ขุมทรัพย์ ลูกา 24

ภาพรวม

  • บทนี้อธิบายถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูและการปรากฏแก่เหล่าสาวก และการที่พระเจ้าทรงรับพระเยซูขึ้นสู่สวรรค์ โดยเน้นว่าทุกสิ่งนั้นเกิดขึ้นตามคำพยากรณ์ที่บอกไว้ล่วงหน้าในพระคัมภีร์เดิม

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อพวกผู้หญิงมาที่อุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู พวกนางพบกับทูตสวรรค์ 2 องค์ พูดกับพวกนางว่า “พวก​ท่าน​แสวง​หา​คน​เป็น​ใน​พวก​คน​ตาย​ทำไม?”
เพราะพวกนางมาหาพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ ในอุโมงค์ของคนที่ตายแล้ว จึงไม่พบพระองค์ พระองค์อยู่นอกอุโมงค์แล้ว

1.@ พระเยซูทรงพระชนม์อยู่ หากเรามาหาพระองค์แบบพระองค์ตายแล้ว เราจึงไม่อาจพบฤทธิ์อำนาจของพระองค์

หากเราร้องทูลต่อพระเจ้า แบบไม่เชื่อว่าพระเจ้าผู้ทรงพระชนน์อยู่ ทรงฤทธิ์สามารถช่วยเราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ได้จริงๆ เราก็จะไม่สามารถพบกับการอัศจรรย์ในเหตุการณ์นั้นๆ

เชื่อจริง สังเกตได้จาก ปริมาณความเครียด ความวิตกกังวล ที่ลดลง

2.# พระเยซูได้มาพบกับ เคลโอปัสกับเพื่อนสาวกอีกคนหนึ่ง ที่กำลังเดินทางไปเอมมาอูส และทรง​อธิ​บาย​พระ​คัม​ภีร์​ที่​เล็ง​ถึง​พระ​องค์​ทุก​ข้อ​ให้​เขา​ฟัง เริ่ม​ต้น​ตั้ง​แต่​โม​เสส​และ​บรรดา​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​ทั้ง​หมด
พระเยซูทรงสอนพวกเขาทั้งวันระหว่างทาง จนพลบค่ำ

แม้ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกเอาไว้ แต่สาวก 2 คนนี้ น่าจะเป็นบุคคลสำคัญมากในช่วงเวลาต่อมา ที่จะอธิบายให้กับเพื่อนๆสาวกคนอื่น เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในพระคัมภีร์เดิม เชื่อมโยงมาถึงพระเยซู เพราะพวกเขาได้รับการติวเข้มจากพระเยซู

น่าประหลาดอย่างยิ่งที่พระเยซู เลือกติวเข้มให้แก่ 2 คน ที่ไม่สำคัญอะไรเลย ไม่ได้เป็นอัครสาวก 12 คน ด้วยซ้ำ และยังเป็นพวกที่พระเยซูบอกว่า “โอ คน​โง่​เขลา​และ​มี​ใจ​เฉื่อย​ช้า​ใน​การ​เชื่อ​ถ้อย​คำ​ซึ่ง​พวก​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​กล่าว​ไว้​นั้น”

2.@ พระเจ้าจะเมตตาผู้ใด พระองค์ก็ทรงเมตตาผู้นั้น
พระเจ้าจะทรงใช้ใคร พระองค์ก็ทรงใช้ผู้นั้น

วันนี้ เราอาจไม่ใช่คนสำคัญอะไรเลย แต่พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะทรงใช้เราทำเรื่องสำคัญที่สุดในกัลปจักรวาล คือ นำข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของพระเยซูคริสต์ไปบอกคนทั้งหลาย

3.# เมื่อพระเยซูปรากฏแก่เหล่าสาวก พระองค์​ทรง​ช่วย​ให้​ใจ​ของ​พวก​เขา​สว่าง​เพื่อ​จะ​ได้​เข้า​ใจ​พระ​คัม​ภีร์ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระองค์นั้นล้วนเป็นไปตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ทั้งสิ้น

3.@ การเข้าใจพระคำของพระเจ้า ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ถึงจะเข้าใจความล้ำลึกที่เชื่อมโยงกันในพระคัมภีร์ทั้งเล่มได้

ทุกครั้งเมื่ออ่านพระคำของพระเจ้า เราควรถ่อมใจลง ยอมรับว่าเราไม่สามารถเข้าใจความล้ำลึกแห่งสวรรค์ได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง แล้วทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยเราให้เข้าใจ

4.# ก่อนที่พระเยซูจะถูกรับขึ้นสูสวรรค์ พระองค์สั่งให้เหล่าสาวกรอในกรุงเยรูซาเล็มจนกว่าพระเจาจะทรงสิ่งที่ทรงสัญญาไว้ลงมาเหนือพวกเขา
พวกเขาจึงกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม รอคอยด้วยความยินดีอย่างยิ่งเพราะพวกเขารู้ว่าพระเจ้าจะทรงรักษาสัญญา

4.@ ทั้งที่พระเยซูจากไปสู่สวรรค์แล้ว แทนที่พวกสาวกจะเครียด กังวล ทุกข์ใจ แต่พวกเขากลับเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี
เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า พระเจ้าจะทรงรักษาสัญญา

คำคม

“ เมื่อพระเจ้าทรงสัญญา พระองค์จะทรงรักษาสัญญา”

ขุมทรัพย์ ลูกา 23

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงการตัดสินประหารชีวิตพระเยซูอย่างอยุติธรรม และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขน และการฝังพระศพของพระองค์ โดยชี้ให้เห็นว่าทั้งหมดยังคงอยู่ในแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1# เมื่อพวกผู้นำศาสนาพาพระเยซูมาหาปีลาตแล้วก็กล่าวหาพระองค์เป็นความเท็จหลายข้อหา พระเยซูไม่ได้โต้ตอบอะไรเลย นอกจาก กล่าวคำยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ตามคำพูดของปีลาต

1.@ อสย. 53:7 “ท่าน​ถูก​บีบ​บัง​คับ​และ​ถูก​ข่ม​ใจ ถึง​กระ​นั้น​ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก เหมือน​ลูก​แกะ​ที่​ถูก​นำ​ไป​ฆ่า
และ​เหมือน​แกะ​ที่​เป็น​ใบ้​ต่อ​หน้า​ผู้​ตัด​ขน​ของ​มัน​เช่นใด ท่าน​ก็​ไม่​ปริ​ปาก​ของ​ท่าน​เลย​เช่น​นั้น”

พระเยซูไม่โต้แย้งข้อกล่าวหาใดๆเลย เพราะการลงโทษที่พระองค์กำลังจะได้รับนั้น ไม่ใช่ความผิดของพระองค์ แต่เป็นของเราทั้งหลาย ดังนั้นพระองค์จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวแก้ข้อกล่าวหาเหล่านั้น

พระเยซูทรงยอมรับโทษตามข้อกล่าวหาที่กล่าวโทษเราทั้งหมด

2.# เมื่อปีลาตรู้ว่าพระเยซูเป็นชาวกาลิลี จึงส่งพระองค์ไปหาเฮโรดเพื่อเป็นการให้เกียรติเฮโรด เพราะเฮโรดเป็นเจ้าเมืองกาลิลี แต่ช่วงนั้นมาที่เยรูซาเล็มพอดี
เฮโรดกับทหารของเขาก็ทำการดู​หมิ่น​และ​เยาะ​เย้ย​พระ​องค์
จากนั้นก็ส่งพระองค์กลับไปหาปีลาต โดยไม่ได้ตัดสินอะไร ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเฮโรดเองก็หาความผิดในตัวพระเยซูไม่ได้

2.@ เฮโรดมาที่เยรูซาเล็มในช่วงนั้นพอดี เพื่อเป็นการยืนยันว่าเจ้าเมืองผู้ปกครองอิสราเอลทั้งตอนเหนือ(เฮโรด) และตอนใต้(ปีลาต) ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าพระเยซูไม่มีความผิด(ลก. 23:14-15)

ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ของทั้งคนดีและคนชั่ว พระเจ้าทรงสามารถทำให้อยู่ในแผนการของพระเจ้าได้

3.# หลังจากปีลาตได้สอบสวนพระเยซูแล้วจึงสรุปได้ว่า “ไม่​เห็น​ว่า​คน​นี้​มี​ความ​ผิด​ใน​ข้อ​ที่​ถูก​กล่าว​หา” ดังนั้นปีลาตจึงตัดสินให้ประหารชีวิตพระเยซูเสีย
ช่างเป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมที่สุดในโลก

3.@ พระเยซูถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม โดยที่พระเยซูไม่โต้แย้งเลยสักคำ เพราะในอีกมุมหนึ่งในฐานะที่พระเยซูทรงเป้นตัวแทนของเรา การถูกตัดสินประการชีวิตให้ตายอย่างทรมานบนไม้กางเขนก็เป็นการตัดสินที่ยุติธรรมสาสมกับความบาปผิดของเราแล้ว

พระเยซูทรงรักเรา ทรงยอมรับโทษบาปแทนเรา

4.# เมื่อพระเยซูถูกตรึงอยู่บนกางเขน พระองค์อธิษฐานเผื่อคนที่ทำผิดต่อพระองค์ ขอพระบิดายกโทษให้แก่พวกเขา
ยกโทษให้ พวกทหารและพวกฟาริสีที่มาจับพระองค์ , คนในบ้านมหาปุโรหิตที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระองค์ , สมาชิกสภาของยิวที่ใส่ร้ายป้ายสีพระองค์ , ปีลาตที่ตัดสินพระองค์อย่างอยุติธรรม , เหล่าทหารที่เฆี่ยนตีและเอามงกุฏหนามมาสวมพระองค์ , พวกทหารที่ตรึงพระองค์ , พวกผู้นำศาสนาที่ยังเยาะเย้ยซ้ำเติมพระองค์ขณะพระองค์ถูกตรึง และประชาชนผู้เห็นด้วยกับการประหารพระองค์ครั้งนี้
พระเยซูไม่ได้เพียงแต่สอนการให้อภัยเท่านั้น พระองค์ทรงให้อภัยจริงๆ

4.@ ถ้าพระเยซูทรงให้อภัยคนเหล่านี้ได้ ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระองค์จะให้อภัยเรา ผู้สารภาพต่อพระองค์ และปรารถนาจะกลับใจจริงๆ อย่างแน่นอน

5.# พระเยซูตรัสกับโจรที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน ผู้ร้องขอความเมตตาจากพระองค์ ว่า “วัน​นี้​ท่าน​จะ​อยู่​กับ​เรา​ใน​เมือง​บรม​สุข​เกษม”
โจรคนนี้ไม่ได้ทำคุณงามความดีใดๆเลยหลังจากเชื่อวางใจในพระเยซู เพราะเขากำลังจะตาย แต่เพียงเขาเชื่อวางใจในพระเยซูสำหรับการพ้นนรกเข้าสู่สวรรค์ นั่นก็มากเพียงพอแล้วที่จะนำพาเขาเข้าสู่สวรรค์ได้

5.@ การเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า ไม่ขึ้นกับว่าเราได้ทำคุณงามความดีมากเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราเชื่อวางใจในพระเยซูจริงๆหรือไม่ สำหรับการรอดพ้นบาปของเรา
นั่นคือ เชื่อมั่นอย่างไม่สงสัยว่า โดยการเชื่อวางใจในพระเยซูอย่างแท้จริง นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยเราพ้นนรกเข้าสู่สวรรค์ได้

6.# เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ ม่านในวิหารก็ขาดออก แสดงถึง สิ่งที่ขวางกั้นมนุษย์จากพระเจ้า ได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว
ก่อนสิ้นพระชนม์พระเยซูตรัสว่า “ข้า​แต่​พระ​บิดา ข้า​พระ​องค์​ขอ​ฝาก​จิต​วิญ​ญาณ​ของ​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ใน​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์”
เพราะพระเยซูจะรอคอยพระบิดา ที่จะทำให้พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายโดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

6.@ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระองค์สามารถเป็นขึ้นมาจากความตายได้เอง แต่พระองค์เลือกวิธีการรอคอยพระบิดา จนถึงเวลาของพระบิดา แล้วให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพื่อพระเยซูจะได้เป็นผลแรกของการเป็นขึ้นมาจากความตายเช่นนี้(1คร. 15:23)

เราทั้งหลายผู้เชื่อวางใจในพระเยซู มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในเรา ก็จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายแบบเดียวกันกับพระเยซูด้วย(รม. 8:11)

7.# โยเซฟชาวอาริมาเทีย เป็นสมาชิกสภาของยิว จึงรู้เห็นทั้งหมดว่าการประหารชีวิตพระเยซูนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรม
เขาเป็นคนที่คอยท่าแผ่นดินของพระเจ้า จึงศรัทธาพระเยซู
เขารู้จักกับปีลาต จึงไปขอพระศพจากปีลาตได้
เขามีอุโมงค์อยู่ใกล้ กลโกธา จึงฝังพระศพที่นั่นได้ เพราะใกล้จะตกเย็นแล้ว วันสะบาโตจะมาถึงแล้ว

และพวกผู้หญิงที่ติดตามพระเยซู ก็ตามเขาไปจนเห็นอุโมงค์ฝังพระศพที่ไม่ไกลจากที่ตรึงกางเขน พวกเธอจึงมาหาที่อุโมงค์ในเช้าตรู่วันอาทิตย์ได้ถูกอุโมงค์

ทั้งหมดถูกจัดฉากไว้อย่างสวยงาม เพื่อให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ

7.@ ทุกเหตุการณ์ ทุกสถานการณ์ ทุกบุคคล ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา อยู่ในแผนการของพระเจ้าผู้ทรงรักและปรารถนาดีต่อเรา
เพียงแต่หลายอย่างเราจะยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งมันผ่านไป หรือจนเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา

คำคม

“ในเมื่อพระเยซูยังยกโทษให้คนเหล่านั้นที่ร่วมกันฆ่าพระองค์
แล้วมีหรือพระองค์จะไม่ยกโทษให้เราผู้เป็นที่รักของพระองค์”

ขุมทรัพย์ ลูกา 22

ภาพรวม

  • บทนี้กล่าวถึงแผนการจับกุมพระเยซู แล้วแผนก็เริ่มดำเนินไป ดูเหมือนตามแผนชั่วของพวกผู้นำศาสนาแต่ความจริงเป็นไปตามแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  แผนการสังหารพระเยซูโดยพวกผู้นำศาสนาเป็นดังนี้
เนื่องจากเยซูชาวนาซาเร็ธมีประชาชนนิยมชมชอบเยอะ ดังนั้นพวกเราต้องพยายามทำอย่าให้ประชาชนรู้ ควรจับเยซูชาวนาซาเร็ธ ในช่วงเวลาและสถานที่ที่ปลอดคน

ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลปัสกา คนอยู่ในเมืองมากดังนั้นพวกเราน่าจะจัดการเยซูชาวนาซาเร็ธ หลังจากงานเทศกาลดีกว่า(มธ. 26:5)

ปรากฏว่า มีสาวกคนหนึ่งของเยซูชาวนาซาเร็ธ ชื่อยูดาส มาอาสาพาพวกเราไปจับเยซูชาวนาซาเร็ธ เพื่อแลกกับเศษเงินเพียง 30 เหรียญ (มธ. 26:15 ) ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเราดีใจมาก

แต่พอราว 24 ชม.ก่อนถึงวันปัสกา เจ้ายูดาสคนนั้นดันรีบแจ้นมาบอกพวกเราว่า ได้โอกาสเหมาะแล้ว เยซูชาวนาซาเร็ธกำลังอยู่ในที่เปลี่ยวแต่ลำพังมีเพียงสาวกติดตามไม่กี่คนเท่านั้นเอง

เมื่อเห็นว่าโอกาสดีเช่นนี้ พวกเราจึงรีบส่งพวกเราบางคน พร้อมทหารและคนรับใช้ไปจับเยซูชาวนาซาเร็ธมาในทันที
ดูเหมือนว่าระหว่างการจับกุมพวกของเยซูชาวนาซาเร็ธ จะมีความพยายามต่อต้านเล็กน้อย ทาสของเราคนหนึ่งถูกฟันหูขาดแต่เยซูชาวนาซาเร็ธ กลับทำการอัศจรรย์รักษหูนั้นให้กลับเป็นปกติซะงั้น

การจับกุมก็เป็นได้ด้วยดีตามแผนอันชาญฉลาดของพวกเรา ส่วนพวกสาวกขี้ขลาดของเยซูชาวนาซาเร็ธ ก็วิ่งหางจุกตูดหนีกันไปหมด
เมื่อจับตัวเยซูชาวนาซาเร็ธ มาแล้ว ตามแผนของเราคือว่าต้องรีบหาข้อกล่าวหา เนื่องจากเราจับเขามาแบบไม่มีข้อกล่าวหา

พอได้ข้อกล่าวหาแล้ว เราต้องรีบไปหาปีลาตแต่เช้าตรู่ก่อนที่ประชาชนที่นิยมเยซูชาวนาซาเร็ธจะรู้ตัว แล้วมาต่อต้านเรา เราต้องรีบกดดันปีลาตให้สั่งประหารเยซูชาวนาซาเร็ธ โดยเร็วที่สุด

เพราะถ้าคำสั่งออกแล้ว ต่อให้พวกประชาชนอยากจะขัดขวางเรา มันก็สายเกินไปแล้ว 555 ช่างเป็นแผนการที่แยบยลจริงๆ

1.@  แม้ว่ามนุษย์จะมีแผนชั่วร้ายอย่างไรก็ตาม แต่พระเจ้าก็ทรงสามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จได้อยู่ดี

วันนี้ ไม่ว่าคนอื่นจะวางแผนชั่วอย่างไรต่อเราก็ตาม พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถทำให้มันกลับกลายเป็นผลดีต่อเราได้ในที่สุด

2.# เปโตรกับยอห์น ถูกพระเยซูส่งเข้ามาในเมืองเพื่อเตรียมปัสกา พวกเขาไม่รู้ว่าจะเตรียมได้อย่างไร เพียงแต่พวกเขาเชื่อฟังคำของพระเยซูเท่านั้น ทุกอย่างที่จำเป็นก็ถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว

2.@ วันนี้ เราอาจยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ในชีวิตอย่างไร นั่นก็ไม่สำคัญ ขอเพียงแต่เรารู้ว่าพระคำของพระเจ้าต้องการให้เราปฏิบัติต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร แล้วเราก็เชื่อฟัง ทำตาม นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการคลี่คลายปัญหาเหล่านั้น

3.# พระเยซูทรงตั้งพิธีมหาสนิท และสั่งให้เหล่าสาวกกระทำเพื่อเป็นการระลึกถึงความรักที่พระองค์มีต่อพวกเขา เพื่อพวกเขาจะรับรู้ว่าพวกเขาเป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ทรงรักพวกเขาจนยินดีประทานเนื้อและโลหิตของพระองค์เพื่อช่วยพวกเขาให้รอด
และเพื่อระลึกว่าในอนาคตพวกเขาจะได้ร่วมดื่มกันกับพระองค์อีกครั้งหนึ่งในสวรรคสถาน

3.@ พระเยซูอยากให้เราระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเราอยู่เสมอ เพื่อเราจะได้รู้ตัวและตระหนักอยู่เสมอ ว่า เราเป็นที่รักยิ่งของพระองค์

วันนี้ จงรู้ตัวเถิดว่า เราเป้นที่รักของพระเยซู ด้วยการระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา

4.# ขณะที่เหตุการณ์กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน พระเยซูกำลังจะถูกจับและถูกประหารชีวิตในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พวกสาวกยังคงเถียงกันว่าใครจะได้เป็นใหญ่ในโลกนี้
พระเยซูทรงสอนพวกเขาว่า เป็นใหญ่ในโลกนี้ไม่สำคัญ ยอมเป็นผู้เล็กน้อยในโลกนี้จะได้เป็นใหญ่ในสวรรค์
และพระองค์บอกพวกเขาว่า ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเขาที่อยู่กับพระองค์ในยามที่พระองค์ทรงถูกทดลองเช่นนี้พวกเขาจะได้นั่งบนบัลลังก์ร่วมกับพระองค์ในสวรรค์

