ขุมทรัพย์ มัทธิว 28

ภาพรวม

  • ในวันที่ 3 หลังจากที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วพระองค์ปรากฏพระองค์ต่อเหล่าสาวก และทรงใช้พวกเขาออกไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซู ในทุกแห่งหน

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  มา​รีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา​กับ​มา​รีย์​อีก​คน​หนึ่ง​ได้มาที่​อุโมงค์ ในเช้าวันอาทิตย์
และพบกับทูตสวรรค์ซึ่งบอกกับพวกเธอว่า

พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว
และบอกพวกเธอให้ ​มา​ดู​ที่​ซึ่ง​เขา​วาง​พระ​องค์​ไว้​นั้น

แล้วจงไปบอกพวกสาวก ซึ่งต่อมาพวกเธอจึงได้พบพระเยซูหน้าต่อหน้าในที่สุด

1.@  ก่อนที่เราจะไปบอกคนอื่นเรื่องพระเยซู
เราต้องมีประสบการณ์กับพระองค์ก่อน
แต่ไม่จำเป็นต้องรอให้ความเชื่อเต็มร้อยก่อนแล้วจึงไปบอกคนอื่น

เหมือนพวกผู้หญิงที่ยังไม่พบพระเยซูกับตา
แต่ได้ยินคำบอกจากทูตสวรรค์
และเห็นว่าที่วางพระศพไม่มีพระศพแล้ว
พวกนางก็เชื่อแล้วไปบอกพวกสาวก

วันนี้ เรามีประสบการณ์กับพระเจ้าจริงๆแล้วหรือยัง?

ถ้ายัง จงอธิษฐานแล้วเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจสักครั้ง จะพบการอัศจรรย์ที่มาจากพระองค์

2.# พวกทหารยามที่เฝ้าอุโมงค์ปล่อยข่าวลือ ตามคำสั่งของพวกมหาปุโรหิตเพื่อบิดเบือนข่าวการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู
โดยปล่อยข่าวว่า พวกสาวกได้มาขโมยพระศพพระเยซูไปขณะที่พวกเขาหลับ

ซึ่งเรื่องนี้ ยิ่งเป็นการยืนยันว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายจริงๆ
เพราะ ข่าวนั้นสำแดงอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นความจริง

– สาวกผู้หวาดกลัว ที่ละทิ้งพระเยซูไปหมด ขนาดพี่ใหญ่อย่างเปโตรเอง ยังขี้ขลาดจนปฏิเสธพระเยซูถึง 3 ครั้ง มีหรือจะกล้ามาขโมยพระศพ
– ทหารโรม ได้ชื่อว่าเคร่งครัดวินัยมาก มีหรือจะหลับยาม ต่อให้หลับจริง มีหรือจะหลับกันหมดทุกคน
– การที่ทหารหลับยาม จนเป็นเหตุการณ์สิ่งที่เฝ้านั้นถูกขโมยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งนั้นถูกประทับตราปิดผนึกไว้โดยเจ้าเมืองแล้ว โทษของทหารเหล่านั้นคือ ประหารชีวิต แล้วมีหรือเขากล้าเที่ยวป่าวประกาศว่า พวกเขาหลับยามกันหมดจนสิ่งที่เฝ้าไว้หายไป นอกจากจะได้รับคำยืนยันจากพวกมหาปุโรหิตว่าจะช่วยเคลียร์ให้

ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าข่าวจากพวกทหารยาม เป็นความเท็จ
ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า
ข่าวที่เหล่าสาวกของพระเยซูประกาศนั้นเป็นความจริง

2.@ พระเจ้าทรงสามารถใช้แผนการต่อต้านข่าวประเสริฐของคนชั่วร้าย
ทำให้เป็นการสนับสนุนข่าวประเสริฐได้

วันนี้ เมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์
แล้วมีคนต่อต้าน ขัดขวาง ขัดแย้ง

เราไม่จำเป็นต้องตกใจหรือหวั่นไหว
เพราะพระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถเปลี่ยนการกระทำของเขาให้กลับกลายเป็นพระพร
เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินของพระเจ้าได้อยู่ดี

3.# เหล่าสาวกได้พบกับพระเยซู เมื่อเขามาที่กาลิลี และไปยังภูเขาที่พระองค์กำหนด บอก พวกเขาไว้

3.@ เราจะพบกับพระเจ้า และมีประสบการณ์กับพระองค์มากยิ่งขึ้น เมื่อเราเชื่อฟัง กระทำตาม พระคำของพระองค์

4.# พระ​เยซูตรัส​กับ​พวก​สาวก​ว่า สิทธิ​อำนาจ​ทั้ง​หมด​ใน​สวรรค์​ก็​ดี ใน​แผ่น​ดิน​โลก​ก็​ดี​ทรง​มอบ​ไว้​แก่พระเยซูแล้ว

ไม่ได้หมายความว่า ก่อนหน้านี้พระองค์ไม่มีสิทธิอำนาจ
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์มีสิทธิอำนาจสูงสุดตั้งแต่แรกแล้ว
ก่อนเริ่มต้นของสรรพสิ่งเสียอีก

แต่ความหมายคือ พระองค์ตรัสนี้ ในฐานะพระองค์ทรงเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

บัดนี้ในฐานะคนกลางพระองค์ได้รับสิทธิอำนาจอย่างเต็มที่
ที่จะประทานสิทธิอำนาจนั้นแก่มนุษย์ผู้เชื่อวางใจในพระองค์

4.@ วันนี้ เรามีพระเยซูคริสต์แล้ว
พระองค์มีสิทธิที่จะประทานฤทธานุภาพของพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุดแก่เราผู้เชื่อวางใจในพระองค์

เพื่อให้เราเป็นตัวแทนของพระองค์กระทำสิ่งต่างๆในโลกนี้ด้วยสิทธิอำนาจนั้น

วันนี้ เรามีสิทธิอำนาจแล้ว
จงเรียนรู้ที่จะใช้อย่างผู้มีสิทธิอำนาจ เพื่อกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

สามารถรับฟังเรื่องการใช้สิทธิอำนาจเพิ่มเติมได้ที่นี่ ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=oxT3ps0h7Gc

5.# ก่อนที่จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระเยซูได้มอบหมายภารกิจที่สำคัญที่สุด ให้เหล่าสาวกของพระองค์

ที่เรียกว่า “พระมหาบัญชา”

คือ จงสร้างสาวก โดยการออกไป โดยการประกาศ โดยการให้บัพติศมา โดยสอนคนทั้งหลายให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่พระเยซูสั่งเอาไว้

5.@ เราผู้เป็นสาวกของพระเยซู สิ่งที่เราต้องถือเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นชีวิตจิตใจ คือ สร้างผู้อื่นให้เป็นสาวกของพระคริสต์

วันนี้ 100% ของกิจการต่างๆที่เราทำ มีกี่เปอร์เซนต์ ที่เราใช้สำหรับการสร้างสาวกของพระคริสต์

พระเยซูทรงสถิตกับเราเสมอไป
เพื่อช่วยเราให้ทำภารกิจนี้ ให้เกิดผลดีมากที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ในชั่วชีวิตอันแสนสั้นของเราในโลกนี้ 

จงสร้างสาวกของพระคริสต์

คำคม

“ ผู้เชื่อผู้ไม่ใช้ชีวิตของเขาสร้างสาวกของพระคริสต์
เขาจะแก้ตัวอย่างไร

เมื่อต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์? ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 27

ภาพรวม

  • พระเยซูถูกปีลาตตัดสินประหารชีวิต ทั้งที่ปีลาตไม่พบความผิดในพระเยซู เพราะปีลาตกลัวพวกยิว พระเยซูจึงถูกตรึงตายบนไม้กางเขน ตั้งแต่ 9:00-15:00 น. แล้วถูกฝังพระศพไว้ในอุโมงค์ ที่มีหินปิดปากอุโมงค์และมีทหารยามเฝ้าอยู่

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพวกมหาปุโรหิตสอบสวนพระเยซูคืนยันรุ่งแต่ก็ยังหาความผิดในพระองค์ไม่ได้ จึงจับพระเยซูมัดไป ให้เจ้าเมืองปีลาตช่วยฆ่าพระองค์ให้หน่อย

1.@  พระเยซูกษัตริย์ผู้เสด็จมาช่วยชนชาติยิว แต่พวกเขากลับปฏิเสธพระองค์ แล้วจับพระองค์ส่งไปให้คนต่างชาติที่เขาเกลียดชังนั้น ให้ช่วยฆ่าพระองค์เสีย

พระเยซู ทรงถูกปฏิเสธ และใส่ร้ายป้ายสี ทั้งที่พระองค์ทรงรักและปรารถนาดีต่อพวกเขา

ผู้ที่ถูกปฎิเสธหรือถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือถูกเกลียดชังแบบไม่มีสาเหตุ เพราะความรักที่เขามีต่อพระเยซู
คนๆนั้นกำลังร่วมทุกข์ด้วยกันกับพระองค์

2.# ยูดาสทำผิด ทรยศพระเยซู เมื่อเขานึกได้ เขาก็เสียใจ แต่น่าเสียดาย เขาแค่เสียใจแต่ไม่ได้กลับใจมาหาพระเจ้า

เขาจึงเลือกทางผิด เขาฆ่าตัวตาย

เขาหนีความโศกเศร้าในโลกนี้
เพื่อจะไปพบกับความโศกเศร้าสุดสลดและแสนน่าสะพรึงกลัวในบึงไฟนรก

2.@ เมื่อเราผิดพลาดพลั้งไป การเสียใจกับสิ่งที่ทำไปเป็นสิ่งที่ดี
แต่การเสียใจเท่านั้นไม่ช่วยแก้ไขหรือทำอะไรให้ดีขึ้นได้

ต้องนำความเสียใจนั้นมาหาพระเจ้า สารภาพ กลับใจเสียใหม่ รับการอภัยจากพระองค์
แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ราวกับไม่เคยเกิดเรื่องนั้นขึ้นมาก่อนเลย

แต่ขณะเดียวกันก็เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นเพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำอีก

3.# ยูดาสทำผิดด้วยการร่วมมือกับพวกหัวหน้าปุโรหิต จับกุมพระเยซู เมื่อยูดาสนึกได้และเสียใจ

พอมาหาพวกมหาปุโรหิต พวกเขากลับบอกว่า
“มัน​เกี่ยว​อะ​ไร​กับ​เรา? มัน​เป็น​เรื่อง​ของ​เจ้า​เอง”

พวกเขาไม่ได้ช่วยอะไร แต่เยาะเย้ย ซ้ำเติม และกล่าวโทษยูดาส

3.@ มารซาตานมันล่อลวงให้เราทำบาป ตอนมันล่อลวง มันกระทำอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล ทำให้บาปนั้นช่างยั่วยวนและหอมหวาน

แต่พอเราผิดพลาดพลั้งบาปนั้น มารที่แสนชั่วร้าย มันกลับซ้ำเติม และกล่าวโทษเรา

ซึ่งพระเยซูจะไม่ทำเช่นนั้น ทุกคนที่มาหาพระองค์ด้วยจริงใจ
พระองค์จะไม่ปฏิเสธเขาเลย พระองค์พร้อมอภัย ช่วยเขาให้เริ่มต้นชีวิตใหม่เสมอ

วันนี้ เมื่อเราผิดพลาดพลั้งไป เราจะทำอย่างไร
ฟังเสียงกล่าวโทษซ้ำเติมของมาร
หรือ
รีบมาหาพระเยซูเพื่อสารภาพแล้วรับการอภัย?

