แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ฮบ. 2:1 ) { ลอยไปไกล }

“เพราะเหตุนี้ เราจะต้องเอาใจใส่ในสิ่งต่างๆ ที่เราได้ยินให้มากขึ้นอีก เพื่อเราจะไม่ห่างไกลไปจากข้อความเหล่านั้น” ฮบ. 2:1

แนวคิด
– ถ้าไม่เอาใจใส่ ให้มากขึ้น เราจะถอยห่างออกไปไกล
– “สิ่งที่ได้ยิน” ตามบริบทหมายถึง ข่าวประเสริฐเรื่องความรอดทางพระเยซูคริสต์
– “เอาใจใส่” หมายถึง การตั้งใจฟังและนำไปปฏิบัติ
– “ห่างออกไปไกล” ตามสำนวนภาษากรีก หมายถึง “ลอยผ่านเป้าหมายไป” เป็นเหมือนเรือที่แล่นเลยท่าไป ไม่ได้เข้าเทียบท่า…ก็คือ ห่างไกลไปจากข่าวประเสริฐไปทุกทีๆ
– ถ้าเราไม่จดจ่อ เอาใจใส่ ในความจริงแห่งข่าวประเสริฐ ตลอดเวลา ข่าวประเสริฐจะเริ่มมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราน้อยลงไปทีละน้อยๆ (ค่อยๆลอยออกไป) แล้ว ความคิดแบบโลก ค่านิยมแบบโลก ความกังวลแบบโลก ความรื่นเริงแบบโลก ก็จะคืบคลานเข้ามาในชีวิตของเรามากขึ้นๆ จนเรือแห่งชีวิตของเราก็ลอยออกไปไกลจากข่าวประเสริฐ จนข่าวประเสริฐแทบจะไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิต ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของเรา

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ “ข่าวประเสริฐเรื่องความรอดในพระเยซูคริสต์ ความหวังของเราที่จะอยู่กับพระคริสต์ในสวรรค์ชั่วนิจนิรันดร์” มีอิทธิพลต่อความคิด การตัดสินใจ และการกระทำ มากน้อยเพียงใด?
– ถ้าไม่คอยยึดไว้ ใจของเราจะลอยไปไกล สู่ทะเลแห่งความระทมของโลกนี้
– วันนี้ รู้ตัวทัน รีบหันหัวเรือกลับ แล้วพายกลับเข้ามาจดจ่อกับเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์กันเถิด

โฆษณา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 13:23) { 30 60 100 เท่า }

“ส่วนเมล็ดซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง” มธ. 13:23

แนวคิด
– ลำดับในพระคัมภีร์มีความสำคัญ 100เท่า 60เท่า 30เท่า แสดงว่า ปกติแล้วจะเกิดผล 100เท่า ถ้าติดขัดบางอย่างก็จะเกิดผลอย่างน้อย60เท่าแหละ แต่ถ้าแย่มากๆจริงก็ยังเกิดผล 30เท่าเลย
– ดินดี ในพระกิตติคุณทั้ง 3 เล่ม ใช้คำแตกต่างกัน
“เข้าใจ” (มธ.13:23)
“รับไว้” (มก. 4:20)
“จดจำไว้ด้วยใจที่ซื่อสัตย์ดีงาม” (ลก. 8:15)
– ใครก็ตามที่รับพระคำของพระเจ้าเอาไว้เข้าในจิตใจ ยอมรับและเห็นด้วยกับถ้อยคำเหล่านั้น จดจำเอาไว้เสมอด้วยการนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ด้วยความพากเพียรอดทนที่จะทำตามพระคำนั้นอยู่เสมอ(ลก. 8:15)

การประยุกต์ใช้ :
– พระคำของพระเจ้าที่ลงเข้ามาในใจของเรา จะเกิดเป็นจริง เกิดผลดี 100 เท่า ในชีวิตของเรา เมื่อเรายอมรับอย่างเห็นด้วยกับพระคำ แล้วลงมือตามพระคำนั้นในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ
– ตัวอย่างเช่น
“1ปต. 5:7 จงละความกังวลทุกอย่างของพวกท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย”
>>> วันนี้ เรากล้ายอมรับไหมว่า ถ้อยคำข้างต้นนี้เป็นความจริง ?
>>> วันนี้เราจะเอายังไง…เราจะกล้าละความกังวล “ทุกอย่าง” จริงๆสักตั้งไหม? เพื่อเราจะเข้าใจและมีประสบการณ์ว่า “อ๋อ!!! พระเจ้าทรงห่วงใยฉัน มันเป็นแบบนี้นี่เอง”
“พระคำของพระเจ้า จะไม่เกิดผลในชีวิตของเรา จนกว่าเราจะเชื่อจนลงมือกระทำตามพระคำของพระเจ้าตอนนั้นๆ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 13:22) { ระวัง!!! ผีหลอก }

“และเมล็ดซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แต่ความกังวลของโลก และการล่อลวงของทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย จึงไม่เกิดผล” มธ. 13:22

แนวคิด
– หนาม ที่รัดพระวจนะ ได้แก่ “ความกลัว” และ “ความโลภ”
– ความกังวลเกี่ยวกับชีวิตในโลก = ความกลัว => ทำให้ไม่กล้าจะทำตามพระคำ กังวลโน่นนี่นั่นมากมาย
– การล่อลวงของทรัพย์สมบัติ = ความโลภ => ทำให้ไม่อยากทำตามพระคำ ไม่ว่างพอ ไม่มีกำลังพอ เพราะต้องใช้เวลาและกำลังมากมาย เพื่อไล่จับสิ่งของมากมายในโลกนี้ ซึ่งใครๆในสังคมเขาก็ทำกัน

การประยุกต์ใช้ :
– 2คร. 4:18 เราไม่ได้เอาใจใส่ในสิ่งที่มองเห็น แต่เอาใจใส่ในสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่ยั่งยืน แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นถาวรนิรันดร์
– ลูกไม้ตื้นๆของมาร คือ หลอกให้ตาเรามองที่ชีวิตในโลก เพียงแค่นี้ เราก็ไม่มีตาเหลือที่จะมองชีวิตนิรันดร์สวรรค์แล้ว
– กับดักของการจดจ่อชีวิตในโลก คือ ความกลัว และ ความโลภ
– เรารู้ลูกไม้ตื้นๆของมันแล้ว เราจะไม่ยอมถูกมันหลอกอีกต่อไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 13:20-21) { เฉา }

“และเมล็ดพืชซึ่งหว่านตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ แล้วก็รับทันทีด้วยความปรีดี” มธ. 13:20

แนวคิด
• ผู้ได้ยินพระคำของพระเจ้า แล้วซาบซึ้ง ประทับใจ รับเข้ามาในใจ ด้วยความยินดี ฟังและอ่านแล้วรู้สึกดีทีเดียว แต่ก็แค่ชื่นใจอย่างเดียว ไม่ได้ทำมาใช้ในชีวิตจริง ประเดี๋ยวเดียวพระคำนั้นก็จากเหี่ยวไปในชีวิตของเขา
• เขาได้ยินอย่างเดียว แต่ไม่มีประสบการณ์จริงกับพระคำนั้นๆ ฟังหรืออ่านแล้วรู้สึกดี แล้วก็จบ.
• พระคำของพระเจ้าในชีวิตของเขาจะเป็นเหมือน การเติบโตของเห็ด โตอย่างรวดเร็วแต่ แปบเดียวก็เหี่ยวไป
• พระคำที่เขาได้ยินได้อ่านนั้น “มันก็ดีอยู่นะ แต่ว่ามันยากเกินไป” มันเหนื่อยเกินไป มันต้องออกแรงมากเกินไปเพื่อจะทำตาม มันอันตรายเกินไปเพราะถ้าทำตามคนอาจดูถูกเยาะเลยเขาได้ เขาแค่ฟังนั้นก็พอใจละ อิ่มใจละ
• และเปรียเหมือน คนที่ต้อนรับเชื่อพระเยซู แต่ยังไม่ทันรู้จริง ยังไม่ทันมีประสบการณ์จริงๆกับพระเยซูเลย ก็เลิกเสียก่อนแล้ว

การประยุกต์ใช้ :
• อย่าพอใจ แค่ได้อ่านหรือได้ฟังพระคำดีๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกชื่นใจเท่านั้น
• จงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีประสบการณ์ในความจริงจากพระธรรมตอนนั้น ด้วยการลงมือนำพระคำตอนนั้นมาใช้จริงในชีวิตประจำวัน..นั่นเป็นการหยั่งรากลึกลงไป เราจะได้ไม่ต้องเหี่ยวเฉาไปเมื่อภัยมา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 13:19) { ระวัง!!! ขโมย }

“เมื่อผู้ใดได้ยินคำบอกเล่าเรื่องแผ่นดินพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจ มารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย นั่นแหละได้แก่เมล็ดพืชซึ่งหว่านตกริมหนทาง” มธ. 13:19

แนวคิด
– เมื่อพระวจนะของพระเจ้าถูกหว่านออกไป ระวังให้ดี!!! มีมารคอยจ้องจะมาขโมยมันไปจากเรา
– เมื่อพระเยซูตรัส อย่างชัดเจน พวกยิวกลับไม่เข้าใจ บ้างก็มึนงง บ้างก็คิดว่าไม่เกี่ยวกับฉันมั้ง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เปิดช่องให้มารมาขโมยพระวจนะจากเขาไปในทันใด พระวจนะนั้นจึงไม่มีผลใดๆเลยต่อเขาแม้แต่เพียงเล็กน้อย
– พวกเขาไม่รับพระคำของพระเจ้า เข้าไปในใจ มันตกอยู่ตามหรทางอยู่นอกแปลง มารจึงมาฉวยมันไปจากเขาในทันที

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ มารก็พยายามจ้อง ขโมยพระวจนะทุกตอนที่มาถึงเรา ออกไปจากเรา คราวใดก็ตามที่เรา อ่านหรือฟัง พระคำของพระเจ้า แล้ว ไม่สนใจข้อความนั้นๆ หรือ คิดในใจว่า ตอนนี้คงไม่เกี่ยวกับเรา พระวจนะนั้นตกออกนอกแปลงเสียแล้ว มารมันจะรีบมาฉวยไปทันที แล้วพระคำตอนนั้น ก็จะไม่มีผลใดๆต่อชีวิตของเราเลยในคราวนั้น
– 2ทธ. 3:16 “พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม”
– พระคำทุกตอน ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งสิ้น
– อย่ายอมให้พระคำของพระเจ้าผ่านเลยไป
– ฉวยเอาไว้ ใส่เข้ามาในใจ ด้วยคำถามง่ายๆว่า
“พระเจ้ากำลังจะบอกกับฉันเรื่องอะไรนะ จากพระคำตอนนี้? ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 18:10){ ทูตสวรรค์ประจำตัว }

“จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ทูตสวรรค์ของพวกเขาคอยเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์เสมอ” มธ. 18:10

แนวคิด
– คำเตือน!!! อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อย เพราะเขามีตัวแทนคอยรายงานแทนเขาต่อพระเจ้าตลอดเวลา
– ไม่ว่าคนนั้น จะเป็นคริสเตียนไม่สำคัญสักเพียงใดก็ตาม เขาอาจดูเหมือนเป็นคนสำคัญน้อยที่สุดในโบสถ์ ต่อให้คนนี้หายไป คนทั้งโบสถ์ก็อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย ถึงกระนั้น เขาเป็นที่สำคัญยิ่งสำหรับพระเจ้า พระเจ้าแต่งตั้งทูตสวรรค์คอยเป็นตัวแทนของเขา แจ้งต่อพระเจ้าอย่างเป็นทางการเพื่อคนไม่สำคัญคนนั้น
แถม
แม้ตอนนี้ใจความหลักพระคัมถีร์ ไม่ได้จงใจสอนเรื่องนี้ แต่ก็น่าสนใจมากทีเดียว คือ เราแต่ละคนมีทูตสวรรค์ คอยดูแล ปรนนิบัติอยู่ด้วย (โอ้ว!!!…เท่ห์)
ฮบ. 1:14 “ทูตสวรรค์ทั้งปวงเป็นเพียงวิญญาณที่รับใช้พระเจ้า ที่ทรงส่งไปปรนนิบัติบรรดาคนที่จะได้รับความรอดไม่ใช่หรือ?”
ดังนั้น จุ๊ๆๆ เวลาแอบทำอะไร นอกจากพระเจ้าทรงทราบแล้ว ทูตสวรรค์ก็เห้นด้วยนะ 555

การประยุกต์ใช้ :
– แม้คนอื่นมองว่าเราไม่สำคัญ ก็ช่างเขา เราสำคัญมากและมีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ทรสนพระทัยทุกเรื่องในชีวิตของเรา
– พี่น้องในคริสตจักรบางคนที่ไม่มีใครสนใจ เป็นไปได้ว่า วันนี้ พระเจ้าอยากให้เราเอาใจใส่สนใจคนเหล่านั้นมากยิ่งขึ้นเพราะเขาเป็นคนสำคัญของพระเจ้า
– อย่าริอาจ กล้าดูหมิ่นพี่น้องคนใดเลย ระวังให้ดี!!! รู้ไว้ด้วย เขามีทูตสวรรค์ประจำตัวคอยรายงานต่อพระเจ้าอย่างเป็นทางการว่า “มีใครบ้างบังอาจดูหมิ่น คนสำคัญของพระเจ้าคนนี้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.11) { ทำไมพระองค์มาช้า? }

“ครั้นพระองค์ทรงได้ยินว่าลาซารัสป่วยอยู่ พระองค์จึงทรงพักอยู่ที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั้นอีกสองวัน” ยน. 11:6

แนวคิด
เมื่อมีคนมาแจ้งพระเยซูว่า ลาซาลัสที่พระองค์ทรงรักป่วย พระองค์รออีก 2 วัน จึงค่อยออกเดินทาง
ผลเสียของการทำเช่นนั้น ได้แก่
– มารย์ มารธา พี่สาวของลาซัส ต้องร้องไห้เพิ่มอีก 2 วัน
– พระเยซูเอง สะเทือนพระทัย ถึงอย่างน้อย 2 ครั้ง (ข้อ 33,38)
– ศพของลาซาลัส ต้องถูกทิ้งไว้นานตั้ง 4 วัน แทนที่จะแค่ 2 วัน
ผลดี ได้แก่
– คนทั้งหลายมั่นใจได้ว่า ลาซารัส ตายชัวร์ …ดังนั้นการที่เขากลับมีชีวิตขึ้นมาได้ จึงเป็นเรื่องใหญ่โต จนผู้คนเห็นว่าพระเยซู มาจากพระเจ้าจริงๆ และมากพอจนทำให้พวกฟาริสีอิจฉาพระเยซู จนถึงขนาด “วางแผนฆ่าพระเยซู”(ข้อ53) แม้ก่อนหน้านี้เขาอยากจะฆ่าพระเยซูอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มากพอที่จะวางแผนฆ่าพระเยซู แค่ “อย่าให้เจออีกนะ เจออีกโดนหินขว้างแน่ๆ”(ข้อ8)
ซึ่งสิ่งนี้เป็นเหตุทำให้แผนการไถ่นิรันดร์ของพระเจ้าสำเร็จ ในที่สุด
– อัครสาวก มีความเชื่อเพิ่มมากขึ้น(ข้อ15) เมื่อได้เห็นคนตายจนศพจะเหม็นอยู่แล้วกลับมีชีวิต เป็นการปูทางสำหรับในอนาคตที่พวกเขาต้องเป็นผู้นำในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐต่อไป

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราอาจคิดว่า “ทำไมพระเยซูมาช้า?” “ถ้าพระองค์ไม่มาตอนนี้ มันก็จะสายเกินไปแล้วนะครับ”
– พระเยซู ทราบเวลาที่เหมาะที่สุดเป็นอย่างดี การดูเหมือนมาช้าของพระองค์ อาจต้องทำให้เราต้องร้องไห้เพิ่มขึ้นอีก หลายวัน เหมือนมารีย์มารธา แต่มันคุ้มแน่นอน
– วันนี้ มารีย์มารธา คงเห็นด้วยกับผมเป็นแน่ว่า “การร้องไห้เพิ่มขึ้นอีก 2 วันนั้น มันคุ้มจริงๆ” เพราะพระองค์มีเวลาที่ดีที่สุดในทุกเหตุการณ์ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ด้วย
– “พระองค์รู้เวลาของพระองค์” ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุด ที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระบิดา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1ทธ. 6:6-10) { อยากได้ }

“เพราะว่าการรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย” 1ทธ. 6:10

แนวคิด
– 1ทธ. 6:7 เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกเช่นไร เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้เช่นกัน
– เรามาตัวเปล่า ท้ายที่สุดเราก็ไปตัวเปล่าอยู่ดี วันนี้มีอาหารทาน มีเสื้อผ้าใส่ นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่อยู่ในทางของพระเจ้า(ข้อ6,8)
– “การอยากรวย” เป็นการล่อลวง เป็นกับดัก >>> มันใช้ความอยากได้ อยากมี เป็นเหยื่อล่อ >>> ซึ่งจะล่อเราไปสู่ความโง่เขลาและอันตราย >>> ปลายทางคือความพินาศและความย่อยยับ (ข้อ9)
– จึงสรุปได้ว่า “การรักเงินทอง” เป็น ต้นกำเนิดของความชั่วทั้งมวล(ข้อ10)
เงินทอง ไม่ใช่ต้นกำเนิดความชั่ว แต่ “การรักเงิน” นั่นแหละเป็นต้นเกิดความชั่ว
– ตลอดประวัติศาตร์ที่ผ่านมา “ความโลภอยากได้เงินทอง” ออกพิษร้าย จนเป็นเหตุให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และ ตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย….ได้ของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องสูญเสียชีวิตนิรันดร์จะมีประโยชน์อะไรเล่า

การประยุกต์ใช้ :
– รู้ได้ไงว่า “เรารักเงินมากไปแล้วนะ!!!” ?
– ตัววัดง่ายๆคือ “วันนี้ เงินกับพระเจ้า อะไรสำคัญกว่ากัน?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1คร. 9:27 ) { ใช้การไม่ได้ }

“แต่ข้าพเจ้าทุบตีร่างกายและควบคุมมันไว้ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวเองกลับเป็นคนที่ใช้การไม่ได้” 1คร. 9:27

แนวคิด
– ทุบตีในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ทำร้ายร่างกายตัวเอง หรือ การบำเพ็ญตนอย่างเคร่งครัดในศาสนา
แต่หมายถึง การทำให้ความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง ตกเป็นทาสของเรา อย่ายอมให้มันเป็นนายของเรา ควบคุมมันเอาไว้ให้อยู่มือ
– มิฉะนั้น จะกลายเป็นคนใช้การไม่ได้ไป คือ เป็นคนที่เชิญชวนเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อจะได้รับรางวัล (1คร. 9:25) แต่ตัวเองกลับไม่เข้าร่วมแข่งขันด้วย ดังนั้นตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่ได้รางวัลอะไรเลยเสียเอง

การประยุกต์ใช้ :
– เราต้องคอยระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ควบคุมจิตใจของเรา ให้มันยอมอยู่ใต้พระคริสต์ อย่ายอมให้มันเป็นนายของเรา … ทันทีที่รู้ตัวว่า เราเผลอไปหน่อย มันแอบขึ้นมาเป็นนายเรา ก็รีบไล่มันลงจากบัลลังก์ใจ เชิญพระคริสต์เป็นเจ้านาย เจ้าชีวิตของเราแต่ผู้เดียว ในทันที
– เราต้องระวังตัว ไม่ตกหลุมพลางจนกลายเป็น “คนใช้การไม่ได้” ไป โดยสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เราดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่เราพูดออกมา หรือไม่
* เราร้องเพลงว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่”….เราทำตัวสอดคล้องหรือไม่
* เราพูดว่า “ขอบคุณพระเจ้า” …. เราซาบซึ้งพะรคุณจริงๆ หรือเป็นแค่คำอุทาน
* เราพูดว่า “ฉันวางใจในพระเจ้า” … เราไว้ใจ เราเชื่อใจพระองค์จริงๆ หรือเปล่า
“จงเป็นคนที่ใช้การได้ ดำเนินชีวิต สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูดออกมานั้น”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยก. 3:1 ) { อันตรายของสอน }

“พี่น้องของข้าพเจ้า อย่าเป็นอาจารย์กันมากนักเลย เพราะท่านทั้งหลายก็รู้ว่าเราที่เป็นคนสอนนั้น จะต้องถูกพิพากษาที่เข้มงวดยิ่งขึ้น” ยก. 3:1

แนวคิด
– สอนคนอื่น ไม่คุ้มเลย ราคาที่เราต้องจ่ายนั้นแพงเหลือเกิน ต่อให้ได้สิ่งของทั้งโลกมาเป็นค่าตอบแทนก็ไม่คุ้ม เพราะราคาที่ต้องจ่ายนั้นคือ “จะถูกพิพากษาเข้มงวดยิ่งขึ้นกว่าคนอื่นๆ”
– เหตุผลเดียว ที่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เรายอมเสียสละ จ่ายราคาแสนแพงนี้เพื่อสอนคนอื่น คือ “ความรัก” >>> ยอมจ่ายราคานี้เพราะรักผู้อื่น อยากให้ผู้อื่นพบความจริง พบสิ่งที่ดี พบการเติบโตขึ้นในพระคริสต์
>>> ยอมจ่ายราคานี้ เพราะรักพระเจ้า อยากเชื่อฟังและอยากทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตของเขา
– ใครก็ตามที่สอนคนอื่น เพราะเหตุผลอื่น ที่ไม่ใช่เพราะความรัก ดูเหมือนเขาช่างไม่รู้ตัว หรือเขาลืมไป ว่า พระคัมภีร์ได้เตือนเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า “การเป็นผู้สอน” นั้น ช่างอันตรายเหลือเกิน
“การรับใช้ใดๆ ที่ไม่ได้มาจากความรัก ก็ไร้ค่าทั้งสิ้น”

