเจ้า

คำคม

“พระเจ้าได้ทรงประทานพระเมตตาแก่เราแล้ว
เราสามารถยื่นมือรับเอาได้เลยด้วยความเชื่อ”

ขุมทรัพย์ โรม 8

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงฐานะของเราเป็นลูกรักของพระเจ้า พระองค์จะปกป้อง คุ้มครอง ดูแล รักษาเราอย่างดีอย่างแน่นอน และพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# รม. 8:1) “…​การ​ลง​โทษไม่มี แก่​คน​ที่​อยู่​ใน​พระ​เยซู​คริสต์” เพราะว่าพระเยซูคริสต์ทรงรับโทษแทนเขาเรียบร้อยแล้ว

ไม่ได้หมายความว่า คนที่อยู่ในพระคริสต์จะทำบาปอย่างไร พระเจ้าก็ไม่ว่าอะไร
1คร. 13:6 “ความรักไม่​ชื่น​ชม​ยินดี​เมื่อ​มี​การ​ประพฤติ​ผิด แต่​ชื่น​ชม​ยินดี​เมื่อ​ประพฤติ​ชอบ​”
และ ใน ฮบ. 12:6 กล่าวไว้ว่า “เพราะ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทรง​ตี​สอน​ผู้​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก และ​เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​รับ​ผู้ใด​เป็น​บุตร ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ตี​สอน​ผู้​นั้น”

ดังนั้น จึงหมายความว่า คนที่อยู่พระคริสต์ จะไม่ต้องถูกพิพากษา ให้ตกลงในบึงไฟนรก
แต่หากเขาดำเนินชีวิตในบาป พระบิดาผู้ทรงรักเขาก็จะทรงตีสอนเขาเพื่อให้เขากลับใจ ละทิ้งบาปนั้นเสีย

1.@ เมื่อเราอยู่ในพระคริสต์ เราได้รอดพ้นการพิพากษาลงโทษจากพระเจ้าแล้ว
เราเป็นคนชอบธรรมแล้ว เราจึงควรดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นคนชอบธรรมด้วย

2.# การจดจ่อสนใจ​สิ่ง​ซึ่ง​เป็น​ของ​โลกนี้ จะนำไปสู่ความตาย
แต่​การจดจ่อ​สนใจ​ใน​สิ่ง​ซึ่ง​เป็น​ของ​พระ​วิญญาณ​ จะนำไปสู่ชีวิตและสันติสุข

เพราะคนที่จดจ่อแต่การแสวงหาของในโลกนี้ เขาจะไม่สามารถทำในสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยได้เลย ความสุขที่เขาพยายามไขว่คว้านั้นนอกจากจะสูญไปแล้ว มันยังทำลายชีวิตและเวลาอันล้ำค่าของเขาไปอีกด้วย
แต่สำหรับคนที่จดจ่อแสวงหาการทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า เขาจะได้พบกับความสุขแท้ พบสันติสุขที่ยั่งยืนในพระเจ้า

2.@ วันนี้ เรากำลัง ทุ่มเทเวลา ควาสามารถ และพลังที่เรามีอยู่ไปเพื่อแสวงหาสิ่งใด
สิ่งของอนิจจังแห่งโลกนี้ หรือ ศักดิ์ศรีถาวรในสวรรคสถาน?

3.# ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายง่ายๆ ของข้อ 9-11
เมื่อเราเกิดมา จิตวิญญาณของเราบาป จึงทำให้ร่างกายของเรานี้ต้องพบกับความตาย แล้วจิตวิญญาณก็จะพบกับความตายชั่วนิรันดร์

ต่อมาเมื่อต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาในจิตวิญญาณของเรา จิตวิญญาณของเราจึงกลับมีชีวิต

แต่เนื่องจากเรายังอยู่ในร่างกายเดิม ซึ่งเป็นร่างกายของจิตวิญญาณเดิม(จิตวิญญาณบาป)
ดังนั้นร่างกายนี้ในที่สุดต้องตาย
แต่จิตวิญญาณของเราจะไม่ต้องพบกับความตาย จะพบกับชีวิตชั่วนิรันดร์
แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานร่างกายใหม่ให้แก่เราอันเป็นร่างกายที่สมกับจิตวิญญาณที่มีชีวิตของเรานี้

3.@ เรารู้ว่า สักวันหนึ่งร่างกายของเราต้องตายไปเหมือนกับคนอื่นๆ และจิตวิญญาณของเราจะมีชีวิตชั่วนิรันดร์ ในร่างกายใหม่
ด้วยเหตุนี้ เป็นการไม่ฉลาดสักเพียงใดที่เรากลับพยายาม ไล่จับสิ่งของในโลกนี้ ที่อีกไม่นานก็จะสิ้นสูญไป ไล่จับสิ่งของเพื่อบำรุงบำเรอร่างกายชั่วคราวที่อีกไม่นานเราก็ต้องทิ้งไปเสียแล้ว
จงตื่นขึ้น รู้ตัว แล้วใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีปัญญา

4.# การที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในเรานั้น เป็นสิ่งยืนยันว่า เราชอบธรรมแล้ว เราบริสุทธิ์แล้ว พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ผู้ชอบธรรมจึงสามารถประสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเราได้

และยังเป็นการยืนยันว่า เราเป็นบุตรของพระเจ้า เป็นทายาทของพระเจ้า เพราะพระคัมภีร์เรียกพระองค์ว่า “พระ​วิญญาณ​ผู้​ทรง​ให้​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า”(ข้อ 15)

4.@ วันนี้ เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเป็นทายาทผู้จะได้รับมรดกด้วยกันกับพระคริสต์
อย่ายอมให้มารซาตาน หลอกลวงเรา ให้เราทิ้งเกียรติและศักดิ์ศรี ไปไล่จับสิ่งของไร้ค่าแห่งโลกนี้ อันต้องถูกเผาไหม้ไปสิ้น
เราควรดำเนินชีวิต ให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้า ขณะอยู่ในโลกนี้ ด้วยการเชื่อฟัง กระทำตามใจพระบิดา ไม่ใช่ตามการเย้ายวนแห่งโลกนี้

5.# พระเจ้าประสงค์ที่จะใช้ เหตุ​การณ์​ทุก​อย่างที่เกิดขึ้นกับเรา มาประสานรวม​กัน​ เพื่อก่อ​ให้เกิดผล​ดี​แก่​เรา

5.@ พระเจ้าทรงรักเรา เราเป็นลูกของพระองค์ พระองค์ใหญ่ยิ่งครอบครองและควบคุมทุกสิ่ง
ดังนั้น ให้เราเชื่อใจพระองค์ว่า เหตุการณ์ในวันนี้ ในที่สุดจะเกิดผลดีต่อชีวิตของเราอย่างแน่นอน

6.# พระเจ้าทรงรักเราอย่างที่สุด จนกระทั่งยอมประทานพระบุตรสุดที่รักองค์เดียวของพระองค์ มาตายเพื่อช่วยเรา ในขณะที่เรายังไม่รู้จักพระองค์ อาจจะกำลังทำตัวเป็นศัตรูของพระองค์ด้วยซ้ำไป
บัดนี้เราเป็นลูกของพระองค์ แน่นอนอย่างที่สุด พระองค์จะประทานสิ่งที่ดีเลิศให้แก่เราอย่างแน่นอน และจะไม่มีวันมีอะไรมาทำให้พระเจ้าหมดรักเราได้

6.@ ความเชื่อใจในความรักของพระเจ้า จะเป็นแรงผลักดันให้เราดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างสง่างามสมกับเป็นลูกของพระองค์

คำคม

“เราสมควรรักตอบพระองค์ ผู้ทรงรักเราอย่างที่สุด อย่างไร?”

ขุมทรัพย์ โรม 7

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงการที่เราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ทำให้เราพ้นกฏแห่งธรรมบัญญัติ ซึ่งบาปจะใช้ธรรมบัญญัติเพื่อทำให้เราต้องรับการพิพากษาลงโทษ แต่เมื่อเราพ้นจากกฏของธรรมบัญญัติแล้ว บาปจึงไม่สามารถทำร้ายเราได้อีกต่อไป

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ​ธรรม​บัญ​ญัติ​มี​อำ​นาจ​เหนือคน ​ก็​เฉพาะ​ตอน​ที่​เขา​ยัง​มี​ชีวิต​อยู่​เท่า​นั้น หากตายแล้วก็ไม่มีผลบังคับใช้กับคนนั้น เช่น เราไม่เอานักโทษผู้ถูกยิงตายแล้ว มาขังคุกอีก

1.@ โดยการตายของพระเยซูเพื่อรับโทษบาปของเรา จึงถือได้ว่า เราได้รับโทษตายไปเรียบร้อยแล้ว เราจึงไม่จำเป็นต้องรับโทษอันเนื่องจากทำผิดธรรมบัญญัติอีกต่อไป

เราจึงรอดพ้นการพิพากษาแล้ว โดยความเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์

2.# ธรรมบัญญัติเป็นสิ่งดี แต่เนื่องจากบาปในตัวเรา จึงทำให้เราต้องตายเพราะธรรมบัญญัติเนื่องจากเราทำตามไม่ได้
แต่ด้วยพระคุณของพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เราถูกทำให้พ้นจากธรรมบัญญัติ แล้วนำเข้ามาอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้า

2.@ ตัวอย่างเปรียบเทียบ
พระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิต อยู่บนยอดหน้าผาสูงชัน ที่มนุษย์ร่วงหล่นลงมา
มนุษย์พยายามกลับไปหาพระเจ้าแต่ไม่มีทางทำได้
อยู่มาวันหนึ่ง น้ำแห่งธรรมบัญญัติจำนวนมหาศาลไหลเข้ามา

หากมนุษย์ว่ายน้ำได้สำเร็จ เขาจะกลับไปหาพระเจ้าได้
แต่มนุษย์ว่ายน้ำไม่เป็น
ดังนั้นธรรมบัญญัติจึงทำให้มนุษย์ตาย

แต่โดยทางพระเยซูคริสต์ พระองค์ยื่นมือมาฉุดมนุษย์ขึ้นมาบนเรือที่อยู่เหนือน้ำนั้น
คนที่ยินดีรับความช่วยเหลือจากพระองค์ ก็จะอยู่นอกเหนือกฏแห่งธรรมบัญญัติและจะกลับคืนสู่พระเจ้าได้

3.# พระเจ้าทรงใส่มโนธรรมที่ดีไว้ในใจของมนุษย์ ลึกๆในใจของมนุษย์ทุกคนจึงอยากทำสิ่งที่ดี แต่เนื่องจากบาปที่มนุษย์มี ทำให้มนุษย์ไม่อาจทำดีได้
ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังใน รม. 7:19
“การ​ดี​นั้น​ซึ่ง​ข้าพ​เจ้า​ปรารถ​นา​ทำ ก็​ไม่​ได้​ทำ แต่​การ​ชั่ว​ซึ่ง​ข้าพ​เจ้า​ไม่​ปรารถ​นา​ทำ ก็​ยัง​ทำ​อยู่”

แต่โดยพระเยซูคริสต์พระองค์อภัยบาปของเรา นำบาปไปจากชีวิตของเรา
จึงทำให้สิ่งที่มโนธรรมปรารถนาจะทำ จึงสามารถทำได้โดยการช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ภายในเรา

3.@ โดยการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เราสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ ด้วยการช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

เราไม่จำเป็นต้องทำบาปอีกต่อไป เราไม่จำเป็นต้องพ่ายแพ้บาปอีกต่อไป
เพียงแค่ขอความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
พระองค์จะทรงสอนเราและช่วยเราให้มีชัยเหนือการทดลองแห่งบาปได้

คำคม

“ คนที่ตายจากบาปแล้ว ก็พ้นผลของบาปและอิทธิพลของบาป ”

ขุมทรัพย์ โรม 6

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงชีวิตของผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ว่าไม่ได้เป็นทาสของบาปอีกต่อไป จึงไม่ควรดำเนินในทางบาปต่อไป แต่ควรดำเนินในทางแห่งความชอบธรรม สมกับที่ได้เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว โดยความเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ในเมื่อพระคุณปรากฏชัด เพราะบาปของเรา ดังนั้น เรา​จะ​อยู่​ใน​บาป​ต่อ​ไป​โดยไม่คิดจะกลับใจจากบาปนั้น เพื่อ​ให้​พระ​คุณ​เพิ่ม​ทวี​ขึ้นใช่หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ใช่ แน่นอน
เพราะเมื่อเรารับเชื่อพระเยซูคริสต์ เราก็เข้าส่วนในพระองค์ ทำให้การที่พระองค์ตายบนไม้กางเขน เป็นเหมือนเราได้รับโทษเรียบร้อยแล้ว
แต่ขณะเดียวกัน ในเมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต พระเยซูพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ผู้ทรงพระชนม์อยู่ ทรงสถิตภายในเรา เราจึงไม่อาจนิ่งเฉยยืนอยู่ในบาปต่อไป โดยไม่คิดจะกลับใจออกมาจากบาปได้

1.@ คนที่มีพระเยซูคริสต์อยู่ในชีวิต ก็พ้นโทษบาปแล้ว และไม่สามารถดำเนินชีวิตในบาปต่อไปได้โดยไม่รู้สึกอยากกลับใจ

2.# ในเมื่อเราเป็นของพระเยซูคริสต์แล้ว
เราก็ไม่ควร​ยก​อวัยวะ​ของ​เราให้​แก่​บาป ให้​เป็น​เครื่อง​มือทำบาปอีกต่อไป
แต่​สมควรยกอวัยวะของเราให้แก่พระเยซู ให้พระองค์ทรงใช้เป็นเครื่องมือในการถวายเกียรติแด่พระเจ้า

2.@ คนที่เป็นของพระเยซู จะใช้สิ่งที่ตนมีทำเพื่อพระเยซู ทำตามคำเรียกร้องของพระเยซู
คนที่เป็นของโลกนี้ จะใช้สิ่งที่ตนมีทำตามเสียงร้องเรียกและยั่วยวนแห่งโลกนี้

3.# เมื่อก่อนเราเคยเป็นทาสของบาป แล้วผลแห่งการทำตามบาปนั้น ล้วนแต่ทำให้เกิดความละอายใจ การฟ้องผิด แต่เราก็เลิกมันไม่ได้สักที
บัดนี้เราพ้นจากการเป็นทาสของบาปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำตามบาปอีกต่อไป
แต่เราเป็นทาสของพระคริสต์ เราจำเป็นต้องทำตามพระคริสต์
ซึ่งการทำตามพระคริสต์นั้น ผลที่ได้ก็คือ เสรีภาพ สันติสุข ความชื่นชมยินดี

3.@ วันนี้ เราเป็นอิสระเหนืออำนาจของบาปแล้ว เราไม่ได้เป็นทาสของบาปอีกแล้ว
อย่าไปสมัครเป็นทาสของมันอีกเลย อย่าเดินไปในทางบาปอีก หันออกมา เดินในทางที่เราสมควรเดินไป คือเดินตามพระเยซูคริสต์องค์เจ้านายของเรา

คำคม

“ผู้ที่เป็นคนชอบธรรมแล้วจริงๆ
เขาจะดำเนินชีวิตอย่างที่คนชอบธรรมเขาดำเนินกัน”

ขุมทรัพย์ โรม 5

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงผลของความชอบธรรม ที่เราได้มาโดยความเชื่อวางใจพระเยซูคริสต์ อาดัมนำบาปเข้ามาสู่มนุษย์ฉันใด พระเยซูก็นำเอาความชอบธรรมมาสู่มนุษย์ ผู้วางใจในพระองค์ฉันนั้น

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อเราเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราก็คือ
เราสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความชื่นชมยินดีในขณะอยู่บนโลกนี้

และชื่นชมยินดีในความหวังว่าจะได้เข้าส่วนในศักดิ์ศรีของพระเจ้า เมื่อเราจากโลกนี้ไป
ด้วยเหตุนี้ แม้ในโลกนี้เราจะประสบความยากลำบาก เราก็ยังยินดีได้

เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าผู้ทรงรักเราอนุญาตให้เราพบความทุกข์ยากนี้
ก็เพื่อจะขัดเกลาชีวิตของเราให้มีความเข้มแข็ง อดทน
เพื่อเราสามารถเป็นพระพรแก่ผู้คนมากมายได้

1.@ หากเราตระหนักจริงๆว่า เราเป็นคนชอบธรรมแล้ว จะทำให้เรา ชื่นชมยินดีได้เสมอ ทุกเวลาและในทุกสถานการณ์

วันนี้ หากเราไม่มีความชื่นชมยินดี เป็นได้ว่า เราลืมไปว่า เราได้เป็นคนชอบธรรม ผู้จะได้เข้าในศักดิ์ศรีของพระเจ้า ซึ่งจะนำความชื่นชมยินดีใหญ่ยิ่งมากสู่เราจนความทุกข์ทั้งสิ้นที่เรากำลังประสบนั้น ดูเหมือนช่างเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน

2.# รม. 5:5 “…​ความ​รัก​ของ​พระ​เจ้า​ได้​หลั่ง​เข้า​สู่​จิต​ใจ​ของ​เรา โดย​ทาง​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์ ซึ่ง​พระ​องค์​ได้​ประ​ทาน​ให้​แก่​เรา​แล้ว”

ความรักของพระเจ้า เขามาสู่เรา จนเราสัมผัสและรับรู้ได้ โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์
ยิ่งเรารับการสอนจากพระวิญญาณบริสุทธิ์มากเท่าใด เราก็ยิ่งรับรู้ความรักของพระเยซูที่มีต่อเรามากขึ้นเท่านั้น

2.@ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่กับเรา พร้อมที่จะสอนเรา นำพาชีวิตของเราในทุกที่ที่เราดำเนินไป
เราควรขอความช่วยเหลือ ขอการสอน ขอการนำจากพระองค์ ให้บ่อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

3.# ขณะเมื่อเรายังเป็นคนบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า พระเยซูยังทรงรักเรา สละชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา
พระเยซูทรงรู้จักเราก่อนที่เราจะเกิดมา เมื่อ 2,000 ปีก่อน ขณะที่พระองค์กำลังเดินไปสู่ไม้กางเขน พระองค์มีชื่อของเราแต่ละคน ในใจของพระองค์แล้ว และพระองค์เต็มใจตายอย่างทรมานเพื่อเรา
ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด บัดนี้ เราได้กลายเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเยซูจะทรงช่วยเราอย่างแน่นอนในโลกนี้และเมื่อเราต้องจากโลกนี้ไป

3.@ หากเราเชื่อจริงๆว่า พระเยซู พระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุดรักเราจนยอมตายเพื่อเรามาแล้ว
เราจะไม่หวาดกลัว สิ่งต่างๆในโลกที่แสนแปรปรวนนี้อีกต่อไป

4.# การกระทำบาป​ของคนๆ เดียวคืออาดัม เพียงครั้งเดียว
ได้ทำให้บาป​ก็​ได้​แผ่​ไป​ถึง​​มนุษย์​ทุก​คน
และบาปครอบงำชีวิตมนุษย์ทุกคนเรื่อยมา
จึงทำให้มนุษย์ทุกคนต้องอยู่ใต้อิทธิพลของความตาย

ของขวัญจากพระเจ้า คือ พระเยซูคริสต์ ได้เข้ามาในโลก โดยการกระทำอันชอบธรรมของพระองค์ครั้งเดียว คือเชื่อฟังจนกระทั่งถึงความมรณาที่กางเขน
ได้ทำให้ความชอบธรรมแผ่ไปถึงมนุษย์ทุกคนได้
และความชอบธรรมก็สามารถครอบครองชีวิตของมนุษย์ทุกคนได้
จึงทำให้มนุษย์ไม่ต้องอยู่ใต้อิทธิพลของความตายอีกต่อไป แต่กลับมีชีวิตที่แท้จริงได้

4.@ เราติดบาปมาจากอาดัม เพราะทางกายภาพเราเป็นเชื้อสายของอาดัม

เราติดความชอบธรรมมาจากพระเยซูได้ หากเราเชื่อวางใจในพระเยซู เพราะทางฝ่ายวิญญาณเราเป็นบุตรของพระเจ้า

“แต่​ทุก​คน​ที่​ยอม​รับ​พระ​องค์ คือ​คน​ที่​เชื่อ​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​นั้น พระ​องค์​ก็​จะ​ประ​ทาน​สิทธิ​ให้เป็น​ลูก​ของ​พระเจ้า” (ยน. 1:12)

5.# บาปมีอยู่ในมนุษย์อยู่แล้ว
เมื่อธรรมบัญญัติปรากฏ จึงทำให้บาปที่มนุษย์ไม่รู้นั้น ปรากฏ
เมื่อบาปปรากฏ พระคุณที่มีอยู่ในพระเจ้าอยู่แล้ว จึงปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

บาปที่มีอยู่ในมนุษย์อยู่แล้ว ทำให้มนุษย์ต้องตาย
พระคุณที่มีอยู่ในพระเจ้าอยู่แล้ว ทำให้มนุษย์มีชีวิต

5.@ หากเราเลือกวางใจในพระเยซู เราจะพบชีวิต แทนความตาย

คำคม

“พระเยซูนำความชอบธรรมมาให้ ใครเชื่อก็รับเอา”

ขุมทรัพย์ โรม 4

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึง ผู้เชื่อว่าเป็นลูกหลานของอับราฮัมโดยทางความเชื่อ อับราฮัมถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมโดยทางความเชืิ่อฉันใด ผู้เชื่อวางใจในพระเยซูก็ถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมฉันนั้น

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# รม. 4:7-8 “คน​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​ยก​การ​อธรรม​ของ​เขา​แล้ว
และ​พระ​เจ้า​ทรง​กลบ​เกลื่อน​บาป​ของ​เขา​แล้ว ก็​เป็น​สุข
บุค​คล​ที่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ไม่​ได้​ทรง​ถือ​โทษ​ก็​เป็น​สุข”

คนที่เป็นสุข หรือคนที่รับพระพร ไม่ใช่คนที่ไม่ทำบาป เพราะว่าไม่มีใครเลยไม่ทำบาป
แต่เป็นคนที่ทำบาป แล้วพระเจ้ายกโทษให้เขาแล้ว พระเจ้ากลบเกลื่อนบาปให้เขาแล้วไม่มีร่องรอยบาปนั้นแล้ว ไม่ต้องรับโทษของบาปนั้นแล้ว เขาเป็นคนที่ผิดพลาดพลั้งบาปที่พระเจ้าไม่ถือโทษเขาแล้ว
คนประเภทนี้แหละคือผู้เป็นสุขที่แท้จริง คือผู้รับพระพรที่แท้จริง

1.@ วันนี้ เราสามารถเป็นผู้รับพระพร สามารถเป็นผู้เป็นสุขที่แท้จริงได้ แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาเราจะผิดพลาดพลั้งบาปไปมากสักเพียงใดก็ตาม
เพียงแค่วันนี้ เรายอมเชื่ออย่างหมดใจ เชื่ออย่างไม่สงสัยว่า
“โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าอภัยบาปให้ฉันทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว และพระองค์ทรงกลบเกลื่อนผลของบาปนั้นทั้งหมดแล้วเพื่อฉัน พระเจ้าไม่ถือโทษในความผิดบาปที่ฉันได้ทำไปแล้ว”

คุณต้องตัดสินใจเองในเรื่องนี้ ว่าจะยอมเชื่อเช่นนั้น อย่างสุดจิตสุดใจ จริงๆหรือไม่

2.# สำหรับคนยิวแล้ว คนในโลกนี้ มี 2 ประเภท คือ คนเข้าสุหนัตซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นบุคคลพิเศษ และ คนไม่เข้าสุหนัตซึ่งพวกเขาถือว่าน่ารังเกียจ

ใน ปฐก. 15:6 กล่าวว่า “อับ​ราม​ก็​เชื่อ​พระ​ยาห์​เวห์ ความ​เชื่อ​นั้น​พระ​องค์​ทรง​ถือ​ว่า​เป็น​ความ​ชอบ​ธรรม​แก่​ท่าน” ซึ่งคำกล่าวนี้ เกิดขึ้นก่อนที่ อับราฮัมจะเข้าสุหนัต
นั่นคือ อับราฮัม เป็นคนชอบธรรมก่อนเข้าสุหนัต
อับราฮัม เป็นคนไม่เข้าสุหนัตที่ชอบธรรมก่อน
แล้วต่อมาเมื่อเขาเข้าสุหนัต เขาจึงกลายเป็นคนเข้าสุหนัตที่ชอบธรรม

จึงสรุปได้ว่า ความชอบธรรมตามพระสัญญาที่ทรงสัญญาไว้กับอับราฮัมนั้น ไม่เกี่ยวกับว่าคนนั้นเข้าสุหนัต(เข้าจารีตยิว)หรือไม่
แต่ใครก็ตามที่มีความเชื่อวางใจในพระเจ้าเหมือนที่อับราฮัมวางใจในพระเจ้า ก็สามารถรับความชอบธรรมนั้นได้

2.@ พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อในพระสัญญาของพระองค์ ทรงสัญญากับอับราฮัมว่า เขาถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ
ดังนั้น วันนี้ เราผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เราจึงถูกนับว่าชอบธรรม แบบเดียวกับที่อับราฮัมถูกนับนั้น
ดังนั้น เราผู้สมควรรับการลงโทษเพราะบาปของเรา จึงกลายมาเป็นคนที่สมควรได้รับพระพรแบบเดียวกันกับที่อับราฮัม ได้รับด้วย

3.# รม. 4:16 “การ​เป็น​ทา​ยาท​นั้น​จึง​ขึ้น​อยู่​กับ​ความ​เชื่อ เพื่อ​จะ​ได้​เป็น​ตาม​พระ​คุณ เพื่อ​รับ​รอง​พระ​สัญ​ญา​นั้น​แก่​ลูก​หลาน​ของ​อับ​รา​ฮัม​ทุก​คน…”
การเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ทรงสัญญาไว้กับอับราฮัมนั้น ขึ้นกับความเชื่อ
เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เราก็เป็นลูกหลานของอับราฮัมในฝ่ายวิญญาณ
ดังนั้น คำสัญญาทั้งหมดที่สัญญากับประชากรอิสราเอลในพระคัมภีร์ จึงเป็นคำสัญญาสำหรับเราด้วย

3.@ โดยพระคุณของพระเจ้า เราผู้เป็นคนต่างชาติไม่มีส่วนในพระสัญญาของพระเจ้า ได้มาเป็นชนชาติของพระเจ้า และได้รับพระพรตามพระสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ในพระคัมภีร์ทั้งหมด

ดังนั้น วันนี้เราเป็นทายาทผู้รับมรดกแล้ว สมควรเปิดอ่านพระคำของพระเจ้า เพื่อเราจะทราบและรู้ตัวว่า อะไรบ้างที่เป็นพระสัญญาที่พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อได้ทรงสัญญาไว้ว่าจะประทานแก่เรา

4.# พระเจ้าทรงสัญญาว่าอับราฮัมจะมีีบุตร แต่เมื่ออายุเกือบ 100 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีบุตร
ท่าน​ไม่​ได้​หวั่น​ไหว​แคลง​ใจ​ใน​พระ​สัญ​ญา​ของ​พระ​เจ้า
แต่​ท่าน​มี​ความ​เชื่อ​มั่น​คง จึง​ถวาย​เกียรติ​แด่​พระ​เจ้า

ความเชื่อแท้ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามปัจจัยภายนอก ไม่ว่าเวลาผ่านไป หรือ สถานการณ์เริ่มดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ก็ยังจะเชื่อมั่นคงไม่หวั่นไหวอยู่ดี

4.@ เพราะอับราฮัมมีความเชื่อแท้ จึงเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพราะเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า เขามั่นใจว่า พระเจ้าของเขาไว้ใจได้ พระเจ้าของเขาทรงสัญญา

วันนี้ ความเชื่อของเราที่มีต่อพระสัญญาของพระเจ้าเป็นเช่นไร?
กำลังถวายเกียรติแด่พระเจ้า หรือ กำลังลบหลู่พระเจ้า

5.# ตอนอับราฮัมอายุประมาณ 100 ปี ​สัง​ขาร​ของ​ท่าน ซึ่ง​เปรียบ​เหมือน​ตาย​ไป​แล้ว (ข้อ 19) แต่โดยความเชื่อ กลับทำให้เกิดชีวิตใหม่ขึ้น คือ อิสอัค

​พระ​เยซู​ผู้​ทรง​ถูก​มอบ​ให้​ถึง​ความ​ตาย แต่​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​เป็น​ขึ้น​มาจากความตาย
ดังนั้น โดยความเขื่อวางใจในพระเยซู จึงทำให้เรากลับมีชีวิตใหม่

นั่นคือ อับราฮัมเชื่อว่า โดยพระเจ้า เขาที่เหมือนตายแล้ว จะมีชีวิต(มีเชื้อสาย)ได้
หากเราเชื่อว่า โดยพระเยซูคริสต์ เราที่ตายในบาปแล้ว จะมีชีวิตใหม่ได้

“อับราฮัม​เชื่อ​มั่น​ว่า พระ​เจ้า​ทรง​สา​มารถ​ทำ​สิ่ง​ที่​ทรง​สัญ​ญา​ได้
ด้วย​เหตุ​นี้​เอง พระ​องค์​ทรง​ถือ​ว่า​ท่าน​เป็น​คน​ชอบ​ธรรม ” ( รม. 4:21-22)

หากเราเชื่อมั่นว่า พระ​เจ้า​ทรง​สา​มารถ​ทำ​สิ่ง​ที่​ทรง​สัญ​ญา​ได้ เชื่อว่าพระเจ้าทรงสามารถช่วยให้เราพ้นบาปได้
ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์ทรงถือว่าเราเป็นคนชอบธรรม พ้นบาปได้จริงๆ

5.@ วันนี้โดยการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ สำหรับการรอดพ้นบาปของเรา เราจึงรอดพ้นบาปได้

คำคม

“เราชอบธรรมได้โดยความเชื่อ
ดังนั้นถ้าปราศจากความเชื่อเราจะชอบธรรมได้อย่างไร”

ขุมทรัพย์ โรม 3

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึง มนุษย์ทุกคนว่า ล้วนเป็นคนบาปที่ต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า เพื่อให้สามารถกลับกลายเป็นคนชอบธรรมได้ ซึ่งพระเจ้าทรงประทานพระคุณแก่มนุษย์ โดยประทานความชอบธรรมให้แก่มนุษย์เปล่าๆโดยทางการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ถึงแม้​บาง​คน​ไม่​ซื่อ​สัตย์ ความ​ไม่​ซื่อ​สัตย์​ของ​เขา​นั้น ก็จะไม่​ทำ​ให้​ความ​ซื่อ​สัตย์​ของ​พระ​เจ้า​เป็น​โม​ฆะ​ไป

ไม่ว่ามนุษย์จะเป็นอย่างไร พระเจ้าก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อพระสัญญาของพระองค์อยู่ดี

1.@ ไม่ว่าเราจะผิดพลาดพลั้งไปสักเพียงใด หากวันนี้เรากลับมาหาพระเจ้า กลับใจเสียใหม่ สารภาพความผิดต่อพระองค์ พระเจ้าจะทรงสัตย์ซื่อรักษาสัญญาของพระองค์ ให้อภัยความบาปผิดทั้งสิ้นของเรา

2.# ไม่​มี​ผู้​ใด​เป็น​คน​ชอบ​ธรรม​สัก​คน​เดียวไม่​มี​เลย ทุกคนล้วนทำบาป หลงผิด ​เดิน​ไปในทางแห่ง​ความ​พินาศ​และ​เต็มไปด้วยความ​ทุกข์ ห่างไกลจาก​ทาง​แห่ง​สันติ​สุข ไม่คิดที่จะขอบคุณพระผู้สร้างตนหรือยำเกรงพระองค์

ดังนั้น ทุกคนเหมือนน้ำท่วมปากไม่อาจเถียงได้ และจำต้องตก​อยู่​ใต้​การ​พิพาก​ษา​ของ​พระ​เจ้า

2.@ เราควรตระหนักว่า แท้จริงแล้วเราไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่นๆเลย บางคนที่เราคิดว่าเขาบาปชั่วมากที่ทำเช่นนั้น ความจริงแล้วเราเองก็เต็มไปด้วยความบาปชั่วเช่นเดียวกับเขา เพียงแค่บาปนั้นยังไม่ปรากฏให้คนอื่นเห็นได้ชัดเจน เท่านั้นเอง

เราจึงควรถ่อมใจลงต่อจำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และซาบซึ้งพระคุณของพระองค์ที่ทรงโปรดยกบาปของเราและทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น(1ยน.1:9)

3.# ​ธรรม​บัญ​ญัติ​นั้น​ทำ​ให้​เรา​รู้​จัก​บาป
เราเป็นเหมือน คนที่ขับรถส่ายไปส่ายมาลงข้างทางแล้วกลับขึ้นมาแล้วก็ลงไปอีกทาง แบบนี้ไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้ตัวว่ากำลังขับรถผิดวิธี
จนกระทั่งวันหนึ่งเราได้รู้จักธรรมบัญญัติ ที่เป็นเหมือนมีเส้นขอบถนนปรากฏขึ้นมา ทีนี้เวลาเรา ขับรถลงข้างทางอีกแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าเรากำลังขับผิดวิธี
แต่อย่างไรก็ดี เราก็ช่วยตัวเองไม่ได้ ต่อให้มีเส้นหรือไม่มีเส้น เราก็ยังคงขับส่ายไปส่ายมาลงข้างทางตลอดอยู่ดี

3.@ ธรรมบัญญัติเป็นสิ่งที่ดี และทำให้เรารู้ว่าเรากำลังทำบาป กำลังทำผิดต่อพระเจ้า
และเพื่อให้เรารู้จัวว่า เราไม่มีปัญญาทำสิ่งที่ชอบธรรมได้ด้วยตัวเราเอง
เพื่อเราจะถ่อมใจลง ยอมรับความอ่อนแอของตน แล้วร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา

4.# ​เพราะว่า​พระเจ้าทรง​ทราบว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเป็นคนบาป ไม่สามารถช่วยตนเองได้
จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า เพื่อจะสามารถพ้นบาป และกลายเป็นผู้ชอบธรรม
พระเจ้าจึงได้ประทานพระคุณแก่มนุษย์ ด้วยการมอบความชอบธรรมให้แก่มนุษย์โดยไม่คิดมูลค่า โดยมนุษย์เพียงแต่ยื่นมืออกรับเอาด้วยการ​เชื่อวางใจ​ใน​พระ​เยซู​คริสต์ ก็จะได้รับความชอบธรรมของพระเจ้านี้ได้

ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครสามารถอวดในการกระทำของตนได้ว่า ฉันได้ทำสิ่งที่ชอบธรรมมากกว่าคนอื่น เพราะความชอบธรรมที่ผู้เชื่อคนใดๆมีนั้น ไม่ใช่เขาทำเองเลย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาได้รับมาเปล่าๆจากพระเจ้าทั้งสิ้น

4.@ วันนี้ หากเราสามารถทำสิ่งดี สิ่งชอบธรรมได้มากกว่าผู้อื่นบ้างเล็กน้อย
เราไม่ควรจะยโส หรือโอ้อวด ในสิ่งที่เราได้ทำนั้น และยิ่งไม่สมควรดูถูกดูหมิ่นคนที่ทำไม่ได้เท่าเรา
เพราะว่า ทั้งหมดที่เราสามารถทำได้ในวันนี้ ล้วยแต่พระคุณ พระเมตตาของพระเจ้าที่ประทานแก่เรา และทรงช่วยเราทำให้ได้ทั้งสิ้น
ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ขอบพระคุณพระเจ้าด้วยใจถ่อม และ หนุนใจผู้อื่นให้พึ่งพาพระเจ้า เพื่อพระเจ้าเองจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการกระทำของเขา

คำคม

“เราไม่ได้ดีกว่าคนอื่นเลย
เราเป็นคนบาปที่จำเป็นต้องรับพระเมตตาจากพระเจ้าเหมือนคนอื่นๆ นั่นเอง”

ขุมทรัพย์ โรม 2

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึง การพิพากษาอันยุติธรรมของพระเจ้า โดยใช้หลักของมโนธรรม หลักของธรรมบัญญัติ และหลักของข่าวประเสริฐ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เปาโลชี้ให้เห็นว่า เราทุกคน ล้วนเป็นคนที่สมควรรับการลงโทษจากพระเจ้า
ดังนั้นเราไม่มีสิทธิไปกล่าวโทษ หรือตัดสินคนอื่น
แต่ควรพิจารณาตนเองแล้วกลับใจ

1.@ วันนี้เมื่อเราเห็นคนอื่นทำผิด ทำบาป อย่างหนึ่งอย่างใด สิ่งแรกๆที่เราควรทำคือ ทบทวนตนเองว่า เราเองก็ทำผิดเหมือนอย่างพวกเขาในบางแง่มุมหรือไม่
ถ้าพบว่ามี เราควรรีบกลับใจใหม่โดยทันที
ไม่ใช่ รีบไปตัดสินหรือกล่าวโทษผู้อื่นในทันใด

2.# ​พระ​เจ้า​ไม่​ทรง​เห็น​แก่​หน้า​ใคร​เลย (รม. 2:11) พระเจ้าเป็นผู้พิพากษาผู้ยุติธรรม
ตามกฏเกณฑ์ของพระเจ้า ทุกคนที่ทำบาปต้องตาย และ คนชอบธรรมจะได้รับพระพร
ตามพันธสัญญาใหม่ มนุษย์สามารถยอมให้พระเยซูตายแทนได้ แล้วพระเยซูจะประทานความชอบธรรมของพระองค์ให้แก่ผู้้นั้น คือผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์

เพราะว่า พระเจ้าไม่เห็นแก่หน้าใครเลย
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าคนนั้นไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพระเยซูก็สามารถทำได้ แต่คนนั้นต้องรับผิดชอบบาปของตนตามการกระทำของตน

2.@ วันนี้ เราผู้เชื่อวางใจในพระเยซู เราจึงรอดพ้นการพิพากษาแล้ว เนื่องจากพระเยซูเป็นตัวแทนของเรา รับการพิพากษาแทนเราไปแล้ว

ขณะเดียวกัน ผู้คนมากมายที่เรารู้จัก ยังไม่ได้รับความรอดในพระเยซู พวกเขาจำเป็นต้องทราบข่าวแสนประเสริฐนี้ ถ้าเราไม่ไปบอกพวกเขา เราจะรอให้ใครเป็นคนบอก?

3.# เมื่อมนุษย์คนใดไม่รู้จักธรรมบัญญัติของพระเจ้า เขาจึงไม่รู้ว่าเขาละเมิดธรรมบัญญัติหรือไม่ แต่ก็มีมโนธรรมที่พระเจ้าใส่ไว้ในใจของเขา รู้ว่าอะไรดีและอะไรชั่ว
ดังนั้น คนนั้นจะถูกพิพากษาตามกฏแห่งมโนธรรมในใจของเขา

แต่บางคนได้รู้ธรรมบัญญัติของพระเจ้า(ซึ่งเหนือกว่ามโนธรรม)แล้ว เขาจึงรู้ว่าอะไรที่ละเมิดธรรมบัญญัติ และอะไรทำให้รอดพ้นการพิพากษาได้
ดังนั้น คนนั้นจะถูกพิพากษาตามธรรมบัญญัติของพระเจ้านั้น

และคนที่ได้รู้ข่าวประเสริฐ(ซึ่งเหนือกว่าธรรมบัญญัติ) เขาจึงรู้ว่าอะไรทำให้รอดพ้นการพิพากษา
ดังนั้น คนนั้นจะถูกตัดสินตามกฏแห่งข่าวประเสริฐ [นั่นคือ ผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์จะรอดพ้นการพิพากษา]

3.@ พระเจ้าทรงยุติธรรม และเปี่ยมด้วยพระเมตตา
พระเจ้าปรารถนาให้มนุษย์ทุกคนรอดพ้นการพิพากษาอันเข้มงวด พระองค์จึงทรงประทานความเมตตาแก่มนุษย์ด้วยการให้ทางออกแก่มนุษย์
แต่หากมนุษย์คนใดปฏิเสธพระเมตตาของพระเจ้า สำหรับเขาก็จะพบแต่การพิพากษาอันเข้มงวดของพระเจ้าเท่านั้น

วันนี้ เรารอดได้ ไม่ใช่เพราะความดีของเรา แต่เพราะพระเมตตาของพระองค์

4.# ใน รม. 2:21 กล่าวว่า “…​ท่าน​ซึ่ง​เป็น​ผู้​สอน​คน​อื่น​จะ​ไม่​สอน​ตัว​เอง​หรือ? …”
การสอนคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี แต่การทำตามในสิ่งที่ตนเองสอนประเสริฐยิ่งกว่า

4.@ เราควรคอยสำรวจตัวเราอยู่เสมอว่า เราเป็นแค่ผู้พูด ผู้สอน หรือ ผู้แชร์ พระคำของพระเจ้าเท่านั้น หรือเป็นผู้ที่ประพฤติตามพระคำตอนนั้นๆด้วย

5.# รม. 2:24 เพราะ​พระ​คัม​ภีร์​เขียน​ไว้​ว่า “พระ​นาม​ของ​พระ​เจ้า​เป็น​ที่​ดู​หมิ่น​ท่าม​กลาง​คน​ต่าง​ชาติ​ก็​เพราะ​พวก​ท่าน”
หากเราเป็นลูกของพระเจ้า ผู้ดำเนินชีวิตเหมือนลูกของมาร เรากำลังทำให้พระนามของพระเจ้าเป็นที่ดูถูกดูหมิ่น

5.@ กลับใจเสียใหม่ ด่วน !!! ก่อนจะสายเกินไป

6.# รม. 2:28-29 เพราะ​ว่า​ยิว​แท้ ไม่​ใช่​คน​เป็น​ยิว​แต่​ภาย​นอก​เท่า​นั้น … คน​เป็น​ยิว​แท้ คือ​คน​ที่​เป็น​ยิว​ภาย​ใน …ตาม​พระ​วิญ​ญาณ​ไม่​ใช่​ตาม​ตัว​บท​บัญ​ญัติ คน​อย่าง​นั้น​ไม่​ได้​รับ​การ​ยก​ย่อง​จาก​มนุษย์ แต่​ได้​รับ​จาก​พระ​เจ้า”

คริสเตียนแท้ ไม่ใช่ดูกันที่การไปร่วมพิธีกรรมของคริสตศาสนา แต่ ดูกันที่มีลักษณะของพระคริสต์ในชีวิตของเขาหรือไม่

คริสเตียนแท้ อาจจะไม่เป็นที่ยกย่องหรือชื่นชมจากมนุษย์ แต่ที่แน่ๆ เขาจะได้รับการยกย่องและชื่นชมจากพระเจ้าของเขา

6.@ วันนี้ เราเป็นคริสเตียนแท้ หรือเป็นเพียง คริสตศาสนิกชน ดูจากการสำแดงลักษณะของพระคริสต์ ใน ชีวิต ในคำพูด ในการกระทำ ของเรา ทั้งต่อหน้าและลับหลังมนุษย์

หากเราเป็นผู้เชื่อ ที่ทำตัวเป็นแค่คริสตศาสนิกชน แต่ไม่เหมือนคริสเตียนแท้
จงรีบกลับใจเสียใหม่ สารภาพต่อพระเยซู รับการอภัย แล้วขอพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราใหม่ ในวันนี้

คำคม

“พระเจ้ามีทั้งความเข้มงวดและพระเมตตา
ขึ้นกับว่าเราอยากพบกับพระเจ้าในพระลักษณะใด”

ขุมทรัพย์ โรม 1

ภาพรวม

  • พระธรรมโรม เป็นจดหมายที่เปาโลเขียนถึงพี่น้องคริสเตียนในกรุงโรม ขณะที่เขียนเปาโลยังไม่เคยไปกรุงโรมมาก่อน แต่ก็มีพี่น้องหลายคนที่เปาโลรู้จักอาศัยอยู่ในกรุงโรม
  • จดหมายฉบับนี้ ได้มี​​อิทธิพล​​ต่อผู้นำคริสเตียนคนสำคัญๆมากมายตลอดประวัติคริสตจักร ​เช่น ​ออกัส​ติน ​(​ค.ศ. ​386​) ​มาร์​ติน ​ลู​เธอร์ ​(​ค.ศ. ​1513​) ​จอห์น ​เวส​เลย์ ​(​ค.ศ. ​1738​) ​
  • ในบทแรกนี้ เปาโลกล่าวทักทายแล้วบอกว่าเขาปรารถนาจะแวะมาเยี่ยมพี่น้องที่กรุงโรม แล้วก็พูดถึงข่าวประเสริฐว่าเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า และพูดถึงความชั่วร้ายของมนุษย์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เปาโลพูดถึงวัตถุประสงค์ของการประกาศข่าวประเสริฐ ไว้ใน รม. 1:5 ว่า ​ประ​กาศ​เพื่อให้คนทั้งปวง​วาง​ใจ​และ​เชื่อ​ฟัง
ข่าวประเสริฐจะมีผลช่วยให้ผู้ที่ได้ยินรอดพ้นนรก เข้าสู่สวรรค์ ก็ต่อเมื่อ คนที่รับฟังนั้น วางใจในพระเยซูคริสต์ และเชื่อฟังพระองค์

1.@ ทุกคนที่วางใจในพระเยซูคริสต์จริงๆ คนนั้นจะเชื่อฟังพระองค์ เพราะไว้ใจว่าสิ่งที่พระเยซูบอกให้ทำนั้นพระองค์รักเราจริงๆและสิ่งนั้นจะเกิดดีต่อเราจริงๆ

คนที่ไม่เชื่อฟัง เพราะเขาคิดว่า การทำอย่างแบบหนึ่งซึ่งไม่เหมือนกับที่พระเยซูบอกไว้ จะนำความสุข ความชื่นใจ ความสำเร็จ การรอดพ้นปัญหา มาสู่ชีวิตของเขา มากกว่าการทำตามที่พระเยซูบอก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเขาไม่ไว้วางใจในพระเยซูนั่นเอง

2.# ใน รม. 1:14 เปาโลบอกว่า เขาเป็นหนี้​คนทั้งปวง คือเขารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบในการประกาศข่าวประเสริฐแก่คนทั้งปวง เพราะเขาตระหนักว่า พระเยซูทรงประทานความรอดแก่เขาแล้ว และพระองค์ทรงมอบหมายให้เขา บอกเรื่องความรอดนี้ให้แก่คนอื่นๆต่อไป

ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ จึงทำให้เปาโลทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐ

2.@ พระเยซูทรงช่วยเราให้รอดพ้นบาปแล้ว ด้วยการจ่ายราคาแสนแพงคือชีวิตของพระองค์เองเพื่อช่วยเรา
บัดนี้พระผู้ช่วยให้รอดของเรา มอบหมายให้เรานำข่าวประเสริฐเรื่องความรอดนี้ ไปบอกแก่คนอื่นๆต่อๆไป

เราจะตอบสนองอย่างไรต่อการมอบหมายที่พระองค์มอบแก่เรานี้?

3.# ใน รม. 1:16เปาโลกล่าวว่า เขา​ไม่​มี​ความ​ละอายใน​เรื่อง​ข่าว​ประ​เสริฐ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ​ สำหรับเขาแล้ว ​ข่าว​ประ​เสริฐ​​เป็น​ฤทธา​นุภาพ​ของ​พระ​เจ้า ที่สามารถช่วย​ทุก​คน​ที่​เชื่อ​ได้​รับ​ความ​รอดได้

ดังนั้นแม้คนอื่นๆจะดูถูกว่า เรื่องข่าวประเสริฐเป็นเรื่องโง่เขลา ไร้สาระ(1คร. 1:18 ) แต่เขารู้ดีและเชื่อมั่นว่า ข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า

3.@ ท่าทีของเราต่อข่าวประเสริฐมีผลอย่างมากต่อการประกาศข่าวประเสริฐของเรา
เราเชื่อจริงๆอย่างไม่สงสัย หรือเปล่าว่า ข่าวประเสริฐมีฤทธิ์ช่วยคนที่เรารักได้ ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้?
การรู้ หรือ การท่องวลีนี้ได้ แตกต่างอย่างมากกับ การเชื่อสุดใจ
เมื่อเชื่อจริงๆ จะสะท้อนออกมาเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้นเสมอ

วันนี้ หากเราไม่ได้เชื่ออย่างสุดใจว่า ข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชที่ช่วยคนที่เรารักได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น เราควรสารภาพและกลับใจใหม่ โดยทันที

4.# ใน รม. 1:17 เปาโลกล่าวว่า ​ใน​ข่าว​ประ​เสริฐ​นั้น ความ​ชอบ​ธรรม​​จาก​พระ​เจ้า​​ได้​มาถึงเรา ​โดย​ทางความ​เชื่อ และโดยความ​เชื่อนั้นจะทำให้เรารอดในวันสุดท้าย ซึ่งระหว่างทางนั้นเราก็จะดำเนินชีวิต​โดย​ความ​เชื่อ

4.@ ความเชื่อแท้ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้ามาอยู่ในครอบครัวของพระเจ้า
ขณะอยู่ในโลกนี้เราผู้เป็นบุตรของพระเจ้าก็ควรดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ
เพื่อว่าโดยความเชื่อที่เรายึดมั่นไว้จนวันตายนี้ จะทำให้เราเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้าในสวรรค์

5.# เปาโลกล่าวว่า มนุษย์จะพบกับการพิพากษาอันเข้มงวด ของพระเจ้า เพราะมนุษย์หมิ่นประมาทพระผู้สร้างของตนและกระทำสิ่งชั่วร้าย

มนุษย์หมิ่นประมาทพระเจ้า ทั้งที่ลึกในใจของมนุษย์​รู้ว่ามีพระผู้สร้างตนขึ้นมา แต่มนุษย์กลับไม่แคร์ไม่เห็นอยากจะรู้จักผู้สร้างตนเลย (รม. 1:28) ไม่คิดอยากจะขอบคุณพระองค์ แต่ไปทำรูปต่างๆขึ้นมาแล้วขอบคุณสิ่งที่พวกเขาสร้างเหล่านั้นแทน
และยิ่งไปกว่านั้นมนุษย์กลับทำสิ่งชั่วร้าย เลวทราม ทั้งที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาได้ใส่มโนธรรมไว้ในใจของพวกเขาแล้ว พวกเขารู้ว่า อะไรเป็นสิ่งดีและอะไรเป็นสิ่งชั่วที่ไม่ควรทำ แต่พวกเขาก็ทำมัน และทำมากขึ้นเรื่อยๆ

5.@ เราสมควรรับการพิพากษาด้วยพระพิโรธของพระเจ้า
ถึงกระนั้นพระเจ้ายังทรงพระเมตตาแก่เรา ให้พระเยซูมารับการพิพากษาแทนเราแล้วประทานความโปรดปรานที่เราไม่สมควรจะได้รับ มาให้แทน
ขอบคุณพระเจ้า!!!

