แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก.3:28-30){ การหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ }

“แต่ใครกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงอภัยให้คนนั้นไม่ได้ตลอดไป แต่คนนั้นจะมีโทษของบาปชั่วนิรันดร์” มก. 3:29

แนวคิด :
– พระเยซู พูดถึงบาปอย่างหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก เพราะผู้ที่มีบาปนี้ไม่อาจรับอภัยได้เลย “บาปแห่งการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์”
– บาปทุกอย่างและคำหมิ่นประมาททุกอย่าง จะทรงอภัยให้มนุษย์ได้ ยกเว้น ใครกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงอภัยให้คนนั้นไม่ได้ตลอดไป (29)
– ที่พระเยซู เรียกพวกเขาว่า เขา “หมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธ์” เพราะว่า พวกเขาหาว่าพระเยซูมีผีสิง (30) พวกเขากล่าวหาว่า ฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็น ฤทธิ์ของปีศาจ
– เป็นที่น่าสังเกตคือ เมื่อพระเยซูขับผีออก แล้วคนนั้นก็หายเป็นปกติ พวกธรรมจารย์ซึ่งมีความรู้ในพระคัมภีร์เป็นอย่างดี ก็รู้อยู่แก่ใจว่า นี่คือสิ่งดีที่เกิดขึ้น และเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่านี่เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า
– แต่เขาไม่ใส่ใจความจริงนี้ เพียงแค่อยากจะทำลายความน่าเชื่อถือ(discredit)ของพระเยซู พวกเขาถีงกับยอมโกหก บิดเบือนความจริง ดูถูกพระเจ้าว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ คือฤทธิ์ของปีศาจ (ทั้งที่เขาเองก็รู้อยู่ในใจว่าอะไรเป็นอะไร)
– เขายอมบิดเบือนความจริง ยอมให้เกียรติผี แล้ว ดูถูกพระเจ้า เพียงเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ในสังคม
– ดังนั้น การหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึง
>>> ไม่ใช่เรื่องของการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เข้าใจผิดคิดว่า สิ่งนี้ไม่ได้เป็นมาจากพระเจ้า จึงออกมาต่อต้าน ซึ่งแท้จริงเป็นมาจากพระเจ้า แบบนี้เมื่อรู้ตัวก็กลับใจได้
>>> แต่หมายถึง รู้อยู่แก่ใจ ว่าเป็นมาจากพระเจ้า แต่จงใจบิดเบือน จงใจโกหก ใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นมาจากมาร เพื่อจะดำเนินตามทิฐิมานะของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
[ที่สำคัญคือ พระเจ้า จะเป็นผู้ตัดสินเอง ว่า ใครที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่ รู้จักจิตใจของมนุษย์แต่ละคนเป็นอย่างดี]

การประยุกต์ใช้ :
พระคัมภีร์แนะนำ เช่นนี้
• อย่าเชื่อทุกวิญญาณ
1ยน. 4:1 …ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อทุกๆ วิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆ ว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ …
• แต่ก็อย่าดูถูกไปหมดทุกการสำแดง
1ธส. 5:20 อย่าดูหมิ่นถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ
• จงพิสูจน์ทุกสิ่ง อันไหนจริงก็ยึดไว้ อันไหนไม่ใช่ก็โยนทิ้งไป อย่าเอามาใส่ใจหรือเกี่ยวข้อง
1ธส. 5:21 จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น

วิธีพิสูจน์ ง่ายนิดเดียว
ลก. 6:44 เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้แต่ละต้นได้ ก็ด้วยผลของมัน …
สิ่งที่เป็นมาจากพระวิญญาณ จะมีผลของพระวิญญาณปรากฏ (กท.5:22-23)
สิ่งที่เป็นมาจากพระเจ้า จะส่งผลให้เกิดบุคลิกลักษณะของพระเจ้า
ตอนแรกๆ บางต้นผลปลอมมาอย่างเนียน ดูไม่ออก แต่สักพักไม่นาน เราก็จะสังเกตได้อย่างแน่นอน
อันไหนผลจริง อันไหนผลพลาสติคที่เอากาวมาติดกับต้นไว้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:20){ พระเจ้าร่วมงานกับเขา }

แนวคิด :
• พระเจ้าทรงร่วมงานกับสาวก เพราะพวกเขา ทำตามคำสั่งของพระองค์ (ออกไป,เทศนา,สั่งสอน)
ประยุกต์ใช้ :
• พระเจ้าปรารถนาจะร่วมงานกับเราและสนับสนุนเรา ด้วยการอัศจรรย์ เพียงแต่รอเราลงมือทำตามคำสั่งของพระองค์เท่านั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:19){ พระเยซูตรัสสั่ง }

“หลังจากพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งพวกเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า” มก. 16:19

แนวคิด :
?? เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ทำไมพระเจ้าไม่รับพระเยซูขึ้นไปสวรรค์ทันที? ทำไมต้องรออีกถึง 40 วัน จึงค่อยรับพระเยซูขึ้นไป?
Ø ข้อ19 “หลังจากพระเยซู ตรัสสั่งพวกเขาแล้ว….”
Ø คำตอบ คือ แม้พระองค์ทรงทำภารกิจไถ่บาปและเป็นขึ้นมาจากความตายสำเร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังเหลือภารกิจสุดท้าย ก็คือ “ตรัสสั่งสาวก”
?? สั่งอะไร ? >>> สั่งให้ออกไปทั่วโลกประกาศข่าวแสนประเสริฐ(ข้อ15)
?? แล้วทำไมแค่สั่ง ต้องใช้เวลาถึง 40 วัน? >>> เพราะต้องรอให้เขาเชื่อจริงๆก่อนว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว…หากไม่เชื่อจริงๆเปลี่ยนโลกไม่ได้….หากไม่เชื่อจริงๆไม่อาจมีหมายสำคัญการอัศจรรย์เกิดขึ้นผ่านชีวิตของพวกเขาได้
?? แล้วพระองค์ทำอย่างไรพวกเขาถึงเชื่อเช่นนั้นได้ ? >>> พระองค์ต้องปรากฏกับพวกเขาให้เห็นกับตาพวกเขาถึงเชื่อ เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีคนมาบอกพวกเขาแต่พวกเขาไม่เชื่อ เพราะพวกเขา “ใจดื้อดึง” (ข้อ14)ซึ่งเรื่องนี้พระเยซูไม่พอใจพวกเขามาก(มากกว่าที่พวกเขาทอดทิ้งพระองค์ไปเสียอีก)…พระเยซูอยากให้เขาเชื่อโดยไม่ต้องเห็นด้วยตา

ประยุกต์ใช้ :
Ø วันนี้ เราจะยอมเชื่อจริงๆไหม? ว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วและพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ แม้วันนี้เราไม่ได้เห็นพระองค์ด้วยตาก็ตาม
Ø จนกว่าเราจะเชื่อจริงๆ เราจึงจะสามารถประกาศเรื่องของพระเยซูได้จากใจของเรา (ไม่ใช่ตามที่ท่องจำคนอื่นมา) และเราจะเห็นการอัศจรรย์ในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าของเราได้
Ø พระเยซูใช้เวลา 3 วัน ตั้งแต่ถูกตรึง สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แล้วเป็นขึ้นมาจากความตาย ไถ่บาปมนุษย์ชั่วนิรันดร์ แต่พระองค์ต้องใช้เวลาถึง 40 วัน เพื่อภารกิจหนึ่งคือ ตรัสสั่งสาวก แสดงว่าสิ่งที่พระองค์ ตรัสสั่งนั้น สำคัญมากจริงๆ
Ø วันนี้พระเยซู ตรัสสั่งคำสั่งสำคัญนั้นแก่เราด้วย “จงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:15-16){ ข่าวแสนประเสริฐ }

“ใครเชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ใครไม่เชื่อจะต้องถูกลงโทษ” มก. 16:16

แนวคิด :
– กติกาใหม่(พันธสัญญาใหม่) หลังจากพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายคือ
o ใครเชื่อ และ รับบัพติศมา (หมายถึงกลับใจใหม่ มธ. 3:11 ข้าพเจ้าให้ท่านรับบัพติศมาด้วยน้ำ แสดงว่ากลับใจใหม่ก็จริง … ) ผู้นั้นจะรอดพ้นการพิพากษาจากพระเจ้า เพราะถือว่า เขายอมให้พระเยซูเป็นตัวแทนของเขารับโทษแทนเขาไปแล้ว
o ใครไม่เชื่อ ก็คือ เขาไม่ยอมให้พระเยซูเป็นตัวแทนของเขาในการรับโทษ เขาจะต้องถูกพิพากษาตามการกระทำของตน (วว. 20:13 …แต่ละคนก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตน) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เขาไม่มีทางรอดพ้นการลงโทษจากพระเจ้าได้เลย เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป
– ใครก็ตามได้ยินข่าวที่แสนประเสริฐนี้แล้วเชื่อ แล้วกลับใจใหม่ มาหาพระเยซู เขาก็จะได้รับสิทธิการยกบาปนี้
– ใครก็ตามได้ยินแล้วไม่เชื่อ นั่นคือเขาสละสิทธิพิเศษนี้
– ใครก็ตามที่ไม่ได้ยิน นั่นคือ เขาไม่มีสิทธิรับสิทธิพิเศษนี้เช่นกัน พวกเขาต้องผ่านเข้าสู่มาตรฐานปกติคือการพิพากษาอันเข้มงวดและยุติธรรมของพระเจ้า

ประยุกต์ใช้ :
• เราผู้ได้รับสิทธิพิเศษแห่งข่าวแสนประเสริฐนี้แล้ว อย่าให้เราใจจืดใจดำ ใจไม้ไส้ระกำ ใจแตบเห็นแก่ตัว ด้วยการไม่ยอมลงทุนลงแรงอีกสักนิด ในการพยายามทำให้คนรอบข้างที่เรารัก ที่เรารู้จัก ให้พวกเขาได้มีลุ้นสักนิด ให้เขามีโอกาสเลือกเองว่า จะรับสิทธิพิเศษแห่งข่าวแสนประเสริฐนี้หรือไม่
“จงประกาศข่าวประเสริฐนี้แก่มนุษย์ทุกคน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:17-18){ หมายสำคัญ }

“มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะเกิดขึ้นที่นั้น คือพวกเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา พวกเขาจะพูดภาษาแปลกๆ” มก. 16:17

แนวคิด :
• หมายสำคัญจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนเชื่อ เชื่ออะไร?….เชื่อในข่าวประเสริฐ(มก.16:15)
• หมายสำคัญได้แก่ ขับผีออก ,พูดภาษาแปลกๆ , รอดพ้นภยันอันตรายต่างๆ (เหมือน อสย. 43:2 เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า และเมื่อข้ามแม่น้ำ มันจะไม่ท่วมเจ้า เมื่อเจ้าเดินผ่านไฟ เจ้าจะไม่ถูกไหม้ และเปลวเพลิงจะไม่เผาเจ้า )
• หมายสำคัญเหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกับ(เคียงข้างไปกับ) คนที่มีความเชื่อ
• ถ้าดูตามบริบทน่าจะหมายถึง เมื่อพวกเขาออกไปประกาศ(ข้อ15) พระเจ้าจะสถิตอยู่ด้วยและคุ้มครองพวกเขา

ประยุกต์ใช้ :
• หมายสำคัญ เกิดเคียงคู่ไปกับ คนที่มีความเชื่อ ที่ประกาศข่าวประเสริฐออกไป
• วันนี้ เราหมายสำคัญพร้อมแล้วที่จะเกิดกับชีวิตของเรา “จงมีความเชื่อและประกาศข่าวประเสริฐเถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:9-11){ มารีย์ ชาวมักดาลา }

“หลังจากพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาในวันเวลารุ่งเช้าวันอาทิตย์ พระองค์ทรงปรากฏแก่มารีย์ชาวมักดาลาก่อน คือมารีย์คนที่พระองค์ทรงขับผีออกเจ็ดตน” มก. 16:9

แนวคิด :
• เมื่อพระเยซู เป็นขึ้นมาจากความตาย คนแรกที่พระองค์สำแดงตัวก็คือ มารีย์ ชาวมักดาลา
• คุณสมบัติที่ทำให้ เธอเป็นคนแรกที่พระเยซู สำแดงตัวให้พบ คือ
1. เป็นหญิงชั่ว…หญิงที่เคยทำชั่ว (อันนี้พวกเราถนัด)
2. พระเยซูเคยช่วยนาง (อันนี้พวกเราถ้าจะเคยประสบ)
3. นางซาบซึ้งพระคุณของพระเยซูมาก จึงรักพระเยซูมาก (อันนี้พวกเราคงต้องเลียนแบบนาง)

ประยุกต์ใช้ :
• วันนี้ เราซาบซึ้งในความรักของพระเยซูที่มอบแก่เรามากเพียงใด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 16:14){ ใจดื้อดึง }

“หลังจากนั้นพระองค์ทรงปรากฏกับสาวกสิบเอ็ดคน ขณะพวกเขากำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ พระองค์ทรงตำหนิพวกเขาในเรื่องความสงสัยและใจดื้อดึง เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อคนที่ได้เห็นพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว” มก. 16:14

แนวคิด :
– เมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วมาปรากฏแก่สาวก แทนที่จะเป็นเรื่องชื่นชมยินดีล้วนๆ กลับต้องมาตำหนิพวกเขาจนได้ เพราะพวกเขาทำผิดพลาดเรื่องสำคัญ
Ø พระเยซู ไม่ตำหนิสาวกที่ทิ้งพระองค์ไปหมดยามวิกฤต
Ø พระเยซูไม่ตำหนิเปโตรที่ปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง
Ø พระเยซูไม่ตำหนิสาวกที่ไม่ยอมแม้แต่ยอมมาอยู่ใกล้ๆยามที่พระองค์ถูกตรึง
Ø พระเยซูไม่ตำหนิสาวกที่ไม่เอาผ้าไปพันพระศพของพระเยซู
Ø พระเยซูไม่ตำหนิที่สาวกไม่ยอมไปที่อุโมงค์แต่เช้าเหมือนพวกผู้หญิง
– แต่พระองค์ตำหนิ สาวก เรื่องความผิดพลาดที่สำคัญและยิ่งกว่า คือ
“พวกเขาไม่เชื่อคนที่ได้เห็นพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว”
– พระองค์ถึงขนาดตำหนิเขาว่า “ใจดื้อดึง”

ประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราเองก็ไม่ได้เห็นพระเยซูกับตา แต่มีคนมาบอกเราผ่านทางพระคริสตธรรมคัมภีร์ ถึงเรื่องของพระเยซู
– วันนี้ อย่าให้เรามีความสงสัยและมีใจดื้อดึง เหมือนกับสาวกในวันนั้น เพราะสิ่งนั้นทำให้พระเยซู ไม่ทรงพอพระทัย
– แม้นวันนี้ เรายังไม่เห็นพระเยซู แต่เรายังจะเชื่อวางใจในพระองค์ และโดยความเชื่อวางใจนี้เองเราจะเห็นการช่วยกู้ของพระองค์ในชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:33-41){ สิ้นพระชนม์ }

“แล้วพระเยซูทรงร้องเสียงดังแล้วก็สิ้นพระชนม์” มก. 15:37

– แนวคิด >>> ประยุกต์ใช้ :
– มก. 15:33 เมื่อถึงเวลาเที่ยงก็เกิดมืดมัวทั่วแผ่นดินจนถึงบ่ายสามโมง

การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ส่งผลต่อสรรพสิ่งทั้งมวล
ความมืดมัวนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาติ ไม่น่าจะเป็นสุริยคราสเพราะสุริยคราสจะไม่เกิดในช่วงดวงจันทร์เต็มดวงอย่างในช่วงเทศกาลปัสกา
>>> พระองค์ผู้เป็นความสว่างของโลก…ต้องสิ้นพระชนม์ท่ามกลางความมืดมิด..เพราะพระองค์ทรงรักเรา
– มก. 15:34 พอถึงบ่ายสามโมง พระเยซูก็ทรงร้องเสียงดังว่า“เอโลอี เอโลอี ลามา สะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?”
ขณะนั้นพระเยซูเต็มไปด้วยความบาปความชั่วช้าน่าขยะแขยงบนพระองค์(ไม่ใช่ความชั่วช้าของพระองค์แต่เป็นของฉัน) จนพระบิดาผู้ไม่เคยห่างจากพระบุตรเลย ต้องเมินพระพักตร์ไปจากพระบุตร เพราะไม่อาจทนดูความน่าขยะแขยงอย่างที่สุดบนพระเยซูได้
>>> เปรียบเหมือน กับพ่อผู้ที่ต้องเป็นสับสวิทเปิดไฟฟ้าของเครื่องประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า พ่อหันหน้าหนีด้วยน้ำตา แล้วสับสวิทขึ้นเพื่อประหารชีวิตบุตรชายคนเดียวของตน ผู้ชั่วช้าผู้สมควรตาย(เพราะบาปของฉัน)
– มก. 15:37 แล้วพระเยซูทรงร้องเสียงดังแล้วก็สิ้นพระชนม์
พระองค์ร้องว่า “สำเร็จแล้ว” (ยน.19:30) แปลตรงตัวตามภาษาเดิมว่า “จ่ายชำระหนี้หมดแล้ว”
>>> พระเยซูจ่ายชำระหนี้บาปของฉันหมดแล้ว ฉันไม่ต้องเป็นทาสบาปอีกต่อไป ฉันเป็นไทแล้ว ฉันรอดพ้นการพิพากษาลงโทษแล้วเพราะพระเยซูรับโทษแทนฉันอย่างสมบูรณ์แล้ว…ขอบคุณพระเยซู
– มก. 15:38 ม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อน ตั้งแต่บนตลอดล่าง
ม่านที่กั้นห้องอภิสุทธิสถานกับห้องวิสุทธิสถานได้ขาดออก ไม่มีอะไรข้างกั้นเราไม่ให้เข้าหาพระเจ้าอีกต่อไป ขาดจากบนลงล่าง แสดงถึงเป็นการกระทำของพระเจ้า มาให้แก่มนุษย์
>>> วันนี้โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เราได้รับการชำระพ้นบาปแล้ว และเราสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้แล้ว โดยปราศจากความกลัวว่า เราไม่ดีพอ เดี๋ยวพระเจ้าจะลงโทษเรา
“พระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อให้เราเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ จงเข้ามาเฝ้าพระเจ้า ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เถิด เพราะว่าราคาที่จ่ายเพื่อให้ได้มานั้นแพงเหลือเกิน”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:42-47){ โยเซฟชาวอาริมาเธีย }

“แล้วโยเซฟก็ไปซื้อผ้าป่าน และอัญเชิญพระศพลงมา เอาผ้าป่านพันหุ้มไว้ แล้วอัญเชิญพระศพไปวางไว้ในอุโมงค์ซึ่งสกัดจากศิลา แล้วกลิ้งก้อนหินปิดปากอุโมงค์ไว้” มก. 15:46

แนวคิด :
• โยเซฟจากอาริมาเธีย ซึ่งเป็นสมาชิกสภา และเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย และเป็นเศรษฐี(มธ. 27:57) อีกทั้งยังเป็นคนที่กำลังคอยท่าแผ่นดินของพระเจ้า
• พระเจ้าจัดเตรียมชายผู้นี้เพื่อให้แผนการของพระเจ้า ปรากฏชัดต่อโลก
• เพราะคุณสมบัติข้างต้น(รวยและมีอิทธิพล) เมื่อเขาไปขอพระศพของพระเยซูจากปีลาต ปีลาตจึงยอมมอบให้
• เขาและนิโคเดมัส นำผ้าไปพันพระศพ(เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาจึงเหลือผ้าให้เห็น)
• เขาและนิโคเดมัส นำพระศพไปไว้ในอุโมงค์ใหม่ (หากเอาพระศพไปเก็บในอุโมงค์ที่มีศพคนอื่นด้ย ก็ไม่เด่นชัดว่าศพที่หายไปเป็นพระศพพระเยซูจริงๆ)
• เพราะเขาขอพระศพมา พวกมหาปุโรหิตจึงขอให้ปีลาต เอาหินก้อนใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้ แล้วให้ทหารยามเฝ้าอย่างเข้มงวด (เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาทำให้รู้แน่ว่าไม่ใช่สาวกมาขโมยพระศพ)
• เพราะเขาขอพระศพมา พวกผู้หญิงจึงมีสิทธิตามไปอย่างใกล้ชิด จนรู้แน่ว่าเขาฝังพระศพอยู่ที่ไหน (เตรียมไว้สำหรับ ให้พวกเธอมาทราบเรื่องการเป็นขึ้นมาเป็นกลุ่มแรก)

• เรื่องนี้น่าสนใจมากด้วย
มก.14:43 เขาไปหาปีลาตด้วยความกล้าหาญเพื่อขอพระศพของพระเยซู
ยน. 19:38 …โยเซฟจากอาริมาเธียซึ่งเป็นสาวกลับๆ ของพระเยซูเนื่องจากกลัวพวกยิว…
• เมื่อก่อนเขาขลาดกลัว กลัวพวกยิว แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พระเจ้าทำให้เขากล้าหาญเพื่อให้แผนการของพระองค์สำเร็จ
• การไปขอพระศพของพระเยซูอันตรายมาก มีโอกาสถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกับพระเยซู ขนาดพระเยซู ปีลาตตัดสินว่าไม่มีความผิด ยังถูกตรึงตายอย่างทรมาน เขาจึงมีสิทธิพวกยิวป้ายสีและถูกตรึงตายอีกคนด้วยเช่นกัน

ประยุกต์ใช้ :
• พระเจ้ามีแผนการสำหรับชีวิตของแต่ะคน เหตุที่โยเซฟชาวอาริมาเธีย ได้รับสิ่งต่างๆ เพราะพระเจ้ามีแผนการสำหรับชีวิตของเขา (เป็นสมาชิกสภา , เป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย และเป็นเศรษฐี)
• สิ่งต่างๆที่เรามีอยู่ในวันนี้ เพราะว่าพระเจ้าแผนการสำหรับชีวิตของเรา จึงทำให้เราเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
• เมื่อเวลาของพระเจ้ามาถึง โยเซฟชาวอาริมาเธีย ได้ใช้สิ่งที่เขามี แล้วจึงเกิดผลดีเป็นที่กล่าวขานของคนหลายพันล้านคนตลอดประวัติศาสตร์ วันนี้หากเราใช้สิ่งที่เรามีเพื่อกระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า สิ่งนั้นก็จะเป็นพระพรสำหรับผู้คนมากมายในเวลาต่อได้เช่นกัน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:24){ ตรึงกางเขน }

“ แล้วพวกเขาก็ตรึงพระองค์ที่กางเขน…” มก. 15:24

แนวคิด :
– แล้วพวกเขาก็จับพระองค์ขึงพืดบนท่อนไม้สองท่อน ยึดแขนขาไว้ด้วยตะปู 3 ตัว
– การตรึงกางเขน วิธีประหารชีวิตสุดหฤโหด ใช้ตะปู ตอกทะลุข้อมือเข้าไปยึดกับไม้ ข้างละตัว และใช้ตะปูอีก 1 ตัวตอกทะลุฝ่าเท้าทั้งสองเพื่อยึดกับไม้
– จากนั้นก็ แขวนนักโทษให้ห้อยต่องแต่งด้วยตะปู 2 ตัวที่ยึดข้อมือนั้น กระดูกที่ถูกห้อยด้วยตะปูแล้วมีแรงดึงด้วยความแรงเท่าน้ำตัวตลอดเวลา มันเจ็บเข้ากระดูกดำ แทบจะตลอดเวลาเลยละ
– แต่ความเหี้ยมโหดที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่กล่าวมาข้างต้น แต่อยู่ที่จะกล่าวต่อไปนี้
– เมื่อคนเราถูกกางเขนแล้วห้อยเอาไว้ จะหายใจเข้าไม่ได้(ทำได้น้อยมาก) วิธีที่จะหายใจ คือ ต้องยกตัวที่ห้อยนั้นขึ้น
– คนที่ถูกตรึงกางเขน เวลาจะหายใจต้องใช้กระดูกบริเวณข้อมือที่ถูกยึดด้วยตะปูนั้น ดึงตัวขึ้นมา โอ้ว….กระดูกแขวนบนตะปูก็เจ็บปวดขนาดไหนก็ไม่รู้แล้ว แล้วต้องเอากระดูกนั้นดึงทั้งตัวให้ยกขึ้น ความเจ็บปวดคงมากเหมือนร่างกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
– แต่ไม่เพียงแค่นั้น ขณะที่กำลังยกตัวขึ้นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เพื่อหายใจสักเฮือกหนึ่งนั้น ตะปูที่ยึดข้อเท้าทั้งสองข้าไว้ ก็เริ่มสำแดงความเหี้ยมโหดของมัน มันจะยึดร่างไว้ไม่ให้ถูกยกขึ้น วินาทีนั้นเอง ร่างกายคงเหมือนกำลังจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
– นักโทษบนกางเขนจะเจ็บปวดสุดแสนทรมานจนอยากจะตาย แต่ก็ยังไม่ตาย ความตายจะหนีห่างจากพวกเขาไป(คล้ายกับภาพใน วว. 9:6)
– แล้วการหายใจ 1 เฮือกก็จบลง ความเจ็บปวดสุดแสนจะบรรยายก็ลดระดับลง เหลือแค่เจ็บปวดแสนสาหัส…รอสำหรับการหายใจครั้งต่อไป
– พระเยซูของฉัน อยู่บนนั้น….พระองค์ยินดี เต็มใจ ยอมอยู่บนนั้นเพื่อฉัน….เพราะอยู่บนนั้นเพื่อฉัน ไม่ใช่ 3 นาที แต่ 6 ชั่วโมงเพื่อให้การถวายเครื่องบูชาไถ่บาปของฉันครบถ้วนอย่างสมบูรณ์
– การถวายเครื่องบูชา จะทำกัน 3 เวลา 9:00 , 12:00 , 15:00 น. พระเยซูของฉัน อยู่บนนั้นเพื่อฉัน ตั้งแต่ 9โมงเช้า ถึง บ่าย3 โมง

การประยุกต์ใช้ :
– ไม่ว่าฉันจะทำชั่วมามากขนาดไหนก็ตาม เมื่อคิดถึงว่า ถ้าฉันต้องรับโทษทรมานอย่างเหี้ยมโหดขนาดนั้น ก็น่าจะพูดได้ว่า “มันรับโทษของมันอย่างเต็มที่ละ อโหสิให้มันเถอะ”
– แต่นี่ พระเยซูพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด องค์บริสุทธิ์ จอมเจ้านายเหนือกษัตริย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงมารับโทษทรมานอย่างเหี้ยมโหดนี้ แทนฉันแล้ว ดังนั้น การรับโทษครั้งนี้มากเกินพออย่างเหลือเฟือที่ไถ่โทษบาปของฉันได้อย่างแน่นอน
– ใครที่คิดว่า “บาปยังล้างไม่หมด” แสดงว่า ไม่เข้าใจจริงๆว่า พระเยซูโดนขนาดไหน เพื่อรับโทษแทนความบาปของเขา
– ตัวแทนของฉัน(พระเยซู) ได้รับโทษแทนฉัน อย่างสาสมกับความผิดของฉันถึงขนาดนี้แล้ว ใครหน้าไหนจะบังอาจกล้ามาเอาผิดหรือกล่าวโทษฉันอีกได้…ฉันพ้นโทษบาปแล้ว….บาปของฉันได้รับการอภัยแล้ว….สรรเสริญพระเยซูที่รัก

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:24-32){ บนกางเขน }

“ขอเชิญพระคริสต์กษัตริย์แห่งอิสราเอลลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้เถอะ พวกเราจะได้เห็นและเชื่อ” และสองคนนั้นที่ถูกตรึงพร้อมกับพระองค์ก็กล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์ มก. 15:32