การประยุกต์ใช้ :
– ใครคือผู้สอน ไม่ใช่แค่เพียงอาจารย์ หรือ ครูรวี หรือ ผู้สอนพระคัมภีร์ในที่ต่างๆหรือสื่อต่างๆเท่านั้น แต่รวมถึง คนที่นำเนื้อหาหรือคำสอนต่างๆไปบอกกล่าวแก่คนอื่นๆด้วย
– งานเข้า!!! แปลว่า รวมถึงคนที่ บอกต่อ หรือ ส่งต่อ(Forward)บทความหรือวิดีโอคำสอนต่างๆ ในแก่ผู้อื่นด้วย นั่นคือ เมื่อเราส่งต่อเนื้อหาเหล่านั้น เราก็กำลังเป็นผู้สอน สอนคนเหล่านั้นที่เราส่งไปให้ ด้วย
– ด้วยเหตุนี้อันตรายอย่างยิ่ง ในการ “ส่งต่อ” หากเราเป็นผู้ส่งต่อ โดยไม่คิดที่จะทำตามข้อความหรือคำสอนเหล่านั้น เราก็ไม่ต่างกับ “คนหน้าซื่อใจคต” ที่พยายามบอกให้คนอื่นทำโน่นทำนี่ แต่ตัวเองไม่เคยแม้ที่คิดที่จะลงมือทำเลย
– ดังนั้น เราควรส่งต่อหรือไม่?…. “สมควรอย่างยิ่ง” เพราะเรารักคนเหล่านั้น อยากให้เขาจำเริญขึ้นในพระคริสต์ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดก็คือว่า เราเองต้องเป็นผู้ที่เริ่มลงมือทำตามคำสอนเหล่านั้นด้วย…เพราะ “คนสอนนั้น จะต้องถูกพิพากษาที่เข้มงวดยิ่งขึ้น”
– นั่นคือ “ใครก็ตามที่กล้าส่งต่อ คำสอนดีๆให้แก่เรา เขาช่างรักเรามากจริงๆ เพราะเขายอมเอาตัวเข้าสู่การพิพากษาที่เข้มงวดขึ้น จึงยอมเสี่ยงส่งคำสอนนั้นให้แก่เรา”
* หมายเหตุ : ผมอยากให้มีการส่งต่อคำสอนต่างๆในสังคมคริสเตียนไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะเห็นคริสตชนไทยจำเริญขึ้น แต่ขณะเดียวกันผมเห็นว่าเพื่อความเป็นธรรม ผมสมควรเตือนท่านด้วยความรักว่า “มีอันตรายอยู่ด้วย ในการส่งต่อคำสอนโดยไม่คิดที่จะทำตาม”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยก. 4:10 ) { ถ่อมใจลงต่อพระเจ้า }

“พวกท่านจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะทรงยกชูท่าน” ยก. 4:10

แนวคิด
– ถ่อมใจลงต่อพระเจ้า แล้ว พระเจ้าจะยกขึ้น
– ถ่อมใจ ไม่ใช่ การมัวแต่คิดว่า “ฉันโง่” , “ฉันไม่เก่ง” , “ฉันไม่ดี” , “ฉันทำไม่ได้” หรือ อะไรทำนองนี้ ซึ่งไม่ใช่ความถ่อมใจ แต่เป็นการดูถูกตัวเอง ใครเป็นต้องกลับใจใหม่ (ดูถูกผลงานของพระเจ้า)
– ถ่อมใจ คือ ยอมรับตัวเองอย่างที่เป็นจริงๆ ไม่สูงเกินไป หรือไม่ต่ำเกินไป
– ถ่อมใจต่อพระเจ้า คือ ยอมรับ รู้ตัวว่า เราเป็นใครเมื่อเทียบกับพระองค์ รู้ตัวว่า เราไม่มีปัญญาทำได้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า โดยปราศจากการช่วยเหลือของพระเจ้าเท่านั้น
เช่น
“ฉันนำนมัสการได้ แต่ ฉันรู้แน่นอนว่า ถ้าปราศจากการช่วยเหลือของพระองค์ ฉันไม่มีวันนำนมัสการได้สอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่มีทางถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้ในการนำนมัสการครั้งนี้ ถ้าพระองค์ไม่ช่วย”
“ฉันรู้ ฉันทำงานได้ แต่ ฉันรู้แน่นอนว่า ถ้าปราศจากการช่วยเหลือของพระองค์ ฉันไม่มีวันถวายเกียรติแด่พระเจ้า ในการทำงานนี้ได้เป็นแน่”
“ฉันรู้ตัวว่า มีนิสัยบางอย่างที่ดีกว่าคริสเตียนคนนั้น แต่ฉันก็รู้แน่ว่า ที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะการช่วยเหลือของพระเจ้า เป็นพระคุณต่อฉัน ฉันไม่ได้ดีกว่าเขาเลยแค่ฉันได้รับพระคุณของพระเจ้าในเรื่องนี้ก่อนเขาเท่านั้นเอง” [เราจึงไม่ตัดสินพี่น้อง ยก. 4:11-12]
“แม้ฉันทำบางอย่างได้ แต่ฉันก็ไม่รู้จริงๆ พรุ่งนี้ฉันยังจะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ ฉันจึงไม่อาจโอ้อวดสิ่งที่ฉันกำลังทำนี้ได้เลย” [เราจึงไม่ตัดสินพี่น้อง ยก. 4:13-17]
อะไรทำนองนี้ เป็นต้น

การประยุกต์ใช้ :
– วิธีสังเกตง่ายๆ เบื้องต้นว่า เราถ่อมใขต่อพระเจ้าหรือเปล่า ก็คือ “เราอธิษฐานขอพึ่งพาพระเจ้าในการทำสิ่งต่างๆมากน้อยแค่ไหน?”
– “จงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า วันนี้เถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1คร. 6:13) { การล่วงประเวณี }

“อาหารมีไว้สำหรับท้อง และท้องก็สำหรับอาหาร” แต่พระเจ้าจะทรงให้ทั้งท้องและอาหารสูญสิ้นไป ร่างกายนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับการล่วงประเวณี แต่มีไว้สำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า และองค์พระผู้เป็นเจ้ามีไว้สำหรับร่างกาย” 1คร. 6:13

แนวคิด
– พระเจ้าทุกสิ่งสวยงาม และมีวัตถุประสงค์ที่งดงามในตัวของมัน เช่น สร้างอาหารหรับท้องที่หิว สร้างท้องมีสามารถย่อยอาหารให้กลายเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
– แต่เพราะบาปสิ่งที่งดงามจึงถูกบิดเบือนไป และเพราะบาปสักวันหนึ่งสิ่งสารพัดในโลกจะถูกทำลายสูญสิ้นไป ก่อนการเริ่มต้นยุคใหม่
– ร่างกายของมนุษย์ก็เช่นกัน วัตถุประสงค์ที่งดงามก็คือ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเยซูคริสต์
– และด้วยแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้ประทานพระองค์เองเพื่อเรา
– แต่บางคน แทนที่จะให้ร่างกายถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่กลับไปยอมยกให้แก่การล่วงประเวณี ซึ่งเป็นการลบลู่พระเจ้าด้วยการไม่เชื่อฟังพระองค์
“เราไม่สามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้ ตราบใดที่เรายังเดินอยู่ในทางแห่งการล่วงประเวณี”
หมายเหตุ : การล่วงประเวณี คือ การมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้แต่งงาน

การประยุกต์ใช้ :
– ดูเหมือน “พระเยซูคริสต์” และ “การล่วงประเวณี” เป็นคู่แข่งกันในการครอบครองชีวิตของเรา เราต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

แถม :
@ คนที่อยู่กินกันมานานแล้ว โดยไม่ได้แต่งงาน ผมเสนอว่า ถ้าเป็นได้ ควรจัดพิธีการเล็กๆ มีผู้รับใช้พระเจ้าหรือผู้นำคริสตจักร เป็นสักขีพยาน และมีการกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า และมีการประกาศการเป็นสามีภรรยากันอย่างเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้
@ วัยรุ่น หนุ่มสาว คนที่กำลังทำผิดพลาดในเรื่องนี้อยู่(และไม่อยู่ในสถานะที่จะแต่งงานในช่วงเวลานี้) ผมเสนอว่า ถ้าจะกลับใจจริงๆ ควรถอยความสัมพันธ์ 1 ก้าว คือยังคงรักกันเหมือนเดิม แต่ เลิกหลับนอนด้วยกัน แยกกันอยู่ชั่วคราว จนกว่าถึงเวลาเหมาะสม เข้าสู่พิธีแต่งงานอย่างสง่างาม เริ่มต้นชีวิตครอบครัวอย่างถวายเกียรติแด่พระเจ้า
@ คนที่กำลังอยู่ในสถานะล่วงประเวณี แต่มีความซับซ้อนของสถานการณ์ยากเกินแก้ไข ผมเสนอว่า ควรไปหาผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณบางท่านที่นับถือ ขอคำปรึกษาจากท่าน (สัจจะจะทำให้เป็นไทอย่างแท้จริง บางครั้งการสารภาพกับใครบางคนที่ไว้ใจได้ก็ช่วยเราได้อย่างมาก) ถ้าเราตั้งใจจะกลับใจจริงๆ พระเจ้าผู้รักเราอย่างที่สุดจะประทานทางออกให้อย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( รม. 6:5) { ถูกฝังแล้วกับพระคริสต์ }

“เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตายอย่างพระองค์” รม. 6:5

แนวคิด
– วิธีที่จะดำเนินชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ คือ ต้องเข้าสนิทในการตายอย่างพระองค์ ก่อน
– คำว่า “เข้าสนิท” ในข้อนี้ ภาษาเดิม ใช้คำว่า “ปลูกลงด้วยกัน”(พบครั้งเดียวในพระคัมภีร์ใหม่) เป็นเหมือนเมล็ดพืช 2 เมล็ดที่ถูกฝังลงในดินพร้อมๆกัน เปลือกจึงเปื่อยเน่าไปพร้อมๆกัน แล้วจึงงอกออกมาเป็นต้นใหม่พร้อมๆกัน
– เมื่อเราตระหนักจริงๆ เชื่ออย่างแท้จริง ว่า “ตัวเก่าของเราตายแล้ว พร้อมกับพระคริสต์” เราก็จะรู้ตัวและมั่นใจ ว่า “เราไม่ต้องเป็นทาสบาปอีกต่อไป เราสู้บาปได้ เราเอาชนะบาปได้” ซึ่งเมื่อเชื่อเช่นนั้น ชัยชนะที่แท้จริงเหนือบาปจึงเกิดขึ้นในเรา และเราจึงสามารถดำเนินชีวิตใหม่ได้ อย่างแท้จริง

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้เราเชื่อจริงๆหรือเปล่าว่า “เราเอาชนะบาปได้” “เราไม่ได้เป็นทาสบาปอีกต่อไป”
– ความเชื่อ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มองเห็น แต่ความรู้สึกว่ามั่นใจแม้ยังไม่เห็น แล้ว โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงจะได้เห็น
– วันนี้ เราต้องเชื่อว่า “เราไม่ได้เป็นทาสบาป ที่ต้องทำตามคำสั่งของบาปอีกต่อไป” ด้วยความเชื่อแท้จริงเช่นนั้น จะนำชัยชนะเหนือบาปมาสู่ชีวิตของเรา และทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ได้อย่างแท้จริง
(สรรเสริญพระเจ้า !!! พระคำของพระองค์ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( กท. 3:1-5) { อย่าเป็นคนเขลา }

“ท่านทั้งหลายเขลาถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ? พวกท่านเริ่มต้นด้วยพระวิญญาณ แต่จะจบลงด้วยเนื้อหนังกระนั้นหรือ?” กท. 3:3

แนวคิด
– หลังจากชาวกาลาเทีย ต้อนรับเชื่อข่าวประเสริฐได้ไม่นาน พวกเขาก็เริ่มหันไปเชื่อข่าวประเสริฐอื่น ที่ว่า “หากจะรอด นอกจากเชื่อวางใจในพระเยซูแล้ว ต้องทำตามธรรมบัญญัติต่างๆให้ครบถ้วนด้วย” (เช่น ต้องเข้าสุหนัต)
– อ.เปาโล จึงเขียนจดหมายมาสอนและเตือนสติพวกเขา
– พวกเขารับพระเยซูคริสต์ด้วยความเชื่อ แล้วพวกเขาก็มีประสบการณ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์มากมายหลายอย่าง(ข้อ4)ทางความเชื่อนั้น แล้วบัดนี้ ไฉนพวกเขาคิดว่าจะไปต่อในทางของพระเจ้า โดยอาศัยความสามารถของตนเอง ด้วยการพยายามทำตามธรรมบัญญัติเพื่อให้ได้ความรอดอีกเล่า
– พวกเขาไม่ได้สังเกตและเรียนรู้จากประสบการณ์กับพระเจ้าในอดีต จึงทำให้เขาหลงผิดไปจากทางที่เดินมาอย่างถูกต้องแล้วอย่างง่ายดาย

การประยุกต์ใช้ :
– ให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์กับพระเจ้าในอดีต แล้วนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินต่อไปในวันนี้
– เมื่อก่อน คราวนั้นเราเคยเชื่อวางใจในพระเจ้า แล้วพระองค์ก็ช่วยเราผ่านพ้นมาได้อย่างมีชัยชนะ วันนี้ก็เช่นกันด้วยความเชื่อไว้วางใจในพระเจ้าแบบนั้น เราจะผ่านพ้นและเห็นการช่วยกู้จากพระเจ้าเช่นกัน
– อย่าเป็นคนเขลา ผู้ที่ในอดีตด้วยความเชื่อวางใจในพระเจ้าเขาพ้นมาได้ แต่ วันนี้กลับ ทิ้งวิธีนั้นแล้วหันมาพึงพาสิ่งอื่นแทนการไว้วางใจในพระเยซูคริสต์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 26:6-13) { แพงไปไหม? }

“เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า สิ่งที่หญิงคนนี้ทำจะถูกกล่าวขวัญถึงทั่วโลกที่มีการประกาศข่าวประเสริฐนี้ เพื่อเป็นการระลึกถึงนาง” มธ. 26:13

แนวคิด
– หญิงคนนี้ทำความดีความชอบอะไรนักหนาหรือ จะได้พระพรและได้รับชื่อเสียงใหญ่โต ขนาดนี้ จนคนหลายพันล้านคนตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติรู้จักสิ่งที่เธอได้กระทำ
– เธอก็แค่ เอาน้ำหอมแพงมากๆๆๆๆ มาชโลมพระเยซูเท่านั้นเอง มีคนมากมายตลอดประวัติที่ถวายพระเจ้าด้วยของที่แพงกว่าน้ำหอมนี้มากมายนัก คนจำนวนไม่น้อยถวายทั้งหมดทั้งสิ้นที่มีอยู่แด่พระเยซู ยอมสละทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตของตนเพื่อพระเยซู แต่ก็ไม่ได้รับการกล่าวขานมากเท่ากับหญิงคนนี้
– คำตอบ น่าจะเป็นเพราะ… “พระเจ้าประทานโอกาสแก่เธอ” แล้วด้วยโอกาสนั้น เธอก็ได้ทำอย่างสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความสามารถของเธอ … เธอจึงผู้เดียวตลอดประวัติโลก ที่ได้ชโลมน้ำมันหอมเพื่อเตรียมการฝังศพของพระเยซู(ข้อ12)

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้พระเจ้าไม่ได้ประทานโอกาสอย่างมารีย์ให้แก่เรา เพื่อเราจะสามารถชโลมน้ำหอมเพื่อเตรียมการฝังศพของพระเยซู
– แต่พระเจ้าประทานโอกาสบางอย่างให้แก่เรา (แต่ละคนไม่เหมือนกัน) เพื่อเราจะสามารถปรนนิบัติรับใช้พระองค์ จงสังเกตให้เห็นโอกาสนั้น…แล้ว ปรนนิบัติพระเยซู ด้วยโอกาสนั้น อย่างสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความสามารถของเรา
– โอกาสนั้น อาจไม่ใช่งานที่ยิ่งใหญ่หรือท้าทาย มันอาจจะเป็นแค่การรับใช้เล็กๆน้อยๆ แต่ โอกาสวันนี้นั่นแหละคือ ช่องทางที่ดีที่สุดที่จะแสดงความรักภักดีที่มีต่อพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงรักเรา
– หากวันนั้น มารีย์เสียดายน้ำมันหอมแสนแพงของเธอ คิดว่า “มันแพงไปไหม ที่จะเอามรชโลมพระเยซู”แล้วเธอก็ไม่ได้เอามาชโลมพระเยซูในวันนั้น จากนั้น 2 วันต่อมา เธอจึงทำใจได้ พร้อมแล้วที่จะเอาน้ำมันหอมนั้นมาชโลมพระเยซู น้ำมันหอมที่เธอมีนั้นก็ไม่อาจเอามาชโลมพระเยซูได้เสียแล้ว โอกาสมันผ่านไปแล้ว น้ำมันหอมนั้นก็เป็นได้แค่สมบัติแสนแพงของเธอจนวันตายแต่ไม่มีโอกาสส่งกลิ่นหอมให้ฟุ้งกระจายไปทั่วโลกดังที่เป็นอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( คส. 4:5-6) { จงฉวยโอกาส }

“จงปฏิบัติต่อคนภายนอกด้วยสติปัญญา โดยใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์” คส. 4:5

แนวคิด
– พระคัมภีร์สอนไม่ให้เราเอาเปรียบใคร แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้สอนให้เราโง่
– เราไม่พบประโยชน์ของการเป็นคนโง่ ในพระคัมภีร์
– พระคัมภีร์สอนให้เราใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่เป็นคริสเตียน พระคัมภีร์สอนให้เรา ใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ด้วยปัญญาจากพระเจ้า
– ใช้โอกาสด้วยปัญญาจากพระเจ้า ใช้อย่างไร?
– ปัญญาของโลกนี้ มองว่า ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ ได้เงิน ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต ฯลฯ แต่ปัญญาจากพระเจ้า ทำให้เรารู้ว่า โลกและสิ่งสารพัดในโลกกำลังจะสูญไปในอีกไม่ช้า แต่สิ่งที่คงอยู่นิรันดร์คือ จิตวิญญาณของมนุษย์ สิ่งสำคัญยิ่งกว่า ความสำเร็จใดๆในโลกคือ ช่วยจิตวิญญาณของคนให้รอด โดยการให้เขาได้รู้จัก และต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นจอเจ้านายของเขา
– ดังนั้น เราควรใช้ทุกโอกาสที่พระเจ้าเปิดประตูให้ เพื่อจะบอกถึงเรื่องราวข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ให้ผู้คนได้รับรู้
– ข้อ 6 สอนให้เราเตรียมคำพูดเอาไว้ เพื่อจะพร้อมเสมอสำหรับโอกาสที่เปิดออก เพื่อเราจะสามารถพูดกับคนเหล่านั้นที่เราได้พบเจอเรื่องของพระเยซูคริสต์ได้อย่างเหมาะกับเขา

การประยุกต์ใช้ :
– ไม่ใช่บังเอิญที่เราอยู่ที่นี่ เราได้พบคนๆนี้ พระเจ้าจัดฉากให้แก่เรา พระเจ้าเปิดเขาได้มีโอกาส ได้ยินเรื่องของพระเยซูคริสต์ ผ่านทางเรา
– จงรีบใช้โอกาสที่พระเจ้าประทานให้นี้เถิด เพราะโอกาสนั้นไม่ได้คงอยู่ตลอดไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 24:12) { ความรักเยือกเย็นลง }

“ความรักของคนจำนวนมากจะเยือกเย็นลงเพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป” มธ. 24:12

แนวคิด
– พระคำตอนนี้พระเยซูกำลังบอกถึง สัญญาณที่ทำให้เรารู้ว่า พระเยซูใกล้จะเสด็จมาแล้ว
– หนึ่งในสัญญาณเหล่านี้คือ “ความรักของคนจำนวนมากจะเยือกเย็นลง” เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะการอธรรมในช่วงเวลานั้นจะแผ่กว้าง เพิ่มพูนทวีมากขึ้น ไปทั่ว
– ที่ใดที่การอธรรม ความชั่วร้ายทวีมากขึ้น ความรักก็จะลดน้อยถอยลงจากที่นั่น ความรักแท้จางหายไป เหลือแต่รักจอมปลอม เหลือแต่ความเห็นแก่ตัวที่แอบเอาผ้าคลุมแห่งรักมาปกปิดไว้
– ในทางตรงกันข้าม ที่ใดที่มีความชอบธรรมของพระเจ้า มีคนชอบธรรมของพระเจ้า ความรักก็จะทวีมากยิ่งขึ้น
– ดังนั้น ดูเหมือนวิธีสังเกตง่ายๆว่า ชีวิตของใคร ดำเนินในทางชอบธรรม หรือ ในทางอธรรม ก็คือ ความรักที่เขาได้แสดงออกมาอย่างจริงใจ นั่นเอง

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เรารักคนอื่น มากขึ้นกว่าเมื่อวาน หรือ น้อยลงกว่าเมื่อวาน?
– มากขึ้น = ทวีขึ้น >> ดำเนินในทางชอบธรรม
– น้อยลง = เยือกเย็นลง >> การอธรรมเริ่มแผ่กว้างในชีวิต

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1ทธ. 3:1) { อยากรับใช้ }

“คำกล่าวนี้สัตย์จริง คือว่าถ้าใครปรารถนาหน้าที่ผู้ปกครองดูแลคริสตจักร คนนั้นก็ปรารถนากิจการงานที่ประเสริฐ” 1ทธ. 3:1

แนวคิด
– ความปรารถนาอยากรับใช้พระเจ้า เป็นความปรารถนาที่ประเสริฐ
– จากบริบททางสังคมของพระคำตอนนี้ ขณะนั้นมีการข่มเหงเกิดขึ้น การเป็นผู้ปกครอง(ซึ่งหมายถึงผู้นำคริสตจักรหรือศิษยาภิบาล ในช่วงเวลานั้น**) จะเป็นเป้าต่อการข่มเหง จึงอันตรายและพบกับความยากลำบากมาก ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่ รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายแต่ก็ยังปรารถนารับใช้พระเจ้าในบทบาทนี้ จึงเป็นความปรารถนาที่ประเสริฐ

** หมายเหตุ : คำว่า “ศิษยาภิบาล” ปรากฏครั้งเดียวในพระคัมภีร์ (อฟ. 4:11) นอกนั้นจะใช้คำว่า ผู้ปกครอง ซึ่งหมายถึง ศิษยาภิบาลนั่นเอง

การประยุกต์ใช้ :
– ความปรารถนาจะรับใช้พระเจ้า เป็นความปรารถนาที่พระเจ้าพอพระทัย ในปัจจุบันในประเทศของเราแม้ไม่มีการข่มเหงอย่างรุนแรงเหมือนสมัยนั้น แต่เมื่อเราก้าวสู่งานรับใช้พระเจ้า (ไม่ว่าเต็มเวลาหรือฆราวาส) ล้วนแต่ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น
> ไม่เพียง จ่ายด้วย เวลา กำลัง แรงกาย แรงใจ รวมทั้งเงินในกระเป๋า
> บางครั้ง ต้องเสียโอกาสที่ดีบางอย่างไป
> บางคนต้อง ยอมทิ้ง ยอมเสียสิ่งที่ตนรักไป
> บางคน ต้องจ่ายด้วยความเจ็บปวด และน้ำตา
> บางคนต้องพบกับ การเข้าใจผิดหรือมองเราผิด คิดว่าเรา “อยากเด่น อยากดัง อยากเป็นผู้นำ อยากโชว์ออฟ”
> บางคนถูกอิจฉา ถูกใส่ร้ายป้ายสี ฯลฯ
# ไม่ว่าราคาที่เราต้องจ่าย ในการปรารถนาจะรับใช้พระเจ้านั้นจะมากเพียงใด ก็เป็นราคาที่คุ้มค่า เพราะ ความปรารถนาเช่นนั้นเป็นความปรารถนาที่พระเจ้าพอพระทัย และพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม จะเป็นผู้ตอบแทนเราเอง เพราะพระเจ้าไม่เคยเป็นหนี้ใครเลย
# ที่สำคัญคือ โอกาสที่เราจะทำอะไรเพื่อตอบแทนพระคุณพระเจ้าผู้แสนดีเลิศของเรานั้น มีเพียงไม่กี่ปี หรืออาจไม่กี่เดือน หรืออาจไม่กี่วัน ในโลกนี้เท่านั้นเอง….ดังนั้น จงทำอย่างสุดกำลังเถิด…เพราะในสวรรค์ไม่มีงานรับใช้พระเจ้าให้เราทำแล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 2คร. 9:15 ) { ของประทานที่เกินความคาดคิด }