คำคม

“ในเมื่อข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชที่เปลี่ยนชีวิตของเราได้
ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนที่เรารักได้เช่นกัน”

ขุมทรัพย์ กิจการ 28

ภาพรวม

  • ภาพรวมบทสุดท้ายของพระธรรมกิจการ พูดถึงการเดินทางของเปาโล จนมาถึงกรุงโรม และได้มีโอกาสรับใช้พระเจ้า ประกาศข่าวประเสริฐ ตลอด 2 ปี ที่ถูกคุมตัวอยู่ในกรุงโรม

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อเรือที่เปาโลโดยสารมาแตก ทุกคนก็รอดขึ้นฝั่งที่เกาะมอลตาอย่างปลอดภัย ตามคำที่เปาโลกล่าวไว้
แต่เมื่อถึงเกาะปลอดภัยแล้ว เปาโลก็ถูกงูพิษกัดอีก
จนชาวเกาะมองว่า เปาโลต้องเป็นคนชั่วมากแน่ๆจึงโชคร้ายขนาดนี้
แต่ปรากฏว่าเปาโลไม่เป็นอะไรเลย
จึงกลายเป็นว่า การถูกงูกัดคราวนี้ กลับทำให้ชาวเกาะนับถือเปาโลอย่างมาก

1.@ เหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับเรา หลายครั้งเกินความเข้าใจของเรา แต่หากเรายังคงไว้วางใจในพระเจ้า
เราจะพบว่า แท้จริงแล้ว พระเจ้าผ้ทรงรักเรา ทรงใช้เหตุการณ์ร้ายนั้นให้กลับกลายเป็นพรสำหรับเรา

2.# เปาโลได้อธิษฐานวางมือรักษาโรคให้แก่ พ่อของ​ปู​บลิ​อัส หัว​หน้า​ของ​เกาะ​ จึงทำให้ทั้งเปาโลและคนที่มาพร้อมกับเปาโลได้รับความนับถืออย่างมากตลอดเวลาที่อยู่บนเกาะ และยังได้รับสิ่งของจำเป็นเมื่อออกจากเกาะอีกด้วย

2.@ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสถานการณ์เอาไว้อย่างลงมือเสมอ สำหรับผู้ที่ดำเนินในการเชื่อฟังพระเจ้า
ทั้งตัวเขาเองและคนรอบข้างจะได้รับพระพร ผ่านทางชีวิตของเขาด้วย

วันนี้ จงเผชิญกับสถานการณ์ที่ประสบ ด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า แล้ว ทั้งตัวเราเองและคนรอบข้างจะได้รับพระพรร่วมกัน

3.# ที่กรุงโรม เปาโลได้เข้าพักในบ้านหลังหนึ่ง ที่จ่ายเงินเช่าเอง(ข้อ 30) และมีทหารคอยเฝ้าเปาโล 1 คน แม้เปาโลไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ แต่ก็ได้รับอนุญาตให้คนมาเยี่ยมมากเท่าใดก็ได้
ดังนั้น ตลอด 2 ปี ที่เปาโลอยู่ที่นั่น เขาจึงสามารถประกาศข่าวประเสริฐทั้งต่อพวกยิวและคนต่างชาติได้อย่างเต็ม แถมยังมีทหาร 1 คน คอยเฝ้าไว้ ยิ่งทำให้พวกยิวไม่สามารถทำอันตรายใดๆต่อเขาได้ขณะที่เขาอยู่ที่นั่น

หมายเหตุ : ตามประวัติศาสตร์ 2 ปี หลังจากนั้น เปาโลถูกปล่อยตัว และประกาศข่าวประเสริฐตามที่ต่างๆ ต่อไปอีกราว10 ปี แล้วจึงถูกจับขังคุกอีกครั้งในคุกใต้ดินที่กรุงโรม และถูกจักรพรรดิเนโร สั่งประหารชีวิตในที่สุด

3.@ เปาโลถูกจับมาที่กรุงโรมในครั้งนี้ ดูเหมือนเป็นสิ่งไม่ดี แต่กลับนำสิ่งดีมากมายมาสู่เขาและคนทั้งหลายในกรุงโรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องคริสเตียนที่นั่น

สิ่งที่ดูเหมือนไม่ดีที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา ตราบใดก็ตามที่เราดำเนินในทางแห่งการเชื่อฟังพระเจ้า ในที่สุดแล้วสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งดีที่เป็นพระพรมากมาย

หมายเหตุ : ในที่สุดหลังจากเปาโลได้ประกาศข่าวประเสริฐจนสุดกำลังที่เขามีแล้ว เขาก็ได้พลีชีพเพื่อข่าวประเสริฐ อันเป็นการปิดฉากชีวิตการรับใช้ของเขาอย่างสวยงาม เป็นการยืนยันว่าข่าวประเสริฐที่เขาประกาศนั้นเป็นจริงและเขายึดไว้มั่นจนวันตาย
สำหรับมุมมองแห่งโลกนี้ เปาโลตายอย่างผู้พ่ายแพ้ ที่ถูกจับประหารชีวิต
แต่ในมุมมองฝ่ายวิญญาณแล้ว เปาโลตายอย่างยิ่งใหญ่ เขาได้พลีชีพเพื่อข่าวประเสริฐที่เขาเชื่อนั้น

คำคม

“ ผู้รับใช้ผู้สัตย์ซื่อ จะรับใช้ทุกที่ ทุกเวลา
ตราบเท่าที่เขายังมีลมหายใจ”

ขุมทรัพย์ กิจการ 27

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่างถึง เปาโลถูกควบคุมตัวในฐานะนักโทษ ไป​ยังกรุง​โรมโดย​สารทาง​เรือ​ แล้วเรือก็ประสบพายุจนเรือแตก แต่พระเจ้าทรงช่วยให้ทุกคนรอดปลอดภัย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เปาโลจับคุมตัวไปโรมในฐานะนักโทษ ระหว่างการเดินทางเมื่อมาถึงที่​เมือง​ไซ​ดอน ​เปา​โลได้รับเมตตาจากนายร้อยที่คุมนักโทษ ยอม​ให้​เปา​โล​ไป​หา​บรรดา​มิตร​สหายที่เมืองนั้น​เพื่อ​รับ​การ​ดู​แล

1.@ เมื่อเราเชื่อฟังพระเจ้า จนต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิต ท่ามกลางปัญหานั้นเราจะเห็นการอวยพรจากพระเจ้า

2.# เมื่อเรือเจอพายุมาหลายวัน คนในเรือกำลังสิ้นหวัง เปาโล​ยืน​อยู่​ท่าม​กลาง​เขา แล้วกล่าว​ว่า “…ท่าม​กลาง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ไม่​มี​ใคร​เสีย​ชีวิต จะ​เสีย​ก็​แต่​เรือ​เท่า​นั้น”

แต่หลายวันต่อมา เมื่อพวกกะลาสีกำลังจะหนีลงเรือเล็ก เปาโลกลับบอกนายร้อยและพวก​ทหาร​ว่า “ถ้า​คน​พวก​นี้​ไม่​อยู่​ใน​เรือ พวก​ท่าน​จะ​ไม่​มี​ทาง​รอด”

ดูเหมือน 2 ประโยคนี้ จะขัดแย้งกัน

2.@ เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า เมื่อพระเจ้าเปิดเผยแผนการของพระเจ้าให้แก่เราแล้ว ขณะเดียวกันเราต้องลงกระทำตามที่พระเจ้าบอกด้วยเพื่อให้เรื่องที่พระเจ้าสำแดงแก่เรานั้นเกิดขึ้นเป็นจริง

3.# เมื่อเปาโลบอกคนในเรือว่า ทุกคนจะรอดตาย
ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้นก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น
แต่หลังจากผ่านไปหลายวัน จึงค่อยมองเห็นฝั่ง
และในที่สุดทุกคนก็รอดตายจริงๆ

3.@ เมื่อพระเจ้าทรงสัญญา พระองค์จะทรงรักษาสัญญาในเวลาของพระองค์
เราจำเป็นต้องรอคอยพระองค์อย่างวางใจ
เวลาของพระเจ้านั้นดีที่สุด

4.# เมื่อเรือกำลังจะแตก พวกทหารจะฆ่านักโทษทั้งหมด เพราะตาม​กฎหมาย​โรมัน​ทหาร​จะ​ต้อง​รับผิด​ชอบ​หน้าที่​ด้วย​ชีวิต​ของ​ตน หาก​มี​นักโทษ​หนีไปได้ ​ทหาร​ที่​ดูแล​ต้อง​รับ​โทษ​แทน​ผู้​ที่​หนี​ไป​ ซึ่งอาจ​ถึง​ขั้น​ถูก​ประหาร​ชีวิตได้

แต่เพราะนายร้อยต้องการช่วยเปาโลผู้เป็นนักโทษคนหนึ่งด้วย นายร้อยจึงห้ามไม่ให้ทหารฆ่านักโทษ

4.@ การอวยพรของพระเจ้าเหนือชีวิตของเปาโล นำพระพรมาสู่คนรอบข้างของเขาด้วย

หากเราสัตย์ซื่อ เชื่อฟัง ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระพรที่จะมาถึง ไม่เพียงมาสู่ตัวเราเท่านั้น คนรอบข้างของเราก็จะได้รับพระพรด้วยเช่นกัน

คำคม

“หากพระเจ้าสัญญาว่า ‘เราจะรอด’ เราจะไม่ตาย”

ขุมทรัพย์ กิจการ 26

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการเป็นพยานของเปาโลต่อกษัตริย์อากริปปา ซึ่งเปาโลไม่ได้มุ่งเน้นเล่าเรื่องการอัศจรรย์ แต่เล่าข่าวประเสริฐเท่านั้น

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ในหนังสือ Antiquities of the Jews ของ โจเซฟัส นักประวัติศาสตร์ชาวยิว ในศตวรรษที่ 1 ได้กล่าวถึง กษัตริย์ เฮโรด ​อากริป​ปา​ที่ ​2 ไว้ว่า
“พระองค์ทรงเป็นประธานของพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ดูแลทรัพย์สมบัติต่างๆของพระวิหาร และมีหน้าที่แต่งตั้งมหาปุโรหิต”
ดังนั้นเมื่อเปาโล กล่าวถึงตนเองว่า เป็นยิวเคร่ง​ที่​สุด​ คือ​เป็น​พวก​ฟา​ริ​สี แต่ต่อมาได้เปลี่ยนมาประกาศพระเยซู จึงทำให้กษัตริย์อากริปปา สนพระทัยในคำพูดของเปาโลอย่างมาก

1.@ ภูมิหลังสำหรับชีวิตของเรา พระเจ้าทรงสามารถใช้ให้เป็นพระพรแก่ตัวเราในการรับใช้พระเจ้า และเป็นพระพรแก่ผู้อื่นได้

2.# พระเยซูทรงตรัสกับเปาโลว่า “การ​ที่​เจ้า​ถีบ​ประ​ตัก​ก็​เจ็บ​ตัว​เจ้า​เอง”
หมายถึง การที่เขาพยายามข่มเหงพระเยซู กลับทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

2.@ พระเจ้าทรงรักเรา หวังดีกับเรา
การที่เราพยายามต่อต้าน ดื้อดีง ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไม่เป็นผลดีต่อเราเลย เพราะสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้เราทำนั้นล้วนแต่เพื่อประโยชน์แก่เราผู้ที่พระองค์ทรงรัก

3.# คำพยานของเปาโลต่อกษัตริย์อากริปปา น่าสนใจมาก เขาพูดเน้นอยู่เรื่องเดียวคือข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เขาไม่ได้พูดถึงการอัศจรรย์ต่างๆที่เขาได้ทำในเมืองต่างๆเลย เช่น การทำให้เอลีมาสผู้ขัดขวางข่าวประเสริฐตาบอดไปที่เกาะไซปรัส , รักษาคนง่อยตั้งแต่เกิดที่​เมือง​ลิส​ตรา , การขับผีหมอดูและการอธิษฐานจนรากคุกสั่นสะเทือนที่เมืองฟิลิปปี และการอัศจรรย์อื่นๆอีกมากมาย
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเปาโลรู้ดีว่านี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ประกาศกับกษัตริย์อากริปปา เขาจึงเลือกพูดเรื่องที่สำคัญที่สุดกว่าการอัศจรรย์ใดๆ นั่นคือ ข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า

3.@ ในการประกาศข่าวประเสริฐ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การอัศจรรย์ แต่เป็น เรื่องของข่าวประเสริฐ ที่โดยการตายของพระเยซูคริสต์สามารถช่วยคนที่วางใจในพระองค์พ้นนรก เข้าสู่สวรรค์ได้

การอัศจรรย์เป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าเน้นการอัศจรรย์จนละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุด คือข่าวประเสริฐ

4.# เมื่อมีโอกาสเชิญชวนกษัตริย์อากริปปาให้เชื่อ เปาโลไม่รอช้ารีบฉวยโอกาสนั้นไว้ทันที
และดูเหมือนว่า หลังจากนั้นตลอดชีวิตเปาโลคงไม่มีโอกาสเชิญชวนกษัตริย์ผู้นี้รับเชื่ออีกเลย
เราไม่รู้ว่า ในเวลาต่อมากษัตริย์อากริปปา ได้ตอ้นรับเชื่อพระเยซูหรือไม่
แต่เรารู้ได้อย่างชัดเจนว่า เปาโลได้ทำอย่างดีที่สุดแล้วที่จะนำให้พระองค์ได้รับความรอดในพระเยซูคริสต์

4.@ คนที่พระเจ้าทรงนำพาให้เราได้พบเจอในวันนี้ ไม่รู้ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่เราจะได้พบกับเขาหรือไม่
จงฉวยโอกาส เท่าที่ยังมีอยู่ในวันนี้ นำความรอดไปถึงชีวิตของพวกเขา พยายามอย่างเต็มที่ที่จะฉุดพวกเขาออกจากการพิพากษา เข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า

แม้ถ้าไม่มีโอกาสพูดกับเขา แต่ไม่เสียหายเลยที่เราจะแจกใบปลิวเขาเพียงสักใบ

คำคม

พระเจ้าประสงค์ให้คนทั้งหลาย
หัน​จาก​ความ​มืด​มา​หา​ความ​สว่าง
จาก​อำ​นาจ​ของ​ซา​ตาน​มา​หา​พระ​เจ้า
เพื่อ​ให้​พวก​เขา​ได้​รับ​การ​อภัย​บาป

ขุมทรัพย์ กิจการ 25

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงการที่เปาโลถวายกีฏาต่อซีซาร์ จนเป็นเหตุให้เขาได้มีโอกาสเป็นพยานชีวิตต่อหน้ากษัตริย์อากริปปาและเหล่าคนสำคัญในเมืองซีซารียา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อเฟสทัสมาเป็นผู้ราชการเมืองซีซารียา พวกยิวมาฟ้องเปาโล จึงเป็นเหตุให้เปาโล ผู้ถูกทิ้งไว้ในคุกไม่มีใครสนใจ ได้รับความสนใจจากผู้ว่าราชการเมือง อีกครั้ง
แล้วเป็นประตูเปิดให้โอกาสแก่เปาโล ดำเนินการแผนการที่จะได้เดินทางไปโรม อย่างที่เขาปรารถนา และอย่างที่พระเจ้าได้บอกเขาไว้ (กจ. 23:11)

1.@ การเครียดแค้นชิงชัง และการวางแผนชั่วร้ายของพวกยิว ที่มีต่อเปาโล กลับกลายเป็นเหตุให้แผนการแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้า สำเร็จในชีวิตของเปาโล

พูดอีกอย่างว่า “ต้องขอบใจพวกยิว ที่ทำให้เปาโลได้เดินทางไปกรุงโรม ตามแผนการของพระเจ้า”

วันนี้ ไม่ว่าคนอื่นจะมีแผนชั่วจะคิดร้ายต่อเราอย่างไร พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถทำให้สิ่งเหล่านั้นทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตของเราสำเร็จได้

2.# ช่วงเวลาที่เปาโลติดคุกอยู่ที่ซีซารียานั้น กลับเป็นช่วงเวลาที่เขาได้ทีโอกาสประกาศกับกษัตริย์​เฮโรด ​อากริป​ปา​ที่ ​2 ที่แวะมาเยี่ยมเฟสทัสผุ้ว่าราชการเมืองซีซารียา พอดี

ช่วงเวลาที่เปาโลตกต่ำที่สุดในสายตาของโลกนี้ คือติดคุก กลับเป็นช่วงที่พระเจ้าทรงใช้เขาอย่างมากกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา
ตลอดการรับใช้ของเขาที่ผ่านมา เขาประกาศกับคนมากมาย หลากหลายอาชีพ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้ประกาศข่าวประเสริฐให้แก่กษัตริย์องค์หนึ่ง และกับ​​คน​สำคัญๆ ทั้ง​หลาย​อีกมากมาย ในคราเดียว

2.@ ช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ากำลังตกต่ำที่สุดนั้น เป็นไปได้ว่า พระเจ้าทรงสามารถใช้เราอย่างมาก อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในชีวิตก็เป็นได้
จงทูลถามพระเจ้าว่า ในสภาวะการเช่นนี้ พระองค์ประสงค์ให้ข้าพระองค์กระทำสิ่งใดเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์

คำคม

“ พระเจ้าทรงสามารถใช้เราเป็นพระพรได้ แม้ในยามที่เราตกต่ำที่สุด”

ขุมทรัพย์ กิจการ 24

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงการกล่าวหาเปาโลโดยพวกผู้ใหญ่ของยิว และการแก้ข้อกล่าวหาของเปาโลต่อหน้าฟีลิกซ์ ผู้ว่าราชการเมืองซีซารียา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เปาโลถูกเทอร์ทูลัสและพวกผู้ใหญ่ของยิว ใส่ร้ายป้ายสี เพื่อต้องการให้เปาโลถูกลงโทษ

1.@ ในการรับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ การที่คนที่จะไม่ชอบ หรือแม้กระทั่งใส่ร้ายป้ายสีเรา เป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าประหลาดใจ
แต่จงภาคภูมิใจที่ถูกใส่ร้ายเหตุเพราะความสัตย์ซื่อของเราที่มีต่อพระเจ้า

2.# ถ้าเราสังเกตคำแก้คดีของเปาโล ต่อหน้าฟิลิกซ์ ให้ดีๆ จะพบว่า เขาพยายามแก้คดี ไม่ใช่เพื่อให้หลุดพ้นการลงโทษ เพราะเขาไม่ได้อ้างสิทธิพิเศษใดๆของการเป็นคนสัญชาติโรมเลย
แต่การแก้คดีของเขานั้น กลับเต็มไปด้วยการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์
เพราะสำหรับเขาการหลุดพ้นคดี ไม่สำคัญเท่ากับการได้ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องความรอดให้คนที่ไม่น่าจะมีโอกาสได้ยิน(อย่างเช่นฟีนิกซ์และพวกของเขา) ให้ได้ยิน

2.@ สำหรับผู้รับใช้ที่แท้จริง การที่เราได้รับอะไรหรือสูญเสียอะไร ในเหตุการณ์นี้ ไม่สำคัญเท่ากับว่า พระเจ้าจะได้รับเกียรติอย่างไรในเหตุการณ์นี้

3.# ฟีลิกซ์มีโอกาสสนทนากับเปาโลถึง 2 ปี คงจะได้ยินข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์นับครั้งไม่ถ้วน น่าเสียดายที่เขาเป็นเพียงแต่ผู้ได้ยินเท่านั้น แต่ไม่ได้เปิดใจต้อนรับเชื่อข่าวแสนประเสริฐนั้น เขาจึงไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า

ถ้าในเวลาต่อมาเขายังไม่ต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ (ไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้)
เขาจะเป็น ผู้ที่เกือบจะเข้าสวรรค์ได้แล้ว แต่กลับต้องไปนรก

3.@ การได้ยินพระคำของพระเจ้า กับ การได้ยินแล้วเชื่อและกระทำตามพระคำของพระเจ้า ผลรับที่ออกมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดัง สวรรค์กับนรก

วันนี้เมื่อเราได้ยินพระคำของพระเจ้า อย่าพอใจเพียงแค่ได้ยิน แต่จงเป็นผู้เชื่อและประพฤติตามพระคำนั้นด้วย

คำคม

“ ผู้ที่มีหัวใจรับใช้พระเจ้า ไม่ว่าจะตกอยู้ในสภาวะแบบไหน
เขาก็ยังรับใช้พระเจ้าอยู่ดี ”

ขุมทรัพย์ กิจการ 23

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงการแก้คดีของเปาโลต่อหน้าสภาแซนฮีดริน และการพยายามฆ่าเปาโล จนเป็นเหตุให้ นายพันต้องส่งเปาโลไปยังเมืองซีซารียา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อเปาโลกำลังเริ่มพูดเพื่อแก้คดี ก็ถูกมหาปุโรหิตสั่งให้คนตบหน้าเปาโลแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรม และผิดกฏหมายของยิว
ดังที่นิโคเดมัส ได้อ้างถึงกฏหมายของยิว ใน ยน. 7:51 ว่า “กฎ​หมาย​ของ​เรา​เคย​พิ​พาก​ษา​คน​โดย​ที่​ยัง​ไม่​ได้​ฟัง​เขา​หรือ​รู้​ว่า​เขา​ทำ​อะไร​ก่อน​หรือ?”
เพราะเหตุข่าวประเสริฐ เปาโลได้ทนทุกข์ร่วมกับพระคริสต์ ด้วยการรับการพิจารณาคดีแบบไม่เป็นธรรม

1.@ เมื่อเราได้รับความอยุติธรรม เพราะเหตุเราเชื่อฟังพระเจ้า นั่นเป็นการทนทุกข์ร่วมกับพระคริสต์ จงถือว่า นั่นเป็นเกียรติ ศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของเรา

2.# พระเจ้า​ทรง​มา​ยืน​อยู่​ข้าง​เปา​โล​ตรัส​ว่า “เจ้า​จง​มี​ใจ​กล้า เพราะ​ว่า​เจ้า​เป็น​พยาน​ให้​เรา​ใน​กรุง​เย​รู​ซา​เล็ม​อย่าง​ไร เจ้า​จะ​ต้อง​เป็น​พยาน​ใน​กรุง​โรม​อย่าง​นั้น”

การที่เปาโลถูกจับ ถูกทำร้าย ถูกพิจารณาคดีอย่างไม่เป็นธรรม เพราะเขาเชื่อฟังพระเจ้า
เป็นเหตุให้ เปาโลได้พบกับพระเจ้าในมิติใหม่ และพระองค์ก็เปิดเผยแก่เขาว่า สิ่งร้ายที่กำลังเกิดขึ้นกับเขา จะนำให้ชีวิตของเขาเป็นพระพรมากยิ่งขึ้นอีก ไกลไปจนถึงกรุงโรม

2.@ ความทุกข์ยากลำบาก ที่เกิดขึ้นกับเรา เพราะเหตุเราเชื่อฟังพระเจ้า
พระเจ้าจะทรงใช้มันทำให้เรามีประสบการณ์กับพระเจ้ามากขึ้น และทำให้ชีวิตของเราเป็นพระพรมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

3.# พวกยิว 40 กว่าคน เตรียมปองร้ายเปาโล อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยสาบานว่าจะฆ่าเปาโลให้ได้ ซึ่งแผนการชั่วร้ายของเขานี้ กลับเป็นตัวส่งเสริมให้ เปาโลได้ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม แล้วเดินไปกรุงโรม ในช่วงเวลาต่อมา

3.@ แผนการชั่วร้ายของคนชั่ว จะถูกใช้ให้กลายเป็นพระพรสำหรับเรา เมื่อเราเดินในทางแห่งการเชื่อฟังและยำเกรงพระเจ้า

4.# หลานชายของเปาโล เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่บังเอิญไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสมพอดี จึงทราบแผนการลอบสังหารเปาโล ของพวกยิว
จนเขากลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เปาโลรอดตาย และเตรียมตัวไปสู่การเดินทางไปกรุงโรมต่อไป

4.@ พระเจ้ามีคนของพระเจ้า ที่อยู่ในที่ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม เตรียมเอาไว้แล้ว เพื่อจะช่วยลูกของพระองค์ ผู้ดำเนินในความไว้วางใจในพระองค์

สังเกตจากเรื่องนี้ เปาโลไม่จำเป็นต้องส่งสายสืบไปสืบหรือทำสิ่งใดๆ พระเจ้าผู้ที่เขาไว้วางใจเป็นผู้จัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับเขาไว้เอง

5.# นาย​พันคลาว​ดิ​อัส​ลี​เซียส​ ใช้ ​นาย​ร้อย​ 2 ​คน​ พล​ทหาร​ 200 คน ทหาร​ม้า​ 70 คน และ​ทหาร​หอก 200 คน ให้คุ้มกันเปาโลไป​ยัง​เมือง​ซี​ซา​รี​ยา
เหตุที่เขาต้องลงทุนมากขนาดนี้ เพื่อนักโทษแค่คนเดียว ก็เพราะว่าเปาโลคนนี้เป็นคนสัญชาติโรม ที่เขาดันไปสั่งเฆี่ยนก่อนที่จะพิจารณาความ ก่อนหน้านี้ ดังนั้นถ้าเปาโลมาตายในมือของเขา เขาคงต้องตกที่นั่งลำบากเป็นแน่

5.@ สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเราในอดีตที่ผ่านมา พระเจ้าสามารถทรงใช้มันให้กลายเป็นพระพรแก่เราในปัจจุบันได้

อย่ามัวแต่โศกเศร้าเสียใจ ในความปวดร้าวที่เกิดขึ้นกับเราในอดีตที่ผ่านมา
แต่จงสังเกตดูให้ดีก็จะเข้าใจได้ว่า ใช่แล้ว พระเจ้าเริ่มทรงใช้มันให้กลายเป็นพระพรแก่เราแล้ว ในวันนี้

คำคม

จง​มี​ใจ​กล้า เพราะพระเจ้าจะเปลี่ยนร้าย ให้กลายเป็นดี

ขุมทรัพย์ กิจการ 22

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงการที่เปาโลประกาศเรื่องของพระเยซูคริสต์แก่พวกยิวที่พยายามจะฆ่าเขา และพูดถึงการที่เปาโลถูกเฆี่ยนจากทหารโรม อันเป็นสะพานในการนำไปสู่การแก้คดีของเปาโลในบทที่จะตามมาต่อๆมา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เปาโลประกาศเป็นพยานแก่พวกยิวที่พยายามฆ่าเขา ไม่ใช่เพื่อพวกเขาจะเลิกคิดฆ่าเปาโล แต่เพราะรักพวกเขา อยากให้พวกเขาได้รับความรอดทางพระเยซูคริสต์
สังเกตได้จากเนื้อหาที่เปาโลพูด
ถ้าเขาพูดเพียงว่า ตนเองเป็นยิว เป็นศิษย์กามาลิเอล เคยได้รับการยอมรับจากมหาปุโรหิตให้จับพวกคริสเตียน เล่าแค่ครึ่งเดียวก็พอ พวกยิวคงไม่คิดฆ่าเขาแน่
แต่เพราะเปาโลรักพวกเขา จนมองข้ามความเกลียดชังของพวกเขาและอันตรายที่กำลังเกิดกับตนเอง เปาโลจึงกล่าวต่อไปเพื่อเป็นพยานเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ จนพวกยิวโมโหและพยายามจะฆ่าเปาโลอีกครั้ง

1.@ แรงบันดาลใจในการประกาศข่าวประเสริฐ ที่ สำคัญที่สุด คือ ความรัก
เพราะรักพระเยซู จึงอยากช่วยคนที่พระองค์ทรงรักให้ได้รับความรอด
เพราะรักผู้คน จึงอยากบอกเรื่องของพระเยซู ให้แก่พวกเขา

วันนี้ ความรักของเราที่มีต่อพระเยซูและที่มีต่อผู้คน มีมากพอที่จะผลักดันเรา ให้ก้าวข้ามความกลัว ความอาย แล้วลงมือบอกเรื่องความรอดในพระเยซูให้แก่คนทั้งหลายที่เราพบเจอแล้วหรือยัง?

2.# หลังจากนายพันสั่งให้นำเปาโลเข้ามาในกรมทหาร เพื่อช่วยเปาโลจากการถูกรุมประชาทัณฑ์โดยพวกยิวแล้ว
เนื่องจาก นายพันคงไม่เข้าใจภาษาที่เปาโลพูดกับพวกยิว จึงสั่งให้สอบสวนเปาโลโดยการเฆี่ยน เพื่อจะได้รู้ว่า พวก​ยิวร้อง​ปรัก​ปรำ​เปาโลเรื่องอะไร

การเฆี่ยนของ​พวก​โรมัน​ จะ​ใช้​แส้​ที่​ทำ​ขึ้นจากสาย​หนัง​หลายๆ​เส้น​ ที่​ปลาย​หนัง​แต่​ละ​เส้น​จะ​ติด​เศษ​กระดูก​​เอาไว้ ​เมื่อแส้ปะทะผิวของนักโทษเศษกระดูกจะแทงเข้าไปในเนื้อนักโทษ แล้วเมื่อแส้ถูกตวัดกลับเนื้อของนักโทษก็จะหลุดติดออกมา

เปาโล ไม่ยอมพูดว่า ตนเป็นคนสัญชาติโรมก่อนถูกเฆี่ยน ซึ่งถ้าบอกคงไม่ต้องพบกับความเจ็บปวดทรมานถึงขนาดนั้น

กฎ​มาย​โรมันมี​ให้​สิทธิ​พิเศษ​แก่​ผู้​ที่​ถือ​สัญชาติ​โรมัน ไว้ว่า ​ห้าม​การ​ลงโทษ​อย่าง​ทารุณ ​เช่น ​การ​ตรึง​กางเขน​หรือ​การเฆี่ยนอย่าง​รุนแรง ​และก่อนการ​ตัดสิน​ลงโทษ​จะต้อง​มี​การ​สอบ​สวน​เสียก่อนเสมอ

เหตุที่เปาโลยอมให้พวกทหารเฆี่ยนเขานั้น น่าจะเพราะว่า การถูกเฆี่ยนเพราะเหตุข่าวประเสริฐ ช่างเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเปาโล ดังนั้นเรื่องอะไรจะยอมพลาดโอกาสแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีอันนี้ไปเสียเล่า

2.@ การทนทุกข์ยากลำบาก หรือ ถูกใส่ร้าย หรือ ถูกเอาเปรียบ เพราะเหตุเชื่อฟังพระเจ้าเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่
จงภาคภูมิใจ เมื่อต้องเผชิญกับมัน

3.# เปาโล บอกนายพันว่า เปาโล​เป็น​คน​สัญ​ชาติ​โรมัน​โดย​กำ​เนิด
เปาโลเป็นคนยิว นั่นคือ พ่อและแม่ของเปาโลเป็นยิว แต่พ่อของเปาโลน่าจะเป็นยิวที่ได้สัญชาติโรม เขาจึงเป็นคนสัญชาติโรมโดยกำเนิด
พ่อของเปาโลคงจะเคยทำคุณงามความดีอะไรบางอย่างแก่โรม จึงได้รับมอบสัญชาติโรมให้
เปาโลเคยบอกว่า ตนเป็นสัญชาติโรม ก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งที่ เมืองฟิลิปปี ใน กจ. 16:37-39
เพราะเปาโลเป็นคนสัญชาติโรมนี่เอง ทำให้เปาโลถูกปฏิบัติแตกต่างจากนักโทษคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแก้คดีที่กำลังจะเกิดขึ้นในบทต่อๆมา

3.@ พระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับชีวิตของเรา และพระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เราจึงเกิดมาเป็นลูกของพ่อและแม่ของเรา เพราะพระเจ้ามีวัตถุประสงค์พิเศษบางอย่าง
ดังนั้น ไม่ว่าเราเกิดมาในสภาพครอบครัวแบบใด ในสถานะแบบใด จงรู้เถิดว่า พระเจ้าทรงมีแผนการพิเศษที่ดีเลิศสำหรับเรา ที่เราได้เกิดมาในลักษณะเช่นนั้น

คำคม

“การทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ เป็นเกียรติและศักดิ์ศรี
ซึ่งเราจะสามารถสะสมได้เฉพาะช่วงเวลาที่เรายังอยู่ในโลกนี้เท่านั้น”

ขุมทรัพย์ กิจการ 21

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงการเดินทางของเปาโลไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และที่นั่นเขาได้ถูกพวกยิวรุมทำร้ายแต่นายพันทหารโรมได้พาทหารมาช่วยชีวิตเขาไว้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ระหว่างเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม เปาโลได้รับการแจ้งเตือนผ่านพี่น้องที่ได้รับการสำแดงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า เปาโลจะถูกจับกุมที่นั่น
เปาโลก็เชื่อว่าเป็นความจริง ถึงกระนั้นเขาก็ยังเต็มใจไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์

1.@ ในการเชื่อฟังพระเจ้า ไม่จำเป็นว่าจะได้รับผลลัพท์ออกมาดีหรือถูกใจเราเสมอไป บ่อยครั้งได้ผลลัพท์ตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป
แต่ในที่สุดแล้ว การเชื่อฟังนั้น จะนำผลดีใหญ่ยิ่งและพระพรยิ่งใหญ่มาสู่ชีวิตของเราและผู้คนมากมาย

2.# ที่เยรูซาเล็ม ยากอบให้คำแนะนำให้เปาโลทำบางอย่างเพื่อจะไม่ได้ต้องถูกพวกยิวจับ แต่ปรากฏว่าเพราะการที่เปาโลทำตามยากอบ กลับเป็นบันไดนำไปสู่การถูกพวกยิวจับ

2.@ วิธีการของมนุษย์เพื่อจะแก้ปัญหา หลายครั้งไม่ได้แก้ปัญหาแค่กลับนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า

แต่การแก้ปัญหาโดยวิธีของพระเจ้า จะทำให้เราพบทางออกที่แท้จริงของปัญหานั้นๆ

3.# เปาโลถูกพวกยิวรุมประชาทัณฑ์ ถูกรุมทุบตีใกล้พระวิหาร จนกระทั่งนายพันกับพวกทหารมาห้ามปรามแล้วพยายามนำตัวเปาโลเข้าไปในกรมทหารเพื่อให้ปลอดภัย
เปาโลพูดกับนายพัน ขณะที่เลือดอาบ(น่าจะหัวแตกด้วย) ว่า อย่าเพิ่งเอาเขาเข้าไปในกรมทหาร แต่ขอให้เขาพูดกับประชาชนก่อน

3.@ ทั้งที่กำลังตกอยู่ในอันตราย เสี่ยงต่อชีวิตเปาโลกลับไม่สนใจ ทั้งที่พวกยิวเหล่านั้นเพิ่งรุมทำร้ายเปาโลและกำลังพยายามทำร้ายอีกให้ถึงตาย
แต่เปาโลกลับรักพวกเขาและพยายามประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอดให้แก่พวกเขา

เปาโล มองข้ามความปลอดภัยของตนเอง และความเจ็บช้ำที่ตนเองได้รับ แล้วมุ่งที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกยิว
วันนี้ ขอให้ก้าวข้ามความหวาดกลัว ความอาย หรือความเจ็บช้ำต่างๆที่เรากำลังประสบอยู่ แล้วเริ่มต้นประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์แก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงนำพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา

คำคม

“ ผู้เต็มใจตายเพื่อพระเยซู ย่อมเต็มใจเชื่อฟังพระองค์ขณะที่เขามีชีวิตอยู่ ”

ขุมทรัพย์ กิจการ 20

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงการเดินกลับจากการเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐของเปาโล ซึ่งผ่านเมืองต่างๆ และได้สั่งเสียแก่ผู้นำคริสตจักรเอเฟซัส ณ เมือง​มิ​เล​ทัส

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# หลังจากที่เปาโล แวะเยี่ยมเยียนคริสตจักรในในเมืองต่างๆของแคว้นมาซิโดเนีย แล้ว ก็มาประกาศที่ประเทศกรีก(เมืองหลวงคือกรุงเอเธนส์) จากนั้นเปาโลก็ตั้งใจ นั่งเรือแบบยาวๆคือ แวะแค่เมืองเอเฟซัสจุดเดียว แล้วกลับไปยังแคว้นซีเรีย
แต่ปรากฏว่า พวก​ยิว​ได้​วาง​แผน​ทำ​ร้ายเปาโล เปาโลจึงเดินทางย้อนกลับไปทางที่มานั้น คือทางแคว้นมาซิโดเนีย ทำให้เขาได้แวะเยี่ยมคริสตจักรต่างๆอีกครั้งหนึ่ง
การแวะเยี่ยมนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหลังจากที่กลับไปกรุงเยรูซาเล็มในครั้งนี้ เปาโลจะถูกจับแล้วส่งตัวไปถูกขังคุกที่กรุงโรมเลย

1.@ แผนการชั่วร้ายของคนชั่วร้าย พระเจ้าทรงสามารถใช้เป็นเครื่องมือทำให้แผนการแห่งพระพรของพระเจ้าสำเร็จได้

วันนี้ หากเรากำลังถูกคนชั่วร้าย วางแผนทำร้ายเรา ให้เราพึ่งพาพระเจ้า และรับฟังสัญญาณจากพระองค์ ผ่านพระคำของพระองค์ แล้วเราจะเห็นว่า ในทีสุดแล้วพระเจ้าจะทรงทำให้แผนการร้ายนั้น กลับกลายเป็นพระพรสำหรับเรา

2.# ที่เมืองโตรอัส เมื่อยุทิกัสเผลอหลับขณะฟังเปาโลเทศนา จึงตกลงมาจากหน้าต่างชั้น3 เสียชีวิต
เปาโลจึงมากอดเขาไว้ แล้วพูดว่า “อย่า​ตกใจ​ไป​เลย เพราะ​ว่า​ชีวิต​ยัง​อยู่​ใน​ตัว​เขา” ต่อมาเขาก็กลับมีชีวิตอีกครั้ง
ดูเหมือนเปาโลไม่ได้อธิษฐาน ให้เขาฟื้นขึ้นมาจากความตาย แต่เปาโลฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า พระองค์จะต้องการให้เขาทำอะไรในเรื่องนี้
เขาจึงบอกให้ทุกคนรู้ว่า ยุทิกัส จะกลับมีชีวิตอีก แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

2.@ เมื่อเหตุการณ์วิกฤตเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญมากที่เราควรทำ ไม่ใช่พยายามแก้ไขปัญหานั้น แต่เป็นการถามพระเจ้าว่า เราควรจะทำอย่างไรในเหตุการณ์นี้
แล้วพระองค์จะทรงสอนเรา ผ่านการตรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในใจของเรา รวมทั้งพระองค์จะทรงทำให้เราระลึกถึงคำสั่งของพระเจ้าในพระคำของพระองค์ขึ้นมาได้
จงเชื่อฟัง ทำตาม แล้วเราจะผ่านพ้นวิกฤตนั้นไปได้อย่างสง่างาม

3.# เปาโลต้อง​การ​รีบ​ไป​ให้​ถึง​กรุง​เย​รู​ซา​เล็ม​ให้​ทัน​วัน​เพ็น​เท​คอสต์ ไม่น่าจะเพื่อไปร่วมพิธีต่างๆของงานเทศกาล แต่น่าจะเพราะว่าจะได้ถือโอกาสประกาศข่าวประเสริฐกับคนเป็นจำนวนมากที่มาร่วมในงานเทศกาลนั้น
ถ้าสังเกตงานรับใช้ของเปาโลจะพบว่า เขาให้ความสำคัญแก่บางอย่างมากกว่าพิธีกรรมของเทศกาลต่างๆ นั่นก็คือ เขาทุ่มเททั้งชีวิตที่มีเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์

3.@ วันนี้ อะไรเป็นแรงบันดาลใจของเรา ในการทุ่มเททำสิ่งต่างๆ?

แรงบันดาลใจที่เรามีนั้น สอดคล้องกับหัวใจของพระเจ้าหรือไม่?

4.# เปาโลได้อธิบายถึงลักษณะของการรับใช้พระเจ้า ว่า ต้อง
– รับใช้ด้วย​ความ​ถ่อม​ใจ​และ​ด้วย​น้ำ​ตา
– ​ทำทุกอย่างที่​เป็น​คุณ​ประ​โยชน์​ต่อ​ลูกแกะ
– ฉวยโอกาสประ​กาศ​​และ​สั่ง​สอนในทุกที่ที่มีโอกาส​ ทั้ง​ใน​ที่​ชุม​นุม​ชน​และ​ตาม​บ้าน​เรือน
– เป็น​พยาน​กับทุกคนที่มีโอกาส ​เรื่อง​การ​กลับ​ใจ​มา​หา​พระ​เจ้า​และ​เรื่อง​ความ​เชื่อ​ใน​พระ​เยซู​
– รับใช้โดยไม่​ได้​ถือ​ว่า​ชีวิต​ของ​ตนเอง​เป็น​สิ่ง​มี​ค่า​สำ​หรับ​ตัว​เอง ขอ​แต่​เพียง​ให้​​ได้​ทำ​หน้า​ที่​ของ​ตน​และ​ทำ​พันธ​กิจ​ที่​ได้​รับ​จาก​พระ​เยซู​ให้​สำ​เร็จ นั่นก็เพียงพอแล้ว
– รู้ว่าภารกิจที่แท้ของผู้รับใช้ คือ​การ​เป็น​พยาน​ถึง​ข่าว​ประ​เสริฐ​ที่​สำ​แดง​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า
– ไม่​​หยุดหรือละเลยใน​การ​กล่าว​เรื่อง​พระ​ดำริ​ทั้ง​สิ้น​ของ​พระเจ้า​ให้​ลูกแกะฟัง
– ​เฝ้า​ระวัง​ทั้ง​ตัว​เอง​และ​ลูก​แกะ​ซึ่ง​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​ทรง​ตั้ง​ให้​ดูแล
– ​สั่ง​สอน​เตือน​สติ​ลูกแกะทุกคน ด้วยใจรัก ​ด้วย​น้ำ​ตา ไม่หยุด​หย่อน
– ไม่โลภ​เงิน​หรือ​ทอง​ รับใช้โดยไม่คำนึงถึงเงินทอง หรือสิ่งของกำนัลใดๆ
– เป็น​แบบ​อย่าง​ให้​ลูกแกะใน​ทุก​เรื่อง
– ช่วย​พวก​ที่​มี​กำ​ลัง​น้อย ให้มีกำลังขึ้น

4.@ เราควรเรียนรู้ และฝึกฝนตนเอง ที่จะเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

5.# การยึดมั่นใน​คำ​แห่ง​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า(ข่าวประเสริฐ) ​สามา​รถ​ก่อ​สร้าง​เรา​ขึ้น​ได้​และ​ทำให้เรา​มี​มร​ดก​ด้วย​กัน​กับ​บรร​ดา​ธรรม​มิก​ชน

5.@ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม จงยึดความจริงแห่งข่าวประเสริฐไว้ให้มั่นด้วยความเชื่อตลอดชีวิตของเรา

6.# การ​ให้​เป็น​เหตุ​ให้​มี​ความ​สุข​ยิ่ง​กว่า​การ​รับ

6.@ อยากมีความสุขมากขึ้น ไม่ใช่แสวงหาเพื่อจะได้รับมากขึ้น
แต่จงแสวงหาโอกาสที่จะให้มากขึ้น

คำคม

การ​ให้​เป็น​เหตุ​ให้​มี​ความ​สุข​ยิ่ง​กว่า​การ​รับ

ขุมทรัพย์ กิจการ 19

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงการประกาศข่าวประเสริฐของเปาโลที่เมืองเอเฟซัส ซึ่งเกิดผลอย่างมากมาย มีคนกลับใจเป็นจำนวนมาก จนมีคนก่อจลาจลเพื่อต่อต้านการรับใช้ของเปาโล

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ที่เมืองเอเฟซัส เปาโลพบกับสาวก 12 คน ที่รับบัพติศมาในน้ำแล้วแต่ยังไม่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเปาโลวางมืออธิษฐานบนพวกเขา พวกเขาก็รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
– กจ.8 เปโตร วางมือ คนเหล่านั้นรับบัพติศมาในน้ำแล้ว พวกเขารับพระวิญญาณบริสุทธิ์
– กจ.10 เปโตร ยังไม่วางมือ และคนเหล่านั้นยังไม่รับบัพติศมาในน้ำ พวกเขารับพระวิญญาณบริสุทธิ์
– กจ.19 เปาโล วางมือ คนเหล่านั้นรับบัพติศมาในน้ำแล้ว พวกเขารับพระวิญญาณบริสุทธิ์
>>> สรุปได้ว่า การรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ มีทั้งก่อนและหลังรับบัพติศมาในน้ำ มีทั้งเมื่อวางมือและยังไม่ทันวางมือ

1.@ การทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นอำนาจอธิปไตยของพระองค์เองที่จะเลือกวิธีการ หรือขั้นตอนแบบใด เราไม่อาจกำหนดกฏเกณฑ์ที่ตายตัวได้
แต่ที่รู้แน่ๆคือ พระเยซูสัญญาว่า เราจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดชเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาบนเรา

2.# เปาโลกล่าวสั่งสอนพระคำของพระเจ้า ในห้องประชุมของทีรันนัส ในเมืองเอเฟซัสทุกวันติดต่อกัน นานถึง 2 ปี เป็นเหตุให้คริสตจักรที่เอเฟซัสเข้มแข็งอย่างมาก และข่าวประเสริฐก็ได้แพร่กระจายออกไปจากเมืองเอเฟซัส ไปทั่วแคว้นเอเชีย(เอเชียน้อย)

2.@ ยิ่งปลูกฝังพระวจนะของพระเจ้าให้แก่คริสตจักรมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คริสตจักรเติบโตเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น

3.# บุตรทั้งเจ็ดของเสวา เลียนแบบคำพูดและท่าทางของเปาโลในการขับผี นอกจากจะขับไม่สำเร็จแล้ว ยังโดนคนที่ผีเข้าเล่นงานจนบาดเจ็บอีกด้วย
เพราะในเรื่องฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของภายใน ไม่ใช่รูปแบบภายนอก ดังนั้นการทำตามเพียงรูปแบบภายนอกจึงไม่ได้ผล

3.@ ในการเป็นคริสเตียน เป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงจากภายใน แล้วส่งผลออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้นคนที่ภายนอกเปลี่ยนแปลงไป คนนั้นอาจจะเป็นคริสเตียนแท้ หรืออาจจะไม่ใช่ก็เป็นไปได้
สิ่งที่ออกมาจากภายในจะยั่งยืน ส่วนการพยายามแสดงภายนอกให้เหมือนแต่ภายในไม่ใช่นั้น ทำได้ไม่นานก็จะหมดแรง

4.# การที่บุตรของเสวาพยายามเลียนแบบเปาโลนั้น น่าจะก่อความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้น ปรากฏว่าแทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับทำให้เกิดความ​เกรง​กลัวพระเจ้า และ​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู​ได้​รับ​การ​ยก​ย่อง​สรร​เสริญ

4.@ แม้บางคนจะรับใช้พระเจ้า แบบจอมปลอม แบบไม่ถูกต้อง ถึงกระนั้นก็ดี พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถทำให้สิ่งนั้น ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้ในที่สุด

ดังนั้นเมื่อเราพบเจอคนเช่นนั้น ก็อย่าท้อใจ หรือ ตื่นตระหนกไป
ให้เรายังคงสัตย์ซื่อรับใช้พระเจ้าอย่างจริงใจ แล้วพระองค์จะเป็นผู้จัดการเรื่องนั้นเอง

5.# พระวจนะของพระเจ้าเกิดผลมากในเมืองเอเฟซัส เพราะว่าผู้เชื่อเมื่อฟังพระคำของพระเจ้าแล้ว กลับใจใหม่จริงๆ ด้วยการแสดงออกถึงการกลับใจออกมาเป็นการกระทำ โดยเอาตำราเวทย์มนต์มาเผาทิ้งเสีย อย่างไม่นึกเสียดาย แม้จะมีมูลค่ามากถึง ราว 15 ล้านบาท ก็ตาม

5.@ พระคำของพระเจ้าจะเกิดผลในชีวิตของเรา ก็ต่อเมื่อเราไม่เพียงแต่ฟังพระคำของพระเจ้าเท่านั้น แต่ประพฤติตามพระคำนั้นด้วย โดยการกลับใจจากสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เรากำลังทำอยู่นั้น

ฟังพระคำมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ยอมกลับใจ ก็ไร้ผล

6.# การจลาจลที่เมืองเอเฟซัสนั้น กาย​อัส​กับ​อา​ริส​ทาร​คัสเพื่อน​ร่วมเดิน​ทาง​ของ​เปา​โล​ ถูกจับลากเข้าไปท่ามกลางฝูงชน
เปาโลต้องการจะเข้าไปช่วย แม้รู้ว่าต้องเสี่ยงกับการถูกฆ่าตายก็ตาม
แต่พวกสาวกช่วยกันขัดวางเปาโลเอาไว้ ไม่ให้เข้าไป
สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ก็สงบลงเองด้วยดี

6.@ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ไม่จำเป็นที่เราต้องเป็นคนแก้ไข้เองทุกครั้งไป
บางครั้งดูเหมือนพระเจ้าจงใจทำให้เราไม่สามารถเข้าไปแก้่ไขได้
ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่ต้องตกใจ เพราะว่าพระองค์มีวิธีการของพระองค์ที่จะแก้ไขเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเรา

คำคม

“ พระคำของพระเจ้าเกิดผลในเรา เมื่อเราเปิดใจ และลงมือแสดงการกลับใจ ”

ขุมทรัพย์ กิจการ 18

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงการรับใช้พระเจ้าของเปาโลที่เมืองโครินธ์ซึ่งเปาโลอยู่ที่นั่นสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้านานถึง 18 เดือน จึงทำให้คริสตจักรที่นั่นเติบโตเป็นอย่างมาก แล้วระหว่างทางที่เปาโลกลับไปที่เมืองอันทิโอก ได้เป็นเหตุทำให้ อปอลโล ได้พบกับผู้ที่พัฒนาชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อออกจากกรุงเอเธนส์แล้ว เปาโลก็ไปยังเมืองโครินธ์ ที่นั่นเปาโลพบกับอาควิลลาและปริสสิลลา แล้วพักอยู่กับพวกเขา แล้วทำงานเย็บเต็นท์ไปด้วย ประกาศข่าวประเสริฐไปด้วย
จนกระทั่ง สิลาสและทิโมธีตามมาสมทบพร้อมกับนำเงินการรับใช้มา เปาโลก็เลิกเย็บเต็นท์ แล้วทุ่มเทในการประกาศเพียงอย่างเดียว(ข้อ 5)