– แนวคิด >>> ประยุกต์ใช้ :
– ทหารเอาเสื้อชั้นนอกของพระเยซู ฉีกแบ่งเป็น 4 ส่วน เอาไปคนละส่วน (ยน.19:23) แต่เสื้อชั้นในนั้นเอาจับฉลากกันดูว่าใครจะได้ไป(มก.15:24)
>>> วันที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ พระองค์ไม่มีเงินเหลือติดตัวสักบาทเดียว สมบัติชิ้นสุดท้ายก็คือ เสื้อชั้นนอกและชั้นใน ที่ใส่คลุมกาย ถึงกระนั้นก็ยังถูกรุมทึ้งเอาไปจนหมด
>>> พระเยซูผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่งในกัลปจักรวาล สละทั้งหมดที่พระองค์ครอบครอง จนวินาทีนั้นไม่เหลืออะไรเลย เพื่อเรา….หากใครในโลกนี้คิดว่า “ฉันได้เสียสละมากมายเพื่อพระองค์” …. คนนั้นช่างไม่รู้อะไรเสียเลย การสละทรัพย์สินเล็กๆน้อยๆของขอทาน จะเทียบอะไรได้กับ การสละราชสมบัติทั้งสิ้นของจอมราชาเหนือราชาทั้งมวลเพื่อขอทานคนนั้น

– มก. 15:26 มีคำจารึกข้อหาที่ลงโทษพระองค์ไว้ว่า “กษัตริย์ของพวกยิว”
ข้อหาที่ต้องตายอย่างทรมานนี้ ไม่ใช่เพราะอ้างตัวเป็นกษัตย์ แต่เพราะดันมาแป็นกษัตริย์ของพวกยิว จึงตายซะ
>>> เหตุที่พระองค์สมควรตายบนนั้น เพราะ อยู่ดีไม่ว่าดี อยากมาเป็น “กษัตริย์ของฉัน” จึงต้องตายอย่างทรมานเช่นนั้น ถ้าเพียงแต่พระองค์ไม่ต้องการเป็นพระเจ้าของฉันและต้องการให้ฉันเป็นประชากรของพระองค์ พระองค์ก็ไม่ต้องสละสิ่งศักดิ์ศรีและเกียรติของพระองค์ และไม่ต้องมาตายอย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้
>>> แต่พระองค์กลับยินดีเต็มใจจ่ายราคานี้ เพื่อฉันผู้ชั่วช้าจะได้มาเป็นประชากรของพระองค์

– มก. 15:27 และพวกเขาเอาโจรสองคนมาตรึงพร้อมกับพระองค์ …
พระองค์ถูกนับรวมเข้ากับโจรชั่วช้า…ทั้งที่พระองค์ไม่เคยโกงใคร พระองค์ไม่เคยขโมยของใคร พระองค์ไม่เคยตั้งตัวเป็นกบฏ….พระองค์ เพียงแต่ยกโทษให้กับหญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณี , เพียงแต่ช่วยคนที่ถูกผีโสโครกทรมานมาเป็นเวลานาน , เพียงแต่ไม่รังเกียจแต่ช่วยชายโรคเรื้อนที่สังคมรังเกียจ , และอื่นๆทำนองนี้ แต่พระองค์กลับถูกนับว่าเป็นพวกคนชั่วช้า
>>> หากพระองค์จะเป็นตัวแทนของเรา รับโทษแทนความผิดของเราผู้ชั่วช้า พระองค์จำเป็นต้องอยู่ในที่ที่เดียวกับเรา คือถูกนับว่าเป็นคนชั่วช้า(ทั้งที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์)
>>> พระเยซู ทรงรับคำนี้แทนเราแล้ว “ไอ้คนชั่ว” ดังนั้น อย่ายอมให้ใคร(รวมทั้งตัวเราเอง) กล่าวโทษเราได้อีกต่อไป

– มก. 15:29 คนทั้งหลายที่เดินผ่านไปมานั้นก็พูดหมิ่นประมาทพระองค์ สั่นศีรษะเยาะเย้ย…
“เฮ้ย!!! ไอ้…….. แน่จริงมึ…ลงมาสิวะ ไหนว่าแน่วะ”
“เฮ้ย!!! มึ…น่ะ ไหนบอกจะสร้างวิหารใหม่ใน 3 วันวะ มึ…ช่วยตัวเองลงมาจากกางเขนก่อนเถอะ”
“เฮ้อ!!! ดูมันสิ น่าสมเพชวะ มันบอก มันช่วยคนอื่นให้รอดได้ แต่มันไม่มีปัญญาช่วยตัวเองว่ะ”
“โถ่เอ้ย!!! น่าทุเรศจริงๆ ไอ้พระคริสต์กษัตริย์ของอิสราเอล เร็วลงมาจากกางเขนเร็วๆ พวกตูจะได้เชื่อ เร้วพวกตูอยากเชื่อแล้วเนี่ยตอนนี้”
>>> เหตุผลเดียวที่ พระเยซูคริสต์ จอมราชาเหนือราชาทั้งมวล พระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด แม้แต่เหล่าทูตสวรรค์ผู้มีฤทธิ์ทั้งสิ้นยังต้องก้มกราบนมัสการพระองค์ ทรงยอมทนรับคำเยาะเย้ยถางถาง ดูถูกดูหมิ่น ยิ่งกว่าเศษสวะเช่นนี้ ก็เพราะว่า “พระองค์รักฉัน”

>>> พระเยซูเต็มใจรับความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส…เพราะพระองค์รักฉัน
>>> พระเยซูเต็มใจสละทั้งหมดที่พระองค์มีอยู่…เพราะพระองค์รักฉัน
>>> พระเยซูเต็มใจถูกนับเข้าเป็นพวกคนชั่วช้า…เพราะพระองค์รักฉัน
>>> พระเยซูเต็มใจรับเยาะเย้ยและดูหมิ่นเหยียดหยาม…เพราะพระองค์รักฉัน
“แม้ฉันจะถวายหมดทั้งชีวิตนี้แด่พระองค์ ก็น้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อฉัน พระองค์สมควรได้รับมากกว่านั้นอีก ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:22){ กลโกธา }

“พวกเขาพาพระองค์มาถึงที่แห่งหนึ่งชื่อกลโกธา (แปลว่ากะโหลกศีรษะ)” มก. 15:22

แนวคิด :
– ผู้นำในอดีตหลายคน เลือกที่ตายได้ แม้แต่ฮิตเล่อร์ยังเลือกที่ฆ่าตัวตายได้ แต่พระเยซูไม่มีสิทธิเลือก(ถึงกระนั้นก็อยู่ในแผนการของพระเจ้าที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก) พระเยซูในฐานะนักโทษประหารแสนไร้ค่า เขาจะพาไปตายที่ไหนก็สุดแล้วแต่เขา
– เขาพาพระองค์ มาตายที่ นอกเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งแน่นอนพวกคนยิวไม่ยอมให้ มีการตรึงกางเขนในเมืองแน่ เพราะช่างเป็นภาพที่น่าทุเรศ และสิ่งมลทินยิ่งนัก ยิวถือว่าการถูกตรึงกางเขนเป็นสิ่งน่ารังเกียจมาก
“… เพราะผู้ที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้ก็ถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า…” ฉธบ. 21:23
เอาไอ้คนถูกพระเจ้าสาปคนนี้ ไปตายไกลๆ ที่นอกเมืองไป๊!!
– กลโกธา เรียกอีกชื่อว่า เนินเขากระโหลกศรีษะ อยู่นอกกรุงเยรูซาเล็ม เป็นที่ใช้สำหรับประหารนักโทษอุกฉกรรจ์ด้วยการตรึงตายบนไม้กางเขน
ที่ใช้สถานที่นี้เพราะ เป็นเนินสูงขึ้นมา ทำให้คนเดินผ่านไปมาได้เห็นได้ชัด เพื่อจะได้ประจานนักโทษสุดเลวพวกนั้น มันจะได้ทั้งเจ็บทั้งอาย

การประยุกต์ใช้ :
“เพราะบาปของข้าพระผู้ช่วยเดินสู่ไม้กางเขน”
https://www.youtube.com/watch?v=NLQ_LK0WIDI

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:23){ เหล้าองุ่นผสมมดยอบ }

“ แล้วพวกเขาเอาเหล้าองุ่นผสมกับมดยอบให้พระองค์เสวย แต่พระองค์ไม่ทรงรับ” มก. 15:23

แนวคิด :
– การประหารชีวิตโดยการตรึงกางเขน เป็นการฆ่าที่เหี้ยมโหดที่สุด เพราะนักโทษจะทรมานทุกวินาทีเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่จะไม่ตาย ตายอย่างช้าๆ นักโทษบนกางเขนจะร้องโหยหาความตายแต่ความตายช่างมาถึงพวกเขาอย่างเชื่องช้าเนิ่นนานเหลือเกิน
– ในความอำมหิตของทหารโรม ก็ยังมีเศษความเมตตาหลงเหลืออยู่บ้าง พวกเขาจะเอาเหล้าองุ่นผสมกับมดยอบ มาให้นักโทษดื่ม เพื่อให้เกิดอาการมึนงง และบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้าง
– แต่พระเยซูของผม ไม่รับยาบรรเทาปวดนั้น เพราะยินดีเต็มใจจ่ายราคาค่าบาปชั่วของผม เต็มราคา ไม่ต้องลดราคาเลย แม้แต่นิดเดียว เพื่อจ่ายให้สาสมกับความบาปชั่วของผม

การประยุกต์ใช้ :
ขอบคุณพระเยซูที่รัก ที่เต็มใจจ่ายราคาแสนแพง เพื่อหนี้บาปของผม โดยไม่ลดราคาเลยแม้แต่เพียงนิดเดียว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 1:23-26){ ไล่โลด }

พระเยซูจึงตรัสห้ามมันว่า “จงนิ่งเสีย ออกมาจากเขาซิ” มก. 1:25

แนวคิด :
– ผีโสโครกมันร้องว่า “…ท่านคือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า” ก็น่าจะดีนะคนจะได้รู้ว่า แม้แต่ผียังยอมรับพระเยซูเลย
– แต่ปรากฏว่า พระเยซูกลับ ห้ามให้มันนิ่งเสีย แล้วขับผีออกจาก ชายคนนั้นเสีย
? เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่า พระองค์ไม่ต้องการให้ผีโสโครกมีส่วนใดๆในพระราชกิจของพระองค์

การประยุกต์ใช้ :
– ในชีวิตของเรา บ่อยครั้งมีความคิดหรือเสียงที่เข้ามาในความคิด ซึ่งเรารู้แน่ว่าไม่ด้าจากพระเจ้า อย่าให้เรายอมให้มันพูดต่อในความคิดของเรา เราเป็นวิหารของพระเจ้า พระเจ้ากำลังสร้างชีวิตของเราให้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์
– เรายอมไม่ได้ที่จะให้ความคิดจากวิญญาณชั่วใดๆ มีส่วนในความคิดของเรา
– สั่งมัน “จงเงียบ…ในพระนามพระเยซู” แล้วไล่มันออกไป “จงออกไปจากความคิดของฉัน ในพระนามพระเยซู”
“อย่ายอมให้วิญญาณชั่วใดๆ มีส่วนในความคิดของเรา”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:21){ ซีโมนชาวไซรีน }

“ มีคนหนึ่งชื่อซีโมนชาวไซรีน เป็นบิดาของอเล็กซานเดอร์และรูฟัส เดินทางจากบ้านนอกมาตามเส้นทางนั้น พวกเขาจึงเกณฑ์ซีโมนให้แบกกางเขนของพระองค์” มก. 15:21

แนวคิด :
– ซีโมน ชาวไซรีน ชายบ้านนอกผู้มาจากตอนเหนือของแอฟริกา กลับกลายเป็นชายที่มีคนรู้จักหลายพันล้านคนทั่วโลก ตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา
– เขาทำอะไรหรือ? เขาเป็นคนมีความสามารถมากมายเพียงใดหนอ? ถึงมีคนรู้จักชื่อของเขา มากมายไม่แพ้กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรกรีก
– เปล่าเลย เขาไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย เพียงแต่พระเจ้าทรงนำให้เขาอยู่ที่ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม ก็เท่านั้นเอง
– ชื่อของเขาถูกบันทึก ในพระธรรม มัทธิว มาระโก และลูกา เพื่อบรรยายให้เห็นว่า พระเยซู ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ในวันนั้น พระองค์ถูกซ้อม ถูกเฆี่ยน ถูกทุบ ถูกตี เสียเลือดมาก จนไม่มีเรี่ยวแรงเหลือ ไม่มีแรงแม้กระทั่งจะแบกกางเขนของตนไปยังโกละโกธา
“พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ยอมสิ้นพระชนม์อย่างคนอ่อนแอ เพราะพระองค์ทรงรักเรา”

การประยุกต์ใช้ :
– ผลแห่งการรับใช้พระเจ้า จะออกมามีผลกระทบต่อคนมากเพียงใด แท้จริงไม่ขึ้นกับความสามารถหรือความตะเกียกตะกายของเรา แต่ขึ้นกับเพียงพระเมตตาของพระเจ้าเท่านั้น พระองค์เมตตาจะใช้ใคร พระองค์ก็จะใช้ผู้นั้น
– และเมื่อพระเจ้าใช้เรา เราจะอยู่ในที่ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม และโดยการกระทำที่ธรรมดาๆของเรา เพียงครั้งเดียว ก็สามารถเกิดผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินโลกนี้ได้
– และ “ขอบคุณพระเยซูที่รัก ผู้ทรงยอมทนทุกข์ทรมานเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เพื่อให้ผมพ้นโทษ รอดพ้นบาป”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 15:14-15){ ไม่ยุติธรรม }

“ ปีลาตต้องการจะเอาใจฝูงชนจึงปล่อยบารับบัสให้แก่พวกเขา และเมื่อให้โบยตีพระเยซูแล้ว จึงมอบให้พวกเขาเอาไปตรึงที่กางเขน” มก. 15:15

แนวคิด :
– หลังจากปีลาต สอบสวนพระเยซูแล้ว จึงพบว่าพระเยซูไม่มีความผิดใดๆ
– แต่ประชาชนกลับต้องการให้ ประหารชีวิตพระเยซู โดยตรึงที่กางเขน
– มก. 15:14 ปีลาตจึงถามว่า “ตรึงทำไม? เขาทำผิดอะไร?” แต่ประชาชนยิ่งตะโกนว่า “ตรึงเขาที่กางเขน”
– ปีลาตจึงสั่งให้โบยตีพระเยซู ผู้ที่รับการสอบสวนแล้วว่าบริสุทธิ์ ไม่มีความผิด จากนั้น ก็ให้เอาพระเยซูผู้บริสุทธิ์ไปประหารชีวิต
– ช่างเป็นการตัดสินที่ ไม่เป็นธรรมที่สุดในโลก “ผู้พิพากษาตัดสินแล้วว่า ชายคนนี้ไม่มีความผิด ดังนั้น เอามันไปประหาร”