4.@ หากปรารถนาจะเป็นใหญ่ในสวรรค์ จงเต็มใจเป็นคนเล็กน้อยในโลกนี้

คนที่เต็มใจร่วมทุกข์กับพระเยซูขณะอยู่บนโลกนี้ จะได้รับบำเหน็จในสวรรค์

ไม่มีบำเหน็จบนสวรรค์ สำหรับคนที่ไม่ยอมทนทุกข์เพื่อพระเจ้าบนโลกนี้

5.# พระเยซูทรงทราบว่าเปโตรจะปฏิเสธพระองค์ ถึงกระนั้นพระองค์ยังคงเป็นห่วงเปโตร ทรง​อธิษ​ฐาน​เผื่อ​เขา เพื่อเขาจะไม่สูญเสีย​ความ​เชื่อแม้ผิดพลาดพลั้งไป และ​เพื่อเมื่อเขากลับใจแล้ว​ เขาจะ​ชู​กำ​ลัง​คนอื่นๆได้

5.@ ก่อนที่เราจะผิดพลาดพลั้งบาป พระเยซูก็ทรงทราบก่อนแล้ว และพระองค์ปรารถนาให้เรายังคงรักษาความเชื่อเอาไว้แม้จะผิดพลาดพลั้งบาปไป โดยการกลับใจใหม่ กลับมาหาพระองค์ รับการอภัยแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ และช่วยคนอื่นๆที่ผิดพลาดเหมือนกับเราให้กลับตั้งตัวใหม่ได้เช่นกัน

6.# พระเยซูเตือนพวกสาวกว่า ต่อไปจะมีการข่มเหงเกิดขึ้น ดังนั้นไปไหนให้ระมัดระวังตัว เช่นพกดาบติดตัวเพื่อป้องกันตัว
พอพระเยซูตรัสดังนั้น พวกสาวกจึงบอกพระเยซูว่า “นี่​แน่ะ มี​ดาบ​สอง​เล่ม”
ถ้าเป็นผมคงจะตอบพวกเขาว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ได้หมายความแบบนั้น 555”
แต่พระเยซูตอบน่ารักมาก พระองค์ตอบว่า “มีสองเล่มก็ พอแล้ว”

6.@ ในการติดตามพระเยซู พระองค์ไม่ได้สัญญาว่า จะมีคนชื่นชอบเราทุกคน ตรงกันช้ามพระองค์บอกไว้อย่างชัดเจนว่า หากเราติดตามพระองค์จริงๆ จะมีคนไม่ชอบเรา อาจมากจนถึงขั้นข่มเหงเรา

วันนี้ หากเราถูกไม่ชอบ ถูกเกลียด ถูกตำหนิ หรือถูกทำร้าย เพราะเหตุที่เราเชื่อวางใจในพระเยซู ให้เรารู้เถิดว่า ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายเลย

7.# ในสวนเกทเสมนีนั้น ขณะที่พระเยซูกำลังเผชิญการทดลอง พบกับความทุกข์อย่างที่สุด พระองค์ยังคงใช้โอกาสนั้นสอนพวกสาวก ว่า “จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​ตก​อยู่​ใน​การ​ทด​ลอง” แล้วจากนั้นพระองค์ก็ลงมืออธิษฐาน ท่ามกลางการทดลองครั้งนั้น

7.@ พระเยซูทั้งสอนและวางแบบอย่างแก่เรา ในการเผชิญการทดลองทุกอย่าง เราสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างมีชัยชนะได้ด้วยวิธีเดีียว ไม่มีวิธีอื่น นั่นคือ ผ่านพ้นโดยคำอธิษฐาน

วันนี้ หากเรากำลังเผชิญการทดลอง เผชิญปัญหา เผชิญความทุกข์ยากลำบาก เรากำลังจะเผชิญมันด้วยวิธีใด?

8.# พระเยซูผู้ไม่มีความผิด ถูกจับเยี่ยงโจร ทั้งที่ยังไม่มีข้อหาใดๆ เมื่อเปโตรพยายามขัดขวางการจับกุมพระองค์ก็ทรงห้ามปรามเขา

พระเยซูถูกเพื่อนทรยศ ถูกจับเยี่ยงโจร แบบไร้การต่อต้านใดๆ(อสย.53)

พระองค์จงใจปล่อยให้ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาของอำนาจมืด เข้ามาครอบงำสถานการณ์

8.@ พระเยซูเต็มใจเดินเข้าไปสู่สถานการณ์ที่ปกคลุมด้วยอำนาจของความชั่วร้าย เพื่อจะช่วยเราออกจากอำนาจของความชั่วร้ายทั้งสิ้น

9.# เมื่อพระเยซูถูกจับไปบ้านมหาปุโรหิต เปโตรก็ตามเข้าไป ไม่ใช่เพื่อไปช่วยพระเยซู แต่ เพื่อ​คอย​ดู​ว่า​เรื่อง​จะ​จบ​ลง​อย่างไร (มธ. 26:58)
แล้วเมื่อถูกคนสังเกตได้ว่าเขาน่าจะเป็นพวกพระเยซู เขาจึงปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซู ถึง 3 ครั้ง จริงตามที่พระเยซูได้บอกเขาไว้ล่วงหน้า
แล้วเขาก็ออกไปร้องไห้เป็นทุกข์อย่างมาก

9.@ สำหรับเปโตร เขาร้องไห้เป็นทุกข์เสียใจเพราะตนเองได้ทำสิ่งน่ารังเกียจต่อพระอาจารย์ผู้รักเขาอย่างที่สุด พอเขารู้ตัวเขาจึงร้องไห้เสียใจมากมาย
แต่สำหรับพระเยซู พระองค์ทรงทราบก่อนแล้วว่า จิตใจที่ไม่ภักดีต่อพระองค์นั้นมีอยู่ในใจของเปโตรมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแค่ยังไม่ได้โอกาสสำแดงออกมา

วันนี้ เมื่อเราผิดพลาดพลั้งบาปไป เราอาจตกใจที่ทำไมเราถึงทำผิดมากถึงขนาดนี้ แต่เรื่องนี้พระเจ้าทรงทราบอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่เราเพิ่งทราบเท่านั้นเอง
ดังนั้น เมื่อเราหันกลับมา สารภาพต่อพระเจ้า กลับใจใหม่ พระองค์จะอภัยให้แก่เราอย่างแน่นอน เพราะการทำบาปของเราครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้พระเจ้าประหลาดใจเลย

10.# ที่บ้านของมหาปุโรหิตนั้น พวกผู้คุมและคนใช้ก็รุมทำร้ายพระเยซู และลบหลู่ดูหมิ่นพระองค์ และกล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์
“ไหนๆ ตูขอลอง ซัดมันทีซิ หมั่นไส้มันมานานแล้ว ไอ้นี่มันอ้างตัวเป็นพระคริสต์….” ตุ๊บ ๆ ๆ

“เฮ้ย!!! ไอ้เ_ี้ย _ึงเก่งนักเหรอ ทำให้คนตาบอดเห็นได้ใช่ไหม ไหนลองทายสิวะ ตอนนี้ใครตบหน้า_ึง ดูสิว่าตอน_ึง ถูกปิดตาเหมือนคนตาบอด _ึงจะเห็นได้ไหม” เพี๊ยะ ๆ

10.@ อสย. 53:3 “ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น​และ​ถูก​ทอด​ทิ้ง เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บ​ปวด และ​คุ้น​เคย​กับ​ความ​ทุกข์​ยาก และ​เป็น​ดั่ง​ผู้​ซึ่ง​คน​ทั้ง​หลาย​หัน​หน้า​หนี ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น และ​เรา​ไม่​ได้​นับ​ถือ​ท่าน”

พระเยซูผู้บริสุทธิ์ ผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้ที่เหล่าทูตสวรรค์ทั้งสิ้นต้องกลัวจนตัวสั่น ผู้ทรงมาบังเกิดเพื่อช่วยมนุษย์ ผู้รักษาบารทิเมอัสให้หายตาบอด ผู้ช่วยหญิงล่วงประเวณีจากการถูกหินขว้าง ผู้ช่วยหญิงโลหิตตกให้หาย ผู้ทำให้ศักเคียสกลับตัวเป็นคนดี ผู้ทำให้ช่วยคนบ้าที่ถูกผีทั้งกองเข้าสิงหายเป็นปกติ ผู้ทำให้ลาซารัสเป็นขึ้นมาจากความตาย

บัดนี้พระองค์ทรงยอมรับการดูถูก สบประมาท ดูหมิ่นเหยียดหยาม เพื่อช่วยเราผู้สมควรถูกเหยีดหยามนั้น กลับได้รับศักดิ์ศรีชั่วนิรันดร์

11.# สภาของพวกยิวยังคงตั้งข้อหาพระเยซูไม่ได้จนรุ่งเช้า จนเมื่อพระเยซูยอมรับคำพูดของพวกเขาว่า พระองค์เป็นพระคริสต์
พวกเขาจึงตัดสินใจ เอาข้อหานี่ละกัน ที่จะส่งให้ปีลาตลงโทษพระเยซู

11.@ ต่อให้พูดสิ่งที่ถูกก็กลายเป็นสิ่งที่ผิดสำหรับคนชั่วร้าย
แต่ต่อให้คนชั่วร้ายทำสิ่งที่ผิด พระเจ้าก็จะทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จอยู่ดี

คำคม

จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​ตก​อยู่​ใน​การ​ทด​ลอง

ขุมทรัพย์ ลูกา 21

ภาพรวม

  • บทนี้ชี้ให้เห็นว่า เรื่องฝ่ายวิญญาณ และ ฝ่ายโลก มีมุมมองที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
  • ฝ่ายโลกนี้สนใจปริมาณและความสวยงามภายนอก
  • ฝ่ายวิญญาณสนใจท่าทีภายในใจและสิ่งที่ถาวรนิรันดร์
  • หากเรามัวแต่สนใจและกังวลกับสิ่งของในโลกนี้ เราจะเผอเรอจนลืมเรื่องสิ่งของฝ่ายวิญญาณไป โดยลืมไปว่าทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกกำลังจะเสื่อมสูญไป มีแต่จิตวิญญาณที่คงอยู่นิรันดร์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ตู้​เก็บ​เงิน​ถวาย ​มี​รูปลักษณะ​เหมือน​ แตร​หรือ​กรวย​หรือ​ลำโพง​ที่​หงาย​ขึ้น ​ตั้งอยู่​บริเวณพระวิหาร เมื่อคนหยอดเงินลงไปจึงมักมีเสียงดังก้อง
หญิงม่ายปกติเป็นคนจนอยู่แล้ว แต่หญิงม่ายคนนี้ ลูกาบันทึกว่าเป็นคนขัดสน แปลว่า จนสุดๆจริงๆ
เธอนำเงินเพียงน้อยซึ่งเป็นทั้งหมดที่เธอมีมาถวายแด่พระเจ้า
ซึ่งพระเยซูบอกกับพวกสาวกว่า เธอได้ถวายมากกว่าคนอื่นๆในพระวิหาร

1.@  ข้อนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาตรฐานของพระเจ้าแตกต่างจากมาตรฐานของมนุษย์
มนุษย์วัดเป็นปริมาณ
แต่พระเจ้าวัดเป็น %ความเต็มใจ

พระเจ้าไม่ได้ดูที่ความยิ่งใหญ่ของงาน แต่ดูที่ท่าทีในใจของเราในการทำงานนั้นๆ

วันนี้สิ่งที่เราทำถวายแด่พระเจ้า เราทำด้วยสุดหัวใจของเรา กี่ % ?

2.# เมื่อบางคนชื่นชมศิลางามและของถวายในพระวิหาร พระเยซูจึงเตือนเขาว่า สิ่งของทั้งหมดที่เขาชื่นชมนั้น สักวันจะถูกทำลาย (ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาต่อมา ใน คศ.70)

2.@ สิ่งที่มีค่าและน่าชื่นชมในพระวิหารของพระเจ้าไม่ใช่ ตัวอาคาร หรือกิจกรรมต่างๆ แต่เป็นการที่เราได้เข้าเฝ้าพระเจ้าในพระวิหารนั้น

คริสตจักรจึงไม่ใช่ตัวอาคาร แต่เป็นการมีความสัมพันธ์ของผู้เชื่อกับพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

3.# พวกสาวกทูลถามพระเยซูว่า เหตุการณ์ที่เยรูซาเล็มจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
แต่พระเยซูทรงตอบมากกว่าที่เขาถาม พระองค์ตอบเกี่ยวกับ 3 เหตุการณ์
1. เหตุการณ์เมื่อใกล้สิ้นยุค จะมีการข่มเหงเกิดขึ้น จะมีพระคริสต์เทียมเท็จปรากฏขึ้น จะมีสงคราม แผ่น​ดิน​ไหว​ใหญ่ การ​กัน​ดาร​อาหาร และ​โรค​ระบาด​ใน​ที่​ต่างๆ และ​หมาย​สำ​คัญ​ใหญ่ๆ จาก​ฟ้า​สวรรค์
2. เหตุการณ์ กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย จะมีกองทัพมาโอบล้อมเมืองไว้ แล้วจากนั้นกรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง คนต่างชาติจะเข้ามายึดครองดินแดน คนอิสราเอลจะกระจายไปอยู่โลกทั่ว จนถึงเวลากำหนด ก็จะหมดเวลาของคนต่างชาติที่ยึดครองนั้น (ในคศ.1948 อิสราเอลกลับเป็นประเทศอีกครั้ง แม้พยายามจะสถาปนาเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง แต่ก็ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากนานาชาติ ปี 2017 สหรัฐฯประกาศรับรองเยรูซาเล็มเป็นเหมืองหลวงของอิสราเอล และปี 2018 ก็เริ่มมีอีกบางประเทศประกาศรับรองตามด้วย เช่น ออสเตรเลีย )
3. เหตุการณ์การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ จะ​มี​หมาย​สำ​คัญ​ที่​ดวง​อา​ทิตย์ ที่​ดวง​จันทร์ และ​ที่​ดวง​ดาว​ทั้ง​หลาย และ​บน​แผ่น​ดิน​โลก จนมนุษย์ทั้งสิ้นตกใจกลัว (ดังที่กล่าวไว้ในวิวรณ์)

3.@ เหตุการณ์ต่างๆตามคำพยากรณ์นั้นได้เกิดขึ้นมากมายแล้ว เราควรตื่นได้แล้ว และรู้ตัวว่า วาระสุดท้ายของโลกนี้ใกล้จะมาถึงแล้ว

4.# พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ (ซึ่งหมายถึงอิสราเอล) ว่าเมื่อมันผ่านฤดูหนาว ต้นมันเหมือนจะตายไปแล้ว แต่เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง มันก็จะเริ่มแตกใบ ซึ่งทำให้เรารู้ได้ว่า ฤดูร้อนกำลังมาถึงแล้ว
ตั้งแต่คศ.70 อิสราเอลเหมือนตายไปแล้ว แต่ในปี คศ.1948กลับมีชีวิตอีกครั้ง ทำให้เรารู้ว่า วันที่พระเยซูจะเสด็จมานั้นใกล้เต็มทีแล้ว
“คน​ใน​ยุค​นี้​จะ​ไม่​ล่วง​ลับ​ไป​จน​กว่า​ทุก​สิ่ง​จะ​เกิด​ขึ้น” น่าจะหมายถึง คนในชั่วยุคที่มะเดื่อเริ่มแตกใบ คศ.1948 ยังตายไม่หมดเลย เหตุการณ์เหล่านี้ก็เกิดขึ้นแล้ว

4.@ เวลาไม่มีแล้ว ได้เวลากระตือรือร้นในฝ่ายวิญญาณแล้ว

5.# พระเยซูทรงเตือนว่า อย่ามัวแค่คิดกังวลถึงเรื่องสิ่งของในโลกนี้ แต่จง​เฝ้า​ระ​วัง​อยู่​ทุก​เวลา จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อให้เรา​จะ​มี​กำ​ลัง​รอด​พ้น​เหตุ​การณ์​ทุก​อย่าง​ที่​จะ​เกิด​ขึ้น​นั้น​ได้

5.@ ได้เวลา ละสายตาจากสิ่งของในโลก เตรียมตัวต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซูได้แล้ว

คำคม

“ถ้าห่วงชีวิตนี้มากไป จะพลาดโอกาสเตรียมสำหรับชีวิตหน้า”

ขุมทรัพย์ ลูกา 20

ภาพรวม

  • พวกผู้นำศาสนามาถามพระเยซูด้วยคำถามเพื่อจับผิด ซึ่งก็ไม่สามารถหาช่องจับผิดพระองค์ได้เลย พระองค์ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า ที่พวกเขาคิดว่าตนเชี่ยวชาญและเข้าใจในพระคำของพระเจ้า ความจริงแล้ว เขายังไม่เข้าใจอย่างแท้จริง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพวกผู้นำทางศาสนามาถามพระเยซูว่า พระองค์มีสิทธิอะไรที่ขับ​ไล่​พวก​พ่อค้า​ออก​จาก​พระวิหารและทำการอัศจรรย์ต่างๆ
พระเยซูไม่ได้ให้คำตอบแก่พวกเขา แต่ถามพวกเขากลับ เรื่องยอห์นผู้ให้บัพติศมา เพื่อให้พวกเขารู้ตัวเองว่า พวกเขาไม่พร้อมสำหรับคำตอบที่พระเยซูจะตอบ
เพราะทั้งที่รู้ว่ายอห์นมาจากพระเจ้า พวกเขาก็ยังไม่เชื่อยอห์น
หากพระเยซูตอบว่า สิทธิอำนาจนี้มาจากพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่เชื่อพระเยซูอยู่ดี

1.@  พระเจ้าปรารถนาที่จะเปิดเผยสำแดงน้ำพระทัยของพระองค์แก่เรา
แต่บางครั้งเราเองยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดเผยนั้นพระองค์จึงยังไม่ได้ทรงเปิดเผยแก่เรา

หากเรายังไม่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปดีในสถานการณ์ตอนนี้
ให้เราแสวงหาพระองค์ อ่านพระคำของพระองค์ รอคอยพระองค์
พระเจ้าทรงสำแดงแก่เราในเวลาที่เหมาะสมที่สุดอย่างแน่นอน
แสวงหาพระเจ้า และ รอคอยพระองค์

2.# พระเยซูตรัสอุป​มา​เรื่อง​สวน​องุ่น​และ​คน​เช่า เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่พวกผู้นำศาสนาได้ทำ
– เจ้าของสวน หมายถึง พระเจ้า
– สวนองุ่น หมายถึง อิสราเอล หรือ การเป็นประชากรของพระเจ้า
– ผู้เช่าสวน หมายถึง ผู้นำศาสนาของอิสราเอล
– ทาสที่เจ้าของสวนส่งมา หมายถึง บรรดาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า
– บุตรชายเจ้าของสวน หมายถึง พระเยซู
– การทำลายคนเช่าสวนเหล่านั้น หมายถึง การที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลายใน คศ.70 และอิสราเอลก็จะสิ้นชาติตั้งแต่นั้น จึงถึงเวลาที่กำหนด
– คนอื่นที่จะเข้ามาเช่าแทน หมายถึง อัครสาวกและคริสเตียนทั้งหลาย ที่จะเข้ามาดูแลสิทธิการเป็นประชากรของพระเจ้าแทนผู้นำศาสนาเหล่านั้น โดยผ่านการประกาศข่าวประเสริฐ เมื่อประกาศให้ใครแล้วคนนั้นเชื่อ คนนั้นก็จะได้เข้ามาเป็นประชากรของพระเจ้า เป็นสวนองุ่นของพระองค์

2.@ เหตุที่ชาวสวนถูกทำลาย เพราะพวกเขาไม่ต้องการตอบแทนอะไรแก่เจ้าของสวน และต้องการยึดสวนนั้นมาเป็นของพวกเขาเอง

วันนี้ พระเจ้าประทานสิ่งต่างๆให้แก่เราดูแล เราได้ใช้สิ่งนั้นถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่?
หรือเรากำลังใช้เพื่อเราเองเท่านั้น?
เรากำลังยึดสวนเป็นของเราเอง ทำประโยชน์เพื่อเราเอง อยู่หรือเปล่า?