4.# เมื่อปีลาตสอบสวนพระเยซู ​พระองค์​ไม่ได้​ใช้​สิทธิ​ ​ใน​การ​สู้​คดี​ ตามกฎหมายของ​​โรมัน​ ที่​ผู้​ถูก​กล่าวหา​มี​โอกาส​แก้​ตัว ในการตัดสินคดีใดๆ

4.@ พระเยซูจงใจ ไม่ใช้สิทธิที่มนุษย์มอบให้ แต่ใช้สิทธิที่พระเจ้าประทานให้
คือสิทธิที่จะเชื่อฟังจนถึงความตายบนไม้กางเขนเพื่อรับโทษแทนความผิดบาปของมนุษย์ทุกคนวันนี้

หากสิทธิที่มนุษย์หรือกฎเกณฑ์ของมนุษย์เปิดโอกาสให้เราทำ
แต่สิทธินั้นขัดแย้งกับน้ำพระทัยของพระเจ้า
จงงดใช้สิทธินั้น แล้วเลือกทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า

5.# บารับบัสผู้สมควรตายได้รับการปล่อยตัว แต่พระเยซูผู้บริสุทธิ์กลับได้รับโทษถึงตาย

5.@ เราผู้สมควรตายเพราะบาปของเรากลับได้รับการอภัย
เพราะว่า พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าผู้ชอบธรรมรับโทษถึงตายแทนเรา

6.# ภรรยาปีลาตฝัน เพื่อให้ความชั่วร้ายของพวกยิวปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้เห็นว่าสมเหตุสมผลแล้วที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย ในเวลาต่อมา ในค.ศ.70

ความฝันของภรรยาปีลาตช่วยตอกย้ำให้ปีลาตไม่อยากจะฆ่าพระเยซู และยิ่งทำให้ความอยากฆ่าพระเยซูของพวกยิวปรากฏเด่นชัดขึ้นอีก

จนพวกเขา ​ร้อง​ตะโกนว่า
“ให้​ความ​ผิด​เรื่อง​ความ​ตาย​ของ​เขา​ตก​อยู่​กับ​เรา​และ​ลูกๆ ของ​เรา”
ต่อให้พวกเราหรือลูกหลานของพวกเราจะโดนแช่งสาปอะไรยังไงก็ได้
ขอให้มันตาย พวกเราก็พอใจแล้ว

6.@ สิ่งที่พระเจ้ากระทำแก่คนหนึ่ง อาจส่งผลให้ความดีหรือความชั่วของอีกคนหนึ่งปรากฏเด่นชัดขึ้นมาได้ หรืออาจส่งผลต่อเหตุการณ์บางอย่างได้

วันนี้ ไม่ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับเรา หรือกับใครก็ตาม ทั้งหมดพระเจ้ากำลังเตรียมสิ่งนั้น เพื่อให้สิ่งที่จำเป็นบางอย่างเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะเดียวกัน วันนี้ สิ่งเกิดขึ้นกับเรา กำลังเผยความดี หรือ ความชั่วของบางคนให้ปรากฏชัด

7.# พระเยซูถูกโบยตี ถูกเฆี่ยน ถูกทรมาน และถูกเยาะเย้ยอย่างน่าอับอาย ก่อนนำไปตรึงที่กางเขน

ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น?
ทำไมพระเจ้าไม่ให้แค่จับไปตรึงทีเดียวเลยก็จบ?

ก็เพราะว่า การตายเท่านั้นยังไม่สาสมกับความชั่วร้าย เลวทรามที่เราได้กระทำ
พระเยซูต้องรับการทรมานและความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด
เพื่อให้สมกับการกระทำอันชั่วช้าเลวทราม สกปรก ของเรา

7.@ พระเยซู ถูกเฆี่ยน และ ถูกเยาะเย้ยอย่างน่าอับอาย เพื่อฉัน

8.# ระหว่างการแบกท่อนกางเขนไปยังโกละโกธา ทหารต้องเกณฑ์ให้ซีโมนชาวไซรีน ช่วยแบกกางเขนแทนพระเยซู

ไม่ใช่เพราะทหารผู้ทรมานพระเยซูอย่างหนักมีใจเมตตาพระเยซู

แต่เพราะเวลานั้นพระเยซู พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้มารับสภาพเป็นมนุษย์ พระองค์หมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว

พระองค์ไม่มีปญญาแบกไม้กางเขนนั้นไปถึงโกละโกธาได้แล้ว

เมื่อทหารเห็นดังนั้น ถ้าจะไม่ได้การ งานตรึงกางเขนคงไม่สำเร็จแน่
จึงต้องให้คนช่วยแบกกางเขนไปให้แทน

8.@ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งสูงสุด ทรงสละพระกำลังของพระองค์มารับสภาพที่อ่อนแอ และอ่อนแอจนถึงที่สุด
จนไม่มีปัญญาแบกแม้แต่ไม้กางเขน

ทั้งหมดนี้เพราะพระองค์ทรงรักเรา

9.# พวกทหารจะเอา​เหล้า​องุ่น​ผสม​กับ​ของ​ขม​มา​ให้นักโทษดื่ม เพื่อให้เกิดอาการมึนก่อนการตรึง

เพราะว่าการตรึงกางเขนนั้นเหี้ยมโหดเกินไป
จึงต้องมีการลดความทรมานของนักโทษลงบ้าง
คล้ายๆกับที่หมอให้มอร์ฟีนเพื่อลดความเจ็บปวดของคนไข้

แต่พระเยซูไม่รับน้ำนั้น
เพราะพระองค์ต้องการจ่ายราคาให้สาสมกับความผิดบาปของเรา
โดยไม่ต้องลดราคาเลยแม้แต่นิดเดียว

9.@ ด้วยความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าใครก็คงเลือกสิ่งที่จะทำให้ตนเองเจ็บปวดทรมานลดน้อยลง พระเยซูทรงรับสภาพเป็นมนุษย์ 100% รับรู้ความเจ็บปวดเหมือนกับเราทุกประการ

ถึงกระนั้น พระเยซูเลือกเชื่อฟังพระบิดา
แม้การเชื่อฟังนี้ จะนำความเจ็บปวดแสนสาหัสมาสู่พระองค์ก็ตาม

พระเยซูสามารถให้เหตุผลว่า เชื่อฟังพระบิดามาตั้งมากมายถึงขนาดนี้แล้ว
ขอไม่เชื่อฟังแค่นิดเดียว เพื่อให้ความเจ็บปวดลดน้อยลง
น่าจะไม่เป็นไร

แต่พระเยซูไ่ม่ทำเช่นนั้น
พระองค์เชื่อฟังทุกประการจนถึงที่สุด

วันนี้ อาจมีการทดลองมาถึงเรา คือ
ถ้าเพียงแต่เราเลือกไม่เชื่อฟังพระเจ้าบ้างเล็กน้อย ความเจ็บปวดทรมานของเราจะลดลงได้

เรามีพระเยซูเป็นแบบอย่างให้แก่เราแล้ว
พระองค์ไม่ยอมประนีประนอม แม้แต่จะต้องแลกด้วยความเจ็บปวด
พระองค์ยังคงเชื่อฟังพระบิดาทุกประการ

10.# เมื่อพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขนนั้น พวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิต​กับ​พวก​ธรร​มา​จารย์​และ​พวก​ผู้​ใหญ่​ก็​เยาะ​เย้ย​

หาว่าพระองค์กระจอกเหลือเกิน
ไม่มีปัญญาช่วยตนเองลงจากกางเขนได้
ไหนบอกว่าแน่ไง!!!

คนเหล่านี้คือใคร?
ก็คือบรรดาคนที่มาจับผิดพระเยซู แต่เถียงสู้พระเยซูไม่ได้
เลยใช้วิชามาร ใส่ร้ายป้ายสี แล้วกดดันให้เจ้าเมืองปีลาต ตรึงพระองค์ที่กางเขน

10.@ เมื่อคนหาเรื่องเยาะเย้ยเรา ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นเช่นนั้นเสมอไป
คนอื่นพูดอย่างไร คิดอย่างไรนั้นไม่สำคัญเลย

แต่พระเจ้าตรัสกับเราอย่างไร คิดกับเราอย่างไรนั่นต่างหากที่สำคัญ

11.# ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงร้องว่า
“เอลี เอลี ลา​มา​สะ​บัก​ธานี”
แปล​ว่า “พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ ทำไม​พระ​องค์​ทรง​ทอดทิ้ง​ข้า​พระ​องค์​เสีย?”

พระบุตรกับพระบิดา ผูกพันกันด้วยความรักใหญ่ยิ่งกว่าความรักใดๆของมนุษย์จะเทียบได้ และมนุษย์ไม่อาจเข้าใจรักที่สุดลึกซึ้งและสูงส่งนั้นได้

แต่วันนั้น พระบิดาต้องเมินพระพักตร์จากพระเยซูผู้อยู่บนกางเขน

ก็เพราะชายผู้อยู่บนกางเขนผู้นี้ช่างชั่วช้าเลวทราม สกปรกเหลือเกิน
เกินกว่าที่พระบิดาจะทนมองดูได้

เนื่องจากความบาปชั่วของบรรดามนุษย์ทุกคนตลอดทุกชั่วชาติมารวมไว้ที่พระเยซู

ในเวลานั้นความปวดร้าวของพระเยซู
เราคงไม่มีทางเข้าใจได้ตลอดชั่วนิรันดร์

ยามที่พระบิดาผู้รักพระองค์ด้วยรักยิ่งใหญ่
ยิ่งกว่าแม่ที่รักลูกน้อยในอกของนาง
พระบิดาได้หันหน้าหนีไปจากพระองค์
เพราะพระองค์ช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน

และความปวดร้าวของพระองค์ ผู้ทรงเกลียดบาปอย่างที่สุด
ต้องรับแบกบาปที่สุดแสนสกปรกและน่ารังเกียจของมนุษย์ทั้งสิ้น ไว้ที่พระองค์

11.@ ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้เราได้รับความชอบธรรมนั้นแพงเหลือเกิน

สมควรหรือที่เราจะไม่แยแสต่อความชอบธรรมที่พระองค์ซื้อมาให้เราด้วยราคาแสนแพงนี้
แล้วใช้ชีวิตในการอธรรมต่อไป

12.# เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ ม่านในพระวิหารซึ่งกั้นห้องวิสุทธิสถานกับห้องอภิสุทธิสถานก็ขาดออกจากบนลงล่าง

สิ่งที่ขวางกั้นมนุษย์กับพระเจ้า ได้ขาดออกแล้ว
มนุษย์จึงมีสิทธิเข้าหาพระเจ้าได้ โดยทางพระเยซูคริสต์

บนลงล่าง หมายถึง
สิ่งนี้เป็นการกระทำจากพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์เบื้องบน ไม่ใช่จากมนุษย์เบื้องล่าง

12.@ วันนี้ เรามีสิทธิเข้าเฝ้าพระเจ้าได้แล้ว โดยทางพระเยซูคริสต์ สิทธิพิเศษนี้ราคาแพงมาก
สมควรอย่างยิ่งที่เราจะใช้อย่างเต็มที่ ให้คุ้มค่า

13.# พระเจ้าทรงให้โยเซฟชาวอาริมาเธีย รู้จักกับปีลาต ก็เพื่อจะสามารถขอพระศพไปฝังไว้ในอุโมงค์ได้

พระเจ้าทรงให้มารีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา​กับ​มารีย์​อีก​คน​หนึ่ง ได้เห็นอุโมงค์ที่เขาฝังพระศพ เพื่อว่าจะสามารถมาหาในเช้าวันฟื้นคืนพระชนม์ได้

13.@ ทุกอย่างที่เราเป็น ทุกอย่างที่เรามี ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา
เมื่อเรานำมาใช้เพื่อพระเยซูที่รัก
สิ่งเหล่านั้นพระเจ้าทรงสามารถใช้ให้เป็นพระพรได้

14.# เพราะความขี้ระแวงของพวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิต​และ​พวก​ฟา​ริ​สี​
ที่กลัวว่าสาวกจะสร้างเรื่องว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

กลับเป็นเหตุยืนยันว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายจริงๆ

เพราะเมื่อพวกเขาไปขอปีลาตให้เอาทหารยามไปเฝ้าอุโมงค์ไว้
จึงเป็นการยืนยันชัดเจนว่า
พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายจริง ไม่ใช่พวกสาวกมาขโมยพระศพไป
แล้วกุเรื่องขึ้นมาเอง

14.@ แม้แต่แผนการของคนชั่วร้าย พระเจ้าก็ทรงสามารถใช้ให้เป็นพระพร
และเป็นประโยชน์ต่อแผนการของพระเจ้าได้

คำคม

“ ฉันมีสิทธิทำได้ แต่ฉันไม่ทำ เพราะฉันรักพระเยซู ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 26

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงพวกมหาปุโรหิตวางแผนฆ่าพระเยซู แล้วยูดาสก็มาช่วยให้แผนง่ายขึ้น จนในที่สุดพระเยซูก็ถูกจับกุมแล้วนำตัวไปยืนอยู่ต่อหน้าสภาของยิว

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูบอกกับพวกสาวกว่า พระองค์จะถูกประหารชีวิตในช่วงเทศกาลปัสกาปีนี้