“ขอขอบพระคุณพระเจ้า เพราะของประทานที่เกินความคาดคิดซึ่งพระองค์ประทานนั้น” 2คร. 9:15

แนวคิด
– ในคริสตจักรโครินธ์ มีของประทานมากมาย (1คร.12:8-10) รวมทั้งได้รับการอวยพรมากมาย มีมากเพียงพอที่จะแจกจ่ายช่วยเหลือ คริสตจักรในแคว้นมาซิโดเนียที่กำลังเดือดร้อน(2คร.9:2)
– แต่ในที่นี่ อ.เปาโล กล่าวขอบคุณพระเจ้าออกมา ไม่ใช่เพราะของประทานเหล่านั้น อ.เปาโล กล่าวถึง “ของประทานที่เกินคาดคิด” หมายถึง ดีเกินคาดคิด ดีเกินกว่าที่จะบรรยายได้
– สิ่งนั้น ก็คือ “พระเยซูคริสต์” ของประทานจากสวรรค์ ที่ประทานให้แก่พวกเขา เพื่อให้พวกเขารอดพ้นบาปและกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ และ กลายมาเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ที่ได้รับมรดกร่วมกับพระคริสต์

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราดีใจ เราชื่นใจ มากแค่ไหน กับของประทานที่เกินคาดคิด ที่พระเจ้าประทานให้แก่เราแล้ว คือ พระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์
– บางคน มัวเสียใจ ท้อแท้ใจ กับสิ่งเล็กๆน้อยๆชั่วคราวในโลกนี้ที่เขายังไม่ได้ จนไม่มีเวลา จนไม่มีแรงเหลือ สำหรับการดีใจ การตื่นเต้น การชื่นใจ การขอบพระคุณ สำหรับ ของขวัญล่าที่เขาได้รับมาแล้วนั้น คือพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอด จอมเจ้านายของเรา
“เลิกท้อใจ จงชื่นใจและขอบพระคุณ กันเถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1ยน. 1:5-10) { 3 โกหก }

“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” 1ยน. 1:9

แนวคิด
3 โกหก
โกหก 1 : พูดว่า “สนิทกับพระเจ้า” แต่ยังเดินในความมืด = “เราก็โกหก” (ข้อ6)
โกหก 2 : พูดว่า “เราไม่มีบาป” = “หลอกตัวเอง”(ข้อ8)…โกหกตัวเอง
โกหก 3 : พูดว่า “เราไม่ได้ทำบาป” = “กล่าวหาว่าพระเจ้าโกหก”(ข้อ10)

จากโกหก 2 และ 3 …ทำให้รู้ความจริงว่า “เรามีบาป” และ “เราทำบาปอยู่เสมอ”
อ้าว…งั้น แสดงว่า เราก็ไม่มีทางสนิทกับพระเจ้าได้นะสิ (ดูจากโกหก 1)..งง เลย 555

เฉลย :
ความจริง 1 : เราผู้อยู่ในพระคริสต์ เป็นไปไม่ได้เลยว่า เรายังตั้งใจเดินในทางบาปต่อไป แบบไม่อยากกลับใจ “ก็ฉันอยากจะทำบาปต่อไป มีอะไรไม๊”…ใครคิดแบบนี้ ตั้งใจแบบนี้ สรุปได้เลยว่า ยังไม่มีพระคริสต์ในชีวิตอยากแท้จริง
ความจริง 2 : เมื่อเรากำลังเดินในทางสว่าง เราต้องระวัง ไม่หลอกตัวเองว่า “ฉันดีเลิศประเสริฐศรีแล้ว ไม่มีอะไรต้องปรับปรุงแล้ว” แต่ควรจะถ่อมใจและให้พระวิญญาณสอนเราเสมอว่า มีบาปใดๆซ่อนตัวในชีวิตของเรา ซึ่งเราจะขอให้พระวิญญาณช่วยเรา แก้ไขปรับปรุงชีวิตของเรา(ดูเหมือน พระวิญญาณจะไม่ทำ จนกว่าเราจะยอมรับว่า “ฉันมีบาปนี้ ขอเชิญพระวิญญาณเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ด้วยเถิด”)
ความจริง 3 : แม้เราจะตั้งใจเดินไปในทางสว่าง แต่ก็ไม่มีสักวันเลย ที่เราไม่ได้ผิดพลาดพลั้งบาป เราควรสำรวจตัวเอง โดยใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐาน(ข้อ10) เมื่อบาปใดๆพบแล้ว ก็อย่ามัวแต่ท้อแท้สิ้นหวัง หมดกำลังใจ (ไม่ต้องตกใจมันยังมีมากกว่านี้อีกเยอะ) แต่ให้เรา ถ่อมใจลง สารภาพบาปนั้นต่อพระเจ้า แล้วรับพระคุณของพระเจ้า รับการอภัยและชำระจากบาปทั้งสิ้นนั้น…แล้วก็ลุกขึ้นดำเนินชีวิตต่อไปในทางแห่งความสว่างในพระเยซูคริสต์
การประยุกต์ใช้ :
– เลิก เดินตามทางโกหกของมารซาตาน แต่ หันมาเดินตามทางแห่งความจริง ทางแห่งความสว่างในพระเยซูคริสต์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ทต. 1:15-16) { อยู่กลุ่มไหนดี? }

“สำหรับบรรดาคนที่บริสุทธิ์นั้นทุกสิ่งก็บริสุทธิ์ แต่สำหรับคนที่ชั่วช้าและไม่มีความเชื่อนั้นก็ไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์เลย แต่จิตใจและมโนธรรมของพวกเขาเสื่อมทราม” ทต. 1:15

แนวคิด
– บริสุทธิ์ แปลว่า แยกออกเพื่อพระเจ้า
– ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พูดถึง คน 2 กลุ่ม “คนที่บริสุทธิ์” และ “คนที่ชั่วช้าและไม่มีความเชื่อ”
# “คนที่บริสุทธิ์” ได้แก่ คนที่ชั่วช้า เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ จึงรับการชำระ รับการอภัย แล้ว แยกออกมาเพื่อพระเจ้า >>> คนกลุ่มนี้ ทุกอย่างในชีวิตของเขา ก็ถูกนับว่าบริสุทธิ์แล้ว
# “คนที่ชั่วช้าและไม่มีความเชื่อ” ได้แก่ คนชั่วช้า และเลือกที่จะไม่เชื่อ >>> คนกลุ่มนี้ ทุกสิ่งในชีวิตของเรา ถือว่าเป็นมลทิน แม้แต่ จิตใจและมโนธรรมของพวกเขาก็เสื่อมทราม (ทต. 1:16 เขาพูดว่ารู้จักพระเจ้า แต่ในการกระทำนั้นปฏิเสธพระองค์ พวกเขาน่าเกลียดน่าชัง ไม่เชื่อฟัง และไม่เหมาะกับการดีใดๆ เลย)

การประยุกต์ใช้ :
– ความแตกต่างของคนชั่วช้า ทั้งสองกลุ่มนี้คือ
กลุ่มแรก เชื่อแล้วดำเนินชีวิตตามที่ชื่อ ยกชีวิตของเขาให้เป็นของพระเยซู แยกออกจากวิถีของโลกเพื่อพระเยซู
กลุ่มที่สอง ไม่เชื่อ หรือ พูดว่าเชื่อแต่ก็ดำเนินชีวิต ไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาบอกว่าเขาเชื่อเลย
– วันนี้ (ไม่เกี่ยวกับเมื่อวาน) วันนี้…เราจะอยู่กลุ่มไหนดีหนอ?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 2คร. 10:17-18 ) { พระเจ้ารับรอง }

“เพราะว่าคนที่ยกย่องตัวเองจะไม่ได้รับการรับรอง แต่คนที่พระเจ้าทรงยกย่องต่างหากจะได้รับ” 2คร. 10:18

แนวคิด
– การอวดอย่างเดียวที่พระคัมภีร์อนุญาต คือ อวดพระเจ้า หรือ อวดพระราชกิจของพระเจ้า
– คนที่มนุษย์ยกย่อง (หรือคนที่พยายามการอวดตัวเอง หรือยกย่องตัวเอง) แม้มนุษย์จะยอมรับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าจะไม่รับรองการงานที่เขาได้ทำเพื่อพระเจ้า
– คนที่พระเจ้ายกย่อง(มนุษย์อาจจะไม่ยกย่อง หรือไม่ยอมรับ) นั่นแหละเป็นคนที่พระเจ้ารับรองการงานที่เขาได้กระทำ

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้สิ่งที่เราทำ ไม่สำคัญว่า มนุษย์พอใจหรือไม่ หรือแม้แต่ตัวเองจะพอใจหรือไม่ แต่สำคัญว่าพระเจ้าพอพระทัยหรือเปล่า
– วันนี้ สิ่งที่เราทำ มนุษย์ยอมรับ หรือ พระเจ้ารับรอง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( รม. 5:10 ) { พระเจ้ายังจะให้อภัยฉันอีกไหม? }

“เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้าเราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อกลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์” รม. 5:10

แนวคิด
– ขณะที่เรายังไม่รู้จักกับพระเจ้า และดำเนินชีวิตสวนทางกับทางของพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า ถึงกระนั้น พระเจ้าได้ทรงเลือกและเรียกเรา เข้ามารับอภัย รับการชำระบาป กลับมาคืนดีกับพระเจ้า ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าผู้ทรงรักเราเตรียมไว้สำหรับเรา ก่อนที่เราจะมีตัวตนเกิดมาเสียอีก
– พระเจ้าผู้รักเรา ยอมจ่ายค่าเท่าไหร่เท่ากัน ขออย่างเดียวเพียงช่วยเราให้กลับมาคืนดีกับพระองค์ได้ พระเจ้าจ่ายราคาแพงที่สุดเท่าที่พระบิดาผู้แสนประเสริฐ จะจ่ายได้ คือ จ่ายด้วยชีวิตของพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ (พ่อที่แสนดี ยอมตายแทนลูกได้ ดังนั้นการยอมให้ลูกตาย เป็นราคาแสนแพงยิ่งกว่าตัวเองตายเสียอีก ก็ว่าได้)
– อะไรหรือ? มีค่าถึงขนาดที่พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ยอมจ่าย แลกมา ด้วยชีวิตพระบุตรสุดที่รักองค์เดียวของพระองค์? >>> สิ่งนั้นก็คือ การช่วยให้คนบาปชั่วอย่างเรา มนุษย์ผู้แสนจะเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกัลปจักรวาลที่พระองค์ทรงสร้าง เราผู้เป็นศัตรูกับพระเจ้า ให้ได้กับมาคืนดีกับพระองค์………สรรเสริญพระเจ้า!!!
– ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด…วันนี้ เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้าแล้ว….หากเราทำผิดพลาดไป เมื่อเราสารภาพ กลับใจใหม่ ขอโทษต่อพระเจ้า….พระเจ้าจะให้อภัยเราอยากแน่นอน
– เพียงเรา กลับใจ…พระเจ้าผู้ทรงรักอย่างสุด ทรงพร้อมที่จะให้อภัย และจะช่วยเราให้กลับเริ่มต้นชีวิตใหม่ อย่างสง่างามได้อีกครั้งอย่างแน่นอน
– เรารอดพ้นการลงโทษแน่ๆ เพราะพระเยซูผู้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายและทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงสถิตในเราทั้งหลายทางพระวิญญาณบริสุทธิ์…เป็นหลักประกันว่า เราจะพ้นนรก สู่สวรรค์ ได้อย่างแน่นอน

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ ไม่ว่าเราจะผิดพลาดไปมากสักเพียงใด พระเยซูยังพร้อมให้อภัยแก่เรา และทรงช่วยให้เรากลับเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
– อย่าเชื่อคำโกหกของมาร…หันมาเชื่อใจในพระองค์ กลับมา ขอโทษแล้วรับการอภัยแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่
“พระเจ้ายังพร้อมให้อภัยแก่เราเสมอ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( กท. 5:19-21) { การงานของเนื้อหนัง }

“การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆ ในทำนองนี้อีกเหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า” กท. 5:21

แนวคิด
– การงานของเนื้อหนัง ได้แก่
3 บาปแห่งการล่อลวงของโลก : การล่วงประเวณี การโสโครก การลามก
2 บาปแห่งศาสนาต่างชาติ : การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม
8 บาปแห่งการเห็นแก่ตัว : การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การโกรธกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน การอิจฉากัน
2 บาปแห่งการทำตามอำเภอใจ : การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร
– “คนที่ประพฤติเช่นนี้” หมายถึง คนที่ยังคงตั้งใจเดินต่อไปในเส้นทางนี้ ไม่คิดจะกลับใจ ไม่คิดทำตัวให้เหมือนกับคนที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ
– “จะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า” ความหมายตามภาษาเดิมคือ “จะไม่ได้แผ่นดินของพระเจ้าเป็นมรดก” แปลว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นพวกเดียวกับบุตรของพระเจ้า
(เพราะว่า ความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง กท. 5:17)

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เมื่อเราต้อนรับพระเยซูมาเป็นจอมเจ้านายของเราแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงสถิตภายในเราแล้ว ด้วยเหตุนี้ เราไม่มีวันมีความสุขได้ หากดำเนินชีวิตตามทางแห่งเนื้อหนัง (เพราะพระวิญญาณต่อสู้ความต้องการของเนื้อหนัง)
– โลกหลอกเรา มารหลอกเรา ว่า “ถ้าเราทำตามรายการงานของเนื้อหนังข้างต้นแล้ว เราจะมีความสุขมากขึ้น” มันโกหก!!! …เราผู้มีพระวิญญาณของพระเจ้าไม่มีวันมีความสุขแท้ได้ หากยังปล่อยตัว ปล่อยใจ ตามความต้องการของเนื้อหนัง
– หนทางเดียวที่จะทำให้เราพบกับความสุขแท้ในจิตใจ สันติสุขของพระเจ้าครองใจเราได้ คือ ดำเนินตามพระวิญญาณ ตัดสินใจไม่เห็นด้วยกับทางของเนื้อหนัง ไม่แสวงหาความสุข(จอมปลอมจากการทำการงานของเนื้อหนัง) แต่แสวงหาความสุขแท้จากการที่ได้สำแดงผลของพระวิญญาณ(กท.5:22-23)ให้ปรากฏ
– และหากคราวใด ที่เราพลั้งเผลอไป ทำตามการงานของเนื้อหนัง [เพราะร่างกายเป็นกายเนื้อหนังอยู่ จึงมีโอกาสพลั้งเผลอได้ รออีกแปบนึง… พอเราได้กายใหม่แล้ว รับรองไม่พลั้งเผลออีกเลย] ทันทีที่รู้ตัว สำนึกได้ …ก็อย่ามัวเสียแต่โศกเศร้าเสียใจ จมอยู่กับการท้อใจ ตำหนิทับถมตัวเอง ทำตัวราวกับลูกไม่มีพ่อ…แต่ให้เรารีบลุกขึ้น กลับมาหาพระเจ้าพระบิดาของเรา ขอโทษต่อพระองค์ที่ทำตัวไม่สมกับเป็นลูกของพระเจ้า แล้วรับการอภัยด้วยความเชื่อ…จากนั้นยืดตัวตรงเดินไปในทางพระวิญญาณอย่างสง่างามราวกับว่า ไม่เคยพลั้งเผลอมาก่อนเลย…..
“โอ้!!! หนทางแห่งลูกของพระเจ้าช่างแสนดี และสง่างามจริงๆ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( อฟ. 1:7) { ในพระเยซู }

“ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการยกโทษจากการละเมิดโดยพระคุณอันอุดมของพระเจ้า” อฟ. 1:7

แนวคิด
– สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเรา อยู่ในพระเยซูคริสต์ (ต้อนรับพระองค์เข้ามาเป็นเจ้านายในชีวิต) คือ “เราได้รับการไถ่ พ้นโทษแล้ว”
>>> ชีวิตของเรา เราละเมิดกฏเกณฑ์ของพระเจ้า เราดำเนินชีวิตตามกิเลสตัณหาของตัวเอง เราใช้ชีวิตในบาป
>>> ค่าตอบแทนของการกระทำเหล่านั้น คือ “เราต้องตาย”
>>> ค่าจ้างของความบาปคือความตาย(รม.3:23) ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับเพื่อไถ่ชีวิตของเรา คือ เลือดต้องไหลจนหมดตัว จนตาย และเลือดนั้นต้องเป็นเลือดของเครื่องบูชาที่บริสุทธิ์หมดจดปราศจากบาปเท่านั้น จึงจะได้ผล…เราตายแน่!!!…จะหาเลือดแบบนั้นได้จากที่ไหนกัน…ถ้าไม่ถูกไถ่ออกมา จะตายในนรกชั่วนิรันดร์
### “เราชั่วเอง” => “สมควรตายในนรก” => “พระเจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรา ปล่อยมันตายไป แล้วสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ แสนง่ายดายสำหรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์”
>>> แต่โดยพระคุณอันอุดมมากยิ่งของพระเจ้า พระองค์ทรงเลือกจ่ายค่าไถ่ให้แก่เรา จ่ายด้วยราคาสุดแสนแพง ด้วยชีวิตของพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือ พระเยซูคริสต์
>>> พระเยซู ไถ่เราออกจาก แดนประหาร แล้วพระอง์ทรงรับค่าตอบแทนแห่งบาปนั้นแทนเรา
พระองค์จึงมีสิทธิ ยกโทษการละเมิดของเรา
* พระเยซูจ่ายหนี้บาปแทนเราแล้ว พระองค์ทรงยกโทษบาปให้แก่เราแล้ว … ใครก็ตามอกตัญญู ดูถูกพระองค์ โดยไม่ยอมเชื่อว่า “พระองค์ทรงจ่ายหนี้บาปให้เขาแล้ว พระองค์ให้อภัยบาปเขาแล้ว”…คนนั้นก็ไม่คู่ควรที่จะได้รับพระคุณที่แสนดีเลิศนี้..และสมควรต้องรับโทษบาปของตนเองในบึงไฟนรกตลอดกาล

การประยุกต์ใช้ :
– เราเชื่อจริงๆ หรือเปล่า? “พระเยซูไถ่เราแล้ว พระเยซูยกโทษให้เราแล้ว” “เราพ้นโทษบาปแล้ว เรารับการอภัยอย่างสมบูรณ์แล้ว”
– ถ้าเชื่อจริงๆ จงดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับที่เชื่อเถิด
>>> อย่ามัวแต่จมอยู่กับความท้อแท้ใจกับความผิดพลาดที่ผ่านมา…พระเยซูยกโทษให้เราแล้ว
>>> อย่าดำเนินชีวิตในบาปต่อไป…พระเยซูไถ่เราออกจากบาปแล้ว ชำระเราให้บริสุทธิ์แล้ว…ลุกขึ้นมาเริ่มต้นชีวิตใหม่…เราสะอาดแล้ว ระมัดระวังตัว อย่าทำตัวสกปรกอีกเลย
“ลก. 3:8 จงพิสูจน์การกลับใจด้วยผลที่เกิดขึ้น..”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน. 10:1-6 ) { สัมพันธ์ แกะ&ผู้เลี้ยง }

“ คนเฝ้าประตูจึงเปิดประตูให้คนนั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป” ยน. 10:3

แนวคิด
– ตอนนี้เป็นภาพแสนสวยงามระหว่างผู้เลี้ยงและแกะ
– ผู้เลี้ยง จะเข้ามาทางประตู(ข้อ2) >> พระเยซูมาช่วยเราตามกติกาของพระบิดา
(ฮบ. 9:22 ความจริงนั้นตามพระบัญญัติถือว่า เกือบทุกสิ่งจะบริสุทธิ์เพราะโลหิต และถ้าไม่มีโลหิตไหลออกแล้ว ก็จะไม่มีการอภัยบาปเลย)
(ลนต. 17:11 เพราะว่าชีวิตของสัตว์ทุกตัวอยู่ในเลือด เราได้ให้เลือดแก่เจ้าทั้งหลายเพื่อใช้บนแท่นบูชา เพื่อจะลบมลทินของเจ้าทั้งหลาย เพราะว่าโลหิตเป็นสิ่งที่ใช้ลบมลทิน เพราะชีวิตเป็นเหตุ)
– ผู้เลี้ยง เรียกชื่อแกะของเขา (ข้อ3) >> พระเยซูรู้จักเราแต่ละคนเป็นอย่างดี
– แกะ รู้จักเสียงของผู้เลี้ยง , ฟังเสียงของผู้เลี้ยง และเดินตามผู้เลี้ยง(ข้อ4) >> คนของพระเยซูจะแยกแยะได้ว่า การเตือน การสอน คำสั่ง ใดเป็นมาจากพระเยซู , คนของพระเยซูจะเชื่อฟังคำสั่งของพระเยซู และดำเนินชีวิตแบบเดียวกับที่พระเยซูดำเนิน
– แกะ ไม่ตามผู้อื่น แกะจะหนีจากผู้อื่น >> คนของพระเยซู จะไม่ฟังเสียงของโลก ไม่ไล่ตามค่านิยมของโลกนี้ จะหลีกหนีเสียจากการเดินทางบาปตามอย่างคนในโลกนี้
คำอุปมานี้ ยากนักที่จะเข้าใจ ขอพระเจ้าช่วยเราที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง (ข้อ6)

การประยุกต์ใช้ :
– พระเยซูทรงรู้จักเราเป็นอย่างดี พระองค์เข้าใจเรา พระองค์ไม่ซ้ำเติมหรือดูถูกเมื่อเราผิดพลาดพลั้งไป เพราะพระองค์รู้จักเราเช้าใจเรา
– โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยเราแยกแยะให้ได้ว่า อันไหนเป็นเสียงของพระเยซู เป็นคำเตือนจากพระเยซู ขอพระเจ้าเมตตาที่เราจะไม่มีใจแข็งกระด้างต่อการเตือนของพระวิญญาณบริสุทธิ์
– เราผู้เป็นของพระเยซู ควรตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเดินตามทางของพระเยซู และตัดสินใจเด็ดขาดที่จะหลีกหนีจากวิถีแห่งบาปแห่งโลกนี้ และจากหนทางแห่งค่านิยมอย่างโลกนี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 3ยน. 1:11 ) { เลียนแบบ }

“ท่านที่รัก อย่าเลียนแบบสิ่งที่ชั่ว แต่จงเลียนแบบสิ่งที่ดี คนที่ทำดีมาจากพระเจ้า คนที่ทำชั่วไม่เคยเห็นพระเจ้า” 3ยน. 1:11

