แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก.3:28-30){ การหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ }

“แต่ใครกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงอภัยให้คนนั้นไม่ได้ตลอดไป แต่คนนั้นจะมีโทษของบาปชั่วนิรันดร์” มก. 3:29

แนวคิด :
– พระเยซู พูดถึงบาปอย่างหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก เพราะผู้ที่มีบาปนี้ไม่อาจรับอภัยได้เลย “บาปแห่งการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์”
– บาปทุกอย่างและคำหมิ่นประมาททุกอย่าง จะทรงอภัยให้มนุษย์ได้ ยกเว้น ใครกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงอภัยให้คนนั้นไม่ได้ตลอดไป (29)
– ที่พระเยซู เรียกพวกเขาว่า เขา “หมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธ์” เพราะว่า พวกเขาหาว่าพระเยซูมีผีสิง (30) พวกเขากล่าวหาว่า ฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็น ฤทธิ์ของปีศาจ
– เป็นที่น่าสังเกตคือ เมื่อพระเยซูขับผีออก แล้วคนนั้นก็หายเป็นปกติ พวกธรรมจารย์ซึ่งมีความรู้ในพระคัมภีร์เป็นอย่างดี ก็รู้อยู่แก่ใจว่า นี่คือสิ่งดีที่เกิดขึ้น และเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่านี่เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า
– แต่เขาไม่ใส่ใจความจริงนี้ เพียงแค่อยากจะทำลายความน่าเชื่อถือ(discredit)ของพระเยซู พวกเขาถีงกับยอมโกหก บิดเบือนความจริง ดูถูกพระเจ้าว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ คือฤทธิ์ของปีศาจ (ทั้งที่เขาเองก็รู้อยู่ในใจว่าอะไรเป็นอะไร)
– เขายอมบิดเบือนความจริง ยอมให้เกียรติผี แล้ว ดูถูกพระเจ้า เพียงเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ในสังคม
– ดังนั้น การหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึง
>>> ไม่ใช่เรื่องของการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เข้าใจผิดคิดว่า สิ่งนี้ไม่ได้เป็นมาจากพระเจ้า จึงออกมาต่อต้าน ซึ่งแท้จริงเป็นมาจากพระเจ้า แบบนี้เมื่อรู้ตัวก็กลับใจได้
>>> แต่หมายถึง รู้อยู่แก่ใจ ว่าเป็นมาจากพระเจ้า แต่จงใจบิดเบือน จงใจโกหก ใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นมาจากมาร เพื่อจะดำเนินตามทิฐิมานะของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
[ที่สำคัญคือ พระเจ้า จะเป็นผู้ตัดสินเอง ว่า ใครที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่ รู้จักจิตใจของมนุษย์แต่ละคนเป็นอย่างดี]

การประยุกต์ใช้ :
พระคัมภีร์แนะนำ เช่นนี้
• อย่าเชื่อทุกวิญญาณ
1ยน. 4:1 …ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อทุกๆ วิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆ ว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ …
• แต่ก็อย่าดูถูกไปหมดทุกการสำแดง
1ธส. 5:20 อย่าดูหมิ่นถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ
• จงพิสูจน์ทุกสิ่ง อันไหนจริงก็ยึดไว้ อันไหนไม่ใช่ก็โยนทิ้งไป อย่าเอามาใส่ใจหรือเกี่ยวข้อง
1ธส. 5:21 จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น

วิธีพิสูจน์ ง่ายนิดเดียว
ลก. 6:44 เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้แต่ละต้นได้ ก็ด้วยผลของมัน …
สิ่งที่เป็นมาจากพระวิญญาณ จะมีผลของพระวิญญาณปรากฏ (กท.5:22-23)
สิ่งที่เป็นมาจากพระเจ้า จะส่งผลให้เกิดบุคลิกลักษณะของพระเจ้า
ตอนแรกๆ บางต้นผลปลอมมาอย่างเนียน ดูไม่ออก แต่สักพักไม่นาน เราก็จะสังเกตได้อย่างแน่นอน
อันไหนผลจริง อันไหนผลพลาสติคที่เอากาวมาติดกับต้นไว้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:20){ พระเจ้าร่วมงานกับเขา }

แนวคิด :
• พระเจ้าทรงร่วมงานกับสาวก เพราะพวกเขา ทำตามคำสั่งของพระองค์ (ออกไป,เทศนา,สั่งสอน)
ประยุกต์ใช้ :
• พระเจ้าปรารถนาจะร่วมงานกับเราและสนับสนุนเรา ด้วยการอัศจรรย์ เพียงแต่รอเราลงมือทำตามคำสั่งของพระองค์เท่านั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:19){ พระเยซูตรัสสั่ง }

“หลังจากพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งพวกเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า” มก. 16:19

แนวคิด :
?? เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ทำไมพระเจ้าไม่รับพระเยซูขึ้นไปสวรรค์ทันที? ทำไมต้องรออีกถึง 40 วัน จึงค่อยรับพระเยซูขึ้นไป?
Ø ข้อ19 “หลังจากพระเยซู ตรัสสั่งพวกเขาแล้ว….”
Ø คำตอบ คือ แม้พระองค์ทรงทำภารกิจไถ่บาปและเป็นขึ้นมาจากความตายสำเร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังเหลือภารกิจสุดท้าย ก็คือ “ตรัสสั่งสาวก”
?? สั่งอะไร ? >>> สั่งให้ออกไปทั่วโลกประกาศข่าวแสนประเสริฐ(ข้อ15)
?? แล้วทำไมแค่สั่ง ต้องใช้เวลาถึง 40 วัน? >>> เพราะต้องรอให้เขาเชื่อจริงๆก่อนว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว…หากไม่เชื่อจริงๆเปลี่ยนโลกไม่ได้….หากไม่เชื่อจริงๆไม่อาจมีหมายสำคัญการอัศจรรย์เกิดขึ้นผ่านชีวิตของพวกเขาได้
?? แล้วพระองค์ทำอย่างไรพวกเขาถึงเชื่อเช่นนั้นได้ ? >>> พระองค์ต้องปรากฏกับพวกเขาให้เห็นกับตาพวกเขาถึงเชื่อ เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีคนมาบอกพวกเขาแต่พวกเขาไม่เชื่อ เพราะพวกเขา “ใจดื้อดึง” (ข้อ14)ซึ่งเรื่องนี้พระเยซูไม่พอใจพวกเขามาก(มากกว่าที่พวกเขาทอดทิ้งพระองค์ไปเสียอีก)…พระเยซูอยากให้เขาเชื่อโดยไม่ต้องเห็นด้วยตา

ประยุกต์ใช้ :
Ø วันนี้ เราจะยอมเชื่อจริงๆไหม? ว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วและพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ แม้วันนี้เราไม่ได้เห็นพระองค์ด้วยตาก็ตาม
Ø จนกว่าเราจะเชื่อจริงๆ เราจึงจะสามารถประกาศเรื่องของพระเยซูได้จากใจของเรา (ไม่ใช่ตามที่ท่องจำคนอื่นมา) และเราจะเห็นการอัศจรรย์ในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าของเราได้
Ø พระเยซูใช้เวลา 3 วัน ตั้งแต่ถูกตรึง สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แล้วเป็นขึ้นมาจากความตาย ไถ่บาปมนุษย์ชั่วนิรันดร์ แต่พระองค์ต้องใช้เวลาถึง 40 วัน เพื่อภารกิจหนึ่งคือ ตรัสสั่งสาวก แสดงว่าสิ่งที่พระองค์ ตรัสสั่งนั้น สำคัญมากจริงๆ
Ø วันนี้พระเยซู ตรัสสั่งคำสั่งสำคัญนั้นแก่เราด้วย “จงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:15-16){ ข่าวแสนประเสริฐ }

“ใครเชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ใครไม่เชื่อจะต้องถูกลงโทษ” มก. 16:16

แนวคิด :
– กติกาใหม่(พันธสัญญาใหม่) หลังจากพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายคือ
o ใครเชื่อ และ รับบัพติศมา (หมายถึงกลับใจใหม่ มธ. 3:11 ข้าพเจ้าให้ท่านรับบัพติศมาด้วยน้ำ แสดงว่ากลับใจใหม่ก็จริง … ) ผู้นั้นจะรอดพ้นการพิพากษาจากพระเจ้า เพราะถือว่า เขายอมให้พระเยซูเป็นตัวแทนของเขารับโทษแทนเขาไปแล้ว
o ใครไม่เชื่อ ก็คือ เขาไม่ยอมให้พระเยซูเป็นตัวแทนของเขาในการรับโทษ เขาจะต้องถูกพิพากษาตามการกระทำของตน (วว. 20:13 …แต่ละคนก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตน) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เขาไม่มีทางรอดพ้นการลงโทษจากพระเจ้าได้เลย เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป
– ใครก็ตามได้ยินข่าวที่แสนประเสริฐนี้แล้วเชื่อ แล้วกลับใจใหม่ มาหาพระเยซู เขาก็จะได้รับสิทธิการยกบาปนี้
– ใครก็ตามได้ยินแล้วไม่เชื่อ นั่นคือเขาสละสิทธิพิเศษนี้
– ใครก็ตามที่ไม่ได้ยิน นั่นคือ เขาไม่มีสิทธิรับสิทธิพิเศษนี้เช่นกัน พวกเขาต้องผ่านเข้าสู่มาตรฐานปกติคือการพิพากษาอันเข้มงวดและยุติธรรมของพระเจ้า

ประยุกต์ใช้ :
• เราผู้ได้รับสิทธิพิเศษแห่งข่าวแสนประเสริฐนี้แล้ว อย่าให้เราใจจืดใจดำ ใจไม้ไส้ระกำ ใจแตบเห็นแก่ตัว ด้วยการไม่ยอมลงทุนลงแรงอีกสักนิด ในการพยายามทำให้คนรอบข้างที่เรารัก ที่เรารู้จัก ให้พวกเขาได้มีลุ้นสักนิด ให้เขามีโอกาสเลือกเองว่า จะรับสิทธิพิเศษแห่งข่าวแสนประเสริฐนี้หรือไม่
“จงประกาศข่าวประเสริฐนี้แก่มนุษย์ทุกคน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:17-18){ หมายสำคัญ }

“มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะเกิดขึ้นที่นั้น คือพวกเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา พวกเขาจะพูดภาษาแปลกๆ” มก. 16:17

แนวคิด :
• หมายสำคัญจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนเชื่อ เชื่ออะไร?….เชื่อในข่าวประเสริฐ(มก.16:15)
• หมายสำคัญได้แก่ ขับผีออก ,พูดภาษาแปลกๆ , รอดพ้นภยันอันตรายต่างๆ (เหมือน อสย. 43:2 เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า และเมื่อข้ามแม่น้ำ มันจะไม่ท่วมเจ้า เมื่อเจ้าเดินผ่านไฟ เจ้าจะไม่ถูกไหม้ และเปลวเพลิงจะไม่เผาเจ้า )
• หมายสำคัญเหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกับ(เคียงข้างไปกับ) คนที่มีความเชื่อ
• ถ้าดูตามบริบทน่าจะหมายถึง เมื่อพวกเขาออกไปประกาศ(ข้อ15) พระเจ้าจะสถิตอยู่ด้วยและคุ้มครองพวกเขา

ประยุกต์ใช้ :
• หมายสำคัญ เกิดเคียงคู่ไปกับ คนที่มีความเชื่อ ที่ประกาศข่าวประเสริฐออกไป
• วันนี้ เราหมายสำคัญพร้อมแล้วที่จะเกิดกับชีวิตของเรา “จงมีความเชื่อและประกาศข่าวประเสริฐเถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:9-11){ มารีย์ ชาวมักดาลา }

“หลังจากพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาในวันเวลารุ่งเช้าวันอาทิตย์ พระองค์ทรงปรากฏแก่มารีย์ชาวมักดาลาก่อน คือมารีย์คนที่พระองค์ทรงขับผีออกเจ็ดตน” มก. 16:9