1.@ ผู้รับใช้ที่ทำงานรับใช้ไปด้วย ประกอบอาชีพบางอย่างไปด้วยเพื่อให้เลี้ยงชีพแบบพออยู่ได้ สามารถทำได้
แต่เมื่อสังเกตจากชีวิตของเปาโล เขาก็เลิกประกอบอาชีพทันที เมื่อมีเงินสนับสนุนในการรับใช้ แล้วทุ่มเทชีวิตทั้งหมดเพื่อแก่การรับใช้พระเจ้า

ดังนั้น ผู้รับใช้พระเจ้าไม่จำเป็นต้องประกอบอาชีพจนร่ำรวยก่อนแล้วค่อยมาทุ่มทั้งหมดในการรับใช้พระเจ้า แค่เพียงพอสำหรับการรับใช้พระเจ้านั่นก็น่าจะพอแล้ว

2.# พระเจ้า​ตรัส​กับ​เปา​โล​ว่า “อย่า​กลัว​เลย แต่​จง​กล่าว​ต่อ​ไป อย่า​นิ่ง​เสีย เพราะ​ว่า​เรา​อยู่​กับ​เจ้า​และ​จะ​ไม่​มี​ใคร​ต่อ​สู้​ทำ​ร้าย​เจ้า เพราะ​ว่า​มี​คน​จำ​นวน​มาก​ใน​นคร​นี้​ที่​เป็น​ประ​ชา​กร​ของ​เรา”

พระวิญญาณบริสุทธิ์นำเปาโลมาประกาศที่เมืองโครินธ์ แต่เปาโลก็ยังพบการต่อต้านอย่างมากในเมืองนี้
ถึงกระนั้นพระเจ้าก็บอกให้เปาโลประกาศต่อไป อย่าหยุด เพราะมีคนของพระเจ้าที่อยู่ที่นี่ที่จำเป็นต้องได้ยินข่าวประเสริฐ และพระเจ้าจะสถิตกับเปาโล ไม่มีใครที่จะต่อสู้หรือทำร้ายเปาโลได้

2.@ เมื่อพระเจ้าทรงนำเราให้เข้าสู่การรับใช้พระเจ้าใดๆ ถึงแม้จะมีอุปสรรคและการขัดขวางมากมาย จงสัตย์ซื่อทำต่อไป อย่าหยุด เพราะพระเจ้าเองจะเป็นผู้ประทานความสำเร็จให้แก่เรา มากมายจนเราคิดไม่ถึง

ในเวลาต่อมา คริสตจักรโครินธ์กลายเป็นคริสตจักรขนาดใหญ่และผู้เชื่อเต็มไปด้วยของประทานมากมาย

3.# เมื่อเปาโลออกจากเมืองโครินธ์ เพื่อกลับไปยังอันทิโอก ปริส​สิล​ลา​กับ​อาค​วิล​ลาได้ขอตามไปด้วย
ปรากฏว่าระหว่างทาง เมื่อผ่านเมืองเอเฟซัส เปาโลกลับให้เขาทั้งสองอยู่ต่อที่เมืองเอเฟซัส
โถ…พวกเขาอุตส่าห์ตามออกจากเมืองมา แล้วทำไมไม่พวกเขาไปต่อด้วยกัน

แต่เหตุการณ์ต่อมา ทำให้เราเห็นการจัดเตรียมของพระเจ้า คือ อปอลโล ผู้ชำนาญในพระคัมภีร์ มาที่เมืองเอเฟซัส เขาสอนอย่างถูกต้อง แต่ยังไม่รู้เรื่องข่าวประเสริฐอย่างแท้จริง ปริส​สิล​ลา​กับ​อาค​วิล​ลาจึงรับอปอลโลมาสอนให้รู้ทรงของพระเจ้าให้ถูกต้องยิ่งขึ้น
หลังจากนั้น อปอลโลเป็นผู้นำคนสำคัญของผู้เชื่อ ในเวลาต่อมา

3.@ เมื่อเราตั้งใจที่จะรับใช้พระเจ้าอย่างจริงใจ แต่พระเจ้าทรงนำให้เราพบกับเหตุการณ์ ที่ผิดแผน หรือเราไม่ได้คาดหมายมาก่อน แสดงว่า อีกไม่นานพระองค์กำลังจะใช้เราให้เป็นพระพรในแผนการของพระองค์
ดังนั้นให้เรายังคงสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้าในที่นั่น หรือในสถานการณ์นั้นต่อไป จนถึงเวลาของพระองค์

คำคม

“ เพราะพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา จะไม่มีใครต่อสู้เราได้
ดังนั้นจงเลือกอยู่ฝ่ายพระเจ้าเข้าไว้

ขุมทรัพย์ กิจการ 17

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงการประกาศของเปาโลที่เมืองเธสะโลนิกา เมืองเบโรอา และกรุงเอเธนส์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเมืองที่มีคนข่มเหงมาก ขณะเดียวกันเป็นเมืองที่มีคนเชื่อมากด้วย แต่ที่กรุงเอเธนส์ไม่มีการข่มเหงที่รุนแรงอย่างเมืองอื่น กลับมีผู้เชื่อเพียงเล็กน้อย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อเปาโลประกาศข่าวประเสริฐนั้น เนื้อหาสาระสำคัญของเขาไม่ใช่การสำแดงการอัศจรรย์ แต่เป็นการประกาศให้คนรู้ว่า พระเยซู ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา(ข้อ 3)

1.@ หัวใจของการประกาศข่าวประเสริฐคือการบอกให้คนทั้งหลายรู้ว่า พระเยซูทรงช่วยเขาให้รอดพ้นผลของบาปและอำนาจของบาปได้ และพระเยซูเสด็จมาช่วยเขาแล้ว

เพื่อนๆ และ ญาติๆ ของเรา พวกเขารู้หรือยังว่า “พระเยซูช่วยเขาได้”

พระเยซูช่วยได้
https://www.youtube.com/watch?v=aMnKQM-Y1zc&list=PLaCGMfK5N21hwsjV1eYkcvA_BSTh-rXIx&index=4

2.# เมื่อเปาโลและทีม มาประกาศข่าวประเสริฐตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ปรากฏว่ามีคนเชื่อมากมายและมีการต่อต้านมากมายด้วย ตามเมืองต่างๆที่พวกเขาไป สืบเนื่องมาจากความอิจฉาของพวกยิว

2.@ เมื่อเราทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า จะเกิดผลดีมากมาย แต่ขณะเดียวกันจะมีคนที่ไม่พอใจ ไม่ชอบเรา ด้วยเสมอ
พระเจ้าทรงอนุญาตให้การข่มเหงเกิดขึ้น เพราะพระองค์มีแผนการที่ดีเลิศบางอย่างสำหรับแต่ละกรณี แต่ที่แน่ๆในทุกกรณีพระองค์เปิดโอกาสให้คนของพระเจ้าได้สะสมบำเหน็จในสวรรค์เพราะเหตุการทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ในโลกนี้

3.# ยิว​ใน​เมือง​เบโรอา​มี​ใจ​ยอมรับ​มาก​กว่า​ยิว​ใน​เมือง​เธสะ​โล​นิ​กา สังเกตได้จากการที่พวก​เขา​รับ​ฟัง​ด้วย​ความ​อยากรู้​ แล้วก็ไม่ได้เชื่อทันที แต่​ค้น​ดู​พระ​คัม​ภีร์​ทุก​วัน เพื่อจะ​รู้​ว่าสิ่งที่ได้ยินนั้น​จริง​ตามพระคำของพระเจ้าหรือ​ไม่

3.@ เมื่อเรารับฟังสิ่งใดก็ตาม สิ่งที่ควรทำคือ นำสิ่งนั้นไปตรวจสอบว่าสอดคล้องและถูกต้องตามพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่
ถ้าไม่จริง ก็ทิ้งไปเสีย
ถ้าจริง จงยึดไว้ให้มั่น

4.# เมื่อเปาโลถูกข่มเหงจนทนไม่ไหวอีกต่อไป สิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่การตอบโต้ให้สาสม แต่เป็นการหนีไปอีกเมืองหนึ่งแทน

4.@ เมื่อเรารับใช้พระเจ้า แล้วถูกเอาเปรียบ ถูกทำร้าย ถูกใส่ร้ายป้ายสี หรืออื่นๆ อย่าให้เราตอบโต้เขา
แต่จงใช้วิธีที่พระเยซูแนะนำ ใน มธ. 10:16 “นี่​แน่ะ เรา​ใช้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไป​ดุจ​แกะ​อยู่​ท่าม​กลาง​พวก​หมา​ป่า เพราะ​ฉะนั้น​จง​เฉลียว​ฉลาด​เหมือน​งู และ​ไม่​มี​พิษ​มี​ภัย​เหมือน​นก​พิราบ”
คือ ไม่ตอบโต้กลับ แต่ก็ไม่ซื่อจนเซ่อปล่อยให้เขาทำอยู่นั่น ควรหาทางหลีกเลี่ยงมากที่สุดเท่าที่ สถานะของเราพอที่จะทำได้ โดยไม่ทำร้ายเขากลับ

5.# ที่กรุงเอเธนส์ เมืองแห่งนักปรัชญา เปาโลถูกดูถูกว่า “คน​เก็บ​เศษเดนความ​รู้​เล็กๆ น้อยๆ นี้​กำ​ลัง​จะ​พูด​เรื่อง​อะไร”
แต่ถึงกระนั้น เปาโลก็ยังคงประกาศต่อไป

5.@ อย่ายอมให้การดูถูก ดูแคลน หรือการเหยียดหยาม มาหยุดเรา ไม่ให้พูดของของพระเยซู
จงพูดต่อไป

6.# ที่กรุงเอเธนส์ เปาโลพบแท่นบูชาอันหนึ่ง มี​คำ​จา​รึก​ว่า ‘แด่​พระ​เจ้า​ที่​ไม่​รู้​จัก’ ชี้ให้เห็นว่า ลึกๆในใจของมนุษย์รู้ว่า มีพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด แต่เป็นใครก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า น่าจะมีแน่ๆ

6.@ เพื่อนๆและญาติๆของเรา จำนวนมากมาย ลึกๆในจิตใจของพวกเขา รู้ว่ามีพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด ที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการพิพากษาหลังจากความตาย
แต่พวกเขาไม่รู้จักและมันน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะคิดถึงมัน
ดังนั้นวิธีที่จะช่วยพวกเขาได้คือ ลืมมันไปซะ อย่าไปคิดถึงมัน หรือพยายามคิดว่ามันไม่มีจริงหรอก แล้วยุ่งวุ่นวายกับสิ่งสารพันในโลกนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดถึงมัน

แต่เรารู้ความจริง และเรารู้จักข่าวประเสริฐ เรารู้ว่า โดยการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ พวกเขาจะรอดพ้นการพิพากษาหลังความตายได้
“เราจะบอกเขาดีไหม?”

7.# การประกาศของเปาโล ในกรุงเอเธนส์ดูเหมืนจะไม่เกิดผลอย่างมากมายเหมือนที่อื่น
แต่ก็มี​บาง​คน​เชื่อ เช่น ​ดิ​โอ​นิ​สิ​อัส​สมา​ชิก​สภา​อา​เร​โอ​ปา​กัส กับ​ ​ดา​มา​ริส และ​คน​อื่นๆ อีก​จำ​นวน​หนึ่ง
งานประกาศที่นี่ดูเหมือนไม่เกิดผลในมุมมองของมนุษย์ แต่เกิดผลสำคัญในการขยายแผ่นดินของพระเจ้า
ดิ​โอ​นิ​สิอัส ​เชื่อ​กัน​ว่า​ เขาเป็นผู้ปกครองคริสตจักร(ศิษยาภิบาล)​คน​แรก​​ของ​คริสตจักร​กรุง​เอเธนส์
ดา​มาริส ​ เธอน่า​เป็น​คน​ต่างชาติ​ที่​มี​การศึกษา​ดี​ เป็น​คน​ที่​เกรง​กลัว​พระ​เจ้า​ที่ไปฟังคำ​สอน​ของ​เปาโล​ที่​ธรรม​ศาลา ​(ข้อ 17) ซึ่งเธอน่าจะกลายเป็นสาวกคนสำคัญที่กรุงเอเธนส์ในช่วงเวลาต่อมา ลูกาจึงบันทึกชื่อนางไว้ในพระธรรมกิจการนี้

7.@ วันนี้เมื่อเรารับใช้พระเจ้า ดูเผินๆตามสายตาของมนุษย์ อาจจะดูเหมือนงานไม่ค่อยเกิดผล ขอให้เราสัตย์ซื่อต่อไป เพราะพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ จะทรงกระทำให้งานเล็กน้อยของเรานี้ เกิดผลกระทบอันยิ่งใหญ่เองในอนาคต

คำคม

“บำเหน็จอันยิ่งใหญ่เตรียมเอาไว้ สำหรับผู้ทนทุกข์เพื่อพระคริสต์”

ขุมทรัพย์ กิจการ 16

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการรับใช้พระเจ้าของเปาโลและทีม ซึ่งพวกเขาได้ทำตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ก็ยังถูกข่มเหงอย่างรุนแรง ถึงกระนั้น พระเจ้าก็ทรงกระทำให้การข่มเหงนั้นกลับกลายเป็นพระพรมากมาย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เปาโลกลับไปประกาศที่เมืองลิสตราอีกครั้งแบบไม่กลัวตาย เพราะก่อนหน้านี้เขาถูกบางคนเอาหินขว้างจนเกือบตายมาแล้ว และที่นั่นเขาได้พบกับทิโมธี สาวกผู้ที่ทราบดีเกี่ยวกับเรื่องราวที่เปาโล ถูกทำร้ายจนเกือบตายเพราะข่าวประเสริฐ แน่นอนเรื่องนี้คงทำให้เขาศรัทธาเปาโลอย่างยิ่ง ทิโมธีนี้เองต่อได้กลายมาเป็นสาวกคนสำคัญของเปาโลตลอดการรับใช้ของเปาโล

1.@ เมื่อพระเจ้าทรงนำเราไปพบกับสถานการณ์บางอย่าง เราอาจจะไม่เข้าใจ ไม่สามารถหาเหตุผลอธิบายได้ แต่สุดท้ายแล้วพระเจ้าทรงมีแผนการที่ดีสำหรับชีวิตของเรา เพื่อให้เหตุการณ์นั้น กลับกลายเป็นพรสำหรับชีวิตของเรา

ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา พระเจ้าสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นพระพรได้

2.# เมื่อเปาโลอยากจะประกาศในแคว้นเอเชีย(เอเชียน้อยในปัจจุบัน) พระวิญญาณบริสุทธิ์กลับไม่ให้ประกาศที่นั่น แต่ทรงนำให้ไปทางแคว้นมาซิโดเนีย(ยุโรปในปัจจุบัน)

หากเปาโลเดินทางประกาศมาทางตะวันออกเรื่อย ข่าวประเสริฐอาจไม่แพร่ไปทั่วโลก เหมือนในปัจจุบัน เพราะทางเอเชียนอกจากมีปราการธรรมชาติคือภูเขาสูงทั้งหลายอย่างภูเขาหิมาลัย ยังมีปราการศาสนาเก่าแก่มากมาย
แต่เพราะเปาโลไปตามตะวันตกตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ข่าวประเสริฐจึงไปทั่วยุโรปในเวลาต่อมา แล้วมิชชันนารีชาวยุโรปก็นำข่าวประเสริฐออกไปประกาศทั่วทุกมุมโลกในเวลาต่อมา

2.@ ในการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บ่อยครั้งเราไม่เข้าใจ และขัดกับความตั้งใจของเราเอง แต่เรามั่นใจได้เลยว่า หากเราเชื่อฟังผลลัพธ์จะเกิดเป็นพระพรยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน

3.# เปาโลเห็นนิมิตว่า มีชายชาวมาซิโดเนียร้องเรียกให้มาช่วย แต่เมื่อมาถึงสาวกคนสำคัญที่เปาโลพบกลับไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นผู้หญิง คือนางลิเดีย แล้วต่อมาจึงค่อยพบกับนายคุกซึ่งได้ต้อนรับเชื่อพระเยซูทั้งครอบครัว

3.@ การเปิดเผยสำแดงของพระเจ้า เมื่อเราเชื่อฟังและกระทำตามแล้ว ในตอนแรกๆอาจจะยังไม่เห็นชัดเจน แต่เมื่อยังคงเชื่อฟัง ดำเนินต่อไป เราก็จะเริ่มเข้าใจมากยิ่งๆขึ้นเสมอ

4.# เปาโลรำคาญใจที่ ทาสสาวที่มีผีหมอดูเข้าสิงมาประกาศสนับสนุนงานของเปาโล เพราะเปาโลไม่ต้องการให้วิญญาณชั่วมีส่วนใดๆในการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์

4.@ ในการรับใช้พระเจ้า เราไม่อาจใช้วิธีการของมารเข้ามาปะปนในการรับใช้พระเจ้าได้

เราไม่อาจรับใช้พระเจ้า ด้วยวิธีของมารได้

อย่าพูดโกหกเพื่อประกาศความจริงของข่าวประเสริฐ

5.# เพราะเปาโลและสิลาสติดคุก นายคุกและครอบครัวจึงได้รับความรอด พระเจ้าทรงนำความรอดไปหานายคุกถึงในคุก
เพราะเปาโล(ผู้เป็นสัญชาติโรม)ถูกเฆี่ยน ​พวก​ผู้​ว่า​การ​เมืองจึงเกรงใจเปาโลและประนีประนอมกับเปาโล ซึ่งพอเดาได้ว่า การประนีประนอมนี้ เพื่อให้เปาโลไม่เอาเรื่องพวกเขา เปาโลคงขออะไรบางอย่างให้แก่พี่น้องในฟีลิปปีเป็นแน่ อาจจะเป็นห้ามข่มเหงรังแกพวกคริสเตียน เป็นต้น เปาโลคงไม่ได้เจรจาเพื่อประโยชน์ของตนในเมืองนี้แน่ เพราะหลังจากเจรจาเสร็จเปาโลก็ออกจากเมืองนี้ไป

5.@ สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา เมื่อเราทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า จะนำบำเหน็จยิ่งใหญ่มาสู่เราและนำพระพรมากมายมาสู่คนทั้งหลาย

คำคม

“เมื่อพระเจ้าทรงนำ หาใช่จะไม่เจออุปสรรค
แต่พระเจ้าจะเปลี่ยนทุกอุปสรรคให้เป็นพระพร”

ขุมทรัพย์ กิจการ 15

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงข้อสรุปในการประชุมที่เยรูซาเล็มของเหล่าสาวกเรื่องหลักการของข่าวประเสริฐ ที่สรุปว่า คนต่างชาติสามารถได้รับความรอดในพระเยซูคริสต์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสุหนัต

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# พวกฟาริสีที่รับเชื่อพระเยซู ได้สอนว่าคนต่างชาติจะได้รับความรอดนั้น นอกจากเชื่อวางใจในพระเยซูแล้ว ต้อง​เข้าสุหนัต​และ​ถือ​ปฏิ​บัติ​ตาม​ธรรม​บัญ​ญัติ​ของ​โม​เสส ด้วย ถึงจะได้ความรอดโดยสมบูรณ์
ซึ่งเปาโลและบารนาบัส คัดค้านคำสอนนี้อย่างไม่ยอมอ่อนข้อ
จนมีการจัดการประชุมเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้
แล้วที่ประชุมจึงสรุปว่า ตามที่พระเยซูได้สำแดงไว้ ทั้งยิวและคนต่างชาติสามารถได้รับความรอดได้ โดยความเชื่อวางใจในพระเยซู เท่านั้น ไม่ขึ้นอยู่กับการทำตามธรรมบัญญัติ

1.@ ข่าวประเสริฐที่แท้จริง คือ ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราได้รับความรอดได้รับพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์

วันนี้ ไม่ว่าเราเป็นใคร ถ้าเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ในการรอดพ้นบาปของเรา จริงๆ เราก็จะรอด
และไม่ว่าใครก็ตามจะทำคุณงามความดีมากเพียงใด แต่ไม่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์สำหรับการรอดพ้นบาป ก็ไม่มีความรอดสำหรับคนนั้น

2.# เปโตรกล่าวว่า ​มนุษย์ได้รับการทรง​ชำระ​ใจ​​ให้​บริ​สุทธิ์​โดย​ความ​เชื่อ (กจ. 15:9)

2.@ โดยความเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ จิตใจของเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์ เกิดสภาพใหม่ เป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ เป็นจิตใจที่รังเกียจบาป ไม่อยากทำบาปอีกเลย

3.# ข้อสรุปจากที่ประชุมที่เยรูซาเล็ม เสนอว่า ผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ แม้เขาจะไม่ได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติก็จริง แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงจากบาปต่างๆ รวมทั้งการกระทำที่ทำให้พี่น้องสะดุด เช่น ​การ​ล่วง​ประ​เวณี และ การ​กิน​อาหาร​ที่​ถูก​นำ​ไป​บูชา​รูป​เคารพ การ​กิน​เลือด การ​กิน​เนื้อ​สัตว์​ที่​ถูก​รัด​คอ​ตาย

3.@ แม้เราผิดพลาดพลั้งบาปเราก็ยังเป้นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า เพราะเราชอบธรรมโดยความเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ไม่เกี่ยวกับการกระทำของเรา แต่ถึงกระนั้น เราก็สมควรอย่างที่สุดที่จะไม่ทำบาป รวมทั้งไม่กระทำสิ่งใดๆที่จะทำให้พระเจ้าของเราเสื่อมเสียพระเกียรติ หรือทำให้พระนามของพระเจ้าเป็นที่ถูกดูถูกดูหมิ่น และไม่ทำในสิ่งที่จะทำให้พี่น้องสะดุด

4.# เปาโลและบารนาบัส มีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องการพามาระโก ผู้หนีกลับบ้านก่อนกลางครันในการเดินทางไปประกาศครั้งที่แล้ว ว่าสมควรพาไปด้วยในครั้งใหม่นี้หรือไม่
จนเป็นเหตุให้เปาโลกับบารนาบัสต้องแยกกัน เป็นคนละเส้นทางในการประกาศ
ความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะไม่ดี กลับนำไปสู่พระพร ทำให้การแพร่ไปของข่าวประเสริฐเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

4.@ สิ่งที่ไม่น่าชื่นใจ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในการรับใช้พระเจ้า สักวันหนึ่งเราจะเข้าใจว่า ไม่ใช่ผลร้ายแต่จะเป็นผลดีต่อแผ่นดินของพระเจ้าเสมอ

คำคม

“ เรารอดได้โดยความเชื่อ ไม่เกี่ยวกับการกระทำ
แต่การกระทำจะสอดคล้องกับความเชื่อเสมอ”

ขุมทรัพย์ กิจการ 14

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงการประกาศของเปาโลและบารนาบัส ซึ่งเกิดผลมากมายและมีการต่อต้านมากมายด้วย แต่การต่อต้านเหล่านั้นก็ไม่อาจขัดขวางการแพร่กระจายของข่าวประเสริฐได้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ณ เมืองอีโคนียูม มีคนเชื่อในข่าวประเสริฐเป็นจำนวนมากและมีคนจำนวนไม่น้อยคิดร้ายต่อเปาโลกับบารนาบัสและพี่น้องคนอื่นๆด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เปาโลกับบารนาบัสทำคือ อยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน
จนกระทั่งพวกที่คิดร้ายเตรียมจะฆ่าเปาโลกับบารนาบัสให้ตาย พวกเขาทั้งสองจึงหนีไปเมืองอื่น
สังเกตได้ว่าเขาทั้งสอง ยังคงรับใช้พระเจ้าต่อไปท่ามกลางการต่อต้านและคิดร้ายนั้น จนกระทั่ง ถึงขีดสุดจริงๆ จึงหลบหนีไปที่อื่นต่อไป

1.@ ในการรับใช้พระเจ้าของเราในวันนี้ อาจจะพบกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์หลายอย่าง ขอให้เราเรียนรู้จากเปาโลและยารนาบัส คือ ยังคงอดทนต่อไปในการรับใช้แม้จะถูกข่มเหงก็ตาม (บางคนอาจถูกข่มเหงจากคริสเตียนบางคนก็มี) อดทนรับใช้อย่างสัตย์ซื่อต่อไป จนถึงขีดสุด ไม่ได้จริงๆแล้วค่อยจากไปที่อื่น

2.# ที่เมืองลิสตราหลังจากที่เปาโลรักษาชายง่อยตั้งแต่กำเนิดให้เดินได้ ฝูงชนก็พยายามยกย่องเทิดทูน ให้เปาโลและบารนาบัสเป็นดังพระของพวกเขา
แต่เปาโลกลับไม่ยอมรับเกียรตินั้น แต่ฉีกเสื้อผ้าของตนแสดงการต่อต้านคัดค้านการกระทำนั้นที่ถือว่าเป็นการกระทำที่หมิ่นประมาทพระเจ้า

2.@ ผู้รับใช้ที่แท้จริง ไม่มีวันแย่งเกียรติของพระเจ้าผู้ที่เขาปรนนิบัติ เกียรติทุกอย่างที่เขาได้รับมาจากมนุษย์ เขาจะถวายเกียรตินั้นแด่พระเจ้า แล้วพระเจ้าเองจะเป็นผู้ปนระทานเกียรติให้แก่เขา

ไม่ว่าเราจะเป็นใคร จงอย่าบังอาจแย่งเกียรติของพระเจ้า

3.# ก่อนที่เปาโลจะรักษาชายง่อยแต่กำเนิดนั้น เขาจ้องดูชายคนนั้น แล้วเห็นว่า “มีความเชื่อพอที่จะได้รับการรักษาโรค”
แสดงว่า ในบางกรณีการรักษาโรคจากพระเจ้า จำเป็นที่ผู้ที่รับการรักษาต้องมีความเชื่อที่มากพอสำหรับการรับการรักษานั้นด้วย

3.@ หากเราปรารถนาให้พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเรา เราต้องเชื่อด้วยว่า พระเจ้าจะทรงตอบอธิษฐานของเราได้และพระองค์จะตอบคำอธิษฐานของเรา

4.# ที่เมืองลิสตรา เปาโลถูกผู้คนเอาหินขว้างจนปางตาย (อาจตายไปแล้วจริงๆ แต่ฟื้นขึ้นอีก ใน 2คร. 12:2 เปาโลกล่าวว่า “ข้าพ​เจ้า​รู้จัก​ชาย​คน​หนึ่ง​ที่​อยู่​ใน​พระ​คริสต์ เมื่อ​สิบ​สี่​ปี​ที่​แล้ว​เขา​ถูก​รับ​ขึ้น​ไป​ยัง​สวรรค์​ชั้น​ที่​สาม จะ​ไป​ทั้ง​ร่าง​กาย​หรือ​ไป​โดย​ไม่​มี​ร่าง​กาย​ข้าพ​เจ้า​ไม่​รู้ พระ​เจ้า​ทรง​รู้” คนนี้น่าจะหมายถึงตัวเขาเอง)
พอฟื้นขึ้นมา ปรากฏว่า เปาโลไม่เข็ด เข้าไปในเมืองอีก และรับใช้พระเจ้าต่อไป จนอีกหลายปีต่อมา ถูกฆ่าตายจริงๆ จึงสิ้นสุดการรับใช้บนโลกนี้

4.@ จงเรียนจากชีวิตของเปาโล ผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขายังคงรับใช้ต่อไป
เขาไม่ตัดพ้อต่อว่าหรือท้อแท้หมดกำลังใจ บ่นต่อพระเจ้าว่า เขาอุตส่าห์ทิ้งทุกสิ่งมารับใช้พระองค์ ไกลจนถึงที่นี่ ทำไมพระองค์ไม่ปกป้อง ปล่อยถูกหินขว้างเจ็บปวดสุดแสนสาหัสเช่นนี้
แทนที่เขาจะท้อถอย กลับยังคงสัตย์ซื่อรับใช้พระเจ้าตราบจนวันตาย
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา จงรับใช้พระเจ้าต่อไป

5.# เปาโลกับบารนาบัส สรุปถึงการออกประกาศในครั้งที่1 นี้ว่า เป็น​มห​กิจ​​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​ทำ​ร่วม​กับ​เขา​ทั้ง​สอง และ​เกิดคนรับเชื่อมากมายเพราะพระเจ้าทรงเปิด​ประตู​ความ​เชื่อ​แก่​พวก​ต่าง​ชาติ

5.@ เมื่อเราออกประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ พระเจ้าจะทรงร่วมงานกับเราด้วยมหกิจของพระองค์ พระองค์พร้อมที่จะสนับสนุนเรา ด้วยการตอบคำอธิษฐานของเรา

และการที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมาเชื่อพระเจ้า ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถของเราแต่เกี่ยวข้องกับนั่นเป็นเวลาที่พระเจ้าเปิดประตูแห่งความเชื่อในใจของเขาแล้วหรือยัง

หน้าที่ของเราคือประกาศข่าวประเสริฐ ส่วนพวกเขาจะเชื่อหรือไม่ ไม่ใช่ธุระของเราแต่เป็นงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงกระทำในจิตใจของพวกเขา

คำคม

“ เมื่อเราประกาศพระคุณของพระเจ้า
พระเจ้าจะเป็นผู้รับรองคำแห่งพระคุณของพระองค์เอง”

ขุมทรัพย์ กิจการ 13

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงการเริ่มต้นการเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐเที่ยวแรกของเปาโล ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีผู้คนมากมายหิวกระหายปรารถนาอยากจะรู้จักกับพระเจ้า

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# คริสตจักรที่อันทิโอกมีผู้นำคนสำคัญหลายคน เมื่อพระเจ้าประสงค์จะใช้ผู้นำดีที่สุด 2 คน บารนาบัสและเซาโล ออกไปเป็นพระพรแก่ที่อื่น พวกเขาไม่หวงไว้แต่กลับสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่

1.@ คริสตจักรที่เจริญเติบโตในฝ่ายวิญญาณ คือ คริสตจักรที่ไม่ได้อยู๋เพื่อให้คริสตจักรของตนจำเริญขึ้น แต่อยู่เพื่อให้พระมหาบัญชาของพระเจ้าสำเร็จ อยู่เพื่อขยายแผ่นดินของพระเจ้า ไม่ใช่ขยายคริสตจักรของตน

เมื่อพระเจ้าประสงค์ที่จะใช้เรา เรายินดีที่จะให้สิ่งที่ดีที่สุดในการรับใช้พระองค์หรือไม่
เวลาที่ดีที่สุด และช่วงอายุที่ดีที่สุด ถวายแด่พระเจ้า

2.# เปาโลเรียก เอลีมาส ผู้ที่พยา​ยาม​ทำ​ทาง​ตรง​ของ​พระ​เจ้า​ให้​เขว​ไป​ ว่าเป็น​ลูก​ของ​มาร​ร้าย เป็น​ศัตรู​ต่อ​บรร​ดา​ความ​ชอบ​ธรรม

2.@ ใครก็ตามที่พยายามบิดเบือนพระคำของพระเจ้า เขากำลังเดินในวิถีของมาร เพราะเป็นความพยายามขวางกั้นคนไม่ให้มาถึงแผ่นดินของพระเจ้า

ให้เราระมัดระวังในคำพูดและการสอนของเรา ที่จะไม่บิดเบือนความหมายของพระคำของพระเจ้า แต่พูดตรงตามพระคำของพระองค์

3.# ตั้งแต่ กจ. 13:13 เป็นต้นไป พระคัมภีร์ใช้คำว่า “เปา​โล​กับบารนาบัส” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ใช้คำว่า “บารนาบัสกับเปาโล(เซาโล)”​ น่าจะเป็นเพราะว่าบารนาบัสเปิดโอกาสให้เปาโลขึ้นมาเป็นผู้นำทีมแทนตน ซึ่งบารนาบัสสมกับเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณอย่างแท้จริง ที่สนับสนุนคนรุ่นใหม่อย่างเปาโล
ตั้งแต่พาเปาโลไปหาพวกอัครทูตเพื่อให้พี่น้องคนอื่นยอมรับ (กจ. 9:27)
หลายปีต่อมา บาร​นา​บัส​ไป​ยังเมือง​ทาร์​ซัส เพื่อชวน​เปา​โล​มาร่วมรับใช้ที่อันทิโอก(กจ. 11:25)
แล้วบารนาบัสก็ฝึกฝนเปาโลในการรับใช้ต่างๆ รวมทั้งการนำของบริจาคไปให้แก่คริสตจักรที่เยรูซาเล็ม (กจ. 11:30)
ล่าสุดบารนาบัส ก็นำทีมออกประกาศข่าวประเสริฐโดยมีเปาโลร่วมทีมด้วย
บัดนี้ เขากลับยอมยกตำแหน่งผุ้นำทีมพันธกิจให้แก่เปาโล อย่างถ่อมใจ

3.@ การพัฒนาการรับใช้ที่แท้จริง ไม่ได้ดูว่าเรารับใช้ได้มากที่สุดแล้วหรือยัง
แต่ดูที่ว่าเราได้ส่งเสริมให้มีการเกิดผลสูงสุดในแผ่นดินของพระเจ้าแล้วหรือยัง

4.# ในการประกาศ ที่เมือง​อัน​ทิ​โอก​ใน​ปิสิ​เดีย(คนละเมือง กับอันทิโอกในซีเรีย ที่ส่งพวกเขามา) เปาโลได้ประกาศในธรรมศาลาของยิวเพื่อให้คนยิวและคนต่างชาติที่เข้าจารีตยิวได้ฟัง เปาโลไม่ได้ทำการอัศจรรย์ใดๆ เขาเพียงแต่ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูคริสต์ ซึ่งนั่นก็มากพอที่จะทำให้ในวันสะบาโตถัดมา คนทั้งเมืองทั้งยิวและไม่ใช่ยิวพากันไปที่ธรรมศาลาเพื่อมาฟังเปาโล จนพวกยิวอิจฉา
พวกเขาอาจคิดในใจว่า “อะไรกันพวกข้าอยู่ในเมืองนี้ตั้งนานมีไม่กี่คนสนใจอยากมาธรรมศาลาของยิว เจ้าหมอนี่เป็นใครมาพูดแค่ครั้งเดียวคนตามมาฟังทั้งเมืองเลย”
พวกยิวอิจฉาจึงใช้แผนสกปรก ให้ผู้อิทธิพลในเมืองที่พวกเขารู้จัก ขับไล่เปาโลและทีมออกไปจากเมืองเสีย

4.@ ข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดช มากกว่าฤทธิ์เดชใดๆที่เราได้รับ เพราะการอัศจรรย์ทั้งหลายเปลี่ยนแปลงได้เพียงทางกายภาพหรืออย่างมากก็อาจเปลี่ยนจิตใจคนได้
แต่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์นั้น มีฤทธิ์เดชเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้ตลอดกาล

จงเปิดโอกาสให้คนทั้งหลายได้รับรู้ถึงฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐด้วยการประกาศช่าวประเสริฐให้พวกเขาได้ยินเถิด

คำคม

“ เมื่อข่าวประเสริฐถูกประกาศออกไป
คนที่กำลังจะรอดจะได้พบกับฤทธิ์เดชของพระเจ้าเสมอ”

ขุมทรัพย์ กิจการ 12

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงการข่มเหงที่เกิดขึ้นจากกษัตริย์เฮโรดจนยากอบต้องถูกฆ่าตาย แต่พระเจ้าก็ทรงช่วยเปโตรออกจากคุกอย่างอัศจรรย์
    และแล้วในที่สุดกษัตริย์เฮโรดนั้น ก็ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# กษัตริย์​เฮโรด ​คือ ​เฮ​โร​ดอาก​ริป​ปา​ที่ ​1 ​เป็น​หลาน​ของ​กษัตริย์​เฮ​โรด​มหา​ราช ​(มธ. ​2) คนนี้เป็นคนละเฮโรดที่ตัดศรีษะยอห์นผู้ให้บัพติศมา กษัตริย์เฮโรดผู้นี้มี​แม่​เป็น​ชาวยิว​พ่อ​เป็น​ชาว​เอ​โดม เขาได้รับมอบหมายจากโรมให้ปกครองดูแลบริเวณปาเลสไตน์ในช่วงเวลานั้น เพื่อเอาใจพวกผู้ใหญ่ของยิว เขาได้สั่งประหารชีวิตยากอบน้องชายของยอห์น และจำคุกเปโตรเตรียมเอาไปลงโทษเป็นรายต่อไป

1.@ เพราะความชั่วร้ายของกษัตริย์เฮโรด ยากอบจึงถูกประหารชีวิต แต่พระเจ้าก็ทรงใช้เหตุการณ์นี้กลายเป็นพระพรยิ่งใหญ่
ทั้งที่ยากอบเป็น 1 ใน 3 อัครสาวกที่ได้เรียนรู้จากพระเยซูมากที่สุด ทำไมพระเจ้าปล่อยให้เขาถูกฆ่าตายคนแรกในบรรดาอัครสาวกทั้งหมด?
ก็เพราะ พระเยซูติวเข้มเขาเพื่อเหตุการณ์นี้ เขาสามารถเดินไปสู่ความตายอย่างกล้าหาญ และด้วยความตายของเขาจึงเป็นการวางแบบอย่างให้แก่ผู้เชื่อตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักรตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ที่กล้ายืนหยัดเพื่อข่าวประเสริฐโดยไม่หวั่นกลัวแม้แต่ความตาย

2.# ขณะที่เปโตรถูกขังคุกเพื่อเตรียมนำไปลงโทษ มีทหาร 16 คน ควบคุมเขาไว้อย่างแน่นหนา ถึงขนาดเอา 2 คน ล่ามโซ่ติดกับเปโตรไว้เลย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งการช่วยกู้จากพระเจ้าที่มีต่อเปโตรได้
เปโตรออกจากคุกมาได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีใครรู้ตัวด้วยซ้ำไป

2.@ การคุมขังที่แน่นหนา อาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักโทษที่คิดจะหลบหนี
แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำหรับนักโทษที่พระเจ้าทรงช่วยให้หลุดพ้น

ปัญหาของเราวันนี้ แม้มันจะใหญ่โตแต่ก็ไม่เกินกำลังของพระเจ้า หนำซ้ำมันกลับทำให้เราและคนทั้งหลายได้เห็นฤทธานุภาพของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราให้ผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้อย่างมีชัยชนะ

3.# ที่บ้านแม่ของมาระโก พวกสาวกกำลังอธิษฐานด้วยความเชื่อขอพระเจ้าทรงช่วยเปโตรออกจากคุก แต่ปรากฏว่าเมื่อพระเจ้าทรงช่วยเปโตรแล้ว พวกเขากลับไม่เชื่อว่าเปโตรออกจากคุกแล้ว

3.@ บางครั้งเราคิดว่าเราเชื่อ เราพูดว่าเราเชื่อ แต่ความเชื่อไม่ได้วัดกันที่คำพูด หรือความคิด
ความเชื่อวัดที่ เราจะตอบสนองอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

4.# กษัตริย์เฮโรดฆ่ายากอบและหมายจะฆ่าเปโตรด้วย ปรากฏว่าพวกสาวกไม่ได้คิดแก้แค้นหรือพยายามลอบสังหารเขา
เพราะว่าไม่จำเป็น การแก้แค้นเป็นของพระเจ้า พระเจ้าทรงจัดการเขาเอง

4.@ หากใครทำร้ายเรา ไม่ว่าทำร้ายจิตใจหรือร่างกายของเราก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องแก้แค้นเขา เพราะพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมจะเป็นผู้แก้แค้นเอง
ฮบ. 10:30 เพราะ​ว่า​เรา​รู้จัก​พระ​องค์​ผู้​ตรัส​ว่า “การ​แก้​แค้น​เป็น​ของ​เรา เรา​จะ​ตอบ​สนอง” …

คำคม

“ยากอบสูญเสียชีวิต แต่ได้รับพระพรยิ่งใหญ่”

ขุมทรัพย์ กิจการ 11

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการรายงานของเปโตรต่อพี่น้องที่เยรูซาเล็มเกี่ยวกับความรอดที่ไปถึงคนต่างชาต แล้วข่าวประเสริฐก็เริ่มแพร่ไปในหมูคนต่างชาติเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยมีอันทิโอกเป็นศูนย์กลาง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อเปโตรกลับมาที่เยรูซาเล็ม พวกพี่น้องได้ทราบเรื่องว่าคนต่างชาติได้ต้อนรับเชื่อพระเยซูด้วย พี่น้องบางคนจึงตำหนิเปโตรว่า ทำไมไปหาพวกคนต่างชาติที่ไม่ได้เข้าสุหนัต (มีคนต่างชาติบางคนเข้าสุหนัดเพื่อเข้ามาในศาสนายิว แต่พวกที่เปโตรไปหายังไม่ได้เข้าสุหนัต) ซึ่งเป็นการทำผิดกฏเกณฑ์ ธรรมเนียมของยิวที่ได้ถือปฏิบัติกันมายาวนาน

1.@ กฏกติกา หรือธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่หากสิ่งเหล่านั้นขัดแย้งกับน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ปรากฏในพระคัมภีร์แล้ว การทำตามพระคำของพระเจ้าย่อมสำคัญกว่าแม้มันจะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับกฏกติกาหรือธรรมเนียมต่างๆก็ตาม

2.# เปโตรตอบคนเหล่านั้นที่ตำหนิเขาว่า ถ้าพระเจ้าจะประทานให้ใคร เปโตรเป็นใครเล่าจึงกล้าจะไปขัดขืนพระเจ้าได้

2.@ เมื่อเราเห็นพระเจ้าอวยพรใคร หรือทรงกระทำสิ่งดีใดๆกับใครเป็นพิเศษ
ไม่ใช่ธุระของเราที่จะไปก้าวก่ายในเรื่องนี้
ขอให้เราสำรวจดูตัวเราเอง เราก็จะพบว่า พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและอวยพระพรแก่เราเสมอ แม้เราเองจะไม่สมควรจะได้รับพระพรนั้นก็ตาม
และครั้งพระเจ้าจะอวยพระพรคนอื่นอย่างไร ก็จงรู้ว่า ไม่ใช่ธุระของเรา

3.# เมื่อข่าวประเสริฐมาถึงเมืองอันทิโอก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการข่มเหงที่เกิดขึ้นในเยรูซาเล็ม บารนาบัสได้ไปชวนเซาโล มาร่วมกันรับใช้พระเจ้าที่เมืองนั้น เมื่อเขาทั้งสองสั่งสอนพระคำของพระเจ้ามากมายแก่ผู้เชื่อที่นั่น จึงทำให้คริสเตจักรที่อันทิโอกเข้มแข็งมาก จนกลายเป็นศูนย์กลางการส่งมิชชันนารีในช่วงเวลาต่อมา

3.@ การปลูกฝังพระคำของพระเจ้าแก่ผู้เชื่อ เป็นรากฐานสำคัญของการเจริญเติบโตของคริสตจักร
วันนี้ เราให้ความสำคัญแก่การปลูกฝังพระคำของพระเจ้าในชีวิตของเราและแก้ผู้เชื่อในคริสตจักรมากเพียงใด?

คำคม

“ถ้าพระเจ้าจะทำ เราเป็นใครจึงจะไปขัดขวางพระองค์”

ขุมทรัพย์ กิจการ 10

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงข่าวประเสริฐที่ไปยังคนต่างชาติอย่างเป็นทางการ และพระวิญญาณบริสุทธิ์เองก็ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเป็นพระประสงค์ของพระองค์ที่จะให้ความรอดไปถึงคนต่างชาติ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# โครเนริอัส นายร้อยของกองทหารโรม ผู้มีทหารภายใต้การปกครองกว่าร้อยคน ได้รับนิมิตจากพระเจ้าในขณะที่เขาอธิษฐาน(บ่ายสามโมง เป็นเวลาอธิษฐานตามธรรมเนียมยิว กจ.3:1) แล้วเขาก็เชื่อฟังและทำตามทันที จึงเป็นเหตุให้คนที่เขาส่งมาหาเปโตร มาถึงเวลาที่เปโตรเพิ่งรับการสำแดงจากพระเจ้าพอดิบพอดี

1.@ การเชื่อฟังพระเจ้านั้น เมื่อเราลงทำทำทันที เราจะพบกับนัดหมายแห่งสวรรค์ที่พระเจ้าเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
อย่ารอช้า ในการเชื่อฟังกระทำตาม พระคำของพระองค์

2.# ในนิมิตที่พระเจ้าทรงสำแดงแก่เปโตรที่เมืองยัฟฟานั้น เมื่อพระองค์สั่งให้เขาลุกขึ้นฆ่ากิน สัตว์มีมลทินทั้งหลายในนิมิตนั้น เปโตร เรียกพระเจ้าว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า หมายถึงจอมเจ้านาย เจ้าชีวิตของข้าพเจ้า แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของพระองค์ “ไม่ องค์พระผู้เป็นเจ้า” ช่างเป็นสองคำ ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

2.@ วันนี้ เราให้พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นเจ้านายในชีวิตของเราแล้วหรือยัง?
หากเราให้พระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว เราเชื่อฟังพระองค์สมกับที่พระองค์ทรงเป็นจอมเจ้านายในชีวิตของเราแล้วหรือยัง?

