ขุมทรัพย์ มัทธิว 12

ภาพรวม

  • พระเยซูทรงปฏิบัติพระราชกิจด้วยสิทธิอำนาจที่พระบิดาประทานแก่พระองค์ ผู้ที่เชื่อในสิทธิอำนาจนั้นจะรับการช่วยกู้ แต่ส่วนผู้ที่ดูหมิ่นสิทธิอำนาจนั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#   สำหรับพวกฟาริสี การทำตามกฏระเบียบกติกาเป็นสิ่งสำคัญ แต่พระเยซูสอนว่า การกระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าต่างหากที่สำคัญที่สุด

1.@  วันนี้เราเป็นเพียงคริสตศาสนิกชนที่ดี หรือเป็นผู้ที่กระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

2.# พระเยซูตรัสและรักษาโรค เพื่อให้คนทั้งหลายรู้ว่า พระเยซูเป็นใหญ่เหนือกฏกติกาต่างๆที่ตั้งขึ้นสำหรับมนุษย์ รวมทั้งกฏวันสะบาโตด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
แต่เมื่อพวกฟาริสีเห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำ แทนที่พวกเขาจะยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า กลับคิดจะฆ่าพระเยซู เพราะพระเยซูไม่ทำตามกฏกติกาที่เขาภาคภูมิใจนั้น

2.@ หากเรามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเชื่อในพระคำของพระเจ้า เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และสรรเสริญพระองค์ แต่ถ้าเรามองด้วยความไม่เชื่อ นอกจากจะไม่นำมาซึ่งการสรรเสริญพระเจ้าแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งการกระทำผิดต่อพระองค์ เช่น บ่น ไม่พอใจ ตำหนิ ต่อว่า หรือแม้แต่หมิ่นประมาทพระองค์ ได้

3.# แม้พวกฟาริสีจะไม่ยอมรับพระเยซู รวมทั้งต่อต้านคิดร้ายต่อพระองค์ แต่พระองค์ยังคงทำพระราชกิจต่อไป เพราะพระองค์ทรงทราบถึงภารกิจของพระองค์เป็นอย่างดี พระองค์เสด็จมาเพื่อสำแดงพระเมตตาต่อมนุษย์ผู้ชอกช้ำและสำนึกผิด

3.@ การทำพระราชกิจของพระเยซู เป็นการสำแดงพระลักษณะของพระบิดาให้มนุษย์ได้รู้จักความรักและพระเมตตาของพระบิดา เราก็ควรให้การรับใช้ของเราเป็นการสำแดงพระลักษณะของพระบิดา ให้คนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับเราได้ประจักษ์เช่นกัน

4.# ผู้หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่มีทางได้รับการอภัย เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะให้มนุษย์กลับใจ ด้วยเหตุนี้จิตใจที่ปฏิเสธการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในใจของเขา จึงไม่มีวันกลับใจ เมื่อไม่กลับใจจึงไม่ได้รับการอภัยตราบใดที่เขายังคงปฏิเสธพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่

4.@ วันนี้ หากในพื้นที่ใดของชีวิตเราที่เราไม่ยอมกลับใจ เราจะไม่มีได้รับการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่นั้น จนกว่าจะยอมกลับใจ

5.# เรารู้จักต้นไม้ด้วยผลของมันฉันใด เราก็รู้ว่า สิ่งที่ขับเคลื่อน ผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆนั้นเป็นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือ มาจากเนื้อหนัง ก็ดูได้จากผลแห่งการกระทำของเรา ว่า เต็มไปด้วยผลของพระวิญญาณ(กท.5:22-23) หรือ เต็มไปด้วยการงานของเนื้อหนัง (กท.5:19-21)

5.@ ในการรับใช้พระเจ้า หรือทำอะไรเพื่อพระเจ้า ของเราในวันนี้ ผลของการรับใช้นั้นสะท้อนออกมา ทำให้ชีวิตของเราเต็มไปด้วย ความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ฯลฯ หรือไม่? หรือ สะท้อนออกมาเป็น ความเครียด ความกังวล ความกดดัน ความกระวนกระวาย ความอิจฉา การทุ่มเถียง ความแตกแยก ฯลฯ?  จงกลับใจก่อนจะสายเกินไป

6.# พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี บอกให้พระเยซูสำแดงหมายสำคัญให้พวกเขาเห็น ทั้งที่ก่อนหน้านี้พระเยซูทรงทำอารอัศจรรย์รักษาโรคคนมากมายแต่พวกเขาก็ไม่ยอมเชื่อ จนกว่าพระเยซูสำแดงหมายสำคัญตามสิ่งที่เขาอยากเห็นก่อนเท่านั้น เขาจึงจะยอมเชื่อ
ด้วเหตุนี้พระเยซูจึงไม่สำปดงหมายวำคัญอะไรแก่เขา เพราะในฝ่ายวิญญาณนั้นต้องเชื่อก่อนจึงจะเห็น ไม่ใช่ขอเห็นก่อนแล้วจะเชื่อ

6.@ วันนี้ หากต้องการเห็นการอัศจรรย์ในชีวิต เราต้องเชื่อก่อนจึงจะเห็นได้  
กล้าเชื่อ พระเจ้าก็กล้าอวยพร

7.# คำเปรียบเทียบเรื่องผีร้ายกลับเข้ามาใหม่ ถ้าดูตามบริบท พระเยซูน่าจะกำลังหมายถึงพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี เมื่อพระเยซูเข้ามานำความรอดจากสวรรค์มาสู่อิสราเอล ซึ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นดี เหมือนผีร้ายออกไป แต่พวกธรรมจารย์และพวกฟาริสีปฏิเสธพระองค์ ยุยงให้ประชาชนเกลียดชังพระองค์ จึงเป็นเหตุให้ชนชาติอิสราเอลตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิมอีก กลับกลายเป็นผู้ดูหมิ่นและต่อต้านความช่วยเหลือจากพระเจ้า

7.@ เมื่อพระคริสต์เข้ามาในชีวิตของมนุษย์  พระองค์ทรงคลี่คลายทุกปัญหา แก้ไขทุกสถานการณ์ให้กลับกลายเป็นดี แต่มีบางคนเมื่อทุกอย่างคลี่คลายแล้ว เขาก็ปฏิเสธไม่ให้พระองค์เป็นเจ้านายในชีวิตของเขาอีกต่อไป เขาขอเป็นเจ้านายตนเอง ทำตามใจปรารถนาของตนเอง เขายังอาจไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์อยู่ แต่ในใจของเขาพระเยซูไม่ใช่เจ้าของเขาอีกแล้ว คนเช่นนี้กำลังนำตนเองกลับเข้าสู่ความทุกข์ยากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

8.# เมื่อมารดาและน้องๆของพระเยซูมาหาพระองค์ ก่อนที่พระองค์จะออกไปหาพวกเขา พระองค์ใช้โอกาสนี้สอนประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการกระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ว่า การกระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดานั้นสำคัญมาก จะทำให้พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันกับพระเยซูในฝ่ายวิญญาณ

8.@ วันนี้ หากเราเป็นลูกของพระบิดา เหมือนอย่างที่พระเยซูเป็นพระบุตรของพระบิดา เราก็สมควรทำตามน้ำพระทัยพระบิดาทุกประการ เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงกระทำ

คำคม

“ รู้จักต้นไม้ได้ด้วยผล รู้จักคนได้ด้วยพฤติกรรม ”