จงเรียนรู้จากคนเช่าสวนเหล่านั้น และอย่าทำตามอย่างพวกเขา

3.# พวกผู้นำศาสนาส่งคนมาจับผิดพระเยซู โดยแสร้งยกย่องชมเชยพระเยซู แล้วถามคำถามเพื่อหาเหตุจับพระเยซูส่งให้ทหารโรม หรือทำลายความนับถือของประชาชนต่อพระเยซู
หากพระเยซูสนับสนุนการเสียส่วย ประชาชนก็จะเกลียดชังพระองค์
หากไม่สนับสนุนก็จะผิดกฏหมายโรม
แต่พระเยซูทรงหยั่งรู้อุบายของเขา
พระองค์จึงตอบพวกเขาด้วยกฏฝ่ายวิญญาณซึ่งเป็นจริงทั้งในฝ่ายวิญญาณและฝ่ายโลกนี้
คือ ของของใครก็ควรใช้เพื่อประโยชน์แก่ผู้นั้น

3.@ สิ่งที่เรามีทั้งหมดในวันนี้เป็นของที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราทั้งสิ้น
ดังนั้น เราควรใช้ทุกสิ่งที่เป็นของพระเจ้า ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และรับใช้พระองค์

4.# พวกสะดูสีไม่เชื่อเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย จึงพยายามมาถามเพื่อจับผิดพระเยซูในเรื่องนี้
พระเยซูทรงอธิบายให้พวกเขาฟังว่า การเป็นขึ้นมาจากความตายมีจริง มีบอกในพระคัมภีร์แล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่ได้สังเกต หรือยังไม่เข้าใจเท่านั้นเอง

4.@ สิ่งที่พระคำของพระเจ้าบอกไว้ บางอย่างเราอาจจะไม่เข้าใจ ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร
นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่เกิดขึ้น
เพียงแค่ความเข้าใจของเรายังไม่มากเพียงพอจึงไม่เข้าใจ ก็เท่านั้นเอง
แต่อย่างไรก็ตามมันก็จะเกิดขึ้นอยู่ดีไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม

5.# พระเยซูทรงสอนว่า ​”จำ​เพาะ​พระ​เจ้า​ทุก​คน​ยัง​เป็น​อยู่”

5.@ ความตาย​เป็น​เพียงแต่​การ​เปลี่ยน​ความสัมพันธ์​กับพระเจ้า แบบหนึ่ง ไปสู่​ความสัมพันธ์​อีก​แบบ​หนึ่ง​เท่านั้นเอง

6.# พระเยซูทรงถามพวกผู้นำศาสนา โดยยก สดด. 110:1 ถึงความสัมพันธ์ของพระคริสต์ และ กษัตริย์ดาวิด ซึ่งทำให้พวกเขางงงันเป็นอย่างมาก
พวกเขาไม่อาจเข้าใจข้อนี้ได้ นอกจากจะเชื่อว่า พระเยซูผู้เป็นเชื้อสานของดาวิด เป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ เท่านั้น

6.@ เราไม่อาจเข้าใจพระคำของพระเจ้าได้ หากเราไม่ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์

เราไม่อาจมีประสบการณ์กับพระเยซู ในความเป็นพระเจ้าของพระองค์ได้ นอกจากเราต้อนรับพระเยซูเข้ามาเป็นเจ้านายในชีวิตของเราอย่างแท้จริงเท่านั้น

7.# พระเยซูทรงสอนเหล่าสาวกว่า ให้ระมัดระวังที่จะไม่ทำตามอย่างคนหน้าซื่อใจคต ที่การแสดงภายนอกทำตัวเป็นคนดี แต่ภายในเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว พร้อมที่จะสำแดงความเห็นแก่ตัวออกมาทันทีที่มีโอกาส

7.@ พระเยซูเตือนให้ระวัง เพราะว่าเรามีโอกาสและมีแนวโน้มที่จะทำตามคนเหล่านั้นที่ดูดี ดูเหมือนมีหน้ามีตาในสังคม ทั้งที่วิถีชีวิตของเขาขัดแย้งกับพระคำของพระเจ้า

เราควรสำรวจตนเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราทำอยู่ในวันนี้ทำตามชาวบ้าน หรือทำตามพระคำของพระเจ้า

คำคม

“รู้พระคำ แต่ไม่ทำตาม สิ่งที่รู้นั้นก็ไร้ค่า”

ขุมทรัพย์ ลูกา 19

ภาพรวม

  • บทนี้ผูกร้อยเรียงกันอย่างสวยงาม
  • พระเยซูมาเพื่อแสวงหาและช่วยคนที่หลงหายให้รอด ไม่ว่าคนนั้นจะบาปขั่วสักเพียงใด หากผู้ใดแสวงหาพระองค์จะพบพระเมตตาจากพระองค์ อย่างเช่น ศักเคียส
  • ถ้าผู้ใดไม่แสวงหาพระองค์ ไม่ต้อนรับพระองค์ ผู้นั้นจะถูกพิพากษาลงโทษ
  • ส่วนผู้ที่เชื่อในพระองค์ สมควรที่จะใช้สิ่งที่ได้รับมากมายนั้นปรนนิบัติรับใช้พระองค์
  • ซึ่งหากเขาไม่รับใช้พระองค์ พระองค์ก็สามารถใช้สิ่งอื่นรับใช้พระองค์ได้อยู่ดี แม้แต่ก้อนหิน แต่เขาจะขาดบำเหน็จและถูกตำหนิ
  • โดยที่การรับใช้พระเจ้านั้นก็คือ การใช้พระวิหารของพระเจ้า คือร่างกายของเรานั้น ถวายเกียรติแด่พระเจ้า นั่นเอง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ศักเคียส คนบาปผู้เป็นที่รังเกียจของสังคม อยากพบพระเยซู จึงพยายามอย่างเต็มที่ที่จะพบกับพระเยซู
เพียงเท่านั้น ก็มากพอให้ พระเยซูแวะไปพักที่บ้านเขาเพื่อเขาจะได้พบกับพระองค์อย่างเต็มที่

1.@  หากเราปรารถนาจะพบกับพระเจ้า อยากรู้จักพระองค์มากขึ้น แล้วเริ่มลงมือแสวงหาพระองค์อย่างจริงจัง เราจะได้พบกับพระองค์อย่างแน่นอน

2.# พระเยซูบอกศักเคียสว่าจะไปพักที่บ้านของเขา แล้วเขาก็กลับใจใหม่ ยอมบริจาคของให้คนจนและคืนเงินคนที่โกงมา ในทันที
ศักเคียสได้สัมผัสความเมตตาของพระเจ้าก่อน ด้วยการเชื่อในคำพูดของพระเยซู
ทั้งที่วินาทีนั้น พระเยซูยังไม่ได้ไปถึงบ้านเขาเลย แต่เขาก็กลับใจใหม่แล้ว

2.@ วันนี้เราสามารถสัมผัสความรักและพระเมตตาของพระเจ้าได้ ด้วยการเชื่อในพระคำของพระองค์ แล้วโดยการสัมผัสความรักเมตตาของพระเจ้านี้ จะทำให้เรากลับใจใหม่อย่างแท้จริง
วิธีกลับใจใหม่ ก็คือ เข้าใกล้พระเจ้า อ่าน/ฟัง พระคำของพระองค์ แล้วเชื่อ จากนั้นด้วยการสัมผัสพระเมตตาของพระเจ้า จะนำเราไปสู่การกลับใจใหม่

3.# พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่อเงินสิบมินา เพื่อบอกให้ประชาชนรู้ว่า พระองค์จะจากไปแล้วจะกลับมาพิพากษาโลก
– เจ้านายจะไปเมืองไกลเพื่อรับอำนาจปกครอง หมายถึง พระเยซูจะจากโลกนี้ไป
– ชาวเมืองเกลียดเจ้านายนั้น ไม่ต้องการให้ปกครอง หมายถึง ผู้ปฏิเสธไม่ต้อนรับพระเยซูเข้ามาปกครองในชีวิตของเขา
– ทาส 10 คน หมายถึง ผู้เชื่อทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นผู้รับใช้ของพระองค์
– เงิน 10 มินา มีค่าเท่ากับค่าแรงคนงานประมาณ 1,000 วัน ซึ่งถือว่ามากพอสมควร หมายถึง พระเจ้าทรงประทานสิ่งต่างๆให้แก่ผู้เชื่อมากเพียงพอที่จะรับใช้พระองค์
– ทาสที่นำเงินไปค้าขายได้กำไร หมายถึง ผู้เชื่อที่นำสิ่งที่พระเจ้าประทานให้มารับใช้พระองค์ จะได้รับบำเหน็จและความชมเชย
– ทาสที่เอาเงินไปฝังดิน หมายถึง ผู้เชื่อที่ไม่ใช้สิ่งที่ตนได้รับมาเพื่อปรนบิบัติรับใช้พระเจ้า จะขาดบำเหน็จ และจะถูกตำหนิ
(ดูเหมือนว่า ถ้าผู้ใดมีแล้วไม่นำมารับใช้พระเจ้า พระองค์ก็จะเอาสิ่งที่เขามีนั้นไปจากเขาเสีย)
– พวก​ศัตรู​ของ​เรา​ที่​ไม่​ต้อง​การ​ให้​​ปก​ครอง​นั้น หมายถึง ผู้ไม่เชื่อซึ่งจะต้องถูกพิพากษาและพบกับความตายชั่วนิรันดร์

3.@ สิ่งที่เรามีอยู่เมื่อนำมารับใช้พระเจ้า จะได้รับเพิ่มพูน
แต่หากเก็บเอาไว้ ใช้เพื่อตนเองหรือสิ่งอื่นเท่านั้น ที่อยู่นั้นก็จะถูกเอาไปจากเราเสีย

วันนี้ เราจะหวงสิ่งที่เรารัก ไว้สำหรับเราเอง หรือมอบถวายแด่พระองค์?

4.# เมื่อพวกฟาริสีบอกให้พระเยซูห้ามบรรดาคนที่กำลังยกย่องพระเยซูในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงลูกลาเข้าเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิตนั้น
พระเยซูตอบพวกเขาว่า แม้คนพวกนี้จะเงียบ แต่ก้อนหินก็ยังจะส่งเสียงร้องสรรเสริญพระองค์อยู่ดี

4.@ หากเราไม่ยอมรับใช้พระเจ้า แผนการของพระเจ้าก็ยังจะสำเร็จอยู่ดี เพียงแต่เราจะไม่มีส่วนร่วมในความสำเร็จนั้นเท่านั้นเอง

5.# พระเยซูทรงตำหนิพวกค้าขายในพระวิหารว่า นิเวศ​ของ​เรา​ควร​จะ​เป็น​นิเวศ​อธิษ​ฐาน
แต่​พวก​เขากลับ​ทำ​ให้​เป็น​ถ้ำ​ของพวก​โจร

5.@ 1คร. 3:16 “ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้​แล้ว​ไม่​ใช่​หรือ​ว่า​พวก​ท่าน​เป็น​วิ​หาร​ของ​พระ​เจ้า และ​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระ​เจ้า​สถิต​อยู่​ใน​พวก​ท่าน?”

วันนี้ เราใช้พระวิหารของพระเจ้า ทำอะไร?
ใช้แสวงหาผลประโยชน์ ใช้แสวงหาความสุขสำราญ ให้แก่ตัวเอง
หรือ
ใช้แสวงหาพระเจ้า ใช้ปรนนิบัติพระเจ้า ผู้เป็นเจ้าของวิหารนี้

คำคม

“ ยิ่งเก็บยิ่งหาย ยิ่งรับใช้ยิ่งเพิ่มทวี ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 18

ภาพรวม

  • ในบทนี้ทั้งบทผูกกันอย่างสวยงามดังนั้น
  • พระเจ้าจะประทานความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ขอแน่นอน
  • แต่เมื่อความยุติธรรมเกิดขึ้น เราจะได้พรหรือการลงโทษกันแน่
  • ฟาริสี เข้าใจผิดคิดว่าเขาชอบธรรม แต่คนเก็บภาษีรู้ตัวว่าเขาอธรรม จึงขอความเมตตาแทนความยุติธรรม
  • คนที่จะรับพระเมตตา คือ คนที่เชื่อเหมือนเด็กเล็กๆ
  • ขุนนางที่ร่ำรวยไม่ได้เชื่อเหมือนเด็กๆ จึงไม่อาจเข้าสวรรค์ได้
  • พวกสาวกเชื่อวางใจในพระเยซูเหมือนเด็กเล็กๆ สละทุกสิ่งตาม พระเยซูมา พวกเขาจึงเข้าสวรรค์ได้
  • แต่การที่พวกเขาจะได้สิทธิเข้าสวรรค์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เกิดจากการที่พระเยซูต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม
  • ดังนั้น ใครก็ตามที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ร้องทูลขอพระเมตตาจากพระองค์(เหมือนชายตาบอดนั้น) และติดตามพระองค์ไป จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูยกตัวอย่างคำอุปมาเรื่องหญิง​ม่ายและ​ผู้​พิพาก​ษา​อธรรม เพื่อสอนว่า ​ควร​อธิษ​ฐาน​อยู่​เสมอ​และ​ไม่​อ่อน​ระอา​ใจ

1.@  ใน มธ. 6:7 “แต่​เมื่อ​พวก​ท่าน​อธิษ​ฐาน อย่า​พูด​พล่อยๆ ซ้ำ​ซาก เหมือน​บรร​ดา​คน​ต่าง​ชาติ​เพราะ​เขา​คิด​ว่า​พูด​มาก​หลาย​คำ พระ​จึง​จะโปรด​ฟัง”

ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรอธิษฐานบ่อยๆ
พูดพล่อยๆซ้ำซาก เหมือนคนต่างๆชาติ หมายถึง อธิษฐานแบบสวดมนต์ซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็ไม่เข้าใจความหมายที่สวดนั้น หรือต่อให้เข้าใจก็ไม่ได้คิดหรือรู้สึกตามที่พูด จึงเรียกว่าพูดพล่อยๆ

ในลก.บทที่ 18 นี้ ชี้อย่างชัดเจนว่า เราควรอธิษฐานบ่อยๆไม่ลดละ

2.# คำอุปมาเรื่องหญิง​ม่ายและ​ผู้​พิพาก​ษา​อธรรมนั้น พระเยซูชี้ให้เห็นว่า ขนาดผู้พิพากษาอธรรม ยังทนไม่ได้เลย หากถูกขอร้องอย่างไม่ลดละ
ดังนั้นพระบิดาผู้ที่รักเราอย่างที่สุด มีหรือจะรอช้าที่จะตอบคำอธิษฐานของเรา

2.@ ให้เราอธิษฐานอย่างไม่ลดละ เพราะพระเจ้าจะประทานความยุติธรรมแก่เราอย่างแน่นอน
นั่นคือ ถ้าสิ่งที่เราทูลขอนั้นเราสมควรจะได้รับหรือมีสิทธิที่จะได้รับ พระองค์จะประทานให้แก่เราอย่างแน่นอน

3.# พระเจ้าจะประทานความยุติธรรมแก่ผู้ที่ร้องทูลขอต่อพระองค์อย่างแน่นอน
ปัญหาสำคัญไม่ใช่อยู่ตรงที่ พระเจ้าจะไม่ประทานความยุติธรรมให้ แต่อยู่ตรงที่หากตัดสินอย่างยุติธรรม เราจะพ้นโทษได้หรือ?
หากปราศจากพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้รับโดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราคงไม่สมควรที่จะได้รับพระพรอย่างแน่นอน
พระเยซูจึงสอนว่า สิ่งที่ขาดหายไปไม่ใช่ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า แต่เป็นความเชื่อของมนุษย์

3.@ วันนี้ เมื่อเราอธิษฐานทูลขอสิ่งใด ถ้าคิดดีๆอย่างเป็นธรรมแล้ว เราจะพบว่าเราไม่คู่ควรที่จะได้รับสิ่งนั้นจากพระเจ้า
แต่หากเราเชื่อวางใจในพระเยซู เชื่อว่าโดยทางพระเยซูเราได้รับความชอบธรรมและได้สิทธิเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว
โดยความเชื่อเช่นนั้น จะทำให้เราสามารถได้รับคำตอบจากพระบิดาได้

4.# พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่อง ฟาริสีและคนเก็บภาษี เพื่อสอนว่า การเข้าหาพระเจ้านั้นควรเข้ามาด้วยท่าทีที่สำนึกผิดและถ่อมใจ
เพราะ​คน​ที่​ยก​ตัว​ขึ้น​ จะ​ถูก​เหยียด​ลง ​คน​ที่​ถ่อม​ตัว​ลง​จะ​ได้​รับ​การ​ยก​ขึ้น

4.@ ในการมาหาพระเจ้านั้น ไม่ใช่สาระสำคัญว่าเราทำดีมามากแค่ไหน หรือ เราทำผิดมากเพียงใด เพราะสิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ ท่าทีในใจของเรา ที่ถ่อมตัวลง ยอมรับผิดในสิ่งที่ตนได้ทำไป แล้วร้องขอการอภัยจากพระองค์

ไม่ว่าเราทำดีแค่ไหน เราก็ยังเป็นคนบาปที่ต้องรับการอภัย
ไม่ว่าเราทำชั่วมากเพียงใด เราก็ยังเป็นคนบาปที่สามารถได้รับการอภัย

5.# พระเยซูทรงสอนว่า ใคร​ที่​ไม่​ยอม​รับ​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ จะ​เข้า​ใน​แผ่น​ดิน​นั้น​ไม่​ได้
คนที่จะเข้าสวรรค์ได้ ต้องเชื่อเหมือนเด็กเล็กๆ คือเชื่อพระคำของพระเจ้าอย่างจริงใจ เชื่ออย่างไม่สงสัย

5.@ เมื่อพ่อบอกเด็กเล็กๆ เด็กนั้นไม่เคยสงสัยที่พ่อบอกเลย
วันนี้ เราเชื่อสิ่งที่พระคำของพระเจ้าบอกแก่เรา อย่างไม่สงสัยหรือยัง?

เช่น อสย. 41:10 อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​อยู่​กับ​เจ้า อย่า​ขยาด เพราะ​เรา​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า เรา​จะ​เสริม​กำลัง​เจ้า เรา​จะ​ช่วย​เจ้า เรา​จะ​ชู​เจ้า​ด้วย​มือ​ขวา​อัน​ชอบ​ธรรม​ของ​เรา

เราเชื่อจริงๆหรือยัง?

6.# พระเยซูทรงสอนว่า คนที่รักทรัพย์สินเงินทองก็ยากเหลือเกินที่จะเข้าสวรรค์ได้ แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ทรงสามารถทำให้เกิดขึ้นได้

6.@ ในความอ่อนแอของมนุษย์ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถทำตามมาตรฐานของพระเจ้าได้
แต่โดยพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าทรงให้มนุษย์ผ่านมาตรฐานของพระเจ้าได้ ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์และการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ไม่ว่าเราจะอ่อนแอเพียงใด หากเราเข้ามาพึ่งพระคุณของพระเจ้า เราจะพบพระเมตตาอย่างแน่นอน

7.# พระเยซูทรงสอนว่า ใครก็ตามที่สละสิ่งใดๆเพื่อพระเจ้าก็ตาม พระเจ้าจะไม่ลืมเขา พระองค์จะเป็นผู้ตอบแทนแก่เขาเอง ทั้งในยุคนี้และยุคหน้า

7.@ พระเยซูทรงสละทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา
วันนี้ เราเต็มใจที่จะสละอะไรเพื่อพระองค์บ้าง?

