ภาพรวม
- ในบทนี้พระเยซูสอนพวกสาวกเป็นคำอุปมาเพื่อให้พวกเขามีความเชื่อ แล้วให้ความเชื่อนั้นสำแดงออกเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น ปรากฏว่า พอพวกเขาเจอพายุกลางทะเลเข้าจริงๆ ที่เคยเชื่อมานั้นหายหมดเลย
# แนวคิด
@ การประยุกต์ใช้
1.# พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช เพื่อชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ยินพระคำของพระเจ้าแล้ว จะเกิดผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา
– บางคนได้ยิน แล้วก็ไม่สนใจ เหมือนมีนกมาจิกเอาไปเสีย
– บางคนได้ยิน แล้วก็รับไว้ แต่ไม่เอาจริง ทำตามสักหน่อยหนึ่ง พอเห็นว่ายากไป ก็เลิก เหมือนพืชในดินที่หินเยอะ
– บางคนได้ยิน แล้วรับไว้ ก็อยากเอาจริงอยู่ แต่ มีเรื่องมากมายที่ต้องสนใจมากกว่า แม้ไม่เลิกแต่ก็ไม่ได้ลงมือทำตามจริงจัง เหมือนพืชในพงหนาม
– บางคนได้ยิน รับไว้ แลัวกระทำตามพระคำของพระเจ้าจึงเกิดผลมากมาย ตามขนาดของการกระทำตามนั้น เหมือนพืชในดินดี
1.@ การรู้ และการเชื่อพระคำของพระเจ้า เป็นสิ่งที่ดี
แต่จะไร้ประโยชน์หากเราไม่นำพระคำนั้นมาใช้จริงๆในชีวิตประจำวันของเรา
วันนี้ เราทำสิ่งตรงข้ามกับพระคำของพระเจ้า ไปกี่อย่างแล้ว?
2.# พระเยซูตรัสเป็นคำอุปมาเพราะ ข้อความลับลึกแห่งแผ่นดินของพระเจ้าโปรดให้บางคนรู้ได้ แต่บางคนไม่ให้รู้
คนที่ให้รู้ได้ คือ พวกสาวก ผู้ได้ยินแล้วเชื่อ ด้วยความเชื่อพวกเขาจึงปรารถนาจะเข้าใจ จึงมาถามพระเยซู พระองค์จึงอธิบายให้ฟัง
คนที่ไม่ให้รู้ คือ คนทั้งหลาย ผู้ได้ยินแต่ไม่เชื่อ จึงไม่สนใจ จึงไม่เข้าใจต่อไป
2.@ วันนี้ พระเจ้าทรงเปิดเผยความล้ำลึกแห่งสวรรค์ไว้ในพระคำของพระเจ้าแล้ว เราจะตอบสนองอย่างไร?
ตอบสนองด้วยความเชื่อ จนสนใจ แล้วทูลขอพระองค์ประทานความเข้าใจให้มากขึ้น
หรือ
ตอบสนองด้วยความไม่เชื่อ จึงไม่สนใจ ไม่อ่าน ไม่ฟัง ไม่ใส่ใจ
3.# พระเยซูสอนว่า ถ้าเป็นตะเกียงที่มีแสงสว่างจริง จะส่องสว่างจนคนเห็นได้ และเป็นพระพรต่อผู้คน
แต่คนที่เป็นตะเกียงที่เอาไปแอบๆไว้ เพราะตนเองไม่มีแสงสว่าง แต่เที่ยวโฆษณาว่า
ตนเป็นตะเกียงที่มีแสง
สักวันคนก็จะรู้ความจริงว่า เขาเป็นตะเกียงไร้แสง
3.@ วันนี้ เราเป็นตะเกียงที่มีแสงหรือไม่ คนรอบข้างจะเป็นคนบอกได้ดีที่สุด
เราอาจมีเหตุผลมากมายที่จะบอกว่า
ตอนนี้เขาไม่เห็นแสงของเราเพราะอะไรบางอย่าง
เป็นเหมือนกับตะเกียงที่เอาไปซ่อนไว้แต่บอกว่า “ฉันเป็นตะเกียงมีแสงนะ”
หากชีวิตของเราเป็นแสงสว่างจริง
คนรอบข้างจะเห็นได้อย่างแน่นอน
และพวกเขาจะได้รับพระพรผ่านชีวิตของเรา