แนวคิด
– ในท่ามกลางคนที่เรียกตนเองว่า “คริสตชน” บางคนทำสิ่งที่ดี บางคนทำสิ่งที่ชั่ว
– อย่าอิจฉา คนที่ทำชั่ว(สภษ. 24:1) แค่เวลาของเขายังมาไม่ถึงเท่านั้นเอง
– จงเลียนแบบ คนที่ทำสิ่งที่ดี เพราะว่า คนนั้นเป็นลูกของพระเจ้าตัวจริง(มาจากพระเจ้า)
>> ส่วนคนที่ทำชั่ว อย่าว่าแต่เป็นลูกของพระเจ้าเลย พระคัมภีร์ตอนนี้บอกว่า “เขาไม่เคยเห็นพระเจ้า” หมายความว่า เขาไม่มีสายตาฝ่ายวิญญาณที่จะรู้จักพระเจ้าด้วยซ้ำไป ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้จักกับพระเจ้า จริงๆ เขาจึงไม่ใช่ลูกของพระเจ้าตัวจริง

การประยุกต์ใช้ :
– หากพบเห็นคนทำสิ่งที่ชั่ว ท่ามกลางคริสตชน ไม่ต้อตกใจไป ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีแบบนี้มานานแล้ว
ที่สำคัญคือ เราอย่าไปเกลียดเขา ยังคงรักเขา แต่ อย่าเลียนแบบเขา อย่าไปอิจฉา อย่าอยากทำแบบเขาบ้าง
– หากพบเห็นคนทำสิ่งที่ดี ท่ามกลางคริสตชน จงเลียนแบบเขา เพราะคนนั้นเป็นลูกของพระเจ้าตัวจริง
– สำหรับเราเอง “จงพิสูจน์ว่าการกลับใจด้วยผลที่เกิดขึ้น” เราทำตัวสมกับเป็นลูกของพระเจ้าตัวจริงแล้วหรือยัง?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว 2คร.10:12{ อย่าเปรียบเทียบ }

“เราไม่ต้องการที่จะเปรียบเทียบตัวเราเองกับคนบางคนที่ยกย่องตัวเอง แต่เมื่อเขาเอาตัวของเขาเป็นเครื่องวัดกันและกัน และเอาตัวเปรียบเทียบกันและกันแล้ว เขาก็เป็นคนขาดความเข้าใจ” 2คร.10:12

แนวคิด :
– คนที่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เป็นคนที่ขาดความเข้าใจ
– แต่ละคนมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน มีภารกิจที่พระเจ้ามอบให้แก่เขาไม่เหมือนกัน ไม่เป็นการฉลาดเลยที่นำตัวของเราเอง ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะผลที่เกิดขึ้น จะเป็นการดูถูกตัวเอง หรือไม่ก็ จะเป็นความเย่อหยิ่งยโส

การประยุกต์ :
– เราควรสำรวจตัวเอง และเปิดใจให้พระเจ้าสอนให้เรารู้ว่า เราควรทำอะไร อย่างไร และมีอะไรบ้างที่เรายังบกพร่องอยู่ หรือมีอะไรบ้างที่เราต้องปรับปรุงหรือพัฒนายิ่งขึ้น
– เมื่อพบว่าสิ่งใดทำได้ดีแล้ว ก็ให้ขอบคุณพระเจ้า
– เมื่อพบสิ่งที่ยังบกพร่อง ก็ให้สารภาพ แล้วขอพึงพระคุณพระเจ้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1คร. 11:17-22) { ผลดี หรือ ผลเสีย }

“ในการกำชับต่อไปนี้ ข้าพเจ้าชมพวกท่านไม่ได้ คือว่าการชุมนุมกันของท่านมักจะได้ผลเสียมากกว่าผลดี” 1คร. 11:17

แนวคิด
– การรวมประชุมกันของคริสตจักรโครินธ์ ในเวลานั้น อ.เปาโล กล่าวว่าเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
– เป็นไปได้อย่างไรที่การไปคริสตจักร เป็นผลเสียมากกว่าผลดี? ก็เพราะว่า…
>> พวกเขาไปทำให้เกิดความแตกแยกกันในคริสตจักร(ข้อ18)
>> พวกเขาไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในคริสตจักร(ข้อ22)
>> พวกเขาไม่รักกัน เขาจงใจทำให้พี่น้องคนอื่นอับอาย(ข้อ22)
– การไปคริตจักรเป็นสิ่งดี เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น อ.เปาโลไม่ได้บอกว่า “จงเลิกไปคริสตจักร” แต่ บอกให้กลับใจ แก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในการประชุมในคริสตจักรเป็นไปอย่างที่พระเจ้าปรารถนาให้เกิดขึ้น

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ ในคริสตจักรของเรา ในกลุ่มเซลที่เราเข้าร่วม ในการสนทนาสามัคคีธรรมกับพี่น้อง เป็นผลเสียหรือผลดี?
ตัวเราเองได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า , เราได้พยายามเป็นผู้สร้างสันติ(มธ. 5:9) เป็นผู้พยายามคงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเอาไว้(อฟ. 4:3) เป็นผู้สำแดงความรักต่อพี่น้อง(1ยน. 4:21) หรือ เราทำสิ่งตรงกันข้าม ?
– ขอให้เราเป็นพระพรสำหรับพี่น้อง เป็นผู้มีส่วนร่วมทำให้การร่วมสามัคคีธรรมของพี่น้องในที่ใดๆก็ตามเป็นการสามัคคีธรรมที่เต็มไปด้วยพระพร

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ลก.10:13-16){ กลับใจ }

“วิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้า เมืองเบธไซดา ถ้าการมหัศจรรย์ซึ่งได้กระทำท่ามกลางเจ้าได้กระทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน คนในเมืองทั้งสองคงได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ นั่งบนขี้เถ้า กลับใจเสียใหม่นานมาแล้ว” ลก. 10:13

แนวคิด
– เมืองโคราซิน,เมืองเบธไซดาและเมืองคาเปอนาอุม เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ทะเลสาบกาลิลี เป็นบริเวณที่พระเยซู สั่งสอนและทำอัศจรรย์มากมาย เพื่อเรียกให้คนกลับใจใหม่ เพราะแผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้แล้ว แต่ชาวเมืองเหล่านั้นไม่ได้กลับใจ
– เมืองไทระและเมืองไซดอน เป็นเมืองของคนต่างชาติ มีการทำสิ่งผิดบาป และผิดกฏเกณฑ์ของพระเจ้ามากมาย แต่พระเยซูบอกว่า เมืองทั้งสองนี้จะมีโทษเบากว่าเมืองในกลุ่มแรก
– ไม่สำคัญว่า เราจะเห็นการอัศจรรย์มากแค่ไหน เราจะได้รับการช่วยกู้จากพระเจ้ามากแค่ไหน เราจะมีประสบการณ์กับพระเจ้ามากเพียงใด แต่ ถ้าเราไม่กลับใจ ก็จะพินาศเหมือนกัน
– ซาตานวางกลับดักเอาไว้ ถ้าเรายังไม่ใส่ใจคำเตือนจากพระเจ้า เดินหน้าต่อไปในทางนั้น หายนะกำลังรออยู่เบื้องหน้า
– ผู้ที่ไม่ฟังคำเตือน ก็กำลังปฏิเสธพระเจ้า(ข้อ16) และเรารู้ว่าคนที่ปฏิเสธจากเตือนสอนจากพระเจ้า ไม่มีทางพบเจอสิ่งดีที่แท้จริงได้เลย

การประยุกต์ใช้ :
– อย่ายอมถูกหลอกว่า “ความสำเร็จ ประสบการณ์กับพระเจ้า การอัศจรรย์ที่เคยพบเจอ จะเป็นเครื่องยืนยันว่า เราจะไม่พบกับหายนะ”
– หนทางเดียวที่จะรอดพ้น ปลอดภัยและได้รับพระพร ก็คือ เมื่อพระเจ้าเตือนสอน “จงยอมรับฟัง สารภาพ กลับใจใหม่ เดินไปในเส้นทางที่พระเจ้าทรงสอนเรานั้น” เพราะเส้นทางนั้นปลายทางเป็นพระพรอันแสนน่าชื่นใจ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ฮบ. 1:1-2){ พระเจ้าตรัสทางพระบุตร }

“แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ตรัสกับเราทางพระบุตร ผู้ที่พระองค์ทรงตั้งให้เป็นทายาทรับสิ่งทั้งปวง พระเจ้าทรงสร้างจักรวาลทางพระบุตร” ฮบ. 1:2

แนวคิด
– (ข้อ1) ในอดีตพระเจ้าทรงตรัสกับประชากรของพระองค์ทางพวกผู้ผยพระวจนะ (โมเสส,อาโรน,ซามูเอล,ซาอูล,ดาวิด,เอลียาห์,ฯลฯ)
ด้วยหลากหลายวิธี (ทางความฝัน,ทางนิมิต,ทางทูตสววรค์,ทางอูริมทูมิม,ฯลฯ ผ่านมาเป็น คำพยากรณ์,คำเตือน,คำสอน มากมาย)
เพื่อประชากรของพระเจ้าจะได้รู้จักพระเจ้า เข้าใจพระประสงค์ของพระองค์ ปฏิบัติอย่างเหมาะสมต่อพระองค์ ,ฯลฯ
– (ข้อ2) แต่ในวาระสุดท้าย (คือตั้งแต่พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกจึงกระทั่งปัจจุบัน)
พระเจ้าได้ตรัสกับเราทั้งหลาย (ผู้เป็นประชากรของพระองค์) ทางพระเยซูคริสต์
? “ตรัสทางพระเยซูคริสต์” คืออะไร อย่างไร?
>>> พระเยซูเปิดเผยให้เรารู้จักกับพระเจ้า ผู้ที่เราไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา พระเยซูทรงเปิดเผยพระลักษณะของพระเจ้า , นำพระทัยของพระเจ้า , ฤทธานุภาพของพระเจ้า , ความรักเมตตาของพระเจ้า , สิ่งที่พระเจ้าชอบ , สิ่งที่พระเจ้าเกลียด , ฯลฯ
>>> เมื่อเรามองดูชีวิตของพระเยซู (พระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์) ผู้ที่เรามองเห็นได้ เราก็เจ้าเข้าใจและรู้จักกับพระเจ้าผู้ไม่ประจักษ์แก่ตาได้
>>> เรารู้จักกับพระเจ้าผู้ทรงสร้างเราได้ โดยอ่านชีวิตและคำสอนของพระเยซู แล้วสังเกต เรียนรู้ ทำควมเข้าใจ พระลักษณะ , คำสอน และแนวคิดของพระเยซู เราก็จะสามารถ รู้จักและเข้าใจพระบิดาได้ (ในระดับหนึ่ง – เราไม่มีทางเข้าใจพระเจ้าทั้งหมดได้ ด้วยภาพกายมนุษย์อันจำกัดของเรา)

การประยุกต์ใช้ :
– เรารับรู้การตรัสจากพระเจ้า ผู้ที่เรามองไม่เห็นได้ ด้วยการอ่านเรื่องราวและคำสอนของพระเยซู จากพระคัมภีร์ แล้ว สังเกต เรียนรู้ พระลักษณะ และ พระประสงค์ของพระองค์ จากพระคัมภีร์นั้น
หมายเหตุ :
[เนื่องจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ เป็นข้อมูลต้นฉบับเดียว เท่านั้น เกี่ยวกับพระเยซู นอกนั้น ไม่ว่าหนังสือเล่มใดๆ หรือ วิดีโอ หรือสื่อใดๆ ล้วนแต่เป็นเพียงการนำเอาข้อมูลต้นฉบับคือพระคริสตธรรมคัมภีร์นี้ ไปขยายความอธิบายต่อเท่านั้นเอง
ดังนั้น คนที่อยากรู้จักกับพระเยซู สมควรอย่างที่สุดที่จะอ่านพระคัมภีร์และให้เวลา ให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์ มากกว่า หนังสือ หรือสื่อใดๆ ในโลกนี้ทั้งสิ้น ]

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1คร. 10:23-33) { ใช้เสรีภาพทำอะไร? }

“เราทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ เราทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งนั้นทำให้เจริญขึ้น” 1คร. 10:23

แนวคิด
– ในพระเยซูคริสต์ เรามีเสรีภาพ แต่ควรใช้เสรีภาพนั้นอย่างมีปัญญา ใช้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินของพระเจ้า แต่ใช้ทำสิ่งที่ทำให้ทั้งตนเองและผู้อื่นเจริญขึ้นในฝ่ายวิญญาณ(ข้อ23)
– เลือกทำสิ่งใด ก็จงเลือกโดยเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น มากกว่า ประโยชน์ของตนเอง(ข้อ24)
ข้อ25-33 อ.เปาโล ยกตัวอย่างการใช้เสรีภาพในเรื่องการกิน เรามีเสรีภาพในการกิน แต่ถ้าการกินนั้นทำให้พี่น้องสะดุด หรือ ไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เราควรเลือก “งดใช้เสรีภาพ” ในการกินนั้น ยอมไม่กินก็ได้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า และเพื่อเห็นแก่พี่น้อง ….นี่คือ การใช้เสรีภาพด้วยท่าทีแห่งความรัก

การประยุกต์ใช้ :
ในพระเยซูคริสต์ เรามีเสรีภาพที่จะทำสิ่งสารพัดได้ก็จริง แต่ หากเราเลือกใช้เสรีภาพโดยไม่สนใจ ไม่แคร์ต่อความรู้สึกของพี่น้อง เรากำลังประพฤติขัดกับทางแห่งความรักเสียแล้ว
(รม. 14:15 ถ้าพี่น้องของท่านไม่สบายใจเพราะอาหารที่ท่านกิน ท่านก็ไม่ได้ประพฤติตามทางแห่งความรักเสียแล้ว พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อผู้ใด ก็อย่าให้ผู้นั้นพินาศ เพราะอาหารที่ท่านกินเลย)
– การกระทำใดๆ ไม่มีความรัก ก็ไร้ค่าทั้งสิ้นในสายพระเนตรของพระเจ้า
(1คร. 13:3 แม้ข้าพเจ้าจะสละของสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่)
“เราควรใช้เสรีภาพในคริสต์ ตามทางแห่งความรัก”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน. 8:39-47 ){ ลูกพระเจ้า-ลูกมาร }

“คนที่มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟังพระดำรัสของพระเจ้า พวกท่านไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะเหตุนี้พวกท่านจึงไม่ฟัง” ยน. 8:47
แนวคิด
3 ตัวชี้วัด ว่าคนไหนเป็นลูกของพระเจ้า
1. คนที่เป็นลูกของพระเจ้า จะทำเหมือนอย่างที่พระเจ้าทำ [ลูกอับราฮัมจะทำเหมือนอับราฮัม] (ข้อ39)
2. คนที่เป็นลูกของพระเจ้า จะรักผู้ที่พระเจ้าทรงใช้มา รักผู้ที่ทำตามพระทัยของพระเจ้า (ข้อ42)
3. คนที่เป็นลูกของพระเจ้า จะรับฟังพระคำของพระเจ้า ไม่ต่อต้านหรือไม่มีความคิดขัดแย้ง ต่อพระดำรัสของพระเจ้า (ข้อ47)

ในทางตรงกันข้าม ลูกของมาร >> ทำเหมือนมาร , รักหรือเห็นด้วยคนที่ทำแบบมาร , ปฏิเสธแนวคิดของพระเจ้า สนับสนุนแนวคิดของโลกนี้

การประยุกต์ใช้ :
“อย่าเพิ่งคิดถึงคนอื่น พระคำตอนนี้กำลังพูดกับเรา”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( วว.3:7-13) { พระเจ้าเปิด ไม่มีใครปิดได้ }

จงเขียนถึงทูตสวรรค์ของคริสตจักรที่เมืองฟีลาเดลเฟียว่า ‘พระองค์ผู้บริสุทธิ์ ผู้ทรงสัตย์จริง ผู้ทรงมีลูกกุญแจของดาวิด ผู้ทรงเปิดแล้วจะไม่มีใครปิดได้ ผู้ทรงปิดแล้วจะไม่มีใครเปิดได้นั้น ตรัสดังนี้ว่า” วว. 3:7

แนวคิด
– “พระเจ้าเปิด ไม่มีใครปิดได้ พระเจ้าปิด ไม่มีใครเปิดได้”
– ถ้าพระเจ้าจะทำสิ่งใด ไม่มีใครอาจขัดขวางได้
– คริสตจักรฟิลาเดเฟีย ถูกต่อต้านและข่มเหง แม้เขาจะมีกำลังน้อยแต่ยังยังถือรักษาพระคำของพระเยซูไว้และไม่ยอมปฏิเสธพระเยซู(ข้อ8)
– พระเยซูสัญญาว่า จะทำให้คนรู้ว่าพระองค์ทรงรักเขา โดยพระองค์จะช่วยพวกเขา และจะทำให้ศัตรูของพวกเขาต้องอับอาย (ข้อ9)
– เพราะว่าเขาเฝ้ารักษา ทำตามพระคำของพระเจ้า อย่างทรหดอดทน พระเจ้าจะทรงเฝ้ารักษาเขาให้พ้นจากเวลาแห่งการทดลองในอนาคตที่กำลังจะมาถึงคนทั่วทั้งโลก(ข้อ10)
– ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำคือ ยึดมั่นในความเชื่อในพระเยซู เอาไว้ให้มั่น อย่ายอมให้ใครมาชิงเอาไปได้ ไม่ว่าด้วยคำสอนใหม่ๆ หรือด้วยการใช้กำลังบีบบังคับก็ตาม

การประยุกต์ใช้ :
– ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราพระเจ้าทรงอนุญาต เพราะพระองค์ทรงมีแผนการที่ดีสำหรับเรา
– สิ่งที่เราต้องทำ คือ ยึดมั่นในพระเจ้าเอาไว้ ถือรักษาคำสอนของพระองค์ แม้อาจต้องถูกดูถูก ถูกเยาะเย้ย ถูกข่มเหง เพราะทำตามพระคำของพระองค์ก็ตาม
– การทรหดอดทนที่จะทำตามพระคำของพระเจ้า ในอดีต จะช่วยให้เราพ้นการทดลองในวันนี้
– การทรหดอดทนที่จะทำตามพระคำของพระเจ้า ในวันนี้ จะช่วยให้เราพ้นการทดลองในอนาคต

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 12:46-50){ ทำตามใจพระบิดา }

“เพราะว่าใครก็ตามที่ทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา” มธ. 12:50

แนวคิด
– ขณะที่พระเยซูกำลังสั่งสอน มีผู้คนมากมายแม้แต่พวกศาสนา(มธ. 12:38) ก็มาฟังด้วย มีชายคนหนึ่ง แหวกฝูงชนมาอย่างภาคภูมิใจ เขานำข่าวดีสุดเท่ห์ มาบอกพระเยซูท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้น ว่า
“แม่ที่พระเยซูรัก และน้องๆที่พระองค์สนิทสนม กำลังยืนอยู่ข้างนอก หาโอกาสมาพูดกับพระองค์”(ข้อ47)
– แต่พระเยซู กับตรัสกับชายคนนั้น(ข้อ48) ว่า คนที่พระเยซูทรงรักและคนที่สนิทสนมกับพระเยซูนั้น ได้แก่คนที่ทำตามพระทัยของพระบิดาของพระองค์ผู้ทรงสถิตในสวรรค์
[ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า พระองค์ไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจ นางมารีย์และน้องๆ แต่พระองค์ฉวยโอกาส สอนความจริงสำคัญในฝ่ายวิญญาณ จากสถานการณ์นี้]
– ผมมองว่า ราวกับพระเยซูบอกชายคนนั้นว่า “เพื่อนเอ๋ย…ที่มาบอกมันเท่ห์ก็จริง แต่ท่านเท่ห์ได้มากกว่านั้นอีก ท่านเองสามารถมาเป็นที่รักของเรา เป็นผู้ที่สนิทสนทกับเราราวกับเป็นพี่น้องกันได้ เพียงแต่ท่านเลือกทำตามพระทัยของพระบิดา เหมือนที่เราทำตามพระทัยพระบิดา เป็นลูกพ่อคนเดียวกันเพราะทำตามใจพ่อคนเดียวกัน”

การประยุกต์ใช้ :
– เราสามารถสัมพันธ์สนิทสนทกับพระเยซู และผูกพันกับพระเยซูด้วยความรัก ได้โดยการทำตามพระทัยของพระบิดา เลิกให้การทำตามใจปรารถนาของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ให้การทำตามพระทัยพระบิดาสำคัญที่สุด
? อะไรคือน้ำพระทัยของพระบิดา….สิ่งเหล่านั้นเราพบได้อย่างชัดใจในพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเราเชื่อฟังทำตามพระคำของพระเจ้า นั่นคือการทำตามพระทัยพระบิดานั่นเอง
– หากจะพูดให้สั้นเข้า “อะไรคือพระทัยของพระบิดา?” ในมุมมองของผู้เป็นพ่ออย่างผม คงไม่มีอะไรเป็นยอดปรารถนาของผม มากไปกว่า การที่พี่ๆ ออกตามหาน้อง ที่หลงทางไปไกลจากพ่อ แล้วนำเขากลับมาบ้านพ่ออีกครั้ง
2016 กำลังจะจากไปแล้ว แต่ยังทัน เรามาทำตามพระทัยของพระบิดาในปี 2016 ด้วยกันเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1คร. 8:1-13){ รู้เพื่อรัก }

“แต่ถ้าใครรักพระเจ้า พระเจ้าก็ทรงรู้จักผู้นั้น” 1คร. 8:3

แนวคิด
– พระเยซูเตือนว่า ในวันสุดท้าย จะมีหลายคนที่พระองค์จะตรัสกับพวกเขาว่า “เราไม่รู้จักเจ้า” แต่ในพระคำตอนนี้ บอกชัดเจนว่า มีคนพวกหนึ่งที่พระเจ้าจะไม่พูดกับพวกเขาแบบนั้นแน่ๆ คือ “คนที่รักพระเจ้า” (ข้อ3)
– ข้อ1 “ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น” ชี้ให้เห็นถึง ความรู้และความรัก
>> การมีความรู้เรื่องพระเจ้านั้นดี แต่ถ้านำความรู้นั้นมาใช้ ให้กลับเป็นโทษ ไม่เป็นประโยชน์ใดๆ นอกจากจะคิดว่าตัวเองแน่ และคอยแต่ตำหนิคนอื่น
>> การนำความรู้เรื่องพระเจ้ามาใช้ เพื่อให้เรารักพระเจ้ามากขึ้น ความรู้นั้นจึงมีค่ามหาศาล และวิธีที่จะรักพระเจ้านั้นก็คือ สำแดงความรักต่อพี่น้องนั่นเอง
– ข้อ 2 เตือนว่า คนที่คิดว่าตนเองมีความรู้เรื่องพระเจ้าดีแล้ว จริงๆอาจจะยังไม่รู้จักกับพระเจ้าจริงๆก็ได้ และสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ พระเจ้าอาจไม่รู้จักเขาก็ได้ (“เราไม่รู้จักเจ้า”) แต่สิ่งที่รับประกันได้แน่ๆว่า พระเจ้ารู้จักเขา เขาเป็นคนของพระเจ้า คือ เมื่อเขารักพระเจ้า
* ดังนั้น ชีวิตคริสเตียนไม่สำคัญว่า เรารู้เรื่องพระเจ้ามากแค่ไหน แต่สำคัญว่า เราเอาความรู้เรื่องของพระเจ้ามาปฏิบัติเพื่อเราจะรักพระเจ้ามากยิ่งขึ้นเพียงใด
– ข้อ 4-13 เป็นตัวอย่างชัดเจน ที่แสดงว่า คนนั้นรักพระเจ้าจริง หรือ รักแต่ปาก คือดูจากการปฏิบัติของเขาต่อพี่น้อง คนที่รักพระเจ้าจะรักพี่น้อง จะไม่ทำร้ายพี่น้อง(ทำให้พี่น้องสะดุด) ทั้งที่เป็นสิทธิของเขา(ข้อ9) เขาทำได้ ไม่ผิด แต่เขาจะยินดียอมที่จะไม่ทำบางอย่างหากสิ่งนั้นไม่เป็นผลดีต่อพี่น้องในพระคริสต์
– ให้เรามาสำแดงควมรักจ่อพระเจ้า ด้วยการสำแดงความรักต่อพี่น้องกันเถิด