8.# พระเยซูทรงพยากรณ์เป็นครั้งที่ 3 ถึงการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ แต่พวกสาวกก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะว่าพระเจ้าทรงปิดซ่อนความล้ำลึกนั้นไว้ จนกว่าจะถึงเวลาสมควรที่เขาจะเข้าใจ

8.@ วันนี้ อาจทีบางอย่างที่เรายังไม่เข้าใจ ให้เรารู้เถิดว่าพระเจ้าทรงมีเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเปิดเผยให้เราเข้าใจ
จงรอคอย การเปิดเผยจากพระองค์อย่างวางใจ

9.# ชายตาบอดที่เมืองเยรีโค เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮา(คนยิว เรียกว่า บุตรดาวิด) และเชื่อว่าพระเยซูทรงทำให้ตาของเขาหายบอดได้
ด้วยความเชื่อนี้ พระองค์ทรงรักษาเขาให้หาย

9.@ วันนี้ เราเชื่อจริงๆไหมว่า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้ทรงสามารถกระทำทุกสิ่งได้? และเชื่อไหมว่า พระเยซูทรงช่วยเราผ่านพ้นปัญหาที่เผชิญอยู๋นี้ได้?
หากเชื่อ จงร้องทูลต่อพระองค์ด้วยความเชื่อนั้นเถิด

คำคม

สิ่ง​ที่​มนุษย์​ทำไม่ได้ พระ​เจ้า​ทรง​ทำ​ได้ “

ขุมทรัพย์ ลูกา 17

ภาพรวม

  • บทนี้พระเยซูทรงสอนว่า เราควรมีท่าทีที่ถูกต้องในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า คือการทำด้วยจิตใจที่สำนึกพระคุณของพระองค์ และทำอย่างกระตือรือร้นเพราะเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมานั้นใกล้เต็มทีแล้ว

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงสอนว่าการกระทำให้พี่น้องหลงผิดนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ขณะเดียวกันก็สอนว่า เมื่อมีคนมาขอการยกโทษก็จงยกโทษให้เขาเสมอ

1.@  เราอาจเคยกระทำบางอย่างทำให้พี่น้องสะดุด หรือหลงผิด นั่นคือเราได้ทำสิ่งที่ผิดร้ายแรงมาก แต่ถ้าวันนี้เรากลับใจใหม่ สารภาพต่อพระเจ้า ขอการอภัยต่อพระองค์
พระองค์ผู้ทรงสอนให้เรายกโทษให้กับทุกคนที่กลับใจ จะทรงโปรดยกโทษให้แก่เราผู้กลับใจจริงๆ อย่างแน่นอน

2.# เมื่อพวกสาวกมาขอให้พระเยซูเพิ่มควมเชื่อให้ พระองค์กลับตอบว่า ถ้ามีความเชื่อเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
ดูเหมือนพระองค์ไม่ได้ตอบ แต่ความจริงเป็นคำตอบที่ชัดเจนอย่างยิ่ง คือ
ความเชื่อเท่าที่พวกเขามีก็มากพอแล้วที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เหลือแต่เพียงพวกเขาเริ่มใช้ความเชื่อนั้น มันก็จะยิ่งพัฒนายิ่งขึ้น

2.@ วันนี้ความเชื่อที่เรามีนั้น มากเพียงพอสำหรับการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้อย่างมีชัยชนะ เพียงแต่เราเริ่มใช้ความเชื่อนั้น ด้วยการสำแดงความเชื่อออกเป็นการกระทำเท่านั้นเอง

3.# พระเยซูทรงสอนว่า ท่าทีที่ถูกต้องในการรับใช้พระเจ้า คือ ท่าทีว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้เป็นบุญคุณอะไรต่อพระเจ้าเลย เราเพียงแต่ทำหน้าที่ที่เราสมควรทำเท่านั้นเอง
คือ ทำตอบสนองต่อความรักอย่างเหลือล้นที่พระเยซูได้ทรงประทานแก่เรานั่นเอง

3.@ ท่าทีของเราในการทำสิ่งต่างๆเพื่อพระเจ้าเป็นเช่นใด?

ท่าทีที่ผิด : ฉันอุตส่าห์ทำอย่างงี้แล้วนะ ทำไมยังเจอปัญหาอีก ทำไมพระเจ้าไม่อวยพรฉัน?
ท่าทีที่ถูก : ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเกียรติให้ฉันมีโอกาสทำบางอย่างเพื่อพระองค์

4.# พระเยซูทรงรักษาโรคเรื้อนของชาย 10 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่กลับมาขอบคุณพระเยซู ทั้งที่คนนั้นเป็นชาวสะมาเรียทำให้เขามีเหตุผลมากมายที่ไม่จำเป็นต้องกลับมาขอบคุณพระเยซู
แต่เขาก็มา และพระเยซูชมเชยเขาและอวยพรเขา

4.@ เป็นการดีที่จะรับพระคุณของพระเจ้า แต่เป็นการดียิ่งกว่าที่จะไม่ลืมพระคุณของพระเจ้า ด้วยการขอบพระคุณพระองค์

วันนี้ คำอธิษฐานของเรา ทูลขอ กับ ขอบพระคุณ อันไหนมากกว่ากัน?

5.# พระเยซูทรงสอนว่า แผ่นดินของพระเจ้าจะค่อยๆเกิดขึ้นผ่านชีวิตของผู้เชื่อ (แผ่นดินของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางเรา)
แล้วต่อมา เมื่อเวลากำหนดมาถึง แผ่นดินของพระเจ้า จะปรากฏมาแบบไม่ทันรู้ตัว และทุกคนจะรู้พร้อมกันหมด (เหมือนฟ้าแลบ)

5.@ แผ่นดินของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางเราแล้ว เราสามารถอยู่ในแผ่นดินสวรรค์ได้แล้วในวันนี้ คือการมีชีวิตอยูjบนโลกนี้ อย่างมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
และวันเวลาจะมาถึง เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับมา รับเราไปอยู่ด้วยกันกับพระองค์ในฟ้าสวรรค์

วันนี้ ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้านั้น ใกล้ชิดสนิทสนมกันเพียงใด?

6.# พระเยซูสอนวิธีที่จะรู้ว่า พระองค์ใกล้จะเสด็จกลับมาแล้วหรือยัง ทำได้โดยสังเกตได้จากเมื่อเหตุการณ์ตามคำพยากรณ์ต่างๆในพระคัมภีร์เป็นจริง ก็รู้ได้ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว
(เมื่อเห็นฝูงนกแร้งวนบินอยู่ไกล เราก็พอเดาได้แล้วว่ามีซากศพอยู่บริเวณนั้น แม้ว่าเรายังไม่ได้เดินไปถึงบริเวณนั้นก็ตาม)

6.@ วันนี้ เหตุการณ์ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เกิดขึ้นเกือบครบถ้วนทั้งหมดแล้ว
เราควรรู้ตัวและตื่นตัวได้แล้วว่า “พระเยซูกำลังจะเสด็จกลับมาแล้ว!!!”

คำคม

“ พระเจ้าประทานเกียรติแก่เรา ที่ให้เราได้มีโอกาสรับใช้พระองค์”

ขุมทรัพย์ ลูกา 16

ภาพรวม

  • ในบทนี้พระเยซูทรงสอนให้คนทั้งหลายรู้ตัวว่า โอกาสที่จะเชื่อพระเจ้าและกระทำสิ่งต่างๆเพื่อพระเจ้า มีจำกัด เฉพาะช่วงอยู่ในโลกนี้เท่านั้น จงกระทำอย่างสุดกำลัง อย่างจริงใจ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่องพ่อบ้านที่ไม่ซื่อสัตย์ เพื่อสอนให้รู้ว่าทุกสิ่งในโลกนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อเราได้อีกไม่นาน
ดังนั้นเราควรรีบใช้ทุกสิ่งที่มีตอนนี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อเราในโลกหน้าซึ่งจะยาวนานชั่วนิรันดร์

1.@  พ่อบ้านไม่ซื่อสัตย์ก็เหมือนกับเรามนุษย์ทุกคนที่ทำผิดบาปและอีกไม่นานจะต้องถูกลงโทษในวันพิพากษา
หากใครที่รู้จักใช้เวลาขณะที่ยังมีโอกาส ต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ การพิพากษาก็จะไม่มีผลต่อคนนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาใช้โอกาสที่มีอยู่ในวันนี้ รับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่ นอกจากไม่ต้องรับผลของการพิพากษาเพราะเชื่อวางใจในพระเยซูแล้ว หนำซ้ำยังจะได้รับบำเหน็จมากมายสมกับการกระทำที่เขาได้ทำเพื่อพระองค์ในโลกนี้อีกด้วย

2.# พระเยซูทรงสอนว่า เรา​จะ​รับ​ใช้​พระ​เจ้า​และ​เงิน​ทอง​พร้อม​กัน​ไม่​ได้
เราไม่อาจคาดหวังบำเหน็จในสวรรค์ หากเราใช้ชีวิตในโลกนี้เพื่อปรนนิบัติเงินทอง ด้วยการทุ่มเทตลอดชีวิตเพื่อหาเงิน

2.@ บำเหน็จในสวรรค์ มีค่ายิ่งกว่า เงินทอง แบบเทียบกันไม่ได้เลย
แล้วเหตุใดเราจึง วิ่งหาเงิน มากกว่า แสวงหาบำเหน็จในสวรรค์

3.# พระเยซูทรงสอนว่า “สิ่ง​ที่​มี​คุณ​ค่า​สูง​ใน​หมู่​มนุษย์ ก็​เป็น​ที่​เกลียด​ชัง​ใน​สาย​พระ​เนตร​ของ​พระ​เจ้า”
หมายความว่า พระเจ้าทรงทราบจิตใจของมนุษย์ว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเกิดจากแรงจูงใจใด บางคนอาจจะดูเป็นที่น่ายกย่องท่ามกลางคนทั้งหลาย แต่สำหรับพระเจ้าแล้วไม่พอใจเขาเป็นอย่างมาก เช่นพวกฟาริสี เพราะพวกเขาแสร้งทำเป็นคนที่รักพระเจ้าแต่การกระทำของเขาตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง และพวกเขายังสอนบิดเบือนไปจากพระคำของพระเจ้าอีกด้วย

3.@ สิ่งที่เราทำวันนี้ คนจะชม หรือ จะตำหนิ ไม่สำคัญอะไรเลย
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า พระเจ้าชม หรือ ตำหนิ ในการกระทำของเราในวันนี้

4.# พระเยซูยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐีกับลาซารัส (น่าจะไม่ใช่คำอุปมาแต่เป็นเหตุการณ์จริง เพราะพระเยซูไม่เคยเอ่ยชื่อคนในการกล่าวคำอุปมา) เพื่อสอนว่า โอกาสที่เราจะเชื่อพระวจนะของพระเจ้า และโอกาสที่เราจะทำสิ่งดีใดๆ มีเฉพาะตอนเรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เท่านั้น
เมื่อหมดโอกาสแล้วไม่สามารถแก้ไขใดๆได้อีกเลย

4.@ สิ่งที่เราทำในโลกนี้ จะมีผลต่อเราชั่วนิรันดรกาล และจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยเมื่อเวลาหมดลง
ให้เราใช้โอกาสที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี้ เชื่อวางใจในพระเยซู และเชื่อฟังกระทำตามพระคำของพระองค์

คำคม

“ จงรีบเชื่อฟัง เมื่อโอกาสยังมี ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 15

ภาพรวม

  • ในบทนี้ พระเยซูทรงสอนให้รู้ว่า การที่คนบาปกลับใจนั้นเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ว่าเขาจะเป็นใครเมื่อกลับใจพระองค์ยินดีต้อนรับเสมอ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวกฟาริสีผู้เป็นคนบาป รังเกียจคนบาปอย่างพวกเก็บภาษี
แต่พระเยซูผู้ชอบธรรม ทรงรัก เมตตา และยินดีต้อนรับคนบาปทุกคน

1.@  วันนี้ ไม่ว่าเราผิดพลาดพลั้งไปมากเพียงใด พระเยซูไม่ซ้ำเติมเรา พระองค์ยินดีต้อนรับ พร้อมให้เรากลับใจ เริ่มต้นชีวิตใหม่เสมอ

2.# พระเยซูทรงตรัสคำอุปมาเรื่องแกะหาย เพื่อจะสอนว่า การกลับใจมีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า

2.@ สำหรับมนุษย์อาจจะรู้สึกว่า การสารภาพบาปเป็นสิ่งน่าอาย น่าเศร้า
แต่สำหรับพระเจ้า การที่มนุษย์สารภาพบาปนั้นเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะแสดงถึงการกลับใจใหม่ของคนบาป

3.# พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่องเหรียญหาย เพื่อสอนว่า คนบาปแม้จะดูเหมือนไร้ค่าสักเพียงใดก็ตาม แต่เขามีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า และเป็นเรื่องน่าปิติยินดีอย่างยิ่ง

3.@ ด้วยความผิดบาปที่เราพลาดพลั้งไปในอดีตที่ผ่านมา อาจทำให้เราดูต่ำต้อย ไร้ค่า ในสายตาของคนอื่น หรือแม้แต่ในสายตาของตนเอง
แต่เรามีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า พระเจ้าออกตามหาเรา เพื่อให้กลับใจใหม่ แล้วกลับสู่สง่าราศีอีกครั้ง

4.# พระเยซูตรัสคำอุปมาเรื่อง บุตรหายไป เพื่อสอนว่า เมื่อคนบาปกลับใจใหม่ หันกลับมาพระเจ้า พระองค์จะไม่ซ้ำเดิม หรือกล่าวโทษในความผิดพลาดอดีตของเขาเลย
แต่พระบิดาจะเปรมปรีดิ์อย่างยิ่ง และเตรียมพระพรมากมายสำหรับชีวิตของเขา

4.@ วันนี้ เราจะมัวนั่งจมอยู่ในความทุกข์เพราะบาปของเราอีกต่อไปทำไมเล่า จงรีบลุกขึ้นกลับไปหาพระบิดา ผู้พร้อมที่จะให้อภัย ไม่ซ้ำเติม พระองค์ได้เตรียมพระพรและการช่วยกู้ไว้สำหรับแล้ว
รีบกลับมาหาพระองค์เถิด

5.# ในคำอุปมาเรื่องบุตรหายไปนั้น ระหว่างทางที่บุตรกำลังกลับมาหาพ่อ เขาซ้อมอย่างดีที่จะกล่าวคำขอโทษพ่ออย่างสวยหรู เมื่อเขามาพบกับพ่อเขาก็ได้พูดตามที่ซ้อมมา
แต่ปรากฏว่าพ่อไม่สนใจคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อยว่าจะสวยหรูหรือไม่
พ่อสุดแสนดีใจ รู้อยู่อย่างเดียวลูกของฉัน​ตาย​ไป​แล้ว​แต่​กลับ​เป็น​ขึ้น​อีก หาย​ไป​แล้ว​แต่​ยัง​ได้​พบ​กัน​อีก

5.@ เมื่อเรากลับมาหาพระเจ้า ไม่สำคัญว่าเราจะต้องอธิษฐานอย่างครบถ้วน สวยหรูหรือไม่เพียงใด
ขอเพียงเรากลับมาหาพระองค์ด้วยจริงใจ นั่นก็เพียงพอแล้วที่พระบิดาจะรีบวิ่งมาสวมกอดเรา แล้วนำของขวัญแห่งศักดิ์ศรีมามอบให้แก่เรา
จงกลับมาหาพระเจ้าเถิด

6.# ในคำอุปมาเรื่องบุตรหายไป พี่ชายคนโตมีทุกอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ เขาอยู่ในบ้านพ่อในฐานะลูก ผู้จะได้รับมรดกทั้งหมด แต่เขาทำตัวเหมือนเขาเป็นคนใช้ในบ้านของพ่อ เขาไม่เคยภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขามี
ดังนั้นเมื่อเห็นน้องได้รับสิ่งดีจากพ่อเขาจึงเกิดความอิจฉาน้อง

6.@ หากเรารู้จริงๆว่า สง่าราศีที่พระเจ้าทรงประทานแก่เราผู้เป็นบุตรของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่มากมายสักเพียงใด เราจะไม่มีวันอิจฉาคนอื่นผู้ได้รับพระพรจากพระเจ้าเลย
และด้วยความซาบซึ้งในสิ่งที่พระบิดาเตรียมไว้ให้แก่เรา เราจะตอบสนองพระองค์ด้วยความรัก และเราจะดีใจในทุกสิ่งที่พระบิดาชื่นใจ

คำคม

“ การสารภาพบาปไม่ใช่เรื่องน่าอาย
เป็นเรื่องน่ายินดีในสายพระเนตรของพระเจ้า”

ขุมทรัพย์ ลูกา 14

ภาพรวม

  • ในบทนี้พระเยซูใช้เรื่องงานเลี้ยงและอาหารการกิน เพื่อมาสอนให้รู้ว่า การดำเนินชีวิตที่พระเจ้าทรงพอพระทัยนั้นเป็นเช่นใด

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พวกฟาริสีมองหาคนที่ทำผิดบัญญัติ แต่พระเยซูมองหาคนที่จะรับพระเมตตา

1.@  คนที่เราพบเจอในวันนี้ เราเจอคนที่ผิดทำ หรือ เจอคนที่ต้องการความรักความเมตตาจากเรา

2.# พระเยซูทรงสอนให้ถ่อมตัวลง เพราะนั่นจะนำมาซึ่งการได้รับการยกย่องจากพระเจ้า

2.@ วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำ เราพยายามยกตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น หรือ เรารอให้พระเจ้ายกเราขึ้นในเวลาที่เหมาะสม

3.# พระเยซูสอนว่า เมื่อเราทำดีกับคนที่ไม่สามารถตอบแทนเราได้ พระเจ้าจะเป็นผู้ตอบแทนเราเอง

3.@ เราอยากได้รับการตอบแทนจากพระเจ้า หรือ จาก มนุษย์?

4.# พระเยซูยกตัวอย่างคำอุปมาเรื่องงานเลี้ยงใหญ่ เพื่อจะสอนว่า พระเมตตาของพระเจ้ามีเพียงพอสำหรับทุกคน แต่เฉพาะคนที่ตอบรับพระเมตตานั้นเท่านั้น ที่จะได้รับพระเมตตา

4.@ พระเจ้าทรงประทานความรักและเมตตาแก่เราทุกคน เพียงแต่เราเชื่อไว้วางใจในพระองค์ เราก็จะได้รับพระเมตตานั้น

วันนี้ เราตัดสินใจอย่างเด็ดขาดได้แล้วหรือยัง ที่จะไว้วางใจในพระองค์สำหรับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้?

5.# พระเยซูตรัสว่า “ถ้า​ใคร​มา​หา​เรา​และ​ไม่​ชัง​บิดา​มารดา บุตร​ภรรยา และ​พี่​น้อง​ชาย​หญิง แม้​แต่​ชีวิต​ของ​ตน​เอง คน​นั้น​จะ​เป็น​สา​วก​ของ​เรา​ไม่​ได้”
หมายถึง ผู้จะติดตามพระเยซู ต้องรักพระเยซูมากกว่าคนเหล่านี้มากๆ มากจนกระทั่ง ความรักที่มีต่อคนเหล่านี้ราวกับเป็นความชัง
(แต่ถ้าใครยิ่งรักพระเยซูมากๆ พวกเขาจะยิ่งรัก บิดา มารดา บุตร ภรรยา พี่น้องชายหญิง มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกมากมายนัก)

5.@ วันนี้ มีใครที่เรารักมากกว่ารักพระเยซูหรือไม่?

วันนี้ มีใครไหมที่ถ้าพระเจ้าจะเอาเขาไปจากเรา เราไม่ยอมเด็ดขาด?