แต่พวกหัวหน้ามหาปุโรหิต และ​บรร​ดา​ผู้​ใหญ่​ของ​ประ​ชา​ชน​ ตกลงกันว่าจะจับพระเยซูและเอาไปฆ่า หลังจากเทศกาลปีนี้ผ่านไปแล้ว

แต่ไม่ว่ามนุษย์จะวางแผนอย่างไร จะคิดแผนการอย่างไร สุดท้ายแล้วแผนของพระเจ้าก็จะสำเร็จอยู่ดี

1.@  วันนี้ อาจจะมีบางสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น

แต่อะไรก็ตามที่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้ามันจะเกิดขึ้นและสำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้าแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น พระเจ้าทรงควบคุมอยู่และจะเป็นไปตามแผนการแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา

2.# มารีย์พี่สาวของลาซารัส นำน้ำหอมนารดา ราคาแพงมาก มาชโลมพระเยซู
ยูดาสตำหนินาง เพราะทำสิ่งที่ฟุ่มเฟือยสิ้นเปลือง
แต่พระเยซู ชื่นชมนาง เพราะนางทำสุดหัวใจแก่พระองค์ผู้ที่นางรัก

2.@ ไม่มีคำว่ามากเกินสำหรับการกระทำใดๆแด่พระเยซูด้วยความรักที่มีต่อพระองค์
แม้บางการกระทำในมุมมองของโลกนี้ อาจเห็นว่าไม่คุ้มค่า ไร้สาระ

แต่ทุกสิ่งที่เราทำแด่พระเยซูด้วยความรัก เลอค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระองค์
สิ่งที่มารีย์ทำดูเหมือนสูญเปล่า ในมุมมองของโลก

แต่ในฝ่ายวิญญาณมีค่ายิ่ง และส่งผลมากมายและเลื่องลือมาจนกระทั่งทุกวันนี้

วันนี้ เมื่อจะทำสิ่งใดแด่พระเยซู จงทำอย่างสุดกำลังและสุดหัวใจ

3.# ยูดาส ยอมทิ้งพระเยซู เพื่อเห็นแก่เงิน 30 เหรียญ ซึ่งเท่ากับ ราคาทาส 1 คน และแล้วเขาก็สูญเสียทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตนิรันดร์

3.@ วันนี้ ต้องใช้เงินเท่าใด เราจึงยอมหันหลังให้กับพระเยซู ไม่เชื่อฟังพระองค์อีกต่อไป?

เราเลิกเชื่อฟังพระองค์ เพราะเห็นแก่เงินกี่บาท?

วันนี้ เพราะเรากลัวสูญเสียอะไร หรือเพราะเราอยากได้อะไร จนเป็นเหตุให้เราเลิกเชื่อฟังพระเยซู?

4.# คำสั่งให้เตรียมการรับประทานปัสกาด้วยกันระหว่างพระเยซูและเหล่าสาวก เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเทศกาลใหญ่ชาวยิวจากที่ต่างๆล้วนแต่พากันมาที่กรุงเยรูซาเล็ม โรงแรมและร้านอาหารต่างๆคงมีคนจองเต็มหมดแล้ว

หนำซ้ำพระเยซูกับเหล่าสาวกก็ไม่ค่อยมีเงินด้วย เพราะขนาดจะเสียค่าบำรุงพระวิหารยังต้องไปเอามาจากปากของปลาเลย

อีกอย่าง พวกเขาไม่ใช่คนในเมืองนี้ซะด้วย ไม่ค่อยมีใครที่พวกเขารู้จักและพึ่งพาได้มากนักในเมืองหลวงแห่งนี้

แต่เมื่อสาวกเชื่อฟังและลงมือทำตามที่พระเยซูสั่ง ปัญหาทั้งหมดถูกคลี่คลายอย่างง่ายดายแบบคาดไม่ถึง

4.@ วันนี้ สิ่งที่พระคำของพระเจ้าสั่งให้เราทำ อาจจะดูเหมือนยากหรือเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่เราจะทำได้

ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ

เพียงแต่เราเชื่อฟังพระองค์แล้วเริ่มลงมือทำ
สิ่งที่ยากนั้น จะง่ายขึ้นมาทันที และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นจะเกิดขึ้น

5.# ขณะรับประทานอาหารนั้น พระเยซูบอกให้เหล่าสาวกรู้ว่าจะมีคนหนึ่งทรยศพระองค์ เพื่อว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว

พวกเขาจะได้รู้ว่า ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด พลาดพลั้งเสียที พระเยซูจึงถูกพวกมหาปุโรหิตจับไป แต่เกิดขึ้นตามแผนการของพระเจ้า

5.@ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในวันนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะความบาปหรือความผิดพลาดของตัวเราหรือของใครก็ตาม พระเจ้ายังคงสามารถใช้สิ่งเหล่านั้นถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้

เพียงแต่เราจะเลือกตอบสนองต่อมันอย่างถูกต้อง ตามพระคำของพระเจ้าเท่านั้นเอง แล้วสิ่งนี้จะกลับกลายเป็นพระพร

6.# ในพิธีมหาสนิทนั้น พระเยซูได้บอกถึง การสละร่างกายของพระองค์เองเพื่อรับโทษแทนคนทั้งหลาย และ บอกถึงพระโลหิตของพระองค์ว่า เป็นโลหิตตามคำสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะช่วยมนุษย์ให้รอด

จำเป็นที่ร่างกายของพระเยซูต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และจำเป็นที่โลหิตของพระองค์ต้องไหลออกมามากมายจนเสียชีวิต

เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นการลงโทษชั่วนิรันดร์อันแสนน่าสะพรึง ที่เกิดจากบาปของพวกเขา

6.@ พระเยซูประทานชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา น้อยเกินไปด้วยซ้ำหากเราจะมอบถวายทั้งชีวิต ทุกสิ่งที่เรามี อนาคตทั้งสิ้น ความใฝ่ฝันของเราทั้งสิ้น แด่พระเยซู

วันนี้ พระเยซูได้รับเชิญให้ครอบครองชีวิตของเราทั้งหมดทั้งสิ้น  จริงๆแล้วหรือยัง?

7.# พระเยซูบอกกับเปโตรว่า เขาจะปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง ในคืนนี้ แต่เปโตรมั่นใจเหลือเกินว่า เขาไม่มีทางปฏิเสธพระเยซูเป็นแน่

7.@ เรารักพระเยซูน้อยกว่าที่เราคิด แต่พระเยซูรักเรามากยิ่งกว่าที่เราคิด

8.# ที่สวนเกทเสมนี จิตใจของพระเยซูเป็น​ทุกข์​จนแทบจะสิ้นชีวิต แต่พวกสาวกของพระองค์ไม่มีใครสนใจ มัวแต่นอนหลับอยู่ พระองค์ทรงอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย

8.@ พระเยซูทรงเข้าใจเรา หากเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย

เพราะพระเยซูเคยเดินไปสู่สภาพนั้นเพื่อเรา เพื่อช่วยเราให้ไม่ต้องอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว

บัดนี้เรามีพระองค์ผู้ทรงเข้าใจเรา ไม่เคยทอดทิ้งเรา และเราสามารถสัมพันธ์กับพระองค์ได้

9.# พระเยซูถูกจับเยี่ยงโจรผู้ร้าย เปโตรพยายามต่อต้านขัดขวางการจับกุมนั้นแต่พระเยซูห้ามเขา เพราะความจริงแล้วพระเยซูไม่จำเป็นต้องให้เขาช่วยเลย

หากพระเยซูไม่ต้องการให้พวกเขาจับ พระองค์สามารถเรียกเหล่าทูตสวรรค์ผู้มีฤทธิ์ สัก 12 กองพลมาช่วยพระองค์ก็ได้ (1 กองพลของโรม มีทหารประมาณ 4,200-6,000 คน ทูตสวรรค์ 12 กองพล พระเยซูก็น่าจะหมายถึงทูตสวรรค์ราวๆ 60,000 องค์)

แต่พระองค์ไม่ทำเช่นนั้น เพราะพระองค์เต็มใจเดินไปสู่ไม้กางเขนเพื่อเรา

9.@ พวกที่จับพระองค์นั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพระองค์เลย แต่พระองค์ยอมให้เขาจับ เพื่อให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ

วันนี้ หากเราทำบางอย่างที่เป็นการเชื่อฟังพระเจ้า อาจทำให้คนดูว่า เราอ่อนแอ ไม่เอาไหน ทำไมไม่สู้ ฯลฯ

อย่าให้เราใส่ใจในคำพูดหรือสายตาของคนเหล่านั้น
ให้เราจับจ้องดูที่พระเยซู เอาพระองค์เป็นแบบอย่าง
คือ ผู้ที่ยอมให้คนดูหมิ่น เพื่อทำตามพระทัยพระบิดา

10.# ที่บ้านคายาฟาสมหาปุโรหิตนั้น พระเยซูถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกปิดตาแล้วตบ ถูกถ่มน้ำลายรด ถูกทุบตี  ไม่แน่ใจน่าจะถูกกระทืบด้วย

ที่บ้านของมหาปุโรหิต ผู้รับใช้พระเจ้า ที่นั่นพระบุตรของพระเจ้าน่าจะถูกยกย่องสรรเสริญและให้เกียรติอย่างสูง

แต่ที่นั่นพระองค์กลับถูกกระทำอย่างดูถูกเหยียดหยามและหยาบคาย

10.@ พระเยซูได้รับการดูถูกเหยียดหยามที่พระองค์ไม่สมควรต้องรับ
เพื่อเราจะสามารถได้รับความชอบธรรม ที่เราไม่สมควรจะได้รับ

11.# เปโตรปฏิเสธพระเยซูอย่างหนักแน่น ถึง 3 ครั้ง ในคืนเดียว เป็นเหมือนการประกาศตัดเยื่อใยที่มีต่อพระเยซูอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลว่า พระองค์ดันถูกจับ

11.@ เปโตรผู้ยอมรับพระองค์ว่า “เป็นพระ​คริสต์ ​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่”  เปโตรผู้ไม่น่าจะปฏิเสธพระองค์ที่สุด บัดนี้ได้ปฏิเสธพระองค์เสียแล้ว

พระเยซูทรงถูกเพื่อนทอดทิ้งและปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะพระองค์ดันตกระกำลำบาก

วันนี้ หากเพราะการตกระกำลำบากของเรา ทำให้เพื่อนหรือคนที่บอกว่ารักเรา ทอดทิ้งเราไป

พระเยซูทรงเข้าใจเรา และพระองค์พร้อมแล้วที่จะช่วยเราให้พ้นความทุกข์ยากนั้น เพราะพระองค์ทุกข์แทนเราไปเรียบร้อยแล้ว

คำคม

“ ไม่ว่าเราทุกข์สักเพียงใด พระเยซูทรงเข้าใจเราและทรงช่วยเราได้ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 25

ภาพรวม

  • พระเยซูทรงสอนเหล่าสาวกโดยยกตัวอย่างคำอุปมา ให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ และใช้สิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้นั้นอย่างสัตย์ซื่อ เพื่อพวกเขาจะไม่ต้องเสียใจในวันสุดท้าย

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูยกตัวอย่างคำอุป​มา​เรื่อง​หญิง​พรหม​จารี​สิบ​คน เพื่อสอนว่า มีบางคนเกือบจะได้เข้าในงานฉลองของพระเจ้าอยู่แล้ว

แต่พวกเขาไม่ดำเนินชีวิตอย่างมีปัญญา มองสั้นๆสนใจแต่ปัจจุบัน ไม่คิดถึงอนาคต จึงอดเข้างานฉลองของพระเจ้า

ซึ่งแตกต่างกับพวกที่คิดถึงอนาคตจึงเตรียมตัวเอาไว้ เผื่อว่าการเสด็จกลับมาของพระเยซู จะเป็นเวลาที่พวกเขาคิดไม่ถึง ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

1.@  ก่อนที่จะด่วนสรุปว่า เราเป็นเหมือนหญิงที่มีปัญญา 5 คนนั้น ลองคิดดูใหม่ให้ดีๆอีกที เราเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซูแล้วหรือยัง?