การประยุกต์ใช้ :
– มีความรู้พระคัมภีร์เป็นสิ่งดี แต่รู้แล้วไม่นำมาใช้ จะเป็นผลร้าย เพราะทำให้เราลำพอง คิดว่าตนเองดีและคอยตำหนิคนอื่น เราควรนำความรู้ในพระคำของพระเจ้า มาใช้ช่วยให้เรารักพระเจ้ามากยิ่งๆขึ้น
– วันนี้ เป็นวันพิเศษ วันเริ่มต้นปีใหม่ เหมาะอย่างยิ่งที่เราจะตั้งใจใหม่ ที่จะศึกษาพระคำของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น เพื่อ เป้าหมายเดียว “เพื่อเราจะรักพระเจ้ามากยิ่งขึ้น”
“ขอให้ปีนี้ ฉันรักพระเยซูมากยิ่งขึ้น มากกว่าปีที่แล้ว….อาเมน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ลก. 15:1-7){ ชั่ว 2 ประเภท }

“เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในทำนองเดียวกัน จะมีความชื่นชมยินดีในสวรรค์เรื่องคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่ มากกว่าเรื่องคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ยอมกลับใจ” ลก. 15:7

แนวคิด
– วันนั้นพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ ก็บ่นว่า “พระเยซูต้อนรับและกินด้วยกันกับพวกเก็บภาษีและคนบาป”
– ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ ก็คงเป็น ชายคนหนึ่งที่ดูมีธรรมะ มีคำสอนที่น่าเชื่อถือ แต่ชายคนนี้กลับยินดีต้อนรับพวกคนชั่วพวก คนขายชาติ พวกพ่อค้าหน้าเลือด พวกหญิงโสเภณี พวกขี้เหล้าเมายา พวกค้ายาบ้าและเสพยาบ้าน พวกผู้ร้ายฆ่าคน พวกโจรใจบาป พวกลักเล็กขโมยน้อย พวกประสบสอพลอ พวกขี้อิจฉา พวกชอบนินทาชาวบ้าน พวกล่วงประเวณี พวกเห็นแก่ตัว ฯลฯ
แล้ว บรรดาคนที่โบสถ์เป็นประจำ ถวายทรัพย์เสมอมา เฝ้าเดี่ยวทุกคน(หรืออ่านแบ่งปันเฝ้าเดี่ยวเป็นระยะๆ) ก็เริ่มไม่พอใจชายคนนั้น ว่า ทำไมไปยินดีต้อนรับคนชั่วเหล่านั้น
– พระเยซู ตรัสว่า คนบาปคนเดียวกลับใจ ก็ยังดีกว่า คนที่คิดว่าวันนี้ฉันเป็นคนดีแล้วไม่ต้องการกลับใจอะไรอีกแล้ว 99 คนรวมกันเสียอีก

การประยุกต์ใช้ :
– ในเรื่องนี้มี มีคนชั่ว 2 ประเภท
ชั่วประเภทแรก : คนอื่นรู้ว่าชั่ว และ ตัวเองก็รู้ว่าตัวเองชั่ว
ชั่วประเภทสอง : คนอื่นอาจดูไม่ออกว่าชั่ว และ/หรือ ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองชั่ว
ไม่ว่า เป็นคนชั่วประเภทไหน ถ้าเขาปรารถนาที่จะกลับใจ ก็มีค่ายิ่งกว่า คนที่ไม่คิดที่จะกลับใจ 99 คนรวมกันเสียอีก
– บางคริสตจักร อาจชื่นใจ มีคนมาคริสตจักรอาทิตย์นี้มากถึง 99 คน แต่ พระเยซูมองต่างออกไป พระองค์ชื่นใจ ว่า วันอาทิตย์นี้มีคนที่อยากจะกลับใจใหม่ เริ่มต้นใหม่กับพระเยซู มากถึง 1 คน
– วันนี้เรามาทำให้ทั้งสวรรค์เปรมปรีดิ์ ทำให้พระเยซูชื่นใจ ด้วยการกลับใจใหม่กันเถิด
(หวังว่า เราจะมีเรื่องที่ต้องกลับใจ มิฉะนั้น เราคงอยู่ในกลุ่มชั่วประเภทสอง)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ลก. 14:7-11){ พระเจ้าตัดสินเอง }

“เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกขึ้น” ลก. 14:11

แนวคิด
– พระเยซู สอนเป็นคำเปรียบเทียบ ว่า เวลาเข้าไปในงานเลี้ยง จงให้สิทธิเจ้าภาพเป็นคนกำหนดเองว่า เราสมควรได้รับเกียรติมากแค่ไหน ไม่ใช่เรากำหนดให้ตัวเอง

การประยุกต์ใช้ :
– เราทุกคนที่ต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ เป็นผู้มีสิทธิได้เข้าไปในงานเลี้ยงขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระเจ้าจะเป็นกำหนดเองว่า เราแต่ละคนสมควรได้รับเกียรติมากแค่ไหน…ไม่ใช่ตัวเราเอง
– ตลอดปีที่ผ่านมา รวมทั้งงานคริสตมาสที่เพิ่งผ่านไป เราอาจทำหลายอย่างเพื่อพระเจ้า อาจนำหลายคนมาถึงความรอดในพระเยซูคริสต์ อาจเสียสละมากมาย อาจถวายทรัพย์เยอะแยะ แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราสมควรได้รับเกียรติ ได้รับการขอบคุณ ได้รับความนับถือจากคริสตจักร หรือคนรอบข้าง
– เราควรถ่อมใจลง แล้วกล่าวอย่างจริงใจว่า “ข้าพเจ้าเป็นบ่าวที่ไม่ได้มีบุญคุณต่อนาย ข้าพเจ้าเพียงแต่ทำตามหน้าที่ ที่ควรจะทำเท่านั้น ”(ลก. 17:10)
– แล้วพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจ ผู้เป็นเจ้าของงานเลี้ยงนี้ จะเป็นคนกำหนดเองว่า เราสมควรได้รับเกียรติมากเพียงใด ในสิ่งที่เราทำเพื่อพระเจ้าตลอดปีที่ผ่านมา พระเจ้าไม่ได้ดูความยิ่งใหญ่ของงาน แต่ดูที่ท่าทีในใจที่เราทำงานงานนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( รม. 8:7-8 ){ เป็นศัตรูต่อพระเจ้า }

“และคนที่อยู่ในเนื้อหนัง จะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็ไม่ได้” รม. 8:8

แนวคิด
– การเอาใจใส่เนื้อหนังนั้นคือการเป็นศัตรูต่อพระเจ้า (ข้อ7)
– คนที่อยู่ในเนื้อหนัง ก็คนที่เอาใจใส่เรื่องของเนื้อหนัง ใน ฟป. 3:19 ใช้คำว่า “พวกเขาคิดแต่เรื่องทางโลก” ไม่ใส่ใจหรือไม่สนใจเรื่องฝ่ายวิญญาณ ดำเนินชีวิตตามค่านิยมของโลก ของสังคม ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ค่านิยมของพระเจ้า ไม่ใส่ใจว่าทำอะไรพระเจ้าจะพอพระทัย ทำอะไรพระเจ้าจะไม่พอพระทัย
– คนที่เป็นเช่นนี้ กำลังตั้งตัวเป็น “ศัตรูต่อพระเจ้า” และ แน่นอน “พระเจ้าจะไม่พอพระทัยเขา” ไม่ว่าเขาจะทำอะไรยิ่งใหญ่ ดีเลิศสักเพียงใดก็ตาม

การประยุกต์ใช้ :
– เราผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้อยู่ในเนื้อหนังแล้ว แต่อยู่ในพระวิญญาณ
เราไม่ได้เป็นศัตรูกับพระเจ้าแล้ว แต่เป็นบุตรของพระเจ้า
ดังนั้น ไม่สมควรอย่างที่สุดที่ของพระเจ้าอย่างเราจะดำเนินชีวิตแบบเดียวกับศัตรูของพระเจ้า ผู้ที่พระเจ้าไม่พอพระทัยในพวกเขา
แต่สมควรดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ
ถามพระเจ้าเสมอว่า “พระองค์รู้สึกอย่างไรครับ ถ้าผมจะทำแบบนี้?”
แล้วพระวิญญาณจะสอนเราในทันทีว่าพระเจ้าทรงรู้สึกอย่างไร ชอบพระทัย หรือ ไม่พอพระทัย
ยิ่งเอาใจใส่พระเจ้า แคร์พระเจ้า มากเท่าใด พระลักษณะของพระเจ้าก็จะปรากฏชัดขึ้นในชีวิตของเราเท่านั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน. 9:35-41){ ตาบอดมองเห็น }

พระเยซูตรัสว่า “เราเข้ามาในโลกเพื่อการพิพากษา เพื่อให้คนทั้งหลายที่มองไม่เห็นกลับมองเห็น และคนที่มองเห็นกลับตาบอด” ยน. 9:39

แนวคิด
– การที่พระเยซูเข้ามาในโลก เพื่อแยกคนออกเป็น 2 พวก เพื่อเตรียมเข้าสู่การพิพากษา คือ พวกตาบอดที่ปฏิเสธพระเยซูไม่ยอมรับการช่วยกู้จากพระองค์ และ พวกมองเห็นที่วางใจในพระเยซู ต้อนรับพระองค์เป็นผู้ช่วยให้รอดของเขา
– ชายตาบอดแต่กำเนิดบัดนี้เขามองเห็นแล้ว และเขาวางใจในพระองค์
– ฟาริสี ผู้คิดว่าตัวเองดีแล้ว บัดนี้เขาตาบอด เขาไม่ยอมรับพระเยซูเป็นผู้ช่วยในชีวิตของเขา

การประยุกต์ใช้ :
-ช่วงเทศกาลคริสตมาสนี้ เป็นโอกาสดีที่จะระลึกว่า พระเยซูมาเพื่ออะไร ก็เพื่อแยกมนุษย์ออก เตรียมสู่การพิพากษา เราจะเป็นคนพวกไหน
>> พวกที่รู้ตัวว่าอ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ หันมาวางใจในพระองค์ในทุกสิ่ง
>> พวกที่คิดว่าตัวเองทำได้ “ฉันทำเองได้” ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ วางใจในการกระทำ ในความสามารถ ในความพยายามของตนเอง
(พวกที่คิดว่าตัวเองอ่อนแอ แต่ก็ไม่ยอมหันมาพึ่งพระองค์ ไม่ยอมวางใจในพระองค์ ก็จัดอยู่ในพวกหลังนี้ด้วย)
พระเยซู มาเพื่อช่วยเรา พระองค์ช่วยเราได้แน่ๆ จงหันมาไว้วางใจในพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( รม.6:12-14 ){ ใช้ทำอะไร }

“อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาป ให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า เหมือนคนที่เป็นขึ้นมาจากตายแล้ว และจงให้อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า” รม. 6:13

แนวคิด
– เมื่อเราต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว เรา “ไม่จำเป็นต้อง” ถูกบาปครอบงำอีก เพราะเราไม่ได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติแล้ว (1คร. 15:56 …ฤทธิ์ของบาปคือธรรมบัญญัติ) ในเมื่อเราไม่ได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ บาปจึงหมดฤทธิ์สำหรับเรา
– แต่เรายังถูกบาปครอบงำได้ ถ้าเรายินยอมพร้อมใจ ด้วยการ “อัญเชิญ คุณบาป มาครอบงำฉันต่อไปเถิด” ซึ่งทำได้โดย ยกอวัยวะของเรา ให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม
– คุณบาป ครอบงำคนที่ตายฝ่ายวิญญาณและจะนำผลแห่งความตายให้เกิดมากยิ่งๆขึ้นในคนนั้น แต่เราผู้มีชีวิตใหม่แล้วในพระคริสต์ ไม่สมควร สมัครไปเป็นทาสของ คุณบาป อีก เราสมควรดำเนินตามพระคริสต์ซึ่งจะทำให้ผลแห่งชีวิตปรากฏมากยิ่งๆขึ้นในชีวิตของเรา
– ดำเนินตามพระคริสต์ได้ โดยการยกอวัยวะของเรา เป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า
– การอัญเชิญให้บาปครอบงำเรานั้น เริ่มที่ความคิด ถ้าเราสาละวนกับความคิดเรื่องบาปนั้น มันจะครอบงำเรามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุดพิษของบาป คือความตาย ก็จะเริ่มแพร่ไปยังพื้นที่ต่างๆในชีวิตของเรา สร้างสารพัดปัญหา และหายนะให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา….ดังนั้น “จงตัดไฟเสียแต่ต้นลม” เมื่อความคิดเกี่ยวกับบาปแวะมาในวมองของเรา ไล่มันไปในพระนามพระเยซู แล้วค่อยๆดึงจิตใจมาจดจ่อที่พระคริสต์ แล้วลงมือทำบางอย่างที่รู้ว่าพระคริสต์พอพระทัย

การประยุกต์ใช้ :
? วันนี้ เราใช้ ความคิดของเรา คิดถึงพระเจ้า + คิดถึงการทำสิ่งต่างๆเพื่อพระเจ้า กี่ชม.? (ใน 24 ชม.)
? วันนี้ เราใช้ปากของเรา ถวายเกียรติ ยกย่องพระเจ้า ทำให้พระเจ้าเป็นที่ยกย่อง กี่ประโยค? (ใน 24 ชม.)
? วันนี้ เราใช้เวลาของเรา ทำสิ่งที่พระเจ้าชื่นใจ กี่ชม.? (ใน 24 ชม.)
? วันนี้ เราใช้มือของเรา ทำการชอบธรรมอะไรบ้าง?
? วันนี้ เราใช้เงินของเรา ทำอะไรบ้างเพื่อให้พระเจ้าได้รับพระเกียรติ?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มธ.27:3-10){ ฆ่าตัวตาย }

ครั้งนั้นก็สำเร็จตามพระวจนะที่กล่าวโดยเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะที่ว่า “พวกเขารับเงินสามสิบเหรียญซึ่งเป็นราคาของผู้นั้น ที่เผ่าพันธุ์อิสราเอลตีราคาไว้ ” มธ. 27:9

แนวคิด
– ยูดาส หลังจากทรยศพระเยซูแล้วก็เสียใจ เอาเงินโยนทิ้งในพระวิหาร แล้วไปผูกคอตาย เรื่องนี้ เราเห็นลักษณะของ 3 บุคคลอย่างชัดเจน
1. เห็นความชั่วของยูดาส
เขาเสียใจ แต่ ไม่ใช่การกลับใจ (กลับใจ หยุดทำสิ่งผิดแล้วหันกลับมาทำสิ่งที่ถูก) ยูดาสเมื่อทำผิดเพราะความโลภแล้ว เขาเสียใจ แล้วก็ทำผิดซ้ำสอง ด้วยการไปฆ่าตัวตาย เพราะเย่อหยิ่งยโสมากเกินกว่าที่จะทนการคำหนิ การดูถูก การต่อว่า การกล่าว ทั้งจากคนอื่นและจากตัวเองได้ เขาหยิ่งเกินกว่าที่จะทนมันได้ จึงตัดสินใจทำผิดซ้ำสอง ด้วยการฆ่าตัวตาย แทนที่จะกลับใจ ยอมรับผิดในสิ่งที่ตนได้ทำไป แล้วเริ่มหันมาทำสิ่งที่ถูกต้อง
2. เห็นความเลวร้ายชั่วช้าของซาตาน
มารซาตานมันเป็นผู้ดลใจยูดาสให้ทรยศพระเยซู (ลก. 22:3 ซาตานเข้าดลใจยูดาสที่เรียกว่าอิสคาริโอท…) พอมันหลอกใช้ยูดาสสำเร็จ รางวัลที่มันให้แก่ยูดาสก็คือ ฆ่ายูดาสผู้หมดประโยชน์แล้วทิ้งเสีย ความคิดที่ยูดาสอยากจะฆ่าตัวตาย ไม่ได้มากจากพระเจ้าแน่ๆ แต่มาจากมาร มันใส่ความคิดอยากฆ่าตัวตายให้แก่ยูดาส แล้วยูดาสก็ยอมฟังมารอีกครั้ง
3. เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
เขาเอาเงิน30เหรียญที่ยูดาสโยนทิ้งไปซื้อที่ดินทุ่งช่างหม้อ เหตุการณ์นี้ถูกบอกไว้ก่อนแล้วโดยผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์และเศคาริยาห์ เมื่อราว 500 ปีก่อนหน้านี้
เพื่อให้รู้ว่าเหตุการณ์ที่ยูดาสทรยศพระเยซุเรื่อยมาจนถึงเอาเงินไปซื้อทุ่งช่างหม้อ
ไม่ใช่ความบังเอิญ หรือแผนอันผิดพลาดของพระเจ้า เพราะมารดลใจให้ยูดาสทรยศพระเยซูสำเร็จ
แต่ทั้งหมดยังคงอยู่ในแผนการอันแน่นอนของพระเจ้า เพื่อจะช่วยมนุษย์ทั้งหลายให้รอด

การประยุกต์ใช้ :
1. เมื่อทำผิด อย่าเพียงแค่เสียใจ แต่จงกลับใจ หยุดทำสิ่งไม่ถูกต้อง(เชื่อฟังมาร) แล้วหันมาทำสิ่งที่ถูกต้อง(เชื่อฟังพระเจ้า)
[การฆ่าตัวตาย ไม่ใช่การสำนึกผิด แต่เป็นความเย่อหยิ่งยโส ที่ไม่อาจถ่อมใจลงทนยอมรับผลแห่งความผิดของตนได้]
2. มารมันหลอกล่อให้เราทำชั่ว จากนั้นมันก็ใช้ผลแห่งการกระทำชั่วนั้น มาทำร้าย มาซ้ำเติมเรา ชั่วร้ายยิ่งนัก
[วันนี้ เราคิดได้หรือยัง?
เราจะยอมเชื่อฟังพระเยซูผู้รักเรา หวังดีต่อเรา ยอมตายเพื่อเรา
หรือ เราจะยอมเชื่อฟังมารซาตานผู้เกลียดชังเรา วางแผนทำร้ายเราและเตรียมซ้ำเติมเรา เอาเราให้ตาย]
3. พระเจ้าทรงรู้และควบคุมทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเราที่พระเจ้าไม่ทรงทราบ หรือนอกเหนือการควบคุมของพระเจ้า บางอย่างอาจจะเป็นผลมาจากความอ่อนแอ ความไม่เอาไหน ความโง่เขลาอย่างมากของเรา ถึงกระนั้น พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ผู้ทรงรักเรา ทรงสามารถเปลี่ยนเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นผลดี เป็นพระพรแก่เราได้อย่างแน่นอน
[พระเจ้าทรงใส่ใจรายละเอียดแม้แต่จำนวนเงินว่า 30เหรียญ พระองค์ทรงทราบและใส่ใจทุกรายละเอียดในชีวิตของเราเช่นกัน]

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ลก.13:18-21 ){ แผ่นดินของพระเจ้าเหมือนอะไร? }

“ก็เป็นเหมือนเมล็ดมัสตาร์ดเล็กๆ ที่คนหนึ่งเอาไปปลูกในสวน มันงอกขึ้นเป็นต้นใหญ่ และนกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นนั้น” ลก. 13:19

แนวคิด
– แผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งสูงส่ง ลึกซึ้ง และซับซ้อน เกินปัญญาอันต่ำต้อยของมนุษย์จะเข้าใจได้ ถ้าจะเปรียบเพื่อให้ปัญญาอย่างมนุษย์เราเข้าใจได้คงต้องอธิบายเป็นคำอุปมา
– พระเยซูเปรียบแผ่นดินของพระเจ้า เหมือน เมล็ดมัสตาร์ด ซึ่งเป็นเมล็ดเล็กๆ ที่มีคนเอาไปปลูกในสวน ต่อมาเติบโตเป็นต้นใหญ่(ต้นชนิดนี้สูงได้ถึง 1-5 เมตร) จนนกมาอาศัยได้ “เริ่มต้นก็เล็กน้อย เบื้องปลายก็ใหญ่โตมากยิ่ง”
(โยบ 8:7 แม้เบื้องต้นของท่านจะเล็กน้อย แต่ต่อไปเบื้องปลายของท่านจะใหญ่โตอย่างยิ่ง)
– พระยซูยังเปรียบแผ่นดินสวรรค์เหมือน เชื้อยีสต์ (ไม่กี่ขีด)ที่ผู้หญิงคนหนึ่งมาใสในแป้งราว 10 กิโลกรัม(1เอฟาห์=3ถัง) ต่อมาแป้งทั้งหมดก็ฟูขึ้น “แม้จะเล็กน้อย แต่จะเกิดผลกระทบยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา”

การประยุกต์ใช้ :
• มีคนเอาไปปลูก : ไม่ได้บังเอิญ แผ่นดินของพระเจ้าเกิดจากมีคนลงมือปลูก
>> พระเยซูปลูกในอิสราเอล จึงขยายออกไปทั่วโลก
>> มิชชันนารีในอดีตมาปลูกในเมืองไทย เราจึงได้รู้จักกับพระเจ้า
>> เมื่อเราเริ่มปลูกในเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง พ่อ แม่ ของเรา ในที่สุดความเชื่อที่เริ่มหว่านลงไปนั้นจะเจริญงอกงามเป็นต้นไม้ใหญ่
• เมล็ดมัสตาร์ดเล็กๆ ไร้ค่า อ่อนแอ ไม่สำคัญ ไม่มีใครเห็นด้วยซ้ำไป และเคลื่อนไหวเองก็ไม่ได้ แต่เมื่อความเชื่อในพระเจ้าเริ่มงอกงาม ในที่สุด กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ จนกระทั่งแม้แต่นกในอากาศที่สง่างาม โผผินไปมาได้ตามใจชอบ ยังคงต้องขอพึ่งพาบารมีเพื่อเป็นที่อาศัย เพื่อจะรอดตาย
>> วันนี้ เราอาจเป็นเพียงคนเล็กน้อย ไม่สักสำคัญอะไรในสายตาของคนรอบข้าง แต่เมื่อเราแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า หยั่งรากลึกและเติบโตขึ้นในความเชื่อในพระเจ้า ไม่นานนักสักวันหนึ่งเราจะเป็นพระพรสำหรับคนมากมาย รวมทั้งคนทั้งหลายที่สูงส่งกว่าเรามากมายนัก ก็ยังได้รับพระพรเพราะเรา
• ทั้งเมล็ดมาสตาร์ดและเชื้อยีสต์ สิ่งที่เหมือนกันคือ “ต้องใช้เวลา” พระเจ้ามีเวลาที่งดงามของพระองค์ เพื่อให้สิ่งที่เราหว่าน สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราลงทุนลงแรงในแผ่นดินของพระเจ้า เกิดผลเป็นพระพรมากมาย “จงเรียนรู้ที่จะรอคอยเวลาของพระเจ้า”
ปล. คริสตมาสนี้ การพูดเรื่องความหมายคริสตมาสให้เพื่อน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ได้ฟัง ,การเขียนการ์ดอวยพรเล็กๆน้อยๆ ,การขอโอกาสอธิษฐานอวยพรเพื่อในช่วงเทศกาลคริสตมาส ,การชวนเพื่อนได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศคริสตมาสในคริสตจักร ,การส่งข้อความอวยพรเพื่อนด้วยพระคำของของพระเจ้า ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเมล็ดมัสตาร์ดเล็กน้อยที่ถูกหว่านลงไปในจิตใจของคนที่เรารักเหล่านั้นทั้งสิ้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 14:1-6){ ใจแข็งกระด้าง }

พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ใครในพวกท่านถ้ามีลูกหรือวัวตกบ่อ จะไม่รีบฉุดขึ้นมาในวันสะบาโตหรือ?” ลก. 14:5

แนวคิด
– ผู้นำฟาริสีเชิญพระเยซูไปทานอาหารที่บ้าน ซึ่งเป็นแผนเพื่อจะจับผิดพระองค์
– นี่แน่ะ มีคนหนึ่งเป็นโรคบวมน้ำมาอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ (ข้อ2) ในข้อ4 มีวลีว่า “แล้วก็ปล่อยเขาไป” แสดงว่า เขาไม่ใช่แขกในงาน แล้วเข้ามาในบ้านของผู้นำฟาริสีได้อย่างไร น่าจะเป็นการจัดฉากของฟาริสีเพื่อจะจับผิดพระเยซู
– พระเยซูจึงตรัสถามพวกผู้เชี่ยวชาญบัญญัติและพวกฟาริสีว่า “ถ้าจะรักษาคนป่วยในวันสะบาโตผิดบัญญัติหรือไม่?”(ข้อ3) พวกเขาก็นิ่งอยู่(ข้อ4) ที่พวกเขานิ่งเพราะรู้ว่าไม่ผิดบัญญัติ แต่ผิดธรรมเนียมของพวกเขา เขายินดีให้คนนั้นไม่ต้องรับการรักษา ดีกว่าจะผิดธรรมเนียมปฏิบัติของเขา
– พระเยซู พยายามชี้ให้เขาเห็นว่า จิตใจของเขาช่างแข็งกระด้างและเห็นแก่ตัว ด้วยคำถามว่า “ใครในพวกท่านถ้ามีลูกหรือวัวตกบ่อ จะไม่รีบฉุดขึ้นมาในวันสะบาโตหรือ?”(ข้อ5)
– เมื่อลองผสานข้อ3และข้อ5 เข้าด้วยกัน แล้วได้คำถามใหม่ว่า
“ลูกคนเดียวของท่านกำลังไม่สบายในวันสะบาโต จะให้ฉันรักษาเขาวันนี้เลยไหม?”
“วัวราคาแพงของท่านป่วยในวันสะบาโต ท่านจะให้คนรักษามันไหม?”
คำตอบคงจะเป็น “ได้สิครับ ได้โปรดรีบรักษาเถิด”
– เขารักษากฏเกณฑ์เคร่งครัดสำหรับทุกคน ยกเว้นตัวเอง
– แล้วพระเยซูก็รักษาชายนั้นแล้วปล่อยเขาไป(ข้อ4)
หมายเหตุ : โรคบวมน้ำ เป็นโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของหัวใจ ไตและตับทำให้น้ำกระจายไปตามกล้ามเนื้อแทนที่จะขับถ่ายออกมา

การประยุกต์ใช้ :
จงระวังเชื้อแบบเดียวกับฟาริสีนั้น ที่รักษากฏเณฑ์อย่างเคร่งครัดสำหรับทุกคน ยกเว้นตัวเอง
? เราไม่พอใจมากเมื่อคนอื่นพูดโกหก แต่ความไม่สัตย์ซื่อเล็กๆน้อยๆของเรานั้นไม่เป็นไร
? เราตำหนิและรู้สึกผิดหวังมาก เมื่อรู้ว่าคนนั้นล่วงประเวณี แต่ความคิดโสโครกในจิตใจของเรานั้น ไม่เป็นไร พระเจ้าไม่ถือโทษหรอก
? เรารังเกียจมาก ไอ้พวกเห็นแก่ตัว แต่การที่เราไม่เห็นแก่คนอื่นนั้น ไม่เป็นไร
? เราไม่พอใจที่คนนั้นทำไมมันขี้เกียจแบบนี้ แต่การไม่ขยันของเราเป็นบางครั้ง อันนี้ไม่น่าจะเป็นอย่างไร
? “ทำไมนะคนนั้นไม่รักคนอื่นเลย” แต่ส่วนเราไม่ได้สำแดงความรักแก่ใครนั้น มันเป็นความจำเป็นส่วนตัวจริงๆ น่าเห็นใจอย่างยิ่ง
“จงระวังเชื้อของพวกฟาริสี”
สิ่งที่เราควรทำ คือ
เมื่อเราปรารถนาให้พระเจ้ากระอย่างไรกับเรา เราก็ควรปรารถนาให้พระเจ้ากระทำเช่นนั้นกับคนอื่นด้วยเช่นกัน
“อยากให้พระเจ้าอภัยบาปเราทุกอย่าง”
“อยากให้พระเจ้าช่วยเรา แม้เราทำตัวไม่สมควรจะได้รับ”
“อยากให้พระเจ้า ไม่จดจำความผิดพลาดในอดีตทั้งสิ้นของเรา”
ฯลฯ
ดังนั้น เราควรกระทำเช่นนั้นต่อผู้อื่นเช่นกัน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:1-11){ คุ้มไม๊? }

พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย ให้เป็นธุระของข้าพเจ้าเถิด เวลาของข้าพเจ้ายังมาไม่ถึง” ยน. 2:4

แนวคิด
– ครั้งหนึ่งพระเยซูและสาวกได้รับเชิญไปงานแต่งงาน ซึ่งถือเป็นงานเลี้ยงใหญ่สำหรับชาวยิว จะมีการจัดฉลองกันถึง 7 วัน แต่พอถึงวันที่ 3 ของงาน ปรากฏว่า เหล้าองุ่นหมด อาจเพราะว่าแขกมามากเกินกว่าที่คาดไว้มาก ซึ่งถ้าการต้อนรับแขกไม่ดีจะเป็นสิ่งที่น่าอับอายมากในสังคมของชาวยิว
– นางมารีย์มารดาของพระเยซู ซึ่งน่าจะเป็นญาติของคู่บ่าวสาว จึงมาบอกกับพระเยซู พระเยซูจึงตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย ให้เป็นธุระของเราเถิด เวลาของเรายังมาไม่ถึง”
– พระเยซูทรงใช้คนใช้ตักน้ำใส่โอ่งน้ำสำหรับล้างเท้า แล้วเอาไปให้เจ้าภาพ(หมายถึง แม่งานที่ควบคุมดูแลงานแต่งงานนี้)
– เมื่อเจ้าภาพชิมแล้ว จึงเรียกเจ้าบ่าวมาพูดว่า “ทำไมเพิ่งเอาเหล้าองุ่นอย่างดี ออกมาตอนนี้ น่าจะเอาออกมาตั้งแต่ต้นงาน”

การประยุกต์ใช้ :
>>> มารีย์นำเรื่องเหล้าองุ่นมามอบให้พระเยซูช้าเกินไป ถ้ามอบให้ตั้งแต่แรก ก็จะไม่ต้องพบเจอปัญหานี้ เจ้าบ่าวเองก็ไม่ถูกตำหนิ อย่างไรก็ตามแม้จะล่วงเลยมาจนปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ก็ยังไม่สายที่จะนำปัญหานั้นมามอบให้พระเยซูตอนนี้….รวมทั้งปัญหาของเราในวันนี้ด้วย
• เรามักมอบสิ่งที่เราทำแด่พระเยซูเมื่อเราพบกับปัญหาแล้ว น่าจะเป็นการฉลาดกว่าถ้ามอบแด่พระเยซูตั้งแต่เริ่มต้นเลย
>>> พระเยซู แก้ปัญหาเหล้าองุ่นหมด ด้วยการให้ตักน้ำใส่ตุ่มน้ำล้างเท้า คนใช้คงคิดว่า “ช่างไม่เกี่ยวกันอะไรขนาดนั้น” ทางของพระเจ้าไม่เหมือนทางที่เราคิด
• เรากำลังมีปัญหาการเงิน พระองค์ให้โทรไปชวนคนมางานคริสตมาส…ไม่เกี่ยวกันเลย
• เรากำลังอกหัก พระองค์ให้เราช่วยเหลือคนยากจน…ไม่เกี่ยวกันเลย
• เรากำลังกังวลกับเรื่องของลูก พระองค์ให้ส่งข้อความไปหนุนใจคนอื่น…ไม่เกี่ยวกับลูกของเราเลย
อสย. 55:9 “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”
>>> หลังจากน้ำเต็มตุ่มแล้ว พระเยซูให้คนใช้ตักไปให้เจ้าภาพดื่ม….หนักเข้าไปอีก….คนใช้คงคิด “คราวนี้ ตกงานแน่แล้วตู!!!” ….. การทำตามพระเจ้า ต้องใช้ความเชื่อ และ เมื่อใช้ความเชื่อ จะมีความเสี่ยงอยู่ในนั้นเสมอ
แต่ผลสุดท้ายของการมอบให้พระเยซูจัดการและยอมเสี่ยงเชื่อฟังพระองค์ แม้จะดูไม่เข้าท่าตามหลักการและเหตุผล สิ่งที่ออกมาก็คือ ผลดีแก่ทุกๆคน นางมารีย์(ผู้รับเรื่องนี้แด่พระเยซู),บ่าวสาว(ผู้เป็นญาติของมารีย์),เจ้าภาพ(ผู้ถูกให้ดื่มน้ำจากโอ่งน้ำล้างเท้า),แขกเหรื่อ(ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์),คนใช้(ผู้ยอมเสี่ยงเชื่อฟัง)และเราทั้งหลายผู้ได้อ่านพระคำตอนนี้…..และแล้วพระเกียรติก็มีแด่พระเจ้าทามกลางสถานการณ์นั้น…และจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ของเราวันนี้เช่นกัน เมื่อเรามอบเรื่องวันนี้แด่พระเยซู…งานนี้คุ้มจริงๆ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน. 18:33-38 ) { ปีลาตผู้ที่พระเยซูทรงรัก }

พระเยซูตรัสตอบว่า “ราชอำนาจของเราไม่ได้เป็นของโลกนี้ ถ้าราชอำนาจของเรามาจากโลกนี้ คนของเราก็คงจะต่อสู้ไม่ให้เราถูกมอบไว้ในมือของพวกยิว แต่ราชอำนาจของเราไม่ได้มาจากโลกนี้” ยน. 18:36

แนวคิด :
– พวกยิวและพวกมหาปุโรหิต จับตัวพระเยซู มายังกองบัญชาการปรีโทเรียม เพื่อมาให้ปีลาตตัดสินประหารชีวิตพระองค์
– ปีลาต จึงเรียกให้พาพระเยซูแยกออกมา เพื่อสอบสวนลำพัง
ปีลาตถามพระเยซูว่า “เจ้าทำผิดอะไร?”(ข้อ35)
>> พระเยซูไม่ได้ตอบคำถามของเขา เพราะคนที่ทำผิดไม่ใช่พระเยซูแต่คือตัวเขาเองนั่นแหละ

ปีลาตไม่รู้ว่าเขากำลังพูดกับพระเจ้าใหญ่ยิ่ง ผู้รักเขามาก และกำลังจะยินดีตายเพื่อช่วยเขา ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ความจริงที่พระเยซูถูกจับมัดมานี้ ไม่ใช่เพราะพระเยซูทำผิดอะไร แต่เพราะ ปีลาตต่างหากที่ทำผิดทำบาป และพระเยซูยอมถูกจับมาเพื่อตรึงตาย เพื่อช่วยปีลาตให้รอด

ผมอ่านตอนนี้มาหลายครั้งมาก แต่ไม่เคยเข้าใจแบบนี้จนกระทั่งเช้าวันนี้ บทสนทนาของพระเยซู ช่างเต็มไปด้วยความรักเมตตา ต่อปีลาต เพื่อปีลาตจะพบกับสัจจะ ด้วยการยอมฟังเสียงของพระเยซู พระเยซูพยายามบอกปีลาต ถึงทางที่จะพบกับสัจจะ ว่า
• ปีลาต ท่านต้องต้อนรับพระคริสต์ด้วยตัวของท่านเอง (ข้อ34)
• ปีลาต ท่านต้องสำนึกในความบาปผิดของท่าน (ข้อ35)…พระเยซูไม่ตอบ เพื่อให้เราสำนึกได้เองในความผิดของตน
• ปีลาต ท่านต้องยอมรับพระคริสต์เป็นกษัตริย์ของท่าน (ข้อ37)

ข้อ 36 พระเยซูตรัสว่า ราชอาณาจักรของพระองค์ไม่ได้มาจากโลก คือ พระองค์ไม่ต้องการอำนาจการปกครองที่บรรดาชาวโลกจะประเค็นให้ แต่มาจากสวรรค์ซึ่งพระบิดาจะเป็นผู้ประทานให้
เช้านี้ผมนั่งนึกดูเล่นๆว่า ถ้าพระเยซูเลือกราชอาณาจักรของพระองค์มาจากโลก จะเกิดอะไรขึ้น >>> พระองค์คงสำแดงฤทธานุภาพใหญ่ยิ่ง จนทั่วทุกอาณาจักรในโลก ต้องยอมสยบ ยอมสิโรราบต่อพระองค์ และพระองค์คงจะปกครองเป็นราชาแห่งโลกนี้ มานับพันปีจนกระทั่งทุกวันนี้
แต่ส่วนบรรดา คนของพระองค์ก็คงแก่และตายไปเพราะบาป(ค่าจ้างของความบาปคือความตาย) รุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่พระองค์ก็ยังคงเป็นกษัตริย์แห่งโลกต่อไป ส่วนคนของพระองค์ก็ตกในบึงไฟนรกสาสมกับความบาปผิดความชั่วของเขาแต่ละคนชั่วนิจนิรันดร์
>>> สาธุการแด่พระเจ้า โดยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ พระเยซไม่เลือกทำเช่นนั้น แต่เลือกการเดินไปสู่ไม้กางเขน ตายอย่างน่าอนาจและทุกข์ทรมาน เพื่อช่วยเราทั้งหลายให้รอดพ้นบึงไฟนรก
“พระองค์สมควรเป็นราชาแห่งดวงใจของเราทั้งหลายอย่างแท้จริง”

การประยุกต์ใช้ :
“สรรเสริญพระเยซู”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (กจ. 26:1-3){ ลาภใหญ่ }

“ท่านกษัตริย์อากริปปาเจ้าข้า ข้าพระบาทถือว่า เป็นลาภใหญ่ที่ได้โอกาสแก้คดีต่อพระพักตร์ฝ่าพระบาทวันนี้ ในเรื่องข้อคดีทั้งปวงซึ่งพวกยิวกล่าวหาข้าพระบาทนั้น” กจ. 26:2

แนวคิด :
– ขณะนี้ เปาโล ถูกจับโดยทหารโรม ถูกพวกยิวใส่ร้ายป้ายสี ถูกขังโดยไม่มีความผิดอยู่ที่เมืองซีซารียา ถูกพวกยิวเตรียมแผนลอบฆ่าไว้แล้ว ถูกผู้ว่าราชการเฟลิกส์ไถเงินแต่ไม่มีให้จึงขังต่อไปแบบไร้ความผิดอีก 2 ปี จนเฟสทัสผู้ว่าราชการเมืองคนใหม่เข้ามารับหน้าที่ ก็กำลังคิดเอาใจพวกยิวด้วยการส่งเปาโลกลับไปตายที่เยรูซาเล็ม
– ยิ่งไปกว่านั้น กษัตริย์อากริปปา ลูกชายของ กษัตริย์เฮโรดอากริปปา ผู้สั่งตัดคอยากอบ(กจ.12:1-2) ก็เรียกตัวเปาโลมาเข้าพบอีกด้วย
– ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดัน ทุกข์ยาก แสนลำบาก ไม่เป็นธรรม สารพัดปัญากดดันเข้ามาสู่ชีวิต ความตายรออยู่ตรงหน้า ปรากฏว่า เปาโลกล่าวว่า “เป็นลาภใหญ่” (ข้อ2) เขาดีใจมากเพราะวันนี้เขาจะได้มีโอกาสรับใช้พระเจ้า ด้วยการเป็นพยานแก่กษัตริย์อากริปปา

การประยุกต์ใช้ :
– ไม่ว่าสถานการณ์ของเราในวันนี้จะเป็นเช่นไร เราสามารถรับใช้พระเจ้าได้เสมอ
– ไม่ว่าสถานการณ์ของเราในวันนี้จะเป็นเช่นไร เราก็สามารถเลือกยังคงไม่รับใช้พระเจ้าอยู่ดีได้เช่นกัน
“วันนี้ จะเลือกแบบไหนดี?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 13:10-17){ รับใช้ งานรับใช้ }

“เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นจึงทรงเรียกและตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เธอได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากโรคของเธอแล้ว” ลก. 13:12

แนวคิด
– อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันสะบาโต ณ ธรรมศาลาแห่งหนึ่ง พระเยซูวางมอบนหญิงผู้เป็นโรคหลังโกงมา 18 ปีแล้ว ในทันใดนั้น นางก็ยืดตรงได้ (ข้อ10-13) – หัวหน้าของธรรมศาลาแห่งนั้น(นายธรรมศาลา) กลับไม่พอใจ เพราะพระเยซูทำการอัศจรรย์รักษาหญิงนั้นในวันสะบาโต (ข้อ14)
– พระเยซู เรียกท่าทีแบบนี้ว่า “หน้าซื่อใจคต” (ข้อ15)
เพราะเขาทำตัวว่า เคารพ รักและยำเกรงพระเจ้า ด้วยการสนใจ “รูปแบบ พิธีกรรม ธรรมเนียมปฏิบัติ” ในธรรมศาลา แต่กลับไม่ใส่ใจกับ พระราชกิจของพระเจ้าที่เกิดขึ้นในธรรมศาลานั้น
– พระเยซูทำอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ เขากลับตาบอดมองไม่เห็น เขาเห็นแต่มีใครบางคนทำผิดระเบียบกฏกติกาที่เขาถือปฏิบัติมาเป็นเวลานานแล้ว…ช่างน่าเศร้าจริงๆ

การประยุกต์ใช้ :
บางตัวอย่าง ของ การหน้าซื่อใจคต
• รับใช้พระเจ้า โดยไม่สนใจพระเจ้าว่าพระเจ้าคิดอย่างไร พระองค์ประสงค์สิ่งใด ซึ่งเรียกว่า “รับใช้งานรับใช้”
>>> เห็นได้จากการจัดงานคริสตมาสเพื่อให้ออกมาดูดีที่สุด จนทำให้ทะเลาะกัน หรือไม่พอใจกัน โดยไม่สนใจว่าที่พระเจ้าอยากได้มากกว่างานออกมาดี คือพี่น้องรักกัน
• นมัสการพระเจ้า โดยไม่แคร์พระเจ้า ซึ่งรียกว่า “นมัสการ การนมัสการ”
>>> เห็นได้จากการทุ่มเทพลังมากมาย เวลามากมาย เงินทองมากมาย เพื่อให้การนมัสการในวันอาทิตย์ออกมาดูดี แต่ละเลยการนมัสการพระเจ้าเป็นส่วนตัว ในวันธรรมดา ไม่แคร์ว่าพระเยซูเฝ้ารออยู่ทุกวัน เพื่อเขาจะมานมัสการพระองค์ มีความสัมพันธ์กับพระองค์
• อ่านพระคัมภีร์ โดยไม่ได้แสวงหาอยากรู้จักพระเจ้า ซึ่งเรียกว่า “อ่านพระคัมภีร์เพื่ออ่านพระคัมภีร์”
>>> เห็นได้จาก การอ่านพระคัมภีร์เพียงเพื่อจะเป็นคริสตชนที่ดี เพียงเพื่อจะไม่รู้สึกถูกฟ้องผิด แต่ไม่ได้เกิดจากใจที่อยากจะรู้จักกับพระเจ้ามากขึ้น ใจที่อยากจะเชื่อฟัง ทำตามพระคำของพระเจ้ามากขึ้น
“น่าเศร้าที่นายธรรมศาลา เห็นพระเยซู แต่ไม่พบพระเยซู”
“วันนี้…จงพบพระเยซูในชีวิตของเรา”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ฟป. 2:13){ ทำได้โดยพระเจ้า }

“เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงทำการอยู่ภายในพวกท่าน ให้ท่านมีความประสงค์และมีความสามารถทำตามชอบพระทัยของพระองค์” ฟป. 2:13

แนวคิด
– ศาสนาสอนให้เราทำดี บางทีเราก็อยากทำ หลายครั้งก็ไม่อยากทำ แต่ที่สำคัญคือ “ทำดีไม่ได้ ลองมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วมันไม่สำเร็จ”
– โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ทรงสถิตในเราเมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ พระองค์ทำให้เราเกิดความปรารถนาอยากทำตามชอบพระทัยของพระเจ้า(ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งดี) ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทำให้เรามีสามารถทำได้ อีกด้วย

การประยุกต์ใช้ :
– ใครอยากจะเป็นศาสนิกชนที่ดี ก็เชิญต่อไปเถอะ แต่ “ฉันจะเลือกคริสตชนที่ดี” โดยการเชื่อฟัง ทำตามพระวจนะของพระเจ้า ด้วย การสอน การนำ และการช่วยเหลือ จากพระวิญญาณบริสุทธิ์
– ศาสนิกชน จะพยายาทำตาม ข้อปฏิบัติของศาสนา ด้วยความมั่นใจว่า “คราวนี้ละ ด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ของฉัน ฉันทำได้แน่” แล้วในที่สุดจะพบว่า “ทำไม่ได้”
– คริสตชน จะมีใจปรารถนาที่จะทำตามพระวจนะของพระเจ้า และ จะเชื่อว่า “ฉันสามารถทำได้ โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์”
– แต่มีคริสตชนประเภทไม่เชื่อพระเจ้าแต่เชื่อมารด้วย พวกเขาถูกหลอก พวกเขาหลงเชื่อมาร แล้วหันหลังให้กับพระสัญญาของพระเจ้า ทำดังว่า “เทิดทูนคำพูดของมารแล้วดูถูกพระสัญญาของพระเจ้า” เขาแสร้งทำทีราวกับถ่อมใจ แต่แท้จริงเป็นกบฏ ดื้อดึง ไม่ยอมเชื่อ
พวกเขาไม่ยอมเชื่อว่า “เขาสามารถทำได้” เขาพร่ำแต่พูดว่า “ฉันทำไม่ได้ ๆ” ทั้งที่พระเจ้าบอกว่า “โดยการช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขามีความสามารถที่จะทำตามชอบพระทัยของพระเจ้าได้”(ฟป. 2:13)
เขามัวแต่นั่งจมอยู่ในความท้อแท้ใจ ความสิ้นหวัง ในความเชื่ออย่างไม่สงสัยเลยว่า “เขาไม่สามารถทำตามน้ำพระทัยได้” เขาละทิ้งความเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า เขาจึงไม่มีกำลังที่จะลุกขึ้น
วันนี้ ถ้าคุณเป็นคนนั้น
“ในนามพระเยซูคริสต์ จงลุกขึ้น ยึดความเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้าไว้”
แล้วกล่าวว่า “โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันสามารถทำตามชอบพระทัยของพระเจ้าได้”
แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยความเชื่อมั่นในชัยชนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานให้แก่เรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 1:65-66){ จะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้านะ? }