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ หากเรากำลังได้รับความไม่ยุติธรรม พึงรู้เถอะว่า พระเยซูเข้าใจเรา พระองค์เคยรับความไม่ยุติธรรมมาแล้วเช่นเดียวกัน สรรเสริญพระเจ้า เรามีพระเจ้าทรงทรงเข้าใจเราอย่างลึกซึ้ง
– ขอบคุณพระเยซู ผู้ทรงทนรับความไม่ยุติธรรม เพื่อพระเจ้าจะสามารถประทานความชอบธรรมให้แก่เราได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก.24:25){ ชื่นชม หรือ ตำหนิ }

พระองค์ตรัสแก่สองคนนั้นว่า “โอคนเขลา และมีใจเฉื่อยในการเชื่อบรรดาคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้นั้น” ลก.24:25

แนวคิด :
– พระเยซูตำหนิสาวกสองคนที่วิ่งไปดูที่อุโมงค์ เมื่อทราบข่าวว่า ไม่มีพระศพในอุโมงค์
– พระเยซูตำหนิเพราะ เขาไม่ฉลาด และ มีใจเฉื่อย
– ไม่ฉลาด อะไร? >>> ไม่ฉลาดที่ไม่ระลึกถึงพระคำของพระเจ้าที่เคยกล่าวไว้
– ใจเฉื่อย อะไร? >>> ใจเฉื่อยในการเชื่อ ไม่ยอมเชื่อถ้อยคำจากพระคำของพระเจ้าสักที

การประยุกต์ใช้ :
– สองคนที่อุตส่าห์ ออกแรงวิ่งไปดู … พระเยซูไม่ชมพวกเขา แต่กลับตำหนิ เพราะ พวกเขาไม่ฉลาดและมีใจเฉื่อย…. นั่นคือ ต่อให้ทุ่มเทมากมายสักเพียงใดก็ตามในการทำงานรับใช้ แต่ถ้าไม่ใส่ใจถ้อยคำของพระเจ้าและไม่ยอมเชื่อถ้อยคำของพระเจ้า…. ก็จะไม่ได้รับคำชมเชยจากพระเยซู แต่จะพบกับการตำหนิ
– นั่นคือ สำหรับพระเยซู การใส่ใจถ้อยคำของพระเจ้าและการเชื่อถ้อยคำของพระเจ้ามีค่ามากกว่าการทุ่มเทรับใช้ใดๆ
– วันนี้ เราใส่ใจและกล้าเชื่อใจในพระคำของพระเจ้ามากเพียงใด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (1คร. 10:1-13){ ระวังล้ม }

“เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง” 1คร. 10:12

แนวคิด :
– อ.เปาโล เตือนคริสเตียนชาวโครินธ์ ให้ระลึกว่า ถึงแม้ว่าคนอิสราเอลสมัยโมเสส จะพบอัศจรรย์มากมาย แต่ในที่สุดเขาก็ยังหลงไปได้(ข้อ5)
– พวกเขา ได้เดินผ่านทะเลแดง ได้เห็นเสาเมฆปกป้องพวกเขา ได้กินมานาจากสวรรค์ ได้ดื่มน้ำที่ไหลออกมาจากหิน ถึงกระนั้นเขาก็ได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัย(ข้อ2-4) – อ.เปาโล ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์เหล่านี้เป็นตัวอย่างเพื่อเตือนใจเรา(ข้อ11)
– อย่าคิดว่า ตนเองเก่งแล้ว ดีแล้ว เข้มแข็งแล้ว มีประสบการณ์กับพระเจ้าแล้ว ก็เลยไม่ต้องระมัดระวังในการดำเนินชีวิต…เพราะถ้าทำอย่างนั้นเราอาจล้มลงได้(ข้อ12)
– เมื่อเจอการทดลอง จงระลึกถึงว่าคนอื่นก็เคยเจอมาแล้ว ลองค้นดูในพระคัมภีร์แล้วเรียนรู้จากพวกเขา เพราะว่ามันมีทางออกเสมอสำหรับทุกสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ

การประยุกต์ใช้ :
– ระมัดระวังในการดำเนินชีวิต
– ใกล้ชิดสนิทพระเจ้า
– เฝ้าอธิษฐานอยู่เสมอ
เมื่อเจอการทดลองจะผ่านมันไปได้ อย่างมั่นคง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 10:3-4){ รู้จักเสียง }

“เมื่อท่านต้อนแกะของท่านออกไปหมดแล้วก็เดินนำหน้า และแกะก็ตามไปเพราะรู้จักเสียงของท่าน” ยน. 10:4

แนวคิด :
• พระเยซูเปรียบเทียบ ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง พระองค์เอง กับ พวกฟาริสีที่ขับไล่ชายตาบอดแต่กำเนิดผู้ได้รับการรักษา
• ผู้เลี้ยง(พระเยซู) : แกะรู้จักเสียง จึงเดินตาม
• คนอื่น(ฟาริสี) : แกะไม่รู้จักเสียง จึงหนีไป
• แกะของพระเยซู จะรู้ว่า เสียงไหนเป็นของพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :
• เมื่อเราอ่าน ฟัง ได้ยิน คำสอนใดๆก็ตาม พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้อยู่ในเรา สามารถสอนเราได้ ให้แยกแยะว่าคำสอนใดเป็นมาจากพระเจ้า
ยน. 14:26 แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้นจะทรงสอนพวกท่านทุกสิ่ง และจะทำให้ระลึกถึงทุกสิ่งที่เรากล่าวกับท่านแล้ว
“กรุณาใช้บริการพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยครับ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 13:34){ ปลอดภัยใต้ปีก }

“โอ เยรูซาเล็มๆ เมืองที่ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะและเอาหินขว้างพวกที่ทรงใช้มาหาถึงตาย บ่อยครั้งเราปรารถนาจะรวบรวมลูกๆ ของเจ้าไว้ เหมือนแม่ไก่ที่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่พวกเจ้าไม่ยอม” ลก. 13:34

แนวคิด :
– พระเยซู กล่าวถึงเยรูซาเล็ม(หมายถึง ประชากรที่อยู่ในเมืองเยรูซาเล็ม) ว่า ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พระเจ้าปรารถนาจะปกป้องดูแลทะนุถนอมพวกเขา เหมือนแม่ไก่ที่กกลูกของมันใต้ปีก แต่ปรากฏว่าครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน พวกเขาไม่ยอมอยู่ภายใต้การนำ การปกป้องคุ้มครองของพระเจ้า พวกเขาปรารถนาทำตามความคิดของตนเอง มากกว่าทำตามคำเชื้อเชิญของพระเจ้า
– แทนที่พวกเขาจะรับคำเชื้อเชิญจากพระเจ้า พวกเขากลับดูถูกดูหมิ่นคำตักเตือนของพระองค์ รวมทั้งดูหมิ่นและทำร้าย บรรดาคนของพระเจ้าที่ส่งมาเตือนพวกเขา
– ตามประวัติศาสตร์ อีก 30 กว่าปี หลังจากที่พระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้ ใน คศ.70 กรุง้ยรูซาเล็มถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ประเทศอิสราเอลถูกลบออกจากแผนที่โลก กว่า1,800 ปี จนถึงเวลาที่เหมาะสม จึงเกิดการรวมกลับมาเป็นชาติ และสร้างเยรูซาเล็มขึ้นอีกครั้งใน คศ.1948

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ พระเจ้าปรารถนาที่จะปกป้องเรา นำทางในชีวิตของเรา นำพาเราไปในเส้นทางแห่งพระพร
– จงเรียนรู้จากชาวเยรูซาเล็ม พวกเขาใจแข็งกระด้าง ต่อคำเตือนของพระเจ้า ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาดูถูก ดูหมิ่นคำเตือนของคนของพระเจ้า ว่าไม่จริง ไม่ใช่หรอก และสุดท้ายพวกเขาก็พบกับหายนะครั้งใหญ่
– วันนี้ พระเจ้าเตือนอะไรเรา จงถ่อมใจลง ยอมฟังพระองค์เถิด
“…วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นเหมือนอย่างในการกบฏครั้งนั้น…” ฮบ. 3:7-8

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 9:35){ เจ้าวางใจในเราหรือ? }

พระเยซูทรงได้ยินว่าพวกยิวไล่คนนั้นออกไปแล้ว เมื่อพระองค์ทรงพบเขาจึงตรัสว่า “ท่านวางใจในบุตรมนุษย์หรือ?” ยน. 9:35

แนวคิด :
• พระเยซูถามคำถามนี้ ต่อชายผู้เพิ่งหายจากการตาบอดตั้งแต่กำเนิด
• ชายผู้นี้ตาบอดตั้งแต่เกิด มีความจำกัดมากในเรื่องของความรู้ต่างๆของโลกในสมัยนั้น และยิ่งความเข้าใจในพระคำของพระเจ้าแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย
• เขาตอบพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์วางใจ”
• นั่นก็มากพอแล้ว ที่จะทำให้คนที่แทบไม่มีความรู้อะไรเลย คนต่ำต้อยในสังคม ได้รับการรับรองจากพระเยซูว่า เหนือกว่าบรรดาผู้นำศาสนาทั้งหลายในเวลานั้น
• พระเยซู พูดถึงชายคนนี้ว่า “คนที่มองเห็น” และ พูดถึงผู้นำศาสนาเหล่านั้นว่า “คนตาบอด”

การประยุกต์ใช้ :
• พระเยซู ไม่ได้ มองว่าเรามีความรู้ความเข้าใจ ลึกซึ้งมากเพียงใด (แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายสำหรับการมีความรู้ความเข้าใจเช่นนั้น)
• พระเยซู กำลังมองมาที่เรา แล้วดูว่า “วันนี้ เราวางใจในพระองค์มากเพียงใด”
“ลูกเอ๋ย!!! เจ้าวางใจในเราหรือ?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 5:18-19){ ผู้ชอบธรรม }

“ฉะนั้นการลงโทษได้มาถึงทุกคนเพราะการละเมิดครั้งเดียวอย่างไร การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว ก็นำการปลดปล่อยและชีวิตมาถึงทุกคนอย่างนั้น” รม. 5:18

แนวคิด :
• เราทุกคนเกิดมาในบาป มีโอกาสเมื่อไหร่ จะรี่เข้าหาบาปทันทีอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส เพราะ อาดัมทำบาปเพียงครั้งเดียว
• โดยการกระทำอันชอบธรรมของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้ผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ กลายเป็นผู้ชอบธรรม จะรี่เข้าหาความชอบธรรมทันทีอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส ฉันนั้น

การประยุกต์ใช้ :
• เราจำเป็นต้องเชื่ออย่างไม่สงสัยเลยว่า เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยทางพระเยซูคริสต์ แล้วเราจะสามารถกระทำสิ่งที่ชอบธรรมได้จากธรรมชาติแห่งความชอบธรรมภายในของเรา
• เพราะเราชอบธรรมได้โดยทางความเชื่อ ถ้าเราไม่ยอมเชื่อหมดใจว่าเราชอบธรรม แล้วเราจะกลายเป็นผู้ชอบธรรม ผู้ซึ่งสำแดงความชอบธรรมออกมาจากภายในได้อย่างไร
• อย่ายอมให้มากโกหกเรา ฟ้องผิดเรา ด้วยความผิดพลาดที่ผ่านมาของเรา ยืดอกขึ้น รับเอาความชอบธรรมที่พระเยซูประทานให้ ขอบคุณพระคุณสำหรับของขวัญล้ำค่านี้…แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างที่ผู้ชอบธรรมทั้งหลายสมควรทำนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 10:38){ วางใจพระองค์ }

“แต่ถ้าเราปฏิบัติพระราชกิจนั้น แม้ว่าท่านไม่วางใจในเรา ก็จงวางใจในพระราชกิจเหล่านั้นเถิด เพื่อท่านจะได้รู้และเข้าใจว่าพระบิดาทรงอยู่ในเราและเราอยู่ในพระบิดา” ยน. 10:38

แนวคิด :
• พระเยซู ปรารถนาให้พวกยิววางใจในพระองค์ เพราะนั่นเป็นทางออกที่แท้จริงสำหรับชีวิตของพวกเขา
• แต่ดูเหมือน มันจะยากเหลือเกินสำหรับพวกเขา ในการวางใจในพระเยซู
• พระเยซู จึงเสนอทางเลือกที่ง่ายขึ้น โดยให้เขามองดู สังเกตสิ่งที่พระเยซูทำดูสิ แล้วเขาจะรู้ว่าพระเยซูมาจากพระบิดา เพื่อเขาจะสามารถวางใจในพระเยซูได้

การประยุกต์ใช้ :
• เรา ผู้เป็นคริสเตียน สมควรอย่างยิ่งที่จะวางใจในพระเยซู
• แต่หาก วันนี้การวางใจในพระเยซู มันยากนักสำหรับเรา เพราะดูช่างเป็นนามธรรมเหลือเกิน ท่ามกลางสถานการณ์ในวันนี้
• เราลอง มองย้อนไปดูพระราชกิจของพระเยซูที่ผ่านมาในชีวิตของเราดูสิ พระองค์ช่วยเรามากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เรารอดผ่านมาได้โดยพระคุณพระเจ้ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
• จงมอง และสังเกตในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเราเถิด พระองค์ช่วยเราแล้ว และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก แล้วหันมาไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดหัวใจ สำหรับเหตุการณ์ในวันนี้เถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (กจ. 9:31){ คริสตจักรเติบโต }

“เพราะฉะนั้น คริสตจักรตลอดทั่วแคว้นยูเดีย กาลิลี และสะมาเรียก็เกิดความสงบสุขและเจริญเติบโต ต่างประพฤติตนด้วยความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าและรับการหนุนใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสตสมาชิกจึงยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น” กจ. 9:31

แนวคิด :
• คริสตจักรเติบโต และ คริสตสมาชิกเพิ่มขึ้น อยู่ในข้อเดียวกัน แต่เป็นศัพท์คนละคำ และคนละความหมาย
• คริสตจักรเติบโต เมื่อคริสตจักรเป็นผู้ใหญ่ เข้มแข็ง ทนต่อการข่มเหงได้ อย่างมั่นคง
• คริสตสมาชิกเพิ่มขึ้น เมื่อมีคนกลับใจมาเป็นคริสตชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคริสตชนประพฤติตนด้วยความยำเกรงพระเจ้าและรับการหนุนใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