3.# การที่ข่าวประเสริฐจะมายังบ้านของโครเนริอัสซึ่งเป็นคนต่างชาตินั้น ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะคนยิวไม่คบหากับคนต่างชาติ คนยิวเกลียดคนต่างชาติ และ คนต่างขาติก็มักจะเกลียดยิว
แต่โดยการจัดเตรียมของพระเจ้า ทำให้ข่าวประเสริฐได้มาถึงบ้านของโครเนริอัส
กจ.8 การข่มเหงทำให้สาวกกระจัดกระจาย จนไปประกาศในสะมาเรีย
และเปโตรก็ได้วางมือคนสะมาเรียแล้วพวกเขาก็รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้เปโตรเริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าข่าวประเสริฐไม่ใช่เฉพาะยิว
และฟีลิปได้ประกาศกับชาวต่างชาติ ขันทีขาวเอธิโอเปีย เปโตรถูกเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว
กจ.9 เปโตร รักษาโรคที่ลิดดา แล้วถูกเชิญมาชุบชีวิตทา​บิธา ที่ยัฟฟา เตรียมพร้อมสำหรับการมาพบของคนของโครเนริอัส
ทุกอย่างถูกจัดเตรียมจัดฉากไว้อย่างสวยงาม

3.@ สำหรับบางคนอาจเป็นการยากมากหรือแม้กระทั่งเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะนำเขามาถึงความรอดในพระเยซูคริสต์
แต่ทุกอย่างเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า เพียงแค่เราสัตย์ซื่อในส่วนที่เราทำได้ แล้วส่วนที่เป็นไปไม่ได้นั้นพระเจ้าจะผู้ทรงกระทำเอง

4.# เมื่อเปโตรยังเทศนาอยู่นั้น ยังไม่ทันจบ คนในบ้านโคเนริอัสก็รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เราไม่สามารถกำหนดขั้นตอนหรือรูปแบบการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้
“ลม​จะ​พัด​ไป​ที่​ไหน​ก็​พัด​ไป​ที่​นั่น..” ยน. 3:8
ที่สะมาเรีย ใน กจ. 8:17 เป​โตร​กับ​ยอห์น​วาง​มือ​บนผู้เชื่อ แล้ว​พวก​เขา​ได้​รับ​บัพติศมาด้วยพระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์
แต่ที่บ้านโครเนลิอัส ยังไม่ทันวางมือก็รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว
ในเมืองเอเฟซัส ใน กจ.9 สาวกที่นั้น 12 คน รับบัพติศมาในน้ำก่อน หลังจากนั้นจึงรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
แต่ที่บ้านโครเนริอัส ยังไม่ทันรับบัพติศมาในน้ำก็รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว

4.@ เราไม่สามารถกำหนดรูปแบบหรือขั้นตอนที่ตายตัวให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำตามได้
แต่เราต่างหากที่ต้องยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์กำหนดรูปแบบหรือขั้นตอนให้แก่เรา ในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า

คำคม

“พระเจ้าไม่ทรงลำเอียง”

ขุมทรัพย์ กิจการ 9

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงการกลับใจของเซาโล พระเจ้าเปลี่ยนเขาจากผู้ต่อต้านข่าวประเสริฐ กลายมาเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ
    และกล่าวถึงการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำผ่านชีวิตของเปโตร

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เซาโลได้พบกับพระเยซูขณะที่กำลังเดินทางไปข่มเหงสาวกของพระเยซูที่ดามัสกัส แทนที่พระเยซูจะลงโทษเขา แต่กลับประทานเกียรติยิ่งใหญ่ให้แก่เขา ทรงเรียกเขาให้เขามาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์

พระเยซูทำให้เซาโลตาบอด นั่นไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการสำแดงพระคุณแก่เขา เพราะการตาบอดนี้ เพื่อทำให้เขาถ่อมใจลง และเพื่อเขาจะรับการรักษาให้หาย เพื่อเขาจะสามารถรับพระคุณยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้รับการทรงเรียกให้เป็นอัครทูตของพระองค์

เรื่องนี้จึงทำให้เซาโล(เปาโล) ทุ่มเทชีวิตของเขาทั้งหมดเพื่อประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ จนวันตาย เพราะว่าเขาซาบซึ้งพระคุณของพระเยซูที่ทรงประทานแก่เขา

1.@ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ผู้เป็นที่รักของพระองค์ในวันนี้ พระเจ้าไม่ได้แกล้งเรา พระองค์ทรงรักเรา แต่บางครั้งจำเป็นต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เราถึงจะยอมถ่อมใจลง และรับพระคุณพระเมตตาของพระเจ้าได้

และยิ่งเราซาบซึ้งพระคุณของพระเจ้ามากเท่าใด ก็ยิ่งเต็มใจปรนนิบัติพระองค์อย่างสุดหัวใจมากขึ้นเท่านั้น

2.# พระเจ้าทรงเรียกอานาเนีย ให้ทำสิ่งที่เสี่ยง และอันตรายอย่างมาก คือให้เขาไปหาเซาโล ที่มาจากเยรูซาเล็มเพื่อจะมาจับสาวกในเมืองดามัสกัส ลากไปลงโทษที่เยรูซาเล็ม
ซึ่งก่อนหน้านี้ เซาโลคนนี้ได้สร้างความเดือดร้อนอย่างมากให้แก่พี่น้องสาวกในเยรูซาเล็มมาแล้ว
ขอบคุณพระเจ้าที่อานาเนีย ก้าวข้ามความกลัว ไปสู่การยอมเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง จึงเป็นเหตุทำให้เซาโลได้ต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ และกลายเป็นอัครทูตเปาโลในเวลาต่อมา

2.@ วันนี้ หากการเชื่อฟังพระเจ้า อาจจะดูเหมือนเสี่ยงเกินไป อันตราายเกินไป
จงกล้าเชื่อฟังพระองค์ เพราะใครจะไปรู้ การเชื่อฟังครั้งนี้อาจทำให้เกิด อัครทูตเปาโลของไทยขึ้นมาก็เป็นไปได้

3.# เซาโลผู้มาที่เมืองดามัสกัสเพื่อทำลายคริสตจักร กลับมาเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้นและทำให้คริสตจักรยิ่งได้รับการหนุนใจยิ่งขึ้นอีก

3.@ สิ่งที่ดูเหมือนไม่ดีที่กำลังเกิดขึ้นกับเราในวันนี้ พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นพระพรต่อชีวิตของเราได้

4.# เซาโลขี่ม้ามาเมืองดามัสกัสอย่างสง่างามเพื่อจะทำร้ายผู้เชื่อ แต่ต้องหนีออกจากเมืองอย่างน่าอับอาย นั่งกระบุงหย่อนลงมาจากกำแพงเมือง

4.@ เมื่อเซาโลมาเชื่อพระเจ้าแล้ว แทนที่เขาจะได้รับเกียรติมากขึ้น แต่ปรากฏว่าเขากลับต้องเสียเกียรติ เขาเสียเกียรติแห่งโลกนี้แต่ได้รับเกียรติในสายพระเนตรของพระเจ้า
เมื่อเราเชื่อฟังพระเจ้า เราอาจเสียเกียรติแห่งโลกนี้ แต่จะได้รับเกียรติแห่งสวรรค์

5.# เมื่อเซาโลมาที่เยรูซาเล็ม พี่น้องสาวกที่นั่นต่างไม่เชื่อใจเซาโล นึกว่าเป็นแผนเพื่อจะหลอกจับพวกเขา เพราะก่อนหน้านี้เซาโลข่มเหงพวกเขาเยอะมาก
แต่เพราะว่าบารนาบัส ให้โอกาสเซาโล พาเขาไปพบกับอัครสาวกจนเซาโลได้รับการยอมรับจากพี่น้องที่นั่น

5.@ หากไม่มีบารนาบัสผู้ให้โอกาสเซาโล คงไม่มีอัครทูตเปาโลผู้เป็นพระพรแก่คนมากมาย
วันนี้หากเราให้โอกาสใครบางคนกลับตัวกลับใจ ยกโทษให้เขา ให้โอกาสแก่เขา พระเจ้าจะทรงสามารถใช้เขาให้กลายเป็นพระพรได้

6.# ที่เมืองลิดดา เมื่อเป​โตร​รักษาไอเนอัสที่เป็นอัมพาตนั้น เปโตรกล่าวว่า “ไอ​เน​อัส พระ​เยซู​คริสต์​ทรงให้​ท่าน​หาย​โรค จง​ลุก​ขึ้น​เก็บ​ที่​นอน​ของ​ท่าน​เถิด”
แสดงว่าเปโตรได้รับรู้สัญญาณจากพระเยซูว่า พระองค์อยากจะให้ไอเนอัสหายโรคในครั้งนี้

6.@ ในการอธิษฐานเผื่อคนค่างๆ สิ่งที่จะช่วยให้คำอธิษฐานของเรามีพลัง คือการรับรู้สัญญาณจากพระเยซูว่า พระองค์ประสงค์ให้เราอธิษฐานเผื่อคนนั้นในเรื่องอะไร อย่างไร

7.# ที่เมืองยัฟฟา เปโตรทำการอัศจรรย์อธิษฐานให้ทา​บิธา ที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาจากความตาย
สังเกตได้ว่าการอัศจรรย์ที่เปโตรทำตั้งแต่ กจ.2 จนถึงบทนี้ ค่อยเพิ่มการอัศจรรย์ขึ้นเรื่อยๆ

7.@ พระเจ้าทรงให้เรามีประสบการณ์การอัศจรรย์อย่างหนึ่ง เพื่อเตรียมเราให้มีประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในชีวิตของเรา
วันนี้ พระเจ้ากำลังเตรียมชีวิตของเรา ด้วยเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้

คำคม

“ พระเจ้าทรงเปลี่ยนเซาโลผู้ชั่วร้าย กลายเป็นอัครทูตเปาโลผู้เป็นพระพรได้ฉันใด พระองค์ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราให้กลายเป็นพระพรแก่คนมากมายฉันนั้น

ขุมทรัพย์ กิจการ 8

ภาพรวม

  • ในบทนี้ได้พูดถึงการข่มเหงที่เกิดขึ้นส่งผลให้ข่าวประเสริฐยิ่งแผ่กว้างออกไป ทั้งในสะมาเรียและในต่างประเทศอย่างเอธิโอเปีย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เซาโลพยายามทำลายคริสตจักร โดยพรากสามีไปจากภรรยา พรากแม่ไปจากลูก จับผู้เชื่อวางใจในพระเยซูชายหญิง ไปให้มหาปุโรหิตลงโทษ
โดยที่เขาคิดว่าการทำเช่นนั้นเขากำลังรับใช้พระเจ้าอยู่

1.@ สำหรับบางคนสิ่งที่เขาคิดว่าเขากำลังทำเพื่อพระเจ้า แต่ความจริงอาจกำลังต่อต้านงานของพระเจ้าอยู่ก็เป็นไปได้
ดังนั้น ในการรับใช้พระเจ้า ควรถามพระเจ้าเสมอว่า ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ไม่งั้นต่อให้ไม่ใช่การขัดขวางพระเจ้า ก็อาจเป็นการเกะกะพระเจ้า ก็ได้

2.# หลังจากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาบนพวกสาวก พวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เต็มไปด้วยความรักซึ่งกันและกัน ไม่อยากจากกันไปไหนอีกแล้ว
แต่พระเจ้ามีพระประสงค์ให้พวกเขาออกไปประกาศจนสุดปลายแผ่นดินโลก
ดังนั้นเมื่อการข่มเหงเกิดขึ้น ซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งไม่ดีที่เกิดจากการกระทำของคนชั่วร้าย ที่อิจฉาริษยา เหล่าสาวกจึงต้องออกจากกรุงเยรูซาเล็มและกระจัดกระจายไปยังที่ต่างๆ ซึ่งกลับเป็นผลดีอย่างมากในการขยายแผ่นดินของพระเจ้า ตามพระมหาบัญชาของพระเยซู

2.@ พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถใช้ การกระทำที่เห็นแก่ตัวของคนชั่วร้าย ให้กลายเป็นพระพรได้
เมื่อสิ่งร้ายเกิดขึ้น พระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงสามารถหยุดสิ่งร้ายได้เท่านั้น แต่พระองค์สามารถเปลี่ยนสิ่งร้ายให้กลายเป็นพระพรได้
ขณะเดียวกัน เราพึงสังเกตว่า หากพระเจ้าประสงค์ให้เราทำสิ่งใด และเราก็รู้ว่านั่นเป็นพระประสงค์ของพระองค์ แต่เราอาจมีเหตุผลมากมายที่ทำให้เราไม่เชื่อฟัง ทำตาม หรือ เฉื่อยช้าในการทำตาม พระเจ้าจำเป็นต้องใช้วิธีการบางอย่างเพื่อให้เราเชื่อฟัง เพื่อให้ตัวเรารับพระพรและเป็นพระพรแก่ผู้คนมากมาย

3.# ฟีลิปไปประกาศในเมืองหนึ่งของแคว้นสะมาเรียและทำหมายสำคัญต่างๆในเมืองนั้น มีผู้คนมากมายมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ รวมทั้งซีโมนนักวิทยาคมชื่อดังของเมืองนั้นด้วย

3.@ เมื่อข่าวประเสริฐถูกประกาศออกไป และมีหมายสำคัญการอัศจรรย์รับรองข่าวประเสริฐนั้น ไม่มีอำนาจใดๆที่ต่อต้านข่าวประเสริฐนั้นได้ ข่าวประเสริฐจะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ผู้คนและสังคม
ให้เรากล้าประกาศข่าวประเสริฐ และกล้าที่จะอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นที่เราประกาศกับเขา แล้วพระเจ้าเองจะเป็นผู้รับรองข่าวประเสริฐนั้นด้วยการอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำ
พระเจ้าจะไม่ตอบคำอธิษฐาน ถ้าเราไม่อธิษฐาน

4.# ซีโมนอดีตคนทำวิทยาคม คิดว่าจะซื้อสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ได้ด้วยเงิน เขาคิดว่าเงินมีอำนาจมากกว่าพระเจ้า สามารถสั่งการพระองค์ได้
เปโตรจึงเตือนเขาว่า เขากำลังไม่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า ซึ่งจะทำให้เขาได้รับความขมขื่น และติดกับแห่งความอธรรม

4.@ การใช้มุมมองของโลกนี้ มองดูสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ จะทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย เพราะการเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นต้องเข้าใจด้วยความเข้าใจในฝ่ายวิญญาณ มองด้วยมุมมองฝ่ายวิญญาณ
เราเข้าใจมุมมองฝ่ายวิญญาณได้ ก็ต่อเมื่อให้พระคำของพระเจ้าเป็นบรรทัดฐานในการมองดูสิ่งต่างๆเหล่านั้น

สิ่งที่สำคัญมากในเรื่องฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่พฤติกรรมภายนอกแต่เป็นท่าทีในจิตใจ เหมือนซีโมนที่ใจของเขาไม่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า จึงทำให้การกระทำของเขานั้น แทนที่จะเกิดผลดี แต่กลับทำให้เขาตรอมตรมด้วยความทุกข์

วันนี้ สิ่งที่เราทำนั้นเราทำเพื่ออะไร?
หากทำเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากโลกนี้ เป็นคำชื่นชมว่าเราเก่ง เราดี หรือเป็นทรัพย์สินเงิน และชื่อเสียงจอมปลอมที่โลกจะหยิบยื่นให้ การกระทำเหล่านั้นแทนที่จะเป็นพระแต่กลับทำให้เราตกดิ่งลงในทางแห่งโลกนี้มากยิ่งขึ้น
หากทำเพราะเห็นแก่ความรักที่เรามีต่อพระเยซู สิ่งเหล่านั้นไม่ว่าจะเล็กน้อยสักเพียงใด ก็เป็นสิ่งล้ำค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า

5.# ในขณะที่งานรับใช้ของฟีลิปกำลังเกิดผลอย่างมาก พระวิญญาณบริสุทธิ์กลับนำฟีลิปไปในทางเปลี่ยว ที่ไม่น่าจะมีคนผ่านมาทางนั้น
แต่แล้วบนทางนั้นเขาได้พบกับขันทีชาวเอธิโอเปีย ฟีลิปได้ประกาศแก่เขา และให้บัพติศมาในน้ำแก่เขา
นั่นเป็นครั้งเดียวตลอดชีวิตของทั้งสองคน ที่ทั้งคู่ได้พบกัน

5.@ บางครั้งพระเจ้าทรงนำให้เราทำอะไรบางอย่างที่เมื่อคิดตามหลักการและเหตุผลแล้ว ดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย แต่เมื่อเราเชื่อฟัง กระทำตาม เราจะพบพระพรยิ่งใหญ่
ถ้าฟีลิปไม่ไปทางเปลี่ยวในวันนั้น ตลอดชีวิตเขาอาจจะไม่มีโอกาสประกาศกับขันทีชาวเอธิโอเปียคนนั้นก็เป็นได้
เนื่องจากขันทีคนนั้น เป็นข้าราชการของพระนางคานดาสี
คำว่า “คาน​ดา​สี”​ ​เป็น​ตำแหน่ง​ที่​ใช้​เรียก​พระ​มารดา​ที่​ทำ​หน้าที่​บริหาร​ประเทศ​แทน​กษัตริย์
ดังนั้นขันทีคนนี้น่าจะคนที่มีอิทธิพลมากคนหนึ่งของเอธิโอเปียในช่วงเวลานั้น
เอธิโอเปีย​ใน​สมัยนั้น ​เป็น​คน​ละ​ที่กับ​เอธิโอเปีย​ใน​ปัจจุบัน ​
เอธิโอเปียในสมัยนั้น ​เป็น​อาณา​จักร​ใน​ทวีป​แอฟริกา​ที่​มี​อาณา​เขต​ครอบ​คลุม​ทั่ว​บริเวณ​ส่วน​เหนือ​ของ​ซูดาน​และ​ส่วน​ใต้​ของ​อียิปต์​ใน​ปัจจุบัน
ในช่วงเวลาต่อมา เมื่อมิชชันนารีจากยุโรปเข้าไปประกาศในทวีปแอฟริกา ต้องพบกับความประหลาดใจที่ มีหลายเมืองที่นั่นที่มีคนเชื่อในข่าวประเสริฐอยู่ก่อนแล้ว
นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลพวงของเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่ฟีลิปได้พบกับขันทีชาวเอธิโอเปีย
ถ้าฟีลิปไม่เชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนั้น ประวัติศาสตร์ของแอฟริกาน่าจะเปลี่ยนแปลงไป
การเชื่อฟังเล็กน้อยๆของเราในวันนี้ อาจสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บางอย่างให้เกิดขึ้นก็เป็นไปได้

คำคม

“เมื่อเชื่อฟัง กระทำตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะได้พบกับนัดหมายแห่งสวรรค์”

ขุมทรัพย์ กิจการ 7

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงคำเทศนาของสเตเฟนและการพลีชีพเพื่อข่าวประเสริฐของสเตเฟนชายคนแรกที่พลีชีพเพื่อข่าวประเสริฐ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อสเตเฟนมีโอกาสได้แก้ข้อกล่าวหาต่อหน้าสภาของพวกยิว เขาได้อธิบายให้พวกเขาเห็นว่า เป็นแผนการของพระเจ้าที่ให้พระเยซูมาบังเกิดเพื่อช่วยมนุษย์ ตามพระสัญญาที่ได้ทรงสัญญาไว้กับอับราฮาม
แต่พวกยิวและบรรพบุรุษของพวกเขาได้ดื้อดึง ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ บรรดาผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าได้ส่งมา และล่าสุดพวกเขาได้ฆ่าพระคริสต์ผู้ที่พระเจ้าส่งมา
มาถึงตรงนี้ แทนที่พวกเขาจะกลับใจเสียใหม่ แต่กลับทำสิ่งชั่วร้ายยิ่งไปกว่าเดิมโดยการฆ่าสเตเฟนผู้ที่มาเตือนพวกเขาเสีย

1.@ พระวจนะของพระเจ้า เป็นความจริงเสมอ และสามารถช่วยคนให้กลับเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่สำหรับทุกคน
เฉพาะคนที่เชื่อพระคำของพระเจ้า แลัวตอบสนองตามพระคำของพระเจ้าเท่านั้น จึงรับการเปลี่ยนแปลง
คนที่ใจแข็งกระด้าง ดื้อดึง ไม่เชื่อและไม่ทำตามพระคำของพระเจ้า พระคำของพระเจ้าที่พวกเขาได้ยินนั้นจะไม่ส่งผลดีใดๆต่อพวกเขาเลย
วันนี้ เมื่อเรารับฟังพระคำของพระเจ้า อย่าให้จิตใจของเราแข็งกระด้าง แต่จงถ่อมใจลง เชื่อฟังและกระทำตามพระคำของพระองค์

2.# เมื่อสเตเฟนเผชิญหน้ากับความเกลียดชัง ความอาฆาตแค้น เขาถูกรุมล้อมด้วยคนที่กำลังอยากจะฆ่าเขาให้ตาย และขณะที่ก้อนหินอันแหลมคมก้อนใหญ่ๆ แต่ละก้อนกำลังปลิวร่อนเข้ามาปะทำใบหน้า ลำตัว และ แขน ขา ของเขา ในที่หัวเขาเริ่มแตก และขาเริ่มหัก นิ้วมือถูกปะทะกับก้อนหินจนบิดเบี้ยวเสียรูปไป ขณะที่เขากำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ราวกับต้องเผชิญหน้ากับนรก
เมื่อนั้น ตัวเขาราวกับอยู่ในสวรรค์ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยสง่าราศี จิตวิญญาณของเขาสงบเพราะรู้ว่ากำลังจะได้ไปพบกับพระองค์ที่เขารัก และจิตใจของเขาเต็มไปด้วยความเมตตาสงสารคนชั่วร้ายเหล่านั้น จนเขาต้องอธิษฐานอ้อนวอนต่อพระเจ้าเพื่อพวกเขา
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า สเตเฟนเผชิญหน้าเหตุการณ์ครั้งด้วยการเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

2.@ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เต็มล้นในชีวิตของเรา ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เลวร้ายราวกับนรก ก็จะพบกับความสุขราวกับอยู่ในสวรรค์

จงเรียนรู้ที่จะให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ครอบครอง ความคิด จิตใจ และทุกส่วนในชีวิตของเรา ในแต่ละวัน เพื่อว่าเราจะสามารถเผชิญกับทุกเหตุการณ์ได้ ราวกับอยู่ในสวรรค์

3.# เมื่อสเตเฟนกำลังถูกฆ่าด้วยการเอาหินขว้างให้ตาย เขาเงยหน้าดูฟ้าสวรรค์แล้วเห็นพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา
ตามปกติในพระคัมภีร์ตอนอื่นๆ จะกล่าวว่า พระเยซูนั่งอยู่เบื้องขวาของพระบิดา เช่น
ลก. 22:69 “… ตั้ง​แต่​นี้​ไป บุตร​มนุษย์​จะ​นั่ง​ด้าน​ขวา​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​ฤท​ธา​นุ​ภาพ”
กจ. 2:34 …”‘พระ​เจ้า​ตรัส​กับ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้าพ​เจ้า​ว่า จง​นั่ง​ที่​ขวา​มือ​ของ​เรา”
ฮบ. 1:13 …“จง​นั่ง​ที่​เบื้อง​ขวา​ของ​เรา จน​กว่า​เรา​จะ​ทำ​ให้​ศัตรู​ของ​ท่าน​เป็น​ที่​รอง​เท้า​ของ​ท่าน”
ฮบ. 8:1 “..ผู้​ประ​ทับ​เบื้อง​ขวา​พระ​ที่​นั่ง​ของ​พระ​เจ้า​ใน​สวรรค์”
ฮบ. 12:2 ” …​พระ​องค์​ประ​ทับ​เบื้อง​ขวา​พระ​ที่​นั่ง​ของ​พระ​เจ้า”

แต่ในตอนนี้พระเยซูไม่นั่ง แต่ทรงยืน เพราะพระองค์ทรงห่วงใยสเตเฟนที่พระองค์ทรงรัก ผู้กำลังจะถูกฆ่าตายเพราะเหตุความรักที่เขามีต่อพระองค์

3.@ เมื่อเราต้องเผชิญความทุกข์ เจ็บปวด ไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจ พระเยซูทรงทราบ และพระองค์ทรงรักและห่วงใยเรา
ถ้ามีทางอื่นพระองค์คงจะไม่ยอมให้ความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นกับเราเป็นแน่
แต่ในเมื่อมันได้เกิดกับเราแสดงว่า พระองค์มีพระประสงค์ที่ดีเลิศบางอย่างสำหรับเราเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ แต่ในที่สุดแล้วเราจะเข้าใจ
ให้เราเผชิญกับเหตุการณ์วันนี้ ด้วยการยอมรับว่ามันจำต้องเกิดขึ้น และโดยพระคุณของพระเจ้าเราจะผ่านพ้นมันไปได้อย่างสง่างาม

คำคม

“การเผชิญความทุกข์ด้วยมีพระเยซูอยู่เคียงข้าง เป็นความสุขยิ่งกว่าการเริงสำราญในความชั่วร้าย”

ขุมทรัพย์ กิจการ 6

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดถึงการตั้งมัคนายกเพื่อช่วยงานอัครทูตในด้านพันธบริการ แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ทรงใช้มัคนายกบางคน อย่างเช่น สเตเฟนในการประกาศข่าวประเสริฐอย่างมากมาย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อจำนวนสาวกทวีมากยิ่งขึ้น การสำแดงความรักด้วยการแจกอาหารให้แก่คนยากจนก็เพิ่มปริมาณมากขึ้นด้วย ซึ่งทำให้เกิดปัญหาจุกจิกต่างๆตามมาโดยปริยาย เช่น การแจกอาหารไม่ทั่วถึง ระหว่างแม่ม่ายที่พูดภาษากรีก และแม่ม่ายที่พูดภาษาฮีบรู
อัครทูตจึงจัดการปัญหาเหล่านี้โดย ตั้งมัคนายกขึ้นมา 7 คน (เป็นการตั้งมัคนายกครั้งแรก) เพื่อจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างเหมาะสม
ส่วนพวกอัครทูตจะมุ่งเน้นในการอธิษ​ฐาน​และ​ในพันธ​กิจ​ด้าน​พระ​วจนะ

1.@ สิ่งที่ผู้รับใช้พระเจ้าควรมุ่งเน้น ไม่ใช่กิจกรรมต่างๆของคริสตจักร แต่เป็นการใช้เวลาและพลังงาน ในการอธิษฐานและการศีกษาพระคำของพระเจ้า แล้วเทศนา สั่งสอนพระคำของพระองค์

หากท่านเป็นผู้รับใช้พระเจ้า วันนี้ท่านใช้ กี่% ของเวลา 24 ชม. ในการอธิษฐานและการศึกษาพระคำของพระเจ้า?

หากอัครสาวกของพระคริสต์ยังให้ความสำคัญแก่การอธิษฐานและพระคำ ดังนั้นเราผู้เป็นสาวกของพระคริสต์ สมควรที่จะให้ความสำคัญแก่ทั้งสองสิ่งนี้เช่นกัน

2.# เมื่อมีการ​ประ​กาศ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​มาก​ขึ้น จำ​นวน​สา​วก​ก็​เพิ่ม​ขึ้น​อย่าง​มาก​ จนแม้แต่พวก​ปุโร​หิต​จำ​นวน​มาก​ก็​มา​เชื่อ​

2.@ ผู้มาเชื่อในพระเยซูจะมากขึ้น ก็ต่อเมื่อมีการประกาศพระวจนะมากขึ้น

คริสตจักรไม่มีทางเติบโตอย่างแท้จริงได้ หากสมาชิกในคริสตจักรไม่ประกาศข่าวประเสริฐ

3.# เมื่อสเตเฟนเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงสามารถทำอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ได้ และสามารถอธิบายพระคำของพระเจ้าแบบไม่มีใครโต้แย้งได้ และบุคลิกลักษณะจะเต็มไปด้วยสง่าราศี

3.@ เมื่อเรายอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ครอบครองในชีวิตของเราอย่างเต็มที่ ชีวิตของเราจะมีการอัศจรรย์และเป็นพระพร และจะเต็มไปด้วยสติปัญญาในการประกาศข่าวประเสริฐ

วันนี้ เรายอมจำนนต่อการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเรามากเพียงใด?

คำคม

“ยิ่งประกาศพระวจนะ ผู้เชื่อยิ่งเพิ่มมากขึ้นเสมอ”

ขุมทรัพย์ กิจการ 5

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงกระทำผ่านทางอัครทูต รวมถึงการที่อัตรทูตเผชิญหน้ากับการข่มเหงอย่างกล้าหาญและสง่างามด้วยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เรื่องของอา​นา​เนีย​กับ​สัป​ฟีรา ที่ล้มลงตายเมื่อพวกเขาพูดโกหกต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ คล้ายกับเรื่องของ​ชาย​อวดดีที่​ไป​เก็บ​ฟืน​ใน​วัน​สะบา​โตทั้งที่โมเสสเพิ่งประกาศบัญญัติของพระเจ้าไปไม่นาน โมเสสจึงให้ประชาชนเอาหินขว้างเขาจนตาย( กดว. 15:32-36 ) แล้วความเกรงกลัวที่จะทำตามบัญญัติของพระเจ้าก็เกิดขึ้นอย่างมากท่ามกลางประชาชน

เรื่องของอา​นา​เนีย​กับ​สัป​ฟีรา ก็เช่นกัน หลังจากเกิดขึ้นแล้วก็เกิดความเกรงกลัวพระเจ้าอย่างยิ่งท่ามกลางคนทั้งหลาย

1.@ พระเจ้ามีเวลาของพระองค์ในแผนการของพระองค์ ที่จะจัดการกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องทันทีในบางกรณี และบางกรณีทรงชะลอการจัดการเอาไว้ก่อนจนถึงเวลาที่เหมาะสม

วันนี้ หากเราเดินในทางที่ไม่ถูกต้อง แล้วดูเหมือนพระเจ้าไม่ได้จัดการอะไรกับเราเลย ไม่ได้หมายความว่าพระบิดาผู้รักเราจะปล่อยปละละเลยเราในเรื่องนั้น เพราะความรักไม่ชื่มยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด พระบิดาจะไม่ปล่อยให้เรายังคงเดินต่อไปในทางที่ผิดโดยไม่จัดการอะไรเป็นปน่ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่พระองค์จะจัดการในบางเรื่อง
ดังนั้น วันนี้ยังมีเวลาที่จะกลับใจ ก่อนที่ไม้เรียวจะมาถึง

2.# เนื่องจากมีการต่อต้านจากผู้นำศาสนาทำให้หลายคนไม่กล้าเข้ามาร่วมฟังการเทศนาของพวกอัครทูต แต่ก็มีคนมากมายนำคนป่วยมาให้อัครทูตรักษา คนป่วยเหล่านั้นก็หายดีทุกคน และมีคนกลับใจมาเชื่อจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

2.@ การต่อต้านไม่อาจหยุดยั้งข่าวประเสริฐได้ แต่ตรงกันช้ามกลับทำให้เห็นฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐมากยิ่งขึ้นไปอีก

หากเราถูกต่อต้านเพราะข่าวประเสริฐ ไม่ต้องตกใจ พระเจ้ากำลังมีแผนการที่ดีเลิศที่มนุษย์คิดไม่ถึงเตรียมไว้ในเหตุการณ์เหล่านั้น

3.# อัครทูตถูกพวกผู้นำศาสนาจับไปขังคุก ด้วยข้อหา ดันมาทำให้พวกเขาอิจฉา(ข้อ17) แต่ทูตสวรรค์ก็มาปล่อยอัครทูตออกจากคุก
เมื่อออกจากคุกแทนที่จะหวาดกลัว แต่พวกเขากลับไปที่พระวิหารแล้วเทศนาสั่งสอนต่อไป
จนผู้นำศาสนาให้คนพาตัวพวกเขามาอีกครั้งแล้วเฆี่ยนตีพวกเขา แทนที่พวกเขาจะหลาบจำ แต่พวกเขากลับเต็มไปด้วยความยินดี เพราะถือว่าพวกเขาได้รับเกียรติยิ่งใหญ่ ได้สิทธิถูกเฆี่ยนเพื่อพระเยซู
จากนั้นพวกเขาก็กลับไปเทศนาสั่งสอนในพระวิหารอีก อย่างปราศจากความหวาดกลัว

3.@ สำหรับอัครสาวก ถือว่าการถูกต่อต้านหรือถูกทำร้าย ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือน่าอับอาย แต่เป็นความภาคภูมิใจที่ได้ทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ อันเป็นศักดิ์ศรียิ่งใหญ่

วันนี้ หากเราถูกดูถูก ถูกใส่ร้าย ถูกประนาม หรือแม้แต่ถูกทำร้ายเพราะความเชื่อในพระเยซูคริสต์ จงภาคภูมิใจและยินดีเถิด เพราะเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่และจะนำบำเหน็จใหญ่ยิ่งมาสู่ชีวิตของเราด้วย

4.# กามาลิเอล กล่าวเตือนผู้นำศาสนาว่า ​ถ้า​ความ​คิด​หรือ​กิจ​การ​ใดมา​จาก​มนุษย์ มัน​จะ​ล่ม​สลาย​ไป​เอง แต่ถ้ามาจากพระเจ้า จะไม่มีใครสามารถทำลายได้

4.@ อะไรที่มาจากพระเจ้ามันจะคงอยู่
บางอย่างเราไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่า สิ่งนี้มาจากพระเจ้าหรือไม่ แต่กาลเวลาและผลที่เกิดขึ้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง
อย่าด่วนตัดสินก่อนเวลา จงรอคอยการเปิดเผย การสำแดงจากพระเจ้าเถิด

คำคม

“ การถูกดูถูกเหยียดหยามเพื่อพระคริสต์ เป็นเกียรติและศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่”

ขุมทรัพย์ กิจการ 4

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ทำให้เกิดความกล้าหาญของผู้เชื่อ และเกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริงท่ามกลางพวกเขา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เปโตรและยอห์นถูกจับ แทนที่ผู้คนจะหวาดกลัวหรือดูถูกว่าเรื่องพวกเขาพูดไม่เป็นความจริง แต่กลับมีคนเข้ามาเชื่อเพิ่มขึ้นหลายพันคน

1.@ เมื่อเรารับใช้พระเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอาจดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่ดีในเบื้องต้น แต่ความจริงแล้วสิ่งนั้นจะเป็นพระพรมหาศาลต่อเราและเป็นพระพรแก่ผู้คนมากมาย

เราไม่สามารถวัดผลความสำเร็จในฝ่ายวิญญาณได้ด้วยมาตรฐานมุมมองแบบมนุษย์

2.# เปโตรกับยอห์นถูกจับกุมตัวมาต่อหน้าทั้ง​อัน​นาส​มหา​ปุโร​หิต​และ​คา​ยา​ฟาส และผู้นำศาสนายิวคนอื่นๆ ซึ่งคนเหล่านี้เองที่จับกุมและใส่ร้ายพระเยซูแล้วกดดันปีลาตให้ตรึงพระเยซู

เปโตรเคยเห็นการสอบสวนของคนพวกนี้แล้ว เมื่อพวกเขาสอบสวนพระเยซู เปโตรกลัวจับใจ จนยอมแม้กระทั่งปฏิเสธพระเยซูถึง 3 ครั้ง

แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เปโตรไม่กลัวคำข่มขู่ของพวกเขาเลยแม้สักเล็กน้อย แต่กลับพูดอย่างกล้าหาญจนพวกเขาต้องประหลาดใจเมื่อรู้ว่าเปโตรเป็นใครและการศึกษาน้อยแค่ไหน

ผมมองว่า หนึ่งเหตุผลที่พระเจ้าอนุญาตให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็เพื่อ ให้เปโตรมีโอกาสแก้ตัว ได้เยียวยาจิตใจของเปโตร พระเจ้าทรงให้เขาเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขาเคยกลัว เพื่อประกาศชัยชนะเหนือสิ่งที่เขาเคยพ่ายแพ้นั้น เพราะครั้งนี้เขาเผชิญด้วยการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยการตระหนักว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

2.@ สิ่งใดก็ตามที่เราเคยกลัวจนยอมแพ้ต่อมัน จนไม่อยากคิดถึงมันอีก สิ่งที่เราเคนพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นท่าต่อมัน
วันนี้ ไม่ต้องกลัวแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับเรา พระเยซูคริสต์ของเราเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พระองค์ทรงพระชนม์อยู่
เผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญ ปฏิเสธมัน ไม่ยอมแพ้ต่อมัน แล้วเราจะพบว่าโดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา พระองค์ประทานชัยชนะอย่างเหลือล้นแก่เราทั้งหลาย…อาเมน

3.# เปโตรกล่าวแก่พวกผู้นำศาสนาว่า “ใน​ผู้อื่น​ความ​รอด​ไม่​มี​เลย เพราะ​ว่า​นาม​อื่น​ซึ่ง​ให้​เรา​ทั้ง​หลาย​รอด​ได้​นั้น ไม่​โปรด​ให้​มี​ท่าม​กลาง​มนุษย์​ทั่ว​ใต้​ฟ้า”
ข่วประเสริฐ คือ พระเจ้าประทานทางรอดพ้นบาปแก่มนุษย์ คือทางพระเยซูคริสต์ แต่เป็นทางเดียวเท่านั้นไม่มีทางอื่นอีกเลย ผู้ใดเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ก็ขะได้รับความรอด

3.@ เนื่องจากไม่มีทางอื่นที่จะรอดได้ นอกจากทางพระเยซูเท่านั้น ดังนั้นจำเป็นเหลือเกินที่คนที่เรารักและคนทั้งหลายต้องได้รู้จักกับพระเยซู หากเราปรารถนาให้พวกเขารอดพ้นบึงไฟนรก

4.# ​เป​โตร​กับ​ยอห์น​ตอบ​พวกผู้รำศาสนาที่ห้ามไม่ให้พวกเขาประกาศเรื่องของพระเยซู ว่า “เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​เจ้า​เรา​ควร​เชื่อฟัง​พวก​ท่าน​หรือ​ควร​เชื่อฟัง​พระ​เจ้า ขอ​พวก​ท่าน​พิจาร​ณา​ดู?”
แน่นอนคำตอบที่ถูกต้องคือ เชื่อฟังพระเจ้า

4.@ วันนี้ เราเชื่อฟังพระเจ้า หรือ เชื่อฟังมนุษย์มากกว่ากัน?
วันนี้ เราเกรงใจพระเจ้า หรือ เกรงใจมนุษย์มากกว่ากัน?

5.# หลังจากเปโตรกับยอห์นถูกจับแต่ในที่สุดก็ถูกปล่อยตัว แทนที่พวกสาวกจะหวาดกลัวเพราะขนาดหัวหน้าอย่างเปโตรและยอห์นยังถูกจับ
แต่ปรากฏว่าพวกสาวกกลับ กล่าว​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​ด้วย​ใจ​กล้า​หาญ เพราะว่าพวก​เขา​เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​

5.@ โดยการพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในยามที่น่าหวาดกลัว เราจะกลับยิ่งกล้าหาญ
ในยามที่เราอ่อนแอ เราจะกลับยิ่งเข้มแข็งขึ้นอีก

จงเผชิญสถานการณ์วันนี้ ด้วยการพึ่งพาความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงสถิตในเราเถิด

6.# ​ความเป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กันของคน​ทั้ง​หลาย​ที่​เชื่อ​นั้น สำแดงออกมาเป็นการไม่หวงสิ่งดีต่อกันและกัน ช่วยเหลือกัน เสียสละให้แก่กันและกัน

6.@ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องของคำพูด เป็นเรื่องของการกระทำที่เสียสละ

ไม่มีรักแท้ใดที่ไม่ต้องเสียสละ

คำคม

“ความยำเกรงพระเจ้า คือ การเกรงใจพระเจ้า มากกว่า เกรงใจมนุษย์”

ขุมทรัพย์ กิจการ 3

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงการอัศจรรย์ที่เปโตรทำที่ประตูงาม จนเป็นเหตุให้เขาได้โอกาสเทศนาให้คนทั้งหลายได้ฟังข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูคริสต์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# ชายขอทานง่อยที่ประตูงามได้ขอความเมตตาจากเปโตรและยอห์นที่กำลังเดินผ่านไป เปโตรจึงบอกความจริงแก่ชายคนนั้นว่า เขาไม่มีเงิน แต่เขามีสิ่งที่ดีกว่าเงินที่จะให้ คือ พวกเขามีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอยู่กับพวกเขา และโดยฤทธิ์อำนาจนั้นเปโตรจึงทำให้ชายคนนั้นลุกขึ้นเดินได้
ฤทธิ์อำนาจนั้นไม่ใช่เปโตรสร้างขึ้นมาเอง แต่เป็นฤทธิ์อำนาจเขาได้รับจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในเขา และเขาใช้ฤทธิ์อำนาจนั้นในพระนามพระเยซู ด้วยความเชื่อ

1.@ เปโตรผู้อ่อนแอและขลาดกลัว ได้รับฤทธิ์เดชและความกล้าหาญ เมื่อเขามีแล้วเขาได้ใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

วันนี้ พระเจ้าประทานสิ่งต่างๆให้เรามากมาย เราใช้สิ่งนั้นเพื่ออะไร? เพื่อเราเอง หรือเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

2.# เมื่อคนทั้งหลายเห็นเปโตรทำอัศจรรย์ทำให้คนง่อยแต่กำเนิดเดินได้ พวกเขาพากันมารุมล้อม จับจ้องที่เปโตร ราวกับเปโตรเป็นผู้วิเศษ
แต่เปโตรกลับกล่าวว่า “ทำไม​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จ้อง​ดู​เรา​ราว​กับ​ว่า​เรา​ทำ​ให้​คน​นี้​เดิน​ได้​โดย​ฤทธิ์​เดช​หรือ​ความ​ชอบ​ธรรม​ของ​เรา​เอง?”
เปโตรอธิบายให้คนทั้งหลายรู้ว่าการอัศจรรย์นี้ ไม่เกี่ยวกับความเก่งกาจของตัวเขา แต่เกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ เปโตรปฏิเสธว่าเขาไม่รู้จักพระเยซู เพราะเขารักตัวเขาเองมากกว่าพระเยซู
วันนี้ เปโตรปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ทำการอัศจรรย์นี้ เพราะเขารักพระเยซูมากกว่าตัวเขาเอง

2.@ ผู้รับใช้พระเจ้าที่สัตย์ซื่อ เมื่อโอกาสที่จะได้รับเกียรติจากมนุษย์มาถึง เขาจะถวายเกียรตินั้นแก่พระเจ้า แล้วพระเจ้าเองจะเป็นผู้ประทานเกียรติให้แก่เขา

3.# เปโตรเทศนาว่า “​จง​กลับ​ใจ​และ​หัน​มา​หา​พระ​เจ้า” แล้วสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น คือความ​ผิด​บาป​​ของเขาจะ​ได้​รับ​การ​ลบ​ล้าง , วาระ​แห่ง​การ​ฟื้น​ชื่น​จะ​ได้มาถึงเขา และ​เขาจะได้รับ​พระ​เยซูคริสต์เขามาในชีวิตของเขา

3.@ เมื่อเรากลับใจและหันมาหาพระเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บาปของเรารับการอภัย ความฟื้นชื่นทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ จะเกิดขึ้น และพระเยซูคริสต์จะเสด็จเข้ามาเป็นพระเจ้าในชีวิตของเรา

หากวันนี้ บาปที่เราฟ้องผิดในใจของเรา หรือ ความชื่นบานจางหายไปจากชีวิต หรือ พระเยซูไม่ใช่เจ้านายของเราแต่เราเป็นเจ้านายของตัวเอง
ถ้าเราเป็นเช่นนั้น จงรีบด่วนที่สุด กลับใจและหันมาหาพระเจ้า

4.# เปโตรเทศนาว่า ถ้า​ใคร​ไม่​เชื่อฟังพระเยซู เขา​จะ​ต้อง​ถูก​ตัด​ขาด​ให้​พินาศ​ไป​จาก​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า

นั่นคือ ถ้าใครเชื่อวางใจในพระเยซู จะถูกนับเข้าเป็นชนขาติของพระเจ้า
ดังนั้นการเป็นชนชาติของพระเจ้าตั้งแต่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ไม่ได้นับด้วยเชื้อชาติแต่นับด้วยความเชื่อวางใจในพระเยซู เพราะต่อให้เป็นเชื้อสายของอิสราเอลแต่ไม่เชื่อวางใจในพระเยซูก็จะถูกตัดออกจากการเป็นชนชาติของพระเจ้า

4.@ วันนี้ เราได้มาเป็นชนชาติของพระเจ้าแล้ว โดยพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางความเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ด้วยเหตุนี้พระสัญญาของพระเจ้าสำหรับชนชาติของพระองค์ในพระคัมภีร์นั้น จึงเป็นพระสัญญาสำหรับเรา

คำคม

​จง​กลับ​ใจ​และ​หัน​มา​หา​พระ​เจ้า ในขณะที่ยังมีโอกาส

ขุมทรัพย์ กิจการ 2

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาสถิตกับผู้เชื่อ แล้วพระองค์ก็ไม่เคยจากผู้เชื่อไปอีกเลย ตามที่พระเยซูทรงสัญญาไว้
  • เมื่อผู้เชื่อคนหนึ่งประกาศข่าวประเสริฐ แล้วมีอีกคนหนึ่งเชื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเข้าไปในสถิตกับอีกคนที่เพิ่งเชื่อนั้นทันทีและอยู่กับเขาตลอดไป
  • เมื่อสาวกทำในส่วนของตนคือประกาศข่าวประเสริฐ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทำให้ผู้คนมากมายมาเชื่อแล้ว พระองค์ก็ทำให้พวกเขาก็เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อพวกสาวก​เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์ พวกเขาก็เริ่มพูดภาษาแปลกๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงก็เกิดขึ้น เช่น
เปโตรผู้ขลาดกลัว แม้แต่คำถามของผู้หญิงคนใช้ในบ้านของมหาปุโรหิต
กลับกลายเป็นชายผู้กล้า ยืนขึ้นเทศนาอย่างไม่กลัวใคร จนมีคนรับเชื่อ 3,000 คน ในคราเดียว

1.@ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าครอบครองชีวิตของเรา ความกลัวจะถูกขจัดออกไปและความกล้าหาญอย่างยิ่งจะเกิดขึ้นกับเรา

วันนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตภายในเราแล้ว จงยอมให้พระองค์ครอบครองและควบคุมชีวิตของเราเถิด

2.# พระวิญญาณเสด็จมาในวันเทศกาลเพ็นเทคอส ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนยิวจากทุกสารทิศมาร่วมงานเทศกาลที่กรุงเยรูซาเล็ม ดังนั้นเมื่อพวกเขากลับใจรับเชื่อหลังจากได้ยินคำเทศนาของเปโตรแล้ว
พอคนเหล่านี้กลับไปยังบ้นาเมืองของตน ก็จะนำข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซู ไปประกาศในที่ต่างๆเหล่านั้นด้วย
ช่างเป็นแผนการที่งดงาม ในเวลาของพระองค์

2.@ พระเจ้ามีเวลาที่ดีที่สุดสำหรับทุกสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราผู้เป็นที่รักของพระองค์ พระองค์จงใจเลือกเวลาที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ของสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับเรา

วันนี้ หากสิ่งที่เราคาดหวังยังไม่เกิดขึ้น นั่นก็เพราะพระเจ้ามีเวลาที่ดีกว่าเวลานี้ เตรียมไว้สำหรับเรา

3.# พระเจ้าทรงสัญญาว่า “แน่​ที​เดียว​เว​ลา​นั้น เรา​จะ​เท​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​เรา บน​ทาส​ทาสี​ของ​เรา และ​เขา​ทั้ง​หลาย​จะ​เผย​พระ​วจนะ”
เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จเหนือผู้เชื่อ พวกเขาจะเผยพระวจนะ

3.@ วันนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับเราแล้ว เราสามารถกล่าวถ้อยคำของพระเจ้าต่อผู้อื่นได้โดยการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นดังถ้อยคำจากพระเจ้า เป็นการเผยพระวจนะ

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ไม่ใช่ผู้เชื่อทุกคนเป็นผู้เผยพระวจนะ แต่ผู้เชื่อทุกคนเผยพระวจนะได้โดยการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในเขา

ในการพูดกับใครสักคน ในครั้งต่อไป ลองพูดด้วยท่าทีอธิษฐานขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานถ้อยคำให้แก่เราดูสิ แล้วคุณจะพบว่าคุณเผยพระวจนะได้

4.# “พระ​เจ้า​ทรง​แต่ง​ตั้ง​พระ​เยซู ให้​เป็น​ทั้ง​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​และ​พระ​คริสต์”
การต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิตต้องให้พระองค์เป็นทั้งผู้ช่วยให้รอดและเป็นทั้งเจ้านายในชีวิตของเรา
การต้อนรับเพียงแค่อย่างเดียว ไม่ใช่การต้อนรับอย่างแท้จริง

4.@ วันนี้ พระเยซูทรงยกโทษอภัยบาป ชำระบาปของเราทั้งสิ้นแล้วพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา
แล้วเราให้พระองค์เป็นเจ้านายในชีวิตของเราด้วยหรือไม่ หรือเรายังคงเป็นเจ้านายของตนเอง ทำตามใจปรารถนาของตนเอง โดยไม่สนใจพระประสงค์ของพระเจ้า?