บางคนเคยเป็นตะเกียงที่ส่องสว่าง พระวิญญาณบริสุทธิ์เต็มล้นในชีวิต นำชีวิตของเขา ควบคุมชีวิตของเขา เขาจึงสะท้อนชีวิตแห่งความชอบธรรมออกมาในการดำเนินชีวิต

แต่บัดนี้ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงประวัติศาสตร์ บัดนี้พระเจ้าไม่ใช่เจ้านายในชีวิตของเขาอีกต่อไป เขาเลิกเดินติดตามพระเยซูแล้ว
แม้ยังไปโบสถ์อยู่ก็ตาม น้ำมันในตะเกียงของเขาเหลือน้อยเต็มทีหรืออาจจะหมดไปแล้วก็เป็นได้

หากเรารู้จักใครสักคนที่เป็นเช่นนั้น ปลุกเขาให้รีบตื่นขึ้น เติมน้ำมันของเขาให้เต็มตะเกียง ให้พระเจ้าทรงทำให้ชีวิตของเขาส่องสว่างอีกครั้ง
ก่อนที่จะสายเกินไป

2.# พระเยซูใช้คำอุป​มา​เรื่อง​เงิน​ตะลันต์ เพื่อสอนว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้แก่เรานั้น จำเป็นต้องให้เกิดผลงอกงามขึ้น

ความเข้าใจในข่าวประเสริฐที่เราได้รับมา ต่อให้เราไม่ทำอะไรเลย แค่เอาไปฝากธนาคารเฉยๆมันย่อมเกิดผลที่แตกต่างจากวันแรกที่เรารับข่าวประเสริฐเข้ามาในชีวิต
ชีวิตของคนนั้นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับคนที่ได้รับมาแล้วเชื่อจริงๆ โดยสำแดงออกด้วยการนำมาใช้ในชีวิต จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและเกิดผลฝ่ายวิญญาณมากมายในชีวิต
ซึ่งจะนำบำเหน็จยิ่งใหญ่มาสู่เขาในวันที่พระเยซูเสด็จกลับมา

แต่สำหรับคนที่ได้ยินและรับไว้ แค่รับรู้เฉยๆ ไม่ได้เอาไปทำอะไรเลย เอาไปฝังดิน ต่อให้วันเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในชีวิต ทุกอย่างเท่าเดิม เหมือนเดิม

คนเช่นนี้ไม่ได้เชื่อในความประเสริฐจริงๆ เพียงแต่รู้ในสมองเท่านั้น
ซึ่งเขาจะต้องถูกทิ้งไว้ในที่ที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา

2.@ วันนี้ พระคำของพระเจ้าที่ประทานแก่เราแล้วนั้น เกิดผล นำการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตของเราหรือยัง?

อีกนัยหนึ่งคือ เราเชื่อในพระคำของพระเจ้าจริงๆแล้วหรือยัง?

คนที่เชื่อในข่าวประเสริฐจริงๆ ชีวิตของเขาย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงในฝ่ายวิญญาณอย่างแน่นอน

3.# เมื่อพระเยซูคริสต์​เสด็จ​มา​ด้วย​พระ​รัศมี​พร้อม​กับ​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หมด ​พระ​องค์​จะพิพากษาประ​ชา​ชาติ​ทั้ง​หมด​​บน​พระ​ที่​นั่ง​อัน​รุ่ง​โรจน์​ของ​พระ​องค์

พระ​องค์​จะ​ทรง​แยก​พวก​เขา​ออก​จาก​กัน เป็น 2 กลุ่ม เป็น กลุ่มด้านขวา และ กลุ่มด้านซ้าย
การแยกนี้ไม่ได้แยกโดยเงื่อนไขว่า “คนนั้นรู้จักพระเยซูหรือไม่?”
แต่แยกโดยเงื่อนไขว่า “คนนั้นเชื่อวางใจในพระเยซูจริงๆหรือไม่?”

คนที่เชื่อวางใจในพระเยซู จะมีพระเยซูอยู่ในชีวิตของเขา ดังนั้น ย่อมสำแดงลักษณะเหมือนพระเยซูในชีวิตของเขา

คนที่ไม่มีลักษณะพระเยซูปรากฏในชีวิตของเขา เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า เขาไม่มีชีวิตอยู่ในพระเยซู

ผู้เชื่อวางใจในพระเยซู จะ​เข้า​สู่​ชีวิต​นิรันดร์ จะได้ครอบครองร่วมกับพระองค์ ชั่วนิจนิรันดร์
ส่วนคนอื่นนั้นจะถูกพิพากษาตามการกระทำของแต่ละคน แล้วจะเข้าสู่การ​รับ​โทษ​ชั่วนิรันดร์

3.@ วันนี้ เราปฏิบัติต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สังคมถือว่าไร้ค่าหรือไม่สำคัญ แบบเดียวกับที่พระเยซูจะปฏิบัติกับพวกเขาแล้วหรือยัง?

เราเชื่อวางใจในพระเยซูจริงๆ จนยอมต้อนรับพระองค์เข้ามาเป็นเจ้านายในชีวิตของเราจริงๆ กระทั่งสะท้อนออกมาเป็นการดำเนินชีวิตสอดคล้องในทิศทางเดียวกันกับพระเยซูแล้วหรือยัง?

คำคม

“ คนที่มีพระคริสต์ในชีวิต จะมีลักษณะของพระคริสต์ปรากฏในการดำเนินชีวิต ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 24

ภาพรวม

  • ในบทนี้พระเยซูบอกสาวกถึงการที่วิหารในเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย เพื่อเตือนให้พวกเขาเตรียมพร้อม สำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวกสาวกชี้ให้พระเยซูดูความสวยงามของพระวิหารในเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นวิหารที่บูรณะขึ้นใหม่โดยกษัตริย์เฮโรดมหาราช

ประวัติศาสตร์ของพระวิหารเป็นดังนี้
– วิหารหลังแรกสร้างไว้อย่างงดงามโดยกษัตริย์ซาโลมอน ราว 500 ปีต่อมาวิหารนี้ได้ถูกทำลายลงโดยกษัตริย์เนบูคัสเนสซาร์แห่งบาบิโลน ในปี 586 ก่อนคริสตศักราช
– หลังจากนั้นเมื่อบาบิโลนล่มสลาย มีเดีย-เปอร์เซียรุ่งเรืองขึ้น จึงมีการปล่อยเชลยชาวยิวกลับมายังอิสราเอล เป็นตามคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะที่บอกไว้ก่อนหน้านั้น
– จึงมีการสร้างพระวิหารหลังที่ 2 ขึ้นโดยเศรุบบาเบล แต่ก็ไม่งดงามนัก เพราะประชาชนเพิ่งกลับมาจากการเป็นเชลย ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรมากนัก

– เมื่อมีเดีย-เปอร์เซียล่มสลาย กรีกที่นำโดยอเล็กซานเดอร์มหาราชก็เรืองอำนาจอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นโรมก็ขึ้นมาครอบครองอาณาจักรทั้งหมดแทน
– สมัยของโรมได้มีการแต่งตั้ง เฮโรดมหาราช ชาวเอโดม ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองปาเลสไตน์ (เฮโรดคนนี้เอง ที่พยายามฆ่าพระกุมารเยซู) เขาต้องการเอาใจคนยิวที่เขาปกครอง เขาจึงได้บูรณะพระวิหารที่เศรุบบาเบลสร้างไว้ ให้สวยงามยิ่งขึ้น

– และวิหารนี้เองที่พวกสาวกชี้ให้พระเยซู ดูความงดงามของมัน
พระเยซูบอกพวกสาวกว่า สิ่งงดงามเหล่านี้ อีกไม่นานก็จะพังพินาศไป

1.@  สิ่งของในโลกนี้ ไม่ว่างดงามสักเพียงใด สักวันจะพังทลายไป แม้แต่พระวิหารที่มนุษย์สร้างเพื่อนมัสการพระเจ้ายังพังทลาย นับประสาอะไรกับสิ่งของต่างๆที่เรากำลังสะสมอยู่ในวันนี้ ไม่นานต้องเสื่อมสูญไปเช่นกัน

แต่วิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือจิตวิญญาณของเรา จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์

วันนี้ สิ่งที่เราทำ เราทำเพื่อ สิ่งที่ต้องเสื่อมสลาย หรือ สิ่งที่คงอยู่ถาวรนิรันดร์ ข้างไหนมากกว่ากัน?

2.# พวกสาวกถามพระเยซูว่า ยุคเก่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่? พระเยซูจึงบอกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตไว้ดังนี้

เมื่อใกล้จะสิ้นยุค
– จะมีพระคริสต์ปลอมหลายคน ปรากฏตัวขึ้น อ้างตัวเป็นพระคริสต์
– จะมีข่าวเรื่องสงคราม และมีข่าวลือเรื่องสงคราม
– แล้วจะมีสงครามเกิดขึ้นมากมาย ประเทศต่างๆทั่วโลก หรือ สงครามโลก
– จะเกิดกันดารอาหาร
– จะเกิดแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ

แล้วก็เริ่มต้นของการข่มเหง
– เกิดการข่มเหงคริสเตียนเกิดขึ้นทั่วโลก
– การข่มเหงจะรุนแรงขึ้น จนถึงกับตามฆ่าคริสตียน
– มีคริสเตียนจำนวนมาก ละทิ้งความเชื่อไปเสีย
– แล้วก็จะมีผู้รับใช้จอมปลอมเกิดขึ้น ล่อลวงคนมากมายให้หลงไปจากความจริง
– ความ​รัก​ของ​คน​จำ​นวน​มาก​จะ​เยือก​เย็น​ลง ไม่มีความรัก มีแต่รักจอมปลอม
– ​ความ​อธรรม​แผ่​กว้าง​ออก​ไป การทำชั่ว ทำบาปเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ใครๆก็ทำกัน อย่างหน้าตาเฉย
– และ ข่าว​ประ​เสริฐ​เรื่อง​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​นี้​จะ​ถูก​ประ​กาศ​ไป​ทั่ว​โลก ทุก​​ประ​ชา​ชาติ ทุกชนเผ่าได้ยินข่าวประเสริฐ

แล้ว​ที่​สุด​ปลาย​จะ​มา​ถึง

ในช่วงยุคสุดท้ายนั้น จะมีมหากลียุค ซึ่งมีลักษณะดังนี้
– จะมีสิ่งที่น่ารังเกียจอยู่ในวิหารของพระเจ้า
– จะมีความทุกข์ยากครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
– จะมีผู้อ้างตัวเป็นพระคริสต์เกิดขึ้น
– พระคริสต์เทียมเท็จจะสำแดงหมายสำคัญและอัศจรรย์ยิ่งใหญ่

พอความทุกข์ยากยิ่งใหญ่นั้นหมดแล้ว
– ดวง​อาทิตย์​จะ​มืด​ไป
– ​ดวง​จันทร์​จะ​ไม่​ส่อง​แสง
– ดวง​ดาว​ทั้ง​หลาย​จะ​หายไป
– วิญญาณชั่ว และ ทูตสวรรค์ทั้งหลาย จะถูกทำให้หวั่นไหว

แล้วจะมีหมายสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์​ปรา​กฏ​ขึ้น​ใน​ท้อง​ฟ้า
– มนุษย์​ทุก​ชาติ​ทั่ว​โลก​จะ​ทุกข์โศก 
– แล้ว​จะ​เห็น พระเยซูคริสต์เสด็จ​มา​บน​เมฆ​ใน​ท้องฟ้า เต็มด้วย​ฤทธา​นุภาพ​และ​​พระ​รัศมี​ยิ่งใหญ่
– ​จะมีเสียงเป่าแตรของ​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หลาย​​ที่​ดัง​มาก 
– แล้วผู้เชื่อวางใจในพระเยซูทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน

2.@ พระเยซูทรงเตือนสาวกไว้ล่วงหน้า เพื่อว่าเมื่อสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นจะได้รู้ตัว และยังคงยืนหยัดมั่นคง

ทุกวันนี้สัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้รู้ว่าวันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาด้วยสง่าราศีนั้นใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้ว

จงตื่นตัว และเฝ้าระวังอยู่เถิด

3.# เมื่อเห็นมะเดื่อแตกใบ ยังเดาได้ว่าฤดูร้อนจะมาถึงแล้ว ยิ่งกว่านั้นเมื่อเห็นเหตุการณ์เหล่านี้ จงรู้ทันทีว่าพระเยซูใกล้เสด็จกลับมาแล้ว