การประยุกต์ใช้ :
• การทำให้คริสตจักรเติบโต ไม่ใช่การพยายามทำให้มีสมาชิกมากขึ้น แต่เป็นการทำให้สมาชิกเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ และเมื่อสมาชิกเติบโตฝ่ายวิญญาณ โดยดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้าและมีความสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้ว….สมาชิกจะเพิ่มทวีขึ้นอย่างแน่นอน
• ถ้าประยุกต์ในมุมชีวิตส่วนตัว คือ
รับใช้มากๆก็ดีอยู่ แต่ การเติบโตที่แท้จริงไม่ใช่การทำอะไรเยอะแยะมากมาย แต่เป็นชีวิตที่ หนักแน่นมั่นคงในทางของพระเจ้า การดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า และมีประสบการณ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตประจำวัน แล้วชีวิตและงานรับใช้ของเรา การเกิดผลทวีมากมาย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (อฟ. 2:8-10){ เพราะพระคุณ }

“ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้” อฟ. 2:9

แนวคิด :
• เราได้รับความรอดไม่ใช่เพราะ เรามีความเชื่อ
• ต่อให้เรามีความเชื่อมากมายสักเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าพระเจ้าไม่ได้เมตตาเรา ไม่ประทานพระคุณแก่เรา เราก็ต้องพินาศอยู่ดี
• ที่เรารอดได้นั้น เป็นพระคุณยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
[พระคุณ แปลว่า เราไม่ควรจะได้เลย เราสมควรถูกลงโทษ แต่ปรากฏว่ากลับได้รับของขวัญล้ำค่าแทนการลงโทษ]
• แล้ววิธีที่จะ ยื่นมือไปรับของขวัญนี้ ก็คือ มีความเชื่อ…เชื่อว่า โดยทางพระเยซู บาปของฉันรับการอภัยแล้ว…เชื่อว่าโดยพระเยซูฉันเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว…เชื่อว่าโดยพระเยซูฉันเป็นคนใหม่แล้ว…เชื่อว่าโดยพระเยซูฉันได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว…เชื่อว่าโดยพระเยซูเมื่อฉันจากโลกนี้ไป ฉันจะได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเป็นนิตย์นิรันดร์
• วิธียื่นมือไปรับนี้ เป็นเรื่องของความเชื่อล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับการกระทำใดๆ…จึงไม่อาจอวด หรือภาคภูมิใจในเศษความดีเล็กน้อยๆที่เราทำได้เลย
• แต่ ความเชื่อมันมองไม่เห็น แล้วรู้ได้ไงว่า ตัวเราเอง เชื่ออย่างจริงใจหรือไม่?…(ข้อ10) สังเกตง่ายนิดเดียว เมื่อเชื่อแท้จะสำแดงออกเป็นการกระทำที่สอดคล้องความเชื่อ….คือ ชอบประกอบการดี

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้เรารอดแล้ว ขอบคุณพระเจ้า
• วันนี้เรามีชีวิตใหม่แล้ว..ขอบคุณพระเจ้า
• วันนี้ เราสมควรดำเนินชีวิตให้สอดคล้อกับชีวิตใหม่…ไม่ใช่เพื่อให้เรารอด แต่เพราะนั่นเป็นบุคลิกใหม่ของเรา….โยนบุคลิกเก่าๆทิ้งไปเสีย…เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วนบุคลิกใหม่ตามแบบอย่างพระเยซูคริสต์…ซึ่งบัดนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้อยู่ในเรา คอยรบเร้าใจของเราทุกวันคืนให้มีบุคลิกเช่นนั้น

เพราะพระคุณ เราจึงได้ รับความรอด
รับมากอด เอาไว้ โดยความเชื่อ
ทรงประทาน แก่เรา อย่างเหลือเฟือ
จึงไม่เบื่อ เมื่อได้ ทำความดี

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (กจ. 9:19-30){ แผนเหนือชั้น }

“แต่เรื่องการปองร้ายของเขารู้ถึงเซาโล เขาทั้งหลายได้เฝ้าประตูเมือง คอยฆ่าเซาโลทั้งกลางวันกลางคืน” กจ. 9:24

แนวคิด :
??? ทำไมเมื่อเซาโล กลับใจเชื่อในพระเยซูแล้ว หันมารับใช้พระเยซูแล้ว แทนที่จะมีสิ่งดีๆเกิดกับเขา เหตุใดจึงเกิดเรื่องเลวร้ายเช่นนี้กับเขา?
[พวกยิวเฝ้าประตูเมือง คอยฆ่าเซาโลทั้งกลางวันกลางคืน…มีความพยายามสูงมากจริงๆ]
[พวกสาวกของพระเยซู ในดามัสกัสจึงรู้ว่า เซาโลกลับใจจริงๆ จึงร่วมกันช่วยเซาโลหนีจากเมือง โดยให้นั่งเข่งหย่อนลงมาจากกำแงเมืองในเวลากลางคืน]
[พอมาถึงที่กรุงเยรูซาเล็ม พวกนิยมกรีกก็หาช่องทางจะฆ่าเซาโลอีก จนพี่น้องที่นั่นต้องพาเขาหนีไปซีซารียา แล้วค่อยส่งกลับบ้านเกิดที่ทาร์ซัส]
??? ทำไมสิ่งเลวร้ายเช่นนี้จึงได้เกิดกับคนที่หันมาติดตามพระเยซูอย่างจริงใจ?
??? ทำไมพระเยซูไม่ปกป้องไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น?
• ก่อนหน้านี้ เซาโลตามจับคริสเตียนเอาไปให้คนฆ่า เมื่อเขากลับใจ พวกคริสเตียนทั้งหลายจึงไม่ไว้ใจ คิดว่าเป็นแผนลวงของเซาโล
• แต่เมื่อ ข่าวเรื่องสาวกที่ดามัสกัส(ผู้อยู่ในเมืองที่เซาโลกลับใจ) ได้หย่อนเข่งลงจากกำแพงเพื่อช่วยเซาโล ได้แพร่ออกไป…คริสเตียนเริ่มไว้ใจเซาโลมากขึ้น
• จนกระทั่ง ข่าวว่าแม้แต่พี่น้องในเยรูซาเล็ม(อัครสาวกทั้งหลายอยู่ที่นั่น) ก็ยังร่วมกันช่วยชีวิตของเซาโลโดยการพาหนี แพร่ออกไป…คราวนี้ พี่น้องคริสเตียนทั้งหลายทั่วทุกเมือง ก็รู้แน่แล้วว่าเซาโลกลับใจจริงๆ
• เป็นการเตรียมการสำหรับแผนการใหญ่ที่พระเจ้าจะทรงใช้เซาโล(อีกชื่อหนึ่งว่าเปาโล) นำข่าวประเสริฐไปยังผู้มากมาย ในอีกเพียงไม่กี่ปีต่อมา…สรรเสริญพระเจ้า
(หมายเหตุ : ชื่อเรื่อง จงใจใช้ “ฉ” ครับ แผนของพระเจ้า สูงกว่าความคิดของฉั้นมากนัก)

การประยุกต์ใช้ :
??? ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา วันนี้?
>>> ตอบ : เพราะพระเจ้ามีหวังดีต่อเรา และพระองค์มีแผนการที่ดียอดเยี่ยมสำหรับเรา เพื่อให้ชีวิตของเราเป็นพระพรยิ่งใหญ่ต่อผู้คนมากมายในอนาคต

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 16:1-13){ สัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อย }

“คนที่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อยจะซื่อสัตย์ในของมากด้วย และคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย จะไม่ซื่อสัตย์ในของมากเช่นกัน” ลก. 16:10

แนวคิด :
• พระเยซูไม่ได้ชมความขี้โกงของคนต้นเรือนขี้โกงคนนี้ แต่พระเยซูปรารถนาให้เรา ดำเนินอย่าฉลาดในการใช้สิ่งของชั่วคราวในโลกนี้ เพื่ออนาคตอันถาวรในภายภาคหน้าในสวรรคสถาน
• พระเยซูปรารถนาให้เรา ใช้สิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งอีกไม่นานสิ่งเหล่านี้ก็จะเสื่อมสูญไปแล้ว เพื่อประโยชน์ของเราในอนาคต โดยนำสิ่งเหล่านี้แทนที่จะมาทำเพื่อความพึงพอใจของเรา แต่นำมาใช้ให้เป็นที่พระเจ้าพอพระทัย เพื่อเราจะได้รับบำเหน็จบริบูรณ์ในสวรรค์
• สัตย์ซื่อในของเล็กน้อย…ของเล็กน้อยคือสิ่งของในโลกนี้ ของมากคือสิ่งของฝ่ายวิญญาณ(ข้อ12)
• คนที่รักเงินทอง ไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้ อย่างแท้จริง(ข้อ13)

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้เราสัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อยที่พระเจ้ามอบไว้ให้แก่เรา ครอบครองชั่วคราว หรือไม่?
• วันนี้ เราใช้ เวลา เงินทอง ความสามารถ โอกาสที่มี สิ่งของที่มี เพื่อ งานของพระเจ้ามากน้อยเพียงใด?
“จงสัตย์ซื่อในสิ่งของเล็กน้อยเหล่านี้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ฮบ. 11:11){ พระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นซื่อสัตย์ }

“โดยความเชื่อ อับราฮัมได้รับพลังที่จะมีบุตร แม้ท่านชรามากแล้ว และนางซาราห์เองก็เป็นหมัน เพราะท่านถือว่าพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นซื่อสัตย์” ฮบ. 11:11

แนวคิด :
• อับราฮามมีบุตรเมื่ออายุ 100 ปี ขณะที่ซาราห์ภรรยาของท่าน อายุ 90 ปีและเป็นหมัน
• กุญแจสำคัญ ก็คือ “ความเชื่อ”
• อับราฮาม(และ/หรือนางซาราห์) มีความเชื่อในอะไร ถึงได้รับพระพรอย่างอัศจรรย์เช่นนี้?
>>> ท่านมีความเชื่อในพระเจ้า….คือเชื่อว่า พระเจ้าทรงซื่อสัตย์….พระองค์จะทรงรักษาสัญญาแน่นอน
• แล้วท่านก็ได้รับตามที่ทรงสัญญาไว้จริงๆ

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้ เรากล้าเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจไหมว่า “พระเจ้าจะรักษาสัญญาอย่างแน่นอน”
• พฤติกรรมที่สะท้อนออกมาของการกล้าเชื่อย่างสุดจิตสุดใจ ก็คือ “รอคอย อย่างอดทน โดยไม่วิตกกังวล”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (กจ. 9:32-35){ พระเยซูช่วยได้ }

เปโตรกล่าวกับเขาว่า “ไอเนอัส พระเยซูคริสต์ทรงให้ท่านหายโรค จงลุกขึ้นเก็บที่นอนของท่านเถิด” ทันใดนั้นไอเนอัสก็ลุกขึ้น” กจ. 9:34

แนวคิด :
• ไอเนอัส ป่วยเป็นอัมพาตมา 8 ปี เมื่อเปโตรกล่าวกับเขาว่า “ไอเนอัส พระเยซูคริสต์ทรงให้ท่านหายโรค จงลุกขึ้นเก็บที่นอนของท่านเถิด” ทันใดนั้นไอเนอัสก็ลุกขึ้น” เขาก็หายเป็นปกติ
• ไอเนอัส เป็นผู้เชื่อในเมืองลิดดา(ข้อ32) เขารู้มานานแล้วว่า พระเยซูรักษาโรคเขาได้ แต่เขายังไม่ได้รับการรักษา จนกระทั่งเปโตรมาพูดประโยคนั้นที่เขารู้มานานแล้วแก่เขา (พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า เปโตรอธิษฐานด้วยซ้ำไป)
• เมื่อเขาได้ยิน เรื่องที่รู้แล้ว แต่คราวนี้เขาเกิดความเชื่อ แล้วเริ่มสำแดงความเชื่ออกเป็นการกระทำ เขาก็รับการรักษาให้หายอย่างสมบูรณ์

การประยุกต์ใช้ :
• การรู้ว่าพระเยซูช่วยเราได้ ไม่สำคัญเท่ากับ การเชื่อจริงๆอย่างไม่สงสัยว่าพระเยซูช่วยเราได้
• การเชื่อจริงๆนี้ จะสำแดงออกมาเป็นการกระทำที่สอดคล้องความเชื่อเสมอ
• และพระเยซูทรงสัญญา ว่า ถ้าเชื่อได้จะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (ยน. 11:40)
• วันนี้ นอกจากเราแล้ว ยังมีหลายคนที่เรารู้จัก เขารู้ว่าพระเยซูช่วยเขาได้ แต่ความเชื่อของเขายังไม่เต็มขนาด ให้เราไปบอกพวกเขา หนุนใจพวกเขา ท้าทายพวกเขา เพื่อพวกเขาจะมีความเชื่อในพระเยซูเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีก เพราะความเชื่อเกิดจากการได้ยิน
(รม. 10:17 ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์)
• เมื่อไอเนอัส ได้ยินคำพูดของเปโตร จึงรับการรักษาให้หายฉันใด คนมากมายก็จำเป็นต้องได้ยินคำพูดที่เพิ่มเติมความเชื่อของพวกเขาจากปากของเรา(หรือไลน์ของเรา)ฉันนั้น
“ให้เราไปหนุนความเชื่อของพวกเขากันเถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:8-22){ เชื่ออย่างเข้าใจ }

“เพราะฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาแล้ว พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกได้ว่าพระองค์ตรัสอย่างนี้ และพวกเขาก็เชื่อพระคัมภีร์และพระดำรัสที่พระเยซูตรัสนั้น” ยน. 2:22

แนวคิด :
• พวกยิวมาบอกพระเยซู ว่า พระองค์กล้าดียังไงมาคว่ำโต๊ะแลกเงิน และไล่พวกพ่อค้าออกจากบริเวณพระวิหาร ให้พระองค์ทำหมายสำคัญให้เขาเห็นหน่อยซิ จะได้รู้ว่าพระองค์เป็นคนของพระเจ้าถึงมีสิทธิมาทำเช่นนั้นได้
• พระเยซู ตอบว่า “ถ้าทำลายวิหารนี้ เราจะสร้างขึ้นภายในสามวัน” พวกเขาคิดว่าหมายถึงตัวอาคารจึงเยาะเย้ยพระองค์ แต่พระองค์หมายถึง พระกายของพระองค์
• สาวกได้ยินพระเยซูตอบ ก็งงๆ…จนกระทั่ง พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม พวกเขาจึงเข้าใจ และเชื่อ
>>> จนกระทั่ง พวกเขาเข้าใจความหมายของคำตรัสของพระองค์…พวกเขาจึงเชื่อ