6.# พระเยซูทรงสอน ให้เราเป็นเกลือแห่งโลก ที่ไม่หมดรสเค็มไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ใดก็ตาม
หมายถึง ยังชีวิตคงดำเนินในความชอบธรรม ถึงแม้ว่าคนรอบข้างจะเต็มไปด้วยคนที่ทำสิ่งอธรรมมากมายก็ตาม

6.@ วันนี้ เรามีอิทธิต่อโลก หรือ ปล่อยให้โลกมีอิทธิพลต่อเรา

คำคม

“ หากจะติดตามพระคริสต์ ต้องให้พระคริสต์เป็นที่1ในดวงใจเท่านั้น”

ขุมทรัพย์ ลูกา 13

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการกลับใจ ก่อนที่จะสายเกินไป หันกลับจากการทำตามอย่างคนในโลกนี้ รวมถึงศาสนาพิธีทั้งหลาย หันมาสู่การกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เตรียมตัวสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงสอนว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ถ้าไม่กลับใจ ก็จะต้องพินาศเหมือนกัน

1.@  การกลับใจเป็นเรื่องของวันนี้ เราผู้เคยให้พระเยซูเป็นพระเจ้าเป็นเจ้านายในชีวิตของเรา วันนี้พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าเป็นเจ้านายในชีวิตของเราหรือไม่?

2.# พระเยซูตรัสคำเปรียบเรื่องต้นมะเดื่อที่ไม่เกิดผล เหตุที่ยังไม่ถูกตัดก็เพราะคนปลูกยังมีเมตตาต่อมัน ให้โอกาสมันอีกสักหน่อยหนึ่ง แต่ถ้าในที่สุดยังไงๆก็ไม่ยอมเกิดผลจริงๆ จะต้องถูกตัดทิ้งเสีย

2.@ หากเรากำลังเดินไปในทางแห่งการทำตามใจปรารถนาของตนเอง ดำเนินชีวิตสวนทางกับทางของพระเจ้า วันนี้พระเจ้ายังให้โอกาสแก่เราที่จะกลับใจ
แต่วันเวลาจะมาถึงเมื่อโอกาสหมดลง เมื่อนั้นแม้ต้องการกลับใจก็จะสายเกินไป

3.# นายธรรมศาลาถือว่าการปฏิบัติตามพิธีกรรมทางศาสนาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่พระเยซูแสดงให้พวกเขาเห็นว่า การสำแดงความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์สำคัญยิ่งกว่าพิธีกรรมทางศาสนา

3.@ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ พระองค์จึงทรงประทานกฏเกณฑ์ต่างๆเพื่อช่วยมนุษย์ ให้เขาดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและปลอดภัย
แต่บางคนหลงเข้าใจผิด จึงให้กฏเกณฑ์ต่างๆมาเป็นเครื่องมือในการทำร้าย ทำลาย มนุษย์ผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้น

วันนี้เราใช้พระคำของพระเจ้าเพื่อช่วยคน หรือเพื่อทำร้ายคน?

4.# พระเยซูอธิบายเรื่องแผ่นดินสวรรค์ว่า จะเริ่มจากเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสิ่งนั้นจะเพิ่มพูนมากมาย

เหมือน สาวก เพียง 120 คน ในห้องชั้นบนวันเพ็นเทคอส ขยายกลายเป็นผู้เชื่อหลายพันล้านคนทั่วโลกในปัจจุบัน

4.@ วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำเพื่อพระเจ้าอาจดูว่าเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย แต่หากเรายังคงสัตย์ซื่อในการทำสิ่งนั้นต่อไป ในเวลาอีกไม่นาน สิ่งนั้นจะกลายเป็นพระพรใหญ่โตแก่ผู้คนมากมาย

5.# พระเยซูทรงสอนว่า หนทางที่จะเข้าไปสู่สวรรค์นั้น ไม่ได้สะดวกสบาย เป็นเหมือนประตูที่คับแคบ คนที่จะเดินในทางนั้นไม่สามารถทำตามอำเภอใจของตน แต่ใช้ชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
ยิ่งไปกว่านั้นประตูเปิดออกเพียงระยะเวลาหนึ่ง พอหมดเวลาแล้วประตูแห่งสวรรค์จะปิดลง เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะพยายามมากสักเพียงใดก็จะไม่สามารถเข้าไปได้แล้ว

5.@ การเดินในหนทางของพระเจ้า จำเป็นต้องกลับใจใหม่ ยกชีวิตของเราให้เป็นของพระะเยซู แล้วเดินติดตามทางของพระองค์ไปจนชั่วชีวิต
ช่วงเวลากลับใจนี้ มีจำกัด หากเราต้องจากโลกนี้ไป หรือพระเยซูเสด็จกลับมาในพริบตา เมื่อนั้นจะหมดเวลาสำหรับการกลับใจเสียแล้ว

6.# พระเยซูพูดถึงเยรูซาเล็ม ว่า “นิเวศ​ของ​เจ้า​จะ​ถูก​ทอดทิ้ง​และ​เริศร้าง” หมายถึง เยรูซาเล็มและพระวิหารจะถูกทำลาย (เกิดขึ้นใน คศ.70)

และว่า “เจ้า​จะ​ไม่​เห็น​เรา​อีก​กว่า​เจ้า​จะ​ออก​ปาก​กล่าว​ว่า ‘ขอ​ให้​ท่าน​ผู้​เสด็จ​มา​ใน​พระ​นาม​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทรง​พระ​เจริญ’ ”
หมายถึง เยรูซาเล็มที่ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว จะกลับมีตัวตนขึ้นอีกครั้ง(เกิดขึ้นใน คศ.1948)
แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังจะไม่เห็นพระเยซู จนกว่าพระองค์จะเสด็จอีกครั้งในวันสุดท้ายนั้น (เกิดขึ้นในเร็วๆนี้)

6.@ จากสัญญาณเหตุการณ์ต่องๆที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า วันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว บัดนี้พระองค์เสด็จกลับมาได้ทุกเมื่อ

ได้เวลาหรือยัง ที่เราจะตื่นจากหลับ จากการหลงไล่จับของในโลกนี้ ที่โลกหลอกเราว่า หากอยากเป็นคนที่สมบูรณ์และพบความสุขจริงๆ ต้องได้รับสิ่งเหล่านี้ ?

ได้เวลาหรือยังที่เราจะตื่นขึ้น ใช้สิ่งที่เรามีเตรียมสำหรับนิรันดรกาลที่กำลังจะมาถึงนั้น?

คำคม

“ ประตูอันคับแคบของสวรรค์ยังเปิดอยู่ แต่จะไม่เปิดตลอดไป
จงรีบเข้ามาเมื่อโอกาสยังมี ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 12

ภาพรวม

  • ในบทนี้ พระเยซูทรงสอนให้ยำเกรงพระเจ้า ยึดมั่นในความเชื่อในพระองค์อย่างไม่หวั่นไหว และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับการเสด็จกลับมาของพระองค์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงสอนว่า ความหน้าซื่อใจคตเป็นเหมือนเชื้อ หากเรารับเข้ามาในชีวิต เก็บเอาไว้นานพอ ในที่สุดจะลุกลามออกไปจนเต็มชีวิต
ดังนั้นเราควรระมัดระวังอย่าให้เชื้อนี้เข้ามาในชีวิต และหากมันหลุดเข้ามาควรรีบกำจัดออกไป ด้วยการสารภาพบาปแล้วกลับใจใหม่

1.@  รีบกลับใจก่อนเชื้อไม่จริงใจจะลุกลาม

2.# พระเยซูทรงสอนให้เรา อย่ากลัวมนุษย์ แต่จงยำเกรงพระเจ้า

2.@ ผู้ยำเกรงพระเจ้า จะไม่เกรงกลัวมนุษย์

3.# พระเยซูทรงสอนว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในเรา จะสอนเราและช่วยเราเสมอ เมื่อเราเป็นพยานเพื่อพระองค์

3.@ อย่ากลัวที่จะเป็นพยานเพื่อพระเจ้า เพราะถ้อยคำอันลึกซึ้งจากสวรรค์ จะออกมาเมื่อเราเริ่มต้นกล่าวเท่าที่เราสามารถทำได้ก่อน

4.# พระเยซูทรงสอนว่า ใครก็ตามที่ความไว้วางใจของเขาอยู่ที่ทรัพย์สินเงินทองที่เขามี คนนั้นเป็นคนโง่เขลา

4.@ คนที่ความวางใจของเขาอยู่ในพระเจ้า ไม่ใช่อยู่ที่เงินทอง ไม่ว่าเงินของเขาจะเพ่ิ่มขึ้นหรือลดลง ก็จะไม่ส่งต่อความรู้สึกมั่นคงในชีวิตของเขาเลย

5.# พระเยซูทรงสอนว่า พระบิดาผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ทรงรักเรามาก ไม่จำเป็นต้องกระวนกระวายถึงสิ่งต่างๆในชีวิต เพราะพระองค์จะจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราอย่างแน่นอน

5.@ คนที่วางใจ จะไม่กังวล
คนที่ยังกังวล ยังไม่ได้ไว้วางใจ

จงวางใจในพระเจ้าเถิด

6.# พระเยซูทรงสอนว่า ให้เราเตรียม​ตัว​ไว้​ให้​พร้อมอยู่เสมอ เพราะ​พระเจ้าจะเสด็จกลับมาในเวลาที่เราคาดไม่ถึง

6.@ จงเตรียมพร้อม ด้วยการระมัดระวังในการใช้เวลาและการใช้ชีวิต อย่างคุ้มค่าและถวายเกียรติแด่พระเจ้า

โอกาสเดียวที่เราสามารถทำอะไรเพื่อพระเจ้าได้ คือโอกาสเมื่อเรายังอยู่ในโลกนี้

7.# พระเยซูทรงเตือนว่า ด้วยการติดตามพระองค์ จะเป็นเหตุให้บางคนไม่พอใจเรา ดังนั้นการติดตามพระเยซูจำเป็นต้องแน่วแน่และยืนหยัดตลอดวันคืนของชีวิตของเรา

7.@ วันนี้ เมื่อเราทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอาจจะมีคนไม่พอใจเรา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเกินคาดหมาย จงยึดมั่นในความเชื่อและดำเนินชีวิตในการเชื่อฟังพระองค์ตลอดไป

8.# พระเยซูสอนว่า เมื่อสังเกตเมฆก็รู้ว่าฝนจะตก เมื่อเราสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกวันนี้ เราย่อมสังเกตได้ว่าวันพิพากษานั้นใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว

8.@ มีแต่คนที่พยายามหลอกตัวเองเท่านั้น จึงจะไม่สังเกตเห็นว่าวันพิพากษาใกล้จะมาถึงแล้ว

9.# พระเยซูทรงสอนว่า การปรองดองจะนำผลดีมาสู่ชีวิต แต่การไม่ยอมอภัยจะนำภัยมาสู่ชีวิต

9.@ อย่าเก็บการไม่อภัยไว้ เพราะมันเป็นยาพิษทำลายชีวิตของเรา

คำคม

ใน​เวลา​ที่​เราไม่​คิด​ไม่​ฝัน​นั้น พระเยซูคริสต์จะ​เสด็จ​มา

ขุมทรัพย์ ลูกา 11

ภาพรวม

  • ในบทนี้พระเยซูสอนว่า คนที่แสวงหาพระเจ้าอย่างร้อนรนและด้วยความเชื่อจริงใจจะได้พบกับพระเมตตาของพระองค์ แต่คนที่ไม่เชื่อหรือไม่จริงใจต่อพระเจ้า จะพบกับการพิพากษาของพระองค์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงสอนให้พวกสาวกอธิษฐาน ด้วยการจดจ่อที่พระประสงค์พระบิดา แล้วทูลขอสิ่งที่ตนปรารถนา แล้วทูลขอสิ่งที่พระบิดาปรารถนาให้เขาทำ

1.@  การอธิษฐานควรจดจ่อที่พระประสงค์ของพระเจ้า มากกว่าความปรารถนาของตัวเราเอง

2.# พระเยซูยกตัวอย่างคำเปรียบเทียบเพื่อจะสอนว่า หากเราทูลขอด้วยความเชื่อ และด้วยความเพียร เราจะได้รับคำตอบอย่างแน่นอน

2.@ พระบิดาจะประทานสิ่งดีที่สุดแก่เราผู้เป็นลูกของพระองค์ ผู้ทูลขอต่อพระองค์ด้วยความเชื่อ โดยไม่อ่อนระอาใจทั้งกลางวันและกลางคืน อย่างแน่นอน
จงทูลขอเถิด!!!

3.# มีบางคนกล่าวหาพระเยซูว่า ที่พระเยซูขับผีออกด้วยฤทธิ์เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น เป็นการขับผีออกด้วยฤทธิ์เดชของนายผี
พระเยซูจึงสอนพวกเขาว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะการที่จะจัดการกับวิญญาณชั่วนั้น ต้องใช้การต่อสู้ด้วยกำลังที่เหนือกว่า
จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยพวกเดียวกันกับผี
แต่เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด

3.@ วันนี้ การจัดการกับการโจมตีของวิญญาณชั่ว ไม่สามารถใข้การประนีประนอมได้ แต่ต้องใข้การต่อสู้ ต่อต้านมันด้วยฤทธิ์อำนาจที่เหนือกว่า คือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
เราทั้งหลายมีฤทธิ์อำนาจนั้น ดังนั้นอย่าอ่อนข้อให้มัน ต่อสู่กับมันในพระนามพระเยซู และเราจะมีชัยชนะอย่างแน่นอน

4.# คนที่ได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าจัดการกับมารในชีวิต แล้วก็ละทิ้งพระเจ้าไปอย่างไม่สำนึกพระคุณ ในที่สุดแล้วมารจะกลับมาโจมตีเขาอีกและโจมตีหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะเขาหนีจากการปกป้องของพระเจ้า จึงทำให้เหตุการณ์ในชีวิตของเขาตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิม

4.@ วันนี้ เราลืมพระคุณของพระเจ้าที่ทรงช่วยกู้เราในอดีตที่ผ่านมา โดยไม่สนใจใยดีต่อพระองค์อยู่หรือเปล่า?

5.# พระเยซูทรงสอนว่า ผู้ที่มีความสุขแท้ ยิ่งกว่าได้เป็นมารดาของพระเยซู ก็คือ ผู้ที่ฟังและกระทำตามพระคำของพระเจ้า

5.@ วันนี้ เมื่อเราได้ยินพระคำของพระเจ้าแล้ว เราตอบสนองอย่างไร?

เราพบความสุขแท้แล้วหรือยัง? ความสุขที่ได้ทำตามพระคำของพระเจ้า ถึงแม้ว่าจะขัดแย้งกับความปรารถนาในใจของเราก็ตาม

6.# พระเยซูทรงสอนว่า คนที่ชั่วร้าย ได้แก่คนที่แสวงหาหมายสำคัญตามที่ตนต้องการเท่านั้น ทั้งที่พระเยซูทำอัศจรรย์มากมายให้พวกเขาเห็น พวกเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี

6.@ พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์มากมายในชีวิตของเราและชีวิตของคนทั้งหลาย นั่นเพียงพอหรือยังที่เราจะเชื่อวางใจในพระองค์สำหรับเหตุการณ์ในวันนี้

7.# พระเยซูทรงเตือนว่า “ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ความ​สว่าง​ที่​อยู่​ใน​ตัว​ท่าน​กลาย​เป็น​ความ​มืด” แสดงว่า ความสว่างในชีวิตของเราสามารถกลายเป็นความมืดได้
เราสว่างได้ด้วยการมีความสัมพันธ์กับพระคริสต์ ดังนั้นต่อให้เราได้เชื่อว่าเป็นคริสเตียนแต่ไม่มีความสัมพันธ์กับพระคริสต์ ความสว่างในเราก็กลายเป็นความมืดได้
เหมือนหลอดไฟสว่างได้เพราะเสียบปลั๊ก หากดึงปลั๊กออกหลอดไฟนั้นก็หมดความสว่าง

7.@ เราควรระมัดระวังตัว คอยตรวจสอบตนเองอยู่เสมอว่า วันนี้ชีวิตของเรายังเป็นแสงสว่างท่ามกลางสังคมที่มืดมนอยู่หรือไม่?
ถ้าไม่ จงรีบกลับมามีความสัมพันธ์กับพระเยซูโดยด่วน

8.# พระเยซูทรงกล่าวโทษพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ เพราะว่าพวกเขาหน้าซื่อใจคต คำพูดและการดำเนินชีวิตของพวกเขาสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

8.@ วันนี้ เราผู้ได้ชื่อว่าลูกของพระเจ้า เราดำเนินชีวิตเหมือนลูกของพระเจ้า หรือ เหมือนลูกของมาร?

คำคม

“ จงระวังตัวอยู่เสมอ อย่าให้ชีวิตที่เคยสว่างของเรามืดไป”

ขุมทรัพย์ ลูกา 10

ภาพรวม

  • บทนี้อธิบายการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ได้แก่การประกาศข่าวประเสริฐ การสำแดงความรักต่อเพื่อนบ้าน การปรนนิบัติรับใช้ในงานด้านต่างๆ และการมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเยซู
  • และดูเหมือนพระเยซูจะสรุปว่า งานรับใช้ที่ดีที่สุด ก็คือ การมีความสัมพันธ์กับพระเยซู นั่นเอง

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  นอกจากอัครสาวก 12 คนแล้ว พระองค์ยังส่งสาวกอีก 72 คนออกไปล่วงหน้า เพื่อประกาศในเมืองต่างๆล่วงหน้าก่อนที่พระเยซูจะเสด็จไป
พระเยซูสอนเขา
– ให้อธิษฐาน ขอพระบิดาส่งคนงานมาร่วมรับใช้มากยิ่งขึ้นอีก
– ให้วางใจในการจัดเตรียมของพระเจ้าระหว่างที่รับใช้
– ให้ทำการนั้นอย่างเร่งด่วนไม่เยินเย้อ (อย่าคำนับใครตามทาง ธรรมเนียมยิวเมื่อทักทายแล้วก็จะเชิญไปทานอาหารที่บ้านด้วย ทำให้เสียเวลามาก)
– ให้ทำด้วยสิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงประทานให้

1.@  เมื่อเรารับใช้พระเจ้า จงอธิษฐานขอการสนับสนุนจากพระองค์ จงเชื่อวางใจในพระองค์ และจงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์

2.# พระเยซูสอนว่า เมืองที่ทำบาปแต่ก็ยังได้เห็นการอัศจรรย์จากพระเจ้าแล้วยังไม่กลับใจ เมืองนั้นจะมีโทษหนักกว่าเมืองอื่นๆที่ทำบาป

2.@ คนบาปทุกคนต้องรับการพิพากษาการกระทำของตน
แต่คนบาปที่ได้เห็นการช่วยกู้จากพระเจ้าแล้ว ยังใจแข็งกระด้างไม่ยอมกลับใจ นอกจากจะต้องรับโทษเพราะเหตุการกระทำชั่วของตนแล้ว ยังต้องรับโทษของการที่มีใจแข็งกระด้างอีกด้วย

พระเจ้าไม่พอพระทัยเมื่อเราใจแข็งกระด้างต่อพระคุณของพระเจ้าที่ทรงสำแดงแก่เรา

วันนีี้สิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิิ์เตือนเรา ก็เพื่อให้เรากลับใจ อย่ามีใจแข็งกระด้างต่อการเตือนของพระองค์

3.# พระเยซูทรงสอนพวกสาวก 72 คนที่กลับมาจากการรับใช้อย่างเกิดผลว่า การรับใช้ด้วยสิทธิอำนาจอย่างเกิดผลน่าชื่นใจก็จริง แต่มีสิ่งที่น่าชื่นใจยิ่งกว่า คือ ชื่อของพวกเขาจดไว้ในสวรรค์แล้ว พวกเขาจะได้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอน

3.@ เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ชื่อของเราถูกจดไว้ในสวรรค์แล้ว เราจะได้ไปสวรรค์อย่างแน่นอน

ดังนั้นไม่ว่าเราจะได้รับอะไรหรือสูญเสียอะไร ก็ไม่ควรให้สิ่งเหล่านั้นมาขโมยความชื่นชมยินดีอันยิ่งใหญ่นี้ไปจากเราได้

4.# พระเยซูทรงสอนพวกสาวกว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกเขานั้นเป็นพระพรยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา บรรดาผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายและกษัตริย์หลายองค์อยากได้ยินและอยากเห็น แบบพวกเขา แต่คนเหล่านั้นก็ไม่มีโอกาส

4.@ วันนี้ เราเองเป็นผู้รับพระพรยิ่งใหญ่ เพราะคนชอบธรรมมากมายในอดีตอยากมีประสบการณ์กับพระเจ้าแบบที่เราสามารถมีได้ แต่คนเหล่านั้นไม่มีโอกาสอย่างเรา

วันนี้เรามีสิทธิพิเศษสามารถอธิษฐาน พูดคุยกับพระเจ้าได้อย่างใกล้ชิดสนิทสนม โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์

วันนี้เราได้ใช้สิทธิพิเศษนี้มากเพียงใด?