3.@ มะเดื่อมักเล็งถึงอิสราเอล ประเทศอิสราเอลล่มสลาย หายไปจากแผนที่โลก ตั้งแต่ ค.ศ.70

หลังจากนั้น 1,878 ปีต่อมา ในปี ค.ศ.1948 อิสราเอลกลับมารวมกันเป็นประเทศอีกครั้ง

มะเดื่อที่สลัดใบทิ้งในฤดูใบไม้ร่วง ราวกับต้นไม้ที่ตายแล้ว บัดนี้เริ่มผลิใบแล้ว

พี่น้องทั้งหลาย ฤดูร้อนใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้วครับ

4.# พระเยซูเตือนว่า เราไม่รู้วันเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมา ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือ จงเตรียมพร้อมไว้เสมอ
เพื่อไม่ว่าพระเยซูมาเวลาใดก็ตาม เราสามารถยืนอย่างภาคภูมิใจได้ว่า เราเป็นบ่าวที่สัตย์ซื่อใช้สิ่งที่พระองค์ประทานให้นั้น ตามสุดกำลังความสามารถของเราเพื่อพระองค์

4.@ พระเยซูตรัสเองว่า ไม่มีใครรู้วันเวลาที่พระองค์เสด็จมา หากมีใครบอกว่า พระองค์จะมาเมื่อไร ฟันธงได้เลย เทียมเท็จแน่นอน

ยิ่งไม่รู้ เราต้องยิ่งเตรียมตัว เฝ้าระวัง ใช้เวลาที่เหลือของเราอย่างมีคุณค่า มีความหมายเพื่อพระองค์

5.# มธ. 24:40-41 เวลา​นั้น​ชาย​สอง​คน​อยู่​ที่​ทุ่ง​นา จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง และ​ถูก​ละ​ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง หญิง​สอง​คน​โม่​แป้ง​อยู่​ด้วย​กัน จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง ถูก​ละ​ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง
เทียบเพิ่มเติมกับ
ลก. 17:34-36 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ใน​คืน​วัน​นั้น​จะ​มี​สอง​คน​นอน​เตียง​เดียว​กัน จะ​ทรง​รับ​ไป​คน​หนึ่ง จะ​ทรง​ละ​ไว้​คน​หนึ่ง  ผู้หญิง​สอง​คน​จะ​โม่​แป้ง​ด้วย​กัน จะ​ทรง​รับไป​คน​หนึ่ง จะ​ทรง​ละ​ไว้​คน​หนึ่ง สอง​คน​จะ​อยู่​ใน​ทุ่ง​นา จะ​ทรง​รับ​ไป​คน​หนึ่ง จะ​ทรง​ละ​ไว้​คน​หนึ่ง

เรื่องนี้พระคัมภีร์บอกว่า โลกกลม ก่อน กาลิเลโอเกิด 1,500 ปี
ชายไปทุ่งนา เขาไปตอนเช้า-บ่าย
หญิงโม่แป้ง เธอจะโม่ตอนเย็น
คนนอน พวกเขานอนตอนกลางคืน

แต่พระเยซูเสด็จมาในพริบตา
แสดงว่า เป็นวินาทีเดียวกัน แต่ต่างเวลากัน เพราะอยู่กันคนละประเทศ

5.@ พระเยซูเสด็จมาได้ ทุกเวลา เช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ ดึก

จงเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะ​ใน​เวลา​ที่​ท่าน​ไม่​คิด​ไม่​ฝัน​นั้น บุตร​มนุษย์​จะ​เสด็จ​มา

6.# พระเยซูยกตัวอย่างคำอุปมา เรื่อง บ่าว​ที่​ซื่อ​สัตย์​กับ​ที่​ไม่​ซื่อ​สัตย์ เพื่อสอนว่า คนที่สัตย์ซื่ออยู่เสมอจะได้รับพระพร
แต่คนที่ไม่สัตย์ซื่อเพราะคิดว่าไม่เป็นไร รอก่อนก็ได้ยังมีเวลา จะพบกับความเสียใจอย่างที่สุด

6.@ อย่าทำตัว แบบคนที่คิดว่า พระเยซูไม่เสด็จกลับมาในวันนี้หรอก
แต่จงทำตัวแบบคนที่คิดว่า พระเยซูอาจกำลังจะเสด็จมาในวันนี้ก็เป็นได้

คำคม

“ มะเดื่อแตกใบแล้ว จงตื่นตัวขึ้นก่อนที่จะสายเกินไป ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 23

ภาพรวม

  • พระเยซูตำหนิพวกผู้นำศาสนา ที่หน้าซื่อใจคด เมื่อพวกเขาทำพิธีกรรมทางศาสนาดูเหมือนกับว่า “รักพระเจ้ามากมาย” แต่เมื่อดูการดำเนินชีวิตของเขา ช่างขัดแย้งและสวนทางกับคำว่า “รักพระเจ้า” มากเหลือเกิน

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อเราพบคนหน้าซื่อใจคด สอนพระคำของพระเจ้า แต่ไม่ทำตามพระคำของพระเจ้า พระเยซูทรงสอนเราให้ปฏิบัติดังนี้ คือ ทำตามที่เขาสอน แต่อย่าทำตามที่เขาประพฤตินั้น

1.@  เมื่อพบคนหน้าซื่อใจคด จงเรียนรู้บางสิ่ง แล้วพัฒนาตนเองขึ้น ไม่ใช่มัวแต่สะดุดหรือท้อแท้ ไม่อยากเดินติดตามพระเจ้าอีกต่อไป

2.# ลักษณะของคนหน้าซื่อใจคด
– บอกให้คนอื่นทำ แต่ตนเองไม่ทำ
– หิวเกียรติจากมนุษย์
– หิวคำยกช่องชมเชยจากมนุษย์
– ชอบให้คนอื่นปรนนิบัติ
– ชอบยกตัวเอง หรือทำให้ตัวเองโดดเด่น
– ถือว่าการถ่อมใจเป็นเรื่องโง่เขลา
– ไม่แสวงหาพระเจ้า แล้วยังกันไม่ให้คนอื่นแสวงหาพระเจ้า
– เอารัดเอาเปรียบคนอื่น แต่ยังทำตัวให้คนดูว่าเป็นคนมีธรรมะ
– พยายามดึงคนให้ทำผิดเหมือนตนเอง หรือยิ่งกว่าตนเอง
– สนใจทรัพย์สินเงินทอง มากกว่าเรื่องฝ่ายวิญญาณ
– เอาใจใส่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นพิธีกรรมทางศาสนา แต่ละเลยเรื่องใหญ่ๆ เช่นความ​ยุติ​ธรรม ความ​เมต​ตา​และ​ความ​เชื่อ​
พวกเขาทำกิจกรรมต่างๆของคริสตจักรอย่างดี เป็นคริสเตียนที่ดีในวันอาทิตย์ แต่ลองไปดูพวกเขาที่บ้านหรือที่ทำงานสิ จะพบความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
– รวมทั้ง ผู้นำที่สนใจว่ามีคนมาโบสถ์เยอะก็พอใจละ หรือสมาชิกร่วมกิจกรรมของคริสตจักรนั่นก็ดีมากละ หรือสมาชิกถวายทรัพย์สม่ำเสมอก็เป็นที่น่าพึงพอใจแล้ว
แต่ไม่สนใจว่าจะมีสักกี่คนที่ เมื่อกลับไปบ้านแล้ว พวกเขายังคงไว้วางใจในพระเจ้าในการดำเนินชีวิต
มีกี่คนที่ได้สำแดงความเมตตาต่อคนอื่นออกมาเป็นภาคปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
– พวกเขากรองลูกน้ำออก แต่กลืนตัวอูฐเข้าไป ทำครบถ้วนในเรื่องเปลือกนอก แต่ภายในใจ ละเลยและไม่ยอมเชื่อฟัง พระคำของพระเจ้า
– ภายนอกพวกเขาดูดี ดูช่างเป็นคนอ่อนโยน สุภาพ เป็นคนดี จิตใจงดงาม แต่ความจริงแล้วภายในจิตใจ เต็มไปด้วยความชั่วร้าย โหดร้าย เห็นแก่ตัว เต็มด้วยราคะตัณหา พร้อมที่จะทำชั่วเมื่อโอกาสเหมาะๆมาถึง
– การประพฤติภายนอกดูเผินๆ ช่าง บริสุทธิ์ สะอาด ชอบธรรม แต่ภายในจิตใจเต็มไปด้วยการโสโครก และความสกปรก
– ดูไกลๆ ดูเหมือนคนชอบธรรม แต่คนที่รู้จักเขาจริงๆ ก็จะรู้ว่าหน้าซื่อใจคดขนาดไหน และชั่วร้ายมากเพียงใด
– คำพูดของเขาดูดี ดูเป็นคนดี คนชอบธรรม แต่ความจริงพร้อมแล้วที่จะกระทำสิ่งชั่วร้าย เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสทำเท่านั้นเอง

2.@ ทำไม​ท่าน​มอง​เห็น​ผง​ใน​ตา​พี่​น้อง​ของ​ท่าน แต่​กลับ​มอง​ไม่​เห็น​ไม้​ทั้ง​ท่อน​ที่​อยู่​ใน​ตา​ของ​ท่าน?

คน​หน้า​ซื่อ​ใจ​คด จง​ชัก​ไม้​ทั้ง​ท่อน​ออก​จาก​ตา​ของ​ท่าน​ก่อน แล้ว​ท่าน​จะ​เห็น​ได้​ถนัด จึง​จะ​เขี่ย​ผง​ออก​จาก​ตา​พี่​น้อง​ของ​ท่าน​ได้

3.# พระเยซูสอนว่า ล้างข้างในให้สะอาดก่อน แล้วข้างนอกจะสะอาดด้วย

3.@ หากเราถ่อมใจลง ยอมรับผิด สารภาพความผิดของตนต่อพระเยซู ขอการอภัยจากพระองค์ แล้วรับการอภัยจากพระองค์ด้วยความเชื่อ พระองค์ทรงสัญญาจะชำระเราให้พ้นจากการอธรรมเหล่านั้นทั้งหมด

และเมื่อข้างในเราได้รับการล้างชำระให้สะอาดแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซู ด้วยความเชื่อ
พฤติกรรมภายนอกของเรา ก็จะเปลี่ยนแปลงไปโดยอัตโนมัติ ความหน้าซื่อใจคดก็จะถูกขจัดออกไป

แต่ถ้าวันนี้พฤติกรรมของเรา ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ เป็นไปได้ว่า ข้างในของเราในพื้นที่นั้นๆ ยังไม่ได้รับการล้างให้สะอาด

วันนี้ หากเรารู้ตัวแล้ว ควร ยอมรับผิด สารภาพ แล้วรับการอภัย รับการชำระโดยพระโลหิตของพระเยซู แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง อย่างไม่เคยผิดพลาดมาก่อนเลย

โดยการทำเช่นนี้ อยู่เสมอๆ ข้างในของเรา จะรับการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ส่งผลให้พฤติกรรมภายนอกของเราเปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวันๆ

4.# พระเยซูพยากรณ์เกี่ยวกับเยรูซาเล็มว่า เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธพระผู้ช่วยให้รอด และสังหารผู้ที่พระเจ้าส่งมา ดังนั้น พวกเขาจึงจะถูกสังหาร กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย  แล้วก็เป็นจริงตามที่พระเยซูตรัสไว้ ใน ค.ศ.70 (ราว 37 ปี หลังจากที่พระเยซูตรัสคำเหล่านี้)

4.@ เมื่อพระเจ้าประทานพระคุณที่จะมาช่วยใครก็ตามให้พ้นจากพระพิโรธ แต่คนนั้นปฏิเสธพระคุณนั้น ก็จะเหลือแต่พระพิโรธที่จะตกลงมาบนคนนั้น

คำคม

หน้าซื่อคนมองเห็น แต่ถ้าใจคดพระเจ้าทรงทราบ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 22

ภาพรวม

  • พวกมหาปุโรหิต พวกฟาริสี พวกสะดูสี และพวกธรรมจารย์ พยายามส่งคนมาถามเพื่อจับผิดพระเยซู แต่พระเยซูตอบกลับอย่างลึกซึ้ง และเมื่อพระเยซูถามกลับ ก็ไม่มีใครตอบได้สักคน

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงตรัสคำอุปมา การ​เลี้ยง​เนื่อง​ใน​พิธี​อภิเษก​มเหสี เพื่ออธิบายว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมความรอดให้แก่พวกยิว แต่พวกยิวปฏิเสธ และทำร้าย ฆ่า คนที่พระเจ้าส่งมา

ดังนั้นความรอดจึงไปยังคนต่างชาติซึ่งตามปกติไม่สมควรได้รับความรอดนี้

ขณะเดียวกันเมื่อคนที่ไม่สมควรได้เข้ามาในงาน ทางเจ้าภาพได้จัดเตรียมเสื้อสำหรับงานให้แขกทุกคนไว้แล้ว

แต่ถ้าแขกคนใดยังไม่ยอมสวมเสื้อเพื่อให้ตนเหมาะสมกับงาน คนนั้นจะถูกไล่ออกจากงานเลี้ยง

1.@  วันนี้โดยพระคุณของพระเจ้า เราได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าได้เตรียมเสื้อแห่งความชอบธรรมไว้สำหรับเราแล้ว โดยทางการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์

ถ้ามีคนใดแม้เขาได้ชื่อว่าเป็นคริสเตียนแล้วก็ตาม แต่เขาไม่ได้เชื่อวางใจ ในพระเยซูคริสต์จริงๆ สำหรับการที่เขาได้เป็นคนชอบธรรม
เขาจึงไม่อาจชอบธรรมได้

ดังนั้นเขาจึงไม่อาจเข้าในงานเลี้ยงของพระเจ้าได้ในวันสุดท้าย

วันนี้ เราเป็นคนชอบธรรมจริงๆแล้วหรือยัง?