5.# โดยการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อพวกสาวกประกาศข่าวประเสริฐ พระเจ้าทรงทำให้มีคนมารับเชื่อมากมาย และทำให้พวกเขารักกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ปรารถนาจะช่วยเหลือกัน และร่วมกันนมัสการพระเจ้า ร่วมกันปรนนิบัติพระองค์

5.@ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับเราแล้ว งานที่เราต้องทำคือ ประกาศข่าวประเสริฐ แล้วที่เหลือพระเจ้าจะเป็นผู้กระทำให้เกิดผลเอง ขอเพียงเราสัตย์ซื่อในสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาก็พอ

คำคม

“ เราแค่เพียงทำในส่วนของเรา พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อจะทำในส่วนที่เหลือเอง”

ขุมทรัพย์ กิจการ 1

ภาพรวม

  • พระธรรมกิจการ เขียนโดยนายแพทย์ลูกา เขียนถึงธีโอฟีลัส เป็นเรื่องราวต่อจากพระธรรมลูกา เพื่ออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อพระเจ้าทรงรับพระเยซูขึ้นสู่สวรรค์ จนถึงการที่ข่าวประเสริฐได้ถูกประกาศไปทั่วโดยเหล่าสาวกของพระองค์
  • ในบทนี้กล่าวถึงการที่พระเยซูถูกรับขึ้นไปสู่สวรรค์ แล้วพวกสาวกก็รอคอยการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามที่พระเจ้าทรงสัญญานั้น

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# พระเยซูกำชับเหล่าสาวกไม่ให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้รอจนกว่าจะได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
แสดงว่าการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญมาก ในการทำให้พระราชกิจของพระเจ้าที่มอบหมายให้พวกเขาทำนั้นสำเร็จ

1.@ การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเต็มเติมในชีวิตของผู้เชื่อ เข้ามาครอบครองแล้วควบคุมทุกส่วนในชีวิตของเขา
รายละเอียดสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ครับ
https://youtu.be/3iQ622YZjGw

2.# พระเยซูสอนเหล่าสาวกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง คือ ไม่​ใช่​ธุระ​ของ​เรา​ที่​จะ​รู้​เวลา​และ​วาระ​ที่​พระ​บิดา​ทรง​กำหนด​ไว้​โดย​สิทธิ​อำ​นาจ​ของ​พระ​องค์
เรื่องเวลาเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว พระองค์จะเป็นผู้ตัดสินพระทัยเองว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อใด

2.@ เมื่อเราอธิษฐานทูลขอสิ่งใดจากพระเจ้า หน้าที่ของเราก็คือเชื่อวางใจในพระองค์ว่าพระองค์จะตอบคำอธิษฐานของเราอย่างแน่นอน
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระเจ้า ที่จะกำหนดว่า คำตอบจะมาด้วยวิธีใด และจะมาในเวลาใด
ขอเพียงแค่เราเชื่อวางใจในพระองค์ นั่นก็เพียงพอแล้ว พระองค์จะไม่ทำให้ผู้ไว้ใจในพระองค์อย่างสุดหัวใจต้องผิดหวังแน่นอน

3.# พระเยซูตรัสว่า หลังจากที่เหล่าสาวกได้รับพระราชทานฤทธิ์เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพวกเขาแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เขาจะเป็นพยานเรื่องของพระเยซูไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก

3.@ ก่อนที่เราจะเป็นพยานเรื่องของพระเยซู เราต้องมีประสบการณ์ที่พระองค์ทรงกระทำอะไรบางอย่างในชีวิตของเราเสียก่อน

วันนี้ ให้เราสำรวจดูว่าพระเยซูทรงกระทำอะไรในชีวิตของเราแล้วบ้าง แล้วก็ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นพยานให้คนทั้งหลายรู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดในชีวิตของเขาได้

4.# ในช่วงเวลาที่เหล่าสาวกกำลังรอคอยสิ่งพระเจ้าทรงสัญญานั้น พวกเขารอคอยด้วยการอธิษฐาน

4.@ วันนี้ หากเรากำลังรอคอยสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาแก่เรา เราสมควรอย่างยิ่งที่จะรอคอยด้วยการอธิษฐาน
อธิษฐานอย่างไม่ลดละจนกว่าจะได้รับตามพระสัญญานั้น

5.# เนื่องจากยูดาสผู้ทรยศพระเยซู ได้ฆ่าตัวตายไปแล้ว อัครสาวกจึงเหลือ 11 คน ขาดไป 1 คน พวกสาวกจึงจับฉลากเพื่อเลือกคนที่มาแทนยูดาส ซึ่งฉลากก็ได้ชื่อของ มัท​ธีอัส เขาจึงถูกนับมาแทนยูดาส
แต่ดูเหมือนอัครสาวก 12 คน ที่จะได้นั่งบนบัลลังก์ 12 คน ร่วมกับพระคริสต์นั้น คนที่ 12 ไม่น่าจะใช่ มัทธีอัส แต่น่าจะเป็น เปาโล อัครสาวกทูตคนสุดท้ายที่พระเยซูทรงเรียกด้วยพระองค์เอง

5.@ วิธีของมนุษย์ก็แบบหนึ่ง แต่ของพระเจ้าก็เป็นอีกแบบหนึ่ง
หลายครั้งเราพยายามช่วยพระเจ้า ด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ แต่เราก็พบว่าพระองค์มีวิธีที่ดีกว่า สูงส่งกว่าเพื่อให้แผนการของพระองค์สำเร็จ
เราควรเรียนรู้ที่จะรอคอยพระองค์ ด้วยวิธีการของพระองค์
(ความจริงแล้ว พระเยซูให้พวกสาวกแค่รอในเยรูซาเล็ม ไม่ได้บอกว่าให้เลือกสาวกอีกคนหนึ่งมาแทนยูดาส สักหน่อย)

คำคม

“ รอคอยพระเจ้า คือ การรอเวลาของพระเจ้า และ รอวิธีการของพระองค์ ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 24

ภาพรวม

  • บทนี้อธิบายถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูและการปรากฏแก่เหล่าสาวก และการที่พระเจ้าทรงรับพระเยซูขึ้นสู่สวรรค์ โดยเน้นว่าทุกสิ่งนั้นเกิดขึ้นตามคำพยากรณ์ที่บอกไว้ล่วงหน้าในพระคัมภีร์เดิม

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อพวกผู้หญิงมาที่อุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู พวกนางพบกับทูตสวรรค์ 2 องค์ พูดกับพวกนางว่า “พวก​ท่าน​แสวง​หา​คน​เป็น​ใน​พวก​คน​ตาย​ทำไม?”
เพราะพวกนางมาหาพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ ในอุโมงค์ของคนที่ตายแล้ว จึงไม่พบพระองค์ พระองค์อยู่นอกอุโมงค์แล้ว

1.@ พระเยซูทรงพระชนม์อยู่ หากเรามาหาพระองค์แบบพระองค์ตายแล้ว เราจึงไม่อาจพบฤทธิ์อำนาจของพระองค์

หากเราร้องทูลต่อพระเจ้า แบบไม่เชื่อว่าพระเจ้าผู้ทรงพระชนน์อยู่ ทรงฤทธิ์สามารถช่วยเราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ได้จริงๆ เราก็จะไม่สามารถพบกับการอัศจรรย์ในเหตุการณ์นั้นๆ

เชื่อจริง สังเกตได้จาก ปริมาณความเครียด ความวิตกกังวล ที่ลดลง

2.# พระเยซูได้มาพบกับ เคลโอปัสกับเพื่อนสาวกอีกคนหนึ่ง ที่กำลังเดินทางไปเอมมาอูส และทรง​อธิ​บาย​พระ​คัม​ภีร์​ที่​เล็ง​ถึง​พระ​องค์​ทุก​ข้อ​ให้​เขา​ฟัง เริ่ม​ต้น​ตั้ง​แต่​โม​เสส​และ​บรรดา​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​ทั้ง​หมด
พระเยซูทรงสอนพวกเขาทั้งวันระหว่างทาง จนพลบค่ำ

แม้ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกเอาไว้ แต่สาวก 2 คนนี้ น่าจะเป็นบุคคลสำคัญมากในช่วงเวลาต่อมา ที่จะอธิบายให้กับเพื่อนๆสาวกคนอื่น เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในพระคัมภีร์เดิม เชื่อมโยงมาถึงพระเยซู เพราะพวกเขาได้รับการติวเข้มจากพระเยซู

น่าประหลาดอย่างยิ่งที่พระเยซู เลือกติวเข้มให้แก่ 2 คน ที่ไม่สำคัญอะไรเลย ไม่ได้เป็นอัครสาวก 12 คน ด้วยซ้ำ และยังเป็นพวกที่พระเยซูบอกว่า “โอ คน​โง่​เขลา​และ​มี​ใจ​เฉื่อย​ช้า​ใน​การ​เชื่อ​ถ้อย​คำ​ซึ่ง​พวก​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​กล่าว​ไว้​นั้น”

2.@ พระเจ้าจะเมตตาผู้ใด พระองค์ก็ทรงเมตตาผู้นั้น
พระเจ้าจะทรงใช้ใคร พระองค์ก็ทรงใช้ผู้นั้น

วันนี้ เราอาจไม่ใช่คนสำคัญอะไรเลย แต่พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะทรงใช้เราทำเรื่องสำคัญที่สุดในกัลปจักรวาล คือ นำข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของพระเยซูคริสต์ไปบอกคนทั้งหลาย

3.# เมื่อพระเยซูปรากฏแก่เหล่าสาวก พระองค์​ทรง​ช่วย​ให้​ใจ​ของ​พวก​เขา​สว่าง​เพื่อ​จะ​ได้​เข้า​ใจ​พระ​คัม​ภีร์ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระองค์นั้นล้วนเป็นไปตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ทั้งสิ้น

3.@ การเข้าใจพระคำของพระเจ้า ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ถึงจะเข้าใจความล้ำลึกที่เชื่อมโยงกันในพระคัมภีร์ทั้งเล่มได้

ทุกครั้งเมื่ออ่านพระคำของพระเจ้า เราควรถ่อมใจลง ยอมรับว่าเราไม่สามารถเข้าใจความล้ำลึกแห่งสวรรค์ได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง แล้วทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยเราให้เข้าใจ

4.# ก่อนที่พระเยซูจะถูกรับขึ้นสูสวรรค์ พระองค์สั่งให้เหล่าสาวกรอในกรุงเยรูซาเล็มจนกว่าพระเจาจะทรงสิ่งที่ทรงสัญญาไว้ลงมาเหนือพวกเขา
พวกเขาจึงกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม รอคอยด้วยความยินดีอย่างยิ่งเพราะพวกเขารู้ว่าพระเจ้าจะทรงรักษาสัญญา

4.@ ทั้งที่พระเยซูจากไปสู่สวรรค์แล้ว แทนที่พวกสาวกจะเครียด กังวล ทุกข์ใจ แต่พวกเขากลับเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี
เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า พระเจ้าจะทรงรักษาสัญญา

คำคม

“ เมื่อพระเจ้าทรงสัญญา พระองค์จะทรงรักษาสัญญา”

ขุมทรัพย์ ลูกา 23

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงการตัดสินประหารชีวิตพระเยซูอย่างอยุติธรรม และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขน และการฝังพระศพของพระองค์ โดยชี้ให้เห็นว่าทั้งหมดยังคงอยู่ในแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อพวกผู้นำศาสนาพาพระเยซูมาหาปีลาตแล้วก็กล่าวหาพระองค์เป็นความเท็จหลายข้อหา พระเยซูไม่ได้โต้ตอบอะไรเลย นอกจาก กล่าวคำยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ตามคำพูดของปีลาต

1.@ อสย. 53:7 “ท่าน​ถูก​บีบ​บัง​คับ​และ​ถูก​ข่ม​ใจ ถึง​กระ​นั้น​ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก เหมือน​ลูก​แกะ​ที่​ถูก​นำ​ไป​ฆ่า
และ​เหมือน​แกะ​ที่​เป็น​ใบ้​ต่อ​หน้า​ผู้​ตัด​ขน​ของ​มัน​เช่นใด ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก​ของ​ท่าน​เลย​เช่น​นั้น”

พระเยซูไม่โต้แย้งข้อกล่าวหาใดๆเลย เพราะการลงโทษที่พระองค์กำลังจะได้รับนั้น ไม่ใช่ความผิดของพระองค์ แต่เป็นของเราทั้งหลาย ดังนั้นพระองค์จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวแก้ข้อกล่าวหาเหล่านั้น

พระเยซูทรงยอมรับโทษตามข้อกล่าวหาที่กล่าวโทษเราทั้งหมด

2.# เมื่อปีลาตรู้ว่าพระเยซูเป็นชาวกาลิลี จึงส่งพระองค์ไปหาเฮโรดเพื่อเป็นการให้เกียรติเฮโรด เพราะเฮโรดเป็นเจ้าเมืองกาลิลี แต่ช่วงนั้นมาที่เยรูซาเล็มพอดี
เฮโรดกับทหารของเขาก็ทำการดู​หมิ่น​และ​เยาะ​เย้ย​พระ​องค์
จากนั้นก็ส่งพระองค์กลับไปหาปีลาต โดยไม่ได้ตัดสินอะไร ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเฮโรดเองก็หาความผิดในตัวพระเยซูไม่ได้

2.@ เฮโรดมาที่เยรูซาเล็มในช่วงนั้นพอดี เพื่อเป็นการยืนยันว่าเจ้าเมืองผู้ปกครองอิสราเอลทั้งตอนเหนือ(เฮโรด) และตอนใต้(ปีลาต) ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าพระเยซูไม่มีความผิด(ลก. 23:14-15)

ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ของทั้งคนดีและคนชั่ว พระเจ้าทรงสามารถทำให้อยู่ในแผนการของพระเจ้าได้

3.# หลังจากปีลาตได้สอบสวนพระเยซูแล้วจึงสรุปได้ว่า “ไม่​เห็น​ว่า​คน​นี้​มี​ความ​ผิด​ใน​ข้อ​ที่​ถูก​กล่าว​หา” ดังนั้นปีลาตจึงตัดสินให้ประหารชีวิตพระเยซูเสีย
ช่างเป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมที่สุดในโลก

3.@ พระเยซูถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม โดยที่พระเยซูไม่โต้แย้งเลยสักคำ เพราะในอีกมุมหนึ่งในฐานะที่พระเยซูทรงเป้นตัวแทนของเรา การถูกตัดสินประการชีวิตให้ตายอย่างทรมานบนไม้กางเขนก็เป็นการตัดสินที่ยุติธรรมสาสมกับความบาปผิดของเราแล้ว

พระเยซูทรงรักเรา ทรงยอมรับโทษบาปแทนเรา

4.# เมื่อพระเยซูถูกตรึงอยู่บนกางเขน พระองค์อธิษฐานเผื่อคนที่ทำผิดต่อพระองค์ ขอพระบิดายกโทษให้แก่พวกเขา
ยกโทษให้ พวกทหารและพวกฟาริสีที่มาจับพระองค์ , คนในบ้านมหาปุโรหิตที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระองค์ , สมาชิกสภาของยิวที่ใส่ร้ายป้ายสีพระองค์ , ปีลาตที่ตัดสินพระองค์อย่างอยุติธรรม , เหล่าทหารที่เฆี่ยนตีและเอามงกุฏหนามมาสวมพระองค์ , พวกทหารที่ตรึงพระองค์ , พวกผู้นำศาสนาที่ยังเยาะเย้ยซ้ำเติมพระองค์ขณะพระองค์ถูกตรึง และประชาชนผู้เห็นด้วยกับการประหารพระองค์ครั้งนี้
พระเยซูไม่ได้เพียงแต่สอนการให้อภัยเท่านั้น พระองค์ทรงให้อภัยจริงๆ

4.@ ถ้าพระเยซูทรงให้อภัยคนเหล่านี้ได้ ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระองค์จะให้อภัยเรา ผู้สารภาพต่อพระองค์ และปรารถนาจะกลับใจจริงๆ อย่างแน่นอน

5.# พระเยซูตรัสกับโจรที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน ผู้ร้องขอความเมตตาจากพระองค์ ว่า “วัน​นี้​ท่าน​จะ​อยู่​กับ​เรา​ใน​เมือง​บรม​สุข​เกษม”
โจรคนนี้ไม่ได้ทำคุณงามความดีใดๆเลยหลังจากเชื่อวางใจในพระเยซู เพราะเขากำลังจะตาย แต่เพียงเขาเชื่อวางใจในพระเยซูสำหรับการพ้นนรกเข้าสู่สวรรค์ นั่นก็มากเพียงพอแล้วที่จะนำพาเขาเข้าสู่สวรรค์ได้

5.@ การเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า ไม่ขึ้นกับว่าเราได้ทำคุณงามความดีมากเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราเชื่อวางใจในพระเยซูจริงๆหรือไม่ สำหรับการรอดพ้นบาปของเรา
นั่นคือ เชื่อมั่นอย่างไม่สงสัยว่า โดยการเชื่อวางใจในพระเยซูอย่างแท้จริง นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยเราพ้นนรกเข้าสู่สวรรค์ได้

6.# เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ ม่านในวิหารก็ขาดออก แสดงถึง สิ่งที่ขวางกั้นมนุษย์จากพระเจ้า ได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว
ก่อนสิ้นพระชนม์พระเยซูตรัสว่า “ข้า​แต่​พระ​บิดา ข้า​พระ​องค์​ขอ​ฝาก​จิต​วิญ​ญาณ​ของ​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ใน​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์”
เพราะพระเยซูจะรอคอยพระบิดา ที่จะทำให้พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายโดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

6.@ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระองค์สามารถเป็นขึ้นมาจากความตายได้เอง แต่พระองค์เลือกวิธีการรอคอยพระบิดา จนถึงเวลาของพระบิดา แล้วให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพื่อพระเยซูจะได้เป็นผลแรกของการเป็นขึ้นมาจากความตายเช่นนี้(1คร. 15:23)

เราทั้งหลายผู้เชื่อวางใจในพระเยซู มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในเรา ก็จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายแบบเดียวกันกับพระเยซูด้วย(รม. 8:11)

7.# โยเซฟชาวอาริมาเทีย เป็นสมาชิกสภาของยิว จึงรู้เห็นทั้งหมดว่าการประหารชีวิตพระเยซูนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรม
เขาเป็นคนที่คอยท่าแผ่นดินของพระเจ้า จึงศรัทธาพระเยซู
เขารู้จักกับปีลาต จึงไปขอพระศพจากปีลาตได้
เขามีอุโมงค์อยู่ใกล้ กลโกธา จึงฝังพระศพที่นั่นได้ เพราะใกล้จะตกเย็นแล้ว วันสะบาโตจะมาถึงแล้ว

และพวกผู้หญิงที่ติดตามพระเยซู ก็ตามเขาไปจนเห็นอุโมงค์ฝังพระศพที่ไม่ไกลจากที่ตรึงกางเขน พวกเธอจึงมาหาที่อุโมงค์ในเช้าตรู่วันอาทิตย์ได้ถูกอุโมงค์

ทั้งหมดถูกจัดฉากไว้อย่างสวยงาม เพื่อให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ

7.@ ทุกเหตุการณ์ ทุกสถานการณ์ ทุกบุคคล ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา อยู่ในแผนการของพระเจ้าผู้ทรงรักและปรารถนาดีต่อเรา
เพียงแต่หลายอย่างเราจะยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งมันผ่านไป หรือจนเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา

คำคม

“ในเมื่อพระเยซูยังยกโทษให้คนเหล่านั้นที่ร่วมกันฆ่าพระองค์
แล้วมีหรือพระองค์จะไม่ยกโทษให้เราผู้เป็นที่รักของพระองค์”

ขุมทรัพย์ ลูกา 22

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงแผนการจับกุมพระเยซู แล้วแผนก็เริ่มดำเนินไป ดูเหมือนตามแผนชั่วของพวกผู้นำศาสนาแต่ความจริงเป็นไปตามแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  แผนการสังหารพระเยซูโดยพวกผู้นำศาสนาเป็นดังนี้
เนื่องจากเยซูชาวนาซาเร็ธมีประชาชนนิยมชมชอบเยอะ ดังนั้นพวกเราต้องพยายามทำอย่าให้ประชาชนรู้ ควรจับเยซูชาวนาซาเร็ธ ในช่วงเวลาและสถานที่ที่ปลอดคน

ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลปัสกา คนอยู่ในเมืองมากดังนั้นพวกเราน่าจะจัดการเยซูชาวนาซาเร็ธ หลังจากงานเทศกาลดีกว่า(มธ. 26:5)

ปรากฏว่า มีสาวกคนหนึ่งของเยซูชาวนาซาเร็ธ ชื่อยูดาส มาอาสาพาพวกเราไปจับเยซูชาวนาซาเร็ธ เพื่อแลกกับเศษเงินเพียง 30 เหรียญ (มธ. 26:15 ) ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเราดีใจมาก

แต่พอราว 24 ชม.ก่อนถึงวันปัสกา เจ้ายูดาสคนนั้นดันรีบแจ้นมาบอกพวกเราว่า ได้โอกาสเหมาะแล้ว เยซูชาวนาซาเร็ธกำลังอยู่ในที่เปลี่ยวแต่ลำพังมีเพียงสาวกติดตามไม่กี่คนเท่านั้นเอง

เมื่อเห็นว่าโอกาสดีเช่นนี้ พวกเราจึงรีบส่งพวกเราบางคน พร้อมทหารและคนรับใช้ไปจับเยซูชาวนาซาเร็ธมาในทันที
ดูเหมือนว่าระหว่างการจับกุมพวกของเยซูชาวนาซาเร็ธ จะมีความพยายามต่อต้านเล็กน้อย ทาสของเราคนหนึ่งถูกฟันหูขาดแต่เยซูชาวนาซาเร็ธ กลับทำการอัศจรรย์รักษหูนั้นให้กลับเป็นปกติซะงั้น

การจับกุมก็เป็นได้ด้วยดีตามแผนอันชาญฉลาดของพวกเรา ส่วนพวกสาวกขี้ขลาดของเยซูชาวนาซาเร็ธ ก็วิ่งหางจุกตูดหนีกันไปหมด
เมื่อจับตัวเยซูชาวนาซาเร็ธ มาแล้ว ตามแผนของเราคือว่าต้องรีบหาข้อกล่าวหา เนื่องจากเราจับเขามาแบบไม่มีข้อกล่าวหา

พอได้ข้อกล่าวหาแล้ว เราต้องรีบไปหาปีลาตแต่เช้าตรู่ก่อนที่ประชาชนที่นิยมเยซูชาวนาซาเร็ธจะรู้ตัว แล้วมาต่อต้านเรา เราต้องรีบกดดันปีลาตให้สั่งประหารเยซูชาวนาซาเร็ธ โดยเร็วที่สุด

เพราะถ้าคำสั่งออกแล้ว ต่อให้พวกประชาชนอยากจะขัดขวางเรา มันก็สายเกินไปแล้ว 555 ช่างเป็นแผนการที่แยบยลจริงๆ

1.@  แม้ว่ามนุษย์จะมีแผนชั่วร้ายอย่างไรก็ตาม แต่พระเจ้าก็ทรงสามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จได้อยู่ดี

วันนี้ ไม่ว่าคนอื่นจะวางแผนชั่วอย่างไรต่อเราก็ตาม พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถทำให้มันกลับกลายเป็นผลดีต่อเราได้ในที่สุด

2.# เปโตรกับยอห์น ถูกพระเยซูส่งเข้ามาในเมืองเพื่อเตรียมปัสกา พวกเขาไม่รู้ว่าจะเตรียมได้อย่างไร เพียงแต่พวกเขาเชื่อฟังคำของพระเยซูเท่านั้น ทุกอย่างที่จำเป็นก็ถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว

2.@ วันนี้ เราอาจยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ในชีวิตอย่างไร นั่นก็ไม่สำคัญ ขอเพียงแต่เรารู้ว่าพระคำของพระเจ้าต้องการให้เราปฏิบัติต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร แล้วเราก็เชื่อฟัง ทำตาม นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการคลี่คลายปัญหาเหล่านั้น

3.# พระเยซูทรงตั้งพิธีมหาสนิท และสั่งให้เหล่าสาวกกระทำเพื่อเป็นการระลึกถึงความรักที่พระองค์มีต่อพวกเขา เพื่อพวกเขาจะรับรู้ว่าพวกเขาเป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ทรงรักพวกเขาจนยินดีประทานเนื้อและโลหิตของพระองค์เพื่อช่วยพวกเขาให้รอด
และเพื่อระลึกว่าในอนาคตพวกเขาจะได้ร่วมดื่มกันกับพระองค์อีกครั้งหนึ่งในสวรรคสถาน

3.@ พระเยซูอยากให้เราระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเราอยู่เสมอ เพื่อเราจะได้รู้ตัวและตระหนักอยู่เสมอ ว่า เราเป็นที่รักยิ่งของพระองค์

วันนี้ จงรู้ตัวเถิดว่า เราเป้นที่รักของพระเยซู ด้วยการระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา

4.# ขณะที่เหตุการณ์กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน พระเยซูกำลังจะถูกจับและถูกประหารชีวิตในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พวกสาวกยังคงเถียงกันว่าใครจะได้เป็นใหญ่ในโลกนี้
พระเยซูทรงสอนพวกเขาว่า เป็นใหญ่ในโลกนี้ไม่สำคัญ ยอมเป็นผู้เล็กน้อยในโลกนี้จะได้เป็นใหญ่ในสวรรค์
และพระองค์บอกพวกเขาว่า ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเขาที่อยู่กับพระองค์ในยามที่พระองค์ทรงถูกทดลองเช่นนี้พวกเขาจะได้นั่งบนบัลลังก์ร่วมกับพระองค์ในสวรรค์

4.@ หากปรารถนาจะเป็นใหญ่ในสวรรค์ จงเต็มใจเป็นคนเล็กน้อยในโลกนี้

คนที่เต็มใจร่วมทุกข์กับพระเยซูขณะอยู่บนโลกนี้ จะได้รับบำเหน็จในสวรรค์

ไม่มีบำเหน็จบนสวรรค์ สำหรับคนที่ไม่ยอมทนทุกข์เพื่อพระเจ้าบนโลกนี้

5.# พระเยซูทรงทราบว่าเปโตรจะปฏิเสธพระองค์ ถึงกระนั้นพระองค์ยังคงเป็นห่วงเปโตร ทรง​อธิษ​ฐาน​เผื่อ​เขา เพื่อเขาจะไม่สูญเสีย​ความ​เชื่อแม้ผิดพลาดพลั้งไป และ​เพื่อเมื่อเขากลับใจแล้ว​ เขาจะ​ชู​กำ​ลัง​คนอื่นๆได้

5.@ ก่อนที่เราจะผิดพลาดพลั้งบาป พระเยซูก็ทรงทราบก่อนแล้ว และพระองค์ปรารถนาให้เรายังคงรักษาความเชื่อเอาไว้แม้จะผิดพลาดพลั้งบาปไป โดยการกลับใจใหม่ กลับมาหาพระองค์ รับการอภัยแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ และช่วยคนอื่นๆที่ผิดพลาดเหมือนกับเราให้กลับตั้งตัวใหม่ได้เช่นกัน

6.# พระเยซูเตือนพวกสาวกว่า ต่อไปจะมีการข่มเหงเกิดขึ้น ดังนั้นไปไหนให้ระมัดระวังตัว เช่นพกดาบติดตัวเพื่อป้องกันตัว
พอพระเยซูตรัสดังนั้น พวกสาวกจึงบอกพระเยซูว่า “นี่​แน่ะ มี​ดาบ​สอง​เล่ม”
ถ้าเป็นผมคงจะตอบพวกเขาว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ได้หมายความแบบนั้น 555”
แต่พระเยซูตอบน่ารักมาก พระองค์ตอบว่า “มีสองเล่มก็ พอแล้ว”

6.@ ในการติดตามพระเยซู พระองค์ไม่ได้สัญญาว่า จะมีคนชื่นชอบเราทุกคน ตรงกันช้ามพระองค์บอกไว้อย่างชัดเจนว่า หากเราติดตามพระองค์จริงๆ จะมีคนไม่ชอบเรา อาจมากจนถึงขั้นข่มเหงเรา

วันนี้ หากเราถูกไม่ชอบ ถูกเกลียด ถูกตำหนิ หรือถูกทำร้าย เพราะเหตุที่เราเชื่อวางใจในพระเยซู ให้เรารู้เถิดว่า ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายเลย

7.# ในสวนเกทเสมนีนั้น ขณะที่พระเยซูกำลังเผชิญการทดลอง พบกับความทุกข์อย่างที่สุด พระองค์ยังคงใช้โอกาสนั้นสอนพวกสาวก ว่า “จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​ตก​อยู่​ใน​การ​ทด​ลอง” แล้วจากนั้นพระองค์ก็ลงมืออธิษฐาน ท่ามกลางการทดลองครั้งนั้น

7.@ พระเยซูทั้งสอนและวางแบบอย่างแก่เรา ในการเผชิญการทดลองทุกอย่าง เราสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างมีชัยชนะได้ด้วยวิธีเดีียว ไม่มีวิธีอื่น นั่นคือ ผ่านพ้นโดยคำอธิษฐาน

วันนี้ หากเรากำลังเผชิญการทดลอง เผชิญปัญหา เผชิญความทุกข์ยากลำบาก เรากำลังจะเผชิญมันด้วยวิธีใด?

8.# พระเยซูผู้ไม่มีความผิด ถูกจับเยี่ยงโจร ทั้งที่ยังไม่มีข้อหาใดๆ เมื่อเปโตรพยายามขัดขวางการจับกุมพระองค์ก็ทรงห้ามปรามเขา

พระเยซูถูกเพื่อนทรยศ ถูกจับเยี่ยงโจร แบบไร้การต่อต้านใดๆ(อสย.53)

พระองค์จงใจปล่อยให้ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาของอำนาจมืด เข้ามาครอบงำสถานการณ์

8.@ พระเยซูเต็มใจเดินเข้าไปสู่สถานการณ์ที่ปกคลุมด้วยอำนาจของความชั่วร้าย เพื่อจะช่วยเราออกจากอำนาจของความชั่วร้ายทั้งสิ้น

9.# เมื่อพระเยซูถูกจับไปบ้านมหาปุโรหิต เปโตรก็ตามเข้าไป ไม่ใช่เพื่อไปช่วยพระเยซู แต่ เพื่อ​คอย​ดู​ว่า​เรื่อง​จะ​จบ​ลง​อย่างไร (มธ. 26:58)
แล้วเมื่อถูกคนสังเกตได้ว่าเขาน่าจะเป็นพวกพระเยซู เขาจึงปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซู ถึง 3 ครั้ง จริงตามที่พระเยซูได้บอกเขาไว้ล่วงหน้า
แล้วเขาก็ออกไปร้องไห้เป็นทุกข์อย่างมาก

9.@ สำหรับเปโตร เขาร้องไห้เป็นทุกข์เสียใจเพราะตนเองได้ทำสิ่งน่ารังเกียจต่อพระอาจารย์ผู้รักเขาอย่างที่สุด พอเขารู้ตัวเขาจึงร้องไห้เสียใจมากมาย
แต่สำหรับพระเยซู พระองค์ทรงทราบก่อนแล้วว่า จิตใจที่ไม่ภักดีต่อพระองค์นั้นมีอยู่ในใจของเปโตรมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแค่ยังไม่ได้โอกาสสำแดงออกมา

วันนี้ เมื่อเราผิดพลาดพลั้งบาปไป เราอาจตกใจที่ทำไมเราถึงทำผิดมากถึงขนาดนี้ แต่เรื่องนี้พระเจ้าทรงทราบอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่เราเพิ่งทราบเท่านั้นเอง
ดังนั้น เมื่อเราหันกลับมา สารภาพต่อพระเจ้า กลับใจใหม่ พระองค์จะอภัยให้แก่เราอย่างแน่นอน เพราะการทำบาปของเราครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้พระเจ้าประหลาดใจเลย

10.# ที่บ้านของมหาปุโรหิตนั้น พวกผู้คุมและคนใช้ก็รุมทำร้ายพระเยซู และลบหลู่ดูหมิ่นพระองค์ และกล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์
“ไหนๆ ตูขอลอง ซัดมันทีซิ หมั่นไส้มันมานานแล้ว ไอ้นี่มันอ้างตัวเป็นพระคริสต์….” ตุ๊บ ๆ ๆ

“เฮ้ย!!! ไอ้เ_ี้ย _ึงเก่งนักเหรอ ทำให้คนตาบอดเห็นได้ใช่ไหม ไหนลองทายสิวะ ตอนนี้ใครตบหน้า_ึง ดูสิว่าตอน_ึง ถูกปิดตาเหมือนคนตาบอด _ึงจะเห็นได้ไหม” เพี๊ยะ ๆ

10.@ อสย. 53:3 “ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น​และ​ถูก​ทอด​ทิ้ง เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บ​ปวด และ​คุ้น​เคย​กับ​ความ​ทุกข์​ยาก และ​เป็น​ดั่ง​ผู้​ซึ่ง​คน​ทั้ง​หลาย​หัน​หน้า​หนี ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น และ​เรา​ไม่​ได้​นับ​ถือ​ท่าน”

พระเยซูผู้บริสุทธิ์ ผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้ที่เหล่าทูตสวรรค์ทั้งสิ้นต้องกลัวจนตัวสั่น ผู้ทรงมาบังเกิดเพื่อช่วยมนุษย์ ผู้รักษาบารทิเมอัสให้หายตาบอด ผู้ช่วยหญิงล่วงประเวณีจากการถูกหินขว้าง ผู้ช่วยหญิงโลหิตตกให้หาย ผู้ทำให้ศักเคียสกลับตัวเป็นคนดี ผู้ทำให้ช่วยคนบ้าที่ถูกผีทั้งกองเข้าสิงหายเป็นปกติ ผู้ทำให้ลาซารัสเป็นขึ้นมาจากความตาย

บัดนี้พระองค์ทรงยอมรับการดูถูก สบประมาท ดูหมิ่นเหยียดหยาม เพื่อช่วยเราผู้สมควรถูกเหยีดหยามนั้น กลับได้รับศักดิ์ศรีชั่วนิรันดร์

11.# สภาของพวกยิวยังคงตั้งข้อหาพระเยซูไม่ได้จนรุ่งเช้า จนเมื่อพระเยซูยอมรับคำพูดของพวกเขาว่า พระองค์เป็นพระคริสต์
พวกเขาจึงตัดสินใจ เอาข้อหานี่ละกัน ที่จะส่งให้ปีลาตลงโทษพระเยซู

11.@ ต่อให้พูดสิ่งที่ถูกก็กลายเป็นสิ่งที่ผิดสำหรับคนชั่วร้าย
แต่ต่อให้คนชั่วร้ายทำสิ่งที่ผิด พระเจ้าก็จะทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จอยู่ดี

คำคม

จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​ตก​อยู่​ใน​การ​ทด​ลอง

ขุมทรัพย์ ลูกา 21

ภาพรวม

  • บทนี้ชี้ให้เห็นว่า เรื่องฝ่ายวิญญาณ และ ฝ่ายโลก มีมุมมองที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
  • ฝ่ายโลกนี้สนใจปริมาณและความสวยงามภายนอก
  • ฝ่ายวิญญาณสนใจท่าทีภายในใจและสิ่งที่ถาวรนิรันดร์
  • หากเรามัวแต่สนใจและกังวลกับสิ่งของในโลกนี้ เราจะเผอเรอจนลืมเรื่องสิ่งของฝ่ายวิญญาณไป โดยลืมไปว่าทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกกำลังจะเสื่อมสูญไป มีแต่จิตวิญญาณที่คงอยู่นิรันดร์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ตู้​เก็บ​เงิน​ถวาย ​มี​รูปลักษณะ​เหมือน​ แตร​หรือ​กรวย​หรือ​ลำโพง​ที่​หงาย​ขึ้น ​ตั้งอยู่​บริเวณพระวิหาร เมื่อคนหยอดเงินลงไปจึงมักมีเสียงดังก้อง
หญิงม่ายปกติเป็นคนจนอยู่แล้ว แต่หญิงม่ายคนนี้ ลูกาบันทึกว่าเป็นคนขัดสน แปลว่า จนสุดๆจริงๆ
เธอนำเงินเพียงน้อยซึ่งเป็นทั้งหมดที่เธอมีมาถวายแด่พระเจ้า
ซึ่งพระเยซูบอกกับพวกสาวกว่า เธอได้ถวายมากกว่าคนอื่นๆในพระวิหาร

1.@  ข้อนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาตรฐานของพระเจ้าแตกต่างจากมาตรฐานของมนุษย์
มนุษย์วัดเป็นปริมาณ
แต่พระเจ้าวัดเป็น %ความเต็มใจ

พระเจ้าไม่ได้ดูที่ความยิ่งใหญ่ของงาน แต่ดูที่ท่าทีในใจของเราในการทำงานนั้นๆ

วันนี้สิ่งที่เราทำถวายแด่พระเจ้า เราทำด้วยสุดหัวใจของเรา กี่ % ?

2.# เมื่อบางคนชื่นชมศิลางามและของถวายในพระวิหาร พระเยซูจึงเตือนเขาว่า สิ่งของทั้งหมดที่เขาชื่นชมนั้น สักวันจะถูกทำลาย (ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาต่อมา ใน คศ.70)

2.@ สิ่งที่มีค่าและน่าชื่นชมในพระวิหารของพระเจ้าไม่ใช่ ตัวอาคาร หรือกิจกรรมต่างๆ แต่เป็นการที่เราได้เข้าเฝ้าพระเจ้าในพระวิหารนั้น

คริสตจักรจึงไม่ใช่ตัวอาคาร แต่เป็นการมีความสัมพันธ์ของผู้เชื่อกับพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

3.# พวกสาวกทูลถามพระเยซูว่า เหตุการณ์ที่เยรูซาเล็มจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
แต่พระเยซูทรงตอบมากกว่าที่เขาถาม พระองค์ตอบเกี่ยวกับ 3 เหตุการณ์
1. เหตุการณ์เมื่อใกล้สิ้นยุค จะมีการข่มเหงเกิดขึ้น จะมีพระคริสต์เทียมเท็จปรากฏขึ้น จะมีสงคราม แผ่น​ดิน​ไหว​ใหญ่ การ​กัน​ดาร​อาหาร และ​โรค​ระบาด​ใน​ที่​ต่างๆ และ​หมาย​สำ​คัญ​ใหญ่ๆ จาก​ฟ้า​สวรรค์
2. เหตุการณ์ กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย จะมีกองทัพมาโอบล้อมเมืองไว้ แล้วจากนั้นกรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง คนต่างชาติจะเข้ามายึดครองดินแดน คนอิสราเอลจะกระจายไปอยู่โลกทั่ว จนถึงเวลากำหนด ก็จะหมดเวลาของคนต่างชาติที่ยึดครองนั้น (ในคศ.1948 อิสราเอลกลับเป็นประเทศอีกครั้ง แม้พยายามจะสถาปนาเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง แต่ก็ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากนานาชาติ ปี 2017 สหรัฐฯประกาศรับรองเยรูซาเล็มเป็นเหมืองหลวงของอิสราเอล และปี 2018 ก็เริ่มมีอีกบางประเทศประกาศรับรองตามด้วย เช่น ออสเตรเลีย )
3. เหตุการณ์การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ จะ​มี​หมาย​สำ​คัญ​ที่​ดวง​อา​ทิตย์ ที่​ดวง​จันทร์ และ​ที่​ดวง​ดาว​ทั้ง​หลาย และ​บน​แผ่น​ดิน​โลก จนมนุษย์ทั้งสิ้นตกใจกลัว (ดังที่กล่าวไว้ในวิวรณ์)

3.@ เหตุการณ์ต่างๆตามคำพยากรณ์นั้นได้เกิดขึ้นมากมายแล้ว เราควรตื่นได้แล้ว และรู้ตัวว่า วาระสุดท้ายของโลกนี้ใกล้จะมาถึงแล้ว

4.# พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ (ซึ่งหมายถึงอิสราเอล) ว่าเมื่อมันผ่านฤดูหนาว ต้นมันเหมือนจะตายไปแล้ว แต่เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง มันก็จะเริ่มแตกใบ ซึ่งทำให้เรารู้ได้ว่า ฤดูร้อนกำลังมาถึงแล้ว
ตั้งแต่คศ.70 อิสราเอลเหมือนตายไปแล้ว แต่ในปี คศ.1948กลับมีชีวิตอีกครั้ง ทำให้เรารู้ว่า วันที่พระเยซูจะเสด็จมานั้นใกล้เต็มทีแล้ว
“คน​ใน​ยุค​นี้​จะ​ไม่​ล่วง​ลับ​ไป​จน​กว่า​ทุก​สิ่ง​จะ​เกิด​ขึ้น” น่าจะหมายถึง คนในชั่วยุคที่มะเดื่อเริ่มแตกใบ คศ.1948 ยังตายไม่หมดเลย เหตุการณ์เหล่านี้ก็เกิดขึ้นแล้ว

4.@ เวลาไม่มีแล้ว ได้เวลากระตือรือร้นในฝ่ายวิญญาณแล้ว

5.# พระเยซูทรงเตือนว่า อย่ามัวแค่คิดกังวลถึงเรื่องสิ่งของในโลกนี้ แต่จง​เฝ้า​ระ​วัง​อยู่​ทุก​เวลา จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อให้เรา​จะ​มี​กำ​ลัง​รอด​พ้น​เหตุ​การณ์​ทุก​อย่าง​ที่​จะ​เกิด​ขึ้น​นั้น​ได้

5.@ ได้เวลา ละสายตาจากสิ่งของในโลก เตรียมตัวต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซูได้แล้ว

คำคม

“ถ้าห่วงชีวิตนี้มากไป จะพลาดโอกาสเตรียมสำหรับชีวิตหน้า”

ขุมทรัพย์ ลูกา 20

ภาพรวม

  • พวกผู้นำศาสนามาถามพระเยซูด้วยคำถามเพื่อจับผิด ซึ่งก็ไม่สามารถหาช่องจับผิดพระองค์ได้เลย พระองค์ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า ที่พวกเขาคิดว่าตนเชี่ยวชาญและเข้าใจในพระคำของพระเจ้า ความจริงแล้ว เขายังไม่เข้าใจอย่างแท้จริง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพวกผู้นำทางศาสนามาถามพระเยซูว่า พระองค์มีสิทธิอะไรที่ขับ​ไล่​พวก​พ่อค้า​ออก​จาก​พระวิหารและทำการอัศจรรย์ต่างๆ
พระเยซูไม่ได้ให้คำตอบแก่พวกเขา แต่ถามพวกเขากลับ เรื่องยอห์นผู้ให้บัพติศมา เพื่อให้พวกเขารู้ตัวเองว่า พวกเขาไม่พร้อมสำหรับคำตอบที่พระเยซูจะตอบ
เพราะทั้งที่รู้ว่ายอห์นมาจากพระเจ้า พวกเขาก็ยังไม่เชื่อยอห์น
หากพระเยซูตอบว่า สิทธิอำนาจนี้มาจากพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่เชื่อพระเยซูอยู่ดี

1.@  พระเจ้าปรารถนาที่จะเปิดเผยสำแดงน้ำพระทัยของพระองค์แก่เรา
แต่บางครั้งเราเองยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดเผยนั้นพระองค์จึงยังไม่ได้ทรงเปิดเผยแก่เรา

หากเรายังไม่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปดีในสถานการณ์ตอนนี้
ให้เราแสวงหาพระองค์ อ่านพระคำของพระองค์ รอคอยพระองค์
พระเจ้าทรงสำแดงแก่เราในเวลาที่เหมาะสมที่สุดอย่างแน่นอน
แสวงหาพระเจ้า และ รอคอยพระองค์

2.# พระเยซูตรัสอุป​มา​เรื่อง​สวน​องุ่น​และ​คน​เช่า เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่พวกผู้นำศาสนาได้ทำ
– เจ้าของสวน หมายถึง พระเจ้า
– สวนองุ่น หมายถึง อิสราเอล หรือ การเป็นประชากรของพระเจ้า
– ผู้เช่าสวน หมายถึง ผู้นำศาสนาของอิสราเอล
– ทาสที่เจ้าของสวนส่งมา หมายถึง บรรดาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า
– บุตรชายเจ้าของสวน หมายถึง พระเยซู
– การทำลายคนเช่าสวนเหล่านั้น หมายถึง การที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลายใน คศ.70 และอิสราเอลก็จะสิ้นชาติตั้งแต่นั้น จึงถึงเวลาที่กำหนด
– คนอื่นที่จะเข้ามาเช่าแทน หมายถึง อัครสาวกและคริสเตียนทั้งหลาย ที่จะเข้ามาดูแลสิทธิการเป็นประชากรของพระเจ้าแทนผู้นำศาสนาเหล่านั้น โดยผ่านการประกาศข่าวประเสริฐ เมื่อประกาศให้ใครแล้วคนนั้นเชื่อ คนนั้นก็จะได้เข้ามาเป็นประชากรของพระเจ้า เป็นสวนองุ่นของพระองค์

2.@ เหตุที่ชาวสวนถูกทำลาย เพราะพวกเขาไม่ต้องการตอบแทนอะไรแก่เจ้าของสวน และต้องการยึดสวนนั้นมาเป็นของพวกเขาเอง

วันนี้ พระเจ้าประทานสิ่งต่างๆให้แก่เราดูแล เราได้ใช้สิ่งนั้นถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่?
หรือเรากำลังใช้เพื่อเราเองเท่านั้น?
เรากำลังยึดสวนเป็นของเราเอง ทำประโยชน์เพื่อเราเอง อยู่หรือเปล่า?

จงเรียนรู้จากคนเช่าสวนเหล่านั้น และอย่าทำตามอย่างพวกเขา

3.# พวกผู้นำศาสนาส่งคนมาจับผิดพระเยซู โดยแสร้งยกย่องชมเชยพระเยซู แล้วถามคำถามเพื่อหาเหตุจับพระเยซูส่งให้ทหารโรม หรือทำลายความนับถือของประชาชนต่อพระเยซู
หากพระเยซูสนับสนุนการเสียส่วย ประชาชนก็จะเกลียดชังพระองค์
หากไม่สนับสนุนก็จะผิดกฏหมายโรม
แต่พระเยซูทรงหยั่งรู้อุบายของเขา
พระองค์จึงตอบพวกเขาด้วยกฏฝ่ายวิญญาณซึ่งเป็นจริงทั้งในฝ่ายวิญญาณและฝ่ายโลกนี้
คือ ของของใครก็ควรใช้เพื่อประโยชน์แก่ผู้นั้น

3.@ สิ่งที่เรามีทั้งหมดในวันนี้เป็นของที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราทั้งสิ้น
ดังนั้น เราควรใช้ทุกสิ่งที่เป็นของพระเจ้า ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และรับใช้พระองค์

4.# พวกสะดูสีไม่เชื่อเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย จึงพยายามมาถามเพื่อจับผิดพระเยซูในเรื่องนี้
พระเยซูทรงอธิบายให้พวกเขาฟังว่า การเป็นขึ้นมาจากความตายมีจริง มีบอกในพระคัมภีร์แล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่ได้สังเกต หรือยังไม่เข้าใจเท่านั้นเอง

4.@ สิ่งที่พระคำของพระเจ้าบอกไว้ บางอย่างเราอาจจะไม่เข้าใจ ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร
นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่เกิดขึ้น
เพียงแค่ความเข้าใจของเรายังไม่มากเพียงพอจึงไม่เข้าใจ ก็เท่านั้นเอง
แต่อย่างไรก็ตามมันก็จะเกิดขึ้นอยู่ดีไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม

5.# พระเยซูทรงสอนว่า ​”จำ​เพาะ​พระ​เจ้า​ทุก​คน​ยัง​เป็น​อยู่”

5.@ ความตาย​เป็น​เพียงแต่​การ​เปลี่ยน​ความสัมพันธ์​กับพระเจ้า แบบหนึ่ง ไปสู่​ความสัมพันธ์​อีก​แบบ​หนึ่ง​เท่านั้นเอง

6.# พระเยซูทรงถามพวกผู้นำศาสนา โดยยก สดด. 110:1 ถึงความสัมพันธ์ของพระคริสต์ และ กษัตริย์ดาวิด ซึ่งทำให้พวกเขางงงันเป็นอย่างมาก
พวกเขาไม่อาจเข้าใจข้อนี้ได้ นอกจากจะเชื่อว่า พระเยซูผู้เป็นเชื้อสานของดาวิด เป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ เท่านั้น

6.@ เราไม่อาจเข้าใจพระคำของพระเจ้าได้ หากเราไม่ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์

เราไม่อาจมีประสบการณ์กับพระเยซู ในความเป็นพระเจ้าของพระองค์ได้ นอกจากเราต้อนรับพระเยซูเข้ามาเป็นเจ้านายในชีวิตของเราอย่างแท้จริงเท่านั้น

7.# พระเยซูทรงสอนเหล่าสาวกว่า ให้ระมัดระวังที่จะไม่ทำตามอย่างคนหน้าซื่อใจคต ที่การแสดงภายนอกทำตัวเป็นคนดี แต่ภายในเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว พร้อมที่จะสำแดงความเห็นแก่ตัวออกมาทันทีที่มีโอกาส

7.@ พระเยซูเตือนให้ระวัง เพราะว่าเรามีโอกาสและมีแนวโน้มที่จะทำตามคนเหล่านั้นที่ดูดี ดูเหมือนมีหน้ามีตาในสังคม ทั้งที่วิถีชีวิตของเขาขัดแย้งกับพระคำของพระเจ้า

เราควรสำรวจตนเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราทำอยู่ในวันนี้ทำตามชาวบ้าน หรือทำตามพระคำของพระเจ้า

คำคม

“รู้พระคำ แต่ไม่ทำตาม สิ่งที่รู้นั้นก็ไร้ค่า”

ขุมทรัพย์ ลูกา 19

ภาพรวม

  • บทนี้ผูกร้อยเรียงกันอย่างสวยงาม
  • พระเยซูมาเพื่อแสวงหาและช่วยคนที่หลงหายให้รอด ไม่ว่าคนนั้นจะบาปขั่วสักเพียงใด หากผู้ใดแสวงหาพระองค์จะพบพระเมตตาจากพระองค์ อย่างเช่น ศักเคียส
  • ถ้าผู้ใดไม่แสวงหาพระองค์ ไม่ต้อนรับพระองค์ ผู้นั้นจะถูกพิพากษาลงโทษ
  • ส่วนผู้ที่เชื่อในพระองค์ สมควรที่จะใช้สิ่งที่ได้รับมากมายนั้นปรนนิบัติรับใช้พระองค์
  • ซึ่งหากเขาไม่รับใช้พระองค์ พระองค์ก็สามารถใช้สิ่งอื่นรับใช้พระองค์ได้อยู่ดี แม้แต่ก้อนหิน แต่เขาจะขาดบำเหน็จและถูกตำหนิ
  • โดยที่การรับใช้พระเจ้านั้นก็คือ การใช้พระวิหารของพระเจ้า คือร่างกายของเรานั้น ถวายเกียรติแด่พระเจ้า นั่นเอง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ศักเคียส คนบาปผู้เป็นที่รังเกียจของสังคม อยากพบพระเยซู จึงพยายามอย่างเต็มที่ที่จะพบกับพระเยซู
เพียงเท่านั้น ก็มากพอให้ พระเยซูแวะไปพักที่บ้านเขาเพื่อเขาจะได้พบกับพระองค์อย่างเต็มที่

1.@  หากเราปรารถนาจะพบกับพระเจ้า อยากรู้จักพระองค์มากขึ้น แล้วเริ่มลงมือแสวงหาพระองค์อย่างจริงจัง เราจะได้พบกับพระองค์อย่างแน่นอน

2.# พระเยซูบอกศักเคียสว่าจะไปพักที่บ้านของเขา แล้วเขาก็กลับใจใหม่ ยอมบริจาคของให้คนจนและคืนเงินคนที่โกงมา ในทันที
ศักเคียสได้สัมผัสความเมตตาของพระเจ้าก่อน ด้วยการเชื่อในคำพูดของพระเยซู
ทั้งที่วินาทีนั้น พระเยซูยังไม่ได้ไปถึงบ้านเขาเลย แต่เขาก็กลับใจใหม่แล้ว

2.@ วันนี้เราสามารถสัมผัสความรักและพระเมตตาของพระเจ้าได้ ด้วยการเชื่อในพระคำของพระองค์ แล้วโดยการสัมผัสความรักเมตตาของพระเจ้านี้ จะทำให้เรากลับใจใหม่อย่างแท้จริง
วิธีกลับใจใหม่ ก็คือ เข้าใกล้พระเจ้า อ่าน/ฟัง พระคำของพระองค์ แล้วเชื่อ จากนั้นด้วยการสัมผัสพระเมตตาของพระเจ้า จะนำเราไปสู่การกลับใจใหม่

3.# พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่อเงินสิบมินา เพื่อบอกให้ประชาชนรู้ว่า พระองค์จะจากไปแล้วจะกลับมาพิพากษาโลก
– เจ้านายจะไปเมืองไกลเพื่อรับอำนาจปกครอง หมายถึง พระเยซูจะจากโลกนี้ไป
– ชาวเมืองเกลียดเจ้านายนั้น ไม่ต้องการให้ปกครอง หมายถึง ผู้ปฏิเสธไม่ต้อนรับพระเยซูเข้ามาปกครองในชีวิตของเขา
– ทาส 10 คน หมายถึง ผู้เชื่อทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นผู้รับใช้ของพระองค์
– เงิน 10 มินา มีค่าเท่ากับค่าแรงคนงานประมาณ 1,000 วัน ซึ่งถือว่ามากพอสมควร หมายถึง พระเจ้าทรงประทานสิ่งต่างๆให้แก่ผู้เชื่อมากเพียงพอที่จะรับใช้พระองค์
– ทาสที่นำเงินไปค้าขายได้กำไร หมายถึง ผู้เชื่อที่นำสิ่งที่พระเจ้าประทานให้มารับใช้พระองค์ จะได้รับบำเหน็จและความชมเชย
– ทาสที่เอาเงินไปฝังดิน หมายถึง ผู้เชื่อที่ไม่ใช้สิ่งที่ตนได้รับมาเพื่อปรนบิบัติรับใช้พระเจ้า จะขาดบำเหน็จ และจะถูกตำหนิ
(ดูเหมือนว่า ถ้าผู้ใดมีแล้วไม่นำมารับใช้พระเจ้า พระองค์ก็จะเอาสิ่งที่เขามีนั้นไปจากเขาเสีย)
– พวก​ศัตรู​ของ​เรา​ที่​ไม่​ต้อง​การ​ให้​​ปก​ครอง​นั้น หมายถึง ผู้ไม่เชื่อซึ่งจะต้องถูกพิพากษาและพบกับความตายชั่วนิรันดร์

3.@ สิ่งที่เรามีอยู่เมื่อนำมารับใช้พระเจ้า จะได้รับเพิ่มพูน
แต่หากเก็บเอาไว้ ใช้เพื่อตนเองหรือสิ่งอื่นเท่านั้น ที่อยู่นั้นก็จะถูกเอาไปจากเราเสีย

วันนี้ เราจะหวงสิ่งที่เรารัก ไว้สำหรับเราเอง หรือมอบถวายแด่พระองค์?

4.# เมื่อพวกฟาริสีบอกให้พระเยซูห้ามบรรดาคนที่กำลังยกย่องพระเยซูในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงลูกลาเข้าเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิตนั้น
พระเยซูตอบพวกเขาว่า แม้คนพวกนี้จะเงียบ แต่ก้อนหินก็ยังจะส่งเสียงร้องสรรเสริญพระองค์อยู่ดี

4.@ หากเราไม่ยอมรับใช้พระเจ้า แผนการของพระเจ้าก็ยังจะสำเร็จอยู่ดี เพียงแต่เราจะไม่มีส่วนร่วมในความสำเร็จนั้นเท่านั้นเอง

5.# พระเยซูทรงตำหนิพวกค้าขายในพระวิหารว่า นิเวศ​ของ​เรา​ควร​จะ​เป็น​นิเวศ​อธิษ​ฐาน
แต่​พวก​เขากลับ​ทำ​ให้​เป็น​ถ้ำ​ของพวก​โจร

5.@ 1คร. 3:16 “ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้​แล้ว​ไม่​ใช่​หรือ​ว่า​พวก​ท่าน​เป็น​วิ​หาร​ของ​พระ​เจ้า และ​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระ​เจ้า​สถิต​อยู่​ใน​พวก​ท่าน?”