แนวคิด :
• เมื่อพระเยซู เป็นขึ้นมาจากความตาย คนแรกที่พระองค์สำแดงตัวก็คือ มารีย์ ชาวมักดาลา
• คุณสมบัติที่ทำให้ เธอเป็นคนแรกที่พระเยซู สำแดงตัวให้พบ คือ
1. เป็นหญิงชั่ว…หญิงที่เคยทำชั่ว (อันนี้พวกเราถนัด)
2. พระเยซูเคยช่วยนาง (อันนี้พวกเราถ้าจะเคยประสบ)
3. นางซาบซึ้งพระคุณของพระเยซูมาก จึงรักพระเยซูมาก (อันนี้พวกเราคงต้องเลียนแบบนาง)

ประยุกต์ใช้ :
• วันนี้ เราซาบซึ้งในความรักของพระเยซูที่มอบแก่เรามากเพียงใด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:14){ ใจดื้อดึง }

“หลังจากนั้นพระองค์ทรงปรากฏกับสาวกสิบเอ็ดคน ขณะพวกเขากำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ พระองค์ทรงตำหนิพวกเขาในเรื่องความสงสัยและใจดื้อดึง เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อคนที่ได้เห็นพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว” มก. 16:14

แนวคิด :
– เมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วมาปรากฏแก่สาวก แทนที่จะเป็นเรื่องชื่นชมยินดีล้วนๆ กลับต้องมาตำหนิพวกเขาจนได้ เพราะพวกเขาทำผิดพลาดเรื่องสำคัญ
Ø พระเยซู ไม่ตำหนิสาวกที่ทิ้งพระองค์ไปหมดยามวิกฤต
Ø พระเยซูไม่ตำหนิเปโตรที่ปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง
Ø พระเยซูไม่ตำหนิสาวกที่ไม่ยอมแม้แต่ยอมมาอยู่ใกล้ๆยามที่พระองค์ถูกตรึง
Ø พระเยซูไม่ตำหนิสาวกที่ไม่เอาผ้าไปพันพระศพของพระเยซู
Ø พระเยซูไม่ตำหนิที่สาวกไม่ยอมไปที่อุโมงค์แต่เช้าเหมือนพวกผู้หญิง
– แต่พระองค์ตำหนิ สาวก เรื่องความผิดพลาดที่สำคัญและยิ่งกว่า คือ
“พวกเขาไม่เชื่อคนที่ได้เห็นพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว”
– พระองค์ถึงขนาดตำหนิเขาว่า “ใจดื้อดึง”

ประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราเองก็ไม่ได้เห็นพระเยซูกับตา แต่มีคนมาบอกเราผ่านทางพระคริสตธรรมคัมภีร์ ถึงเรื่องของพระเยซู
– วันนี้ อย่าให้เรามีความสงสัยและมีใจดื้อดึง เหมือนกับสาวกในวันนั้น เพราะสิ่งนั้นทำให้พระเยซู ไม่ทรงพอพระทัย
– แม้นวันนี้ เรายังไม่เห็นพระเยซู แต่เรายังจะเชื่อวางใจในพระองค์ และโดยความเชื่อวางใจนี้เองเราจะเห็นการช่วยกู้ของพระองค์ในชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:33-41){ สิ้นพระชนม์ }

“แล้วพระเยซูทรงร้องเสียงดังแล้วก็สิ้นพระชนม์” มก. 15:37

– แนวคิด >>> ประยุกต์ใช้ :
– มก. 15:33 เมื่อถึงเวลาเที่ยงก็เกิดมืดมัวทั่วแผ่นดินจนถึงบ่ายสามโมง

การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ส่งผลต่อสรรพสิ่งทั้งมวล
ความมืดมัวนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาติ ไม่น่าจะเป็นสุริยคราสเพราะสุริยคราสจะไม่เกิดในช่วงดวงจันทร์เต็มดวงอย่างในช่วงเทศกาลปัสกา
>>> พระองค์ผู้เป็นความสว่างของโลก…ต้องสิ้นพระชนม์ท่ามกลางความมืดมิด..เพราะพระองค์ทรงรักเรา
– มก. 15:34 พอถึงบ่ายสามโมง พระเยซูก็ทรงร้องเสียงดังว่า“เอโลอี เอโลอี ลามา สะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?”
ขณะนั้นพระเยซูเต็มไปด้วยความบาปความชั่วช้าน่าขยะแขยงบนพระองค์(ไม่ใช่ความชั่วช้าของพระองค์แต่เป็นของฉัน) จนพระบิดาผู้ไม่เคยห่างจากพระบุตรเลย ต้องเมินพระพักตร์ไปจากพระบุตร เพราะไม่อาจทนดูความน่าขยะแขยงอย่างที่สุดบนพระเยซูได้
>>> เปรียบเหมือน กับพ่อผู้ที่ต้องเป็นสับสวิทเปิดไฟฟ้าของเครื่องประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า พ่อหันหน้าหนีด้วยน้ำตา แล้วสับสวิทขึ้นเพื่อประหารชีวิตบุตรชายคนเดียวของตน ผู้ชั่วช้าผู้สมควรตาย(เพราะบาปของฉัน)
– มก. 15:37 แล้วพระเยซูทรงร้องเสียงดังแล้วก็สิ้นพระชนม์
พระองค์ร้องว่า “สำเร็จแล้ว” (ยน.19:30) แปลตรงตัวตามภาษาเดิมว่า “จ่ายชำระหนี้หมดแล้ว”
>>> พระเยซูจ่ายชำระหนี้บาปของฉันหมดแล้ว ฉันไม่ต้องเป็นทาสบาปอีกต่อไป ฉันเป็นไทแล้ว ฉันรอดพ้นการพิพากษาลงโทษแล้วเพราะพระเยซูรับโทษแทนฉันอย่างสมบูรณ์แล้ว…ขอบคุณพระเยซู
– มก. 15:38 ม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อน ตั้งแต่บนตลอดล่าง
ม่านที่กั้นห้องอภิสุทธิสถานกับห้องวิสุทธิสถานได้ขาดออก ไม่มีอะไรข้างกั้นเราไม่ให้เข้าหาพระเจ้าอีกต่อไป ขาดจากบนลงล่าง แสดงถึงเป็นการกระทำของพระเจ้า มาให้แก่มนุษย์
>>> วันนี้โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เราได้รับการชำระพ้นบาปแล้ว และเราสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้แล้ว โดยปราศจากความกลัวว่า เราไม่ดีพอ เดี๋ยวพระเจ้าจะลงโทษเรา
“พระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อให้เราเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ จงเข้ามาเฝ้าพระเจ้า ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เถิด เพราะว่าราคาที่จ่ายเพื่อให้ได้มานั้นแพงเหลือเกิน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:42-47){ โยเซฟชาวอาริมาเธีย }

“แล้วโยเซฟก็ไปซื้อผ้าป่าน และอัญเชิญพระศพลงมา เอาผ้าป่านพันหุ้มไว้ แล้วอัญเชิญพระศพไปวางไว้ในอุโมงค์ซึ่งสกัดจากศิลา แล้วกลิ้งก้อนหินปิดปากอุโมงค์ไว้” มก. 15:46

แนวคิด :
• โยเซฟจากอาริมาเธีย ซึ่งเป็นสมาชิกสภา และเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย และเป็นเศรษฐี(มธ. 27:57) อีกทั้งยังเป็นคนที่กำลังคอยท่าแผ่นดินของพระเจ้า
• พระเจ้าจัดเตรียมชายผู้นี้เพื่อให้แผนการของพระเจ้า ปรากฏชัดต่อโลก
• เพราะคุณสมบัติข้างต้น(รวยและมีอิทธิพล) เมื่อเขาไปขอพระศพของพระเยซูจากปีลาต ปีลาตจึงยอมมอบให้
• เขาและนิโคเดมัส นำผ้าไปพันพระศพ(เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาจึงเหลือผ้าให้เห็น)
• เขาและนิโคเดมัส นำพระศพไปไว้ในอุโมงค์ใหม่ (หากเอาพระศพไปเก็บในอุโมงค์ที่มีศพคนอื่นด้ย ก็ไม่เด่นชัดว่าศพที่หายไปเป็นพระศพพระเยซูจริงๆ)
• เพราะเขาขอพระศพมา พวกมหาปุโรหิตจึงขอให้ปีลาต เอาหินก้อนใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้ แล้วให้ทหารยามเฝ้าอย่างเข้มงวด (เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาทำให้รู้แน่ว่าไม่ใช่สาวกมาขโมยพระศพ)
• เพราะเขาขอพระศพมา พวกผู้หญิงจึงมีสิทธิตามไปอย่างใกล้ชิด จนรู้แน่ว่าเขาฝังพระศพอยู่ที่ไหน (เตรียมไว้สำหรับ ให้พวกเธอมาทราบเรื่องการเป็นขึ้นมาเป็นกลุ่มแรก)

• เรื่องนี้น่าสนใจมากด้วย
มก.14:43 เขาไปหาปีลาตด้วยความกล้าหาญเพื่อขอพระศพของพระเยซู
ยน. 19:38 …โยเซฟจากอาริมาเธียซึ่งเป็นสาวกลับๆ ของพระเยซูเนื่องจากกลัวพวกยิว…
• เมื่อก่อนเขาขลาดกลัว กลัวพวกยิว แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พระเจ้าทำให้เขากล้าหาญเพื่อให้แผนการของพระองค์สำเร็จ
• การไปขอพระศพของพระเยซูอันตรายมาก มีโอกาสถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกับพระเยซู ขนาดพระเยซู ปีลาตตัดสินว่าไม่มีความผิด ยังถูกตรึงตายอย่างทรมาน เขาจึงมีสิทธิพวกยิวป้ายสีและถูกตรึงตายอีกคนด้วยเช่นกัน

ประยุกต์ใช้ :
• พระเจ้ามีแผนการสำหรับชีวิตของแต่ะคน เหตุที่โยเซฟชาวอาริมาเธีย ได้รับสิ่งต่างๆ เพราะพระเจ้ามีแผนการสำหรับชีวิตของเขา (เป็นสมาชิกสภา , เป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย และเป็นเศรษฐี)
• สิ่งต่างๆที่เรามีอยู่ในวันนี้ เพราะว่าพระเจ้าแผนการสำหรับชีวิตของเรา จึงทำให้เราเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
• เมื่อเวลาของพระเจ้ามาถึง โยเซฟชาวอาริมาเธีย ได้ใช้สิ่งที่เขามี แล้วจึงเกิดผลดีเป็นที่กล่าวขานของคนหลายพันล้านคนตลอดประวัติศาสตร์ วันนี้หากเราใช้สิ่งที่เรามีเพื่อกระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า สิ่งนั้นก็จะเป็นพระพรสำหรับผู้คนมากมายในเวลาต่อได้เช่นกัน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:24){ ตรึงกางเขน }