การประยุกต์ใช้ :
• เมื่อเราได้ยิน หรือได้อ่าน พระคำของพระเจ้า ถ้าเราไม่เข้าใจเราจะเชื่อได้อย่างไร
• สมควรอย่างยิ่งที่เราจะเอาใจใส่ ในพระคำของพระเจ้าให้มากกว่านี้ อธิษฐานขอพระวิญญาณช่วยให้เราเข้าใจ และ ลงทุน ลงแรง ศึกษาพระคำของพระเจ้าให้มากขึ้น จนเกิดความเข้าใจมากขึ้น เพื่อเราจะสามารถเชื่อพระคำของพระองค์ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
“วันนี้คุณใช้เวลากับ ไอที IT มากกว่า เวลาในการศึกษาพระคัมภีร์ กี่เท่า?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (รม. 3:9-20){ ชั่วอย่างเนียน }

ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียวไม่มีเลย” รม. 3:10

แนวคิด :
• ไม่มีมนุษย์คนใครชอบธรรมเลยสักคนเดียว(ข้อ10) ทุกคนอยู่ใต้อำนาจบาป(ข้อ9)
• เราดำเนินชีวิตอย่างโง่เขลา ไร้ปัญญา ไร้ความเข้าใจ(ข้อ11)
• เราไม่ใช้เวลาที่มี กำลังที่มี แสวงหาพระเจ้า แต่สิ่งไร้สาระ(ข้อ11)
• เราทุกคนต่างเลวทราม(ข้อ12) เราสอบตก…การสอบผ่าน อาจมีหลายระดับคะแนน แต่ตอบตกมีระดับเดียวคือ “ตก”
• เรามีความชั่วร้าย ความเห็นแก่ตัวเต็มอยู่ในจิตใจ แม้พยายามซ่อนไว้อย่างแนบเนียนแต่ก็มักหลุดออกมา สังเกตเห็นง่ายที่สุดทางคำพูดของเรา(ข้อ13-14)
• เราดำเนินในทางที่ห่างไกลกับสันติสุขในพระเจ้า มีโอกาสเมื่อไหร่ ก็จะไถลออกไปจากแห่งความพินาศและความทุกข์ เสียทุกคราไป(ข้อ16)
• ความยำเกรงพระเจ้า อยู่ที่ปากของเรา มากกว่าอยู่ที่การกระทำของเรา มากมายหลายเท่านัก
>>> ดังนั้นเราเหมือน้ำท่วมปาก ม่อาจอ้างการกระทำของเราใดๆได้เลย ต่อจำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า(ข้อ19) เราไม่มีทางชอบธรรมได้เลย โดยการกระทำของเราเอง(ข้อ20)

การประยุกต์ใช้ :
• ทุกคนก็ชั่วพอๆกัน แค่ชั่วกันคนละแบบ
• คนอื่นชั่วไม่เนียนเราจึงเห็นได้ สู้เราไม่ได้ชั่วเนียน คนจึงไม่ค่อยรู้ บางทีเราเนียนจัดจนกระทั่งตัวเองยังไม่รู้เลย ก็มีบ่อยไป
• เรามักอยากให้พระเจ้าให้อภัยความชั่วของเราทั้งสิ้น แต่มักไม่ค่อยให้พระเจ้าให้อภัยคนชั่วคนอื่นๆ
• เมื่อพบเห็นคนทำชั่ว เราควรให้อภัยแก่เขา เพราะเราก็ได้ดีไปกว่าเขาหรอก เป็นคนบาปชั่วผู้ต้องการรับการอภัยจากพระเจ้าเหมือนกัน
• สรรเสริญพระเยซู ไม่ว่าบาปชั่วของเราจะหนักหนา สักเพียงใด พระองค์ทรงโปรดอภัยบาปของเราทั้งสิ้น ชำระเราให้สะอาด และประทานความชอบธรรม ซึ่งเราไม่มีทางมีปัญญาที่จะมีได้ ให้แก่เรา โดยจ่ายราคาอันแสนแพงคือด้วยพระโลหิตของพระองค์ที่ไหลออกจนหมดตัวที่บนไม้กางเขนนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 13:12-20){ เท้า }

“เพราะฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์ยังล้างเท้าของพวกท่าน ท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย” ยน. 13:14

แนวคิด :
• พระเยซูได้วางแบบอย่างสำหรับชีวิตของการเป็นสาวกของพระองค์เอาไว้(ข้อ15) คือ ล้างเท้าของกันและกัน(ข้อ14)
• การล้างเท้าเป็นหน้าที่ของทาสหรือคนรับใช้ หรือบางครั้งลูกศิษย์ก็ล้างเท้าให้อาจารย์
• พระเยซูปรารถนาให้สาวกของพระองค์ ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและความถ่อมใจต่อกันและกัน
• ใครรับคนของพระเยซู = รับพระเยซู และ ใครรับพระเยซู = รับพระเจ้าพระบิดา (ข้อ20)
• ใครยกส้นเท้าใส่พระเยซู(ข้อ18) = ยกส้นเท้าใส่พระเจ้าพระบิดา

การประยุกต์ใช้ :
• เราทำอะไรให้กับพี่น้อง เราก็กระทำอย่างนั้นกับพระเยซู
• เรารักพี่น้อง เราปรนนิบัติพี่น้อง เราอดทนต่อพี่น้อง เราเสียสละให้แก่พี่น้อง เราก็กำลังทำกับพระเยซูด้วย
• เรายกส้นเท้าใส่พี่น้อง เราก็กำลังบังอาจยกส้นเท้าใส่พระเยซูด้วยเหมือนกัน
• พระเยซู ไม่ได้ระบุว่า พี่น้องที่มีนิสัยดีถึงระดับไหน เราจึงควรล้างเท้า ซึ่งความหมายความว่า ไม่ว่าเขานิสัยไม่ดีสักเพียงใด ยโสเพียงใด เห็นแก่ตัวเพียงใด เราก็ยังสมควรรักเขา ปรนนิบัติเขา และปฏิบัติต่อเขาด้วยความถ่อมใจ เพราะว่า นั่นเรากำลังกระทำต่อพระเยซูนั่นเอง
• ดังนั้น เราควรล้างเท้าพี่น้อง ไม่ใช่ยกส้นเท้าใส่พี่น้อง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ฮบ. 9:27-28){ ครั้งเดียวพอ }

“ตามที่มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด” ฮบ. 9:27

แนวคิด :
• มนุษย์จะตาย 1 ครั้ง แล้วเข้าสู่การพิพากษา(ข้อ27) … และพบว่าตนทำชั่วมากมาย แล้วจะถูกทิ้งลงในบึงไฟนรก
• พระเยซูสิ้นพระชนม์ 1 ครั้ง แล้วเข้าเฝ้าพระบิดา(ข้อ28)…พิสูจน์ว่าทรงชอบธรรม รับพระราชทานสิทธิอำนาจทั้งในสวรรค์และแผ่นดินโลก
• เราผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ก็อยู่ในพระองค์ในฝ่ายวิญญาณ…วิญญาณของเราจึงรอดพ้นการพิพากษา และจะได้ครอบครองร่วมกับพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง

การประยุกต์ใช้ :
• การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวก็มากพอสำหรับการชำระบาปของเราทั้งสิ้น
• อย่ายอมให้ บาปในอดีต ความผิดพลาดในอดีต ฟ้องผิดเราอีกต่อไป พระเยซูชำระบาปให้เราหมดทั้งสิ้นแล้ว
• อย่าเลือกดำเนินชีวิตในบาปอีกต่อไป เพราะพระเยซูจ่ายราคาแสนแพงเพื่อเราพ้นการเป็นทาสบาป แต่ไปสมัครเป็นทาสบาปอีกเลย ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยการพึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์จะทรงช่วยให้เราสามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้ด้วยชีวิตของเรา เมื่อเราถ่อมใจลงพึ่งพาการสอนและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยก. 5:1-6){ ระวังตัวให้ดี!!! คนมั่งมี }

“ท่านทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างฟุ่มเฟือยและปล่อยตัว ทั้งยังบำรุงบำเรอจิตใจของท่านไว้เพื่อรอวันถูกฆ่า” ยก. 5:5

แนวคิด :
• “ฟังให้ดีนะ พวกคนมั่งมี …เพราะความทุกข์ที่กำลังจะเกิดกับท่านทั้งหลาย” (ข้อ1)
• พระคัมภีร์ตอนนี้เตือนว่า “คนมั่งมี กำลังจะพบหายนะ”…เราต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงเรียกว่าเป็น “คนมั่งมี”
>>> ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่เรามี “คนมั่งมี” แต่จากบริบทกำลังหมายถึง คนที่ใช้ทรัพย์เงินทองเพื่อตนเองเท่านั้นและคนที่กดขี่ข่มเหงผู้อื่นเพื่อให้ได้เงินทองมาเป็นของตน
• ทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นที่มีไม่จีรังยั่งยืน(ข้อ2-3) หน่ำซ้ำมันยังจะเป็นพยานกล่าวโทษคนที่ถือครองมันอีกด้วย หากเขาไม่ได้ใช้มันอย่างที่สมควรจะทำ(ข้อ3)
• การมีเงินทองไม่ผิด แต่ พระคัมภีร์ตอนนี้เตือนสติเกี่ยวกับอันตรายของมัน อยู่ที่
– การได้มาซึ่งเงินทอง…โดยการกดขี่ข่มเหงเอาเปรียบผู้อื่นเหรือไม่?
– การใช้เงินทองที่เราได้มา…เพื่อตัวเองเท่านั้นหรือเปล่า?
(เรื่องเศรษฐีกับลาซาลัส เศรษฐีนั้นไม่ใช้เงินที่มีอยู่เพื่อลาซาลัสผู้น่าสงสารเลย)
• บำเรอ…วันประหาร แปลได้ว่า “ขุนจิตใจไว้ให้อ้วนพี…เพื่อรอวันถูกเชือด” …คนที่ไม่ทรัพย์ของตนที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ก็เป็นดังนั้นแหละ

การประยุกต์ใช้ :
• ไม่สำคัญว่าเราเป็น “คนมั่งมี” หรือ “คนมีมั่งไม่มีมั่ง” ที่สำคัญก็คือ การได้มาซึ่งเงินทองของเราชอบธรรมหรือไม่? และ การใช้เงินทองเของเราเราให้เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงคนอื่นบ้างเลยหรือเปล่า?
• ไม่ว่าเราจนแค่ไหน มีคนจนกว่าเราเสมอ…เราควรเริ่มมองคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา แล้วเริ่มหยิบยื่น น้ำใจ การช่วยเหลือ ไปยังคนเหล่านั้น เพื่อเงินทองที่เรามีอยู่จะไม่เป็นเหตุกล่าวโทษเรา แต่จะเป็นประตูพระพรที่จะนำการอวยพระพรมากมายมาสู่ชีวิตของเรา ในชีวิตนี้และในเมืองสวรรค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ฮบ. 9:13-14){ รับใช้พระเจ้า }

“พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” ฮบ. 9:14

แนวคิด :
• เลือดสัตว์ที่ถวายบูชาสามารถชำระกายให้บริสุทธิ์ได้(ข้อ13) ทำให้เขาคนสามารถเข้ามานมัสการ รับใช้พระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ได้
• ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระโลหิตของพระคริสต์ ทำให้จิตวิญญาณของเราบริสุทธิ์ ส่งผลให้จิตใจของเรารับการชำระพ้นจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย(ข้อ14) คือการพยายามประพฤติให้ตัวเองได้รับความรอดด้วยการกระทำของตนเอง (ฮบ.6:1)
• ดังนั้นเราจึงไม่มีใจฟ้องผิด สามารถเข้ามานมัสการพระเจ้าได้ สามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ และ สามารถรับใช้พระเจ้าได้ ถึงแม้ว่าตัวเราเองยังไม่สามารถทำตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม

การประยุกต์ใช้ :
• โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เรารับการอภัยบาปแล้ว เรารับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว เราไม่จำเป็นต้องพยายามทำสิ่งใดเพื่อให้เราพ้นการลงโทษอีก
• ดังนั้น เราควรทำอะไรต่อไปดี?…ทำชั่วต่อไปดีไหม?…อย่าเลยพระเยซูอุตส่าห์ชำระเราให้สะอาดแล้ว อย่าไปทำตัวเปลอะเปลื้อนอีกดีกว่า….งั้นเราก็มาสิ่งดี สิ่งที่พระเยซูชื่นใจ มารับใช้พระเยซูผู้แสนดีของเรากันดีกว่า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มก. 1:21-28){ กล่าวด้วยสิทธิอำนาจ }

“คนทั้งหลายก็อัศจรรย์ใจด้วยคำสอนของพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงสั่งสอนพวกเขาด้วยสิทธิอำนาจ ไม่เหมือนพวกธรรมาจารย์” มก. 1:22

แนวคิด :
• คำสอนของพระเยซู และ พวกธรรมาจารย์
>>> เหมือนกัน คือ สอนพระคำของพระเจ้า เหมือนกัน
>>> แต่ความแตกต่าง คือ สิทธิอำนาจ
• พวกธรรมาจารย์ สอนแบบท่องจำมา ได้อ่านมา สอนโดยอ้างคำพูดคนโน่นคนนี้
• พระเยซู สอนด้วยสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยตรง จนผู้คนสัมผัสได้
>>> ผู้คนจึงอัศจรรย์ใจ (หมายถึง ประทับใจ) ในคำสอนของพระเยซู (ข้อ22)
>>> แต่เมื่อพระเยซู ขับผีออกโดยการสั่งเพียงครั้งเดียว…ผู้คนจึงประหลาดใจ แล้วกล่าวว่า “…ต้องเป็นคำสอนใหม่ที่ประกอบด้วยสิทธิอำนาจแน่ๆ…” (ข้อ27)