4.# พระเยซูสอนว่า เมื่อเรากระทำแก่ผู้อื่นอย่างไร เราจะได้รับสิ่งนั้นกลับคืนมามากกว่าที่เราทำไปเสียอีก
คนที่มีน้ำใจ มีแล้วแบ่งปันให้กับคนอื่น ก็จะยิ่งมีมากยิ่งขึ้น
คนที่ไม่มีน้ำใจ ไปเอาของคนอื่นมา ที่เขามีอยู่นั้นจะถูกเอาไปเสีย เหมือนอย่างที่ทำกับคนอื่นไว้ แต่จะหนักยิ่งกว่า
4.@ เมื่อคิดจะทำสิ่งที่ดี จงทำอย่างเต็มกำลัง
เพราะพระเจ้าจะเป็นผู้ตอบแทนเราอย่างเต็มที่
เมื่อคิดจะทำชั่ว จงหยุดยั้งตัวเองอย่างสุดกำลัง
เพราะพระเจ้าจะทรงลงโทษเราอย่างเต็มขนาด และหนักยิ่งกว่าเราได้กระทำเสียอีก
5.# พระเยซูสอนว่า แผ่นดินของพระเจ้าจะค่อยๆเติบโตขึ้น แบบไม่รู้ตัว เมื่อรู้ตัวอีกทีก็ได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
5.@ เรื่องฝ่ายวิญญาณจะเกิดขึ้นและพัฒนาขึ้นในชีวิตของเรา แบบไม่รู้ตัว
แต่พอเวลาผ่านไปนานพอสมควร เราจะเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นได้อย่างชัดเจน
วันนี้ พระเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา แม้เรายังไม่เห็น หรือยังไม่เป็นที่พอใจของเรานัก
ให้เรายังคงสัตย์ซื่อเดินติดตามพระเจ้าต่อไป ในเวลาก่อนที่เราจะทันรู้ตัว
เราเองจะพบว่า เราได้รับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแล้วทีเดียว
6.# พระเยซูสอนว่า แผ่นดินของพระเจ้าตอนเริ่มต้นอาจดูเล็กน้อย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร จะพบว่าเป็นสิ่งใหญ่โตและเป็นพระพรต่อผู้คนมากมาย
6.@ วันนี้ เราอาจเป็นเพียงผู้เล็กน้อย ไม่สำคัญในสายตาของใครต่อใคร
แต่หากเราสัตย์ซื่อเดินติดตามพระเจ้าต่อไป
ในเวลาไม่ช้านาน เราจะกลายเป็นพระพรยิ่งใหญ่ต่อคนที่อยู่รอบข้างเรา
7.# พระเยซูทรงสอนพวกสาวกเป็นคำอุปมาในตอนต้นของบทนี้
ให้พวกเขาฟังแล้วเชื่อจริงๆ โดยนำไปปฏิบัติจริงจัง
พอมาถึงตอนท้ายของบทนี้ ปรากฏว่า พวกเขาลืมไปหมดในทันที
เมื่อเรือเจอพายุโหมกระหน่ำเข้ามาในเรือ
7.@ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเราได้ยินพระคำมากแค่ไหน ก็คือ
เรานำพระคำนั้นไปใช้ในชีวิตของเราจริงๆมากแค่ไหน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา
8.# พระเยซูถามพวกเขาว่า “ทำไมพวกเจ้ากลัว? พวกเจ้าไม่มีความเชื่อหรือ?” เมื่อกลัว แสดงว่า เรากำลังไม่มีความเชื่อ
8.@ วันนี้ หากเรากำลังกลัว ให้ทูลขอความเชื่อจากพระองค์
แล้วก็เริ่มใช้ความเชื่อนั้นด้วยความเชื่อเท่าที่มี
เราจะพบว่าความกลัวมันจะเริ่มวิ่งหนีออกไปจากชีวิตของเรา
และคำตอบที่มาจากพระเจ้าก็จะมาถึงเราในเวลาอันรวดเร็ว
คำคม
“ การรู้พระคำนั้นไร้ประโยชน์ หากไม่นำไปลงมือทำ ”