“ แล้วพวกเขาก็ตรึงพระองค์ที่กางเขน…” มก. 15:24

แนวคิด :
– แล้วพวกเขาก็จับพระองค์ขึงพืดบนท่อนไม้สองท่อน ยึดแขนขาไว้ด้วยตะปู 3 ตัว
– การตรึงกางเขน วิธีประหารชีวิตสุดหฤโหด ใช้ตะปู ตอกทะลุข้อมือเข้าไปยึดกับไม้ ข้างละตัว และใช้ตะปูอีก 1 ตัวตอกทะลุฝ่าเท้าทั้งสองเพื่อยึดกับไม้
– จากนั้นก็ แขวนนักโทษให้ห้อยต่องแต่งด้วยตะปู 2 ตัวที่ยึดข้อมือนั้น กระดูกที่ถูกห้อยด้วยตะปูแล้วมีแรงดึงด้วยความแรงเท่าน้ำตัวตลอดเวลา มันเจ็บเข้ากระดูกดำ แทบจะตลอดเวลาเลยละ
– แต่ความเหี้ยมโหดที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่กล่าวมาข้างต้น แต่อยู่ที่จะกล่าวต่อไปนี้
– เมื่อคนเราถูกกางเขนแล้วห้อยเอาไว้ จะหายใจเข้าไม่ได้(ทำได้น้อยมาก) วิธีที่จะหายใจ คือ ต้องยกตัวที่ห้อยนั้นขึ้น
– คนที่ถูกตรึงกางเขน เวลาจะหายใจต้องใช้กระดูกบริเวณข้อมือที่ถูกยึดด้วยตะปูนั้น ดึงตัวขึ้นมา โอ้ว….กระดูกแขวนบนตะปูก็เจ็บปวดขนาดไหนก็ไม่รู้แล้ว แล้วต้องเอากระดูกนั้นดึงทั้งตัวให้ยกขึ้น ความเจ็บปวดคงมากเหมือนร่างกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
– แต่ไม่เพียงแค่นั้น ขณะที่กำลังยกตัวขึ้นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เพื่อหายใจสักเฮือกหนึ่งนั้น ตะปูที่ยึดข้อเท้าทั้งสองข้าไว้ ก็เริ่มสำแดงความเหี้ยมโหดของมัน มันจะยึดร่างไว้ไม่ให้ถูกยกขึ้น วินาทีนั้นเอง ร่างกายคงเหมือนกำลังจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
– นักโทษบนกางเขนจะเจ็บปวดสุดแสนทรมานจนอยากจะตาย แต่ก็ยังไม่ตาย ความตายจะหนีห่างจากพวกเขาไป(คล้ายกับภาพใน วว. 9:6)
– แล้วการหายใจ 1 เฮือกก็จบลง ความเจ็บปวดสุดแสนจะบรรยายก็ลดระดับลง เหลือแค่เจ็บปวดแสนสาหัส…รอสำหรับการหายใจครั้งต่อไป
– พระเยซูของฉัน อยู่บนนั้น….พระองค์ยินดี เต็มใจ ยอมอยู่บนนั้นเพื่อฉัน….เพราะอยู่บนนั้นเพื่อฉัน ไม่ใช่ 3 นาที แต่ 6 ชั่วโมงเพื่อให้การถวายเครื่องบูชาไถ่บาปของฉันครบถ้วนอย่างสมบูรณ์
– การถวายเครื่องบูชา จะทำกัน 3 เวลา 9:00 , 12:00 , 15:00 น. พระเยซูของฉัน อยู่บนนั้นเพื่อฉัน ตั้งแต่ 9โมงเช้า ถึง บ่าย3 โมง

การประยุกต์ใช้ :
– ไม่ว่าฉันจะทำชั่วมามากขนาดไหนก็ตาม เมื่อคิดถึงว่า ถ้าฉันต้องรับโทษทรมานอย่างเหี้ยมโหดขนาดนั้น ก็น่าจะพูดได้ว่า “มันรับโทษของมันอย่างเต็มที่ละ อโหสิให้มันเถอะ”
– แต่นี่ พระเยซูพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด องค์บริสุทธิ์ จอมเจ้านายเหนือกษัตริย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงมารับโทษทรมานอย่างเหี้ยมโหดนี้ แทนฉันแล้ว ดังนั้น การรับโทษครั้งนี้มากเกินพออย่างเหลือเฟือที่ไถ่โทษบาปของฉันได้อย่างแน่นอน
– ใครที่คิดว่า “บาปยังล้างไม่หมด” แสดงว่า ไม่เข้าใจจริงๆว่า พระเยซูโดนขนาดไหน เพื่อรับโทษแทนความบาปของเขา
– ตัวแทนของฉัน(พระเยซู) ได้รับโทษแทนฉัน อย่างสาสมกับความผิดของฉันถึงขนาดนี้แล้ว ใครหน้าไหนจะบังอาจกล้ามาเอาผิดหรือกล่าวโทษฉันอีกได้…ฉันพ้นโทษบาปแล้ว….บาปของฉันได้รับการอภัยแล้ว….สรรเสริญพระเยซูที่รัก

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:24-32){ บนกางเขน }

“ขอเชิญพระคริสต์กษัตริย์แห่งอิสราเอลลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้เถอะ พวกเราจะได้เห็นและเชื่อ” และสองคนนั้นที่ถูกตรึงพร้อมกับพระองค์ก็กล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์ มก. 15:32

– แนวคิด >>> ประยุกต์ใช้ :
– ทหารเอาเสื้อชั้นนอกของพระเยซู ฉีกแบ่งเป็น 4 ส่วน เอาไปคนละส่วน (ยน.19:23) แต่เสื้อชั้นในนั้นเอาจับฉลากกันดูว่าใครจะได้ไป(มก.15:24)
>>> วันที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ พระองค์ไม่มีเงินเหลือติดตัวสักบาทเดียว สมบัติชิ้นสุดท้ายก็คือ เสื้อชั้นนอกและชั้นใน ที่ใส่คลุมกาย ถึงกระนั้นก็ยังถูกรุมทึ้งเอาไปจนหมด
>>> พระเยซูผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่งในกัลปจักรวาล สละทั้งหมดที่พระองค์ครอบครอง จนวินาทีนั้นไม่เหลืออะไรเลย เพื่อเรา….หากใครในโลกนี้คิดว่า “ฉันได้เสียสละมากมายเพื่อพระองค์” …. คนนั้นช่างไม่รู้อะไรเสียเลย การสละทรัพย์สินเล็กๆน้อยๆของขอทาน จะเทียบอะไรได้กับ การสละราชสมบัติทั้งสิ้นของจอมราชาเหนือราชาทั้งมวลเพื่อขอทานคนนั้น

– มก. 15:26 มีคำจารึกข้อหาที่ลงโทษพระองค์ไว้ว่า “กษัตริย์ของพวกยิว”
ข้อหาที่ต้องตายอย่างทรมานนี้ ไม่ใช่เพราะอ้างตัวเป็นกษัตย์ แต่เพราะดันมาแป็นกษัตริย์ของพวกยิว จึงตายซะ
>>> เหตุที่พระองค์สมควรตายบนนั้น เพราะ อยู่ดีไม่ว่าดี อยากมาเป็น “กษัตริย์ของฉัน” จึงต้องตายอย่างทรมานเช่นนั้น ถ้าเพียงแต่พระองค์ไม่ต้องการเป็นพระเจ้าของฉันและต้องการให้ฉันเป็นประชากรของพระองค์ พระองค์ก็ไม่ต้องสละสิ่งศักดิ์ศรีและเกียรติของพระองค์ และไม่ต้องมาตายอย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้
>>> แต่พระองค์กลับยินดีเต็มใจจ่ายราคานี้ เพื่อฉันผู้ชั่วช้าจะได้มาเป็นประชากรของพระองค์

– มก. 15:27 และพวกเขาเอาโจรสองคนมาตรึงพร้อมกับพระองค์ …
พระองค์ถูกนับรวมเข้ากับโจรชั่วช้า…ทั้งที่พระองค์ไม่เคยโกงใคร พระองค์ไม่เคยขโมยของใคร พระองค์ไม่เคยตั้งตัวเป็นกบฏ….พระองค์ เพียงแต่ยกโทษให้กับหญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณี , เพียงแต่ช่วยคนที่ถูกผีโสโครกทรมานมาเป็นเวลานาน , เพียงแต่ไม่รังเกียจแต่ช่วยชายโรคเรื้อนที่สังคมรังเกียจ , และอื่นๆทำนองนี้ แต่พระองค์กลับถูกนับว่าเป็นพวกคนชั่วช้า
>>> หากพระองค์จะเป็นตัวแทนของเรา รับโทษแทนความผิดของเราผู้ชั่วช้า พระองค์จำเป็นต้องอยู่ในที่ที่เดียวกับเรา คือถูกนับว่าเป็นคนชั่วช้า(ทั้งที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์)
>>> พระเยซู ทรงรับคำนี้แทนเราแล้ว “ไอ้คนชั่ว” ดังนั้น อย่ายอมให้ใคร(รวมทั้งตัวเราเอง) กล่าวโทษเราได้อีกต่อไป

– มก. 15:29 คนทั้งหลายที่เดินผ่านไปมานั้นก็พูดหมิ่นประมาทพระองค์ สั่นศีรษะเยาะเย้ย…
“เฮ้ย!!! ไอ้…….. แน่จริงมึ…ลงมาสิวะ ไหนว่าแน่วะ”
“เฮ้ย!!! มึ…น่ะ ไหนบอกจะสร้างวิหารใหม่ใน 3 วันวะ มึ…ช่วยตัวเองลงมาจากกางเขนก่อนเถอะ”
“เฮ้อ!!! ดูมันสิ น่าสมเพชวะ มันบอก มันช่วยคนอื่นให้รอดได้ แต่มันไม่มีปัญญาช่วยตัวเองว่ะ”
“โถ่เอ้ย!!! น่าทุเรศจริงๆ ไอ้พระคริสต์กษัตริย์ของอิสราเอล เร็วลงมาจากกางเขนเร็วๆ พวกตูจะได้เชื่อ เร้วพวกตูอยากเชื่อแล้วเนี่ยตอนนี้”
>>> เหตุผลเดียวที่ พระเยซูคริสต์ จอมราชาเหนือราชาทั้งมวล พระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด แม้แต่เหล่าทูตสวรรค์ผู้มีฤทธิ์ทั้งสิ้นยังต้องก้มกราบนมัสการพระองค์ ทรงยอมทนรับคำเยาะเย้ยถางถาง ดูถูกดูหมิ่น ยิ่งกว่าเศษสวะเช่นนี้ ก็เพราะว่า “พระองค์รักฉัน”

>>> พระเยซูเต็มใจรับความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส…เพราะพระองค์รักฉัน
>>> พระเยซูเต็มใจสละทั้งหมดที่พระองค์มีอยู่…เพราะพระองค์รักฉัน
>>> พระเยซูเต็มใจถูกนับเข้าเป็นพวกคนชั่วช้า…เพราะพระองค์รักฉัน
>>> พระเยซูเต็มใจรับเยาะเย้ยและดูหมิ่นเหยียดหยาม…เพราะพระองค์รักฉัน
“แม้ฉันจะถวายหมดทั้งชีวิตนี้แด่พระองค์ ก็น้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อฉัน พระองค์สมควรได้รับมากกว่านั้นอีก ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:22){ กลโกธา }

“พวกเขาพาพระองค์มาถึงที่แห่งหนึ่งชื่อกลโกธา (แปลว่ากะโหลกศีรษะ)” มก. 15:22

แนวคิด :
– ผู้นำในอดีตหลายคน เลือกที่ตายได้ แม้แต่ฮิตเล่อร์ยังเลือกที่ฆ่าตัวตายได้ แต่พระเยซูไม่มีสิทธิเลือก(ถึงกระนั้นก็อยู่ในแผนการของพระเจ้าที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก) พระเยซูในฐานะนักโทษประหารแสนไร้ค่า เขาจะพาไปตายที่ไหนก็สุดแล้วแต่เขา
– เขาพาพระองค์ มาตายที่ นอกเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งแน่นอนพวกคนยิวไม่ยอมให้ มีการตรึงกางเขนในเมืองแน่ เพราะช่างเป็นภาพที่น่าทุเรศ และสิ่งมลทินยิ่งนัก ยิวถือว่าการถูกตรึงกางเขนเป็นสิ่งน่ารังเกียจมาก
“… เพราะผู้ที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้ก็ถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า…” ฉธบ. 21:23
เอาไอ้คนถูกพระเจ้าสาปคนนี้ ไปตายไกลๆ ที่นอกเมืองไป๊!!
– กลโกธา เรียกอีกชื่อว่า เนินเขากระโหลกศรีษะ อยู่นอกกรุงเยรูซาเล็ม เป็นที่ใช้สำหรับประหารนักโทษอุกฉกรรจ์ด้วยการตรึงตายบนไม้กางเขน
ที่ใช้สถานที่นี้เพราะ เป็นเนินสูงขึ้นมา ทำให้คนเดินผ่านไปมาได้เห็นได้ชัด เพื่อจะได้ประจานนักโทษสุดเลวพวกนั้น มันจะได้ทั้งเจ็บทั้งอาย