ใครก็ตามที่ยังไม่มั่นใจในคำตอบนี้ เขากำลังตกอยู่ในอันตรายที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง

ส่วนคนเหล่านั้นที่ภายในจิตวิญญาณของเขาเป็นคนชอบธรรมแล้วจริงๆ
ย่อมสะท้อนออกมาเป็นการดำเนินชีวิตที่ชอบธรรม ชีวิตที่ไม่มีความสุขกับบาป ชีวิตที่รังเกียจบาป
ถึงแม้จะไม่สามารถทำได้สมบูรณ์ก็ตามแต่อย่างน้อยก็จะดำเนินไปในทิศทางนั้นขึ้นเรื่อยๆ

เราควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะพระเยซูเตือนเอาไว้แล้วว่า “ด้วย​ผู้รับ​เชิญ​ก็​มาก แต่​ผู้​ที่​ทรง​เลือก​ก็​น้อย”

2.# พวกฟาริสีกับ​พวก​เฮโรด​ มาจับผิดพระเยซูด้วยการถามว่า “ควรส่งส่วยให้แก่ซีซาร์ จักรพรรดิแห่งโรมที่ปกครองดินแดนปาเลสไตน์ในช่วงเวลานั้น หรือไม่?”

หากพระเยซูตอบว่า “ไม่” ก็จะผิดกฎหมายโรม
หากพระเยซูตอบว่า “ควร” ประชาชนก็จะถือว่าพระเยซูไปเข้าข้างพวกโรมที่เขาเกลียดชังนั้น

พระเยซูถามพวกเขาว่า “รูปบนเหรียญเป็นรูปใคร?”
พวกเขาบอก “รูปซีซาร์”
พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ของของซีซาร์ จงถวายแด่ซ๊ซาร์” หมายถึง ควรเสียภาษีตามกฎหมาย

และ “ของของพระเจ้า จงถวายแด่พระเจ้า” หมายถึง ทุกอย่างที่เรามีเป็นของพระเจ้า จึงควรใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อพระเจ้า

2.@ วันนี้ สิ่งที่เรามี คนที่เรามี ของที่เรามี เป็นของใคร?

เมื่อเราเข้าใจว่าเป็นของเรา เราก็จะใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อเราเอง
แต่ถ้าเราตระหนักว่า ทั้งสิ้นที่เรามีเป็นของพระเจ้า เราก็สมควรใช้ทั้งสิ้นนี้เพื่อพระองค์

3.# พวก​สะ​ดู​สี กลุ่มคนร่ำรวยในสภาแซนฮีดริน ผู้ที่ไม่ค่อยมีความรู้ในพระคัมภีร์เท่าใดนัก ได้มาทดลองพระเยซูบ้าง

พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย จึงถามคำถามเพื่อเป็นการเยาะเย้ยการเป็นขึ้นมาจากความตาย

พระเยซูจึงอธิบายให้เขาฟังว่า ที่พวกเขาไม่เข้าใจ ก็เพราะพวกเขาไม่รู้พระคำของพระเจ้า ไม่รู้ฤทธิ์เดชของพระเจ้า

3.@ หากเราไม่รู้พระคำของพระเจ้า หรือ ต่อให้รู้แต่ไม่เชื่อพระคำของพระเจ้า เราก็จะไม่สามารถรู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างถูกต้อง
แต่จะสร้างมุมมองความคิดของตนเองขึ้นมาแล้วตู่ว่า นั่นเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า

4.# ในบทนี้ มีความล้ำลึกแห่งสวรรค์ที่ถูกเปิดเอาไว้ คือ เมื่อเราเป็นขึ้นมาจากความตาย จะมีลักษณะเหมือนทูตสวรรค์ที่ไม่มีการเป็นสามีภรรยากันอีก

4.@ เมื่อเราเป็นขึ้นมาจากความตาย และอยู่ในสวรรค์ชั่วนิรันดร์เป็นมิติใหม่ของชีวิต ซึ่งด้วยมิติของโลกปัจจุบัน เราไม่สามารถจินตนาการได้เลย

แต่ที่รู้แน่ๆคือ มันต้องดีเลิศอย่างแน่นอน เพราะพระบิดาผู้ทรงรักเราอย่างที่สุดจัดเตรียมให้ไว้สำหรับเรา

5.# เมื่อพวกฟาริสี พวกของเฮโรด และพวกสะดูสี จับผิดพระเยซูไม่สำเร็จ ก็ถึงคราวของธรรมาจารย์หรือบาเรียน ผู้เชี่ยวชาญในพระคัมภีร์ มาถามลองภูมิพระเยซู
และพระเยซูก็ตอบกลับตามพระคำของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง

5.@ การมีความรู้ในพระคัมภีร์อย่างดี ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า เราจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ จนกว่าเราจะเชื่อวางใจในพระเยซูเท่านั้น

6.# หากจะถามถึงสิ่งที่พระเจ้าประสงค์ให้เราทำมากที่สุด พระเยซูบอกว่า คือ รักพระเจ้าสุดใจ และรักเพื่อนบ้านสุดกำลัง

6.@ วันนี้ ในกิจการต่างๆที่เราทำอยู่นั้น มีกี่อย่างที่เราทำเพราะ รักพระเจ้า หรือ รักเพื่อนบ้าน?

7.# เมื่อพระเยซูทรงถามพวกผู้นำศาสนายิวกลับไปบ้าง ไม่มีใครสามารถตอบพระองค์ได้เลย
ไม่ใช่เขาไม่รู้พระคัมภีร์แต่เพราะความล้ำลึกในพระคัมภีร์นั้น จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์

7.@ เราจะเข้าใจความล้ำลึกในพระคำของพระเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อเราเชื่อวางใจในพระคำของพระเจ้า และวางใจในพระเยซู ให้พระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในชีวิตของเราจริงๆเท่านั้น

คำคม

“ เราจะเข้าใจพระคัมภีร์ได้ ก็ต่อเมื่อ เราเชื่อวางใจในพระเยซูจริงๆเท่านั้น ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 21

ภาพรวม

  • วันอาทิตย์ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงบนไม้กางเขน พระองค์ทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ และทรงขับไล่คนค้าขายออกจากพระวิหาร แล้วก็พบการต่อต้านอย่างรุนแรงจากพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสี

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ พระมาซีฮาจะนั่งลูกลาเข้ากรุงเยรูซาเล็ม แต่พวกของพระเยซูไม่มีลูกลา แล้วจะไปหาจากที่ไหน?
ปรากฏว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นและเตรียมการสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเจ้าของลาไว้เรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่ พวกสาวกทำตามคำสั่งของพระเยซู พวกเขาก็พบการจัดเตรียมของพระเจ้า

1.@  พระเจ้าทรงจัดเตรียมการคลี่คลายสถานการณ์ของเราเอาไว้แล้ว เพียงแต่เราเชื่อฟังพระคำของพระองค์ เราก็จะพบกับการจัดเตรียมของพระเจ้า

วันนี้ เรากล้าที่จะจัดการกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ ด้วยวิธีการเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าหรือไม่?

2.# พระเยซูนั่งลูกลาเข้าเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ผู้ถ่อมพระทัย แล้วผู้คนก็เอาเสื้อผ้าของตน หรือกิ่งไม้มาปูให้ลานั้นเดิน แล้วโห่ร้องสรรเสริญพระเจ้า

2.@ พระเยซูผู้เป็นเจ้านายของเรา ยังถ่อมตัวถ่อมใจ แล้วเรายิ่งควรจะถ่อมใจต่อผู้อื่นมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด

เมื่อพระเยซูนั่งลานั้น ลานั้นได้รับการต้อนรับอย่างสง่างาม ไม่ใช่คุณสมบัติของตัวมันเองแต่พระเยซูทรงนั่งอยู่บนมัน

ชีวิตของเราไม่ว่าจะต่ำต้อยสักเพียงใด หากยอมให้พระเจ้าทรงใช้ พระเจ้าจะเป็นผู้ประทานเกียรติแก่เรา

3.# พระเยซูไม่พอพระทัย พ่อค้าที่นำของมาค้าขายในพระวิหารอย่างมาก เพราะพระนิเวศน์ของพระเจ้า ควรเป็นที่สำหรับอธิษฐาน
ไม่ใช่สำหรับค้าขาย หนำซ้ำยังค้าขายแบบเอาเปรียบ ขูดรีด ผู้คนอีกด้วย

3.@ วันนี้ เราเป็นวิหารของพระเจ้า เราใช้พระวิหารนี้ทำสิ่งใด?
ทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า หรือ ทำสิ่งหาประโยชน์ให้ตนเอง?

เราใช้พระวิหารนี้ เป็นนิเวศน์แห่งการอธิษฐาน คิดเป็น กี่ % ใน 24 ชม. ของแต่ละวัน

4.# ด้วยความอิจฉา พวกปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์จึงไม่พอใจ ที่เด็กๆสรรเสริญพระเยซู ทั้งที่สิ่งที่เด็กๆเหล่านั้นทำเป็นสิ่งน่าชื่นชม เพราะเป็นไปตามพระคัมภีร์ที่พยากรณ์ไว้ (สดด. 8:2​)

4.@ หากเราปล่อยให้ความอิจฉาเข้าครอบครองจิตใจของเรา จะทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำในชีวิตของคนอื่น

5.# พระเยซูทรงใช้ต้นมะเดื่อ เพื่อเป็นบทเรียนสอนพวกสาวก ให้เขามีความเชื่อ กล้าเชื่อในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าจะทรงกระทำ โดยพระองค์เน้นย้ำว่า “สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​ท่าน​อธิษฐาน​ขอ​ด้วย​ความ​เชื่อ ท่าน​จะ​ได้”

5.@ พระเยซูผู้ไม่ตรัสมุสา ทรงสัญญาไว้ว่า สิ่งใดที่เราขอ ด้วยความเชื่อจริงๆ ไม่ได้สงสัย เราจะได้รับสิ่งนั้น

วันนี้ หากเรามีความจำเป็นในสิ่งใด จงทูลต่อพระองค์ด้วยความเชื่อ อย่างไม่สงสัยเถิด

6.# พวก​มหา​ปุโรหิต​และ​พวก​ผู้ใหญ่​ของ​ประชาชน มาถามพระเยซูว่า มีสิทธิอะไรมากล่าวในนามผู้เผยพระวจนะและมาไล่พ่อค้าออกไปจากพระวิหาร

พระเยซูทรงถามพวกเขากลับ เกี่ยวกับบัพติศมาของยอห์น พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่เชื่อยอห์น แต่ไม่ตอบเพราะเกรงกลัวประชาชน

พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่า พระองค์ไม่ตอบพวกเขาเช่นกัน เพราะบอกไปพวกเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี
ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่พวกเขา อีก1 ข้อหา คือ ไม่เชื่อที่พระเยซูตรัส พระเยซูจึงไม่บอกพวกเขา