“บรรดาคนที่ได้ยินก็จดจำไว้ในใจ และกล่าวว่า “ทารกคนนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้านะ?” เพราะว่าพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเขา” ลก. 1:66

แนวคิด
– หญิงชราผู้เป็นหมัน คนหนึ่งได้คลอดบุตรชาย และ8 วันต่อมา สามีของนางผู้เป็นใบ้มาเกือบปี ก็พูดได้ พลางกล่าวสรรเสริญพระเจ้าไม่หยุด เหตุการณ์นี้ทำให้เพื่อนบ้านของนางทั้งกลัว ทั้งประหลาดใจ
– และว่า “ทารกคนนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้านะ? ด้วยว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่กับเขา”
– เด็กคนนี้ คือ ยอห์นผู้ให้บัพติสมา ซึ่งในต่อมาเขาได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งเคยทำ คือ เตรียมหนทางให้กับพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า
– เพราพระเจ้าทรงสถิตกับยอห์นผู้ให้บัพติสมา เขาจึงเป็นส่วนสำคัญในแผนการของพระเจ้าในโลกนี้
– วันนี้ พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงประสงค์ใช้เราให้เป็นส่วนสำคัญในแผนการของพระเจ้าในโลกนี้เช่นกัน
“จงคาดหวังสิ่งใหญ่จากพระเจ้า จงทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อพระเจ้า” วิลเลี่ยม แครี่

การประยุกต์ใช้ :
– ให้เรามาคอยดูกันว่า “พระเจ้าจะทรงใช้เราอะไรต่อไปในภายภาคหน้า”
– เมื่อเราเชื่อเช่นนั้น วันนี้จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นเวลาแห่งการเตรียมตัวให้พร้อม
>>> ให้ทุกสถานการณ์ในวันนี้ พัฒนาความเชื่อของเรา
>>> ให้คนที่เราเกี่ยวข้องในวันนี้ พัฒนาความรักของเรา
>>> ใช้เวลาที่เรามีอยู่ในวันนี้ หยั่งรากลึกลงในพระวจนะของพระเจ้า
เตรียมตัวสำหรับวันเวลาที่ยิ่งใหญ่ ในชีวิตของเราที่กำลังจะมาถึง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (อฟ. 5:20){ ขอบคุณพระเจ้าครับ }

“จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา” อฟ. 5:20

แนวคิด
– ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น “จงขอบคุณพระเจ้า ในพระนามพระเยซู” เพราะว่า
• เมื่อเราให้พระเยซูเป็นเจ้านาย เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว มาจึงอยู่ในพระคริสต์และพระคริสต์อยู่ในเรา
• เราจึงมีสิทธิเป็นบุตรที่รักของพระบิดา เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงเป็นบุตรที่รัก
• ด้วยเหตุนี้ สิ่งใดก็ตามที่พระบิดา อนุญาตให้เกิดขึ้นกับบุตรที่รักของพระองค์ อย่างเรา สิ่งนั้นในที่สุดจะกลายเป็นสิ่งดีอย่างแน่นอน
• ดังนั้น ขอบคุณด้วยความเชื่อ(ไม่ใช่ตามที่ตามองเห็น) ได้ก่อนเลย ด้วยความมั่นใจว่า “มันต้องดีแน่นอน!!!”

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราขอบคุณพระเจ้าแล้วหรือยัง?
– วันนี้ เราขอบคุณพระเจ้าให้คนอื่นฟังบ้างแล้วหรือยัง?
– วันนี้ เราขอบคุณพระเจ้า สำหรับพระพร รอบข้างที่เราได้รับแล้วหรือยัง?
– วันนี้ เราขอบคุณพระเจ้า สำหรับสถานการณ์ที่ไม่ค่อยน่าชื่นใจที่เกิดขึ้นกับเราแล้วหรือยัง?
“จงขอบคุณพระเจ้า เถิด !!!”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 5:20-21){ พระเจ้าไม่จดจำสิ่งที่เราผิดพลั้งไป }

“เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทำให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ไหนมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น” รม. 5:20

แนวคิด
– ขณะเมื่อเราอยู่ใต้กฏบัญญัติต่างๆของศาสนา ก็ปรากฏว่า เรายิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นทุกมีว่า ความบาปชั่วในตัวมีมากเพียงใด เพราะเรามักทำผิด และ ขัดขืน ต่อต้านกฏเหล่านั้นอยู่เรื่อยไป
– แต่ขณะเดียวกัน เมื่อเรารู้และยอมรับว่า เราเต็มไปด้วยบาป ก็ทำให้ใจของเราเปิดรับเอาพระคุณของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตได้มากยิ่งขึ้น
>> เมื่อ “บาป” ครอบงำเราด้วย “ความชั่วร้าย” ทำให้เกิดความตาย ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ในเรา
>> เมื่อ “พระคุณ” ครอบงำเราด้วย “ความชอบธรรมทางพระเยซูคริสต์” ทำให้เกิดชีวิต ทั้งร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ ในเรา และทำให้เราได้รับชีวิตนิรันดร์
* ให้เราพระคุณครอบงำเรา โดยการยอมรับว่า “เราเต็มไปด้วยบาป” แล้วถ่อมใจลง สารภาพบาปของเรา เปิดใจรับพระคุณ รับการอภัยอย่างไม่มีเงื่อนไข จากพระเจ้า

การประยุกต์ใช้ :
– ไม่ว่าเราผิดพลาดพลั้งบาปใหญ่โตเพียงใด ในพระเยซูคริสต์พระองค์มีพระคุณมากเพียงพอสำหรับเรา ที่เราจะเริ่มต้นใหม่กับพระองค์ได้
– เพียงเรายอมรับผิด สารภาพ แล้วรับการอภัย จากนั้นลุกขึ้นมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการปกคลุมของพระคุณพระเจ้า ดำเนินชีวิตใหม่อีกครั้งราวกับว่าไม่เคยผิดพลาดมาก่อนเลย
“พระเจ้าไม่จดจำสิ่งที่เราผิดพลั้งไป เมื่อเราสารภาพสิ่งนั้นต่อพระองค์แล้วรับการอภัย”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (อฟ. 1:13-14){ ชิมสวรรค์บนโลก }

“พระวิญญาณนั้นเป็นมัดจำในการรับมรดกของเรา จนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ เพื่อเป็นการยกย่องพระเกียรติของพระองค์” อฟ. 1:14

แนวคิด
– เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในใจ วางใจในพระองค์ เราได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการยืนยันว่า เราเป็นของพระเจ้าแล้ว และเป็นมัดจำสำหรับมรดกที่เราจะได้รับ ซึ่งมรดกนั้นเมื่อเราได้รับแล้ว จะเป็นการยกย่องพระเกียรติของพระคริสต์
– วันนี้เราได้รับมัดจำแล้ว เรามีสิทธิใช้มัดจำนั้นได้เลย มัดจำของมรดกนี้จะให้ผลอย่างเดียวกันกับมรดกที่เราจะได้รับในอนาคต ผลนั้นก็คือ “ถวายเกียรติแด่พระเจ้า”
– วันนี้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในเรา เราสามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้า ในทุกที่ที่เราอยู่ ในทุกคำพูดที่เราพูด ทุกการกระทำที่เราทำ

การประยุกต์ใช้ :
– อธิษฐานเชิญพระวิญญาณ สอนเรา นำเรา ในการดำเนินชีวิต ในการทำงาน ในการเรียน ในวันนี้
– เชื่อฟัง ทำตาม พระคำของพระเจ้า ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ เตือนเราให้ระลึกได้ เพื่อนำพระคำนั้นมาใช้ในชีวิตของเรา
>>> แล้วเราจะมีประสบการณ์ชิมสวรรค์บนโลกนี้ และถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 3:25-26){ ลบล้างพระอาชญา }

“พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ โดยความเชื่อจึงได้ผล ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น” รม. 3:25

แนวคิด
พระเยซู ทรงเป็น ผู้ลบล้างพระอาชญา ของเรา
เราสมควรถูกลงโทษ เพราะบาปของเรา แต่พระเยซู มาล้างโทษนั้นให้เรา ด้วยพระโลหิตของพระองค์
พระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมต้องลงโทษเราเพราะความบาปของเรา เราหมิ่นประมาทพระองค์ และเราทำความชั่วร้าย(รม.1:18) แต่พระเจ้าทรงอดกลั้นพระทัยไว้ไม่ลงโทษเรา ทั้งที่เราสมควรโดนไปนานแล้ว และพระเจ้าทรงส่งพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวมาไถ่บาปเรา เพื่อพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมและเที่ยงธรรม จะสามารถยกบาปเราได้ อย่างชอบธรรม และ ยังสามารถให้เราเป็นผู้ชอบธรรมได้ เพราะเหตุเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์อีกด้วย
[ลึกซึ้งไปนิด ค่อยๆอ่านดูละกันนะครับ]

การประยุกต์ใช้ :
พระเยซูคริสต์ ทรงลบล้างพระอาชญา ที่สมควรตกแก่เราเรียบร้อยแล้ว และพระองค์ยังประทานให้เราเป็นผู้ชอบธรรมอีกด้วย สรรเสริญพระเยซู!!!
ทั้งหมดนี้ เราสามารถยื่นมือออกไปรับได้ “ด้วยความเชื่อ” ดังนั้น จงยึดความเชื่อนี้ให้มั่น อย่าหวั่นไหว อย่าปล่อยให้หลุดไปจากใจของเรา ตลอดไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 6:1-4){ ชีวิตใหม่สไตล์พระเยซู }

“เหตุฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน” รม. 6:4

แนวคิด
– เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว พระเยซูล้างบาปให้ เขาจึงสำนึกพระคุณพระเยซู
ดังนั้น “คริสเตียนก็ควรทำบาปเยอะๆ ให้พระเยซูให้พระเยซูล้างบาปมากๆ เขาจะได้สำนึกพระคุณเยอะๆ” จริงหรือไม่? ถูกหรือไม่?
>>> ไม่ถูกต้อง ไม่ควรเป็นเช่นนั้น
>>> เปรียบเหมือน คนที่ทำผิดแล้วพ่อยกโทษให้ ไม่สมควรคิดว่า “ดังนั้นฉันจะต้องทำผิดอีกเยอะๆ พ่อจะได้ยกโทษให้ฉันอีกมากๆ”
– เมื่อเราต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ เราก็เข้าส่วนในพระองค์แล้ว
เพราะว่า พระเยซูตายเพราะบาปของเราแล้ว ก็เหมือนกับว่า เราได้รับโทษบาปเรียบร้อยแล้ว
เพราะว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ก็เหมือนกับว่า เราได้เป็นขึ้นมามีชีวิตใหม่เรียบร้อยแล้ว เมื่อมีชีวิตใหม่แล้ว ก็อย่าเดินในทางชีวิตเก่าอีกต่อไป จงเดินในทางแห่งชีวิตใหม่ คือ ดำเนินชีวิตเหมือนพระเยซู เลียนแบบการดำเนินชีวิตของพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :
– เราตายต่อบาปแล้ว เราไม่ต้องเป็นทาสบาปแล้ว อย่าทำตามคำสั่งของบาปอีก อย่าใช้ชีวิตสไตล์บาปๆอีกต่อไป
– เรามีชีวิตใหม่ในพระเยซูแล้ว จงใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับชีวิตใหม่ ชีวิตสไตล์ของพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 12:19-21){ เอาชนะความชั่ว }

“อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี” รม. 12:21

แนวคิด
– เมื่อมีเหตุการณ์ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นกับเรา ในการจัดการกับเหตุการณ์นั้น พระคัมภีร์แบ่งหน้าที่ ออกเป็น 2ฝ่าย ดังนี้
# ฝ่ายพระเจ้า : พระเจ้าผู้ทรงยุติธรรม พระองค์จะเป็นผู้แก้แค้นให้แก่เราเอง
# ฝ่ายเรา : ไม่ต้องแก้แค้น , มอบการแก้แค้นให้พระเจ้าเป็นผู้จัดการเอง แต่ ให้เราทำสิ่งต่อเขา
ซึ่งเมื่อทำเช่นนั้น กล่าวได้ว่า “เรามีชัยชนะต่อความชั่วร้ายได้แล้ว ด้วยการเลือกทำความดีตอบแทนความชั่วร้าย”
อีกนัยหนึ่งก็คือ “ความชั่วของคนอื่น ไม่มีอิทธิพลเรา ที่จะให้เราทำชั่ว”

การประยุกต์ใช้ :
เมื่อเราถูกเอาเปรียบ ข่มเหง หรือ รังแก ขอให้เรา
– ไม่คิดแก้แค้น
– มอบเรื่องนี้แล้วแต่พระเจ้า
– ทำดีตอบแทยความชั่วที่เขาทำต่อเรา อย่างน้อยก็โดยการอธิษฐานเผื่อเขา
แล้วเราจะได้เห็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และเที่ยงธรรม จะเปลี่ยนเหตุการณ์ร้ายนี้ให้เป็นพระพรสำหรับชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 9:15-16){ ไม่ขึ้นกับความตะเกียกตะกาย }

“เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งจึงไม่ขึ้นกับความตั้งใจหรือความมานะของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของพระเจ้า” รม. 9:16

แนวคิด
– พระเจ้าจะเมตตาใคร พระเจ้าก็จะเมตตาผู้นั้น
ถ้าพระเจ้าจะเมตตาซะอย่าง ใครหน้าไหนจะขัดขวางหรือจะห้ามพระองค์ได้
สรรเสริญพระเจ้า!!! พระเจ้าทรงเมตตา เราทั้งหลายผู้เป็นลูกของพระองค์แน่นอน และไม่มีใครอาจขัดขวางพระองค์ได้
– ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา จึงไม่ขึ้นกับความตั้งใจ หรือความตะเกียกตะกายของเรา หรือของใครๆ แต่ขึ้นกับว่า พระเจ้ามีพระประสงค์อย่างไร พระเจ้าจะให้ผลออกมาเป็นอย่างไร เป็นสิทธิขาดของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว

การประยุกต์ใช้ :
– จากแนวคิดข้างต้น ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ต้องทำอะไร หรือ เราทำตัวโง่ๆ หรือขี้เกียจๆ (เพราะมีข้อพระคัมภีร์สนับสนุนมากมายว่า เราไม่ควรทำตัวโง่ๆ)
แต่ หมายถึง เราทำส่วนของเราอย่างสัตย์ซื่อให้ที่ดี แต่ไม่ต้องไปกังวลกับผลที่จะเกิดขึ้น ไม่ต้องวิตกกับผลลัพท์ที่จะออกมา เพราะว่าทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมและพระเมตตาของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 8:37-39){ พระเจ้าไม่มีวันเลิกรักฉัน }

“แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย” รม. 8:37

แนวคิด
– ไม่มีอะไรทำให้พระเจ้าเลิกรักเราได้ (ข้อ38-39) ดังนั้น ในทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา เราจึงมีชัยชนะต่อมันได้
• พระเจ้าจะเปลี่ยนสิ่งร้ายให้กลายเป็นดี
• พระเจ้าจะเปลี่ยนการพ่ายแพ้ชั่วคราวเป็นชัยชนะที่แท้จริง
• พระเจ้าจะเปลี่ยนความโศกเศร้าและการคร่ำครวญ เป็นความชื่นชมยินดีและบทเพลงสรรเสริญ
• พระเจ้าจะเปลี่ยนการสูญเสีย เป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่

การประยุกต์ใช้ :
จงไม่มีวันลืมว่า “พระเจ้าไม่มีวันเลิกรักฉัน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 8:5-6){ ฝ่ายเนื้อหนัง-ฝ่ายวิญญาณ }

“ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง ก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณ ก็คือชีวิตและสันติสุข” รม. 8:6

แนวคิด
– วิธีง่ายๆที่จะแยกแยะว่า คนใดอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง และ คนใดอยู่ฝ่ายวิญญาณ คือ
# คนใดอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง จะสนใจ ใส่ใจ แสวงหา ตามมุมมอง ตามค่านิยม ของโลก
# คนใดอยู่ฝ่ายวิญญาณ จะสนใจ ใส่ใจ แสวงหา ตามมุมมอง ตามค่านิยม ของพระเจ้า ตามพระคำของพระเจ้า
– ผลของการเป็นคนฝ่ายเนื้อหนัง ก็คือ ความตาย ไร้ชีวิต ไร้ความสุขแท้ เต็มไปด้วยความกลัว ความกังวล ความเครียด
– ผลของการเป็นคนฝ่ายวิญญาณ ก็คือ ชีวิตและสันติสุข

การประยุกต์ใช้ :
-วันนี้ จิตใจของเรา ความสนใจของเรา จดจ่ออยู่ที่ใด สิ่งนั้นจะกำหนดผลของชีวิตของเราในวันนี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 1:3-4){ ข้าพเจ้าเชื่อ }

“แต่ฝ่ายจิตวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นทรงปรากฏด้วยฤทธานุภาพว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า โดยการเป็นขึ้นมาจากความตาย คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” รม. 1:4

แนวคิด
– ข่าวประเสริฐ คือ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า เสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อตายรับโทษแทนความผิดบาปของมนุษย์ และ ในวันที่สามพระองค์ได้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งเป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
– เพราะพระเยซูเป็นมนุษย์ 100% จึงสามารถรับโทษบาปแทนมนุษย์ได้
– เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็น พระบุตรของพระเจ้า จึงเป็นขึ้นมาจากความตายได้
> เราเป็นมนุษย์ ผู้เป็นคนบาป เมื่อเราวางใจในพระเยซู พระองค์จึงสามารถรับโทษบาปแทนเราได้
> และไม่เพียงให้เราพ้นโทษบาปเท่านั้น พระองค์ยังทำให้เราเป็นบุตรของพระเจ้าด้วย และประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ประทับอยู่ภายในเรา
> ดังนั้น เพราะเราเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น เราจะเป็นขึ้นมาจากความตายเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์ อย่างแน่นอน
สรรเสิญพระเจ้า !!!

การประยุกต์ใช้ :
– ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา “ยึดข่าวประเสริฐไว้ให้มั่น” และ “ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับข่าวประเสริฐนั้น”
– อีกไม่นาน เราก็จะเป็นขึ้นมาจากความตาย มีชีวิตอยู่กับพระเยซูคริสต์ชั่วนิจนิรันดร์แล้ว
สิ่งของในโลกนี้ มันจะเป็นอะไรไปบ้าง หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง ก็อย่าทุกข์ร้อนไปนักเลย เพราะ “อีกไม่นานเราก็กลับบ้านแล้ว”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 5:8){ ฉันเป็นสุดที่รักของพระองค์ }

“แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” รม. 5:8

แนวคิด
– มนุษย์ช่างเล็กน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด
– มนุษย์เมื่อเทียบกับบรรดาสรรพสิ่งในจักรวาลที่พระเจ้าทรงสร้าง เปรียบดัง เชื้อโรคบนเม็ดทรายสักเม็ดหนึ่งท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไพศาล
– พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่และทรงฤทธานุภาพสูงสุด
– มนุษย์ไม่มีทางรู้จักกับพระเจ้าได้ด้วยตัวเอง และ ยิ่งไม่มีทางรู้จักกัยพระลักษณะของพระเจ้า เช่นความรักของพระเจ้าได้ด้วยตัวเอง
– แต่ รม.5:8 บอกว่า พระเจ้าทรงสำแดง “ความรักของพระองค์” แก่เรา จนเราสามารถรับรู้ได้ คือ
ขณะที่เรายังเป็นคนบาป เป็นคนชั่ว ชีวิตไม่ได้มาตรฐานของพระเจ้า มีสิ่งบกพร่องมากมาย ไม่เอาไหนเลย พระเจ้าก็ทรงรักเรา ไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติของชีวิตของเรา
ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่เรายังเป็นคนบาป คือตั้งตัวเป็นศัตรู อยู่คนละฝ่ายกับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ แต่ขณะนั้นเอง พระคริสต์ พระบุตรองค์เดียวก็พระเจ้า ก็ยังคงเต็มใจ ตายอย่างทุกข์ทรมาน เพื่อรับโทษแทนความผิดบาปของเรา เพื่อเราจะได้ไม่ต้องรับโทษ และเพื่อเราจะกลับคืนดีกับพระเจ้า ผู้ทรงรักเราอย่างที่สุด แล้วตั้งตารอคอยมนุษย์ผู้แสนจะเล็กน้อยอย่างเรา กลับมามีความสัมพันธ์กับพระองค์อีกครั้ง
### ขนาดนี้พอหรือยังที่จะพิสูจน์ว่า “เราเป็นที่รักของพระเจ้า”

การประยุกต์ใช้ :
– พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์ให้เรารับรู้แล้ว
จงยอมรับรู้เถิดว่า
“ฉันเป็นสุดที่รักของพระองค์”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 5:3-4){ ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยาก }

“ยิ่งกว่านั้น เราก็ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน” รม. 5:3

แนวคิด
– ในความทุกข์ยาก ทำไมจึงชื่นชมยินดีได้? ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดี แต่เป็นการมองโลกด้วยความยำเกรงพระเจ้า
– เมื่อเรารู้และเชื่อมั่นว่า พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ผู้รักเราอย่างที่สุด ทรงครอบครองและควบคุมทุกสิ่ง ความทุกข์ยากที่พระองค์อนุญาตให้ผ่านเข้ามาชั่วคราวในชีวิตของเรานี้ จะเป็นผลดีต่อเราอย่างแน่นอน
– พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ สามารถทำทุกสิ่งได้ โดยไม่ต้องพึ่งมนุษย์ผู้เป็นเพียงผงคลีดินอย่างเรา แต่พระองค์ให้เกียรติเรา พระองค์ยินดีที่จะใช้เราเป็นท่อนำพระพรจากพระองค์ไปยังผู้คนมากมาย
– พระเจ้าจะใช้เราได้ เมื่อเรามีความทรหดอดทน มากพอในระดับหนึ่ง และความทุกข์ยากเป็นอุปกรณ์ชั้นเลิศที่จะพัฒนาชีวิตแห่งความทรหดอดทนของเรา
“เราจึงชื่นชมยินท่ามกลางความทุกข์ยากเหล่านั้นได้”

การประยุกต์ใช้ :
– พระเจ้าทรงทราบว่าพระองค์กำลังทำอะไรอยู่ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตกใจ พระองค์รักเรา
– ขอให้เราชื่นชมยินดีด้วยความเชื่อ ในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ และปล่อยพระองค์ทรงงานของพระองค์ในชีวิตของเรา ท่ามกลางสถานการณ์วันนี้เถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 1:5-7){ สัตย์ซื่อต่อไป }

“แต่ท่านทั้งสองไม่มีบุตร เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน และท่านทั้งสองก็ชราแล้ว” ลก. 1:7

แนวคิด
– เศคาริยาห์ และ เอลีซาเบธ สองสามีภรรยา ที่เป็นคนชอบธรรม ดำเนินชีวิตตามบทบัญญัติของพระเจ้า ทำตามกฏหมายทั้งสิ้นของพระเจ้า ไม่มีที่ติเลย (ข้อ6) ครอบครัวเป็นครอบครัวผู้รับใช้พระเจ้าที่ดีเยี่ยม สามีเป็นปุโรหิต ภรรยาก็เป็นเชื้อสายของอาโรน(ปุโรหิตคนแรกของอิสราเอล)
– แต่ปรากฏว่า ดูเหมือนพระเจ้าไม่อวยพรพวกเขา ความใฝ่ฝันที่พวกเขารอมานานจนแก่ชรา คืออยากมีลูก จนบัดนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่พวกเขาจะแก่ชราเท่านั้น นางเอลีซาเบธเองก็เป็นหมันอีกต่างหาก ดังนั้นความใฝ่ฝันของพวกเขาคงไม่มีทางเป็นจริงแน่ๆ
– แต่เมื่อเวลาของพระเจ้ามาถึง พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อต่อผู้รับใช้ของพระองค์ ประทานให้พวกเขามีบุตรชาย และไม่ใช่บุตรชายธรรมดา แต่เป็นชายผู้ที่พระเยซูเอง ยังชมว่า “ในบรรดาคนที่เกิดจากผู้หญิงนั้น ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่ายอห์น” (ลก. 7:28)
สรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ !!!