วันนี้ เราใช้พระวิหารของพระเจ้า ทำอะไร?
ใช้แสวงหาผลประโยชน์ ใช้แสวงหาความสุขสำราญ ให้แก่ตัวเอง
หรือ
ใช้แสวงหาพระเจ้า ใช้ปรนนิบัติพระเจ้า ผู้เป็นเจ้าของวิหารนี้

คำคม

“ ยิ่งเก็บยิ่งหาย ยิ่งรับใช้ยิ่งเพิ่มทวี ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 18

ภาพรวม

  • ในบทนี้ทั้งบทผูกกันอย่างสวยงามดังนั้น
  • พระเจ้าจะประทานความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ขอแน่นอน
  • แต่เมื่อความยุติธรรมเกิดขึ้น เราจะได้พรหรือการลงโทษกันแน่
  • ฟาริสี เข้าใจผิดคิดว่าเขาชอบธรรม แต่คนเก็บภาษีรู้ตัวว่าเขาอธรรม จึงขอความเมตตาแทนความยุติธรรม
  • คนที่จะรับพระเมตตา คือ คนที่เชื่อเหมือนเด็กเล็กๆ
  • ขุนนางที่ร่ำรวยไม่ได้เชื่อเหมือนเด็กๆ จึงไม่อาจเข้าสวรรค์ได้
  • พวกสาวกเชื่อวางใจในพระเยซูเหมือนเด็กเล็กๆ สละทุกสิ่งตาม พระเยซูมา พวกเขาจึงเข้าสวรรค์ได้
  • แต่การที่พวกเขาจะได้สิทธิเข้าสวรรค์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เกิดจากการที่พระเยซูต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม
  • ดังนั้น ใครก็ตามที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ร้องทูลขอพระเมตตาจากพระองค์(เหมือนชายตาบอดนั้น) และติดตามพระองค์ไป จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูยกตัวอย่างคำอุปมาเรื่องหญิง​ม่ายและ​ผู้​พิพาก​ษา​อธรรม เพื่อสอนว่า ​ควร​อธิษ​ฐาน​อยู่​เสมอ​และ​ไม่​อ่อน​ระอา​ใจ

1.@  ใน มธ. 6:7 “แต่​เมื่อ​พวก​ท่าน​อธิษ​ฐาน อย่า​พูด​พล่อยๆ ซ้ำ​ซาก เหมือน​บรร​ดา​คน​ต่าง​ชาติ​เพราะ​เขา​คิด​ว่า​พูด​มาก​หลาย​คำ พระ​จึง​จะโปรด​ฟัง”

ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรอธิษฐานบ่อยๆ
พูดพล่อยๆซ้ำซาก เหมือนคนต่างๆชาติ หมายถึง อธิษฐานแบบสวดมนต์ซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็ไม่เข้าใจความหมายที่สวดนั้น หรือต่อให้เข้าใจก็ไม่ได้คิดหรือรู้สึกตามที่พูด จึงเรียกว่าพูดพล่อยๆ

ในลก.บทที่ 18 นี้ ชี้อย่างชัดเจนว่า เราควรอธิษฐานบ่อยๆไม่ลดละ

2.# คำอุปมาเรื่องหญิง​ม่ายและ​ผู้​พิพาก​ษา​อธรรมนั้น พระเยซูชี้ให้เห็นว่า ขนาดผู้พิพากษาอธรรม ยังทนไม่ได้เลย หากถูกขอร้องอย่างไม่ลดละ
ดังนั้นพระบิดาผู้ที่รักเราอย่างที่สุด มีหรือจะรอช้าที่จะตอบคำอธิษฐานของเรา

2.@ ให้เราอธิษฐานอย่างไม่ลดละ เพราะพระเจ้าจะประทานความยุติธรรมแก่เราอย่างแน่นอน
นั่นคือ ถ้าสิ่งที่เราทูลขอนั้นเราสมควรจะได้รับหรือมีสิทธิที่จะได้รับ พระองค์จะประทานให้แก่เราอย่างแน่นอน

3.# พระเจ้าจะประทานความยุติธรรมแก่ผู้ที่ร้องทูลขอต่อพระองค์อย่างแน่นอน
ปัญหาสำคัญไม่ใช่อยู่ตรงที่ พระเจ้าจะไม่ประทานความยุติธรรมให้ แต่อยู่ตรงที่หากตัดสินอย่างยุติธรรม เราจะพ้นโทษได้หรือ?
หากปราศจากพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้รับโดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราคงไม่สมควรที่จะได้รับพระพรอย่างแน่นอน
พระเยซูจึงสอนว่า สิ่งที่ขาดหายไปไม่ใช่ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า แต่เป็นความเชื่อของมนุษย์

3.@ วันนี้ เมื่อเราอธิษฐานทูลขอสิ่งใด ถ้าคิดดีๆอย่างเป็นธรรมแล้ว เราจะพบว่าเราไม่คู่ควรที่จะได้รับสิ่งนั้นจากพระเจ้า
แต่หากเราเชื่อวางใจในพระเยซู เชื่อว่าโดยทางพระเยซูเราได้รับความชอบธรรมและได้สิทธิเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว
โดยความเชื่อเช่นนั้น จะทำให้เราสามารถได้รับคำตอบจากพระบิดาได้

4.# พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่อง ฟาริสีและคนเก็บภาษี เพื่อสอนว่า การเข้าหาพระเจ้านั้นควรเข้ามาด้วยท่าทีที่สำนึกผิดและถ่อมใจ
เพราะ​คน​ที่​ยก​ตัว​ขึ้น​ จะ​ถูก​เหยียด​ลง ​คน​ที่​ถ่อม​ตัว​ลง​จะ​ได้​รับ​การ​ยก​ขึ้น

4.@ ในการมาหาพระเจ้านั้น ไม่ใช่สาระสำคัญว่าเราทำดีมามากแค่ไหน หรือ เราทำผิดมากเพียงใด เพราะสิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ ท่าทีในใจของเรา ที่ถ่อมตัวลง ยอมรับผิดในสิ่งที่ตนได้ทำไป แล้วร้องขอการอภัยจากพระองค์

ไม่ว่าเราทำดีแค่ไหน เราก็ยังเป็นคนบาปที่ต้องรับการอภัย
ไม่ว่าเราทำชั่วมากเพียงใด เราก็ยังเป็นคนบาปที่สามารถได้รับการอภัย

5.# พระเยซูทรงสอนว่า ใคร​ที่​ไม่​ยอม​รับ​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ จะ​เข้า​ใน​แผ่น​ดิน​นั้น​ไม่​ได้
คนที่จะเข้าสวรรค์ได้ ต้องเชื่อเหมือนเด็กเล็กๆ คือเชื่อพระคำของพระเจ้าอย่างจริงใจ เชื่ออย่างไม่สงสัย

5.@ เมื่อพ่อบอกเด็กเล็กๆ เด็กนั้นไม่เคยสงสัยที่พ่อบอกเลย
วันนี้ เราเชื่อสิ่งที่พระคำของพระเจ้าบอกแก่เรา อย่างไม่สงสัยหรือยัง?

เช่น อสย. 41:10 อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​อยู่​กับ​เจ้า อย่า​ขยาด เพราะ​เรา​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า เรา​จะ​เสริม​กำลัง​เจ้า เรา​จะ​ช่วย​เจ้า เรา​จะ​ชู​เจ้า​ด้วย​มือ​ขวา​อัน​ชอบ​ธรรม​ของ​เรา

เราเชื่อจริงๆหรือยัง?

6.# พระเยซูทรงสอนว่า คนที่รักทรัพย์สินเงินทองก็ยากเหลือเกินที่จะเข้าสวรรค์ได้ แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ทรงสามารถทำให้เกิดขึ้นได้

6.@ ในความอ่อนแอของมนุษย์ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถทำตามมาตรฐานของพระเจ้าได้
แต่โดยพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าทรงให้มนุษย์ผ่านมาตรฐานของพระเจ้าได้ ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์และการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ไม่ว่าเราจะอ่อนแอเพียงใด หากเราเข้ามาพึ่งพระคุณของพระเจ้า เราจะพบพระเมตตาอย่างแน่นอน

7.# พระเยซูทรงสอนว่า ใครก็ตามที่สละสิ่งใดๆเพื่อพระเจ้าก็ตาม พระเจ้าจะไม่ลืมเขา พระองค์จะเป็นผู้ตอบแทนแก่เขาเอง ทั้งในยุคนี้และยุคหน้า

7.@ พระเยซูทรงสละทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา
วันนี้ เราเต็มใจที่จะสละอะไรเพื่อพระองค์บ้าง?

8.# พระเยซูทรงพยากรณ์เป็นครั้งที่ 3 ถึงการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ แต่พวกสาวกก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะว่าพระเจ้าทรงปิดซ่อนความล้ำลึกนั้นไว้ จนกว่าจะถึงเวลาสมควรที่เขาจะเข้าใจ

8.@ วันนี้ อาจทีบางอย่างที่เรายังไม่เข้าใจ ให้เรารู้เถิดว่าพระเจ้าทรงมีเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเปิดเผยให้เราเข้าใจ
จงรอคอย การเปิดเผยจากพระองค์อย่างวางใจ

9.# ชายตาบอดที่เมืองเยรีโค เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮา(คนยิว เรียกว่า บุตรดาวิด) และเชื่อว่าพระเยซูทรงทำให้ตาของเขาหายบอดได้
ด้วยความเชื่อนี้ พระองค์ทรงรักษาเขาให้หาย

9.@ วันนี้ เราเชื่อจริงๆไหมว่า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้ทรงสามารถกระทำทุกสิ่งได้? และเชื่อไหมว่า พระเยซูทรงช่วยเราผ่านพ้นปัญหาที่เผชิญอยู๋นี้ได้?
หากเชื่อ จงร้องทูลต่อพระองค์ด้วยความเชื่อนั้นเถิด

คำคม

สิ่ง​ที่​มนุษย์​ทำไม่ได้ พระ​เจ้า​ทรง​ทำ​ได้ “

ขุมทรัพย์ ลูกา 17

ภาพรวม

  • บทนี้พระเยซูทรงสอนว่า เราควรมีท่าทีที่ถูกต้องในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า คือการทำด้วยจิตใจที่สำนึกพระคุณของพระองค์ และทำอย่างกระตือรือร้นเพราะเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมานั้นใกล้เต็มทีแล้ว

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงสอนว่าการกระทำให้พี่น้องหลงผิดนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ขณะเดียวกันก็สอนว่า เมื่อมีคนมาขอการยกโทษก็จงยกโทษให้เขาเสมอ

1.@  เราอาจเคยกระทำบางอย่างทำให้พี่น้องสะดุด หรือหลงผิด นั่นคือเราได้ทำสิ่งที่ผิดร้ายแรงมาก แต่ถ้าวันนี้เรากลับใจใหม่ สารภาพต่อพระเจ้า ขอการอภัยต่อพระองค์
พระองค์ผู้ทรงสอนให้เรายกโทษให้กับทุกคนที่กลับใจ จะทรงโปรดยกโทษให้แก่เราผู้กลับใจจริงๆ อย่างแน่นอน

2.# เมื่อพวกสาวกมาขอให้พระเยซูเพิ่มควมเชื่อให้ พระองค์กลับตอบว่า ถ้ามีความเชื่อเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
ดูเหมือนพระองค์ไม่ได้ตอบ แต่ความจริงเป็นคำตอบที่ชัดเจนอย่างยิ่ง คือ
ความเชื่อเท่าที่พวกเขามีก็มากพอแล้วที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เหลือแต่เพียงพวกเขาเริ่มใช้ความเชื่อนั้น มันก็จะยิ่งพัฒนายิ่งขึ้น

2.@ วันนี้ความเชื่อที่เรามีนั้น มากเพียงพอสำหรับการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้อย่างมีชัยชนะ เพียงแต่เราเริ่มใช้ความเชื่อนั้น ด้วยการสำแดงความเชื่อออกเป็นการกระทำเท่านั้นเอง

3.# พระเยซูทรงสอนว่า ท่าทีที่ถูกต้องในการรับใช้พระเจ้า คือ ท่าทีว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้เป็นบุญคุณอะไรต่อพระเจ้าเลย เราเพียงแต่ทำหน้าที่ที่เราสมควรทำเท่านั้นเอง
คือ ทำตอบสนองต่อความรักอย่างเหลือล้นที่พระเยซูได้ทรงประทานแก่เรานั่นเอง

3.@ ท่าทีของเราในการทำสิ่งต่างๆเพื่อพระเจ้าเป็นเช่นใด?

ท่าทีที่ผิด : ฉันอุตส่าห์ทำอย่างงี้แล้วนะ ทำไมยังเจอปัญหาอีก ทำไมพระเจ้าไม่อวยพรฉัน?
ท่าทีที่ถูก : ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเกียรติให้ฉันมีโอกาสทำบางอย่างเพื่อพระองค์

4.# พระเยซูทรงรักษาโรคเรื้อนของชาย 10 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่กลับมาขอบคุณพระเยซู ทั้งที่คนนั้นเป็นชาวสะมาเรียทำให้เขามีเหตุผลมากมายที่ไม่จำเป็นต้องกลับมาขอบคุณพระเยซู
แต่เขาก็มา และพระเยซูชมเชยเขาและอวยพรเขา

4.@ เป็นการดีที่จะรับพระคุณของพระเจ้า แต่เป็นการดียิ่งกว่าที่จะไม่ลืมพระคุณของพระเจ้า ด้วยการขอบพระคุณพระองค์

วันนี้ คำอธิษฐานของเรา ทูลขอ กับ ขอบพระคุณ อันไหนมากกว่ากัน?

5.# พระเยซูทรงสอนว่า แผ่นดินของพระเจ้าจะค่อยๆเกิดขึ้นผ่านชีวิตของผู้เชื่อ (แผ่นดินของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางเรา)
แล้วต่อมา เมื่อเวลากำหนดมาถึง แผ่นดินของพระเจ้า จะปรากฏมาแบบไม่ทันรู้ตัว และทุกคนจะรู้พร้อมกันหมด (เหมือนฟ้าแลบ)

5.@ แผ่นดินของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางเราแล้ว เราสามารถอยู่ในแผ่นดินสวรรค์ได้แล้วในวันนี้ คือการมีชีวิตอยูjบนโลกนี้ อย่างมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
และวันเวลาจะมาถึง เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับมา รับเราไปอยู่ด้วยกันกับพระองค์ในฟ้าสวรรค์

วันนี้ ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้านั้น ใกล้ชิดสนิทสนมกันเพียงใด?

6.# พระเยซูสอนวิธีที่จะรู้ว่า พระองค์ใกล้จะเสด็จกลับมาแล้วหรือยัง ทำได้โดยสังเกตได้จากเมื่อเหตุการณ์ตามคำพยากรณ์ต่างๆในพระคัมภีร์เป็นจริง ก็รู้ได้ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว
(เมื่อเห็นฝูงนกแร้งวนบินอยู่ไกล เราก็พอเดาได้แล้วว่ามีซากศพอยู่บริเวณนั้น แม้ว่าเรายังไม่ได้เดินไปถึงบริเวณนั้นก็ตาม)

6.@ วันนี้ เหตุการณ์ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เกิดขึ้นเกือบครบถ้วนทั้งหมดแล้ว
เราควรรู้ตัวและตื่นตัวได้แล้วว่า “พระเยซูกำลังจะเสด็จกลับมาแล้ว!!!”

คำคม

“ พระเจ้าประทานเกียรติแก่เรา ที่ให้เราได้มีโอกาสรับใช้พระองค์”

ขุมทรัพย์ ลูกา 16

ภาพรวม

  • ในบทนี้พระเยซูทรงสอนให้คนทั้งหลายรู้ตัวว่า โอกาสที่จะเชื่อพระเจ้าและกระทำสิ่งต่างๆเพื่อพระเจ้า มีจำกัด เฉพาะช่วงอยู่ในโลกนี้เท่านั้น จงกระทำอย่างสุดกำลัง อย่างจริงใจ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่องพ่อบ้านที่ไม่ซื่อสัตย์ เพื่อสอนให้รู้ว่าทุกสิ่งในโลกนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อเราได้อีกไม่นาน
ดังนั้นเราควรรีบใช้ทุกสิ่งที่มีตอนนี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อเราในโลกหน้าซึ่งจะยาวนานชั่วนิรันดร์

1.@  พ่อบ้านไม่ซื่อสัตย์ก็เหมือนกับเรามนุษย์ทุกคนที่ทำผิดบาปและอีกไม่นานจะต้องถูกลงโทษในวันพิพากษา
หากใครที่รู้จักใช้เวลาขณะที่ยังมีโอกาส ต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ การพิพากษาก็จะไม่มีผลต่อคนนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาใช้โอกาสที่มีอยู่ในวันนี้ รับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่ นอกจากไม่ต้องรับผลของการพิพากษาเพราะเชื่อวางใจในพระเยซูแล้ว หนำซ้ำยังจะได้รับบำเหน็จมากมายสมกับการกระทำที่เขาได้ทำเพื่อพระองค์ในโลกนี้อีกด้วย

2.# พระเยซูทรงสอนว่า เรา​จะ​รับ​ใช้​พระ​เจ้า​และ​เงิน​ทอง​พร้อม​กัน​ไม่​ได้
เราไม่อาจคาดหวังบำเหน็จในสวรรค์ หากเราใช้ชีวิตในโลกนี้เพื่อปรนนิบัติเงินทอง ด้วยการทุ่มเทตลอดชีวิตเพื่อหาเงิน

2.@ บำเหน็จในสวรรค์ มีค่ายิ่งกว่า เงินทอง แบบเทียบกันไม่ได้เลย
แล้วเหตุใดเราจึง วิ่งหาเงิน มากกว่า แสวงหาบำเหน็จในสวรรค์

3.# พระเยซูทรงสอนว่า “สิ่ง​ที่​มี​คุณ​ค่า​สูง​ใน​หมู่​มนุษย์ ก็​เป็น​ที่​เกลียด​ชัง​ใน​สาย​พระ​เนตร​ของ​พระ​เจ้า”
หมายความว่า พระเจ้าทรงทราบจิตใจของมนุษย์ว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเกิดจากแรงจูงใจใด บางคนอาจจะดูเป็นที่น่ายกย่องท่ามกลางคนทั้งหลาย แต่สำหรับพระเจ้าแล้วไม่พอใจเขาเป็นอย่างมาก เช่นพวกฟาริสี เพราะพวกเขาแสร้งทำเป็นคนที่รักพระเจ้าแต่การกระทำของเขาตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง และพวกเขายังสอนบิดเบือนไปจากพระคำของพระเจ้าอีกด้วย

3.@ สิ่งที่เราทำวันนี้ คนจะชม หรือ จะตำหนิ ไม่สำคัญอะไรเลย
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า พระเจ้าชม หรือ ตำหนิ ในการกระทำของเราในวันนี้

4.# พระเยซูยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐีกับลาซารัส (น่าจะไม่ใช่คำอุปมาแต่เป็นเหตุการณ์จริง เพราะพระเยซูไม่เคยเอ่ยชื่อคนในการกล่าวคำอุปมา) เพื่อสอนว่า โอกาสที่เราจะเชื่อพระวจนะของพระเจ้า และโอกาสที่เราจะทำสิ่งดีใดๆ มีเฉพาะตอนเรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เท่านั้น
เมื่อหมดโอกาสแล้วไม่สามารถแก้ไขใดๆได้อีกเลย

4.@ สิ่งที่เราทำในโลกนี้ จะมีผลต่อเราชั่วนิรันดรกาล และจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยเมื่อเวลาหมดลง
ให้เราใช้โอกาสที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี้ เชื่อวางใจในพระเยซู และเชื่อฟังกระทำตามพระคำของพระองค์

คำคม

“ จงรีบเชื่อฟัง เมื่อโอกาสยังมี ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 15

ภาพรวม

  • ในบทนี้ พระเยซูทรงสอนให้รู้ว่า การที่คนบาปกลับใจนั้นเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ว่าเขาจะเป็นใครเมื่อกลับใจพระองค์ยินดีต้อนรับเสมอ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวกฟาริสีผู้เป็นคนบาป รังเกียจคนบาปอย่างพวกเก็บภาษี
แต่พระเยซูผู้ชอบธรรม ทรงรัก เมตตา และยินดีต้อนรับคนบาปทุกคน

1.@  วันนี้ ไม่ว่าเราผิดพลาดพลั้งไปมากเพียงใด พระเยซูไม่ซ้ำเติมเรา พระองค์ยินดีต้อนรับ พร้อมให้เรากลับใจ เริ่มต้นชีวิตใหม่เสมอ

2.# พระเยซูทรงตรัสคำอุปมาเรื่องแกะหาย เพื่อจะสอนว่า การกลับใจมีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า

2.@ สำหรับมนุษย์อาจจะรู้สึกว่า การสารภาพบาปเป็นสิ่งน่าอาย น่าเศร้า
แต่สำหรับพระเจ้า การที่มนุษย์สารภาพบาปนั้นเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะแสดงถึงการกลับใจใหม่ของคนบาป

3.# พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่องเหรียญหาย เพื่อสอนว่า คนบาปแม้จะดูเหมือนไร้ค่าสักเพียงใดก็ตาม แต่เขามีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า และเป็นเรื่องน่าปิติยินดีอย่างยิ่ง

3.@ ด้วยความผิดบาปที่เราพลาดพลั้งไปในอดีตที่ผ่านมา อาจทำให้เราดูต่ำต้อย ไร้ค่า ในสายตาของคนอื่น หรือแม้แต่ในสายตาของตนเอง
แต่เรามีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า พระเจ้าออกตามหาเรา เพื่อให้กลับใจใหม่ แล้วกลับสู่สง่าราศีอีกครั้ง

4.# พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่อง บุตรหายไป เพื่อสอนว่า เมื่อคนบาปกลับใจใหม่ หันกลับมาพระเจ้า พระองค์จะไม่ซ้ำเดิม หรือกล่าวโทษในความผิดพลาดอดีตของเขาเลย
แต่พระบิดาจะเปรมปรีดิ์อย่างยิ่ง และเตรียมพระพรมากมายสำหรับชีวิตของเขา

4.@ วันนี้ เราจะมัวนั่งจมอยู่ในความทุกข์เพราะบาปของเราอีกต่อไปทำไมเล่า จงรีบลุกขึ้นกลับไปหาพระบิดา ผู้พร้อมที่จะให้อภัย ไม่ซ้ำเติม พระองค์ได้เตรียมพระพรและการช่วยกู้ไว้สำหรับแล้ว
รีบกลับมาหาพระองค์เถิด

5.# ในคำอุปมาเรื่องบุตรหายไปนั้น ระหว่างทางที่บุตรกำลังกลับมาหาพ่อ เขาซ้อมอย่างดีที่จะกล่าวคำขอโทษพ่ออย่างสวยหรู เมื่อเขามาพบกับพ่อเขาก็ได้พูดตามที่ซ้อมมา
แต่ปรากฏว่าพ่อไม่สนใจคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อยว่าจะสวยหรูหรือไม่
พ่อสุดแสนดีใจ รู้อยู่อย่างเดียวลูกของฉัน​ตาย​ไป​แล้ว​แต่​กลับ​เป็น​ขึ้น​อีก หาย​ไป​แล้ว​แต่​ยัง​ได้​พบ​กัน​อีก

5.@ เมื่อเรากลับมาหาพระเจ้า ไม่สำคัญว่าเราจะต้องอธิษฐานอย่างครบถ้วน สวยหรูหรือไม่เพียงใด
ขอเพียงเรากลับมาหาพระองค์ด้วยจริงใจ นั่นก็เพียงพอแล้วที่พระบิดาจะรีบวิ่งมาสวมกอดเรา แล้วนำของขวัญแห่งศักดิ์ศรีมามอบให้แก่เรา
จงกลับมาหาพระเจ้าเถิด

6.# ในคำอุปมาเรื่องบุตรหายไป พี่ชายคนโตมีทุกอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ เขาอยู่ในบ้านพ่อในฐานะลูก ผู้จะได้รับมรดกทั้งหมด แต่เขาทำตัวเหมือนเขาเป็นคนใช้ในบ้านของพ่อ เขาไม่เคยภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขามี
ดังนั้นเมื่อเห็นน้องได้รับสิ่งดีจากพ่อเขาจึงเกิดความอิจฉาน้อง

6.@ หากเรารู้จริงๆว่า สง่าราศีที่พระเจ้าทรงประทานแก่เราผู้เป็นบุตรของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่มากมายสักเพียงใด เราจะไม่มีวันอิจฉาคนอื่นผู้ได้รับพระพรจากพระเจ้าเลย
และด้วยความซาบซึ้งในสิ่งที่พระบิดาเตรียมไว้ให้แก่เรา เราจะตอบสนองพระองค์ด้วยความรัก และเราจะดีใจในทุกสิ่งที่พระบิดาชื่นใจ

คำคม

“ การสารภาพบาปไม่ใช่เรื่องน่าอาย
เป็นเรื่องน่ายินดีในสายพระเนตรของพระเจ้า”

ขุมทรัพย์ ลูกา 14

ภาพรวม

  • ในบทนี้พระเยซูใช้เรื่องงานเลี้ยงและอาหารการกิน เพื่อมาสอนให้รู้ว่า การดำเนินชีวิตที่พระเจ้าทรงพอพระทัยนั้นเป็นเช่นใด

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวกฟาริสีมองหาคนที่ทำผิดบัญญัติ แต่พระเยซูมองหาคนที่จะรับพระเมตตา

1.@  คนที่เราพบเจอในวันนี้ เราเจอคนที่ผิดทำ หรือ เจอคนที่ต้องการความรักความเมตตาจากเรา

2.# พระเยซูทรงสอนให้ถ่อมตัวลง เพราะนั่นจะนำมาซึ่งการได้รับการยกย่องจากพระเจ้า

2.@ วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำ เราพยายามยกตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น หรือ เรารอให้พระเจ้ายกเราขึ้นในเวลาที่เหมาะสม

3.# พระเยซูสอนว่า เมื่อเราทำดีกับคนที่ไม่สามารถตอบแทนเราได้ พระเจ้าจะเป็นผู้ตอบแทนเราเอง

3.@ เราอยากได้รับการตอบแทนจากพระเจ้า หรือ จาก มนุษย์?

4.# พระเยซูยกตัวอย่างคำอุปมาเรื่องงานเลี้ยงใหญ่ เพื่อจะสอนว่า พระเมตตาของพระเจ้ามีเพียงพอสำหรับทุกคน แต่เฉพาะคนที่ตอบรับพระเมตตานั้นเท่านั้น ที่จะได้รับพระเมตตา

4.@ พระเจ้าทรงประทานความรักและเมตตาแก่เราทุกคน เพียงแต่เราเชื่อไว้วางใจในพระองค์ เราก็จะได้รับพระเมตตานั้น

วันนี้ เราตัดสินใจอย่างเด็ดขาดได้แล้วหรือยัง ที่จะไว้วางใจในพระองค์สำหรับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้?

5.# พระเยซูตรัสว่า “ถ้า​ใคร​มา​หา​เรา​และ​ไม่​ชัง​บิดา​มารดา บุตร​ภรรยา และ​พี่​น้อง​ชาย​หญิง แม้​แต่​ชีวิต​ของ​ตน​เอง คน​นั้น​จะ​เป็น​สา​วก​ของ​เรา​ไม่​ได้”
หมายถึง ผู้จะติดตามพระเยซู ต้องรักพระเยซูมากกว่าคนเหล่านี้มากๆ มากจนกระทั่ง ความรักที่มีต่อคนเหล่านี้ราวกับเป็นความชัง
(แต่ถ้าใครยิ่งรักพระเยซูมากๆ พวกเขาจะยิ่งรัก บิดา มารดา บุตร ภรรยา พี่น้องชายหญิง มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกมากมายนัก)

5.@ วันนี้ มีใครที่เรารักมากกว่ารักพระเยซูหรือไม่?

วันนี้ มีใครไหมที่ถ้าพระเจ้าจะเอาเขาไปจากเรา เราไม่ยอมเด็ดขาด?

6.# พระเยซูทรงสอน ให้เราเป็นเกลือแห่งโลก ที่ไม่หมดรสเค็มไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ใดก็ตาม
หมายถึง ยังชีวิตคงดำเนินในความชอบธรรม ถึงแม้ว่าคนรอบข้างจะเต็มไปด้วยคนที่ทำสิ่งอธรรมมากมายก็ตาม

6.@ วันนี้ เรามีอิทธิต่อโลก หรือ ปล่อยให้โลกมีอิทธิพลต่อเรา

คำคม

“ หากจะติดตามพระคริสต์ ต้องให้พระคริสต์เป็นที่1ในดวงใจเท่านั้น”

ขุมทรัพย์ ลูกา 13

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการกลับใจ ก่อนที่จะสายเกินไป หันกลับจากการทำตามอย่างคนในโลกนี้ รวมถึงศาสนาพิธีทั้งหลาย หันมาสู่การกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เตรียมตัวสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงสอนว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ถ้าไม่กลับใจ ก็จะต้องพินาศเหมือนกัน

1.@  การกลับใจเป็นเรื่องของวันนี้ เราผู้เคยให้พระเยซูเป็นพระเจ้าเป็นเจ้านายในชีวิตของเรา วันนี้พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าเป็นเจ้านายในชีวิตของเราหรือไม่?

2.# พระเยซูตรัสคำเปรียบเรื่องต้นมะเดื่อที่ไม่เกิดผล เหตุที่ยังไม่ถูกตัดก็เพราะคนปลูกยังมีเมตตาต่อมัน ให้โอกาสมันอีกสักหน่อยหนึ่ง แต่ถ้าในที่สุดยังไงๆก็ไม่ยอมเกิดผลจริงๆ จะต้องถูกตัดทิ้งเสีย

2.@ หากเรากำลังเดินไปในทางแห่งการทำตามใจปรารถนาของตนเอง ดำเนินชีวิตสวนทางกับทางของพระเจ้า วันนี้พระเจ้ายังให้โอกาสแก่เราที่จะกลับใจ
แต่วันเวลาจะมาถึงเมื่อโอกาสหมดลง เมื่อนั้นแม้ต้องการกลับใจก็จะสายเกินไป

3.# นายธรรมศาลาถือว่าการปฏิบัติตามพิธีกรรมทางศาสนาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่พระเยซูแสดงให้พวกเขาเห็นว่า การสำแดงความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์สำคัญยิ่งกว่าพิธีกรรมทางศาสนา

3.@ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ พระองค์จึงทรงประทานกฏเกณฑ์ต่างๆเพื่อช่วยมนุษย์ ให้เขาดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและปลอดภัย
แต่บางคนหลงเข้าใจผิด จึงให้กฏเกณฑ์ต่างๆมาเป็นเครื่องมือในการทำร้าย ทำลาย มนุษย์ผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้น

วันนี้เราใช้พระคำของพระเจ้าเพื่อช่วยคน หรือเพื่อทำร้ายคน?

4.# พระเยซูอธิบายเรื่องแผ่นดินสวรรค์ว่า จะเริ่มจากเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสิ่งนั้นจะเพิ่มพูนมากมาย

เหมือน สาวก เพียง 120 คน ในห้องชั้นบนวันเพ็นเทคอส ขยายกลายเป็นผู้เชื่อหลายพันล้านคนทั่วโลกในปัจจุบัน

4.@ วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำเพื่อพระเจ้าอาจดูว่าเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย แต่หากเรายังคงสัตย์ซื่อในการทำสิ่งนั้นต่อไป ในเวลาอีกไม่นาน สิ่งนั้นจะกลายเป็นพระพรใหญ่โตแก่ผู้คนมากมาย

5.# พระเยซูทรงสอนว่า หนทางที่จะเข้าไปสู่สวรรค์นั้น ไม่ได้สะดวกสบาย เป็นเหมือนประตูที่คับแคบ คนที่จะเดินในทางนั้นไม่สามารถทำตามอำเภอใจของตน แต่ใช้ชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
ยิ่งไปกว่านั้นประตูเปิดออกเพียงระยะเวลาหนึ่ง พอหมดเวลาแล้วประตูแห่งสวรรค์จะปิดลง เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะพยายามมากสักเพียงใดก็จะไม่สามารถเข้าไปได้แล้ว

5.@ การเดินในหนทางของพระเจ้า จำเป็นต้องกลับใจใหม่ ยกชีวิตของเราให้เป็นของพระะเยซู แล้วเดินติดตามทางของพระองค์ไปจนชั่วชีวิต
ช่วงเวลากลับใจนี้ มีจำกัด หากเราต้องจากโลกนี้ไป หรือพระเยซูเสด็จกลับมาในพริบตา เมื่อนั้นจะหมดเวลาสำหรับการกลับใจเสียแล้ว

6.# พระเยซูพูดถึงเยรูซาเล็ม ว่า “นิเวศ​ของ​เจ้า​จะ​ถูก​ทอดทิ้ง​และ​เริศร้าง” หมายถึง เยรูซาเล็มและพระวิหารจะถูกทำลาย (เกิดขึ้นใน คศ.70)

และว่า “เจ้า​จะ​ไม่​เห็น​เรา​อีก​กว่า​เจ้า​จะ​ออก​ปาก​กล่าว​ว่า ‘ขอ​ให้​ท่าน​ผู้​เสด็จ​มา​ใน​พระ​นาม​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทรง​พระ​เจริญ’ ”
หมายถึง เยรูซาเล็มที่ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว จะกลับมีตัวตนขึ้นอีกครั้ง(เกิดขึ้นใน คศ.1948)
แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังจะไม่เห็นพระเยซู จนกว่าพระองค์จะเสด็จอีกครั้งในวันสุดท้ายนั้น (เกิดขึ้นในเร็วๆนี้)

6.@ จากสัญญาณเหตุการณ์ต่องๆที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า วันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว บัดนี้พระองค์เสด็จกลับมาได้ทุกเมื่อ

ได้เวลาหรือยัง ที่เราจะตื่นจากหลับ จากการหลงไล่จับของในโลกนี้ ที่โลกหลอกเราว่า หากอยากเป็นคนที่สมบูรณ์และพบความสุขจริงๆ ต้องได้รับสิ่งเหล่านี้ ?

ได้เวลาหรือยังที่เราจะตื่นขึ้น ใช้สิ่งที่เรามีเตรียมสำหรับนิรันดรกาลที่กำลังจะมาถึงนั้น?

คำคม

“ ประตูอันคับแคบของสวรรค์ยังเปิดอยู่ แต่จะไม่เปิดตลอดไป
จงรีบเข้ามาเมื่อโอกาสยังมี ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 12

ภาพรวม

  • ในบทนี้ พระเยซูทรงสอนให้ยำเกรงพระเจ้า ยึดมั่นในความเชื่อในพระองค์อย่างไม่หวั่นไหว และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับการเสด็จกลับมาของพระองค์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงสอนว่า ความหน้าซื่อใจคตเป็นเหมือนเชื้อ หากเรารับเข้ามาในชีวิต เก็บเอาไว้นานพอ ในที่สุดจะลุกลามออกไปจนเต็มชีวิต
ดังนั้นเราควรระมัดระวังอย่าให้เชื้อนี้เข้ามาในชีวิต และหากมันหลุดเข้ามาควรรีบกำจัดออกไป ด้วยการสารภาพบาปแล้วกลับใจใหม่

1.@  รีบกลับใจก่อนเชื้อไม่จริงใจจะลุกลาม

2.# พระเยซูทรงสอนให้เรา อย่ากลัวมนุษย์ แต่จงยำเกรงพระเจ้า

2.@ ผู้ยำเกรงพระเจ้า จะไม่เกรงกลัวมนุษย์

3.# พระเยซูทรงสอนว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในเรา จะสอนเราและช่วยเราเสมอ เมื่อเราเป็นพยานเพื่อพระองค์

3.@ อย่ากลัวที่จะเป็นพยานเพื่อพระเจ้า เพราะถ้อยคำอันลึกซึ้งจากสวรรค์ จะออกมาเมื่อเราเริ่มต้นกล่าวเท่าที่เราสามารถทำได้ก่อน

4.# พระเยซูทรงสอนว่า ใครก็ตามที่ความไว้วางใจของเขาอยู่ที่ทรัพย์สินเงินทองที่เขามี คนนั้นเป็นคนโง่เขลา

4.@ คนที่ความวางใจของเขาอยู่ในพระเจ้า ไม่ใช่อยู่ที่เงินทอง ไม่ว่าเงินของเขาจะเพ่ิ่มขึ้นหรือลดลง ก็จะไม่ส่งต่อความรู้สึกมั่นคงในชีวิตของเขาเลย

5.# พระเยซูทรงสอนว่า พระบิดาผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ทรงรักเรามาก ไม่จำเป็นต้องกระวนกระวายถึงสิ่งต่างๆในชีวิต เพราะพระองค์จะจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราอย่างแน่นอน

5.@ คนที่วางใจ จะไม่กังวล
คนที่ยังกังวล ยังไม่ได้ไว้วางใจ

จงวางใจในพระเจ้าเถิด

6.# พระเยซูทรงสอนว่า ให้เราเตรียม​ตัว​ไว้​ให้​พร้อมอยู่เสมอ เพราะ​พระเจ้าจะเสด็จกลับมาในเวลาที่เราคาดไม่ถึง

6.@ จงเตรียมพร้อม ด้วยการระมัดระวังในการใช้เวลาและการใช้ชีวิต อย่างคุ้มค่าและถวายเกียรติแด่พระเจ้า

โอกาสเดียวที่เราสามารถทำอะไรเพื่อพระเจ้าได้ คือโอกาสเมื่อเรายังอยู่ในโลกนี้

7.# พระเยซูทรงเตือนว่า ด้วยการติดตามพระองค์ จะเป็นเหตุให้บางคนไม่พอใจเรา ดังนั้นการติดตามพระเยซูจำเป็นต้องแน่วแน่และยืนหยัดตลอดวันคืนของชีวิตของเรา

7.@ วันนี้ เมื่อเราทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอาจจะมีคนไม่พอใจเรา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเกินคาดหมาย จงยึดมั่นในความเชื่อและดำเนินชีวิตในการเชื่อฟังพระองค์ตลอดไป

8.# พระเยซูสอนว่า เมื่อสังเกตเมฆก็รู้ว่าฝนจะตก เมื่อเราสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกวันนี้ เราย่อมสังเกตได้ว่าวันพิพากษานั้นใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว

8.@ มีแต่คนที่พยายามหลอกตัวเองเท่านั้น จึงจะไม่สังเกตเห็นว่าวันพิพากษาใกล้จะมาถึงแล้ว

9.# พระเยซูทรงสอนว่า การปรองดองจะนำผลดีมาสู่ชีวิต แต่การไม่ยอมอภัยจะนำภัยมาสู่ชีวิต

9.@ อย่าเก็บการไม่อภัยไว้ เพราะมันเป็นยาพิษทำลายชีวิตของเรา

คำคม

ใน​เวลา​ที่​เราไม่​คิด​ไม่​ฝัน​นั้น พระเยซูคริสต์จะ​เสด็จ​มา

ขุมทรัพย์ ลูกา 11

ภาพรวม

  • ในบทนี้พระเยซูสอนว่า คนที่แสวงหาพระเจ้าอย่างร้อนรนและด้วยความเชื่อจริงใจจะได้พบกับพระเมตตาของพระองค์ แต่คนที่ไม่เชื่อหรือไม่จริงใจต่อพระเจ้า จะพบกับการพิพากษาของพระองค์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงสอนให้พวกสาวกอธิษฐาน ด้วยการจดจ่อที่พระประสงค์พระบิดา แล้วทูลขอสิ่งที่ตนปรารถนา แล้วทูลขอสิ่งที่พระบิดาปรารถนาให้เขาทำ

1.@  การอธิษฐานควรจดจ่อที่พระประสงค์ของพระเจ้า มากกว่าความปรารถนาของตัวเราเอง

2.# พระเยซูยกตัวอย่างคำเปรียบเทียบเพื่อจะสอนว่า หากเราทูลขอด้วยความเชื่อ และด้วยความเพียร เราจะได้รับคำตอบอย่างแน่นอน

2.@ พระบิดาจะประทานสิ่งดีที่สุดแก่เราผู้เป็นลูกของพระองค์ ผู้ทูลขอต่อพระองค์ด้วยความเชื่อ โดยไม่อ่อนระอาใจทั้งกลางวันและกลางคืน อย่างแน่นอน
จงทูลขอเถิด!!!

3.# มีบางคนกล่าวหาพระเยซูว่า ที่พระเยซูขับผีออกด้วยฤทธิ์เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น เป็นการขับผีออกด้วยฤทธิ์เดชของนายผี
พระเยซูจึงสอนพวกเขาว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะการที่จะจัดการกับวิญญาณชั่วนั้น ต้องใช้การต่อสู้ด้วยกำลังที่เหนือกว่า
จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยพวกเดียวกันกับผี
แต่เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด

3.@ วันนี้ การจัดการกับการโจมตีของวิญญาณชั่ว ไม่สามารถใข้การประนีประนอมได้ แต่ต้องใข้การต่อสู้ ต่อต้านมันด้วยฤทธิ์อำนาจที่เหนือกว่า คือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
เราทั้งหลายมีฤทธิ์อำนาจนั้น ดังนั้นอย่าอ่อนข้อให้มัน ต่อสู่กับมันในพระนามพระเยซู และเราจะมีชัยชนะอย่างแน่นอน

4.# คนที่ได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าจัดการกับมารในชีวิต แล้วก็ละทิ้งพระเจ้าไปอย่างไม่สำนึกพระคุณ ในที่สุดแล้วมารจะกลับมาโจมตีเขาอีกและโจมตีหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะเขาหนีจากการปกป้องของพระเจ้า จึงทำให้เหตุการณ์ในชีวิตของเขาตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิม

4.@ วันนี้ เราลืมพระคุณของพระเจ้าที่ทรงช่วยกู้เราในอดีตที่ผ่านมา โดยไม่สนใจใยดีต่อพระองค์อยู่หรือเปล่า?

5.# พระเยซูทรงสอนว่า ผู้ที่มีความสุขแท้ ยิ่งกว่าได้เป็นมารดาของพระเยซู ก็คือ ผู้ที่ฟังและกระทำตามพระคำของพระเจ้า

5.@ วันนี้ เมื่อเราได้ยินพระคำของพระเจ้าแล้ว เราตอบสนองอย่างไร?

เราพบความสุขแท้แล้วหรือยัง? ความสุขที่ได้ทำตามพระคำของพระเจ้า ถึงแม้ว่าจะขัดแย้งกับความปรารถนาในใจของเราก็ตาม

6.# พระเยซูทรงสอนว่า คนที่ชั่วร้าย ได้แก่คนที่แสวงหาหมายสำคัญตามที่ตนต้องการเท่านั้น ทั้งที่พระเยซูทำอัศจรรย์มากมายให้พวกเขาเห็น พวกเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี

6.@ พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์มากมายในชีวิตของเราและชีวิตของคนทั้งหลาย นั่นเพียงพอหรือยังที่เราจะเชื่อวางใจในพระองค์สำหรับเหตุการณ์ในวันนี้

7.# พระเยซูทรงเตือนว่า “ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ความ​สว่าง​ที่​อยู่​ใน​ตัว​ท่าน​กลาย​เป็น​ความ​มืด” แสดงว่า ความสว่างในชีวิตของเราสามารถกลายเป็นความมืดได้
เราสว่างได้ด้วยการมีความสัมพันธ์กับพระคริสต์ ดังนั้นต่อให้เราได้เชื่อว่าเป็นคริสเตียนแต่ไม่มีความสัมพันธ์กับพระคริสต์ ความสว่างในเราก็กลายเป็นความมืดได้
เหมือนหลอดไฟสว่างได้เพราะเสียบปลั๊ก หากดึงปลั๊กออกหลอดไฟนั้นก็หมดความสว่าง

7.@ เราควรระมัดระวังตัว คอยตรวจสอบตนเองอยู่เสมอว่า วันนี้ชีวิตของเรายังเป็นแสงสว่างท่ามกลางสังคมที่มืดมนอยู่หรือไม่?
ถ้าไม่ จงรีบกลับมามีความสัมพันธ์กับพระเยซูโดยด่วน

8.# พระเยซูทรงกล่าวโทษพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ เพราะว่าพวกเขาหน้าซื่อใจคต คำพูดและการดำเนินชีวิตของพวกเขาสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

8.@ วันนี้ เราผู้ได้ชื่อว่าลูกของพระเจ้า เราดำเนินชีวิตเหมือนลูกของพระเจ้า หรือ เหมือนลูกของมาร?

คำคม

“ จงระวังตัวอยู่เสมอ อย่าให้ชีวิตที่เคยสว่างของเรามืดไป”

ขุมทรัพย์ ลูกา 10

ภาพรวม

  • บทนี้อธิบายการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ได้แก่การประกาศข่าวประเสริฐ การสำแดงความรักต่อเพื่อนบ้าน การปรนนิบัติรับใช้ในงานด้านต่างๆ และการมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเยซู
  • และดูเหมือนพระเยซูจะสรุปว่า งานรับใช้ที่ดีที่สุด ก็คือ การมีความสัมพันธ์กับพระเยซู นั่นเอง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  นอกจากอัครสาวก 12 คนแล้ว พระองค์ยังส่งสาวกอีก 72 คนออกไปล่วงหน้า เพื่อประกาศในเมืองต่างๆล่วงหน้าก่อนที่พระเยซูจะเสด็จไป
พระเยซูสอนเขา
– ให้อธิษฐาน ขอพระบิดาส่งคนงานมาร่วมรับใช้มากยิ่งขึ้นอีก
– ให้วางใจในการจัดเตรียมของพระเจ้าระหว่างที่รับใช้
– ให้ทำการนั้นอย่างเร่งด่วนไม่เยินเย้อ (อย่าคำนับใครตามทาง ธรรมเนียมยิวเมื่อทักทายแล้วก็จะเชิญไปทานอาหารที่บ้านด้วย ทำให้เสียเวลามาก)
– ให้ทำด้วยสิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงประทานให้

1.@  เมื่อเรารับใช้พระเจ้า จงอธิษฐานขอการสนับสนุนจากพระองค์ จงเชื่อวางใจในพระองค์ และจงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์

2.# พระเยซูสอนว่า เมืองที่ทำบาปแต่ก็ยังได้เห็นการอัศจรรย์จากพระเจ้าแล้วยังไม่กลับใจ เมืองนั้นจะมีโทษหนักกว่าเมืองอื่นๆที่ทำบาป

2.@ คนบาปทุกคนต้องรับการพิพากษาการกระทำของตน
แต่คนบาปที่ได้เห็นการช่วยกู้จากพระเจ้าแล้ว ยังใจแข็งกระด้างไม่ยอมกลับใจ นอกจากจะต้องรับโทษเพราะเหตุการกระทำชั่วของตนแล้ว ยังต้องรับโทษของการที่มีใจแข็งกระด้างอีกด้วย

พระเจ้าไม่พอพระทัยเมื่อเราใจแข็งกระด้างต่อพระคุณของพระเจ้าที่ทรงสำแดงแก่เรา

วันนีี้สิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิิ์เตือนเรา ก็เพื่อให้เรากลับใจ อย่ามีใจแข็งกระด้างต่อการเตือนของพระองค์

3.# พระเยซูทรงสอนพวกสาวก 72 คนที่กลับมาจากการรับใช้อย่างเกิดผลว่า การรับใช้ด้วยสิทธิอำนาจอย่างเกิดผลน่าชื่นใจก็จริง แต่มีสิ่งที่น่าชื่นใจยิ่งกว่า คือ ชื่อของพวกเขาจดไว้ในสวรรค์แล้ว พวกเขาจะได้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอน

3.@ เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ชื่อของเราถูกจดไว้ในสวรรค์แล้ว เราจะได้ไปสวรรค์อย่างแน่นอน

ดังนั้นไม่ว่าเราจะได้รับอะไรหรือสูญเสียอะไร ก็ไม่ควรให้สิ่งเหล่านั้นมาขโมยความชื่นชมยินดีอันยิ่งใหญ่นี้ไปจากเราได้

4.# พระเยซูทรงสอนพวกสาวกว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกเขานั้นเป็นพระพรยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา บรรดาผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายและกษัตริย์หลายองค์อยากได้ยินและอยากเห็น แบบพวกเขา แต่คนเหล่านั้นก็ไม่มีโอกาส

4.@ วันนี้ เราเองเป็นผู้รับพระพรยิ่งใหญ่ เพราะคนชอบธรรมมากมายในอดีตอยากมีประสบการณ์กับพระเจ้าแบบที่เราสามารถมีได้ แต่คนเหล่านั้นไม่มีโอกาสอย่างเรา

วันนี้เรามีสิทธิพิเศษสามารถอธิษฐาน พูดคุยกับพระเจ้าได้อย่างใกล้ชิดสนิทสนม โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์

วันนี้เราได้ใช้สิทธิพิเศษนี้มากเพียงใด?