การประยุกต์ใช้ :
• ผู้คนจะสัมผัสสิทธิอำนาจของพระเจ้า เมื่อเรากล่าวพระคำของพระเจ้า ออกมาจากภายใน ไม่ใช่แค่ท่องจำหรืออ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เรามีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในตอนนั้นๆในชีวิตของเรา
• สิทธิอำนาจจากพระเจ้า ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาในทางที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
• วันนี้ เมื่อเรากล่าวถ้อยคำของพระเจ้า หรือ ส่งต่อข้อความ เกี่ยวกับพระคำของพระเจ้า ขอให้เราระวังอย่าเป็นเพียงธรรมจารย์ผู้ได้อ่านแล้วส่งต่อ ขอให้เราดำเนินตามพระอาจารย์โดยการให้ถ้อยคำเหล่านั้นเข้ามาในชีวิตของเราแล้วแบ่งปันหรือส่งต่อเป็นพระพรต่อไป แล้วถ้อยคำเหล่านั้นจะมีสิธิอำนาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 8:22-25){ ทำไมจึงกลัวนัก? }

พวกเขาจึงมาปลุกพระองค์ร้องว่า “พระอาจารย์ พระอาจารย์ เรากำลังจะจมน้ำตาย” พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น แล้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบ ลก. 8:24

แนวคิด :
• ขณะที่สาวกกำลังเผชิญพายุ พระเยซูบรรทมหลับอยู่ในเรือ
• สาวก ทำถูก และ ทำผิด
• สาวกทำถูก ที่มาร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเยซู
• สาวกทำผิด ที่ “กลัว” พวกเขาเลือกเชื่อว่าในทิศทางที่ตรงข้ามกับความไว้วางใจ
o “เรากำลังจะตาย” (ข้อ24)
o “เรากำลังจะจมอยู่แล้ว” (มธ. 8:25)
o “พระอาจารย์ พระองค์ไม่ทรงเป็นห่วงว่าพวกเรากำลังจะพินาศหรือ?” (มก. 4:38)
• เมื่อพระเยซูตื่นขึ้น พระองค์ไม่ได้ตำหนิที่พวกเขามาปลุกพระองค์ แต่ตำหนิที่ “พวกเขากลัว” “พวกเขาละทิ้งความเชื่อวางใจ”
o “ทำไมจึงกลัวนัก? คนศรัทธาน้อย” มธ. 8:26
o “ทำไมพวกเจ้ากลัว? พวกเจ้าไม่มีความเชื่อหรือ?” (มก. 4:40)
o “ความเชื่อของท่านทั้งหลายอยู่ที่ไหน?” ลก. 8:25

การประยุกต์ใช้ :
• เมื่อมีปัญหาอย่าตกใจ รีบนำเรื่องราวนั้นมาร้องทูลต่อพระเยซู
• วันนี้ หากเรากำลังเผชิญพายุใหญ่ ให้เรารีบมาปลุกพระเยซู แน่นอนพระองค์ไม่ได้ทรงหลับอยู่ (สดด. 121:) เพียงแต่ทรงรอให้เรามาเชิญพระองค์ เข้าไปช่วยสงบพายุนั้นเพื่อเรา
• พระเยซูทรงตำหนิ ถึงแม้สาวกทำสิ่งที่ถูกคือมาทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์ เพราะพวกเรา “ไม่มีความเชื่อวางใจในพระองค์” ซึ่งแสดงออกมาด้วยคำพูด ท้อแท้ ตัดพ้อ สิ้นหวัง
• วันนี้ เมื่อเราเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระเยซู จงเข้ามาด้วยความเชื่อ ซึ่งแสดงออกมาเป็นถ้อยคำแห่งความหวัง “โดยพระเยซูฉันจะปลอดภัย” “โดยพระเยซู ฉันจะผ่านมันไปได้” “โดยพระเยซู สิ่งนี้จะกลายเป็นพระพรสำหรับฉัน”
“เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือว่า ถ้าเธอเชื่อ ก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า?” ยน. 11:40

หากวันนี้ เผชิญ พายุใหญ่
รีบเร็วไว เข้ามาทูล พระเยซู
ทิ้งความกลัว ยึดความเชื่อ มั่นคงอยู่
เฝ้าคอยดู ผู้ทรงฤทธิ์ มาช่วยเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยก. 5:13){ ไม่ว่าทุกข์หรือสุข }

“มีผู้ใดในพวกท่านทนทุกข์หรือ จงให้ผู้นั้นอธิษฐาน มีผู้ใดร่าเริงยินดีหรือ จงให้ผู้นั้นร้องเพลงสรรเสริญ” ยก. 5:13

แนวคิด :
• พระคัมภีร์สอนว่า เมื่อทนทุกข์ จงอธิษฐาน เมื่อร่าเริงยินดี จงร้องเพลงสรรเสริญ
• นั่นก็คือ ไม่ว่ายามทุกข์ หรือ ยามสุข เราสมควรที่จะระลึกถึงพระเยซูอยู่เสมอ ให้พระองค์มีส่วนร่วมกับเราในทุกสถานการณ์ของชีวิต

การประยุกต์ใช้ :
“วันนี้ไม่ว่าสถานการณ์ในชีวิตของเราจะเป็นเช่นไร จงระลึกถึงพระเยซู”

หากผู้ใด กำลังมี ความทุกข์อยู่
ก็จงรู้ ทางออกคือ อธิษฐาน
ถ้าผู้ใด กำลังมี สุขสำราญ
จงขับขาน ร้องสรรเสริญ แด่พระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ฮบ. 2:11){ พี่น้องกัน }

“เพราะทั้งผู้ชำระให้บริสุทธิ์และคนเหล่านั้นที่ได้รับการชำระ ก็มีพระบิดาองค์เดียวกัน ด้วยเหตุนี้ พระเยซูจึงไม่ทรงละอายที่จะเรียกเขาเหล่านั้นว่าพี่น้อง” ฮบ. 2:11

แนวคิด :
• พระเยซู ทรงเป็นพระเจ้า เต็มด้วยสง่าราศี ใหญ่ยิ่งสูงสุด สูงส่งกว่าบรรดาเหล่าทูตสวรรค์ เทพผู้ครอง ศักดิเทพทั้งสิ้นมากมายนัก และทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
• พระเยซูไม่ทรงละอายที่จะเรียกเราว่า “พี่น้อง”
• สำหรับผมคงกระดากอายมาก หากผมจะนับพยาธิตัวตืดสักตัวเป็นน้อง แล้วเรียกมันว่า “น้องรัก”
• แต่พระเยซู สูงยิ่ง สูงส่ง มากกว่า เรา มากมายมหาศาล ยิ่งกว่าเมื่อเทียบเรากับพยาธิตัวตืด มากมายนัก….พระเยซูไม่ทรงละอายที่ขะเรียกเราว่า “น้องรัก”
• เราเป็นพี่น้องกับพระเยซู เพราะว่าเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับเกียรติใหญ่ยิ่ง ได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นลูกของพระเจ้าพระบิดา
หมายเหตุ :
– ผู้ชำระให้บริสุทธิ์ หมายถึง พระเยซู
– คนเหล่านั้นที่ได้รับการชำระ หมายถึง เราทั้งหลายผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :
– เราสมควรอย่างยิ่งที่จะซาบซึ้งพระคุณอันล้นพ้นของพระเจ้า ที่ทรงเมตตาและให้เกียรติเรามากมายถึงเพียงนี้
– เราสมควรภาคภูมิใจ ในเกียรติอันสูงส่งที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เรานี้ และควรดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่ในโลกนี้ให้สมกับเกียรติยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงประทานให้นี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (2คร.4:17-18){ ชั่วคราว หรือ ถาวร }

“เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่ แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์” 2คร. 4:18

แนวคิด :
• ข่าวดี : ความทุกข์ที่เราเจออยู่วันนี้ มันไม่ได้จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์
• ข่าวดียิ่งกว่า : พระเจ้าเตรียมสง่าราศีชั่วนิจนิรันดร์ไว้ให้แก่เราแล้ว

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้ อะไรไม่ได้ดังใจ ก็จำไว้ว่า ไม่นานมันก็จะผ่านไปละ
• วันนี้ เราจะลงทุนชีวิตที่เหลือของเรา เพื่อสิ่งใด สิ่งชั่วคราว หรือ สิ่งถาวรนิรันดร์
• วันนี้ เราจะเลือกทำตามใจปรารถนาของตนเองเพื่อความสุขจอมปลอมชั่วคราว หรือ เลือกทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า เพื่อความสุขแท้ชั่วนิรันดร์
• เลือกให้ดี เพื่อเมื่อเราไปสวรรค์แล้ว เราจะไม่ต้องเสียใจที่ไม่ทำเพื่อพระเจ้า ขณะอยู่ในโลกนี้

[[แถม]]
ความทุกข์ยาก เล็กน้อย ที่รับอยู่ เพียงชั่วครู่ ประเดี๋ยวเดียว ก็จางหาย
แต่ศักดิ์ศรี ถาวร อันมากมาย ที่จะได้ นั้นคงอยู่ ชั่วนิรันดร์
จึงไม่ควร เห็นแก่ ที่มองเห็น แต่ควรเน้น สิ่งของ ถาวรนั้น
ยังไม่เห็น แต่ดำรง เป็นนิรันดร์ จงยึดมั่น ดำเนินตาม น้ำพระทัย

(จากภาพประกอบ)
ดอกหญ้าอยู่เพียงไม่กี่วัน ดวงอาทิตย์อยู่นานนับล้านปี
เมื่อดอกหญ้าที่ไร้ค่า ถูกขับด้วยแสงอาทิตย์ กลับดูงดงามยิ่งนัก
ชีวิตชั่วคราวของเรา หากมีศักดิ์ศรีนิรันดร์เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต จะสวยงามงดงามมากสักเพียงใด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มธ. 17:24-27){ สิ่งเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ }

“แต่เพื่อมิให้เขาสะดุด ท่านจงไปตกเบ็ดที่ทะเล เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็ให้เปิดปากมัน แล้วจะพบเงินตราเชเขลหนึ่ง จงเอาเงินนั้นไปชำระค่าบำรุงพระวิหารสำหรับเรากับท่านเถิด” มธ. 17:27

แนวคิด :
? ทำไมพระเยซูจึงใช้เปโตรไปตกปลา ?
• เพราะถ้าใช้มัทธิวไป คงตกปลาไม่เป็น เคยแต่เก็บภาษี
? ทำไมพระเยซูจึงยอมเสียค่าบำรุงพระวิหาร ทั้งที่พระองค์มีสิทธิไม่ต้องเสีย ?
• เพราะพระองค์ไม่ต้องการให้คนที่มาเก็บค่าบำรุงนั้นสะดุด

การประยุกต์ใช้ :
• พระเยซูทรงใช้เรา ตามสิ่งที่เรามี และเมื่อเราเริ่มทำตามเรื่องง่ายๆ(ง่ายมากสำหรับเปโตรในการตกปลา) เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในการทำสิ่งง่ายๆนั้น
• พระเยซูวางแบบอย่างแก่เรา ในการไม่ใช้สิทธิทั้งที่มีสิทธิ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นสะดุด วันนี้เราอาจจะมีสิทธิทำหรือไม่ทำบางอย่างก็ได้(เป็นสิทธิของเรา คนอื่นไม่เกี่ยว) แต่หากวันนี้เรายอมไม่ใช้สิทธินั้นเพราะเห็นแก่ความรักที่มีต่อพี่น้อง นั่นเป็นการดำเนินตามแนวทางที่พระเยซูวางไว้อย่างชัดเจน
• แม้สิ่งที่ทำนั้นเล็กน้อย แต่มีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า เมื่อเราทำด้วยความรักที่มีต่อพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก.18:9-14){ ความเหมือนที่แตกต่าง }

ส่วนคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่ยอมแม้แต่แหงนหน้าดูฟ้า แต่ตีอกชกตัวกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด’” ลก. 18:13

แนวคิด :
• ฟาริสี และ คนเก็บภาษี
• เหมือนกัน คือ มาอธิษฐานเหมือนกัน
• ต่างกัน คือ ฟาริสี ค่อนทำดีหลายอย่างและภูมิใจในสิ่งที่ได้ทำ , คนเก็บภาษี ทำชั่วมาหลายอย่าง
• เหมือนกัน คือ เป็นคนบาปที่ต้องการอภัยเหมือนกัน
• ต่างกัน คือ ฟารสี ไม่ได้รับการอภัย แต่ คนเก็บภาษีได้

การประยุกต์ใช้ :
– ไม่สำคัญว่า เราจะอธิษฐานได้ดีสักเพียงใด แต่ สำคัญว่าเราถ่อมใจลงมากเพียงใดขณะเมื่ออธิษฐาน
– ไม่สำคัญว่า เราทำดีมาแค่ไหน หรือทำชั่วมามากเพียงใด แต่สำคัญว่า วันนี้เราต้องการรับการอภัยหรือไม่…ถ้าต้องการอย่างจริงใจ พระองค์พร้อมให้อภัยแก่เราเสมอ…พระองค์พร้อมที่จะช่วยเราให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ในวันนี้ และ เดี๋ยวนี้เลย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 12:27-28){ จะกังวลไปทำไม }

“แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ โอ ผู้ที่มีความเชื่อน้อย พระองค์จะทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหนา”ลก. 12:28

แนวคิด :
• ดอกหญ้าในทุ่งนา ถ้าจะโตและงดงาม ต้องมีออกซิเจนที่เพียงพอ ต้องมีธาตุอาหารที่จำเป็นในการสร้างลำต้น ใบ และดอก ต้องมีการแตกเซลอย่างสมดุลและเหมาะ ฯลฯ กว่าจะได้ออกมาเป็นดอกไม้ 1 ดอก ยากและซับซ้อนมาจน ยังไม่มีมนุษย์คนใดสามารถสร้างดอกไม้ปลอมที่มีชีวิตจริงๆ ได้สำเร็จแม้แต่ดอกเดียว
• เจ้าดอกหญ้านี้ อยู่ได้แค่ วันเดียว แต่ อยู่พระองค์ยังคงบรรจงสร้างถึงเพียงนี้
• แล้วเราละ ที่ต้องดำรงอยู่นิจนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ แน่นอนพระองค์จะทรงสร้างเราอย่างงดงามอย่างที่สุด
• พระองค์ทรงสร้างเราผ่านเหตุการณ์ ผ่านสถานการณ์ต่างๆที่ พระองค์อนุญาตให้ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา เพื่อพัฒนาชีวิตของเราในงดงามถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า สมกับเป็นบุตรของพระองค์