5.# พระเยซูสอนเรื่องรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ด้วยการยกตัวอย่างเรื่องชาวสะมาเรียใจดี
หาก”ตัวเราเอง” เป็นคนที่มาพบว่า “ตัวเราเอง” ถูกทำร้าย ทิ้งไว้ให้ใกล้ตายข้างทางเช่นนั้น
สิ่งที่เราทำ เราคงทำเหมือนกับที่ชาวสะมาเรียคนนี้ทำกับชายคนนั้นเป็นแน่ หรืออาจจะทำมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

5.@ วิธีที่จะช่วยเราให้ตัดสินใจว่า ควรจะทำอะไร อย่างไรกับเพื่อนบ้านของเรา ก็คือ
ลองจินตนาการดูว่า ถ้า “ตัวเรา” พบว่า “ตัวเรา” กำลังประสบเหตุการณ์อย่างที่เพื่อนบ้านของเรากำลังประสบ เราจะทำอย่างไร

จงทำอย่างนั้นเถิด

6.# มารธาและมารีย์ รักเคารพพระเยซู
มารธาสำแดงออกด้วยการปรนนิบัติพระเยซูอย่างเต็มกำลัง
มารีย์สำแดงออกด้วยการตั้งใจฟังสิ่งที่พระเยซูตรัสอย่างเต็มที่
พระเยซูบอกว่า มารีย์ได้เลือกทำส่วนที่ดีที่สุด

6.@ การรับใช้พระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่พระเจ้าปรารถนาจากเรามากที่สุด คือการที่เราจะใช้เวลากับพระองค์ มีความสัมพันธ์กับพระองค์

หากจำเป็นต้องหยุดรับใช้ เพื่อจะสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น ก็จงทำเถิด
เพราะเมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าแล้ว จะทำให้เรารับใช้ได้อย่างเกิดผลสูงสุด

คำคม

“การรับใช้ที่มีค่าที่สุด คือ การมีความสัมพันธ์กับพระองค์ผู้ที่เราประสงค์จะรับใช้”

ขุมทรัพย์ ลูกา 9

ภาพรวม

  • ในบทนี้ชี้ให้เห็นว่า การเป็นสาวกของพระเยซู ติดตามพระองค์นั้น จำเป็นต้องมีความเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง และก็ต้องจริงจังเดินไปในเส้นทางแห่งความเชื่อนั้นตลอดวันคืนของชีวิต

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูส่งสาวก 12 คนออกไปประกาศ ประทานสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชแก่พวกเขา แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องเอาไปเองเพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จคือ “ความเชื่อ”
พระเยซูเพิ่มคำสั่งที่ทำให้พวกเขาต้องใช้ความเชื่อ เพื่อความเชื่อของพวกเขาจะได้พัฒนา คือ อย่าเอาสิ่งของสำรองติดตัวไปด้วย
เมื่อพวกเขาเชื่อฟัง ทำตาม ออกไปด้วยความเชื่อและสิทธิอำนาจ จึงเกิดผลมากมาย

1.@  วันนี้ พระเจ้าประทานสิทธิอำนาจแก่เราแล้ว เพื่อเราจะมีชัยเหนือโลกนี้และสถานการณ์ต่างๆ สิ่งที่จำเป็นที่เราต้องมีเพื่อให้สิทธิอำนาจที่เรามีนั้นเกิดผลสำเร็จ คือ ความเชื่อ
ให้เราเชื่อวางใจในพระคำของพระเจ้า ทำตามพระคำของพระองค์ แล้วเราจะพบการอัศจรรย์ในชีวิตของเรา

2.# เฮโรด ​อัน​ทิพาส​ อยากพบพระเยซู เพราะอยากรู้ว่า พระเยซู คือ ยอห์น ผู้ให้บัพติศมา ที่เขาสั่งตัดคอนั้น เป็นขึ้นมาจากความตาย ใช่หรือไม่
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้อยากรู้จักพระเยซูเพื่อให้พระองค์ทรงช่วยเขา
ดังนั้นในเวลาต่อมาเมื่อเขาพบพระเยซู (ลก. 23:8) การพบครั้งนั้นจึงไม่ได้ช่วยทำให้เขาได้พบความรอดในพระเยซู
เฮโรด ผู้น่าสงสาร ทางเข้าสวรรค์อยู่ต่อหน้าเขา แต่เขากลับไม่ได้เข้าไป

2.@ การอยากพบพระเยซูเป็นสิ่งสำคัญ แต่เหตุผลของการอยากพบพระองค์นั้นสำคัญยิ่งกว่า
บางคนมาหาพระเยซู ก็เพียงเพื่อจะใช้พระเยซู เป็นเครื่องมือช่วยเขาให้ประสบความสำเร็จในทางของโลกนี้เท่านั้นเอง

3.# ในการเลี้ยงชาย 5,000 คนนั้น พวกสาวกมีปัญหาว่าอาหารไม่เพียงพอ
แต่เมื่อเขานำอาหารเหล่านั้นมาให้พระเยซู เป็นผู้จัดการกับอาหารเหล่านั้น
ผลที่เกิดขึ้นคือ อาหารมีมากเพียงพอให้ทุกคนกินกันจนอิ่ม อย่างเหลือเฟือ

3.@ วันนี้ ความสามารถของเรา หรือ สิ่งที่เรามี อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาที่เรากำลังประสบ
จงมอบสิ่งที่เรามีนั้น ให้แด่พระเยซู โดยการเชื่อฟังพระคำของพระเจ้า ใช้สิ่งที่เรามีนั้นตามวิธีการในพระคำของพระองค์
แล้วเราจะพบว่า สิ่งที่เรามีนั้น เหลือเฟือสำหรับการจัดการกับปัญหาของวันนี้

4.# เมื่อเปโตรและพวกสาวกยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์(พระมาซีฮา) พระเยซูจึงเปิดเผยเพิ่มเติมแก่พวกเขาว่า ใช่แล้วพระองค์เป็นพระคริสต์ และพระคริสต์ผู้นี้จะต้องถูกฆ่าตาย และจะเป็นขึ้นมาในวันที่สาม

4.@ เมื่อเราเริ่มเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงผ่านพระคำของพระองค์ พระองค์ก็จะยิ่งเปิดเผยให้เราเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีก จากที่เชื่อแล้วนั้น

กุญแจที่จะเข้าใจพระคำของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น คือ การเชื่อ ในพระคำที่เราเข้าใจแล้ว

5.# เสียอะไรก็ไม่เท่าเสียชีวิต และต่อให้เสียชีวิตก็ไม่เท่าเสียชีวิตนิรันดร์
คนที่จะได้ชีวิตรอด คือ คนที่ปฏิเสธค่านิยมแห่งโลกนี้ ติดตามพระเยซูไป
คนที่จะสูญเสียชีวิต คือ คนที่ปฏิเสธพระเยซู ติดตามค่านิยมแห่งโลกนี้ไป

5.@ วันนี้ เราอยู่ฝั่งจะได้ชีวิตรอด หรือ ฝั่งจะสูญเสียชีวิต?
คนอยู่ผิดฝั่ง ย้ายฝั่งด่วน ยังมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อย

6.# เปโตรได้เห็นโมเสสซึ่งเกิดมาก่อนเขาราว 1,500 ปี และเอลียาห์ซึ่งเกิดก่อนเขาราว 800 ปี
แน่นอนเปโตรคงไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อน รูปเหมือนก็ไม่น่าจะมี ที่เขารู้ว่าเป็นพวกเขาทั้งสองก็คงเพราะเปโตรได้ยินที่พระเยซูสนทนากับพวกเขา แม้กำลังสะลึมสะลือก็ตาม ก็พอน่าจะจับความได้ว่าเป็นพวกเขาทั้งสอง
เมื่อเปโตรได้พบฮีโร่ทั้งสองอย่างไม่คาดฝันนั้น เขาตื่นเต้นมากจึงพยายามทำอะไรบางอย่าง เช่นสร้างเพิงให้พวกเขาเลยดีไหม?
สำหรับพระเจ้าสิ่งที่เปโตรคิดจะทำนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่พระองค์ประสงค์ให้เปโตรฟังพระองค์ คือ ให้เขารู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

6.@ การกระตือรือร้นอยากทำโน่นทำนี่แต่พระเจ้า บางครั้งอาจจะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยต่อแผ่นดินของพระเจ้าก็ได้
การสดับฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสแล้วเชื่อฟัง ย่อมสำคัญกว่าการพยายามทำอะไรเพื่อพระเจ้าด้วยมุมมองความคิดของเราเอง

7.# เมื่อพวกสาวกขับผีโสโครกที่สิงในเด็กไม่ออก พระเยซูตำหนิพ่อของเด็กคนนั้น(มก. 9:19 ​ฉบับ1971) และประชาชนที่มุงอยู่ว่า ขาดความเชื่อ และพระองค์บอกว่า การที่ต้องพบกับคนที่ขาดความเชื่อนั้นพระองค์ต้องใช้ความอดกลั้นอดทนเป็นอย่างมาก

7.@ พระเยซูไม่พอพระทัยหากเราขาดความเชื่อวางใจในพระองค์ เพราะนั่นเป็นการลบหลู่พระเจ้า
วันนี้ อย่าให้พระเยซูต้องอดทนกับเรามากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการดำเนินชีวิตแบบขาดความเชื่อไว้วางใจในพระองค์ สำหรับการเผชิญสถานการณ์ของวันนี้

8.# หลังจากที่ เปโตร ยอห์นและยากอบ ได้เห็นพระเยซูจำแลงพระกายบนภูเขาและได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าตรัสบอกว่า พระเยซูเป็็นพระบุตรของพระเจ้า แล้ว
พระเยซูก็บอกเขาอีกว่า พระองค์จะถูกประหารชีวิตแล้วในวันที่สามจะเป็นขึ้นมาอีก
แล้วพวกเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
เพราะว่าความหมายถูกซ่อนไว้จากพวกเขา จนกว่าจะถึงเวลา

8.@ วันนี้ แม้ดูเหมือนว่าเรามีประสบการณ์กับพระเจ้ามาหลายอย่างแล้ว อ่านพระคำของพระเจ้ามาก็มากแล้ว เราน่าจะเข้าใจพระคำของพระเจ้ามากพอสมควรแล้ว

แต่ความจริงก็คือว่า ยังมีความล้ำลึกอีกมากมายที่ยังคงปิดซ่อนเอาไว้ จนกว่าจะถึงเวลา
แล้วเราจึงจะเข้าใจพระคำข้อนั้นๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา

จงเอาใจใส่พระคำของพระเจ้า ค้นดูว่าพระเจ้าประสงค์จะเปิดเผยอะไรแก่เราในวันนี้
เพราะยังมีสิ่งใหม่ที่เรายังไม่เคยเข้าใจมาก่อน รอเพื่อจะเปิดเผยให้แก่เราในพระคำของพระองค์

9.# พระเยซูทรงสอนว่า ​”คน​ที่​เล็ก​น้อย​ที่​สุด​ใน​พวก​ท่าน​คือ​คน​ที่​ยิ่ง​ใหญ่​ที่​สุด”

9.@ ผู้ถ่อมใจเหมือนกับผู้เล็กน้อย จะได้รับการยกชูขึ้นราวกับผู้ยิ่งใหญ่
ผู้ทำตัวเหมือนผู้ยิ่งใหญ่ จะถูกเหยียดลงให้เป็นผู้เล็กน้อย

10.# ชาวหมู่บ้านแห่งหนึ่งในสะมาเรียไม่ต้อนรับพระเยซู จึงไม่มีโอกาสได้ยินข่าวประเสริฐที่พระเยซูนำมาประกาศ
บรรดาสาวกต้อนรับพระเยซู และติดตามพระองค์ พวกเขาจึงไม่เพียงได้รับข่าวประเสริฐ แต่ยังเป็นพระพรนำข่าวประเสริฐประกาศออกไปอีกด้วย
พระเยซูอธิบายว่า คนที่จะติดตามพระเยซู ต้องเอาจริง ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง เดินหน้าไปในทางของพระเจ้าแบบไม่หันหลังกลับ

10.@ วันนี้ เราต้อนรับพระเยซูแล้ว และเราติดตามพระเยซูแล้วหรือยัง?
เอาจริง ไม่รีรอที่จะเชื่อฟัง และดำเนินต่อไปในทางของพระเจ้าอย่างไม่ลังเล

คำคม

“ ยิ่งเราเชื่อพระคำ เราก็ยิ่งเข้าใจพระคำมากขึ้น ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 8

ภาพรวม

  • บทนี้ชี้ให้เห็นว่าทุกคนที่มาหาพระเยซูด้วยความปรารถนาอยากจะเข้าใจ ได้พบความเช้าใจ มาหาพระเยซูด้วยความปรารถนาการช่วยกู้จะได้รับการช่วยกู้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ในสมัยของพระเยซู ผู้หญิงมีความสำคัญน้อยกว่าผู้ชายมาก แต่โดยคนไม่สำคัญเหล่านั้นเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญสำหรับพระราชกิจของพระเยซู

1.@  สิ่งที่สำคัญกว่า “เราเป็นใคร” ก็คือ “เรากำลังทำเพื่อใคร”

ผู้เล็กน้อยที่กำลังทำเพื่อพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ก็เป็นผู้เล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่

2.# พระเยซูทรงใช้คำอุปมาในการสอน ไม่ใช่เพื่อให้คนฟังเข้าใจง่ายขึ้น แต่เพื่อให้คนฟังไม่เข้าใจ
“…​ทรง​ให้​เป็น​อุป​มา​สำ​หรับ​คน​อื่น เพื่อ​ว่า เมื่อ​พวก​เขา​ดู ก็​จะ​ไม่​เห็น และ​เมื่อ​พวก​เขา​ฟัง ก็จะ​ไม่​เข้า​ใจ”

คำอุปมาถูกใช้เพื่อ แยกผู้ฟังออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ไม่สนใจฟังเท่าไหร่ก็จะไม่เข้าใจ
กลุ่มที่สนใจ(มีหู) ฟังแล้วก็จะไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่พวกเขาจะมาถามพระเยซู เหมือนพวกสาวก แล้วพระเยซูจึงทรงอธิบายความล้ำลึกแห่งสวรรค์ให้พวกเขาฟัง

2.@ วันนี้เราไม่สามารถเข้าใจความล้ำลึกแห่งพระคำของพระเจ้าได้โดยปราศจากการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ทุกครั้งที่เราอ่านหรือฟังพระคำของพระเจ้า จำเป็นเหลือเกินที่เราจะรับฟังการสอนจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่พระบิดาประสงค์จะบอกแก่เรา

3.# คำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืชนั้น ชี้ให้เห็นว่าคนที่จะเกิดผลในแผ่นดินของพระเจ้านั้น การได้ยินพระคำเป็นสิ่งจำเป็น แต่การได้ยินนั้นจะไร้ค่า หากไม่ได้เชื่อแล้วลงมือกระทำตามด้วยความสัตย์ซื่อ

3.@ วันนี้ เราเป็นเพียงผู้ได้ยินพระคำของพระเจ้า หรือเป็นผู้ได้ยินแล้วยึดมั่นที่จะกระทำตามพระคำของพระองค์?

ผู้ทำตามพระคำของพระเจ้า จะใช้พระคำของพระเจ้า ในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรๆก็ตามในชีวิตของเขา

4.# พระเยซูทรงสอนให้เรา ​เอา​ใจ​จด​จ่อ​ต่อ​สิ่ง​ที่​เราได้​ยิน​ได้​ฟังจากพระคำของพระเจ้า
เพราะยิ่งจดจ่อพระเจ้าจะทรงเพิ่มเติมความเข้าใจให้อีก
แต่หากไม่สนใจก็จะไม่เข้าใจ และที่คิดว่าเข้าใจกลับยิ่งกลายเป็นไม่เข้าใจ

4.@ วันนี้ เรารับฟังพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีอย่างไร?
หากเอาใจใส่และจดจ่อ พระคำของพระเจ้า พระองค์จะทรงเพิ่มเติมความเข้าใจให้เราอีก
แต่หากฟังแบบขอไปที ความเข้าใจที่มีก็จะถูกนำออกไป

5.# พระเยซูทรงสอนว่า คนที่จะเป็นคนในครอบครัวของพระเจ้านั้น ต้องเป็นผู้ที่รับฟังพระวจนะและกระทำตาม เท่านั้น

5.@ วันนี้ เราทำตัวสมกับคนในครอบครัวของพระเจ้าแล้วหรือยัง?

เราเต็มใจจะเชื่อฟังพระคำ เมื่อพระคำสั่งให้ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความปรารถนาของเราหรือไม่?

6.# เมื่อพวกสาวกเจอกับพายุในทะเล พระเยซูบอกพวกเขาว่า สิ่งที่พวกเขาทำหายไป จนทำให้ไม่สามารถยืนหยัดต่อพายุนั้นได้ ก็คือ ความเชื่อ
พระเยซูถามว่า “ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​อยู่​ที่​ไหน?”

6.@ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญวันนี้ สิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ที่เราต้องมีเพื่อจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปอย่างสง่างาม ก็คือ ความเชื่อ
จงกล้าเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ท่ามกลางเหตุการณ์นี้เถิด

7.# ชาว​เมือง​เก-รา​ซา​และ​ทุก​คน​ที่​อยู่​ตาม​ชน​บท​โดย​รอบ​เมื่อเห็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเยซูทรงกระทำ พวกเขากลัวมาก
แล้วแทนที่พวกเขาจะยิ่งยำเกรงพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยพวกเขาด้วย
แต่พวกเขากลับขอให้พระเยซูไปเสียจากพวกเขา

7.@ เมื่อเราเห็นสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำในชีวิตของเรา ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้แล้ว เราจะตอบสนองอย่างไร?
แบบชาว​เมือง​เก-รา​ซา ยิ่งถอยห่างจากพระองค์
หรือ แบบชายที่เคยถูกผีสิงที่ยิ่งอยากใกล้พระองค์ อยากรับใช้พระองค์

8.# ชาว​เมือง​เก-รา​ซา ไม่ต้อนรับพระเยซู พวกเขาจึงไม่ได้เห็นการอัศจรรย์ในชีวิตของพวกเขา
แต่ไยรัส และ หญิงโลหิตตก พวกเขาแสวงหาที่จะพบและรับการช่วยเหลือจากพระเยซู พวกเขามาหาพระเยซูด้วยความเชื่อ และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง

8.@ ทุกคนที่มาหาพระเยซูด้วยความเชื่อ เขาจะได้รับการช่วยกู้อย่างแน่นอน

คำคม

“ผู้ยึดมั่นในความเชื่อ จะพบการอัศจรรย์ ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 7

ภาพรวม

  • บทนี้ชี้ให้เห็นว่า พระเยซูทรงพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์ใจ และให้อภัยแก่คนบาปทั้งหลาย ที่มาหาพระองค์ด้วยความเชื่อ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ทาสของนายร้อยที่ป่วยเกือบตายแล้ว ได้รับการรักษาให้หาย เพราะความเชื่อของนายร้อย ผู้เป็นคนต่างชาติ

1.@  ไม่ว่า เราเป็นใครก็ตาม หากมีความเชื่อวางใจในพระเยซู เราก็จะสามารถพบกับการอัศจรรย์ของพระเยซูผ่านชีวิตของเราได้

2.# หญิงม่ายที่ต้องสูญเสียลูกชายคนเดียวของเธอ ผู้เป็นความหวังเดียวของเธอ ได้รับบุตรกลับคืนมา เพราะเธอได้พบกับพระเยซูและพบกับความเมตตาสงสารของพระองค์

2.@ ในยามที่เราทุกข์ใจอย่างที่สุด ในยามที่หมดหนทาง พระเยซูทรงเข้าใจเรา พระเยซูทรงสงสารเรา และพระองค์จะทรงช่วยกู้เราอย่างแน่นอน ให้เรารีบมาพบพระองค์เถิด

3.# ขณะที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมากำลังติดคุกและรู้ตัวว่าคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน
เขาเริ่มสงสัยว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮาจริงๆหรือเปล่า
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาประกาศอย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮา

เมื่อยอห์นสงสัย สิ่งที่เขาทำได้อย่างถูกต้องที่สุด คือ
เขามาถามพระเยซู แม้มาเองไม่ได้ก็ส่งสาวกมาถาม

แล้วเขาก็ได้คำตอบที่ทำให้เขานอนตายตาหลับ
พระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮา พระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้

3.@ วันนี้ หากมีความสงสัย หรือความหวั่นไหวเกิดขึ้นกับเรา ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ สิ่งที่เราควรทำอย่างเร่งด่วนคือ หันมาหาพระคำของพระเจ้า อ่านพระคัมภีร์ แล้วเชื่อในถ้อยคำนั้น
เราจะได้รับคำตอบที่จะคลี่คลายปัญหาและความสงสัยของเราไปได้เสมอ

4.# พระเยซูทรงสอนว่า “​พระ​ปัญ​ญา​ก็​ได้​รับ​การ​พิ​สูจน์​ว่า​ถูก​ต้อง​แล้ว​โดย​บรร​ดา​คน​ที่​ทำ​ตาม​พระ​ปัญ​ญา​นั้น”

4.@ เครื่องพิสูจน์ว่า พระคำของพระเจ้านั้นถูกต้อง ดีเลิศ เป็นพระพร ก็คือ ชีวิตของคนที่เชื่อฟังทำตามพระคำของพระเจ้า เพราะชีวิตของเขาจะเกิดผลดีและรับพระพรตลอดชั่วชีวิต

วันนี้ พระคำของพระเจ้าถูกพิสูจน์ผ่านชีวิตของเราแล้วหรือยัง?
เราเชื่อฟังทำตามพระคำของพระเจ้าอย่างจริงใจแล้วหรือยัง?