การประยุกต์ใช้ :
– ขอให้เราสัตย์ซื่อในการดำเนินชีวิตตดตามพระเจ้า ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ต่อไป เมื่อถึงวันเวลาที่พระเจ้าเห็นว่าเหมาะสม พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อจะทรงเป็นผู้ประทานพระพรแก่เราเอง และเมื่อพระองค์ประทานให้นั้นจะดีเลิศมากกว่าที่เราคิดมากมายนัก

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มธ. 12:9-14){ อย่าหยุดทำสิ่งดี }

“มนุษย์คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงอนุญาตให้ทำการดีได้ในวันสะบาโต” มธ. 12:12
แนวคิด
– พระเยซู รักษาคนมือลีบในวันสะบาโต ทั้งที่ธรรมบัญญัติ เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
“พวกเจ้าจงรักษาวันสะบาโต เพราะเป็นวันบริสุทธิ์สำหรับพวกเจ้า ผู้ใดทำให้วันนั้นเป็นมลทินจะต้องถูกลงโทษถึงตายอย่างแน่นอน ถ้าผู้ใดทำงานใดๆ ในวันนั้น ผู้นั้นต้องถูกตัดออกจากการเป็นประชากรของเรา”อพย. 31:14
– พระเยซูเองก็เคยตรัสว่า “อย่าคิดว่าเรามาล้มเลิกธรรมบัญญัติและคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะ เราไม่ได้มาล้มเลิก แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ” มธ. 5:17
– พระเยซู ไม่ล้มเลิกธรรมบัญญัติ แต่มาทำให้สมบูรณ์
ธรรมบัญญัติบอกว่า “ห้ามทำงานวันสะบาโต”
พระเยซูตรัสว่า “อนุญาตให้ทำการดีได้ในวันสะบาโต”
– นั่นคือ แปลว่า การทำดีต่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ถือเป็นการทำงาน และเป็นสิ่งเราควรทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้แต่ในวันสะบาโตเองก็ไม่ควรหยุดทำสิ่งนี้
การประยุกต์ใช้ :
– พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยรักและพระเมตตา ทรงปรารถนาให้เราผู้เป็นประชากรของพระองค์ สำแดงความรักและเมตตาต่อผู้อื่น ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
มากจนกระทั่ง แม่แต่วันสะบาโตเองซึ่งเป็นวันที่หยุดทำสิ่งอื่นๆ ก็ยังไม่ควรหยุดสำแดงความรักและเมตตาต่อผู้อื่น
– วันนี้ เราจะทำอะไรบ้างดีนะ ? เพื่อเป็นการสำแดงความรักและเมตตาต่อผู้อื่น อย่างที่พระเยซูปรารถนาให้เรากระทำ
– อาจมีเหตุผลมากมาย ที่จะทำให้เราเลิกทำสิ่งดี แต่ วันนี้เรารู้แน่แล้วว่า พระเจ้าอยากให้เราทำสิ่งดีต่อไป
“อย่าหยุดทำสิ่งดี ที่เป็นการสำแดงความรักแก่ผู้อื่น”

26 พ.ย. แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 16:33){ ไม่ต้องกลัว }

“ยน. 16:33 เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” ยน. 16:33

แนวคิด
– พระเยซูบอกชัดเจน “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” หมายถึง ถูกข่มเหง ต่อต้าน พบกับความลำบากในการดำเนินชีวิตติดตามพระคริสต์ เพราะค่านิยมของพระเจ้าดูเหมือนจะสวนทางกับค่านิยมของโลกเกือบตลอดเวลา ดังนั้นโลกจึงเกลียดชังเรา
– แต่พระเยซู ทำให้สาวกสามารถมีสันติสุข ท่ามกลางความทุกข์นั้นได้ ด้วยการให้เขารู้ 2 สิ่ง
1. รู้ว่า เขาจะทุกข์ยาก คือ พระเยซูบอกไว้ล่วงหน้าเพื่อว่า เมื่อมันเกิดขึ้นเขาจะได้รู้ว่า “อ้อ!!!นี่มันยังอยู่ในแผนการอันดีของพระเจ้านี่นา ไม่น่าตกใจอะไรเลย”
2. รู้ว่า พระเยซูชนะโลกแล้ว คือ มารเป็นเจ้าโลก เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง การข่มเหงทั้งหลาย แต่พระเยซูคริสต์อยู่อยู่ฝ่ายเรา อยู่เบื้องหน้าเรา ชนะซาตานที่อยู่เบื้องหลังความทุกข์ยากเหล่านั้นแล้ว ดังนั้นจึงไม่น่าตกใจกลัวเลย
เพียงแค่ “จงชื่นใจเถิด”

การประยุกต์ใช้ :
– อย่ากลัวที่จะต้องเผชิญเทนทุกข์ยาก ลำบาก หรือ ถูกข่มเหง เมื่อดำเนินชีวิตตามค่านิยมของพระเจ้า เพราะทั้งหมด ยังอยู่ในแผนการอันดีของพระเจ้าสำหรับเรา และ พระเยซูจะทรงช่วยเราให้ผ่านมันไปได้อย่างสง่างาม

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (1คร. 10:13){ สอบผ่านการทดลอง }

“ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านทั้งหลาย นอกเหนือการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระองค์จะไม่ทรงให้พวกท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อถูกทดลอง พระองค์จะทรงให้มีทางออกด้วย เพื่อพวกท่านจะมีกำลังทนได้” 1คร. 10:13

แนวคิด
การทดลองที่เกิดขึ้นกับเรา
• ไม่ใช่เราเจอคนเดียว มีคนอื่นก็เคยเจอมาแล้ว
• พระเจ้ารู้ว่าเราทนได้แค่ไหน พระองค์ไม่อนุญาตให้มันเกิดขึ้นเกินกว่าที่เราจะทนได้
• ทุกการทดลองมีทางออกเสมอ

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้สิ่งที่คุณเจอ ไม่ว่าจะหนักแค่ไหน พระเจ้าทรงทราบเราทนได้ จึงอนุญาตให้เกิดกับเราได้ เพราะพระองค์มีแผนที่ดีสำหรับเราในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้
– สิ่งที่เรากำลังเผชิญวันนี้ แม้ดูมืดมิด ไม่มีทางออก แต่พระคำของพระเจ้าสัญญาไว้ว่า มันมีทางออกแน่นอน
– ทางออกที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด คือ การอธิษฐาน วางใจ และรอคอยพระเจ้า ในช้าเราจะเห็นการช่วยกู้ของพระเจ้ามาถึงชีวิตของเรา ในสถานการณ์นี้ในเวลาที่เหมาะสม

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (กจ. 3:19-20){ เวลาแห่งการฟื้นชื่น }

“เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงกลับใจและหันมาหาพระเจ้า เพื่อที่ว่าความผิดบาปของพวกท่านจะได้รับการลบล้าง” กจ. 3:19

แนวคิด
– “จงกลับใจใหม่” : เปลี่ยนใจมาเห็นด้วยกับพระเจ้า
ก่อนหน้านี้ ใจของเราคิดว่าทำแบบนี้จึงเหมาะและดีกับเรา เราจึงทำเช่นนั้น
แต่ ให้เราเปลี่ยนใจ มาเห็นด้วยกับพระเจ้า ว่าทำแบบพระองค์ ตามวิธีของพระองค์จึงเหมาะและดีกับเรา แล้วลงมือทำเช่นนั้น
– “จงหันมาหาพระเจ้า” : แทนที่จะหันหลังให้พระเจ้า ด้วยการหันไป (พึ่งพาหรือแสวงหา) สิ่งอื่น สิ่งที่เย้ายวน สิ่งที่ดึงเราออกห่างจากพระเจ้าไปทุกที
แต่ ให้เราหันมาแสวงหาพระเจ้า คิดถึงพระองค์บ่อยๆ ให้เวลากับพระคำของพระองค์ ให้การอธิษฐานแทรกซึมไปในทุกกิจกรรมของชีวิต
– “เพื่อวาระแห่งการฟื้นชื่นจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า” (ข้อที่ 20) เมื่อเราทำสองสิ่งข้างต้นแล้ว เวลาแห่งการฟื้นชื่นจะมาถึงชีวิตของเรา โดยพระเจ้าของเรา

การประยุกต์ใช้ :
“กลับใจ หันมาหาพระเจ้า แล้วพบความฟื้นชื่นในชีวิต”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มธ. 15:11){ศาสนิกชนผู้แสนดี}

“ไม่ใช่สิ่งซึ่งเข้าไปในปากจะทำให้มนุษย์เป็นมลทิน แต่สิ่งซึ่งออกมาจากปากนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” มธ. 15:11

แนวคิด
– สิ่งที่มาจากภายนอก ไม่ทำให้ภายในบาป
แต่ สิ่งที่มาจากภายใน จะทำให้ภายนอกบาป
– ใครจะทำอะไรกับเรา ไม่ได้ทำให้ “ความเป็นตัวเรา” เปลี่ยนแปลงไป (ด่าเรา,ประณามเรา,ใส่ร้ายป้ายสีเรา,ข่มขีนเรา,ฯลฯ) แต่ เราจะตอบสนองต่อสิ่งนั้นอย่างไรต่างหาก ที่กำหนด “ความเป็นตัวเรา” ว่าจะเป็นเช่นไร


การประยุกต์ใช้ :
– ท่าทีในจิตใจสำคัญยิ่งกว่าพฤติกรรมภายนอก ไรประโยชน์ที่ทำตัวเป็นศาสนิกชนที่แสนดี แต่ภายในเก็บสะสมความน่ารังกียจอันชั่วร้ายเอาไว้
– การกลับใจ จึงเริ่มจากให้พระเจ้าชำระและเปลี่ยนจิตใจของเรา แล้วสำแดงออกเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในทางที่ตรงกันข้ามกับวิถีเก่า
– ไม่ใช่ การแค่พยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่าง แต่ท่าทีในใจยังคงเลวร้ายเหมือนเดิม

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 1:1-4){ ส่งต่อ }

“ตามที่คนเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นกับตาเองตั้งแต่ต้นและเป็นผู้ประกาศพระวจนะนั้นแสดงให้เรารู้” ลก. 1:2

แนวคิด
– มีคนได้มีประสบการณ์เรื่องของพระเยซู ได้เห็นด้วยตาตนเอง แล้วจึงเรียบเรียง และประกาศให้คนได้รับรู้
– ลูกา ได้ยินเรื่องนั้น จึงสืบเสาะ ตรวจสอบ จนมีประสบการณ์ด้วยตัวเองแล้วว่า เป็นความจริง จึงเรียบเรียง เขียนให้แก่ธีโอฟีลัส ได้รับรู้

การประยุกต์ใช้ :
– เรื่องของพระเยซูก็ถูกส่งต่อมา ถูกพิสูจน์ว่าเป็นความจริง แล้วส่งต่อไป เรื่อยๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
– จนกระทั่ง วันหนึ่งเรื่องนั้นถูกต่อมาถึงเรา แล้ววันนี้เราก็พิสูจน์เห็นกับตาแล้วว่า “พระเยซู ทรงพระชนม์อยู่จริงๆ” แล้ว “วันนี้ เราควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 8:1-3){ ผู้ชายหายไปไหนหมด? }

“พร้อมกับผู้หญิงบางคนที่ได้รับการรักษาให้พ้นจากวิญญาณชั่วและโรคภัยต่างๆ ได้แก่มารีย์ที่เรียกกันว่าชาวมักดาลา คนที่มีผีเจ็ดตนออกจากตัว” ลก. 8:2

แนวคิด
– ในสังคมยิวในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงไม่มีความสำคัญเลย แม้แต่ตอนพระเยซู ทำอัศจรรย์ เลี้ยงคน 5,000 คน เขายังนับแต่ผู้ชายเลยว่ามี 5,000 คน ผู้หญิงไม่นับ (ไม่ถือว่าเป็นคน 555)
– ในพระคัมภีร์ตอนนี้ บันทึกว่า เมื่อพระเยซู ทรงออกประกาศข่าวดี มีสาวก 12 คนไปด้วย และได้บันทึกว่า มีพวกผู้หญิงไปด้วยกับพระองค์ และคอยสนับสนุนงานรับใช้ของพระองค์ โดยทรัพย์สิ่งของของพวกนาง
– น่าสังเกต เมื่อพระคัมภีร์พูดถึงผู้ชายที่อยู่กับพระเยซู มักมาปาร์ตี้(เลี้ยงคน 5,000 คน) , มาให้รักษาโรค(คนโรคเรื้อน) , มาจับผิด(ฟาริสี) แต่น้อยมากที่บันทึกว่า ผู้ชายบางคนมาสนับสนุนงานรับใช้ของพระองค์
– แต่พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า พวกผู้หญิง ซึ่งไม่มีความสำคัญอะไรเลยในสังคม มาสนับสนุนพระองค์ในการรับใช้ บางคนยิ่งกว่าไม่สำคัญเสียอีก ถือว่าเป็นผู้หญิงไร้ค่าด้วยซ้ำไป อย่าง มารีย์ชาวมักดาลา หญิงชั่ว เป็นหญิงชั่วยังไม่พอ ยังมีผีเข้าตั้ง 7 ผี อีกต่างหาก แบบนี้เรียก “หญิงไร้ค่า น่ารังเกียจ” แต่พระคัมภีร์บันทึกว่า “หญิงไร้ค่า น่ารังเกียจ” ผู้นี้สนับสนุนงานรับใช้ของพระเยซู
– ไม่ว่าคนจะมองเราอย่างไร และแม้ตัวเองต่ำต้อยเพียงใด สิ่งที่เราทำแด่พระเยซู ด้วยความรักภักดีที่มีต่อพระองค์นั้น มีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า
(มีค่าขนาดถึงกับ ต้องใช้ 3 ข้อในพระธรรมลูกา 24 บท บันทึกการกระทำเล็กๆน้อยๆของพวกนางเอาไว้)

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ สิ่งเล็กน้อย ที่เราทำสุดหัวใจแด่พระเจ้า มีค่ายิ่งใหญ่ในสายพระเนตรของพระองค์
???? ผู้ชายหายไปไหนหมด?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (1ปต. 3:9){ อวยพรซะให้เข็ด }

“อย่าทำชั่วตอบแทนชั่ว หรืออย่าด่าตอบการด่า แต่ตรงกันข้าม จงอวยพร เพราะพระองค์ได้ทรงเรียกให้พวกท่านทำเช่นนั้น เพื่อพวกท่านจะได้รับพระพร” 1ปต. 3:9

แนวคิด
– ใครชั่วมา จงดีตอบ
– ใครด่ามา จงอวยพรตอบ
เพราะคนเหล่านั้นกำลังยื่นพระพรให้เรา เมื่อเราเชื่อฟังพระเจ้า โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ง่ายที่จะเชื่อฟัง เราจะได้พระพรมากมาย

การประยุกต์ใช้ :
“ใครด่ามา อวยพรซะให้เข็ด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มธ. 15:7-9){ หน้าซื่อใจคด }

“ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของเขาห่างไกลจากเรา” มธ. 15:8

แนวคิด :
– พระเยซูทรงตำหนิพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ ว่า “หน้าซื่อใจคต” เพราะว่า ปากพวกเขาบอกว่า “สรรเสริญพระเจ้า” แต่ การกระทำของพวกเขา “ลบหลู่พระเจ้า”
– เขานมัสการพระเจ้า แต่ ไม่เชื่อฟังพระเจ้า คำสอนของพระเจ้าเขาไม่ทำตาม แต่ ทำตามใจปรารถนาของตัวเอง สร้างคำสอนแบบถูกใจเขาแล้วทำตามนั้น

การประยุกต์ใช้ :
ระวังเชื้อของการหน้าซื่อใจคต
– ปากบอกรักพระเจ้า แต่ การกระทำลบหลู่พระองค์ ไม่เชื่อฟังพระเจ้า
– ปากยกย่องว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่” แต่ในใจดูถูกพระเจ้า ด้วยการ “ไม่ไว้วางใจในพระองค์” ทำราวกับว่าพระเจ้าของเรานั้น ไว้ใจไม่ได้ ไม่น่าเชื่อใจ
– ปากบอกรักพระเจ้า อยู่ฝ่ายพระเจ้า แต่ดำเนินชีวิตอยู่ฝ่ายมาร
– ปากบอก พระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ การกระทำตัวเองเป็นเจ้านาย พระเยซูไม่เกี่ยว
1คร. 5:6 “…ท่านไม่รู้หรือว่าเชื้อขนมเพียงนิดเดียว ย่อมทำให้แป้งดิบฟูทั้งก้อน”
# อย่าปล่อยเชื้อนี้ไว้ในชีวิต เพราะมันจะทำลายชีวิตของเรา #

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (1ทธ. 5:24-25){ อย่างเนียน }

“บาปของบางคนก็ปรากฏชัด และนำไปสู่การพิพากษาก่อนตัวพวกเขา ส่วนบาปของคนอื่นก็ย่อมจะตามไปภายหลัง” 1ทธ. 5:24-25

แนวคิด
– บางคนทำบาป ผู้คนสังเกตเห็นบาปได้ ทันที แล้ว ก็ได้รับผลร้ายของบาปนั้น ทันที
เช่น ถูกตำหนิ ต่อว่า นินทา รังเกียจ ถูกลงโทษ ฯลฯ
พวกนี้ เรียกว่า “พวกทำบาปไม่แนบเนียน”
– บางคนทำบาป แล้ว ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้หรือสังเกตได้ แต่อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานมันจะปรากฏ และเขาจะได้รับผลแห่งบาปนั้น
พวกนี้ เรียกว่า “พวกทำบาปอย่างเนียน”
– บางคนทำสิ่งดี คนสังเกตเห็น เขาก็ได้รับผลดีจากการกระทำของเขาเลย
– บางคนทำสิ่งดี แม้วันนี้ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น แต่จะถูกปิดบังไว้ตลอดไปก็เป็นไปไม่ได้ สักวันจะปรากฏแจ้งต่อคนทั้งปวง

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ทำดี แล้วไม่มีใครเห็น อาจมีคนด่าด้วยซ้ำไป แต่อีกไม่นานความจริงจะปรากฏ วันนี้แม้ไม่มีใครเห็นแต่พระเจ้าผู้ทรงทราบทุกสิ่งพระองค์เองจะเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่เรา
– วันนี้ ทำชั่วแล้วเนียน อย่าเพิ่งดีใจไป รีบกลับใจก่อนจะสายเกินไป พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาพร้อมให้อภัย ให้โอกาสเริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นใหม่วันนี้ยังไม่สาย แต่ทิ้งไว้นานกว่านี้ อันตรายเกินไปเพราะเราไม่รู้ว่า คิวของเรานั้นจะมาถึงวันใด อาจเป็นวันนั้นที่เราไม่ทันตั้งตัว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (กท. 5:25){ ให้พระวิญญาณสอนเรา }

“ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย” กท. 5:25

แนวคิด :
– เราเกิดมาในบาป บาปทำให้เราตายฝ่ายวิญญาณ ไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้
– เมื่อเราต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ จิตวิญญาณของเรากลับมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จเข้ามาในใจของเรา เราสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแล้วโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์
– เมื่อเรามีชีวิตฝ่ายวิญญาณโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ เข้ามาในใจของเราแล้ว เราก็ควรดำเนินชีวิตตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ดลใจเรา สอนเรา

การประยุกต์ใช้ :
– เมื่อก่อนเราไม่รู้ว่า อะไรที่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว โดยการสอนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในใจของเรา ให้เราทำสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยเถิด
– ก่อนจะทำสิ่งใดก็ตาม ฝึกที่ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนเราว่า “การกระทำนี้ พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มธ. 11:30){ แบกผิดอัน }

“ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา” มธ. 11:30

แนวคิด :
– แอกและภาระที่พระเยซูมอบให้แก่เรา ผู้ติดตามพระองค์นั้น ถ้าเป็นของจริง จะพอเหมาะและเบาสำหรับเรา
เราจะไม่รู้สึกเป็นภาระหนัก ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน ไม่ไหวแล้ว แต่ ถ้าเราแบกแอกปลอม ภาระปลอม เราจะรู้สึกเช่นนั้น

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ สถานการณ์ในชีวิตของเราเป็นเช่นไร ถ้าเรารู้สึกเหน็ดเหนื่อย รู้สึกภาระที่แบกไว้นี้มันหนักหนาสาหัสเหลือเกิน เป็นไปได้ว่า “เรากำลังแบกผิดแอกเสียแล้ว”
• เราวิตกมากไป กังวลเกินไป แทนที่จะละความกระวนกระวายไว้กับพระองค์
• เราพึ่งพาและไว้ใจตัวเองมากเกินไป แทนที่จะพึ่งพาและไว้ใจพระองค์
• เราพยายามช่วยพระเจ้าแก้ปัญหามากเกินไป
• เราวางในพระเจ้าน้อยเกินไป
• เราพึ่งวิธีของเรามากไป แทนที่จะใช้วิธีของพระเจ้า
• เราดิ้นมากไป ทั้งที่พระองค์บอกว่า “จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางบรรดาประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก” สดด. 46:10
“ ใครรู้ตัวแบกผิดอีก กรุณาเปลี่ยนแอกด่วน !!!”
“หันมา ใช้วิธีพระเจ้า พึ่งพาพระเจ้า วางใจพระเจ้า และรอคอยพระเจ้า”