5.# พระเยซูสอนเรื่องรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ด้วยการยกตัวอย่างเรื่องชาวสะมาเรียใจดี
หาก”ตัวเราเอง” เป็นคนที่มาพบว่า “ตัวเราเอง” ถูกทำร้าย ทิ้งไว้ให้ใกล้ตายข้างทางเช่นนั้น
สิ่งที่เราทำ เราคงทำเหมือนกับที่ชาวสะมาเรียคนนี้ทำกับชายคนนั้นเป็นแน่ หรืออาจจะทำมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

5.@ วิธีที่จะช่วยเราให้ตัดสินใจว่า ควรจะทำอะไร อย่างไรกับเพื่อนบ้านของเรา ก็คือ
ลองจินตนาการดูว่า ถ้า “ตัวเรา” พบว่า “ตัวเรา” กำลังประสบเหตุการณ์อย่างที่เพื่อนบ้านของเรากำลังประสบ เราจะทำอย่างไร

จงทำอย่างนั้นเถิด

6.# มารธาและมารีย์ รักเคารพพระเยซู
มารธาสำแดงออกด้วยการปรนนิบัติพระเยซูอย่างเต็มกำลัง
มารีย์สำแดงออกด้วยการตั้งใจฟังสิ่งที่พระเยซูตรัสอย่างเต็มที่
พระเยซูบอกว่า มารีย์ได้เลือกทำส่วนที่ดีที่สุด

6.@ การรับใช้พระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่พระเจ้าปรารถนาจากเรามากที่สุด คือการที่เราจะใช้เวลากับพระองค์ มีความสัมพันธ์กับพระองค์

หากจำเป็นต้องหยุดรับใช้ เพื่อจะสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น ก็จงทำเถิด
เพราะเมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าแล้ว จะทำให้เรารับใช้ได้อย่างเกิดผลสูงสุด

คำคม

“การรับใช้ที่มีค่าที่สุด คือ การมีความสัมพันธ์กับพระองค์ผู้ที่เราประสงค์จะรับใช้”

ขุมทรัพย์ ลูกา 9

ภาพรวม

  • ในบทนี้ชี้ให้เห็นว่า การเป็นสาวกของพระเยซู ติดตามพระองค์นั้น จำเป็นต้องมีความเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง และก็ต้องจริงจังเดินไปในเส้นทางแห่งความเชื่อนั้นตลอดวันคืนของชีวิต

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูส่งสาวก 12 คนออกไปประกาศ ประทานสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชแก่พวกเขา แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องเอาไปเองเพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จคือ “ความเชื่อ”
พระเยซูเพิ่มคำสั่งที่ทำให้พวกเขาต้องใช้ความเชื่อ เพื่อความเชื่อของพวกเขาจะได้พัฒนา คือ อย่าเอาสิ่งของสำรองติดตัวไปด้วย
เมื่อพวกเขาเชื่อฟัง ทำตาม ออกไปด้วยความเชื่อและสิทธิอำนาจ จึงเกิดผลมากมาย

1.@  วันนี้ พระเจ้าประทานสิทธิอำนาจแก่เราแล้ว เพื่อเราจะมีชัยเหนือโลกนี้และสถานการณ์ต่างๆ สิ่งที่จำเป็นที่เราต้องมีเพื่อให้สิทธิอำนาจที่เรามีนั้นเกิดผลสำเร็จ คือ ความเชื่อ
ให้เราเชื่อวางใจในพระคำของพระเจ้า ทำตามพระคำของพระองค์ แล้วเราจะพบการอัศจรรย์ในชีวิตของเรา

2.# เฮโรด ​อัน​ทิพาส​ อยากพบพระเยซู เพราะอยากรู้ว่า พระเยซู คือ ยอห์น ผู้ให้บัพติศมา ที่เขาสั่งตัดคอนั้น เป็นขึ้นมาจากความตาย ใช่หรือไม่
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้อยากรู้จักพระเยซูเพื่อให้พระองค์ทรงช่วยเขา
ดังนั้นในเวลาต่อมาเมื่อเขาพบพระเยซู (ลก. 23:8) การพบครั้งนั้นจึงไม่ได้ช่วยทำให้เขาได้พบความรอดในพระเยซู
เฮโรด ผู้น่าสงสาร ทางเข้าสวรรค์อยู่ต่อหน้าเขา แต่เขากลับไม่ได้เข้าไป

2.@ การอยากพบพระเยซูเป็นสิ่งสำคัญ แต่เหตุผลของการอยากพบพระองค์นั้นสำคัญยิ่งกว่า
บางคนมาหาพระเยซู ก็เพียงเพื่อจะใช้พระเยซู เป็นเครื่องมือช่วยเขาให้ประสบความสำเร็จในทางของโลกนี้เท่านั้นเอง

3.# ในการเลี้ยงชาย 5,000 คนนั้น พวกสาวกมีปัญหาว่าอาหารไม่เพียงพอ
แต่เมื่อเขานำอาหารเหล่านั้นมาให้พระเยซู เป็นผู้จัดการกับอาหารเหล่านั้น
ผลที่เกิดขึ้นคือ อาหารมีมากเพียงพอให้ทุกคนกินกันจนอิ่ม อย่างเหลือเฟือ

3.@ วันนี้ ความสามารถของเรา หรือ สิ่งที่เรามี อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาที่เรากำลังประสบ
จงมอบสิ่งที่เรามีนั้น ให้แด่พระเยซู โดยการเชื่อฟังพระคำของพระเจ้า ใช้สิ่งที่เรามีนั้นตามวิธีการในพระคำของพระองค์
แล้วเราจะพบว่า สิ่งที่เรามีนั้น เหลือเฟือสำหรับการจัดการกับปัญหาของวันนี้

4.# เมื่อเปโตรและพวกสาวกยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์(พระมาซีฮา) พระเยซูจึงเปิดเผยเพิ่มเติมแก่พวกเขาว่า ใช่แล้วพระองค์เป็นพระคริสต์ และพระคริสต์ผู้นี้จะต้องถูกฆ่าตาย และจะเป็นขึ้นมาในวันที่สาม

4.@ เมื่อเราเริ่มเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงผ่านพระคำของพระองค์ พระองค์ก็จะยิ่งเปิดเผยให้เราเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีก จากที่เชื่อแล้วนั้น

กุญแจที่จะเข้าใจพระคำของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น คือ การเชื่อ ในพระคำที่เราเข้าใจแล้ว

5.# เสียอะไรก็ไม่เท่าเสียชีวิต และต่อให้เสียชีวิตก็ไม่เท่าเสียชีวิตนิรันดร์
คนที่จะได้ชีวิตรอด คือ คนที่ปฏิเสธค่านิยมแห่งโลกนี้ ติดตามพระเยซูไป
คนที่จะสูญเสียชีวิต คือ คนที่ปฏิเสธพระเยซู ติดตามค่านิยมแห่งโลกนี้ไป

5.@ วันนี้ เราอยู่ฝั่งจะได้ชีวิตรอด หรือ ฝั่งจะสูญเสียชีวิต?
คนอยู่ผิดฝั่ง ย้ายฝั่งด่วน ยังมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อย

6.# เปโตรได้เห็นโมเสสซึ่งเกิดมาก่อนเขาราว 1,500 ปี และเอลียาห์ซึ่งเกิดก่อนเขาราว 800 ปี
แน่นอนเปโตรคงไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อน รูปเหมือนก็ไม่น่าจะมี ที่เขารู้ว่าเป็นพวกเขาทั้งสองก็คงเพราะเปโตรได้ยินที่พระเยซูสนทนากับพวกเขา แม้กำลังสะลึมสะลือก็ตาม ก็พอน่าจะจับความได้ว่าเป็นพวกเขาทั้งสอง
เมื่อเปโตรได้พบฮีโร่ทั้งสองอย่างไม่คาดฝันนั้น เขาตื่นเต้นมากจึงพยายามทำอะไรบางอย่าง เช่นสร้างเพิงให้พวกเขาเลยดีไหม?
สำหรับพระเจ้าสิ่งที่เปโตรคิดจะทำนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่พระองค์ประสงค์ให้เปโตรฟังพระองค์ คือ ให้เขารู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

6.@ การกระตือรือร้นอยากทำโน่นทำนี่แต่พระเจ้า บางครั้งอาจจะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยต่อแผ่นดินของพระเจ้าก็ได้
การสดับฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสแล้วเชื่อฟัง ย่อมสำคัญกว่าการพยายามทำอะไรเพื่อพระเจ้าด้วยมุมมองความคิดของเราเอง

7.# เมื่อพวกสาวกขับผีโสโครกที่สิงในเด็กไม่ออก พระเยซูตำหนิพ่อของเด็กคนนั้น(มก. 9:19 ​ฉบับ1971) และประชาชนที่มุงอยู่ว่า ขาดความเชื่อ และพระองค์บอกว่า การที่ต้องพบกับคนที่ขาดความเชื่อนั้นพระองค์ต้องใช้ความอดกลั้นอดทนเป็นอย่างมาก

7.@ พระเยซูไม่พอพระทัยหากเราขาดความเชื่อวางใจในพระองค์ เพราะนั่นเป็นการลบหลู่พระเจ้า
วันนี้ อย่าให้พระเยซูต้องอดทนกับเรามากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการดำเนินชีวิตแบบขาดความเชื่อไว้วางใจในพระองค์ สำหรับการเผชิญสถานการณ์ของวันนี้

8.# หลังจากที่ เปโตร ยอห์นและยากอบ ได้เห็นพระเยซูจำแลงพระกายบนภูเขาและได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าตรัสบอกว่า พระเยซูเป็็นพระบุตรของพระเจ้า แล้ว
พระเยซูก็บอกเขาอีกว่า พระองค์จะถูกประหารชีวิตแล้วในวันที่สามจะเป็นขึ้นมาอีก
แล้วพวกเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
เพราะว่าความหมายถูกซ่อนไว้จากพวกเขา จนกว่าจะถึงเวลา

8.@ วันนี้ แม้ดูเหมือนว่าเรามีประสบการณ์กับพระเจ้ามาหลายอย่างแล้ว อ่านพระคำของพระเจ้ามาก็มากแล้ว เราน่าจะเข้าใจพระคำของพระเจ้ามากพอสมควรแล้ว

แต่ความจริงก็คือว่า ยังมีความล้ำลึกอีกมากมายที่ยังคงปิดซ่อนเอาไว้ จนกว่าจะถึงเวลา
แล้วเราจึงจะเข้าใจพระคำข้อนั้นๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา

จงเอาใจใส่พระคำของพระเจ้า ค้นดูว่าพระเจ้าประสงค์จะเปิดเผยอะไรแก่เราในวันนี้
เพราะยังมีสิ่งใหม่ที่เรายังไม่เคยเข้าใจมาก่อน รอเพื่อจะเปิดเผยให้แก่เราในพระคำของพระองค์

9.# พระเยซูทรงสอนว่า ​”คน​ที่​เล็ก​น้อย​ที่​สุด​ใน​พวก​ท่าน​คือ​คน​ที่​ยิ่ง​ใหญ่​ที่​สุด”

9.@ ผู้ถ่อมใจเหมือนกับผู้เล็กน้อย จะได้รับการยกชูขึ้นราวกับผู้ยิ่งใหญ่
ผู้ทำตัวเหมือนผู้ยิ่งใหญ่ จะถูกเหยียดลงให้เป็นผู้เล็กน้อย

10.# ชาวหมู่บ้านแห่งหนึ่งในสะมาเรียไม่ต้อนรับพระเยซู จึงไม่มีโอกาสได้ยินข่าวประเสริฐที่พระเยซูนำมาประกาศ
บรรดาสาวกต้อนรับพระเยซู และติดตามพระองค์ พวกเขาจึงไม่เพียงได้รับข่าวประเสริฐ แต่ยังเป็นพระพรนำข่าวประเสริฐประกาศออกไปอีกด้วย
พระเยซูอธิบายว่า คนที่จะติดตามพระเยซู ต้องเอาจริง ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง เดินหน้าไปในทางของพระเจ้าแบบไม่หันหลังกลับ

10.@ วันนี้ เราต้อนรับพระเยซูแล้ว และเราติดตามพระเยซูแล้วหรือยัง?
เอาจริง ไม่รีรอที่จะเชื่อฟัง และดำเนินต่อไปในทางของพระเจ้าอย่างไม่ลังเล

คำคม

“ ยิ่งเราเชื่อพระคำ เราก็ยิ่งเข้าใจพระคำมากขึ้น ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 8

ภาพรวม

  • บทนี้ชี้ให้เห็นว่าทุกคนที่มาหาพระเยซูด้วยความปรารถนาอยากจะเข้าใจ ได้พบความเช้าใจ มาหาพระเยซูด้วยความปรารถนาการช่วยกู้จะได้รับการช่วยกู้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ในสมัยของพระเยซู ผู้หญิงมีความสำคัญน้อยกว่าผู้ชายมาก แต่โดยคนไม่สำคัญเหล่านั้นเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญสำหรับพระราชกิจของพระเยซู

1.@  สิ่งที่สำคัญกว่า “เราเป็นใคร” ก็คือ “เรากำลังทำเพื่อใคร”

ผู้เล็กน้อยที่กำลังทำเพื่อพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ก็เป็นผู้เล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่

2.# พระเยซูทรงใช้คำอุปมาในการสอน ไม่ใช่เพื่อให้คนฟังเข้าใจง่ายขึ้น แต่เพื่อให้คนฟังไม่เข้าใจ
“…​ทรง​ให้​เป็น​อุป​มา​สำ​หรับ​คน​อื่น เพื่อ​ว่า เมื่อ​พวก​เขา​ดู ก็​จะ​ไม่​เห็น และ​เมื่อ​พวก​เขา​ฟัง ก็จะ​ไม่​เข้า​ใจ”

คำอุปมาถูกใช้เพื่อ แยกผู้ฟังออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ไม่สนใจฟังเท่าไหร่ก็จะไม่เข้าใจ
กลุ่มที่สนใจ(มีหู) ฟังแล้วก็จะไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่พวกเขาจะมาถามพระเยซู เหมือนพวกสาวก แล้วพระเยซูจึงทรงอธิบายความล้ำลึกแห่งสวรรค์ให้พวกเขาฟัง

2.@ วันนี้เราไม่สามารถเข้าใจความล้ำลึกแห่งพระคำของพระเจ้าได้โดยปราศจากการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ทุกครั้งที่เราอ่านหรือฟังพระคำของพระเจ้า จำเป็นเหลือเกินที่เราจะรับฟังการสอนจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่พระบิดาประสงค์จะบอกแก่เรา

3.# คำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืชนั้น ชี้ให้เห็นว่าคนที่จะเกิดผลในแผ่นดินของพระเจ้านั้น การได้ยินพระคำเป็นสิ่งจำเป็น แต่การได้ยินนั้นจะไร้ค่า หากไม่ได้เชื่อแล้วลงมือกระทำตามด้วยความสัตย์ซื่อ

3.@ วันนี้ เราเป็นเพียงผู้ได้ยินพระคำของพระเจ้า หรือเป็นผู้ได้ยินแล้วยึดมั่นที่จะกระทำตามพระคำของพระองค์?

ผู้ทำตามพระคำของพระเจ้า จะใช้พระคำของพระเจ้า ในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรๆก็ตามในชีวิตของเขา

4.# พระเยซูทรงสอนให้เรา ​เอา​ใจ​จด​จ่อ​ต่อ​สิ่ง​ที่​เราได้​ยิน​ได้​ฟังจากพระคำของพระเจ้า
เพราะยิ่งจดจ่อพระเจ้าจะทรงเพิ่มเติมความเข้าใจให้อีก
แต่หากไม่สนใจก็จะไม่เข้าใจ และที่คิดว่าเข้าใจกลับยิ่งกลายเป็นไม่เข้าใจ

4.@ วันนี้ เรารับฟังพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีอย่างไร?
หากเอาใจใส่และจดจ่อ พระคำของพระเจ้า พระองค์จะทรงเพิ่มเติมความเข้าใจให้เราอีก
แต่หากฟังแบบขอไปที ความเข้าใจที่มีก็จะถูกนำออกไป

5.# พระเยซูทรงสอนว่า คนที่จะเป็นคนในครอบครัวของพระเจ้านั้น ต้องเป็นผู้ที่รับฟังพระวจนะและกระทำตาม เท่านั้น

5.@ วันนี้ เราทำตัวสมกับคนในครอบครัวของพระเจ้าแล้วหรือยัง?

เราเต็มใจจะเชื่อฟังพระคำ เมื่อพระคำสั่งให้ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความปรารถนาของเราหรือไม่?

6.# เมื่อพวกสาวกเจอกับพายุในทะเล พระเยซูบอกพวกเขาว่า สิ่งที่พวกเขาทำหายไป จนทำให้ไม่สามารถยืนหยัดต่อพายุนั้นได้ ก็คือ ความเชื่อ
พระเยซูถามว่า “ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​อยู่​ที่​ไหน?”

6.@ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญวันนี้ สิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ที่เราต้องมีเพื่อจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปอย่างสง่างาม ก็คือ ความเชื่อ
จงกล้าเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ท่ามกลางเหตุการณ์นี้เถิด

7.# ชาว​เมือง​เก-รา​ซา​และ​ทุก​คน​ที่​อยู่​ตาม​ชน​บท​โดย​รอบ​เมื่อเห็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเยซูทรงกระทำ พวกเขากลัวมาก
แล้วแทนที่พวกเขาจะยิ่งยำเกรงพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยพวกเขาด้วย
แต่พวกเขากลับขอให้พระเยซูไปเสียจากพวกเขา

7.@ เมื่อเราเห็นสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำในชีวิตของเรา ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้แล้ว เราจะตอบสนองอย่างไร?
แบบชาว​เมือง​เก-รา​ซา ยิ่งถอยห่างจากพระองค์
หรือ แบบชายที่เคยถูกผีสิงที่ยิ่งอยากใกล้พระองค์ อยากรับใช้พระองค์

8.# ชาว​เมือง​เก-รา​ซา ไม่ต้อนรับพระเยซู พวกเขาจึงไม่ได้เห็นการอัศจรรย์ในชีวิตของพวกเขา
แต่ไยรัส และ หญิงโลหิตตก พวกเขาแสวงหาที่จะพบและรับการช่วยเหลือจากพระเยซู พวกเขามาหาพระเยซูด้วยความเชื่อ และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง

8.@ ทุกคนที่มาหาพระเยซูด้วยความเชื่อ เขาจะได้รับการช่วยกู้อย่างแน่นอน

คำคม

“ผู้ยึดมั่นในความเชื่อ จะพบการอัศจรรย์ ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 7

ภาพรวม

  • บทนี้ชี้ให้เห็นว่า พระเยซูทรงพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์ใจ และให้อภัยแก่คนบาปทั้งหลาย ที่มาหาพระองค์ด้วยความเชื่อ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ทาสของนายร้อยที่ป่วยเกือบตายแล้ว ได้รับการรักษาให้หาย เพราะความเชื่อของนายร้อย ผู้เป็นคนต่างชาติ

1.@  ไม่ว่า เราเป็นใครก็ตาม หากมีความเชื่อวางใจในพระเยซู เราก็จะสามารถพบกับการอัศจรรย์ของพระเยซูผ่านชีวิตของเราได้

2.# หญิงม่ายที่ต้องสูญเสียลูกชายคนเดียวของเธอ ผู้เป็นความหวังเดียวของเธอ ได้รับบุตรกลับคืนมา เพราะเธอได้พบกับพระเยซูและพบกับความเมตตาสงสารของพระองค์

2.@ ในยามที่เราทุกข์ใจอย่างที่สุด ในยามที่หมดหนทาง พระเยซูทรงเข้าใจเรา พระเยซูทรงสงสารเรา และพระองค์จะทรงช่วยกู้เราอย่างแน่นอน ให้เรารีบมาพบพระองค์เถิด

3.# ขณะที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมากำลังติดคุกและรู้ตัวว่าคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน
เขาเริ่มสงสัยว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮาจริงๆหรือเปล่า
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาประกาศอย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮา

เมื่อยอห์นสงสัย สิ่งที่เขาทำได้อย่างถูกต้องที่สุด คือ
เขามาถามพระเยซู แม้มาเองไม่ได้ก็ส่งสาวกมาถาม

แล้วเขาก็ได้คำตอบที่ทำให้เขานอนตายตาหลับ
พระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮา พระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้

3.@ วันนี้ หากมีความสงสัย หรือความหวั่นไหวเกิดขึ้นกับเรา ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ สิ่งที่เราควรทำอย่างเร่งด่วนคือ หันมาหาพระคำของพระเจ้า อ่านพระคัมภีร์ แล้วเชื่อในถ้อยคำนั้น
เราจะได้รับคำตอบที่จะคลี่คลายปัญหาและความสงสัยของเราไปได้เสมอ

4.# พระเยซูทรงสอนว่า “​พระ​ปัญ​ญา​ก็​ได้​รับ​การ​พิ​สูจน์​ว่า​ถูก​ต้อง​แล้ว​โดย​บรร​ดา​คน​ที่​ทำ​ตาม​พระ​ปัญ​ญา​นั้น”

4.@ เครื่องพิสูจน์ว่า พระคำของพระเจ้านั้นถูกต้อง ดีเลิศ เป็นพระพร ก็คือ ชีวิตของคนที่เชื่อฟังทำตามพระคำของพระเจ้า เพราะชีวิตของเขาจะเกิดผลดีและรับพระพรตลอดชั่วชีวิต

วันนี้ พระคำของพระเจ้าถูกพิสูจน์ผ่านชีวิตของเราแล้วหรือยัง?
เราเชื่อฟังทำตามพระคำของพระเจ้าอย่างจริงใจแล้วหรือยัง?

5.# พระเยซูทรงสอนว่า คนที่รู้ตัวว่าพระเจ้าทรงยกโทษให้เขามาก เขาก็จะรักพระเจ้ามาก
พระเจ้าทรงยกโทษให้แก่เราแต่ละคนมากมายมหาศาลจนนับไม่ถ้วน แต่ปรากฏว่าแต่ละคนรับรู้และซาบซึ้งในการยกโทษของพระเจ้า ไม่เท่ากัน

5.@ วันนี้ ยิ่งเรารู้ตัวและซาบซึ้งในการอภัยของพระเจ้าที่มีต่อเรามากเท่าใด เราก็จะยิ่งรักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น

คำคม

“ ยิ่งรับรู้ว่าถูกรักมาก ก็ยิ่งจะรักพระเจ้ามาก ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 6

ภาพรวม

  • บทนี้ชี้ให้เห็นว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้นำน้ำพระทัยของพระเจ้ามาสำแดงแก่มนุษย์ เพื่อมนุษย์จะสามารถเข้าใจมุมมองฝ่ายวิญญาณได้ ซึ่งไม่อาจเข้าใจได้ด้วยสติปัญญาของโลกนี้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงอนุญาตให้พวกสาวกเด็ดรวงข้าวกิน และ ทรงรักษาชายมือข้างหนึ่งลีบ ในวันสะบาโต เพื่อสอนคนทั้งหลายให้รู้ว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับวันสะบาโตของพวกเขานั้น คาดเคลื่อนจากพระประสงค์ของพระเจ้า
พระเจ้าทรงใช้วันสะบาโต เพื่อให้เห็นว่าพระบุตรของพระเจ้าซึ่งไม่อยู่ใต้กฏที่ตั้งไว้สำหรับมนุษย์
และกฏที่ตั้งเอาไว้สำหรับมนุษย์ที่พวกเขาใช้กันอยู่ก็ยังใช้ผิด เพราะนำมาใช้กดดันมนุษย์ แทนที่จะใช้เพื่อช่วยมนุษย์ที่พระเจ้าทรงรัก
พระเจ้าตั้งกฏวันสะบาโตแก่มนุษย์ เพราะพระองค์ทรงรักมนุษย์ต้องการให้มนุษย์มีการพักผ่อน

1.@  การปฏิบัติตามพระคำอย่างถูกต้องนั้น จำเป็นต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของพระคำเสียก่อน

วัตถุประสงค์ของพระคำ เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า และสำแดงความรักแก่มนุษย์
นั่นก็คือ รักพระเจ้าสุดใจ และ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง นั่นเอง

วันนี้ สิ่งที่เราเรียกว่า “รับใช้พระเจ้า”ในชีวิตของเรานั้น ได้ถวายเกียรติแก่พระเจ้าและสำแดงความรักแก่มนุษย์หรือไม่?

2.# ก่อนที่พระเยซูจะเลือกอัครทูต 12 คนนั้น พระองค์ทรงเสด็จขึ้นไปบนภูเขา แยกตัว อธิษฐานต่อพระบิดา ตลอดทั้งคืน

2.@ การที่เราจะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆใดๆ สิ่งที่เราควรทำอย่างที่สุด และทำอย่างจริงจัง คือ การปลีกตัวไปแต่ลำพังแล้วอธิษฐาน ขอการนำจากพระเจ้า

น่าเสียดายที่ ที่ผ่านมา เราใช้วิธีนี้น้อยเกินไป จึง ตัดสินใจผิดมากเกินไปเช่นนี้

3.# ดูเหมือน หลังจากที่พระเยซูได้เลือกอัครสาวกทั้ง 12 คนแล้ว พระองค์ก็เริ่มทำพระราชกิจของพระองค์อย่างเต็มที่
ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้น ความมุ่งหมายสำคัญน่าจะอยู่ที่ การทำให้อัครสาวกได้เห็น เตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือนำข่าวประเสริฐประกาศออกไปจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก

3.@ วันนี้ มีหลายอบ่างที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น และมีบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา ทั้งหมดอยู่ในกระบวนการที่พระเจ้ากำลังทรงสร้างและพัฒนาชีวิตของเรา ให้เป็นเกลือและแสงสว่าง แก่โลกนี้ เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้การได้ ในการถวายพระเกียรติแด่พระองค์

4.# คำสอนของพระเยซูเรื่องพระพรและวิบัตินั้น ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามุมมองฝ่ายวิญญาณและมุมมองของโลกนี้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มุมมองฝ่ายวิญญาณเน้นท่าทีในจิตใจ และเน้นผลที่จะได้รับในอนาคตนิรันดร์
มุมมองฝ่ายโลกนี้เน้นสิ่งที่มองเห็นภายนอก และเน้นผลที่จะได้รับในโลกนี้

4.@ คนฝ่ายวิญญาณ คือ คนที่มุมมองสอดคล้องกับพระคำของพระเจ้า
คนของโลกนี้ คือ คนที่มีมุมมองอย่างโลกนี้
คนที่เป็นคนฝ่ายวิญญาณจะได้รับพระพร ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
คนที่เป็นคนของโลกนี้ จะพบความอนิจจังของโลกนี้และวิบัติในโลกหน้า

5.# พระเยซูทรงสอนให้เราสำแดงความรักเมตตา ต่อทั้งคนดีและคนไม่ดี เพราะพระบิดาก็ทรงกระทำเช่นนั้น ในฐานะเป็นบุตรของพระบิดา เราก็สมควรทำเหมือนกับพระองค์

5.@ วันนี้ เราได้สำแดงความรัก เมตตาต่อผู้อื่น เหมือนอย่างที่พระบิดาทรงสำแดงแก่เรามากเพียงใด?

6.# พระเยซูทรงสอนว่า สิ่งที่เรากระทำต่อผู้อื่นนั้น พระบิดาจะเป็นผู้นำสิ่งนั้นกลับมาสู่เรามากยิ่งกว่าที่เราทำเสียอีก
เมื่อทำสิ่งดีต่อผู้อื่น พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อจะเป็นผู้ตอบแทนเราเอง
เมื่อทำสิ่งร้ายต่อผู้อื่น พระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมจะเป็นผู้จัดการกับเราเอง

6.@ อยากพบกับอะไร ก็จงทำแบบนั้นกับคนอื่นเถิด

7.# พระเยซูทรงสอนว่า เรารู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน
คนที่เชื่อและให้พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในชีวิตของเขาจริงๆ ผู้นั้นจะทำตามคำที่พระองค์ได้สั่งไว้
ซึ่งสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคนนั้น จะพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาเชื่อและให้พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าจริงๆหรือไม่
ความเชื่อของจริงจะคงอยู่
ความเชื่อของปลอมจะพังลง

7.@ หากเราไม่ฝึกที่จะเชื่อและทำตามพระคำของพระเจ้าไว้ตั้งแต่บัดนี้
เกรงว่า เมื่อพายุมาจริงๆ จะมาฝึกก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้ว

คำคม

“จง​ปฏิ​บัติ​ต่อ​คน​อื่น​เหมือน​อย่าง​ที่​พวก​ท่าน​ปรารถ​นา​ให้​เขา​ปฏิ​บัติ​ต่อ​ท่าน”

ขุมทรัพย์ ลูกา 5

ภาพรวม

  • ในบทนี้ชี้ให้เห็นถึงพระราชกิจของพระเยซูว่า พระองค์ไม่รังเกียจ หรือดูแคลน คนที่สังคมมองว่าต่ำต้อย หรือชั่วช้า พระองค์เรียกพวกเขา พระองค์รักพวกเขา และพระองค์รักษาโรคให้แก่พวกเขา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพระเยซูทรงใช้เรือของเปโตรเทศนาเสร็จแล้ว พระองค์ไม่ได้บอกให้เขาหย่อนอวนลงเลย แต่ให้ถอยไปที่น้ำลึกแล้วค่อยหย่อนอวนลงจับปลา ซึ่งทำให้เขาจับปลาได้เป็นจำนวนมาก

1.@  ดูเหมือนการอัศจรรย์จะเกิดขึ้น หลังจากการเชื่อฟัง และการเชื่อฟังมักจะต้องสำแดงออกเป็นการกระทำบางอย่าง ที่ต่างจากความเข้าใจปกติของเรา
เหมือนเปโตร ถอยเข้ามาถึงฝั่งแล้ว ยังเชื่อฟังยอมถอยออกไปที่น้ำลึกอีก

2.# เมื่อเปโตรพบพระเยซูเขาจับปลาได้มากมาย
แต่เมื่อเขาเลือกที่จะติดตามพระองค์ไป
เขาต้องสูญเสียปลาทั้งหมดที่เขาเพิ่งได้มาไป และสูญเสียความฝันของตนเอง เดินตามความฝันของพระเยซูแทน

2.@ เมื่อเรามาเป็นคริสเตียนมีพระพรมากมายเกิดขึ้น
แต่หากเราต้องการเป็นสาวกของพระเยซู
จำเป็นที่จะต้องถือว่าพระพรทั้งหมดที่ได้รับมานั้นไร้ค่า เมื่อเทียบกับพระองค์

3.# คนโรคเรื้อนทั้งตัวที่มาหาพระเยซู เขาเชื่อว่า เพียงแต่พระเยซูเต็มใจที่จะให้เขาหาย ปาฏิหารย์ก็จะเกิดขึ้นกับเขา เขาจะหายสะอาดเป็นแน่
ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการจากพระเยซูก็คือ ขอพระองค์เต็มใจให้เขาหาย
พระเยซูจึงบอกเขาว่า พระองค์เต็มใจ
แล้วเขาก็หายสะอาดทันที

3.@ โดยความเชื่อ ที่มีในพระเยซู จะนำการอัศจรรย์มาสู่ชีวิตของเรา ตามขนาดความเชื่อในชีวิตของเรา

4.# ขณะที่กิตติศัพท์ของพระเยซูกำลังเลื่องลือไป ผู้คนมากมายมาหาพระองค์ ดูเหมือนงานกำลังเกิดผลอย่างมาก สิ่งที่พระทรงกระทำคือ ปลีกตัวออกไปที่เปลี่ยว เพื่ออธิษฐาน

4.@ ยิ่งงานยุ่ง พระเยซูยิ่งใช้เวลาอธิษฐาน
วันนี้ เรายุ่งเกินกว่าจะอธิษฐานหรือเปล่า?

5.# พระเยซูทรงตรัสกับคนง่อยที่ถูกหย่อนจากหลังคาลงมาพบพระองค์ ว่า บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว น่าจะเป็นเพราะพระองค์ทรงทราบว่า โรคที่เขาเป็นนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากบาปที่เขาได้เคยทำ
แต่คำพูดนี้ ทำให้พวกธรร​มา​จารย์​และ​พวก​ฟา​ริสี ไม่พอใจ เพราะนั่นเป็นคำพูดที่พระเจ้าเท่านั้นมีสิทธิพูด
พระเยซูจึงทำให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า โดยการทำให้พวกเขาเห็นว่า สำหรับพระองค์การอภัยบาปและการรักษาคนง่อยนั้น ง่ายเท่ากัน
แต่สำหรับมนุษย์ทั้งสองอย่างนั้นเป็นไปไม่ได้เลย

5.@ สำหรับสิ่งที่เป็นไม่ได้สำหรับมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงสามารถทำให้เกิดขึ้นได้

6.# พระเยซูตรัสว่า พระองค์มาเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนจะได้รับ เฉพาะคนที่ถ่อมใจลงยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาปคนชั่วเท่านั้นจึงมีสิทธิรับได้
แต่สำหรับคนที่เย่อหยิ่งคิดไปว่า ตนเองเป็นคนดี ตนเองเป็นคนชอบธรรม จะไม่มีสิทธิได้รับ

6.@ วันนี้ เรารู้ตัวหรือไม่ว่า เราเป็นคนบาปที่ต้องการรับการอภัยจากพระเจ้า?
แล้ว เราต้องการรับการอภัยนั้นหรือไม่?
หากเราต้องการ จะรอช้าอยู่ไย รีบก้มศรีษะลง อธิษฐานสารภาพบาปต่อพระองค์ แล้วรับการอภัยอย่างสมบูรณ์จากพระองค์ ในความผิดบาปที่เราได้ผิดพลาดพลั้งไปนั้น

7.# พระเยซูสอนว่า ​เหล้า​องุ่น​หมัก​ใหม่​ต้อง​ใส่​ใน​ถุง​หนัง​ใหม่
เมื่อพระเยซูผู้เป็นน้ำองุ่นใหม่เข้ามาในโลก เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ดังนั้น วิธีการที่จะได้รับความรอดจึงต้องเปลี่ยนใหม่
จากการรอดพ้นการลงโทษด้วยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ
เปลี่ยนมาเป็น รอดพ้นจากการลงโทษได้ด้วยการเชื่อวางใจในพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเรา

7.@ วันนี้ โดยพระเยซูคริสต์ เราจึงไม่ได้อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของธรรมบัญญัติอีกต่อไป แต่อยู่ภายใต้กฏของพระวิญญาณ
พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้สอนเราและช่วยเรา ให้ทำตามบัญญัติของพระเจ้า เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

คำคม

“ ไม่ว่าชั่วเพียงใด พระเยซูก็ทรงอภัยให้ได้ ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 4

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการที่พระวิญญาณทรงนำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อประกาศชัยชนะเหนือการทดลองของมาร แล้วพระองค์ก็เริ่มพระราชกิจของพระองค์ในการประกาศข่าวประเสริฐและรักษาโรคด้วยสิทธิอำนาจ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อมารมาทดลองพระเยซูในถิ่นทุรกันดาร ขณะที่พระเยซูทรงหิว มารบอกว่า ให้พระเยซูสั่งก้อนหินให้เป็นขนมปังสิ จะได้หายหิว
แต่พระเยซูตอบมารว่า ต้องรอคำสั่งจากพระบิดาก่อนเท่านั้น จะไม่ทำตามใจปรารถนาของพระองค์เอง

1.@  พระเยซูวางแบบอย่างแก่เราไว้ ในการทำทุกสิ่งเพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือ ทำตามพระทัยพระบิดา

วันนี้ เราเลือกเดินในทางใด ทำตามใจตนเอง หรือ ทำตามพระทัยพระบิดา?

2.# มารเสนอเส้นทางลัดในการได้ครอบครองโลกนี้ ให้แก่พระเยซู เพียงแค่ทรยศพระบิดาเท่านั้นก็จะได้ทุกสิ่ง
แต่พระเยซูตอบว่า จะไม่มีวันทรยศพระบิดา

2.@ วันนี้ มารอาจกำลังทดลองเรา ด้วยการเสนอทางลัดของความสำเร็จสมปรารถนา โดยไม่ต้องรอคอย หรือเหนื่อยยาก

เราจะเลือกเส้นทางใด สัตย์ซื่อเชื่อฟังทำตามพระเจ้า หรือ รับข้อเสนอของมาร?

3.# มารท้าให้พระเยซูพิสูจน์ตนเองให้ทุกคนประจักษ์ ว่าเป็นบุตรของพระเจ้าด้วยการกระโดดลงจากหลังคาพระวิหาร
แต่พระเยซู ทรงเลือกที่จะสำแดงพระองค์เองให้คนทั้งปวงประจักษ์ด้วยวิธีที่พระบิดาทรงกำหนดเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยวิธีอื่น

3.@ วันนี้ อาจมีวิธีมากมายที่จะทำให้เราได้รับในสิ่งที่ปรารถนา และหลายวิธีก็ดูเหมือนไม่น่าจะผิดอะไร
แต่พระเยซูวางแบบอย่างแก่เราไว้ว่า พระองค์จะไม่ใช้วืธีอื่น นอกจากวิธีของพระบิดาเท่านั้น

ในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไร เราควรใช้พระคำของพระเจ้าเท่านั้นเป็นตัวชี้อาจว่าเราจะทำหรือไม่ทำ

4.# เมื่อพระเยซูเริ่มทำพระราชกิจ ด้วยการสั่งสอนและรักษาโรค พระองค์ได้รับการยอมรับจากผู้คนมากมาย และตอนแรกในเมืองนาซาเร็ธเมืองที่พระองค์เติบโตขึ้นมา ก็ดูเหมือนพวกเขาจะชื่นชมพระองค์ จนกระทั่งพระองค์เริ่มชี้ให้เห็นถึงใจที่แข็งกระด้างของพวกเขา
ในทันใดนั้นพวกเขาก็โกรธแค้นพระองค์ จนถึงกับคิดจะฆ่าพระองค์เสีย

4.@ เหตุที่พวกเขาโกรธมาก เพราะใจที่เต็มไปด้วยทิฐิของพวกเขา รับไม่ได้ที่ชายหนุ่มคนนี้ ที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก วันนี้ มาพูดแทงใจดำพวกเขา ซึ่งเป็นความจริงที่พวกเขาเถียงไม่ได้ จึงต้องใช้ศาลเตี้ยตอบโต้พระเยซูด้วยการฆ่าพระองค์เสีย

วันนี้ กำแพงใหญ่ที่ขวางกั้นคนมากมายไม่ให้พบความจริงในพระคำของพระเจ้า ก็คือ ทิฐิ การถือดี
พวกนาซาเร็ธถือว่าเห็นพระเยซูโตมาตั้งแต่เป็นเด็ก หนอยแน่ บังอาจมาตำหนิพวกเขาเชียวหรือ
หากเรามีทิฐิ ก็จะปิดตาฝ่ายวิญญาณของเราไม่เห็นความจริงแห่งพระคำของพระเจ้าได้
เช่น เรื่องนี้รู้แล้วอ่านมาตั้งหลายครั้งแล้ว หรือ ไม่รู้เหรอฉันเป็นใคร เด็กเมื่อวานซืนแบบนี้คิดจะมาสอนฉัน หรือ อะไรอื่นๆทำนองนี้

5.# พระเยซูเสด็จมาเพื่อประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า ที่มีต่อมนุษย์ทั้งปวง
วาระที่พระเจ้าสำแดงความโปรดปรานแก่มนุษย์ ผ่านทางพระเยซูมาถึงแล้ว

5.@ วันนี้ เราสามารถเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าได้แล้ว โดยทางการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์
ไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่เราทางพระเยซูคริสต์

“บัดนี้ ฉันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแห่งฟ้าสรรค์แล้ว”
สรรเสริญพระเจ้า

6.# พระเยซูทรงสั่งสอนและรักษาโรค ด้วยสิทธิอำนาจ แต่ไม่ใช่สิทธิอำนาจของพระองค์เอง เพราะช่วงเวลาที่พระองค์เสด็จมาบังเกิดบนโลกนี้ เพื่อเป็นตัวแทนของมนุษย์นั้น พระองค์ทรงงดใช้สิทธิความเป็นพระเจ้าของพระองค์
สิทธิอำนาจที่พระเยซูใช้ คือสิทธิอำนาจของพระบิดาเพราะพระองค์ทรงเชื่อฟังทำตามพระทัยพระบิดา พระองค์กำลังทำพระราขกิจของพระบิดา จึงมีสิทธิอำนาจของพระบิดา

6.@ เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ใน มธ.28:18 พระบิดามอบสิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก แด่พระเยซูผู้เป็นตัวแทนของมนุษย์
เพื่อพระองค์จะให้สิทธิอำนาจอย่างเดียวกันนั้น แก่ผู้ที่ทำพระราชกิจของพระองค์บนโลกนี้
วันนี้ พระเยซูทรงมอบหมายให้เราออกไปประกาศข่าวประเสริฐนำความรอดไปถึงคนทั่วโลก ดังนั้นหากเราเชื่อฟังพระองค์และทำตามพระราชกิจพระองค์มอบหมาย
เราจึงสามารถใช้สิทธิอำนาจอย่างเดียวกันที่พระองค์ทรงกระทำขณะอยู่บนโลกนี้ได้

คำคม

“ พระเยซูชนะการทดลองของมารด้วยพระคำ แล้วเราคิดจะชนะด้วยอะไร? ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 3

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึง ภารกิจของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา ที่มาเตรียมทางให้กับพระเยซู เขารับใช้พระเจ้าอย่างยำเกรงพระเจ้า โดยไม่เกรงใจมนุษย์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ภายใต้การปกครองของทิเบ​ริอัส ​จักรพรรดิ​โรมัน​
​- ปอนทิอัส​ปี​ลาต ​​ถูก​ส่ง​มา​ดูแล​แคว้น​ยูเดีย​และ​สะมา​เรีย​
​- เฮโรด ​อัน​ทิพาส ​โอรส​ของ​เฮ​โร​ดม​หา​ราช​เป็น​ผู้​ครอง​แคว้น​กา​ลิ​ลี​และ​เพอ​เรีย​ ​เขาเป็นผู้สั่ง​ประหาร​ชีวิต​ยอห์น​ผู้ให้​​บัพ​ติศ​มา (มธ. ​14:1-12​)
​- ฟี​ลิป ​เป็น​พี่ชาย​คน​ละ​แม่​กับ​เฮโรด ​อัน​ทิพาส ​เน่าจะ​เป็น​คน​ละ​คน​กับฟี​ลิ​ปที่ก​ล่าวถึง​ใน ​มก. ​6:17 ​เนื่องจาก​เฮโรด ​อัน​ทิพา​สมี​พี่​น้อง​อีก​สอง​คน​ที่​ชื่อฟี​ลิป​เหมือนกัน ​ฟี​ลิ​ปคน​นี้​เป็น​เจ้า​เมืองอิ​ทูเรีย​และ​ตรา​โค​นิติส
​- ลี​ซา​เนียส ปกครองเมือง​อา​บี​เลน ​อยู่​ทาง​ทิศ​ตะวันตก​ของ​เมือง​ดามัสกัส ตอนเหนือของปาเลสไตน์
>> ดินแดนทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ อยู่ในขอบเขตการรับใช้ของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา คนจากดินแดนเหล่านี้ได้มาหายอห์น เพื่อฟังคำสอนและรับบัพติศมา

1.@  อาณาเขตกว้างใหญ่ที่ต้องใช้เจ้าเมืองหลายคนปกครอง แต่โดยยอห์น ผู้ให้บัพติศมา ชายยากจน ผู้อาศัยในที่เปล่าเปลี่ยวเพียงคนเดียว สามารถรับใช้พระเจ้าครอบคลุมดินแดนเหล่านี้ทั้งหมดได้
เพราะพระเจ้าทรงใช้ยอห์นมา และเขาเชื่อฟังทำตามคำสั่งของพระองค์

พระเจ้าประสงค์ที่จะทรงใช้เราเช่นกัน เพียงแค่เราเริ่มเชื่อฟังทำตามคำสั่งของพระองค์ พระเจ้าเองจะเป็นผู้ทรงกระทำให้สิ่งที่เราทำนั้นเกิดผลมากมาย เกินกว่าที่เราจะคาดคิด

2.# ลก. 3:6 “​มนุษย์​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เห็น​ความ​รอด​ของ​พระ​เจ้า” แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่จะได้รับความรอดของพระเจ้า เฉพาะคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น

2.@ เราเป็นผู้วางใจในพระเยซูสำหรับความรอดของเรา หรือเป็นเพียงผู้รู้เรื่องความรอดของพระองค์

3.# ลก. 3:8 “จง​พิสูจน์​การ​กลับ​ใจ​ด้วย​ผล​ที่​เกิด​ขึ้น…”

3.@ การกลับใจไม่ได้พิสูจน์ด้วยแค่คำพูด แต่พิสูจน์ได้ด้วยการกระทำที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง

4.# การรับใช้ของยอห์นผู้ให้บัพติศมา มุ่งเน้นที่จะถวายเกียรติทั้งหมดที่เขาได้รับแด่พระเยซู

4.@ วันนี้ การรับใช้ของเรา และสิ่งต่างๆที่เรากระทำ มุ่งเน้นให้เกียรติตกเป็นของใคร?

5.# เมื่อพระเยซูเชื่อฟังพระบิดา มารับบัพติศมาในน้ำจากยอห์น แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาบนพระองค์ และพระบิดาตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่าน​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก”
เป็นการร่วมกันของพระเจ้าตรีเอกานุภาพ ร่วมกันทำพันธสัญญาว่า พระบุตรของพระเจ้าจะสิ้นพระชนม์ และจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อช่วยมนุษย์ทุกคน

5.@ พระเยซูเชื่อฟังพระบิดา เข้าสู่พิธีบัพติศมา เป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่า พระองค์กำลังจะเชื่อฟังจนถึงความตายที่กางเขน ซึ่งโดยการเชื่อฟังนี้ พระบิดาจึงตรัสกับพระเยซูว่า “ท่าน​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก”
เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซู พระองค์ทรงสถิตกับเรา ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้รับความโปรดปรานจากพระบิดาเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้จากการกระทำของเราเอง แต่โดยผ่านทางพระเยซูนั่นเอง

6.# ลำดับ​พงศ์พันธ์ุ​ที่ลูกา​บันทึกไว้นี้ ​เป็น​เชื้อ​สาย​ทาง​มารีย์ เพราะเฮลีไม่มีลูกชายมีแต่มารีย์เป็นลูกสาว ​ตาม​การ​จัด​เชื้อ​สาย​​ของ​ชาว​ยิว​ ​ถือ​ว่า​โย​เซฟ​ซึ่ง​เป็น​ลูกเขย​เป็น​ลูก​ของ​ตัวเองได้​ด้วย
แต่ ​มธ. ​1:1-17 ​บันทึก​เชื้อ​สาย​ทาง​โย​เซฟ

ลูกา​ ​ต้องการ​เชื่อม​ความ​สัมพันธ์​ระหว่าง​พระเยซู​กับ​มนุษยชาติ ​จึง​จัดลำดับ​พงศ์พันธุ์​โดย​เริ่ม​จาก​พระเยซู​ไป​ถึงอาดัม

6.@ สิ่งที่บันทึกในพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า มีความหมาย และเหตุผลที่บันทึกไว้เสมอ

คำคม

“ การรับใช้ที่แท้จริง จะประกอบด้วย การเชื่อฟัง และการถวายเกียรติแด่พระเจ้าเสมอ

ขุมทรัพย์ ลูกา 2

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการประสูติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นไปตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ พระผู้ช่วยให้รอดมาบังเกิดเพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความพินาศเพราะบาป
  • พระเยซูทรงเตรียมตัวเองให้พร้อม สำหรับภารกิจที่พระบิดามอบหมายให้มาทำ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ออกัสตัสได้เป็นซีซาร์ ด้วยเหตุผลหลายอย่างแต่หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ เพื่อเขาจะประกาศให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน เพื่อให้คำพยากรณ์ว่าพระคริสต์จะบังเกิดที่เบ็ธเลเฮ็ม เกิดขึ้นเป็นจริง

1.@  ไม่ว่าใครจะได้รับอะไร หรือสูญเสียอะไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นอยู่ในแผนการของพระเจ้า และพระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถใช้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา เพื่อให้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้

2.# ในวันที่พระเยซูประสูติ ไม่มีที่ว่างในโรงแรมสำหรับพระองค์ เพราะโรงแรมยุ่งมากเกินไปสำหรับธุรกิจที่กำลังวุ่นวายมีผู้คนมากมายเข้ามา เนื่องด้วยคำสั่งจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วแผ่นดิน

2.@ วันนี้ ห้องในหัวใจของเรามีที่ว่างสำหรับพระเยซูหรือไม่? หรือว่ามันวุ่นวายเกินไป เต็มไปด้วยความปรารถนาของตนเอง และความวิตกกังวลเรื่องปัญหาสารพัด จนไม่มีที่ว่างแม้เพียงเล็กน้อยสำหรับพระองค์

3.# พระเจ้าทรงเลือกที่จะให้ทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวเรื่องการประสูติของพระเยซู แก่คนเลี้ยงแกะผู้ต่ำต้อย

หนำซ้ำพระองค์ยังจงใจให้พระเยซูบังเกิดในคอกสัตว์ ไม่ใช่ในโรงแรม เพื่อให้บรรดาผู้เลี้ยงแกะผู้ต่ำต้อยนี้ สามารถมาเข้าเฝ้าพระกุมารได้

3.@ พระเยซูเสด็จมาบังเกิดในที่ต่ำต้อย เพื่อให้คนมาเฝ้าพระองค์ได้ ไม่ว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม

วันนี้ ไม่ว่าเราจะต่ำต้อย หรือ ชั่วช้าเลวทรามเพียงใดก็ตาม เราสามารถเข้ามาหาพระเยซูได้ พระเยซูเสด็จมาเพื่อมาหาและมาช่วยคนบาปผู้ต่ำต้อยเช่นเรา

4.# ในวันที่พระเยซูประสูติ ทูตสวรรค์ผู้ไม่อาจรู้อนาคต ก็ยังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขารู้เพียงพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุดทรงโปรดพระมหากรุณาธิคุณต่อมนุษย์ผู้เป็นเพียงแต่ผงคลี
พวกเขารู้เพียงเท่านี้ ก็มากเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาโห่ร้องสรรเสริญพระเจ้า อย่างเปรมปรีดิ์ยิ่ง

4.@ วันนี้ เรารู้มากกว่าเหล่าทูตสวรรค์ในวันนั้นเสียเอง เรารู้ว่าพระเยซูเสด็จมาเพื่อตายอย่างทุกข์ทรมานเพื่อรับโทษแทนความผิดบาปทั้งสิ้นของเรา และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายทำให้เราผู้อยู่ในพระองค์ จะเป็นขึ้นมาเป็นเหมือนพระองค์ในวันสุดท้าย

เรื่องนี้ น่าจะมากเพียงพอที่จะทำให้เราโห่ร้องสรรเสริญพระเจ้าด้วยความเปรมปรีดิ์อย่างที่สุด
และมากพอที่จะทำให้เราตัดสินใจไม่ใช้ชีวิตอยู่เพื่อตนเองอีกต่อไป แต่อยู่เพื่อพระเองค์ผู้ทรงวายพระชนม์และทรงเป็นขึ้นมาเพื่อเราทั้งหลาย

5.# สิเมโอน ชายชราผู้รอคอยพระคริสต์มาเป็นเวลานาน เขาได้สรรเสริญพระเจ้าเมื่อเขาได้พบพระกุมารเยซู สิ่งที่เขารอคอยมานานบัดนี้เขาได้สมหวังแล้ว พระคริสต์มาบังเกิดแล้ว

5.@ วันนี้ เราได้พบพระคริสต์แล้ว ยิ่งกว่านั้นอีก พระคริสต์ได้เข้ามาสถิตในเราแล้ว
วันนี้ เราชื่นชมยินดีมากเพียงใดที่ได้พบพระองค์และมีพระองค์สถิตในเรา?

ความชื่นชมยินดีนี้ควรจะมีมากล้น ท่วมท้น จนไม่อาจมีความทุกข์ชนิดใดในโลกสามารถมาดับความชื่มยินดีนี้ไปจากเราได้เลย ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของเราบนโลกนี้

6.# ตั้งแต่ยังสาวจนกระทั่งอายุ 84 ปี อันนาเฝ้ารอคอยที่จะพบพระคริสต์ เธอรออยู่ในพระวิหารไม่ออกไปนอกบริเวณพระวิหารเลย
และแล้วการรอคอยของนางก็มาถึงที่สิ้นสุด นางได้พบกับพระกุมารเยซู
เราคงไม่อาจเข้าใจถึงความชื่นชมยินดีของนางว่ามีมากขนาดไหนในวันนั้น

6.@ เรื่องชวนให้คิดถึง วันที่เราได้พบพระคริสต์หน้าต่อหน้า เราจะมีความชื่นชมยินดีมากมายสุกเพียงใดหนอ?