5.# พระเยซูทรงสอนว่า คนที่รู้ตัวว่าพระเจ้าทรงยกโทษให้เขามาก เขาก็จะรักพระเจ้ามาก
พระเจ้าทรงยกโทษให้แก่เราแต่ละคนมากมายมหาศาลจนนับไม่ถ้วน แต่ปรากฏว่าแต่ละคนรับรู้และซาบซึ้งในการยกโทษของพระเจ้า ไม่เท่ากัน

5.@ วันนี้ ยิ่งเรารู้ตัวและซาบซึ้งในการอภัยของพระเจ้าที่มีต่อเรามากเท่าใด เราก็จะยิ่งรักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น

คำคม

“ ยิ่งรับรู้ว่าถูกรักมาก ก็ยิ่งจะรักพระเจ้ามาก ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 6

ภาพรวม

  • บทนี้ชี้ให้เห็นว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้นำน้ำพระทัยของพระเจ้ามาสำแดงแก่มนุษย์ เพื่อมนุษย์จะสามารถเข้าใจมุมมองฝ่ายวิญญาณได้ ซึ่งไม่อาจเข้าใจได้ด้วยสติปัญญาของโลกนี้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  พระเยซูทรงอนุญาตให้พวกสาวกเด็ดรวงข้าวกิน และ ทรงรักษาชายมือข้างหนึ่งลีบ ในวันสะบาโต เพื่อสอนคนทั้งหลายให้รู้ว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับวันสะบาโตของพวกเขานั้น คาดเคลื่อนจากพระประสงค์ของพระเจ้า
พระเจ้าทรงใช้วันสะบาโต เพื่อให้เห็นว่าพระบุตรของพระเจ้าซึ่งไม่อยู่ใต้กฏที่ตั้งไว้สำหรับมนุษย์
และกฏที่ตั้งเอาไว้สำหรับมนุษย์ที่พวกเขาใช้กันอยู่ก็ยังใช้ผิด เพราะนำมาใช้กดดันมนุษย์ แทนที่จะใช้เพื่อช่วยมนุษย์ที่พระเจ้าทรงรัก
พระเจ้าตั้งกฏวันสะบาโตแก่มนุษย์ เพราะพระองค์ทรงรักมนุษย์ต้องการให้มนุษย์มีการพักผ่อน

1.@  การปฏิบัติตามพระคำอย่างถูกต้องนั้น จำเป็นต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของพระคำเสียก่อน

วัตถุประสงค์ของพระคำ เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า และสำแดงความรักแก่มนุษย์
นั่นก็คือ รักพระเจ้าสุดใจ และ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง นั่นเอง

วันนี้ สิ่งที่เราเรียกว่า “รับใช้พระเจ้า”ในชีวิตของเรานั้น ได้ถวายเกียรติแก่พระเจ้าและสำแดงความรักแก่มนุษย์หรือไม่?

2.# ก่อนที่พระเยซูจะเลือกอัครทูต 12 คนนั้น พระองค์ทรงเสด็จขึ้นไปบนภูเขา แยกตัว อธิษฐานต่อพระบิดา ตลอดทั้งคืน

2.@ การที่เราจะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆใดๆ สิ่งที่เราควรทำอย่างที่สุด และทำอย่างจริงจัง คือ การปลีกตัวไปแต่ลำพังแล้วอธิษฐาน ขอการนำจากพระเจ้า

น่าเสียดายที่ ที่ผ่านมา เราใช้วิธีนี้น้อยเกินไป จึง ตัดสินใจผิดมากเกินไปเช่นนี้

3.# ดูเหมือน หลังจากที่พระเยซูได้เลือกอัครสาวกทั้ง 12 คนแล้ว พระองค์ก็เริ่มทำพระราชกิจของพระองค์อย่างเต็มที่
ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้น ความมุ่งหมายสำคัญน่าจะอยู่ที่ การทำให้อัครสาวกได้เห็น เตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือนำข่าวประเสริฐประกาศออกไปจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก

3.@ วันนี้ มีหลายอบ่างที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น และมีบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา ทั้งหมดอยู่ในกระบวนการที่พระเจ้ากำลังทรงสร้างและพัฒนาชีวิตของเรา ให้เป็นเกลือและแสงสว่าง แก่โลกนี้ เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้การได้ ในการถวายพระเกียรติแด่พระองค์

4.# คำสอนของพระเยซูเรื่องพระพรและวิบัตินั้น ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามุมมองฝ่ายวิญญาณและมุมมองของโลกนี้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มุมมองฝ่ายวิญญาณเน้นท่าทีในจิตใจ และเน้นผลที่จะได้รับในอนาคตนิรันดร์
มุมมองฝ่ายโลกนี้เน้นสิ่งที่มองเห็นภายนอก และเน้นผลที่จะได้รับในโลกนี้

4.@ คนฝ่ายวิญญาณ คือ คนที่มุมมองสอดคล้องกับพระคำของพระเจ้า
คนของโลกนี้ คือ คนที่มีมุมมองอย่างโลกนี้
คนที่เป็นคนฝ่ายวิญญาณจะได้รับพระพร ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
คนที่เป็นคนของโลกนี้ จะพบความอนิจจังของโลกนี้และวิบัติในโลกหน้า

5.# พระเยซูทรงสอนให้เราสำแดงความรักเมตตา ต่อทั้งคนดีและคนไม่ดี เพราะพระบิดาก็ทรงกระทำเช่นนั้น ในฐานะเป็นบุตรของพระบิดา เราก็สมควรทำเหมือนกับพระองค์

5.@ วันนี้ เราได้สำแดงความรัก เมตตาต่อผู้อื่น เหมือนอย่างที่พระบิดาทรงสำแดงแก่เรามากเพียงใด?

6.# พระเยซูทรงสอนว่า สิ่งที่เรากระทำต่อผู้อื่นนั้น พระบิดาจะเป็นผู้นำสิ่งนั้นกลับมาสู่เรามากยิ่งกว่าที่เราทำเสียอีก
เมื่อทำสิ่งดีต่อผู้อื่น พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อจะเป็นผู้ตอบแทนเราเอง
เมื่อทำสิ่งร้ายต่อผู้อื่น พระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมจะเป็นผู้จัดการกับเราเอง

6.@ อยากพบกับอะไร ก็จงทำแบบนั้นกับคนอื่นเถิด

7.# พระเยซูทรงสอนว่า เรารู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน
คนที่เชื่อและให้พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในชีวิตของเขาจริงๆ ผู้นั้นจะทำตามคำที่พระองค์ได้สั่งไว้
ซึ่งสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคนนั้น จะพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาเชื่อและให้พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าจริงๆหรือไม่
ความเชื่อของจริงจะคงอยู่
ความเชื่อของปลอมจะพังลง

7.@ หากเราไม่ฝึกที่จะเชื่อและทำตามพระคำของพระเจ้าไว้ตั้งแต่บัดนี้
เกรงว่า เมื่อพายุมาจริงๆ จะมาฝึกก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้ว

คำคม

“จง​ปฏิ​บัติ​ต่อ​คน​อื่น​เหมือน​อย่าง​ที่​พวก​ท่าน​ปรารถ​นา​ให้​เขา​ปฏิ​บัติ​ต่อ​ท่าน”

ขุมทรัพย์ ลูกา 5

ภาพรวม

  • ในบทนี้ชี้ให้เห็นถึงพระราชกิจของพระเยซูว่า พระองค์ไม่รังเกียจ หรือดูแคลน คนที่สังคมมองว่าต่ำต้อย หรือชั่วช้า พระองค์เรียกพวกเขา พระองค์รักพวกเขา และพระองค์รักษาโรคให้แก่พวกเขา

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อพระเยซูทรงใช้เรือของเปโตรเทศนาเสร็จแล้ว พระองค์ไม่ได้บอกให้เขาหย่อนอวนลงเลย แต่ให้ถอยไปที่น้ำลึกแล้วค่อยหย่อนอวนลงจับปลา ซึ่งทำให้เขาจับปลาได้เป็นจำนวนมาก

1.@  ดูเหมือนการอัศจรรย์จะเกิดขึ้น หลังจากการเชื่อฟัง และการเชื่อฟังมักจะต้องสำแดงออกเป็นการกระทำบางอย่าง ที่ต่างจากความเข้าใจปกติของเรา
เหมือนเปโตร ถอยเข้ามาถึงฝั่งแล้ว ยังเชื่อฟังยอมถอยออกไปที่น้ำลึกอีก

2.# เมื่อเปโตรพบพระเยซูเขาจับปลาได้มากมาย
แต่เมื่อเขาเลือกที่จะติดตามพระองค์ไป
เขาต้องสูญเสียปลาทั้งหมดที่เขาเพิ่งได้มาไป และสูญเสียความฝันของตนเอง เดินตามความฝันของพระเยซูแทน

2.@ เมื่อเรามาเป็นคริสเตียนมีพระพรมากมายเกิดขึ้น
แต่หากเราต้องการเป็นสาวกของพระเยซู
จำเป็นที่จะต้องถือว่าพระพรทั้งหมดที่ได้รับมานั้นไร้ค่า เมื่อเทียบกับพระองค์

3.# คนโรคเรื้อนทั้งตัวที่มาหาพระเยซู เขาเชื่อว่า เพียงแต่พระเยซูเต็มใจที่จะให้เขาหาย ปาฏิหารย์ก็จะเกิดขึ้นกับเขา เขาจะหายสะอาดเป็นแน่
ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการจากพระเยซูก็คือ ขอพระองค์เต็มใจให้เขาหาย
พระเยซูจึงบอกเขาว่า พระองค์เต็มใจ
แล้วเขาก็หายสะอาดทันที

3.@ โดยความเชื่อ ที่มีในพระเยซู จะนำการอัศจรรย์มาสู่ชีวิตของเรา ตามขนาดความเชื่อในชีวิตของเรา

4.# ขณะที่กิตติศัพท์ของพระเยซูกำลังเลื่องลือไป ผู้คนมากมายมาหาพระองค์ ดูเหมือนงานกำลังเกิดผลอย่างมาก สิ่งที่พระทรงกระทำคือ ปลีกตัวออกไปที่เปลี่ยว เพื่ออธิษฐาน

4.@ ยิ่งงานยุ่ง พระเยซูยิ่งใช้เวลาอธิษฐาน
วันนี้ เรายุ่งเกินกว่าจะอธิษฐานหรือเปล่า?

5.# พระเยซูทรงตรัสกับคนง่อยที่ถูกหย่อนจากหลังคาลงมาพบพระองค์ ว่า บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว น่าจะเป็นเพราะพระองค์ทรงทราบว่า โรคที่เขาเป็นนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากบาปที่เขาได้เคยทำ
แต่คำพูดนี้ ทำให้พวกธรร​มา​จารย์​และ​พวก​ฟา​ริสี ไม่พอใจ เพราะนั่นเป็นคำพูดที่พระเจ้าเท่านั้นมีสิทธิพูด
พระเยซูจึงทำให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า โดยการทำให้พวกเขาเห็นว่า สำหรับพระองค์การอภัยบาปและการรักษาคนง่อยนั้น ง่ายเท่ากัน
แต่สำหรับมนุษย์ทั้งสองอย่างนั้นเป็นไปไม่ได้เลย

5.@ สำหรับสิ่งที่เป็นไม่ได้สำหรับมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงสามารถทำให้เกิดขึ้นได้

6.# พระเยซูตรัสว่า พระองค์มาเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนจะได้รับ เฉพาะคนที่ถ่อมใจลงยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาปคนชั่วเท่านั้นจึงมีสิทธิรับได้
แต่สำหรับคนที่เย่อหยิ่งคิดไปว่า ตนเองเป็นคนดี ตนเองเป็นคนชอบธรรม จะไม่มีสิทธิได้รับ

6.@ วันนี้ เรารู้ตัวหรือไม่ว่า เราเป็นคนบาปที่ต้องการรับการอภัยจากพระเจ้า?
แล้ว เราต้องการรับการอภัยนั้นหรือไม่?
หากเราต้องการ จะรอช้าอยู่ไย รีบก้มศรีษะลง อธิษฐานสารภาพบาปต่อพระองค์ แล้วรับการอภัยอย่างสมบูรณ์จากพระองค์ ในความผิดบาปที่เราได้ผิดพลาดพลั้งไปนั้น

7.# พระเยซูสอนว่า ​เหล้า​องุ่น​หมัก​ใหม่​ต้อง​ใส่​ใน​ถุง​หนัง​ใหม่
เมื่อพระเยซูผู้เป็นน้ำองุ่นใหม่เข้ามาในโลก เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ดังนั้น วิธีการที่จะได้รับความรอดจึงต้องเปลี่ยนใหม่
จากการรอดพ้นการลงโทษด้วยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ
เปลี่ยนมาเป็น รอดพ้นจากการลงโทษได้ด้วยการเชื่อวางใจในพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเรา

7.@ วันนี้ โดยพระเยซูคริสต์ เราจึงไม่ได้อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของธรรมบัญญัติอีกต่อไป แต่อยู่ภายใต้กฏของพระวิญญาณ
พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้สอนเราและช่วยเรา ให้ทำตามบัญญัติของพระเจ้า เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

คำคม

“ ไม่ว่าชั่วเพียงใด พระเยซูก็ทรงอภัยให้ได้ ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 4

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการที่พระวิญญาณทรงนำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อประกาศชัยชนะเหนือการทดลองของมาร แล้วพระองค์ก็เริ่มพระราชกิจของพระองค์ในการประกาศข่าวประเสริฐและรักษาโรคด้วยสิทธิอำนาจ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  เมื่อมารมาทดลองพระเยซูในถิ่นทุรกันดาร ขณะที่พระเยซูทรงหิว มารบอกว่า ให้พระเยซูสั่งก้อนหินให้เป็นขนมปังสิ จะได้หายหิว
แต่พระเยซูตอบมารว่า ต้องรอคำสั่งจากพระบิดาก่อนเท่านั้น จะไม่ทำตามใจปรารถนาของพระองค์เอง

1.@  พระเยซูวางแบบอย่างแก่เราไว้ ในการทำทุกสิ่งเพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือ ทำตามพระทัยพระบิดา

วันนี้ เราเลือกเดินในทางใด ทำตามใจตนเอง หรือ ทำตามพระทัยพระบิดา?

2.# มารเสนอเส้นทางลัดในการได้ครอบครองโลกนี้ ให้แก่พระเยซู เพียงแค่ทรยศพระบิดาเท่านั้นก็จะได้ทุกสิ่ง
แต่พระเยซูตอบว่า จะไม่มีวันทรยศพระบิดา

2.@ วันนี้ มารอาจกำลังทดลองเรา ด้วยการเสนอทางลัดของความสำเร็จสมปรารถนา โดยไม่ต้องรอคอย หรือเหนื่อยยาก

เราจะเลือกเส้นทางใด สัตย์ซื่อเชื่อฟังทำตามพระเจ้า หรือ รับข้อเสนอของมาร?