การประยุกต์ใช้ :
“เพราะบาปของข้าพระผู้ช่วยเดินสู่ไม้กางเขน”
https://www.youtube.com/watch?v=NLQ_LK0WIDI

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:23){ เหล้าองุ่นผสมมดยอบ }

“ แล้วพวกเขาเอาเหล้าองุ่นผสมกับมดยอบให้พระองค์เสวย แต่พระองค์ไม่ทรงรับ” มก. 15:23

แนวคิด :
– การประหารชีวิตโดยการตรึงกางเขน เป็นการฆ่าที่เหี้ยมโหดที่สุด เพราะนักโทษจะทรมานทุกวินาทีเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่จะไม่ตาย ตายอย่างช้าๆ นักโทษบนกางเขนจะร้องโหยหาความตายแต่ความตายช่างมาถึงพวกเขาอย่างเชื่องช้าเนิ่นนานเหลือเกิน
– ในความอำมหิตของทหารโรม ก็ยังมีเศษความเมตตาหลงเหลืออยู่บ้าง พวกเขาจะเอาเหล้าองุ่นผสมกับมดยอบ มาให้นักโทษดื่ม เพื่อให้เกิดอาการมึนงง และบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้าง
– แต่พระเยซูของผม ไม่รับยาบรรเทาปวดนั้น เพราะยินดีเต็มใจจ่ายราคาค่าบาปชั่วของผม เต็มราคา ไม่ต้องลดราคาเลย แม้แต่นิดเดียว เพื่อจ่ายให้สาสมกับความบาปชั่วของผม

การประยุกต์ใช้ :
ขอบคุณพระเยซูที่รัก ที่เต็มใจจ่ายราคาแสนแพง เพื่อหนี้บาปของผม โดยไม่ลดราคาเลยแม้แต่เพียงนิดเดียว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 1:23-26){ ไล่โลด }

พระเยซูจึงตรัสห้ามมันว่า “จงนิ่งเสีย ออกมาจากเขาซิ” มก. 1:25

แนวคิด :
– ผีโสโครกมันร้องว่า “…ท่านคือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า” ก็น่าจะดีนะคนจะได้รู้ว่า แม้แต่ผียังยอมรับพระเยซูเลย
– แต่ปรากฏว่า พระเยซูกลับ ห้ามให้มันนิ่งเสีย แล้วขับผีออกจาก ชายคนนั้นเสีย
? เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่า พระองค์ไม่ต้องการให้ผีโสโครกมีส่วนใดๆในพระราชกิจของพระองค์

การประยุกต์ใช้ :
– ในชีวิตของเรา บ่อยครั้งมีความคิดหรือเสียงที่เข้ามาในความคิด ซึ่งเรารู้แน่ว่าไม่ด้าจากพระเจ้า อย่าให้เรายอมให้มันพูดต่อในความคิดของเรา เราเป็นวิหารของพระเจ้า พระเจ้ากำลังสร้างชีวิตของเราให้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์
– เรายอมไม่ได้ที่จะให้ความคิดจากวิญญาณชั่วใดๆ มีส่วนในความคิดของเรา
– สั่งมัน “จงเงียบ…ในพระนามพระเยซู” แล้วไล่มันออกไป “จงออกไปจากความคิดของฉัน ในพระนามพระเยซู”
“อย่ายอมให้วิญญาณชั่วใดๆ มีส่วนในความคิดของเรา”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:21){ ซีโมนชาวไซรีน }

“ มีคนหนึ่งชื่อซีโมนชาวไซรีน เป็นบิดาของอเล็กซานเดอร์และรูฟัส เดินทางจากบ้านนอกมาตามเส้นทางนั้น พวกเขาจึงเกณฑ์ซีโมนให้แบกกางเขนของพระองค์” มก. 15:21

แนวคิด :
– ซีโมน ชาวไซรีน ชายบ้านนอกผู้มาจากตอนเหนือของแอฟริกา กลับกลายเป็นชายที่มีคนรู้จักหลายพันล้านคนทั่วโลก ตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา
– เขาทำอะไรหรือ? เขาเป็นคนมีความสามารถมากมายเพียงใดหนอ? ถึงมีคนรู้จักชื่อของเขา มากมายไม่แพ้กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรกรีก
– เปล่าเลย เขาไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย เพียงแต่พระเจ้าทรงนำให้เขาอยู่ที่ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม ก็เท่านั้นเอง
– ชื่อของเขาถูกบันทึก ในพระธรรม มัทธิว มาระโก และลูกา เพื่อบรรยายให้เห็นว่า พระเยซู ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ในวันนั้น พระองค์ถูกซ้อม ถูกเฆี่ยน ถูกทุบ ถูกตี เสียเลือดมาก จนไม่มีเรี่ยวแรงเหลือ ไม่มีแรงแม้กระทั่งจะแบกกางเขนของตนไปยังโกละโกธา
“พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ยอมสิ้นพระชนม์อย่างคนอ่อนแอ เพราะพระองค์ทรงรักเรา”

การประยุกต์ใช้ :
– ผลแห่งการรับใช้พระเจ้า จะออกมามีผลกระทบต่อคนมากเพียงใด แท้จริงไม่ขึ้นกับความสามารถหรือความตะเกียกตะกายของเรา แต่ขึ้นกับเพียงพระเมตตาของพระเจ้าเท่านั้น พระองค์เมตตาจะใช้ใคร พระองค์ก็จะใช้ผู้นั้น
– และเมื่อพระเจ้าใช้เรา เราจะอยู่ในที่ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม และโดยการกระทำที่ธรรมดาๆของเรา เพียงครั้งเดียว ก็สามารถเกิดผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินโลกนี้ได้
– และ “ขอบคุณพระเยซูที่รัก ผู้ทรงยอมทนทุกข์ทรมานเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เพื่อให้ผมพ้นโทษ รอดพ้นบาป”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:14-15){ ไม่ยุติธรรม }

“ ปีลาตต้องการจะเอาใจฝูงชนจึงปล่อยบารับบัสให้แก่พวกเขา และเมื่อให้โบยตีพระเยซูแล้ว จึงมอบให้พวกเขาเอาไปตรึงที่กางเขน” มก. 15:15

แนวคิด :
– หลังจากปีลาต สอบสวนพระเยซูแล้ว จึงพบว่าพระเยซูไม่มีความผิดใดๆ
– แต่ประชาชนกลับต้องการให้ ประหารชีวิตพระเยซู โดยตรึงที่กางเขน
– มก. 15:14 ปีลาตจึงถามว่า “ตรึงทำไม? เขาทำผิดอะไร?” แต่ประชาชนยิ่งตะโกนว่า “ตรึงเขาที่กางเขน”
– ปีลาตจึงสั่งให้โบยตีพระเยซู ผู้ที่รับการสอบสวนแล้วว่าบริสุทธิ์ ไม่มีความผิด จากนั้น ก็ให้เอาพระเยซูผู้บริสุทธิ์ไปประหารชีวิต
– ช่างเป็นการตัดสินที่ ไม่เป็นธรรมที่สุดในโลก “ผู้พิพากษาตัดสินแล้วว่า ชายคนนี้ไม่มีความผิด ดังนั้น เอามันไปประหาร”

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ หากเรากำลังได้รับความไม่ยุติธรรม พึงรู้เถอะว่า พระเยซูเข้าใจเรา พระองค์เคยรับความไม่ยุติธรรมมาแล้วเช่นเดียวกัน สรรเสริญพระเจ้า เรามีพระเจ้าทรงทรงเข้าใจเราอย่างลึกซึ้ง
– ขอบคุณพระเยซู ผู้ทรงทนรับความไม่ยุติธรรม เพื่อพระเจ้าจะสามารถประทานความชอบธรรมให้แก่เราได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก.24:25){ ชื่นชม หรือ ตำหนิ }

พระองค์ตรัสแก่สองคนนั้นว่า “โอคนเขลา และมีใจเฉื่อยในการเชื่อบรรดาคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้นั้น” ลก.24:25

แนวคิด :
– พระเยซูตำหนิสาวกสองคนที่วิ่งไปดูที่อุโมงค์ เมื่อทราบข่าวว่า ไม่มีพระศพในอุโมงค์
– พระเยซูตำหนิเพราะ เขาไม่ฉลาด และ มีใจเฉื่อย
– ไม่ฉลาด อะไร? >>> ไม่ฉลาดที่ไม่ระลึกถึงพระคำของพระเจ้าที่เคยกล่าวไว้
– ใจเฉื่อย อะไร? >>> ใจเฉื่อยในการเชื่อ ไม่ยอมเชื่อถ้อยคำจากพระคำของพระเจ้าสักที

การประยุกต์ใช้ :
– สองคนที่อุตส่าห์ ออกแรงวิ่งไปดู … พระเยซูไม่ชมพวกเขา แต่กลับตำหนิ เพราะ พวกเขาไม่ฉลาดและมีใจเฉื่อย…. นั่นคือ ต่อให้ทุ่มเทมากมายสักเพียงใดก็ตามในการทำงานรับใช้ แต่ถ้าไม่ใส่ใจถ้อยคำของพระเจ้าและไม่ยอมเชื่อถ้อยคำของพระเจ้า…. ก็จะไม่ได้รับคำชมเชยจากพระเยซู แต่จะพบกับการตำหนิ
– นั่นคือ สำหรับพระเยซู การใส่ใจถ้อยคำของพระเจ้าและการเชื่อถ้อยคำของพระเจ้ามีค่ามากกว่าการทุ่มเทรับใช้ใดๆ
– วันนี้ เราใส่ใจและกล้าเชื่อใจในพระคำของพระเจ้ามากเพียงใด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (1คร. 10:1-13){ ระวังล้ม }

“เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง” 1คร. 10:12

แนวคิด :
– อ.เปาโล เตือนคริสเตียนชาวโครินธ์ ให้ระลึกว่า ถึงแม้ว่าคนอิสราเอลสมัยโมเสส จะพบอัศจรรย์มากมาย แต่ในที่สุดเขาก็ยังหลงไปได้(ข้อ5)
– พวกเขา ได้เดินผ่านทะเลแดง ได้เห็นเสาเมฆปกป้องพวกเขา ได้กินมานาจากสวรรค์ ได้ดื่มน้ำที่ไหลออกมาจากหิน ถึงกระนั้นเขาก็ได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัย(ข้อ2-4) – อ.เปาโล ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์เหล่านี้เป็นตัวอย่างเพื่อเตือนใจเรา(ข้อ11)
– อย่าคิดว่า ตนเองเก่งแล้ว ดีแล้ว เข้มแข็งแล้ว มีประสบการณ์กับพระเจ้าแล้ว ก็เลยไม่ต้องระมัดระวังในการดำเนินชีวิต…เพราะถ้าทำอย่างนั้นเราอาจล้มลงได้(ข้อ12)
– เมื่อเจอการทดลอง จงระลึกถึงว่าคนอื่นก็เคยเจอมาแล้ว ลองค้นดูในพระคัมภีร์แล้วเรียนรู้จากพวกเขา เพราะว่ามันมีทางออกเสมอสำหรับทุกสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ

การประยุกต์ใช้ :
– ระมัดระวังในการดำเนินชีวิต
– ใกล้ชิดสนิทพระเจ้า
– เฝ้าอธิษฐานอยู่เสมอ
เมื่อเจอการทดลองจะผ่านมันไปได้ อย่างมั่นคง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 10:3-4){ รู้จักเสียง }

“เมื่อท่านต้อนแกะของท่านออกไปหมดแล้วก็เดินนำหน้า และแกะก็ตามไปเพราะรู้จักเสียงของท่าน” ยน. 10:4