6.@ พระเจ้าพร้อมที่จะเปิดเผยความล้ำลึกฝ่ายวิญญาณแก่เรา แต่หากเราไม่เชื่อ พระองค์จะไม่เปิดเผยแก่เรา

นั่นคือ เราจะเข้าใจความล้ำลึกฝ่ายวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเชื่อสิ่งที่พระคำของพระเจ้าได้เปิดเผยแก่เราแล้ว

7.# พระเยซูยกตัวอย่างคำ​อุปมา​เรื่อง​บุตร​สอง​คน เพื่อชี้ให้เห็นว่า พวกคนบาปทั้งหลาย เช่นคนเก็บภาษี และหญิงแพศยา ยังมีคุณสมบัติที่จะเข้าสวรรค์ได้ มากกว่าพวกปุโรหิตและพวกฟาริสีเสียอีก

เพราะคุณสมบัติของคนที่จะเข้าสวรรค์ได้นั้นไม่ใช่การทำพิธีกรรมทางศาสนาใดๆ
แต่เป็นการเชื่อแล้วกลับใจเสียใหม่

7.@ ไม่สำคัญว่า วันนี้เราทำกิจกรรมทางศาสนามากเพียงใด แต่ที่สำคัญคือ วันนี้ คุณกลับใจจากบาปที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เตือนสอนคุณมากเพียงใด

8.# พระเยซูใช้ตัวอย่างคำ​อุปมา​เรื่อง​สวน​องุ่น​และ​คน​เช่า เพื่อชี้ให้เห็นว่า พวกยิวซึ่งความรอดมาถึงพวกเขา

แต่พวกเขากลับปฏิเสธ ดังนั้นการทำลายจึงกำลังจะเกิดกับอิสราเอล และความรอดจะถูกกระจายออกไปยังคนต่างชาติทั่วโลก

8.@ เพราะคนยิวปฏิเสธพระเยซู ไม่เชื่อพระองค์ พวกเขาจึงไม่อาจได้รับความรอดที่พระเยซูนำมาให้พวกเขา

วันนี้ความรอด และการช่วยกู้จากพระเจ้ามาถึงเราแล้ว โดยความเชื่อเราจึงรับได้

แต่ถ้าเราไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยเราได้ เราเองก็จะไม่ได้รับการช่วยกู้ในสถานการณ์ของวันนี้

คำคม

“ ทุกอย่างที่อธิษฐาน​ขอ​ด้วย​ความ​เชื่อ ท่าน​จะ​ได้ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 20

ภาพรวม

  • ในบทนี้พูดขยายความเรื่อง คนต้นเป็นคนสุดท้าย โดยพระเยซูยกตัวอย่างคำอุปมาเรื่องคนทำงานในสวนองุ่น และทรงสอนเหล่าสาวกผู้อยากเป็นคนต้นได้นั่งข้างบัลลังก์พระองค์ ว่า คนที่จะเป็นใหญ่คือคนที่ปรนนิบัติผู้อื่น

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  คำอุปมาเรื่อง คน​ทำ​งาน​ใน​สวน​องุ่น ชี้ให้เห็นว่าพระคุณของพระเจ้ามีสำหรับทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับทุกคน แต่ปรากฏว่า คนทำงานคนแรกกลับอิจฉา คนที่เข้ามาทำงานคนสุดท้าย

ดังนั้นแทนที่คนแรกจะได้ภาคภูมิใจที่ได้ทำอย่างเต็มที่และร่วมยินดีกับคนอื่นๆที่ได้รับสิ่งดีด้วย แต่ปรากฏว่าคนแรกกลับถูกตำหนิจากผู้ว่าจ้างว่า เป็นคนขี้อิจฉา

คนแรก แทนที่จะเป็นคนที่ได้รับเกียรติมากที่สุด กลับกลายเป็นที่ได้รับเกียรติน้อยที่สุด

1.@  เราควรดีใจ เมื่อเห็นคนทั้งหลายได้รับความรอดและเข้ามาเดินในทางของพระเจ้า ได้รับพระพรของพระเจ้า

ขณะเดียวกันเราควรระมัดระวัง ว่า ผู้ที่เขามาอยู่ในทางของพระเจ้าแล้ว อย่างเรา ยังคงเดินต่อไปในทางนี้ ไปตลอดจนถึงวันที่จะได้รับรางวัล ในวันสุดท้าย

2.# พระเยซูทรง ย้ำกับพวกสาวกเป็นครั้งที่ 3 ว่า พระองค์จึงถูกตรึงตายบนไมกางเขนและในวันที่สาม พระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาใหม่

แต่ปรากฏว่าดูเหมือนพวกสาวกไม่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูบอก
สังเกตได้จากเมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว เมื่อพวกผู้หญิงมาบอก ไม่มีใครยอมเชื่อสักคน

2.@ สิ่งที่พระคำของพระเจ้าตรัสไว้ ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ เชื่อหรือไม่เชื่อ ในที่สุดก็จะเกิดขึ้นเป็นจริง
แต่ถ้าเราไม่เชื่อ พระคำของพระเจ้าที่บอกเราไว้นั้น จะไม่อาจช่วยเราได้ในยามที่เราเผชิญสถานการณ์ต่างๆในชีวิต

เหมือนพวกสาวกที่โศกเศร้าเสียใจและสิ้นหวัง เมื่อเห็นพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพียงแต่พวกเขาเชื่อ ที่พระเยซูตรัสไว้ว่า จะเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม เพียงเท่านี้พวกเขาคงไม่ต้องทุกข์โศกเศร้ามากมายในช่วงเวลานั้น

วันนี้เพียงเราเชื่อในสิ่งที่พระคำของพระเจ้าทรงสัญญาไว้ เราก็จะไม่ต้องทุกข์โศกเศร้ามากมายกับความทุกข์ยากที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

3.# ยากอบและยอห์น ใช้แม่มาขอตำแหน่งจากพระเยซูล่วงหน้า แม่ของพวกเขา น่าจะคือ นางสะโลเม (​27:56; มก. 15:40)
นางขอให้ลูกของนาง อยู่ข้างขวาคนหนึ่งและข้างซ้ายคนหนึ่ง

พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่า พวกเขาไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ว่าพระเยซูกำลังจะไปทำอะไร กำลังไปถูกตรึงบนกางเขน แน่ใจจริงๆหรืออยากจะอยู่ข้างซ้ายคนหนึ่งและข้างขวาคนหนึ่ง ที่โกละโกธานั้นพวกเขาจึงตอบแบบไม่รู้เรื่องว่า “ได้พระเจ้าข้า”

แล้วพระเยซูจึงบอกให้พวกเขารู้ว่า ใช่แล้ว สักวันหนึ่งจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในอนาคตพวกเขาจะตายเพื่อข่าวประเสริฐ

3.@ ยากอบและยอห์น คิดว่าการประสบความสำเร็จคือ การร่ำรวย และมียศฐาบรรดาศักดิ์ในโลกนี้
แต่พระเยซูสอนพวกเขาว่า การประสบความสำเร็จที่แท้จริง คือ
การได้ปรนนิบัติผู้อื่นอย่างถ่อมใจ และการเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น เพราะเห็นแก่พระคริสต์

การรับใช้ที่มีเกียรติที่แท้จริง ไม่ใช่เมื่อมีคนยกมือไหว้เยอะๆ
แต่เมื่อเราได้มีโอกาสปรนนิบัติคนทั้งหลายมากมาย

วันนี้ ในงานรับใช้ของเรานั้น เราได้ปรนนิบัติรับใช้ใครบ้าง?

4.# ตอนท้ายของบทนี้ พูดถึงการที่พระเยซู ผู้เป็นพระมาซีฮา (ชาวยิวใช้คำว่า บุตรดาวิด) ได้ปรนนิบัติชายตาบอด 2 คน คนหนึ่งในสองคนนี้ มีชื่อว่า บาร​ทิ​เม​อัส(มก. 10:46)

เมื่อพวกเขาร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากพระเยซู ผู้คนพากันห้ามปรามพวกเขา
เพราะเห็นว่าเจ้าขอทานตาบอดพวกนี้ ไม่คู่ควรให้พระเยซูมาสนใจพวกเขาหรอก

แต่พระเยซูกลับสนใจพวกเขา และปรนนิบัติพวกเขา ด้วยการรักษาพวกเขาให้หาย

4.@ พระเยซูไม่เพียงแต่สอนเท่านั้น พระองค์ทรงกระทำอย่างที่สอนด้วยเสมอ

วันนี้ เราทำตามสิ่งที่เราบอกหรือสอนผู้อื่นมากน้อยเพียงใด?

พระเยซูสอนว่า พระองค์มาเพื่อปรนนิบัติ
ดังนั้นเมื่อเราร้องทูลต่อพระองค์ด้วยใจจริง เหมือนชายตาบอดสองคนนั้น
พระองค์จะรับฟังและทรงรีบมาช่วยกู้เราอย่างแน่นอน

คำคม

“ ความเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณที่แท้จริง วัดกันที่ ความถ่อมใจลงยอมปรนนิบัติผู้อื่น ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 19

ภาพรวม

  • เมื่อพระเยซูออกจากแคว้นกาลิลี มาทางใต้ เข้าสู่ยังแคว้นยูเดีย พวกฟาริสีในกรุงเยรูซาเล็มก็เริ่มส่งคนมาทดลองพระเยซู เพื่อจะจับผิดพระเยซู 
  • มาถึงตอนนี้การติดตามพระเยซูดูเหมือนไม่ได้มีแต่คนชื่นชม แต่มีคนคอยตำหนิแล้วต่อต้านเพิ่มขึ้นด้วย พระองค์จึงสอนสาวกว่า การที่พวกเขาติดตามพระเยซูจะได้รับรางวัลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวกฟาริสีมาถามพระเยซูว่า ผู้ชายจะหย่าภรรยาของตนได้หรือไม่
พระเยซูตอบว่า ไม่ได้
พวกเขาจึงถามว่า แล้วทำไมโมเสสบอกว่าหย่าได้ ถ้าทำหนังสือหย่า
พระเยซูตอบว่า ก็เพราะพวกเขาใจแข็งกระด้าง ยังไงก็จะหย่า ดังนั้นโมเสสจึงเพิ่มขั้นตอนการหย่าให้ยุ่งยากขึ้นเพื่อจะได้มีเวลาคิดทบทวนก่อนจะหย่าจริงๆ

ในสมัยนั้นมีผู้ชายหลายคน หย่าภรรยาของตนเพราะเบื่อแล้ว จึงหย่าเพื่อจะได้ไปแต่งงานกับคนใหม่ เพราะเยซูตรัสว่า การทำเช่นนั้น เป็นการผิดประเวณี

1.@  บางครั้งพระเจ้าอนุญาตให้บางอย่างเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะพระเจ้าเห็นชอบด้วย แต่เพราะถึงยังไงเราก็จะทำตามความดื้อดึงแห่งจิตใจของเราเอง แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังทรงเมตตาให้เราเกิดผลเสียหายให้น้อยที่สุด

วันนี้ หากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา เกิดจากความดื้อรั้นดันทุรังของเรา จนเกิดปัญหาเช่นนี้ สิ่งที่เราควรทำอย่างเร่งด่วน คือ สารภาพต่อพระเจ้า ขอโทษพระองค์ และกลับใจใหม่จากการกระทำนั้นๆ แล้วในไม่ช้าสถานการณ์จะคลี่คลาย

2.# เมื่อสาวกถามพระเยซูว่า ไม่แต่งงานดีกว่าแต่งงานใช่ไหม?
พระเยซูตอบว่า การยอมไม่แต่งงานเพื่อเห็นแก่แผ่นดินของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำได้ คนที่สามารถทำได้ก็จงทำเถิด

2.@ การแต่งงานเป็นสิ่งที่ดี แต่การยอมเป็นโสดเพื่อเห็นแก่แผ่นดินของพระเจ้าเป็นสิ่งดียิ่งกว่า
(ไม่เกี่ยวกับเป็นโสดเพราะยังหาคู่พระพรไม่เจอนะครับ 555)

3.# พระเยซูเพิ่งสอนสาวกไปไม่นาน ใน มธ. 18:5 “และ​ถ้า​ใคร​จะ​ยอม​รับ​เด็ก​เล็กๆ อย่าง​นี้​สัก​คน​หนึ่ง​ใน​นาม​ของ​เรา คน​นั้น​ก็​ยอม​รับ​เรา​ด้วย” ปรากฏว่า ในบทนี้ สาวกกลับห้ามเด็กเล็กๆมาเฝ้าพระเยซู คงเพราะคิดว่า พวกเด็กเล็กๆพวกนี้คงวุ่นวาย ส่งเสียงรบกวน แล้วก็คงฟังพระเยซูสอนไม่รู้เรื่องหรอก

3.@ การได้ยินพระคำของพระเจ้าเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การนำพระคำของพระเจ้ามาใช้จริงในชีวิตเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เราได้นำพระคำของพระเจ้าที่ได้ยิน มาใช้จริงในชีวิตประจำวันของเรา กี่เรื่องบ้าง ในวันนี้?