วันนี้เรากำลังรอคอยที่จะได้พบพระเยซูหน้าต่อหน้า ตาต่อตา และเมื่อวันนั้นมาถึงคงเป็นความชื่นชมยินดีอย่างที่สุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเรามากเท่านั้นมาก่อนตลอดชั่วชีวิต

เราจะพระเยซูในท่าทีอย่างไร ด้วยชื่นชมยินดีและภูมิใจที่ได้ทำสิ่งต่างๆแด่พระองค์ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์
หรือ
เราจะพบพระเยซู ด้วยความชื่นชมยินดี แต่ละอายใจต่อการใช้ชีวิตของเราขณะที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้

7.# พระเยซูทรงเติบโตขึ้น ทั้งมีร่างกายแข็งแรง และมีสติปัญญา พระองค์เอาใจใส่ในการศึกษาพระคำของพระเจ้า สังเกตได้จากตอนที่พระองค์อายุ 12 ปี ก็มีความรู้พระคัมภีร์เป็นอย่างดี สามารถถามตอบพวกผู้เชี่ยวชาญในพระคัมภีร์ได้อย่างยอดเยี่ยมจนคนทั้งหลายประหลาดใจ

7.@ พระเยซูทรงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการใหญ่ที่พระบิดามอบหมายให้ทำเมื่อถึงเวลา ทรงเตรียมตัวทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ
พระเยซูเอาใจใส่ในการศึกษาพระคัมภีร์อย่างจริงจังและทุ่มเท
วันนี้ เราเตรียมตัวของเราให้พร้อมสำหรับการใหญ่ที่พระเจ้าจะทรงใช้ให้เราทำในอนาคตแล้วหรือยัง?
เราเตรียมตัวได้โดยการลงมือศึกษาพระคำของพระเจ้าอย่างจริงจัง และลงมือทำตามพระคำของพระเจ้าอย่างจริงใจ

คำคม

“ พระเจ้าเสด็จมาช่วยเราแล้ว ไม่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว จงชื่นชมยินดีอย่างยิ่งเถิด ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 1

ภาพรวม

  • นายแพทย์ลูกา แพทย์ประจำตัวของ อ.เปาโล ได้เขียนพระธรรมลูกา ซึ่งการจากการรวบรวมข้อมูลจากที่ต่างๆ มาเรียบเรียงตามลำดับเหตุการณ์ เพื่อให้คนได้รับรู้และเข้าใจเรื่องราวของพระเยซูมากยิ่งขึ้น
  • ในบทนี้พูดถึงการเตรียมการของพระเจ้า เพื่อให้พร้อมสำหรับการมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์บนโลกนี้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  นายแพทย์ลูกาได้ รวบรวมเรื่องราวของพระเยซูเขียนให้แก่เธ​โอฟีลัส ซึ่งเขาคงไม่รู้ว่าหนังสือเล่มเล็กๆที่เขาเขียนนี้จะส่งผลต่อผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกตลอดประวัติศาสตร์

1.@  สิ่งเล็กๆที่เราทำอย่างสัตย์ซื่อพระเจ้าจะทรงโปรดอวยพระพรให้เกิดผลเป็นพรมากมายเกินกว่าที่เราจะคิดได้

2.# เมื่อทูตสวรรค์บอกถึงสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้ากำลังจะทำแก่เศคาริยาห์เขากล่าวว่า
“ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร”

เมื่อทูตสวรรค์บอกถึงสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้ากำลังจะทำแก่มารีย์เธอกล่าวว่า
“เหตุการณ์​นั้น​จะ​เป็นไป​อย่างไร​ได้”

สองคำถามนี้ ฟังดูเหมือนคล้ายคลึงกัน แต่แตกต่างกันอย่างมาก

เศคาริยาห์ถามด้วยความสงสัย ไม่เชื่อว่าทูตผู้สวรรค์จะพูดจริง
มารีย์ถามด้วยความประหลาดใจ เธอเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริง แต่เธอไม่เข้าใจว่ามันจะเกิดขึ้นในลักษณะอย่างไร ด้วยวิธีใด

2.@ วันนี้เมื่อพระคำของพระเจ้าบอกแก่เรา สัญญาต่อเรา เราเชื่อหรือไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง?

3.# ทูตสวรรค์มาบอกเศคาริยาห์ว่าเขาจะมีความปรีดาและยินดี
แต่น่าเสียดายด้วยความไม่เชื่อของเขาทำให้เขาต้องพบกับความทุกข์เนื่องจากการเป็นใบ้
แล้วต่อมาภายหลังจึงพบความปรีดาและยินดีอย่างยิ่ง

3.@ วันนี้เราสามารถชื่นชมยินดีกับคำสัญญาของพระเจ้าได้ทันทีเมื่อเราเชื่อ

4.#  ​ไม่​มี​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ไม่ได้

4.@ เราเชื่อเช่นนั้นจริงๆหรือไม่?

5.# คนทั้งหลายกล่าวเกี่ยวกับยอห์นผู้ให้บัพติศมา​ว่า “แล้ว​ทารก​นั้น​จะ​เป็น​อะไร​ข้างหน้า” ด้วย​ว่า​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า​อยู่​กับ​เขา​

5.@ ในทำนองเดียวกัน วันนี้พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ประสงค์ที่จะทำมหกิจผ่านชีวิตของเรา

6.# เมื่อยอห์นเติบโตขึ้น และจิตวิญญาณเข้มแข็งขึ้นแล้ว
พระเจ้าก็ทรงนำให้เขาไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
เพื่อเตรียมปรากฏตัวในเวลาที่เหมาะสม

6.@ วันนี้ หากชีวิตของเราดูเหมือนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร อ้างว้าง เปล่าเดี่ยวและเดียวดาย
เราไม่ได้อยู่ลำพังพระองค์อยู่เคียงข้างเรา และพระองค์กำลังเตรียมชีวิตของเรา
เพื่อทำพระราชกิจของพระเจ้า
เมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง

คำคม

“  เราจะได้รับความชื่นชมยินดีในพระสัญญา ก็ต่อเมื่อเราเชื่ออย่างจริงใจ ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 16

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู แต่พวกสาวกก็ยังไม่เชื่อ จนกระทั่งได้พบเห็นพระองค์ด้วยตนเอง พระองค์ทรงมอบหมายภารกิจการประกาศข่าวประเสริฐแก่คนทั่วโลกให้แก่พวกเขา และพระองค์ทรงสนับสนุนพวกเขาด้วยหมายสำคัญการอัศจรรย์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เช้าวันอาทิตย์เมื่อพวกผู้หญิงมาที่อุโมงค์ พวกเธอปรารถนามาชโลมพระศพพระเยซู น่าจะเป็นเพราะว่าพวกเธอเห็นว่า การชโลมพระศพเมื่อเย็นวันศุกร์นั้นทำอย่างเร่งรีบ เพราะใกล้ถึงวันสะบาโตแล้ว(วันสะบาโตเริ่ม 6 โมงเย็นวันศุกร์)
พวกเธอมีอุปสรรคใหญ่คืออุโมงค์มีก้อนหินใหญ่ปิดอยู่ พร้อมประทับตราห้ามเปิดโดยเจ้าเมืองปีลาต
แต่เมื่อพวกเธอทำส่วนของพวกเธออย่างดีที่สุด คือเตรียมเครื่องหอมแล้วมาที่อุโมงค์แต่เช้าตรู่
ส่วนที่ยากเกินกำลังของพวกเธอนั้น พระเจ้าทรงกระทำให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

1.@  เพียงแต่เราสัตย์ซื่อทำส่วนของเราให้ดีที่สุด ด้วยความรักที่มีต่อพระเยซู
ที่เหลือสิ่งที่เกินกำลังของเรานั้น พระเจ้าจะเป็นผู้กระทำให้แก่เราเอง

2.# ทูตสวรรค์บอกพวกผู้หญิงให้ไปบอกเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู แก่พวกสาวก โดยระบุชื่อเปโตรเป็นพิเศษ น่าจะเพราะว่า เปโตรปฏิเสธพระเยซูถึง 3 ครั้ง และเขารู้สึกเสียใจอย่างที่สุด พระเจ้าจงใจเน้นย้ำชื่อของเปโตร เพื่อให้รู้ว่าพระองค์ไม่ถือโทษ และพร้อมที่จะพบเขาอีกครั้ง

2.@ เมื่อเราผิดพลาดพลั้งไป ไม่ว่าจะมากสักเพียงใด ไม่ว่าจะกี่ครั้งแล้วก็ตาม พระเยซูยังพร้อมให้อภัย และให้เราเริ่มต้นใหม่กับพระองค์เสมอ

3.# พระเยซูเลือกปรากฏเป็นพิเศษแก่มารีย์ ชาวมักดาลา ผู้ที่เคยมีผีสิงถึง 7 ผี
แน่นอนเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีที่สุดในบรรดาผู้หญิงที่ติดตามพระเยซู
แต่ก็ไม่อาจมีใครเถียงได้ว่า เธอเป็นผู้หญิงที่รักพระเยซูมากที่สุดคนหนึ่ง

3.@ เมื่อพระเยซูมองมาที่เรา พระองค์ไม่ได้มองดูความชั่วช้าที่เราเคยทำในอดีต แต่มองดูที่ความรักที่เรามีต่อพระองค์ในปัจจุบันนี้

4.# ไม่ว่ามารีย์ชาวมักดาลา หรือ สาวก 2 คนที่เดินทางไปเอมมาอูส ผู้ได้พบพระเยซูหน้าต่อหน้าเมื่อพระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว จะมาบอกพวกสาวก เรื่องพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พวกสาวกก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี
ดังนั้นเมื่อพระเยซูมาปรากฏแก่พวกเขา พระองค์จึงทรงตำหนิในเรื่อง ความสงสัยและใจดื้อดึงของพวกเขา

4.@ เมื่อพระเยซูพบพวกสาวก พระเยซูไม่ตำหนิเปโตรหรือพวกเขาเลยสักคำเดียวที่เคยทอดทิ้งพระองค์ไป
แต่พระองค์ทรงตำหนิพวกเขา ที่วันนี้ ยังคงสงสัยและมีใจดื้อดึงไม่เชื่อฟังอยู่ดี
ความผิดในอดีตไม่ใช่สาระสำคัญเลย เมื่อเทียบกับ ความเชื่อในปัจจุบัน
วันนี้ เรามีความเชื่อไว้วางใจในพระเยซู สำหรับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่?

5.# พระเยซูทรงมอบหมายภารกิจให้พวกสาวกออกไปประกาศข่าวประเสริฐไปทั่วโลก และเมื่อพวกเขาทำตามคำสั่ง พระองค์ทรงร่วมงานกับพวกเขาด้วยหมายสำคัญ การอัศจรรย์

5.@ พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราออกไปประกาศข่าวประเสริฐแก่ทุกคน เมื่อเราเชื่อฟัง ลงมือประกาศข่าวประเสริฐ พระองค์จะเป็นผู้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นทั้งหมดสำหรับเราเอง ทั้งเรื่องทั่วไปและเรื่องที่เหนือธรรมชาติ

คำคม

“ เมื่อเราประกาศพระเจ้าแก่ผู้คน พระองค์จะสำแดงพระองค์แก่พวกเขาเอง ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 15

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการประหารชีวิต ของพระเยซู ผู้ที่ปีลาตผู้พิพากษาคดีนี้ สรุปว่า พระเยซูไม่มีความผิด แต่ก็สั่งประหารชีวิตพระองค์ เพราะเห็นแก่พวกยิว
  • พระเยซูทรงรับทุกข์ทรมานจนตายบนไม้กางเขนเพื่อเป็นตัวแทนของเรารับโทษแทนความผิดบาปของเรา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพระเยซูถูกพวกมหาปุโรหิตจับตัวมาหาปีลาต แล้วพวกเขากล่าวหาพระเยซูด้วยข้อหาหลายอย่าง แต่พระเยซูไม่พูดแก้ตัวอะไรเลย

ดังใน อสย. 53:7 ท่าน​ถูก​บีบ​บัง​คับ​และ​ถูก​ข่ม​ใจ ถึง​กระ​นั้น​ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก เหมือน​ลูก​แกะ​ที่​ถูก​นำ​ไป​ฆ่า และ​เหมือน​แกะ​ที่​เป็น​ใบ้​ต่อ​หน้า​ผู้​ตัด​ขน​ของ​มัน​เช่นใด ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก​ของ​ท่าน​เลย​เช่น​นั้น

1.@  พระเยซูทำทุกอย่างด้วยการเชื่อฟังพระบิดา เพื่อให้ทุกสิ่งที่พระบิดาตรัสไว้นั้นสำเร็จทุกประการ

วันนี้ สิ่งที่เราทำ เราทำตามใจตัวเอง หรือทำตามพระทัยพระบิดา?

ถึงแม้ว่าการทำตามพระทัยพระบิดาจะทำให้เราถูกเอาเปรียบ ได้รับความไม่ยุติธรรม เรายังคงเลือกทำตามใจพระบิดาอยู่หรือไม่?

2.# ทั้งปีลาตและประชาชน ต่างทราบว่า พวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิต​จับตัว​พระ​เยซูก็เพราะว่า​ความ​อิจ​ฉา ไม่ใช่เพราะพระองค์ทำผิดประการใดเลย 

ถึงกระนั้นทั้งปีลาตและประชาชนก็ร่วมกันตัดสินประหารชีวิตพระเยซู ผู้ที่พวกเขารู้ว่าเป็นจำเลยผู้บริสุทธิ์

2.@ พระเยซูได้รับความอยุติธรรม เพื่อบาปของเราจะรับการลงโทษอย่างยุติธรรม บนพระกายของพระเยซู

3.# พวกทหารของปีลาต เยาะเย้ย ล้อเลียน ทำพระเยซูเป็นตัวตลก ดูถูกดูหมิ่น พระเยซูอย่างน่าอับอาย

3.@ พระเยซูได้การดูถูกเหยียมอย่างน่าอัปยศ เพื่อให้เราได้รับศักดิ์ศรีและเกียรติอันสูงส่งยิ่งกว่าเหล่าทูตสวรรค์ คือได้รับเกียรติเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด

4.# พระเยซูผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ต้องรับสภาพมนุษย์ที่อ่อนแอ และถูกซ้อม  ถูกทำร้าย เฆี่ยนตีจนหมดแรง ไม่มีแรงแม้แต่จะแบกกางเขนของตน

4.@ พระเยซูผู้ทรงฤทธิ์เข้มแข็งที่สุดต้องรับสภาพอ่อนแรงอย่างที่สุด เพื่อเราจะผู้อ่อนแอจะเข้าส่วนในฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งของพระองค์

5.# พระเยซูผู้ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่ง ทรงรับสภาพมนุษย์ผู้ไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังถูกนำไปจับสลากแบ่งกัน

5.@ พระเยซูทรงสละทุกสิ่งที่ทรงครอบครองในสวรรค์ จนไม่เหลือ อะไรเลย เพื่อเราผู้ไม่มีอะไรเลย จะร่วมครอบครองทุกสิ่งกับพระองค์

6.# พระเยซูผู้เต็มด้วยสง่าราศี พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ต้องตายเยี่ยงโจรชั่วช้า ที่ไม่มีผู้คนสงสาร ไม่แม้แต่เวทนา มีแต่คนเยาะเย้ยถากถาง ว่าสมควรตายแล้ว

6.@ พระเยซูทรงทิ้งศักดิ์ศรีพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ เพื่อให้เรา คนบาปผู้น่าสังเวช จะได้รับสง่าราศีร่วมกันกับพระองค์

7.# พระเยซูผู้ทรงเป็นหนึ่งกับพระบิดา ไม่เคยแยกขาดจากกันเลย ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา ถูกพระบิดาทอดทิ้ง เมินพระพักตร์ไปเสีย
เนื่องจากบนพระเยซูเต็มไปด้วยความบาปชั่วของเราทั้งหลาย สุดแสนน่ารังเกียจในฝ่ายวิญญาณ จนพระบิดาทนดูชายผู้มีบาปชั่วมากขนาดนี้ไม่ไหวแล้ว

7.@ พระเยซูถูกทอดทิ้ง ให้ตายอย่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย ถูกแยกออกจากพระบิดา
เพื่อเราผู้เป็นคนบาปชั่วช้า ผู้สมควรถูกแยกจากพระเจ้าชั่วนิรีนดร์ ได้เข้าสนิทสนมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้าได้

8.# พระเยซู พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ ต้องตายเยี่ยงมนุษย์ผู้เป็นเพียงแต่ผงคลี ถูกฝังไว้อย่างมนุษย์ผู้จากไป

8.@ พระเยซูผู้เป็นอมตะ ต้องตายอย่างมนุษย์ผู้เปื่อยเน่า เพื่อเราจะเข้าสู่ชีวิตเป็นอมตะชั่วนิรันดร์ร่วมกันกับพระองค์

คำคม

“ พระเยซูยอมทิ้งทุกสิ่ง เพื่อให้เราได้สิ่งดีทุกอย่าง
เราจะยอมทิ้งอะไรเพื่อพระองค์บ้าง? ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 14

ภาพรวม

  • ในบทนี้กล่าวถึงช่วงเวลาก่อนและหลังพระเยซูถูกจับกุม ว่าทั้งหมดเป็นไปตามคำพยากรณ์ที่บอกไว้แล้วล่วงหน้า เป็นไปตามแผนการของพระเจ้า

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวกผู้นำศาสนาวางแผนฆ่าพระเยซู แล้วรอสบโอกาสที่จะลงมือ
มารีย์วางแผนชโลมน้ำหอมให้แด่พระเยซู แล้วเมื่อสบโอกาสเธอก็ลงมือทำ

1.@  ไม่ว่าแผนชั่วร้าย หรือ แผนที่ดี ของมนุษย์ พระเจ้าก็สามารถใช้แผนเหล่านั้นทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จได้

ไม่ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้้นกับเรา เรารู้ได้ว่า นั่นกำลังอยู่ในแผนการของพระเจ้าผู้ทรงรักเรา

2.# มารีย์ทำสิ่งที่ดีอย่างสุดกำลังแด่พระเยซู แต่เธอก็ถูกเข้าใจผิด และถูกรุมตำหนิจากหลายต่อหลายคน
พระเยซูทรงปกป้องเธอและอวยพรเธอ

2.@ เมื่อเราทำสิ่งดีเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ แม้คนจะเข้าใจผิด แต่พระเจ้าเองจะเป็นผู้ที่ปกป้องและอวยพรเรา

3.# พระเยซูให้สาวก 2 คนไปเตรียมปัสกา ซึ่งพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเขาเพียงไปหาชายทูนหม้อน้ำไว้บนหัวเท่านั้นเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะหาพบ เพราะปกติผู้ชายจะไม่ทูนหม้อน้ำไว้บนหัว เพราะงานขนน้ำไม่ใช่งานของผู้ชาย แต่เป็นงานของผู้หญิง

3.@ งานที่พระเจ้าทรงใช้ให้เราไปทำนั้น พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับงานนั้นไว้อย่างเพียงพอเสมอ

4.# พระเยซูทรงตั้งพิธีมหาสนิท ก็เพราะรักเรา ประสงค์ให้เราจดจำอยู่เสมอถึงคำสัญญาที่พระเจ้าทรงมีต่อเราโดยพระกายและพระโลหิตของพระองค์

4.@ ยื่งเราระลึกถึงคำสัญญาของพระเจ้าได้บ่อยเท่าไหร่ เราก็ยิ่งดำเนินชีวิตติดสนิทกับพระองค์มากเท่านั้น

5.# พระเยซูบอกว่าเหล่าสาวกจะทิ้งพระองค์หนีไป แต่เหล่าสาวกต่างยืนยันว่า ไม่มีวันทอดทิ้งพระเยซู ต่อมาอีกไม่นานนัก พวกเขาก็ทิ้งพระองค์ไปหมด

5.@ คำของมนุษย์ไม่อาจไว้ใจ คำของพระเจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลง

6.# ในยามที่พระเยซูทุกข์ใจที่สุด ที่สวนเกทเสมเนนั้น พระองค์ยังคงสอนพวกสาวกด้วยความรัก ความห่วงใย ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​เฝ้า​ระวัง​และ​อธิษ​ฐาน เพื่อ​จะ​ไม่​ถูก​การ​ทด​ลอง จิต​วิญ​ญาณ​พร้อม​แล้ว​ก็​จริง แต่​กาย​ยัง​อ่อน​กำ​ลัง”

6.@ ในยามที่พระเยซูทรงรับสภาพมนุษย์ในช่วงที่อ่อนแอที่สุด พระองค์ยังคงรักและห่วงในพวกสาวก
บัดนี้พระองค์ทรงเต็มไปด้วยฤทธานุภาพสูงสุดอีกครั้ง พระองค์จะไม่ยิ่งรักและห่วงใยเราทั้งหลายผู้เป็นสาวกของพระองค์อย่างนั้นหรือ?

7.# ถ้าจะจับพระเยซูข้อหาสอนผิด ควรจับพระองค์ขณะสอนในพระวิหาร แต่พวกของมหาปุโรหิตถือดาบถือตะบองมาจับพระเยซูในเวลากลางคืน ทำเหมือนกับการจับโจร
ที่เป็นเช่นนั้น ในมุมมองทั่วๆไป ก็เพราะเป็นแผนการชั่วร้ายของพวกมหาปุโรหิต
แต่ความจริงก็เพราะ เพื่อเป็นไปตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์

7.@ พระเยซูถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ตามแผนชั่วของพวกมหาปุโรหิต ก็เพื่อให้แผนการดีเลิศของพระเจ้าสำเร็จ
วันนี้ หากไม่ได้รับความยุติธรรม แสดงว่าพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมมีแผนการพิเศษบางอย่างสำหรับชีวิตของเรา

8.# พวกมหาปุโรหิตจับพระเยซูมาก่อน หลังจากนั้นค่อยมาช่วยกันหาข้อหาว่าจับพระองค์ข้อหาอะไรดี ซึ่งปรากฏว่าก็หาข้อหาไม่ได้อีกอยู่ดี
จนพระเยซูบอกว่า พระองค์เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า
พวกเขาจึงตัดสินใจเอาข้อหานี้ละกัน
ไม่ใช่ข้อหาที่ พิสูจน์ได้ว่า พระเยซูพูดผิด เพราะเขาพิสูจน์ไม่ได้
แต่เป็นข้อหา ดันพูดในสิ่งที่พวกเขาไม่เชื่อ

8.@ คนที่ไม่เชื่อ แม้เขาจะพิสูจน์ไม่ได้ว่า การไม่เชื่อของเขาถูกต้อง ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี

9.# เปโตรไม่ได้เสียใจ เมื่อเขาปฏิเสธพระเยซูครั้งที่ 1 และ 2
เมื่อเขาปฏิเสธพระเยซูครั้งที่ 3 เขาก็ยังไม่เสียใจ
จนกระทั่งเมื่อไก่ขัน เขาก็ระลึกคำตรัสของพระเยซูได้ เขาจึงเสียใจในสิ่งที่ได้ทำไป

9.@ พระคำของพระเจ้า จะนำเราไปสู่การเสียใจที่พระเจ้าพอพระทัย คือ เสียใจที่นำไปสู่การกลับใจใหม่

วันนี้ พระคำของพระเจ้า ทำให้เราเสียใจในสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไป แล้วนำให้เราปรารถนาจะกลับใจใหม่แล้วหรือยัง?

คำคม

“ พระเยซูถูกจับ เพื่อให้เรารอด ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 13

ภาพรวม

  • ในบทนี้ได้พูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ การข่มเหง และเหตุการณ์ต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วพระเยซูคริสต์ก็จะเสด็จกลับมา ดังนั้นเราทั้งหลายผู้รู้ล่วงหน้า ควรเตรียมตัวให้พร้อม ด้วยการตื่นตัวฝ่ายวิญญาณอยู่ตลอดเวลา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

ุ1.#  พระเยซูบอกกับพวกสาวกว่า สิ่งที่ชาวยิวภาคภูมิใจคือวิหารอันงดงามนี้ สักวันหนึ่งจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

1.@  สิ่งของในโลกนี้ที่เราภาคภูมิใจ ในที่สุดจะเสื่อมสูญไป สิ่งในสวรรค์ที่เราภาคภูมิใจ จะคงอยู่ตลอดไป
สิ่งที่เราภาคภูมิใจในสวรรค์ ได้แก่ สิ่งที่เราได้ทำเพื่อพระเจ้าขณะที่อยู่ในโลกนี้

2.# พระเยซู บอกให้ทราบว่า เรารู้ว่าใกล้จะถึงยุคสุดท้ายแล้ว เมื่อเกิดสงคราม แผ่น​ดิน​ไหว​ใน​ที่​ต่างๆ กันดาร​อาหาร และเกิดการข่มเหง

2.@ ทุกวันนี้ เหตุการณ์ข้างต้นเกิดมาขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เราควรรู้ตัวได้แล้วว่า อวสานของสิ่งทั้งปวงกำลังจะมาถึงแล้ว

เราควรใช้เวลาและชีวิตที่เหลือ ทำสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเราในสวรรคสถาน นั่นคือ การปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าในขณะที่เรายังมีโอกาส

3.# เมื่อการข่มเหงเกิดขึ้น พระเยซูแนะนำว่า เราควรอดทนให้ถึงที่สุด ภักดีต่อพระองค์จนวันตาย

3.@ วันนี้ พระเจ้าอนุญาตให้เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับเรา ก็เพื่อพัฒนาความเชื่อและความอดทนของเรา เพื่อเราจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้เมื่อการข่มเหงมาถึง

4.# ในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา พระองค์จะทรงใช้ทูตสวรรค์รวบรวมผู้เชื่อทั้งหมดมาด้วยกัน แล้ววันนั้นทุกคนจะรู้ความจริงว่า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าและทรงเป็นทางรอดเดียวสำหรับมนุษยชาติ แต่สำหรับหลายคนวันนั้นมันสายเกินไปสำหรับพวกเขาเสียแล้ว

4.@ เรารู้ความจริงได้เลยในวันนี้ด้วยความเชื่อ ไม่ต้องรอให้เห็นก่อนก็ได้
ดังนั้นเราผู้รู้ความจริงแล้วในวันนี้ เราสมควรดำเนินชีวิตสอดคล้องกับความจริง
ใช้ชีวิตอย่างฉลาด อย่างมีปัญญา ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่ใช่เพื่อตนเองแต่เพื่อพระองค์ผู้กำลังจะเสด็จกลับมา

5.# เราไม่สามารถรู้ได้ว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อไหร่ก็จริงอยู่ แต่เราสามารถสังเกตได้ เหมือนรู้ได้ว่าฤดูร้อนใกล้มาแล้ว เมื่อสังเกตว่ามะเดื่อเริ่มแตกใบแล้ว
เมื่อเหุตการณ์ในพระคัมภีร์ ทยอยเกิดขึ้นเป็นจริงจนเกือบหมดเช่นนี้แล้ว เราควรสังเกตและรู้ได้แล้วว่า วันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมานั้นใกล้เข้ามาแล้ว
ดังนั้น ได้เวลาแล้วที่เราควรดำเนินชีวิตอย่างเฝ้าระวัง เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระองค์

5.@ เราควรเลิกหลับ หรือสะลึมสะลือ ฝ่ายวิญญาณได้แล้ว
ได้เวลาตื่นตัว เอาจริงเอาจังในเรื่องฝ่ายวิญญาณได้แล้ว เพราะโอกาสที่เราจะทำเช่นนั้นได้เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

คำคม

“ จงตื่นตัวและเฝ้าระวัง เพราะวันที่พระเยซูจะเสด็จกลับมานั้นใกล้เต็มทีแล้ว ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 12

ภาพรวม

  • ในบทนี้ทั้งคำอุปมาและคำสอนของพระเยซู มุ่งชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมีความรู้มากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าไม่เชื่อในพระคำของพระองค์ และไม่ได้กระทำแด่พระองค์ด้วยจริงใจ สิ่งที่เขารู้และกระทำนั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูตรัสคำอุปมา เรื่องคนเช่าสวนองุ่น ซึ่งเล็งถึงพวกผู้นำศาสนา ซึ่งมีหน้าที่อบรมสั่งสอน ประชาชน(สวนองุ่น)ให้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
แต่พวกเขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น พวกเขาหาประโยชน์ให้กับตนเอง นำประชาชนห่างไกลพระเจ้า เมื่อพระเจ้าส่งผู้เผยพระวจนะมาพวกเขาก็ไม่ยอมฟัง ทำร้ายบ้าง ฆ่าทิ้งบ้าง
เมื่อพระเจ้าส่งพระบุตรลงมา พวกเขาเกรงว่าพระบุตรจะมาเอาประโยชน์ที่เขาได้รับจากประชาชนไป เอาความศรัทธาจากประชาชนไป พวกเขาจึงคิดจะฆ่าพระบุตรทิ้งเสีย เพื่อจะครอบงำประชาชนได้ตลอดไป

หมายเหตุ : ตาม​กฎหมาย​ของ​ยิวนั้น ถ้าที่ดิน​ใด​ที่​ไม่​มี​ทายาท​อ้าง​กรรมสิทธิ์​ให้​ถือ​ว่า ​ไม่​มี​เจ้าของ​ ใคร​จะ​ยึด​เป็น​กรรมสิทธิ์​ก็​ได้ ​ดังนั้น​คน​เช่า​สวน​จึง​วางแผน​ฆ่า​บุตร​เจ้าของ​สวน​เพื่อ​ยึด​ครอง​กรรมสิทธิ์​ที่ดิน​แทน

พระเยซูจึงพยากรณ์ว่า ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจะเอาการเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า ไปจากพวกเขาแล้วให้แก่คนต่างชาติแทน
แต่พวกเขาจะถูกทำลายเสีย

ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาต่อมา ข่าวประเสริฐได้แพร่ไปทั่วโลก และในค.ศ.70 อิสราเอลถูกโรมทำลายเสียสิ้น

1.@  อิสราเอลปฏิเสธพระเจ้า และปฏิเสธการช่วยเหลือจากพระเจ้า พวกเขาจึงไม่ได้รับช่วยกู้ แล้วการช่วยกู้จึงตกไปยังคนต่างชาติ
วันนี้ ถ้าเราปฏิเสธไม่รับพระเมตตาจากพระเจ้า โดยไม่ยอมอธิษฐานขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้
พระเจ้าก็ยังคงเทพระเมตตาลงมาอยู่ดี ในเหตุการณ์นี้
แต่จะไม่ได้มาถึงเรา แต่จะไปถึงคนที่ปรารถนาพระเมตตาจากพระองค์

2.# พวก​ฟา​ริสี​และ​พวก​เฮ​โรดซึ่งเดิมเกลียดกันมาก ได้ร่วมมือกันเพราะพวกเขามีศัตรูร่วมกัน คือ พระเยซู ผู้ที่พวกเขาเกลียดมากกว่าเกลียดกันและกัน
พวกเขาได้มาจับผิดพระเยซู โดยถามว่าควรเสียส่วยให้ซีซาร์หรือไม่
หากพระเยซูตอบว่า “ควร” ประชาชนก็จะเกลียดพระองค์
หากพระเยซูตอว่า “ไม่ควร” ก็จะทำผิดต่อกฏหมายโรมและจะถูกจับกุมตัว
พระเยซูตอบว่า “ของของซีซาร์ จงถวายแด่ซีซาร์” แปลว่า คนที่ใช้เงินตราภายใต้การปกครองของซีซาร์ก็สมควรเสียส่วยให้ซีซาร์
และ “ของของพระเจ้า จงถวายแด่พระเจ้า” แปลว่า ทุกสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีนั้น อยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า ดังนั้นมนุษย์ทุกคนควรใช้ทุกสิ่งที่มีถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไม่ใช่ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง อย่างพวกผู้นำศาสนาในเวลานั้น
คำตอบนี้ พวกทหารโรมพอใจ และพวกประชาชนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง

2.@ วันนี้ สิ่งที่เรามี เราได้ใช้กี่เปอร์เซนต์ เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า?
เวลา เงินทอง ความสามารถ บ้าน รถ ทรัพย์สินที่มี ฯลฯ

3.# พวกสะดูสีมาทดลองพระเยซูบ้าง ด้วยคำถามว่า เวลาเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว หญิงที่มีสามีหลายคน จะเป็นภรรยาของใครกันแน่? เป็นคำถามเพื่อเย้ยหยันเนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย
พระเยซูตอบพวกเขาว่า เพราะพวกเขาไม่รู้พระคัมภีร์และไม่เชื่อพระคัมภีร์ พวกเขาจึงไม่เข้าใจ
คนที่เป็นขึ้นมาจากความตายจะเป็นเหมือนทูตสวรรค์ที่ไม่มีการสมรสกัน และการเป็นขึ้นมาจากความตายมีจริงๆ จะเกิดขึ้นจริงๆ

3.@ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในวันนี้ ที่ทำให้เราหวั่นไหว เป็นไปได้ว่า ก็เพราะว่าเราไม่เข้าใจพระคำของพระเจ้าดีพอ หรือยังไม่มีความเชื่อในพระคำของพระเจ้าจริงๆ

4.# พระเยซูสอนว่า บัญญัติข้อใหญ่ที่สุด คือรักพระเจ้าสุดใจ รองลงมา คือรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
เมื่อธรรมาจารย์คนที่ถามพระเยซูเรื่องนี้ แสดงความเห็นพ้องกับพระเยซู
พระองค์ทรงบอกว่า “”เขาไม่ไกลจากแผ่นดินสวรรค์แล้ว”
แสดงว่า ต่อให้เขารู้และเข้าใจขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์เลย แค่อยู่ไม่ไกล
เพราะต่อให้รู้ มนุษย์ก็ไม่สามารถทำเองได้ โดยปราศจากความช่วยเหลือจากพระเยซู

4.@ วันนี้ เราตั้งใจอย่างจริงจังแล้วหรือยัง ที่จะใช้ชีวิตรักพระเจ้าสุดใจ และรักเพื่อนบ้านเต็มกำลัง?
หากเราตั้งใจเช่นนั้น เราสามารถทูลขอต่อพระเยซูอย่างจริงจังและจริงใจ ให้พระองค์ช่วยเราให้สิ่งทั้งสองนี้เกิดขึ้นเป็นจริงในชีวิตของเรามากขึ้นๆทุกวัน

5.# พระเยซูถามเกี่ยวกับพระมาซีฮาเป็นเชื้อสายของดาวิดได้อย่างไร ในเมื่อดาวิดเรียกพระองค์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า?
สิ่งนี้ไม่อาจตอบได้ นอกจากจะเชื่อว่า พระเยซูผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด เป็นพระบุตรของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์
แต่พวกธรรมจารย์เลือกไม่เชื่อ พวกเขาจึงตอบคำถามนี้ไม่ได้

5.@ วันนี้ เหตุที่เรายังไม่เข้าใจ อาจเป็นไปได้ว่า เรายังไม่ยอมเชื่อพระคำของพระเจ้าอย่างสุดใจ

6.# พระเยซูตำหนิพวกธรรมาจารย์ ว่าทำสิ่งชั่วร้ายแต่แสร้งทำตัวเป็นคนดี คนแบบนี้จะถูกลงโทษ หนักยิ่งกว่าคนชั่วคนอื่นๆเสียอีก

6.@ สิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจคือ การเสแสร้ง
วันนี้ เมื่อเรามาเข้าเฝ้าพระเจ้า ควรถอดกากออก เข้าหาพระองค์อย่างจริงใจ อย่าเสแสร้งทำตัวเป็นคนดี

7.# พระเยซูสอนสาวกว่า หญิงม่ายที่ถวายเพียง 2 เหรียญทองแดง ประมาณ 5 บาท เป็ยผู้ถวายมากกว่าใครทั้งหมด เพราะพระเจ้าไม่ได้ดูที่ปริมาณเงิน แด่ดูที่ปริมาณหัวใจที่ถวายแด่พระองค์

7.@ วันนี้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรแด่พระเจ้าก็ตาม พระองค์ไม่ได้ทอดเพระเนตรดูที่ความยิ่งใหญ่ของงาน แต่ดูที่ท่าทีในหัวใจของเราว่าทำแด่พระองค์ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์มากเพียงใด

คำคม

“ สิ่งที่เราทำในวันนี้ เราทำด้วยความรักที่มีต่อพระเยซูมากเพียงใด ?”

ขุมทรัพย์ มาระโก 11

ภาพรวม

  • ในบทนี้ชี้ให้เห็นถึงผลของความเชื่อ โดยความเชื่อนั้นพวกสาวกจึงพบการจัดเตรียมลูกลา โดยความเชื่อประชาชนจึงสรรเสริญพระเยซู โดยความเชื่อต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวแห้งไป และโดยความไม่เชื่อนั้นพวกฟาริสีจึงไม่ได้รับคำตอบ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูจะต้องเสด็จเข้าเยรูซาเล็มอย่างกษัตริย์ผู้ถ่อมใจ ต้องนั่งลูกลาเข้าเยรูซาเล็ม พระองค์จึงทรงใช้สาวก 2 คน ไปตระเตรียมลูกลานั้น

สาวกไม่มีเงินมากนัก และอาจจะไม่รู้จักใครแถวนั้น ดูเหมือนภารกิจที่ได้รับมอบหมายนี้ยากเอาการ

แต่สิ่งที่ยากนั้น พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่งานง่ายๆที่ต้องทำตามด้วยความเชื่อเท่านั้น
คือ เข้าไปในหมู่บ้านแล้วจูงลูกลามาเลย

1.@  ในการติดตามพระเยซู เรื่องยากๆพระองค์ทรงจัดเตรียมให้เราแล้ว เหลือแต่งานง่ายๆที่เราต้องเชื่อฟังกระทำตามพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น

วันนี้การติดตามพระเยซูนั้นไม่ยากเลย แค่เชื่อฟังเท่านั้น ที่เหลือพระองค์ดูแลเอง

2.# พระเยซูทรงสาปต้นมะเดื่อที่ไม่มีผล เพื่อสำแดงให้เห็นว่า
ถ้าพวกสาวกมีความเชื่อก็สามารถทำได้ทุกสิ่ง
แม้สิ่งนั้นจะดูไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลในมุมมองของมนุษย์ก็ตาม

2.@ ถ้ามีความเชื่อมากพอสำหรับเรื่องใดๆ หากเรื่องนั้นไม่ได้ขัดแย้งกับพระคำของพระเจ้า เรื่องเหล่านั้นก็ล้วนแต่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น

วันนี้เราเชื่ออย่างไม่สงสัยหรือไม่ว่า พระเจ้าสามารถช่วยเราให้พ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้?

3.# พระเยซูทรงขับไล่คนซื้อขายในพระวิหาร และห้ามคนที่ใช้พระวิหารเป็นทางลัดเพื่อขนสิ่งของ เพราะพระเยซูต้องการบอกให้คนทั้งหลายทราบว่า การใช้พระวิหารนั้น ไม่สมควรที่จะใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่ควรใช้เพื่อพระเจ้าเท่านั้น คือใช้ในการเข้าเฝ้าพระเจ้า ในวิหารสำหรับการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่านคำอธิษฐาน

3.@ วันนี้ เราใช้ตัวเรา ซึ่งเป็นพระวิหารของพระเจ้า ทำสิ่งต่างนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ใครได้รับประโยขน์จากการกระทำเหล่านั้น พระเจ้าหรือตัวเราเอง?

วันนี้ ตัวเราซึ่งเป็นนิเวศน์แห่งการอธิษฐาน เราใช้ตัวเราสำหรับการอธิษฐานมากเพียงใด?

4.# พระเยซูทรงสอนว่า ถ้าอธิษฐานด้วยความเชื่อ ก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ ขณะเดียวกันพระองค์อธิบายเพิ่มเติมว่า การอธิษฐานด้วยความเชื่อนั้น จะสำแดงออกเป็นการเชื่อฟัง

เช่นการอธิษฐานด้วยความเชื่อ แต่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ที่พระองค์ทรงบอกให้ยกโทษให้ผู้อื่น ไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมยกโทษ แล้วเช่นนี้จะเรียกว่าอธิษฐานด้วยความเชื่อได้อย่างไร

4.@ คำอธิษฐานที่มีพลังทำให้เกิดผลได้นั้น คือคำอธิษฐานด้วยความเชื่อ
และคำอธิษฐานด้วยความเชื่อจะสะท้อนออกมาเป็นการเชื่อฟังของผู้ที่อธิษฐานนั้น

5.# พวก​หัวหน้า​ปุโร​หิต พวก​ธรร​มา​จารย์ และ​พวก​ผู้​ใหญ่ มาถามพระเยซูว่า พระเยซูมีสิทธิอะไรมา สอน ทำการอัศจรรย์และสำแดงสิทธิอำนาจในพระวิหาร เช่น ไล่คนค้าขายออกไป
พระเยซูชี้ให้พวกเขาเห็นว่า ทั้งที่รู้ว่าสิทธิอำนาจที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้รับนั้นมาจากพระเจ้า พวกเขาก็ยังไม่เชื่อยอห์นเลย
ดังนั้นต่อฝห้พระเยซูตอบไป ว่าเป็นสิทธิอำนาจมาจากพระเจ้า พวกเขาก็คงยังจะไม่เชื่ออยู่ดี
พระเยซูจึงทรงไม่ตอบพวกเขา เพราะรักพวกเขาไม่ประสงค์เพิ่มโทษ เพิ่มข้อหาปฏิเสธสิทธิอำนาจของพระเยซูเข้าไปอีก 1 ข้อหา นอกจากข้อหาที่พวกเขาปฏิเสธสิทธิอำนาจของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา

5.@ บางครั้ง พระเจ้าไม่ได้ตอบคำอธิษฐานของเรา ดูเหมือนกับว่าพระองค์ไม่สนใจที่จะตอบเรา แต่ความจริงแล้วเพราะพระองค์ทรงรักเรา จึงเลื่อนการตอบคำอธิษฐานนั้นออกไปก่อน

คำคม

“ ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้ โดยความเชื่อแท้
และความเชื่อแท้จะสะท้อนออกเป็นการเชื่อฟังอย่างแท้จริง ”

ขุมทรัพย์ มาระโก 10

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงความเข้าใจของพวกสาวกหลายประการ สาวกไม่เข้าใจเรื่องการหย่า ไม่เข้าใจเรื่องเด็กเล็กๆ ไม่เข้าใจเรื่องเศรษฐีเข้าสวรรค์ไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่องคำพยากรณ์ถึงการสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ ไม่เข้าใจเรื่องการเป็นใหญ่ที่แท้จริง
  • แล้วจบลงด้วยเรื่องบารทิเมอัส ซึ่งก็คงไม่เข้าใจเรื่องข้างต้นทั้งหมดด้วยเช่นกัน แต่มีประสบการณ์กับฤทธิ์อำนาจของพระเยซู เขาจึงติดตามพระเยซูไป

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  สิ่งที่พระเยซูทรงทำอยู่เสมอ(ข้อ1) คือ สั่งสอนคนทั้งหลายที่มาหาพระองค์

1.@  วันนี้ ก็เช่นกัน พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสอนเรา ในการดำเนินชีวิต โดยการสอนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผ่านพระคำของพระองค์

ให้เราเอาใจใส่และจดจ่อต่อการสอนที่มาจากพระเจ้าเบื้องบนเถิด ด้วยการเอาใจใส่พระคำของพระองค์

2.# พระเจ้าผูกพันสามีภรรยาเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ต้องการให้พรากจากกัน แต่คนอิสราเอลยังคงดื้อดึง ต้องการจะแยกจากกัน โมเสสจึงบัญญัติไว้ว่า หากอยากจะหย่าจริงๆ ต้องทำหนังสือหย่า ซึ่งเป็นการเพิ่มขั้นตอนให้ยุ่งยากมากขึ้น จะได้มีเวลาคิดพิจารณาใหม่ เผื่อจะเปลี่ยนใจไม่หย่า

2.@ เมื่อเราจงใจทำขัดขืนน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์จะส่งหลายสิ่งมาขัดขวางเรา เพื่อไม่ให้เราทำเช่นนั้นได้ง่ายๆ
แต่ถ้าจิตใจของเราแข็งกระด้าง ยังไงก็จะไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์ก็จะปล่อยให้เราทำตามใจปรารถนาอันดื้อดึงของเรานั้น ซึ่งในที่สุดจะเป็นผลร้ายต่อตัวเราเอง

จงกลับใจ ขณะที่ยังมีโอกาสกลับใจ

3.# ในสมัยนั้น มีผู้ชายบางคนเมื่อแต่งงานได้สักพัก เริ่มเบื่อภรรยา ก็เลยทำหนังสือหย่าตามช่องทางที่โมเสสเปิดไว้ให้ แล้วก็ไปแต่งงานกับหญิงคนใหม่ ที่สาวกว่า สดใสกว่า
พระเยซูจึงสอนว่า การทำเช่นนั้นเป็นการผิดประเวณี

3.@ การใช้ช่องของกฏระเบียบต่างๆ ทำตามใจปรารถนาของตนเอง ที่ขัดแย้งกับน้ำพระทัยของพระเจ้า แม้ไม่ผิดกฏระเบียบ แต่เป็นการทำผิดต่อพระเจ้า
เพราะเป็นการทำโดยไม่คำนึงถึงว่าพระเจ้าจะรู้สึกเช่นไร

เช่น “ฉันเล่นเกมส์ในโทรศัพท์ ขณะอาจารย์เทศนา ก็ไม่ผิดอะไรนี่นา ไม่ได้ไปรบกวนใคร” ซึ่งเป็นความจริง แต่เขาลืมคิดไปว่า แล้วพระเจ้าจะรู้สึกอย่างไร

4.# พระเยซูไม่พอพระทัยพวกสาวกที่ห้ามไม่ให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาพระองค์

4.@ วันนี้ เรากำลังทำให้พระเยซูไม่พอใจอยู่หรือเปล่า ด้วยการกีดกันเด็กออกจากเรื่องของพระเจ้า เพราะคิดว่าพวกเขาคงไม่รู้เรื่องอะไรหรอก

วันนี้ เรากำลังทำให้พระเยซูชื่นใจอยู่หรือเปล่า ด้วยการพยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้เด็กๆได้มีโอกาสเข้ามารู้จักกัยพระเยซูมากยิ่งขึ้น

5.# พระเยซูสอนว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าเขาไม่ยอมรับแผ่นดินของพระเจ้า เหมือนเด็กเล็กๆ เขาจะไม่มีทางเข้าแผ่นดินของพระเจ้าได้

5.@ การยอมรับแผ่นดินสวรรค์เหมือนเด็กเล็กๆ คือ รับด้วยความเชื่ออย่างจริงใจ และไว้วางใจ

ทุกวันนี้ บางคนต้อนรับเชื่อพระเจ้าแล้ว แต่จิตใจยังเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม ไม่เหมือนได้อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า เพราะพวกเขาไม่ยอมรับแผ่นดินของพระเจ้าแบบเด็กเล็กๆ ด้วยการวางใจพระเยซูอย่างสุดใจ

เนื้อหาเกี่ยวกับ รับแผ่นดินสวรรค์เหมือนเด็กเล็กๆ รับฟังได้จากคลิปนี้ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=6F5ufnp80lA

6.# เพราะว่าเศรษฐีหนุ่มวางใจในทรัพย์สมบัติ(ข้อ24) เขาจึงไม่มีใจเหลือที่จะวางใจในพระเยซูสุดใจได้

6.@ วิธีตรวจดูว่าเราวางใจในอะไรจริง ดูง่ายๆจาก
มีอะไรบ้าง หากเราต้องสูญเสียมันไปแล้ว เราคงไม่เครียด กังวล และคิดว่าเราคงไม่มีทางผ่านวิกฤตชีวิตไปได้แน่
มีพระเจ้าอยู่ด้วยก็ไม่พอ ต้องมีสิ่งนี้ด้วย จึงหายกังวล

เช่น มีพระเจ้าอย่างเดียว เครียด กังวล คิดว่าไปไม่รอดแน่
แต่ถ้ามีเงินสิบล้านบาทในกระเป๋า โอ้ว..หายเครียดเลย คนเช่นนี้ วางใจในเงิน 10 ล้านบาทมากกว่าพระเจ้า

7.# สำหรับคนยิวถือว่า คนรวยคือคนที่พระเจ้าอวยพร ดังนั้นเมื่อพระเยซูตรัสว่าคนรวยเข้าสวรรค์ ยากกว่าอูฐรอดรูเข็ม ดังนั้นพวกสาวกจึงประหลาดใจ แล้วพูดกันว่า แล้วจะมีใครสักคนไหมนี่ที่เข้าได้
พระเยซูจึงบอกพวกว่าเขา ไม่มีมนุษย์สักคนทำด้วยตนเองได้ แต่โดยพระเจ้า พระองค์สามารถทำให้ผู้ที่วางใจในพระองค์ ติดตามพระองค์ เข้าไปได้

7.@ การรอดพ้นนรกเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับมนุษย์
แต่โดยพระเจ้า พระองค์ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้น
บัดนี้ใครก็ตามที่เชื่อวางใจในพระเยซูอย่างจริงใจ สามารถพ้นนรก เข้าสู่สวรรค์ได้

คลิปแนะนำ “พ้นนรก สู่สวรรค์”
https://www.youtube.com/watch?v=3p_LlcYExcA

8.# พระเยซูทรงสัญญาว่า ผู้ที่สละสิ่งต่างๆเพื่อเห็นแก่พระองค์และข่าวประเสริฐของพระองค์ เขาจะเกิดผลดีทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า
แต่บางคนเริ่มต้นสละสิ่งต่างๆเพื่อพระองค์ แต่พอเวลาผ่านไปเขากลับสละพระองค์ไปหาสิ่งต่างๆ

8.@ การติดตามพระเยซูอย่างสุดใจ มีกำไรอย่างแน่นอน
แต่การติดตามพระองค์จำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องการติดตามพระเจ้าเป็นเรื่องของวันนี้
การที่เราเคยเต็มใจเชื่อฟังพระองค์มาแล้วนั้น ย่อมสำคัญน้อยกว่า วันนี้เรายังเต็มใจเชื่อฟังติดตามพระองค์ต่อไปหรือไม่

9.# ขณะที่พระเยซูกำลังไปเยรูซาเล็ม พวกสาวกก็ประหลาดใจในคำพยากรณ์ที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ ทั้งที่พระองค์ตรัสกับพวกเขาเป็นครั้งที่สามแล้ว พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจ
ส่วนประชาชนที่ติดตามพระเยซูไปก็เริ่มหวาดกลัวพวกฟาริสี เพราะพอเดาได้ว่าพวกนั้นคงกำลังจะหาทางทำลายพระองค์เป็นแน่ แล้วพวกเขาตามมาแบบนี้จะโดน ทำร้ายไปด้วยหรือเปล่า

9.@ วันนี้ อาจมีหลายอย่างที่เรายังไม่เข้าใจในพระคำของพระเจ้า และในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเราในอนาคต เรายังคงติดตามพระเยซูเต็มใจติดตามพระเยซูต่อไปหรือไม่?

เราอาจไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร แต่เรารู้แน่ว่าเรื่องวันพรุ่งนี้อยู่ในการควบคุมของใคร