แนวคิด :
• พระเยซูเปรียบเทียบ ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง พระองค์เอง กับ พวกฟาริสีที่ขับไล่ชายตาบอดแต่กำเนิดผู้ได้รับการรักษา
• ผู้เลี้ยง(พระเยซู) : แกะรู้จักเสียง จึงเดินตาม
• คนอื่น(ฟาริสี) : แกะไม่รู้จักเสียง จึงหนีไป
• แกะของพระเยซู จะรู้ว่า เสียงไหนเป็นของพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :
• เมื่อเราอ่าน ฟัง ได้ยิน คำสอนใดๆก็ตาม พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้อยู่ในเรา สามารถสอนเราได้ ให้แยกแยะว่าคำสอนใดเป็นมาจากพระเจ้า
ยน. 14:26 แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้นจะทรงสอนพวกท่านทุกสิ่ง และจะทำให้ระลึกถึงทุกสิ่งที่เรากล่าวกับท่านแล้ว
“กรุณาใช้บริการพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยครับ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 13:34){ ปลอดภัยใต้ปีก }

“โอ เยรูซาเล็มๆ เมืองที่ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะและเอาหินขว้างพวกที่ทรงใช้มาหาถึงตาย บ่อยครั้งเราปรารถนาจะรวบรวมลูกๆ ของเจ้าไว้ เหมือนแม่ไก่ที่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่พวกเจ้าไม่ยอม” ลก. 13:34

แนวคิด :
– พระเยซู กล่าวถึงเยรูซาเล็ม(หมายถึง ประชากรที่อยู่ในเมืองเยรูซาเล็ม) ว่า ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พระเจ้าปรารถนาจะปกป้องดูแลทะนุถนอมพวกเขา เหมือนแม่ไก่ที่กกลูกของมันใต้ปีก แต่ปรากฏว่าครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน พวกเขาไม่ยอมอยู่ภายใต้การนำ การปกป้องคุ้มครองของพระเจ้า พวกเขาปรารถนาทำตามความคิดของตนเอง มากกว่าทำตามคำเชื้อเชิญของพระเจ้า
– แทนที่พวกเขาจะรับคำเชื้อเชิญจากพระเจ้า พวกเขากลับดูถูกดูหมิ่นคำตักเตือนของพระองค์ รวมทั้งดูหมิ่นและทำร้าย บรรดาคนของพระเจ้าที่ส่งมาเตือนพวกเขา
– ตามประวัติศาสตร์ อีก 30 กว่าปี หลังจากที่พระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้ ใน คศ.70 กรุง้ยรูซาเล็มถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ประเทศอิสราเอลถูกลบออกจากแผนที่โลก กว่า1,800 ปี จนถึงเวลาที่เหมาะสม จึงเกิดการรวมกลับมาเป็นชาติ และสร้างเยรูซาเล็มขึ้นอีกครั้งใน คศ.1948

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ พระเจ้าปรารถนาที่จะปกป้องเรา นำทางในชีวิตของเรา นำพาเราไปในเส้นทางแห่งพระพร
– จงเรียนรู้จากชาวเยรูซาเล็ม พวกเขาใจแข็งกระด้าง ต่อคำเตือนของพระเจ้า ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาดูถูก ดูหมิ่นคำเตือนของคนของพระเจ้า ว่าไม่จริง ไม่ใช่หรอก และสุดท้ายพวกเขาก็พบกับหายนะครั้งใหญ่
– วันนี้ พระเจ้าเตือนอะไรเรา จงถ่อมใจลง ยอมฟังพระองค์เถิด
“…วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นเหมือนอย่างในการกบฏครั้งนั้น…” ฮบ. 3:7-8

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 9:35){ เจ้าวางใจในเราหรือ? }

พระเยซูทรงได้ยินว่าพวกยิวไล่คนนั้นออกไปแล้ว เมื่อพระองค์ทรงพบเขาจึงตรัสว่า “ท่านวางใจในบุตรมนุษย์หรือ?” ยน. 9:35

แนวคิด :
• พระเยซูถามคำถามนี้ ต่อชายผู้เพิ่งหายจากการตาบอดตั้งแต่กำเนิด
• ชายผู้นี้ตาบอดตั้งแต่เกิด มีความจำกัดมากในเรื่องของความรู้ต่างๆของโลกในสมัยนั้น และยิ่งความเข้าใจในพระคำของพระเจ้าแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย
• เขาตอบพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์วางใจ”
• นั่นก็มากพอแล้ว ที่จะทำให้คนที่แทบไม่มีความรู้อะไรเลย คนต่ำต้อยในสังคม ได้รับการรับรองจากพระเยซูว่า เหนือกว่าบรรดาผู้นำศาสนาทั้งหลายในเวลานั้น
• พระเยซู พูดถึงชายคนนี้ว่า “คนที่มองเห็น” และ พูดถึงผู้นำศาสนาเหล่านั้นว่า “คนตาบอด”

การประยุกต์ใช้ :
• พระเยซู ไม่ได้ มองว่าเรามีความรู้ความเข้าใจ ลึกซึ้งมากเพียงใด (แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายสำหรับการมีความรู้ความเข้าใจเช่นนั้น)
• พระเยซู กำลังมองมาที่เรา แล้วดูว่า “วันนี้ เราวางใจในพระองค์มากเพียงใด”
“ลูกเอ๋ย!!! เจ้าวางใจในเราหรือ?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 5:18-19){ ผู้ชอบธรรม }

“ฉะนั้นการลงโทษได้มาถึงทุกคนเพราะการละเมิดครั้งเดียวอย่างไร การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว ก็นำการปลดปล่อยและชีวิตมาถึงทุกคนอย่างนั้น” รม. 5:18

แนวคิด :
• เราทุกคนเกิดมาในบาป มีโอกาสเมื่อไหร่ จะรี่เข้าหาบาปทันทีอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส เพราะ อาดัมทำบาปเพียงครั้งเดียว
• โดยการกระทำอันชอบธรรมของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้ผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ กลายเป็นผู้ชอบธรรม จะรี่เข้าหาความชอบธรรมทันทีอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส ฉันนั้น

การประยุกต์ใช้ :
• เราจำเป็นต้องเชื่ออย่างไม่สงสัยเลยว่า เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยทางพระเยซูคริสต์ แล้วเราจะสามารถกระทำสิ่งที่ชอบธรรมได้จากธรรมชาติแห่งความชอบธรรมภายในของเรา
• เพราะเราชอบธรรมได้โดยทางความเชื่อ ถ้าเราไม่ยอมเชื่อหมดใจว่าเราชอบธรรม แล้วเราจะกลายเป็นผู้ชอบธรรม ผู้ซึ่งสำแดงความชอบธรรมออกมาจากภายในได้อย่างไร
• อย่ายอมให้มากโกหกเรา ฟ้องผิดเรา ด้วยความผิดพลาดที่ผ่านมาของเรา ยืดอกขึ้น รับเอาความชอบธรรมที่พระเยซูประทานให้ ขอบคุณพระคุณสำหรับของขวัญล้ำค่านี้…แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างที่ผู้ชอบธรรมทั้งหลายสมควรทำนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 10:38){ วางใจพระองค์ }

“แต่ถ้าเราปฏิบัติพระราชกิจนั้น แม้ว่าท่านไม่วางใจในเรา ก็จงวางใจในพระราชกิจเหล่านั้นเถิด เพื่อท่านจะได้รู้และเข้าใจว่าพระบิดาทรงอยู่ในเราและเราอยู่ในพระบิดา” ยน. 10:38

แนวคิด :
• พระเยซู ปรารถนาให้พวกยิววางใจในพระองค์ เพราะนั่นเป็นทางออกที่แท้จริงสำหรับชีวิตของพวกเขา
• แต่ดูเหมือน มันจะยากเหลือเกินสำหรับพวกเขา ในการวางใจในพระเยซู
• พระเยซู จึงเสนอทางเลือกที่ง่ายขึ้น โดยให้เขามองดู สังเกตสิ่งที่พระเยซูทำดูสิ แล้วเขาจะรู้ว่าพระเยซูมาจากพระบิดา เพื่อเขาจะสามารถวางใจในพระเยซูได้

การประยุกต์ใช้ :
• เรา ผู้เป็นคริสเตียน สมควรอย่างยิ่งที่จะวางใจในพระเยซู
• แต่หาก วันนี้การวางใจในพระเยซู มันยากนักสำหรับเรา เพราะดูช่างเป็นนามธรรมเหลือเกิน ท่ามกลางสถานการณ์ในวันนี้
• เราลอง มองย้อนไปดูพระราชกิจของพระเยซูที่ผ่านมาในชีวิตของเราดูสิ พระองค์ช่วยเรามากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เรารอดผ่านมาได้โดยพระคุณพระเจ้ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
• จงมอง และสังเกตในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเราเถิด พระองค์ช่วยเราแล้ว และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก แล้วหันมาไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดหัวใจ สำหรับเหตุการณ์ในวันนี้เถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (กจ. 9:31){ คริสตจักรเติบโต }

“เพราะฉะนั้น คริสตจักรตลอดทั่วแคว้นยูเดีย กาลิลี และสะมาเรียก็เกิดความสงบสุขและเจริญเติบโต ต่างประพฤติตนด้วยความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าและรับการหนุนใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสตสมาชิกจึงยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น” กจ. 9:31

แนวคิด :
• คริสตจักรเติบโต และ คริสตสมาชิกเพิ่มขึ้น อยู่ในข้อเดียวกัน แต่เป็นศัพท์คนละคำ และคนละความหมาย
• คริสตจักรเติบโต เมื่อคริสตจักรเป็นผู้ใหญ่ เข้มแข็ง ทนต่อการข่มเหงได้ อย่างมั่นคง
• คริสตสมาชิกเพิ่มขึ้น เมื่อมีคนกลับใจมาเป็นคริสตชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคริสตชนประพฤติตนด้วยความยำเกรงพระเจ้าและรับการหนุนใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

การประยุกต์ใช้ :
• การทำให้คริสตจักรเติบโต ไม่ใช่การพยายามทำให้มีสมาชิกมากขึ้น แต่เป็นการทำให้สมาชิกเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ และเมื่อสมาชิกเติบโตฝ่ายวิญญาณ โดยดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้าและมีความสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้ว….สมาชิกจะเพิ่มทวีขึ้นอย่างแน่นอน
• ถ้าประยุกต์ในมุมชีวิตส่วนตัว คือ
รับใช้มากๆก็ดีอยู่ แต่ การเติบโตที่แท้จริงไม่ใช่การทำอะไรเยอะแยะมากมาย แต่เป็นชีวิตที่ หนักแน่นมั่นคงในทางของพระเจ้า การดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า และมีประสบการณ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตประจำวัน แล้วชีวิตและงานรับใช้ของเรา การเกิดผลทวีมากมาย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (อฟ. 2:8-10){ เพราะพระคุณ }

“ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้” อฟ. 2:9

แนวคิด :
• เราได้รับความรอดไม่ใช่เพราะ เรามีความเชื่อ
• ต่อให้เรามีความเชื่อมากมายสักเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าพระเจ้าไม่ได้เมตตาเรา ไม่ประทานพระคุณแก่เรา เราก็ต้องพินาศอยู่ดี
• ที่เรารอดได้นั้น เป็นพระคุณยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
[พระคุณ แปลว่า เราไม่ควรจะได้เลย เราสมควรถูกลงโทษ แต่ปรากฏว่ากลับได้รับของขวัญล้ำค่าแทนการลงโทษ]
• แล้ววิธีที่จะ ยื่นมือไปรับของขวัญนี้ ก็คือ มีความเชื่อ…เชื่อว่า โดยทางพระเยซู บาปของฉันรับการอภัยแล้ว…เชื่อว่าโดยพระเยซูฉันเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว…เชื่อว่าโดยพระเยซูฉันเป็นคนใหม่แล้ว…เชื่อว่าโดยพระเยซูฉันได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว…เชื่อว่าโดยพระเยซูเมื่อฉันจากโลกนี้ไป ฉันจะได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเป็นนิตย์นิรันดร์
• วิธียื่นมือไปรับนี้ เป็นเรื่องของความเชื่อล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับการกระทำใดๆ…จึงไม่อาจอวด หรือภาคภูมิใจในเศษความดีเล็กน้อยๆที่เราทำได้เลย
• แต่ ความเชื่อมันมองไม่เห็น แล้วรู้ได้ไงว่า ตัวเราเอง เชื่ออย่างจริงใจหรือไม่?…(ข้อ10) สังเกตง่ายนิดเดียว เมื่อเชื่อแท้จะสำแดงออกเป็นการกระทำที่สอดคล้องความเชื่อ….คือ ชอบประกอบการดี