4.# พระเยซูบอกว่า เศรษฐีหนุ่มผู้ทำตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วน เข้าสวรรค์ไม่ได้ แต่เด็กเล็กๆเหล่านั้น ผู้ไม่ได้ทำคุณงามความดีอะไรเลย กลับได้มีส่วนในแผ่นดินสวรรค์

การเข้าสวรรค์ไม่ได้อาศัย คุณสมบัติการทำคุณงามความดีใดๆ แต่อาศัยการถ่อมใจ ยอมเชื่อฟังอย่างวางใจในพระเยซู เท่านั้น

เศรษฐีหนุ่มทำดีมากมาย ขาดแต่การยอมทิ้งทุกสิ่ง หันมาเชื่อวางใจในคำสั่งของพระเยซู เขาทำไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าพระเยซูบอกเด็กเล็กๆสักคนหนึ่ง ให้ตามพระเยซูไป เด็กคนนั้นคงไม่คิดอะไร วิ่งแจ้นตามพระเยซูไปเป็นแน่

4.@ วันนี้ อาจมีเหตุผลมากมายหลายอย่างที่ทำให้เรายากที่จะเชื่อฟังพระเยซูอย่างวางใจได้ ขอพระเจ้าทรงช่วยเราให้ก้าวข้ามเหตุผลเหล่านั้น แล้วตัดสินใจอย่างเด็ดขาดสักครั้งที่จะเชื่อฟังพระองค์อย่างวางใจ

5.# สำหรับคนยิวแล้ว พวกเขาเข้าใจคนรวยคือคนที่พระเจ้าอวยพร ดังนั้นเมื่อพระเยซูบอกว่า คนรวยเข้าสวรรค์ยากยิ่งกว่าอูฐลอดรูเข็ม พวกสาวกจึงงงมาก เพราะขนาดคนที่พระเจ้าอวยพรยังเข้าไม่ได้แล้วใครจะเข้าได้อีกเล่า

พระเยซูจึงเฉลยว่า ใช่แล้ว สำหรับมนุษย์เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าสวรรค์ได้ แต่โดยพระเจ้า พระองค์ทำให้มนุษย์ผู้ไม่อาจจะเข้าสวรรค์ได้ ได้เข้าสวรรค์โดยทางพระเยซูคริสต์

5.@ ไม่ว่าเราเป็นใคร เราก็เข้าสวรรค์ไม่ได้
แต่โดยพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าเราเป็นใคร หากเชื่อวางใจในพระองค์ เราก็เข้าสวรรค์ได้

6.# พระเยซูทรงสัญญากับพวกสาวกว่า ผู้ที่สละสิ่งต่างๆเพื่อเห็นแก่พระองค์ จะได้รับผลตอบแทนทั้งในโลกนี้ (มก. 10:30 คน​นั้น​จะ​ได้​รับ​ผล​ตอบ​แทน​ร้อย​เท่า​ใน​ยุค​นี้​…) และในโลกหน้า

6.@ พระเจ้าไม่เคยเป็นหนี้อะไรใคร สิ่งใดที่เรากระทำแด่พระองค์ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์ พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อจะเป็นผู้ตอบแทนเราตามความสัตย์ซื่อของพระองค์

7.# พระเยซูเตือนว่า “หลาย​คน​ที่​เป็น​คน​แรก จะ​กลับ​ไป​เป็น​คน​สุด​ท้าย และ​คน​สุด​ท้าย​จะ​กลับ​ไป​เป็น​คน​แรก” 

7.@ คนที่เคยรักพระเจ้า วันนี้ ความรักที่ท่านมีต่อพระเจ้า ลดน้อยถดถอยลงไปมากเพียงใด จงกลับใจก่อนที่จะสายเกินไป
คนที่วันนี้ ถอยห่างจากพระเจ้า ไม่อธิษฐานอย่างหวานชื่นกับพระองค์อีกต่อไป  ไม่อ่านพระคำของพระเจ้าด้วยใจที่หิวกระหายอยากรู้จักพระองค์อีกแล้ว จงกลับใจเสียใหม่ รีบกลับมาหาพระองค์ วันนี้ยังไม่สายเกินไป

คำคม

“ สำหรับ​มนุษย์มีสิ่งที่เป็นไปได้ และสิ่งที่​เป็น​ไป​ไม่​ได้ แต่​สำหรับ​พระ​เจ้า​ทุก​สิ่ง​เป็น​ไป​ได้ ”

ขุมทรัพย์ มัทธิว 18

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงสิ่งควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติต่อผู้อื่น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนเล็กน้อย หรือคนไม่สำคัญสักเพียงใดก็ตาม

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพวกสาวกถามพระเยซูว่า คนแบบไหนจะเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์?
พระเยซูตอบพวกเขาว่า คนที่ไม่กลับใจอย่างจริงใจจากมุมมองแบบโลกนี้ และวางใจพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ อย่าว่าแต่จะเป็นใหญ่หรือไม่ใหญ่เลย ขนาดจะเข้าแผ่นดินสวรรค์ พวกนั้นยังเข้าไม่ได้เลย
ส่วนผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์นั้น เขาวัดกันที่ ความถ่อมใจขณะอยู่ในโลกนี้

1.@  วันนี้ เรากลับใจจากการแสวงหาเพื่อครอบครองสิ่งของในโลกนี้ได้มากขึ้น หันมาแสวงหาให้พระคริสต์ครอบครองชีวิตของเรามากยิ่งขึ้นแล้วหรือยัง?

วันนี้ เราตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะวางใจในพระเยซู เหมือนเด็กเล็กๆวางใจพ่อแม่ของเขาหรือยัง?

วันนี้ เมื่อเทียบความถ่อมใจของเรา กับความถ่อมใจของเด็กเล็กสักคนหนึ่ง มีความใกล้เคียงกันมากน้อยแค่ไหน?

2.# พระเยซูตรัสว่า ใครก็ตามที่ทำสิ่งดีใดๆต่อเด็กเล็กๆเพราะเห็นแก่พระองค์ พวกเขากำลังทำสิ่งดีต่อพระเยซูนั่นเอง

2.@ การกระทำใดๆของเรา ที่ช่วยให้เด็กเล็กๆสักคนหนึ่ง รู้จักพระเจ้า ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น เป็นการกระทำอันล้ำค่า และพระเจ้าเองจะเป็นผู้ตอบแทนแก่เรา

3.# ในสายพระเนตรของพระเจ้า ทุกคนสำคัญ บางคนแม้คนในโลกนี้มองว่า เขาเป็นคนไม่สำคัญอะไรเลย ไร้ประโยชน์ สร้างปัญหาซะมากกว่า ถึงกระนั้นเขาก็ยังเป็นคนสำคัญสำหรับพระเจ้า เป็น VIPของพระองค์ ดังนั้น คนที่บังอาจทำให้ VIP ของพระเจ้า ต้องสะดุด ทำให้เขาหันออกจากทางของพระเจ้าไป คิดเอาเองก็แล้วกัน พระเจ้าจะทำอย่างไรกับคนนั้น!!!

3.@ จงปฏิบัติต่อคนสำคัญของพระเจ้า อย่างเหมาะสม แม้เขาจะดูไม่สำคัญในสายตาของเราก็ตาม

4.# พระเยซูบอกว่า ไม่ว่าคนนั้นจะไม่สำคัญสักเพียงใด เขาก็สำคัญมากสำหรับพระบิดา และพระองค์ส่งทูตสวรรค์มาเฝ้าดูแลเขา และรายงานเรื่องของเขาต่อพระบิดา

4.@ เรามีทูตสวรรค์คอยปกป้องพิทักษ์รักษา เพราะเราสำคัญมากในสายพระเนตรของพระเจ้า และขณะเดียวกันเราเองก็ไม่ควรลืมว่า พี่น้องคนอื่นก็เป็นคนสำคัญสำหรับพระบิดาเช่นกัน

5.# พระเจ้าไม่​ทรง​ปรารถ​นา​ให้​ผู้​เล็ก​น้อย​เหล่า​นี้​สัก​คน​หนึ่ง​พินาศ​ไป​เลย ดังนั้นเมื่อมีคนหนึ่งกลับใจหันออกจากทางแห่งความพินาศ พระบิดาทรงเปรมปรีดิ์ยิ่งนัก

เปรียบเหมือน  คนที่มีแกะ 99 ตัวคงจะมีความชื่นชมยินดีมาก แต่ความชื่นชมยินดีนั้นก็ยังน้อยกว่า ความชื่นชมยินดี ที่มีแกะ แค่ 1 ตัวรอดตายกลับมา

อธิบายด้วยคณิตศาสตร์ ง่ายๆ
มีแกะ 1 ตัว ได้ความยินดี  = 10 หน่วย
ดังนั้น 
มีแกะ 99 ตัว ได้ความยินดี 990 หน่วย
แต่
ได้แกะรอดตาย 1 ตัว ได้ความยินดี 1,000 หน่วย
สรุปว่า
ได้แกะรอดตาย 1 ตัว ได้ความยินดีมากมายจริง มากว่า การมีแกะถึง 99 ตัว เสียอีก

5.@ รู้ไหมว่า การที่เราช่วยให้สักคนหนึ่งกลับใจใหม่ รอดพ้นความตายนิรันดร์นั้น พระเยซูดีใจมากมายขนาดไหน?

6.# เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา พระเยซูสั่งให้ทำดังนี้
– ไปคุยกับเขาสองต่อสอง
– ถ้าไม่ได้ผล ก็พา 1-2 คนไปช่วยเตือน
– ถ้ายังไม่ได้ผล ให้แจ้งต่อคริสตจักร ให้คริสตจักรไปช่วยเตือน
– ถ้าเขายังไม่ยอมฟัง ให้ปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ก็คือ ยังคงรักเขา อธิษฐานเผื่อเขา ทำดีต่อเขา และปรารถนาให้เขากลับใจ แต่ไม่ถือว่าเขาเป็นพี่น้องในพระคริสต์

6.@ หัวใจสำคัญของคำสั่งนี้ ไม่ใช่จะจัดการกับคนผิดอย่างไร แต่คือ การพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะให้คนที่ทำผิดได้กลับใจ
หากวันนี้เรากำลังทำผิด พระองค์ทรงพร้อมที่จะให้เรากลับใจอย่างแน่นอน
และ หากวันนี้มีคนทำผิดกับเรา เรายินดีให้โอกาสแก่เขาอีกสักครั้งเพื่อให้เขากลับเริ่มต้นใหม่หรือไม่?

7.# พระเยซูสัญญาว่า หากผู้เชื่อ 2 คนขึ้นไปร่วมใจกันอธิษฐาน เห็นพ้องต้องกันในคำอธิษฐานนั้น พระเยซูจะทรงกระทำตามสิ่งที่ทูลขอนั้น

7.@ อย่าลืมใช้สิทธิพิเศษนี้ คือ สิทธิในการร่วมใจกันอธิษฐานร่วมกับพี่น้องคริสเตียนคนอื่นๆ

8.# พระเยซูสัญญาว่า เมื่อผู้เชื่อ 2 คนขึ้นไปร่วมประชุมกันในนามของพระองค์ พระเยซูจะทรงสถิตท่ามกลางเขาที่นั่น

8.@ ในทุกกลุ่มเซล หรือ การประชุมอธิษฐาน หรือการรวมตัวกันเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ ที่นั่นจะมีบรรยากาศของการทรงสถิตของพระเจ้า
(พระเจ้าทรงสถิตกับเราตลอดเวลา แต่บรรยากาศการทรงสถิต เป็นบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดความยำเกรงพระเจ้าในชีวิตมากยิ่งขึ้น)

9.# พระ