3.# มารท้าให้พระเยซูพิสูจน์ตนเองให้ทุกคนประจักษ์ ว่าเป็นบุตรของพระเจ้าด้วยการกระโดดลงจากหลังคาพระวิหาร
แต่พระเยซู ทรงเลือกที่จะสำแดงพระองค์เองให้คนทั้งปวงประจักษ์ด้วยวิธีที่พระบิดาทรงกำหนดเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยวิธีอื่น

3.@ วันนี้ อาจมีวิธีมากมายที่จะทำให้เราได้รับในสิ่งที่ปรารถนา และหลายวิธีก็ดูเหมือนไม่น่าจะผิดอะไร
แต่พระเยซูวางแบบอย่างแก่เราไว้ว่า พระองค์จะไม่ใช้วืธีอื่น นอกจากวิธีของพระบิดาเท่านั้น

ในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไร เราควรใช้พระคำของพระเจ้าเท่านั้นเป็นตัวชี้อาจว่าเราจะทำหรือไม่ทำ

4.# เมื่อพระเยซูเริ่มทำพระราชกิจ ด้วยการสั่งสอนและรักษาโรค พระองค์ได้รับการยอมรับจากผู้คนมากมาย และตอนแรกในเมืองนาซาเร็ธเมืองที่พระองค์เติบโตขึ้นมา ก็ดูเหมือนพวกเขาจะชื่นชมพระองค์ จนกระทั่งพระองค์เริ่มชี้ให้เห็นถึงใจที่แข็งกระด้างของพวกเขา
ในทันใดนั้นพวกเขาก็โกรธแค้นพระองค์ จนถึงกับคิดจะฆ่าพระองค์เสีย

4.@ เหตุที่พวกเขาโกรธมาก เพราะใจที่เต็มไปด้วยทิฐิของพวกเขา รับไม่ได้ที่ชายหนุ่มคนนี้ ที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก วันนี้ มาพูดแทงใจดำพวกเขา ซึ่งเป็นความจริงที่พวกเขาเถียงไม่ได้ จึงต้องใช้ศาลเตี้ยตอบโต้พระเยซูด้วยการฆ่าพระองค์เสีย

วันนี้ กำแพงใหญ่ที่ขวางกั้นคนมากมายไม่ให้พบความจริงในพระคำของพระเจ้า ก็คือ ทิฐิ การถือดี
พวกนาซาเร็ธถือว่าเห็นพระเยซูโตมาตั้งแต่เป็นเด็ก หนอยแน่ บังอาจมาตำหนิพวกเขาเชียวหรือ
หากเรามีทิฐิ ก็จะปิดตาฝ่ายวิญญาณของเราไม่เห็นความจริงแห่งพระคำของพระเจ้าได้
เช่น เรื่องนี้รู้แล้วอ่านมาตั้งหลายครั้งแล้ว หรือ ไม่รู้เหรอฉันเป็นใคร เด็กเมื่อวานซืนแบบนี้คิดจะมาสอนฉัน หรือ อะไรอื่นๆทำนองนี้

5.# พระเยซูเสด็จมาเพื่อประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า ที่มีต่อมนุษย์ทั้งปวง
วาระที่พระเจ้าสำแดงความโปรดปรานแก่มนุษย์ ผ่านทางพระเยซูมาถึงแล้ว

5.@ วันนี้ เราสามารถเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าได้แล้ว โดยทางการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์
ไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่เราทางพระเยซูคริสต์

“บัดนี้ ฉันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแห่งฟ้าสรรค์แล้ว”
สรรเสริญพระเจ้า

6.# พระเยซูทรงสั่งสอนและรักษาโรค ด้วยสิทธิอำนาจ แต่ไม่ใช่สิทธิอำนาจของพระองค์เอง เพราะช่วงเวลาที่พระองค์เสด็จมาบังเกิดบนโลกนี้ เพื่อเป็นตัวแทนของมนุษย์นั้น พระองค์ทรงงดใช้สิทธิความเป็นพระเจ้าของพระองค์
สิทธิอำนาจที่พระเยซูใช้ คือสิทธิอำนาจของพระบิดาเพราะพระองค์ทรงเชื่อฟังทำตามพระทัยพระบิดา พระองค์กำลังทำพระราขกิจของพระบิดา จึงมีสิทธิอำนาจของพระบิดา

6.@ เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ใน มธ.28:18 พระบิดามอบสิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก แด่พระเยซูผู้เป็นตัวแทนของมนุษย์
เพื่อพระองค์จะให้สิทธิอำนาจอย่างเดียวกันนั้น แก่ผู้ที่ทำพระราชกิจของพระองค์บนโลกนี้
วันนี้ พระเยซูทรงมอบหมายให้เราออกไปประกาศข่าวประเสริฐนำความรอดไปถึงคนทั่วโลก ดังนั้นหากเราเชื่อฟังพระองค์และทำตามพระราชกิจพระองค์มอบหมาย
เราจึงสามารถใช้สิทธิอำนาจอย่างเดียวกันที่พระองค์ทรงกระทำขณะอยู่บนโลกนี้ได้

คำคม

“ พระเยซูชนะการทดลองของมารด้วยพระคำ แล้วเราคิดจะชนะด้วยอะไร? ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 3

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึง ภารกิจของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา ที่มาเตรียมทางให้กับพระเยซู เขารับใช้พระเจ้าอย่างยำเกรงพระเจ้า โดยไม่เกรงใจมนุษย์

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ภายใต้การปกครองของทิเบ​ริอัส ​จักรพรรดิ​โรมัน​
​- ปอนทิอัส​ปี​ลาต ​​ถูก​ส่ง​มา​ดูแล​แคว้น​ยูเดีย​และ​สะมา​เรีย​
​- เฮโรด ​อัน​ทิพาส ​โอรส​ของ​เฮ​โร​ดม​หา​ราช​เป็น​ผู้​ครอง​แคว้น​กา​ลิ​ลี​และ​เพอ​เรีย​ ​เขาเป็นผู้สั่ง​ประหาร​ชีวิต​ยอห์น​ผู้ให้​​บัพ​ติศ​มา (มธ. ​14:1-12​)
​- ฟี​ลิป ​เป็น​พี่ชาย​คน​ละ​แม่​กับ​เฮโรด ​อัน​ทิพาส ​เน่าจะ​เป็น​คน​ละ​คน​กับฟี​ลิ​ปที่ก​ล่าวถึง​ใน ​มก. ​6:17 ​เนื่องจาก​เฮโรด ​อัน​ทิพา​สมี​พี่​น้อง​อีก​สอง​คน​ที่​ชื่อฟี​ลิป​เหมือนกัน ​ฟี​ลิ​ปคน​นี้​เป็น​เจ้า​เมืองอิ​ทูเรีย​และ​ตรา​โค​นิติส
​- ลี​ซา​เนียส ปกครองเมือง​อา​บี​เลน ​อยู่​ทาง​ทิศ​ตะวันตก​ของ​เมือง​ดามัสกัส ตอนเหนือของปาเลสไตน์
>> ดินแดนทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ อยู่ในขอบเขตการรับใช้ของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา คนจากดินแดนเหล่านี้ได้มาหายอห์น เพื่อฟังคำสอนและรับบัพติศมา

1.@  อาณาเขตกว้างใหญ่ที่ต้องใช้เจ้าเมืองหลายคนปกครอง แต่โดยยอห์น ผู้ให้บัพติศมา ชายยากจน ผู้อาศัยในที่เปล่าเปลี่ยวเพียงคนเดียว สามารถรับใช้พระเจ้าครอบคลุมดินแดนเหล่านี้ทั้งหมดได้
เพราะพระเจ้าทรงใช้ยอห์นมา และเขาเชื่อฟังทำตามคำสั่งของพระองค์

พระเจ้าประสงค์ที่จะทรงใช้เราเช่นกัน เพียงแค่เราเริ่มเชื่อฟังทำตามคำสั่งของพระองค์ พระเจ้าเองจะเป็นผู้ทรงกระทำให้สิ่งที่เราทำนั้นเกิดผลมากมาย เกินกว่าที่เราจะคาดคิด

2.# ลก. 3:6 “​มนุษย์​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เห็น​ความ​รอด​ของ​พระ​เจ้า” แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่จะได้รับความรอดของพระเจ้า เฉพาะคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น

2.@ เราเป็นผู้วางใจในพระเยซูสำหรับความรอดของเรา หรือเป็นเพียงผู้รู้เรื่องความรอดของพระองค์

3.# ลก. 3:8 “จง​พิสูจน์​การ​กลับ​ใจ​ด้วย​ผล​ที่​เกิด​ขึ้น…”

3.@ การกลับใจไม่ได้พิสูจน์ด้วยแค่คำพูด แต่พิสูจน์ได้ด้วยการกระทำที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง

4.# การรับใช้ของยอห์นผู้ให้บัพติศมา มุ่งเน้นที่จะถวายเกียรติทั้งหมดที่เขาได้รับแด่พระเยซู

4.@ วันนี้ การรับใช้ของเรา และสิ่งต่างๆที่เรากระทำ มุ่งเน้นให้เกียรติตกเป็นของใคร?

5.# เมื่อพระเยซูเชื่อฟังพระบิดา มารับบัพติศมาในน้ำจากยอห์น แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาบนพระองค์ และพระบิดาตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่าน​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก”
เป็นการร่วมกันของพระเจ้าตรีเอกานุภาพ ร่วมกันทำพันธสัญญาว่า พระบุตรของพระเจ้าจะสิ้นพระชนม์ และจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อช่วยมนุษย์ทุกคน

5.@ พระเยซูเชื่อฟังพระบิดา เข้าสู่พิธีบัพติศมา เป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่า พระองค์กำลังจะเชื่อฟังจนถึงความตายที่กางเขน ซึ่งโดยการเชื่อฟังนี้ พระบิดาจึงตรัสกับพระเยซูว่า “ท่าน​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก”
เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซู พระองค์ทรงสถิตกับเรา ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้รับความโปรดปรานจากพระบิดาเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้จากการกระทำของเราเอง แต่โดยผ่านทางพระเยซูนั่นเอง

6.# ลำดับ​พงศ์พันธ์ุ​ที่ลูกา​บันทึกไว้นี้ ​เป็น​เชื้อ​สาย​ทาง​มารีย์ เพราะเฮลีไม่มีลูกชายมีแต่มารีย์เป็นลูกสาว ​ตาม​การ​จัด​เชื้อ​สาย​​ของ​ชาว​ยิว​ ​ถือ​ว่า​โย​เซฟ​ซึ่ง​เป็น​ลูกเขย​เป็น​ลูก​ของ​ตัวเองได้​ด้วย
แต่ ​มธ. ​1:1-17 ​บันทึก​เชื้อ​สาย​ทาง​โย​เซฟ

ลูกา​ ​ต้องการ​เชื่อม​ความ​สัมพันธ์​ระหว่าง​พระเยซู​กับ​มนุษยชาติ ​จึง​จัดลำดับ​พงศ์พันธุ์​โดย​เริ่ม​จาก​พระเยซู​ไป​ถึงอาดัม

6.@ สิ่งที่บันทึกในพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า มีความหมาย และเหตุผลที่บันทึกไว้เสมอ

คำคม

“ การรับใช้ที่แท้จริง จะประกอบด้วย การเชื่อฟัง และการถวายเกียรติแด่พระเจ้าเสมอ

ขุมทรัพย์ ลูกา 2

ภาพรวม

  • บทนี้พูดถึงการประสูติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นไปตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ พระผู้ช่วยให้รอดมาบังเกิดเพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความพินาศเพราะบาป
  • พระเยซูทรงเตรียมตัวเองให้พร้อม สำหรับภารกิจที่พระบิดามอบหมายให้มาทำ

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  ออกัสตัสได้เป็นซีซาร์ ด้วยเหตุผลหลายอย่างแต่หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ เพื่อเขาจะประกาศให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน เพื่อให้คำพยากรณ์ว่าพระคริสต์จะบังเกิดที่เบ็ธเลเฮ็ม เกิดขึ้นเป็นจริง

1.@  ไม่ว่าใครจะได้รับอะไร หรือสูญเสียอะไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นอยู่ในแผนการของพระเจ้า และพระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถใช้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา เพื่อให้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้

2.# ในวันที่พระเยซูประสูติ ไม่มีที่ว่างในโรงแรมสำหรับพระองค์ เพราะโรงแรมยุ่งมากเกินไปสำหรับธุรกิจที่กำลังวุ่นวายมีผู้คนมากมายเข้ามา เนื่องด้วยคำสั่งจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วแผ่นดิน

2.@ วันนี้ ห้องในหัวใจของเรามีที่ว่างสำหรับพระเยซูหรือไม่? หรือว่ามันวุ่นวายเกินไป เต็มไปด้วยความปรารถนาของตนเอง และความวิตกกังวลเรื่องปัญหาสารพัด จนไม่มีที่ว่างแม้เพียงเล็กน้อยสำหรับพระองค์

3.# พระเจ้าทรงเลือกที่จะให้ทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวเรื่องการประสูติของพระเยซู แก่คนเลี้ยงแกะผู้ต่ำต้อย

หนำซ้ำพระองค์ยังจงใจให้พระเยซูบังเกิดในคอกสัตว์ ไม่ใช่ในโรงแรม เพื่อให้บรรดาผู้เลี้ยงแกะผู้ต่ำต้อยนี้ สามารถมาเข้าเฝ้าพระกุมารได้

3.@ พระเยซูเสด็จมาบังเกิดในที่ต่ำต้อย เพื่อให้คนมาเฝ้าพระองค์ได้ ไม่ว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม

วันนี้ ไม่ว่าเราจะต่ำต้อย หรือ ชั่วช้าเลวทรามเพียงใดก็ตาม เราสามารถเข้ามาหาพระเยซูได้ พระเยซูเสด็จมาเพื่อมาหาและมาช่วยคนบาปผู้ต่ำต้อยเช่นเรา

4.# ในวันที่พระเยซูประสูติ ทูตสวรรค์ผู้ไม่อาจรู้อนาคต ก็ยังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขารู้เพียงพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุดทรงโปรดพระมหากรุณาธิคุณต่อมนุษย์ผู้เป็นเพียงแต่ผงคลี
พวกเขารู้เพียงเท่านี้ ก็มากเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาโห่ร้องสรรเสริญพระเจ้า อย่างเปรมปรีดิ์ยิ่ง

4.@ วันนี้ เรารู้มากกว่าเหล่าทูตสวรรค์ในวันนั้นเสียเอง เรารู้ว่าพระเยซูเสด็จมาเพื่อตายอย่างทุกข์ทรมานเพื่อรับโทษแทนความผิดบาปทั้งสิ้นของเรา และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายทำให้เราผู้อยู่ในพระองค์ จะเป็นขึ้นมาเป็นเหมือนพระองค์ในวันสุดท้าย

เรื่องนี้ น่าจะมากเพียงพอที่จะทำให้เราโห่ร้องสรรเสริญพระเจ้าด้วยความเปรมปรีดิ์อย่างที่สุด
และมากพอที่จะทำให้เราตัดสินใจไม่ใช้ชีวิตอยู่เพื่อตนเองอีกต่อไป แต่อยู่เพื่อพระเองค์ผู้ทรงวายพระชนม์และทรงเป็นขึ้นมาเพื่อเราทั้งหลาย

5.# สิเมโอน ชายชราผู้รอคอยพระคริสต์มาเป็นเวลานาน เขาได้สรรเสริญพระเจ้าเมื่อเขาได้พบพระกุมารเยซู สิ่งที่เขารอคอยมานานบัดนี้เขาได้สมหวังแล้ว พระคริสต์มาบังเกิดแล้ว

5.@ วันนี้ เราได้พบพระคริสต์แล้ว ยิ่งกว่านั้นอีก พระคริสต์ได้เข้ามาสถิตในเราแล้ว
วันนี้ เราชื่นชมยินดีมากเพียงใดที่ได้พบพระองค์และมีพระองค์สถิตในเรา?

ความชื่นชมยินดีนี้ควรจะมีมากล้น ท่วมท้น จนไม่อาจมีความทุกข์ชนิดใดในโลกสามารถมาดับความชื่มยินดีนี้ไปจากเราได้เลย ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของเราบนโลกนี้

6.# ตั้งแต่ยังสาวจนกระทั่งอายุ 84 ปี อันนาเฝ้ารอคอยที่จะพบพระคริสต์ เธอรออยู่ในพระวิหารไม่ออกไปนอกบริเวณพระวิหารเลย
และแล้วการรอคอยของนางก็มาถึงที่สิ้นสุด นางได้พบกับพระกุมารเยซู
เราคงไม่อาจเข้าใจถึงความชื่นชมยินดีของนางว่ามีมากขนาดไหนในวันนั้น

6.@ เรื่องชวนให้คิดถึง วันที่เราได้พบพระคริสต์หน้าต่อหน้า เราจะมีความชื่นชมยินดีมากมายสุกเพียงใดหนอ?

วันนี้เรากำลังรอคอยที่จะได้พบพระเยซูหน้าต่อหน้า ตาต่อตา และเมื่อวันนั้นมาถึงคงเป็นความชื่นชมยินดีอย่างที่สุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเรามากเท่านั้นมาก่อนตลอดชั่วชีวิต

เราจะพระเยซูในท่าทีอย่างไร ด้วยชื่นชมยินดีและภูมิใจที่ได้ทำสิ่งต่างๆแด่พระองค์ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์
หรือ
เราจะพบพระเยซู ด้วยความชื่นชมยินดี แต่ละอายใจต่อการใช้ชีวิตของเราขณะที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้

7.# พระเยซูทรงเติบโตขึ้น ทั้งมีร่างกายแข็งแรง และมีสติปัญญา พระองค์เอาใจใส่ในการศึกษาพระคำของพระเจ้า สังเกตได้จากตอนที่พระองค์อายุ 12 ปี ก็มีความรู้พระคัมภีร์เป็นอย่างดี สามารถถามตอบพวกผู้เชี่ยวชาญในพระคัมภีร์ได้อย่างยอดเยี่ยมจนคนทั้งหลายประหลาดใจ

7.@ พระเยซูทรงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการใหญ่ที่พระบิดามอบหมายให้ทำเมื่อถึงเวลา ทรงเตรียมตัวทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ
พระเยซูเอาใจใส่ในการศึกษาพระคัมภีร์อย่างจริงจังและทุ่มเท
วันนี้ เราเตรียมตัวของเราให้พร้อมสำหรับการใหญ่ที่พระเจ้าจะทรงใช้ให้เราทำในอนาคตแล้วหรือยัง?
เราเตรียมตัวได้โดยการลงมือศึกษาพระคำของพระเจ้าอย่างจริงจัง และลงมือทำตามพระคำของพระเจ้าอย่างจริงใจ

คำคม

“ พระเจ้าเสด็จมาช่วยเราแล้ว ไม่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว จงชื่นชมยินดีอย่างยิ่งเถิด ”

ขุมทรัพย์ ลูกา 1

ภาพรวม

  • นายแพทย์ลูกา แพทย์ประจำตัวของ อ.เปาโล ได้เขียนพระธรรมลูกา ซึ่งการจากการรวบรวมข้อมูลจากที่ต่างๆ มาเรียบเรียงตามลำดับเหตุการณ์ เพื่อให้คนได้รับรู้และเข้าใจเรื่องราวของพระเยซูมากยิ่งขึ้น
  • ในบทนี้พูดถึงการเตรียมการของพระเจ้า เพื่อให้พร้อมสำหรับการมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์บนโลกนี้

# แนวคิด

@ การประยุกต์ใช้

1.#  นายแพทย์ลูกาได้ รวบรวมเรื่องราวของพระเยซูเขียนให้แก่เธ​โอฟีลัส ซึ่งเขาคงไม่รู้ว่าหนังสือเล่มเล็กๆที่เขาเขียนนี้จะส่งผลต่อผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกตลอดประวัติศาสตร์

1.@  สิ่งเล็กๆที่เราทำอย่างสัตย์ซื่อพระเจ้าจะทรงโปรดอวยพระพรให้เกิดผลเป็นพรมากมายเกินกว่าที่เราจะคิดได้

2.# เมื่อทูตสวรรค์บอกถึงสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้ากำลังจะทำแก่เศคาริยาห์เขากล่าวว่า
“ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร”

เมื่อทูตสวรรค์บอกถึงสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้ากำลังจะทำแก่มารีย์เธอกล่าวว่า
“เหตุการณ์​นั้น​จะ​เป็นไป​อย่างไร​ได้”

สองคำถามนี้ ฟังดูเหมือนคล้ายคลึงกัน แต่แตกต่างกันอย่างมาก

เศคาริยาห์ถามด้วยความสงสัย ไม่เชื่อว่าทูตผู้สวรรค์จะพูดจริง
มารีย์ถามด้วยความประหลาดใจ เธอเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริง แต่เธอไม่เข้าใจว่ามันจะเกิดขึ้นในลักษณะอย่างไร ด้วยวิธีใด

2.@ วันนี้เมื่อพระคำของพระเจ้าบอกแก่เรา สัญญาต่อเรา เราเชื่อหรือไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง?

3.# ทูตสวรรค์มาบอกเศคาริยาห์ว่าเขาจะมีความปรีดาและยินดี
แต่น่าเสียดายด้วยความไม่เชื่อของเขาทำให้เขาต้องพบกับความทุกข์เนื่องจากการเป็นใบ้
แล้วต่อมาภายหลังจึงพบความปรีดาและยินดีอย่างยิ่ง

3.@ วันนี้เราสามารถชื่นชมยินดีกับคำสัญญาของพระเจ้าได้ทันทีเมื่อเราเชื่อ

4.#  ​ไม่​มี​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ไม่ได้

4.@ เราเชื่อเช่นนั้นจริงๆหรือไม่?

5.# คนทั้งหลายกล่าวเกี่ยวกับยอห์นผู้ให้บัพติศมา​ว่า “แล้ว​ทารก​นั้น​จะ​เป็น​อะไร​ข้างหน้า” ด้วย​ว่า​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า​อยู่​กับ​เขา​

5.@ ในทำนองเดียวกัน วันนี้พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ประสงค์ที่จะทำมหกิจผ่านชีวิตของเรา

6.# เมื่อยอห์นเติบโตขึ้น และจิตวิญญาณเข้มแข็งขึ้นแล้ว
พระเจ้าก็ทรงนำให้เขาไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
เพื่อเตรียมปรากฏตัวในเวลาที่เหมาะสม

6.@ วันนี้ หากชีวิตของเราดูเหมือนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร อ้างว้าง เปล่าเดี่ยวและเดียวดาย
เราไม่ได้อยู่ลำพังพระองค์อยู่เคียงข้างเรา และพระองค์กำลังเตรียมชีวิตของเรา
เพื่อทำพระราชกิจของพระเจ้า
เมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง

คำคม

“  เราจะได้รับความชื่นชมยินดีในพระสัญญา ก็ต่อเมื่อเราเชื่ออย่างจริงใจ ”