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้เรารอดแล้ว ขอบคุณพระเจ้า
• วันนี้เรามีชีวิตใหม่แล้ว..ขอบคุณพระเจ้า
• วันนี้ เราสมควรดำเนินชีวิตให้สอดคล้อกับชีวิตใหม่…ไม่ใช่เพื่อให้เรารอด แต่เพราะนั่นเป็นบุคลิกใหม่ของเรา….โยนบุคลิกเก่าๆทิ้งไปเสีย…เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วนบุคลิกใหม่ตามแบบอย่างพระเยซูคริสต์…ซึ่งบัดนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้อยู่ในเรา คอยรบเร้าใจของเราทุกวันคืนให้มีบุคลิกเช่นนั้น

เพราะพระคุณ เราจึงได้ รับความรอด
รับมากอด เอาไว้ โดยความเชื่อ
ทรงประทาน แก่เรา อย่างเหลือเฟือ
จึงไม่เบื่อ เมื่อได้ ทำความดี

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (กจ. 9:19-30){ แผนเหนือชั้น }

“แต่เรื่องการปองร้ายของเขารู้ถึงเซาโล เขาทั้งหลายได้เฝ้าประตูเมือง คอยฆ่าเซาโลทั้งกลางวันกลางคืน” กจ. 9:24

แนวคิด :
??? ทำไมเมื่อเซาโล กลับใจเชื่อในพระเยซูแล้ว หันมารับใช้พระเยซูแล้ว แทนที่จะมีสิ่งดีๆเกิดกับเขา เหตุใดจึงเกิดเรื่องเลวร้ายเช่นนี้กับเขา?
[พวกยิวเฝ้าประตูเมือง คอยฆ่าเซาโลทั้งกลางวันกลางคืน…มีความพยายามสูงมากจริงๆ]
[พวกสาวกของพระเยซู ในดามัสกัสจึงรู้ว่า เซาโลกลับใจจริงๆ จึงร่วมกันช่วยเซาโลหนีจากเมือง โดยให้นั่งเข่งหย่อนลงมาจากกำแงเมืองในเวลากลางคืน]
[พอมาถึงที่กรุงเยรูซาเล็ม พวกนิยมกรีกก็หาช่องทางจะฆ่าเซาโลอีก จนพี่น้องที่นั่นต้องพาเขาหนีไปซีซารียา แล้วค่อยส่งกลับบ้านเกิดที่ทาร์ซัส]
??? ทำไมสิ่งเลวร้ายเช่นนี้จึงได้เกิดกับคนที่หันมาติดตามพระเยซูอย่างจริงใจ?
??? ทำไมพระเยซูไม่ปกป้องไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น?
• ก่อนหน้านี้ เซาโลตามจับคริสเตียนเอาไปให้คนฆ่า เมื่อเขากลับใจ พวกคริสเตียนทั้งหลายจึงไม่ไว้ใจ คิดว่าเป็นแผนลวงของเซาโล
• แต่เมื่อ ข่าวเรื่องสาวกที่ดามัสกัส(ผู้อยู่ในเมืองที่เซาโลกลับใจ) ได้หย่อนเข่งลงจากกำแพงเพื่อช่วยเซาโล ได้แพร่ออกไป…คริสเตียนเริ่มไว้ใจเซาโลมากขึ้น
• จนกระทั่ง ข่าวว่าแม้แต่พี่น้องในเยรูซาเล็ม(อัครสาวกทั้งหลายอยู่ที่นั่น) ก็ยังร่วมกันช่วยชีวิตของเซาโลโดยการพาหนี แพร่ออกไป…คราวนี้ พี่น้องคริสเตียนทั้งหลายทั่วทุกเมือง ก็รู้แน่แล้วว่าเซาโลกลับใจจริงๆ
• เป็นการเตรียมการสำหรับแผนการใหญ่ที่พระเจ้าจะทรงใช้เซาโล(อีกชื่อหนึ่งว่าเปาโล) นำข่าวประเสริฐไปยังผู้มากมาย ในอีกเพียงไม่กี่ปีต่อมา…สรรเสริญพระเจ้า
(หมายเหตุ : ชื่อเรื่อง จงใจใช้ “ฉ” ครับ แผนของพระเจ้า สูงกว่าความคิดของฉั้นมากนัก)

การประยุกต์ใช้ :
??? ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา วันนี้?
>>> ตอบ : เพราะพระเจ้ามีหวังดีต่อเรา และพระองค์มีแผนการที่ดียอดเยี่ยมสำหรับเรา เพื่อให้ชีวิตของเราเป็นพระพรยิ่งใหญ่ต่อผู้คนมากมายในอนาคต

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 16:1-13){ สัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อย }

“คนที่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อยจะซื่อสัตย์ในของมากด้วย และคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย จะไม่ซื่อสัตย์ในของมากเช่นกัน” ลก. 16:10

แนวคิด :
• พระเยซูไม่ได้ชมความขี้โกงของคนต้นเรือนขี้โกงคนนี้ แต่พระเยซูปรารถนาให้เรา ดำเนินอย่าฉลาดในการใช้สิ่งของชั่วคราวในโลกนี้ เพื่ออนาคตอันถาวรในภายภาคหน้าในสวรรคสถาน
• พระเยซูปรารถนาให้เรา ใช้สิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งอีกไม่นานสิ่งเหล่านี้ก็จะเสื่อมสูญไปแล้ว เพื่อประโยชน์ของเราในอนาคต โดยนำสิ่งเหล่านี้แทนที่จะมาทำเพื่อความพึงพอใจของเรา แต่นำมาใช้ให้เป็นที่พระเจ้าพอพระทัย เพื่อเราจะได้รับบำเหน็จบริบูรณ์ในสวรรค์
• สัตย์ซื่อในของเล็กน้อย…ของเล็กน้อยคือสิ่งของในโลกนี้ ของมากคือสิ่งของฝ่ายวิญญาณ(ข้อ12)
• คนที่รักเงินทอง ไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้ อย่างแท้จริง(ข้อ13)

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้เราสัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อยที่พระเจ้ามอบไว้ให้แก่เรา ครอบครองชั่วคราว หรือไม่?
• วันนี้ เราใช้ เวลา เงินทอง ความสามารถ โอกาสที่มี สิ่งของที่มี เพื่อ งานของพระเจ้ามากน้อยเพียงใด?
“จงสัตย์ซื่อในสิ่งของเล็กน้อยเหล่านี้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ฮบ. 11:11){ พระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นซื่อสัตย์ }

“โดยความเชื่อ อับราฮัมได้รับพลังที่จะมีบุตร แม้ท่านชรามากแล้ว และนางซาราห์เองก็เป็นหมัน เพราะท่านถือว่าพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นซื่อสัตย์” ฮบ. 11:11

แนวคิด :
• อับราฮามมีบุตรเมื่ออายุ 100 ปี ขณะที่ซาราห์ภรรยาของท่าน อายุ 90 ปีและเป็นหมัน
• กุญแจสำคัญ ก็คือ “ความเชื่อ”
• อับราฮาม(และ/หรือนางซาราห์) มีความเชื่อในอะไร ถึงได้รับพระพรอย่างอัศจรรย์เช่นนี้?
>>> ท่านมีความเชื่อในพระเจ้า….คือเชื่อว่า พระเจ้าทรงซื่อสัตย์….พระองค์จะทรงรักษาสัญญาแน่นอน
• แล้วท่านก็ได้รับตามที่ทรงสัญญาไว้จริงๆ

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้ เรากล้าเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจไหมว่า “พระเจ้าจะรักษาสัญญาอย่างแน่นอน”
• พฤติกรรมที่สะท้อนออกมาของการกล้าเชื่อย่างสุดจิตสุดใจ ก็คือ “รอคอย อย่างอดทน โดยไม่วิตกกังวล”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (กจ. 9:32-35){ พระเยซูช่วยได้ }

เปโตรกล่าวกับเขาว่า “ไอเนอัส พระเยซูคริสต์ทรงให้ท่านหายโรค จงลุกขึ้นเก็บที่นอนของท่านเถิด” ทันใดนั้นไอเนอัสก็ลุกขึ้น” กจ. 9:34

แนวคิด :
• ไอเนอัส ป่วยเป็นอัมพาตมา 8 ปี เมื่อเปโตรกล่าวกับเขาว่า “ไอเนอัส พระเยซูคริสต์ทรงให้ท่านหายโรค จงลุกขึ้นเก็บที่นอนของท่านเถิด” ทันใดนั้นไอเนอัสก็ลุกขึ้น” เขาก็หายเป็นปกติ
• ไอเนอัส เป็นผู้เชื่อในเมืองลิดดา(ข้อ32) เขารู้มานานแล้วว่า พระเยซูรักษาโรคเขาได้ แต่เขายังไม่ได้รับการรักษา จนกระทั่งเปโตรมาพูดประโยคนั้นที่เขารู้มานานแล้วแก่เขา (พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า เปโตรอธิษฐานด้วยซ้ำไป)
• เมื่อเขาได้ยิน เรื่องที่รู้แล้ว แต่คราวนี้เขาเกิดความเชื่อ แล้วเริ่มสำแดงความเชื่ออกเป็นการกระทำ เขาก็รับการรักษาให้หายอย่างสมบูรณ์

การประยุกต์ใช้ :
• การรู้ว่าพระเยซูช่วยเราได้ ไม่สำคัญเท่ากับ การเชื่อจริงๆอย่างไม่สงสัยว่าพระเยซูช่วยเราได้
• การเชื่อจริงๆนี้ จะสำแดงออกมาเป็นการกระทำที่สอดคล้องความเชื่อเสมอ
• และพระเยซูทรงสัญญา ว่า ถ้าเชื่อได้จะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (ยน. 11:40)
• วันนี้ นอกจากเราแล้ว ยังมีหลายคนที่เรารู้จัก เขารู้ว่าพระเยซูช่วยเขาได้ แต่ความเชื่อของเขายังไม่เต็มขนาด ให้เราไปบอกพวกเขา หนุนใจพวกเขา ท้าทายพวกเขา เพื่อพวกเขาจะมีความเชื่อในพระเยซูเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีก เพราะความเชื่อเกิดจากการได้ยิน
(รม. 10:17 ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์)
• เมื่อไอเนอัส ได้ยินคำพูดของเปโตร จึงรับการรักษาให้หายฉันใด คนมากมายก็จำเป็นต้องได้ยินคำพูดที่เพิ่มเติมความเชื่อของพวกเขาจากปากของเรา(หรือไลน์ของเรา)ฉันนั้น
“ให้เราไปหนุนความเชื่อของพวกเขากันเถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:8-22){ เชื่ออย่างเข้าใจ }

“เพราะฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาแล้ว พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกได้ว่าพระองค์ตรัสอย่างนี้ และพวกเขาก็เชื่อพระคัมภีร์และพระดำรัสที่พระเยซูตรัสนั้น” ยน. 2:22

แนวคิด :
• พวกยิวมาบอกพระเยซู ว่า พระองค์กล้าดียังไงมาคว่ำโต๊ะแลกเงิน และไล่พวกพ่อค้าออกจากบริเวณพระวิหาร ให้พระองค์ทำหมายสำคัญให้เขาเห็นหน่อยซิ จะได้รู้ว่าพระองค์เป็นคนของพระเจ้าถึงมีสิทธิมาทำเช่นนั้นได้
• พระเยซู ตอบว่า “ถ้าทำลายวิหารนี้ เราจะสร้างขึ้นภายในสามวัน” พวกเขาคิดว่าหมายถึงตัวอาคารจึงเยาะเย้ยพระองค์ แต่พระองค์หมายถึง พระกายของพระองค์
• สาวกได้ยินพระเยซูตอบ ก็งงๆ…จนกระทั่ง พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม พวกเขาจึงเข้าใจ และเชื่อ
>>> จนกระทั่ง พวกเขาเข้าใจความหมายของคำตรัสของพระองค์…พวกเขาจึงเชื่อ

การประยุกต์ใช้ :
• เมื่อเราได้ยิน หรือได้อ่าน พระคำของพระเจ้า ถ้าเราไม่เข้าใจเราจะเชื่อได้อย่างไร
• สมควรอย่างยิ่งที่เราจะเอาใจใส่ ในพระคำของพระเจ้าให้มากกว่านี้ อธิษฐานขอพระวิญญาณช่วยให้เราเข้าใจ และ ลงทุน ลงแรง ศึกษาพระคำของพระเจ้าให้มากขึ้น จนเกิดความเข้าใจมากขึ้น เพื่อเราจะสามารถเชื่อพระคำของพระองค์ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
“วันนี้คุณใช้เวลากับ ไอที IT มากกว่า เวลาในการศึกษาพระคัมภีร์ กี่เท่า?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 3:9-20){ ชั่วอย่างเนียน }

ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียวไม่มีเลย” รม. 3:10

แนวคิด :
• ไม่มีมนุษย์คนใครชอบธรรมเลยสักคนเดียว(ข้อ10) ทุกคนอยู่ใต้อำนาจบาป(ข้อ9)
• เราดำเนินชีวิตอย่างโง่เขลา ไร้ปัญญา ไร้ความเข้าใจ(ข้อ11)
• เราไม่ใช้เวลาที่มี กำลังที่มี แสวงหาพระเจ้า แต่สิ่งไร้สาระ(ข้อ11)
• เราทุกคนต่างเลวทราม(ข้อ12) เราสอบตก…การสอบผ่าน อาจมีหลายระดับคะแนน แต่ตอบตกมีระดับเดียวคือ “ตก”
• เรามีความชั่วร้าย ความเห็นแก่ตัวเต็มอยู่ในจิตใจ แม้พยายามซ่อนไว้อย่างแนบเนียนแต่ก็มักหลุดออกมา สังเกตเห็นง่ายที่สุดทางคำพูดของเรา(ข้อ13-14)
• เราดำเนินในทางที่ห่างไกลกับสันติสุขในพระเจ้า มีโอกาสเมื่อไหร่ ก็จะไถลออกไปจากแห่งความพินาศและความทุกข์ เสียทุกคราไป(ข้อ16)
• ความยำเกรงพระเจ้า อยู่ที่ปากของเรา มากกว่าอยู่ที่การกระทำของเรา มากมายหลายเท่านัก
>>> ดังนั้นเราเหมือน้ำท่วมปาก ม่อาจอ้างการกระทำของเราใดๆได้เลย ต่อจำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า(ข้อ19) เราไม่มีทางชอบธรรมได้เลย โดยการกระทำของเราเอง(ข้อ20)

การประยุกต์ใช้ :
• ทุกคนก็ชั่วพอๆกัน แค่ชั่วกันคนละแบบ
• คนอื่นชั่วไม่เนียนเราจึงเห็นได้ สู้เราไม่ได้ชั่วเนียน คนจึงไม่ค่อยรู้ บางทีเราเนียนจัดจนกระทั่งตัวเองยังไม่รู้เลย ก็มีบ่อยไป
• เรามักอยากให้พระเจ้าให้อภัยความชั่วของเราทั้งสิ้น แต่มักไม่ค่อยให้พระเจ้าให้อภัยคนชั่วคนอื่นๆ
• เมื่อพบเห็นคนทำชั่ว เราควรให้อภัยแก่เขา เพราะเราก็ได้ดีไปกว่าเขาหรอก เป็นคนบาปชั่วผู้ต้องการรับการอภัยจากพระเจ้าเหมือนกัน
• สรรเสริญพระเยซู ไม่ว่าบาปชั่วของเราจะหนักหนา สักเพียงใด พระองค์ทรงโปรดอภัยบาปของเราทั้งสิ้น ชำระเราให้สะอาด และประทานความชอบธรรม ซึ่งเราไม่มีทางมีปัญญาที่จะมีได้ ให้แก่เรา โดยจ่ายราคาอันแสนแพงคือด้วยพระโลหิตของพระองค์ที่ไหลออกจนหมดตัวที่บนไม้กางเขนนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 13:12-20){ เท้า }

“เพราะฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์ยังล้างเท้าของพวกท่าน ท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย” ยน. 13:14

แนวคิด :
• พระเยซูได้วางแบบอย่างสำหรับชีวิตของการเป็นสาวกของพระองค์เอาไว้(ข้อ15) คือ ล้างเท้าของกันและกัน(ข้อ14)
• การล้างเท้าเป็นหน้าที่ของทาสหรือคนรับใช้ หรือบางครั้งลูกศิษย์ก็ล้างเท้าให้อาจารย์
• พระเยซูปรารถนาให้สาวกของพระองค์ ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและความถ่อมใจต่อกันและกัน
• ใครรับคนของพระเยซู = รับพระเยซู และ ใครรับพระเยซู = รับพระเจ้าพระบิดา (ข้อ20)
• ใครยกส้นเท้าใส่พระเยซู(ข้อ18) = ยกส้นเท้าใส่พระเจ้าพระบิดา

การประยุกต์ใช้ :
• เราทำอะไรให้กับพี่น้อง เราก็กระทำอย่างนั้นกับพระเยซู
• เรารักพี่น้อง เราปรนนิบัติพี่น้อง เราอดทนต่อพี่น้อง เราเสียสละให้แก่พี่น้อง เราก็กำลังทำกับพระเยซูด้วย
• เรายกส้นเท้าใส่พี่น้อง เราก็กำลังบังอาจยกส้นเท้าใส่พระเยซูด้วยเหมือนกัน
• พระเยซู ไม่ได้ระบุว่า พี่น้องที่มีนิสัยดีถึงระดับไหน เราจึงควรล้างเท้า ซึ่งความหมายความว่า ไม่ว่าเขานิสัยไม่ดีสักเพียงใด ยโสเพียงใด เห็นแก่ตัวเพียงใด เราก็ยังสมควรรักเขา ปรนนิบัติเขา และปฏิบัติต่อเขาด้วยความถ่อมใจ เพราะว่า นั่นเรากำลังกระทำต่อพระเยซูนั่นเอง
• ดังนั้น เราควรล้างเท้าพี่น้อง ไม่ใช่ยกส้นเท้าใส่พี่น้อง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ฮบ. 9:27-28){ ครั้งเดียวพอ }

“ตามที่มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด” ฮบ. 9:27

แนวคิด :
• มนุษย์จะตาย 1 ครั้ง แล้วเข้าสู่การพิพากษา(ข้อ27) … และพบว่าตนทำชั่วมากมาย แล้วจะถูกทิ้งลงในบึงไฟนรก
• พระเยซูสิ้นพระชนม์ 1 ครั้ง แล้วเข้าเฝ้าพระบิดา(ข้อ28)…พิสูจน์ว่าทรงชอบธรรม รับพระราชทานสิทธิอำนาจทั้งในสวรรค์และแผ่นดินโลก
• เราผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ก็อยู่ในพระองค์ในฝ่ายวิญญาณ…วิญญาณของเราจึงรอดพ้นการพิพากษา และจะได้ครอบครองร่วมกับพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง

การประยุกต์ใช้ :
• การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวก็มากพอสำหรับการชำระบาปของเราทั้งสิ้น
• อย่ายอมให้ บาปในอดีต ความผิดพลาดในอดีต ฟ้องผิดเราอีกต่อไป พระเยซูชำระบาปให้เราหมดทั้งสิ้นแล้ว
• อย่าเลือกดำเนินชีวิตในบาปอีกต่อไป เพราะพระเยซูจ่ายราคาแสนแพงเพื่อเราพ้นการเป็นทาสบาป แต่ไปสมัครเป็นทาสบาปอีกเลย ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยการพึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์จะทรงช่วยให้เราสามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้ด้วยชีวิตของเรา เมื่อเราถ่อมใจลงพึ่งพาการสอนและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยก. 5:1-6){ ระวังตัวให้ดี!!! คนมั่งมี }

“ท่านทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างฟุ่มเฟือยและปล่อยตัว ทั้งยังบำรุงบำเรอจิตใจของท่านไว้เพื่อรอวันถูกฆ่า” ยก. 5:5

แนวคิด :
• “ฟังให้ดีนะ พวกคนมั่งมี …เพราะความทุกข์ที่กำลังจะเกิดกับท่านทั้งหลาย” (ข้อ1)
• พระคัมภีร์ตอนนี้เตือนว่า “คนมั่งมี กำลังจะพบหายนะ”…เราต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงเรียกว่าเป็น “คนมั่งมี”
>>> ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่เรามี “คนมั่งมี” แต่จากบริบทกำลังหมายถึง คนที่ใช้ทรัพย์เงินทองเพื่อตนเองเท่านั้นและคนที่กดขี่ข่มเหงผู้อื่นเพื่อให้ได้เงินทองมาเป็นของตน
• ทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นที่มีไม่จีรังยั่งยืน(ข้อ2-3) หน่ำซ้ำมันยังจะเป็นพยานกล่าวโทษคนที่ถือครองมันอีกด้วย หากเขาไม่ได้ใช้มันอย่างที่สมควรจะทำ(ข้อ3)
• การมีเงินทองไม่ผิด แต่ พระคัมภีร์ตอนนี้เตือนสติเกี่ยวกับอันตรายของมัน อยู่ที่
– การได้มาซึ่งเงินทอง…โดยการกดขี่ข่มเหงเอาเปรียบผู้อื่นเหรือไม่?
– การใช้เงินทองที่เราได้มา…เพื่อตัวเองเท่านั้นหรือเปล่า?
(เรื่องเศรษฐีกับลาซาลัส เศรษฐีนั้นไม่ใช้เงินที่มีอยู่เพื่อลาซาลัสผู้น่าสงสารเลย)
• บำเรอ…วันประหาร แปลได้ว่า “ขุนจิตใจไว้ให้อ้วนพี…เพื่อรอวันถูกเชือด” …คนที่ไม่ทรัพย์ของตนที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ก็เป็นดังนั้นแหละ

การประยุกต์ใช้ :
• ไม่สำคัญว่าเราเป็น “คนมั่งมี” หรือ “คนมีมั่งไม่มีมั่ง” ที่สำคัญก็คือ การได้มาซึ่งเงินทองของเราชอบธรรมหรือไม่? และ การใช้เงินทองเของเราเราให้เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงคนอื่นบ้างเลยหรือเปล่า?
• ไม่ว่าเราจนแค่ไหน มีคนจนกว่าเราเสมอ…เราควรเริ่มมองคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา แล้วเริ่มหยิบยื่น น้ำใจ การช่วยเหลือ ไปยังคนเหล่านั้น เพื่อเงินทองที่เรามีอยู่จะไม่เป็นเหตุกล่าวโทษเรา แต่จะเป็นประตูพระพรที่จะนำการอวยพระพรมากมายมาสู่ชีวิตของเรา ในชีวิตนี้และในเมืองสวรรค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ฮบ. 9:13-14){ รับใช้พระเจ้า }

“พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” ฮบ. 9:14

แนวคิด :
• เลือดสัตว์ที่ถวายบูชาสามารถชำระกายให้บริสุทธิ์ได้(ข้อ13) ทำให้เขาคนสามารถเข้ามานมัสการ รับใช้พระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ได้
• ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระโลหิตของพระคริสต์ ทำให้จิตวิญญาณของเราบริสุทธิ์ ส่งผลให้จิตใจของเรารับการชำระพ้นจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย(ข้อ14) คือการพยายามประพฤติให้ตัวเองได้รับความรอดด้วยการกระทำของตนเอง (ฮบ.6:1)
• ดังนั้นเราจึงไม่มีใจฟ้องผิด สามารถเข้ามานมัสการพระเจ้าได้ สามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ และ สามารถรับใช้พระเจ้าได้ ถึงแม้ว่าตัวเราเองยังไม่สามารถทำตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม

การประยุกต์ใช้ :
• โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เรารับการอภัยบาปแล้ว เรารับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว เราไม่จำเป็นต้องพยายามทำสิ่งใดเพื่อให้เราพ้นการลงโทษอีก
• ดังนั้น เราควรทำอะไรต่อไปดี?…ทำชั่วต่อไปดีไหม?…อย่าเลยพระเยซูอุตส่าห์ชำระเราให้สะอาดแล้ว อย่าไปทำตัวเปลอะเปลื้อนอีกดีกว่า….งั้นเราก็มาสิ่งดี สิ่งที่พระเยซูชื่นใจ มารับใช้พระเยซูผู้แสนดีของเรากันดีกว่า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 1:21-28){ กล่าวด้วยสิทธิอำนาจ }

“คนทั้งหลายก็อัศจรรย์ใจด้วยคำสอนของพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงสั่งสอนพวกเขาด้วยสิทธิอำนาจ ไม่เหมือนพวกธรรมาจารย์” มก. 1:22

แนวคิด :
• คำสอนของพระเยซู และ พวกธรรมาจารย์
>>> เหมือนกัน คือ สอนพระคำของพระเจ้า เหมือนกัน
>>> แต่ความแตกต่าง คือ สิทธิอำนาจ
• พวกธรรมาจารย์ สอนแบบท่องจำมา ได้อ่านมา สอนโดยอ้างคำพูดคนโน่นคนนี้
• พระเยซู สอนด้วยสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยตรง จนผู้คนสัมผัสได้
>>> ผู้คนจึงอัศจรรย์ใจ (หมายถึง ประทับใจ) ในคำสอนของพระเยซู (ข้อ22)
>>> แต่เมื่อพระเยซู ขับผีออกโดยการสั่งเพียงครั้งเดียว…ผู้คนจึงประหลาดใจ แล้วกล่าวว่า “…ต้องเป็นคำสอนใหม่ที่ประกอบด้วยสิทธิอำนาจแน่ๆ…” (ข้อ27)

การประยุกต์ใช้ :
• ผู้คนจะสัมผัสสิทธิอำนาจของพระเจ้า เมื่อเรากล่าวพระคำของพระเจ้า ออกมาจากภายใน ไม่ใช่แค่ท่องจำหรืออ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เรามีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในตอนนั้นๆในชีวิตของเรา
• สิทธิอำนาจจากพระเจ้า ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาในทางที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
• วันนี้ เมื่อเรากล่าวถ้อยคำของพระเจ้า หรือ ส่งต่อข้อความ เกี่ยวกับพระคำของพระเจ้า ขอให้เราระวังอย่าเป็นเพียงธรรมจารย์ผู้ได้อ่านแล้วส่งต่อ ขอให้เราดำเนินตามพระอาจารย์โดยการให้ถ้อยคำเหล่านั้นเข้ามาในชีวิตของเราแล้วแบ่งปันหรือส่งต่อเป็นพระพรต่อไป แล้วถ้อยคำเหล่านั้นจะมีสิธิอำนาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 8:22-25){ ทำไมจึงกลัวนัก? }

พวกเขาจึงมาปลุกพระองค์ร้องว่า “พระอาจารย์ พระอาจารย์ เรากำลังจะจมน้ำตาย” พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น แล้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบ ลก. 8:24

แนวคิด :
• ขณะที่สาวกกำลังเผชิญพายุ พระเยซูบรรทมหลับอยู่ในเรือ
• สาวก ทำถูก และ ทำผิด
• สาวกทำถูก ที่มาร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเยซู
• สาวกทำผิด ที่ “กลัว” พวกเขาเลือกเชื่อว่าในทิศทางที่ตรงข้ามกับความไว้วางใจ
o “เรากำลังจะตาย” (ข้อ24)
o “เรากำลังจะจมอยู่แล้ว” (มธ. 8:25)
o “พระอาจารย์ พระองค์ไม่ทรงเป็นห่วงว่าพวกเรากำลังจะพินาศหรือ?” (มก. 4:38)
• เมื่อพระเยซูตื่นขึ้น พระองค์ไม่ได้ตำหนิที่พวกเขามาปลุกพระองค์ แต่ตำหนิที่ “พวกเขากลัว” “พวกเขาละทิ้งความเชื่อวางใจ”
o “ทำไมจึงกลัวนัก? คนศรัทธาน้อย” มธ. 8:26
o “ทำไมพวกเจ้ากลัว? พวกเจ้าไม่มีความเชื่อหรือ?” (มก. 4:40)
o “ความเชื่อของท่านทั้งหลายอยู่ที่ไหน?” ลก. 8:25

การประยุกต์ใช้ :
• เมื่อมีปัญหาอย่าตกใจ รีบนำเรื่องราวนั้นมาร้องทูลต่อพระเยซู
• วันนี้ หากเรากำลังเผชิญพายุใหญ่ ให้เรารีบมาปลุกพระเยซู แน่นอนพระองค์ไม่ได้ทรงหลับอยู่ (สดด. 121:) เพียงแต่ทรงรอให้เรามาเชิญพระองค์ เข้าไปช่วยสงบพายุนั้นเพื่อเรา
• พระเยซูทรงตำหนิ ถึงแม้สาวกทำสิ่งที่ถูกคือมาทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์ เพราะพวกเรา “ไม่มีความเชื่อวางใจในพระองค์” ซึ่งแสดงออกมาด้วยคำพูด ท้อแท้ ตัดพ้อ สิ้นหวัง
• วันนี้ เมื่อเราเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระเยซู จงเข้ามาด้วยความเชื่อ ซึ่งแสดงออกมาเป็นถ้อยคำแห่งความหวัง “โดยพระเยซูฉันจะปลอดภัย” “โดยพระเยซู ฉันจะผ่านมันไปได้” “โดยพระเยซู สิ่งนี้จะกลายเป็นพระพรสำหรับฉัน”
“เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือว่า ถ้าเธอเชื่อ ก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า?” ยน. 11:40

หากวันนี้ เผชิญ พายุใหญ่
รีบเร็วไว เข้ามาทูล พระเยซู
ทิ้งความกลัว ยึดความเชื่อ มั่นคงอยู่
เฝ้าคอยดู ผู้ทรงฤทธิ์ มาช่วยเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยก. 5:13){ ไม่ว่าทุกข์หรือสุข }

“มีผู้ใดในพวกท่านทนทุกข์หรือ จงให้ผู้นั้นอธิษฐาน มีผู้ใดร่าเริงยินดีหรือ จงให้ผู้นั้นร้องเพลงสรรเสริญ” ยก. 5:13

แนวคิด :
• พระคัมภีร์สอนว่า เมื่อทนทุกข์ จงอธิษฐาน เมื่อร่าเริงยินดี จงร้องเพลงสรรเสริญ
• นั่นก็คือ ไม่ว่ายามทุกข์ หรือ ยามสุข เราสมควรที่จะระลึกถึงพระเยซูอยู่เสมอ ให้พระองค์มีส่วนร่วมกับเราในทุกสถานการณ์ของชีวิต

การประยุกต์ใช้ :
“วันนี้ไม่ว่าสถานการณ์ในชีวิตของเราจะเป็นเช่นไร จงระลึกถึงพระเยซู”

หากผู้ใด กำลังมี ความทุกข์อยู่
ก็จงรู้ ทางออกคือ อธิษฐาน
ถ้าผู้ใด กำลังมี สุขสำราญ
จงขับขาน ร้องสรรเสริญ แด่พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ฮบ. 2:11){ พี่น้องกัน }

“เพราะทั้งผู้ชำระให้บริสุทธิ์และคนเหล่านั้นที่ได้รับการชำระ ก็มีพระบิดาองค์เดียวกัน ด้วยเหตุนี้ พระเยซูจึงไม่ทรงละอายที่จะเรียกเขาเหล่านั้นว่าพี่น้อง” ฮบ. 2:11

แนวคิด :
• พระเยซู ทรงเป็นพระเจ้า เต็มด้วยสง่าราศี ใหญ่ยิ่งสูงสุด สูงส่งกว่าบรรดาเหล่าทูตสวรรค์ เทพผู้ครอง ศักดิเทพทั้งสิ้นมากมายนัก และทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
• พระเยซูไม่ทรงละอายที่จะเรียกเราว่า “พี่น้อง”
• สำหรับผมคงกระดากอายมาก หากผมจะนับพยาธิตัวตืดสักตัวเป็นน้อง แล้วเรียกมันว่า “น้องรัก”
• แต่พระเยซู สูงยิ่ง สูงส่ง มากกว่า เรา มากมายมหาศาล ยิ่งกว่าเมื่อเทียบเรากับพยาธิตัวตืด มากมายนัก….พระเยซูไม่ทรงละอายที่ขะเรียกเราว่า “น้องรัก”
• เราเป็นพี่น้องกับพระเยซู เพราะว่าเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับเกียรติใหญ่ยิ่ง ได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นลูกของพระเจ้าพระบิดา
หมายเหตุ :
– ผู้ชำระให้บริสุทธิ์ หมายถึง พระเยซู
– คนเหล่านั้นที่ได้รับการชำระ หมายถึง เราทั้งหลายผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :
– เราสมควรอย่างยิ่งที่จะซาบซึ้งพระคุณอันล้นพ้นของพระเจ้า ที่ทรงเมตตาและให้เกียรติเรามากมายถึงเพียงนี้
– เราสมควรภาคภูมิใจ ในเกียรติอันสูงส่งที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เรานี้ และควรดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่ในโลกนี้ให้สมกับเกียรติยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงประทานให้นี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (2คร.4:17-18){ ชั่วคราว หรือ ถาวร }

“เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่ แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์” 2คร. 4:18

แนวคิด :
• ข่าวดี : ความทุกข์ที่เราเจออยู่วันนี้ มันไม่ได้จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์
• ข่าวดียิ่งกว่า : พระเจ้าเตรียมสง่าราศีชั่วนิจนิรันดร์ไว้ให้แก่เราแล้ว

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้ อะไรไม่ได้ดังใจ ก็จำไว้ว่า ไม่นานมันก็จะผ่านไปละ
• วันนี้ เราจะลงทุนชีวิตที่เหลือของเรา เพื่อสิ่งใด สิ่งชั่วคราว หรือ สิ่งถาวรนิรันดร์
• วันนี้ เราจะเลือกทำตามใจปรารถนาของตนเองเพื่อความสุขจอมปลอมชั่วคราว หรือ เลือกทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า เพื่อความสุขแท้ชั่วนิรันดร์
• เลือกให้ดี เพื่อเมื่อเราไปสวรรค์แล้ว เราจะไม่ต้องเสียใจที่ไม่ทำเพื่อพระเจ้า ขณะอยู่ในโลกนี้

[[แถม]]
ความทุกข์ยาก เล็กน้อย ที่รับอยู่ เพียงชั่วครู่ ประเดี๋ยวเดียว ก็จางหาย
แต่ศักดิ์ศรี ถาวร อันมากมาย ที่จะได้ นั้นคงอยู่ ชั่วนิรันดร์
จึงไม่ควร เห็นแก่ ที่มองเห็น แต่ควรเน้น สิ่งของ ถาวรนั้น
ยังไม่เห็น แต่ดำรง เป็นนิรันดร์ จงยึดมั่น ดำเนินตาม น้ำพระทัย

(จากภาพประกอบ)
ดอกหญ้าอยู่เพียงไม่กี่วัน ดวงอาทิตย์อยู่นานนับล้านปี
เมื่อดอกหญ้าที่ไร้ค่า ถูกขับด