การประยุกต์ใช้ :
อย่ากระวนกระวาย จงเชื่อใจพระองค์

[[ แถม ]]
จะกระวน กระวาย ไปทำไม
ดูดอกไม้ ในทุ่งนา งามนักหนา
แม้อยู่ได้ หนึ่งวัน ก็อำลา
ทรงสร้างมา งามกว่า ซาโลมอน
แล้วตัวท่าน ซึ่งต้อง อยู่นิรันดร์
พระองค์นั้น บรรจงสร้าง อย่างแน่นอน
ทรงจัดเตรียม เหตุการณ์ เพื่อจะสอน
อย่าทุกข์ร้อน เพราะทรงทำ เพื่อสร้างเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (มธ.13:11){ เข้าใจข้อความล้ำลึก }

พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ข้อความลึกลับแห่งแผ่นดินสวรรค์ โปรดให้พวกท่านรู้ได้ แต่คนเหล่านั้นไม่โปรดให้รู้” มธ. 13:11

แนวคิด :
– พวกเขาไม่โปรดให้รู้…พวกท่านให้รู้ได้
– พวกเขาที่มีอยู่ก็จะถูกเอาไป…พวกท่านรับเพิ่มเติมให้
– พวกเขา ฟังก็ไม่เข้าใจ ดูก็ไม่เห็น…พวกท่าน เข้าใจและเห็นได้
– พวกเขา หมายถึง มหาชน(ข้อ2) พวกท่าน หมายถึง เหล่าสาวก(ข้อ10)
? อะไรคือความแตกต่าง ที่ทำให้แยก “พวกเขา” และ “พวกท่าน” ออกจากกัน?
ทั้งสองพวก…เป็นยิว เหมือนกัน
ทั้งสองพวก…เป็นมนุษย์ผู้เป็นคนบาป เหมือนกัน
ทั้งสองพวก…เป็นได้รับฟังพระเยซู เหมือนกัน
>>> สิ่งที่แตกต่างคือ พวกเขา ตามพระเยซูแบบไม่เชื่อวางใจในพระเยซู…พวกท่าน ตืดตามแบบเชื่อวางใจในพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ หากเราเป็นคริสเตียนแบบ แต่ทำแบบ “พวกเขา” เราก็จะไม่สามารถเข้าใจข้อความล้ำลึกแห่งแผ่นดินสวรรค์ได้
– การเข้าใจข้อความล้ำลึกแห่งแผ่นดินสวรรค์ ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินหรือได้อ่านเท่านั้น แต่เราต้องถ่อมใจลงมาหาพระเยซู ขอเชิญให้พระวิญญาณทรงช่วยสอนเราให้เข้าใจ ขอเชิญพระวิญญาณคอยเตือนเราตลอด “วันนี้” เพื่อเรายังคง เชื่อฟัง ไว้วางใจ และทำตามทำสอนของพระเยซู ตลอดเวลาที่เรียกว่า “วันนี้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน.10:25-27){ แกะแท้ 100% }

“แต่ท่านทั้งหลายไม่เชื่อเพราะท่านมิได้เป็นแกะของเรา”ยน. 10:26

แนวคิด :
• วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าใครเป็นแกะของพระเยซู ใครเป็นแกะของมารที่ทำเนียนมาอยู่ในฝูงแกะของพระเยซู คือ แกะของพระเยซู จะเชื่อในสิ่งที่พระเยซูบอก(ข้อ26)
• และเมื่อเชื่อจริงๆ แกะของพระเยซูเหล่านั้น
>> จะฟังพระเยซู(ข้อ27)
>> จะสนิทกับพระเยซู(ข้อ27)
>> จะดำเนินตามทางที่พระเยซูเดิน(ข้อ27)

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้ หากเราไม่ได้ ใส่ใจอยากฟังพระเยซู ใส่ใจถ้อยของพระเจ้าในพระคำของพระองค์
• วันนี้ หากเราไม่ได้ อยากมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเยซู มากพอจนยอมจ่ายราคาบางอย่างเพื่อให้เราได้สนิทกับพระเยซูมากขึ้น
• วันนี้ หากเราดำเนินชีวิต ไม่ใกล้เคียง หรือ ดูเหมือนคนละเส้นทางที่พระเยซูทรงดำเนิน
>>>>>> เป็นไปได้ว่า “ความเชื่อที่เรามีในพระเยซู กำลังมีปัญหา”……ซ่อมความเชื่อด่วน หันกลับมาเชื่อวางใจในพระเยซู อย่างสุดหัวใจ แล้ว ลักษณะแกะแท้ของพระเยซู จะปรากฏในชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 13:10-17) { พระเยซูเมตตาฉันแน่ }

เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นจึงทรงเรียกและตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เธอได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากโรคของเธอแล้ว” ลก. 13:12

แนวคิด :
• หญิงผู้น่าสงสาร ได้รับพระเมตตาอย่างเหลือล้น
• ในธรรมศาลา ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์พูดหรือแม้แต่ประกอบพิธีใดๆทางศาสนา พวกเธอมีสิทธิ์นั่งอยู่ด้านหลัง แล้วฟังอย่างเดียว คนนี้ไม่เพียงเป็นผู้หญิงแต่เป็นผู้หญิงที่มีผีสิงและผีทำให้เธอหลังโกง มา 18 ปีแล้ว
[หมายเหตุ : โรคที่ผู้หญิงคนนี้เกิดจากมีผีสิง แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคทุกชนิดเกิดขึ้นเพราะมีผีสิง]
• ผู้หญิงคนนี้ได้รับพระเมตตาจากพระเยซูเป็นพิเศษ
>>> เธอไม่ได้ร้องขอให้พระเยซูช่วย
>>> ไม่มีใครร้องขอให้เธอ
>>> เธอเป็นคนสำคัญน้อยที่สุด ท่ามกลางคนไม่สำคัญ(พวกผู้หญิง)
>>> วันนั้นเป็นวันสะบาโต ถ้ารักษาเธอวันนั้น อาจมีผู้ใหญ่หลายคนของยิวไม่พอใจ
• แต่พระเยซูทรงเรียกเธอ และ พระองค์ทรงรักษาเธอ…สรรเสริญพระเยซู
• เพราะว่าไม่ว่าเธอจะป่วยมากเพียงใด เธฮก็ยังคงเป็นบุตรสาวของอับราฮัม(หญิงชาวยิว)อยู่ดี

การประยุกต์ใช้ :
• ไม่ว่าเราจะเป็นเช่นไร จะป่วยมากเพียงใด จะอ่อนแอขนาดไหน จะไม่สำคัญเลยขนาดไหนก็ตาม เรายังคงเป็นลูกของพระเจ้า และพระองค์จะทรงเมตตาเราอย่างแน่นอน
พระองค์จะไม่รอช้า พระองค์จะมาช่วยเราทันที ในเวลาของพระองค์ ซึ่งพระองค์รู้ดีที่สุดว่า นั่นเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับเราที่จะได้การช่วยกู้
“หญิงเอ๋ย(ชายเอ๋ย) เธอได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากโรคของเธอแล้ว”
สรรเสริญพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยก. 2:20-26) { เชื่อจริง…ป่าว? }

“คนโฉดเขลาเอ๋ย ท่านต้องการให้พิสูจน์ว่าความเชื่อที่ไม่มีการประพฤตินั้นไร้ผลหรือ?” ยก. 2:20

แนวคิด :
• พระคัมภีร์เรียกคนที่ “คิดว่าตนเองเชื่อ” แต่ ไม่มีการประพฤติที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น ว่า “คนโฉดเขลา” (ข้อ20)
• อับราฮัม เชื่อจริงๆ มากจนกระทั่ง ถวายอิสอัคบุตรของท่านบนแท่นบูชา (ข้อ21)
• ราหับ เชื่อจริงๆ มากจนกระทั่ง เสี่ยงชีวิตต้อนรับและช่วยเหลือผู้สอดแหนมชาวอิสราเอล(ข้อ25)
• เชื่อ แต่ไม่พอจนสำแดงออกมาเป็นการกระทำที่สอดคล้องความเชื่อนั้น…พระคัมภีร์เปรียบว่า เป็น “ความเชื่อตาย” (ความเชื่อศพ) ซึ่งไม่มีทางก่อให้เกิดผลอะไรให้เกิดขึ้นได้เลย (ข้อ26)

การประยุกต์ใช้ :
• วันนี้เราเชื่อจริงๆ มากจนสำแดงออกเป็นการกระทำที่สอดคล้องความเชื่อ หรือว่า เราแค่คิดไปเองว่า “เราเชื่อ” ทั้งที่ไม่ใกล้เคียงสิ่งที่พระคัมภีร์เรียกว่า “ความเชื่อ” เลย
ตัวอย่าง :
• เชื่อว่า “เราเป็นคนชอบธรรมแล้ว เราบริสุทธิ์แล้ว” … เชื่อจริงๆ ก็จะเลิกมัวแต่ท้อแท้ ในความผิดพลาดพลั้งบาป ในความอ่อนแอของตัวเอง แต่จะลุกขึ้นมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยใจชื่นบาน
• เชื่อว่า “พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานของเรา”…เชื่อจริงๆ เมื่ออธิษฐานจบ ก็จะเลิกกังวล เลิกกลัว เลิกสิ้นหวังหมดกำลังใจ แต่จะดีใจ ชื่นบาน ตื่นเต้นกับคำตอบที่แสนดีที่กำลังออกเดินทางมาหาเราแล้ว
• เชื่อว่า “พระเจ้าจะช่วยฉันให้เกิดผลดีในทุกสิ่ง”…เชื่อจริงๆ ก็จะเลิก บ่น เลิกตัดพ้อ เลิกเครียด เลิกคิดว่า ‘ทำไมฉัน ซวยอย่างงี้วะ!!!” แต่จะขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์ที่กำลังเจอ ยิ้มชื่นบานในวันนี้ เพราะรู้แน่แล้วว่า อีกไม่นานสิ่งนี้จะถูกพระเจ้าเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตของเรา
• ฯลฯ
* โอ้ว…เราช่างดำเนินชีวิต ห่างไกลกับคำว่า “ความเชื่อ” ที่พระคัมภีร์พูดถึงเหลือเกิน…กลับใจด่วน!!!
“แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย …” ฮบ. 11:6

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ฮบ. 6:12 ) { รับตามสัญญา }

“เพื่อไม่ให้พวกท่านเป็นคนเฉื่อยช้า แต่ให้เลียนแบบคนเหล่านั้นที่โดยทางความเชื่อและความอดทน จึงได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้เป็นมรดก” ฮบ. 6:12

แนวคิด
เคล็ดลับการได้รับตามพระสัญญา
• ไม่เฉื่อยช้า :
เฉื่อยช้า ภาษากรีกใช้ว่า “กลายเป็นคนโง่(หรือขี้เกียจ)ในการรับฟัง”(เหมือน ฮบ.5:11) หมายถึง ขี้เกียจทั้งในจิตใจและในการกระทำ ไม่อยากฟังและไม่อยากทำตาม
• ยึดความเชื่อ : ความเชื่อไม่ได้ช่วยให้เราสมควรได้รับตามพระสัญญา ที่เราได้รับนั้นเป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า แต่ความเชื่อจะเป็นเส้นทางที่เราเดินไปเพื่อรับตามพระสัญญา ซึ่งรออยู่แล้วที่ปลายทางบนถนนแห่งความเชื่อ
• อดทน : ความอดทนเป็นผลและหลักฐานยืนยันว่าเรายังคงเดินอยู่ในเส้นทางแห่งความเชื่อ
อดทนต่อความยากลำบาก แม้ในช่วงเวลาแห่งการทดลองความเชื่อ เหตุการณ์ไม่เป็นดังที่หวัง ก็ยังคงอดทน รอคอยอย่างเชื่อมั่นในพระสัญญา
(ฮบ. 6:15 เช่นนั้นแหละ เมื่ออับราฮัมได้อดทนคอยแล้ว ท่านก็ได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้นั้น)

การประยุกต์ใช้ :
• สิ่งที่พระสัญญาจะเป็นจริงอย่างแน่นอน ดังนั้น
>>> เราควรกระตือรือร้นที่จะรับฟังและกระทำตามทางที่พระองค์แนะนำ
>>> เราควรยึดมั่นความเชื่อในพระสัญญาไว้มั่น ไม่ว่าสถานการณ์รอบข้างจะเป็นเช่นใดก็ตาม
>>> เราควรอดทน กับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ รอคอยอย่างเชื่อมั่นว่า พระสัญญาของพระเจ้าสำหรับเราจะเป็นจริงอย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ลก. 2:1) { อยู่มาคราวนั้น }

อยู่มาคราวนั้น มีรับสั่งจากจักรพรรดิออกัสตัสให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน ลก. 2:1

แนวคิด :
• “อยู่คราวนั้น” = เมื่อวันเวลาที่เหมาะสมทุกอย่างมาถึง แผนการแห่งการช่วยกู้ของพระเจ้าก็เปิดฉากอย่างเป็นทางการ
• ซีซาร์ ออกัสตัส จักรพรรดิองค์แรกของโรมัน ซึ่งปกครอง ตั้งแต่ปี 31 ก.ค.ศ. – ค.ศ. 14 ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงบจากสงคราม ซึ่งเหมาะมากสำหรับการการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์
• ก่อนหน้านี้ อาณาจักรกรีกเคยยิ่งใหญ่ ทำให้ในภูมิภาคแถบนั้น ผู้คนเริ่มสามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษาเดียวกัน คือ ภาษากรีก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการแพร่ขยายของข่าวประเสริฐ
• เมื่ออาณาจักรโรมเรืองอำนาจ โรมนิยมสร้างเส้นทางคมนาคมทั้งทางบกและทางเรือ ดังคำที่ว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” ซึ่งอำนวยความสะดวกอย่างยิ่งต่อการนำข่าวประเสริฐไปยังชนชาติทั้งหลาย
• การจดทะเบียนสำมะโนครัว เป็นการจดรายชื่อของบุคคลลงในบัญชี เพื่อจะรู้จำนวนประชากรและรายได้ของพวกเขา เพื่อนำไปใช้ในการภาษีของอาณาจักรโรมัน ซึ่งสิ่งนี้ชาวยิวรู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก เตรียมจิตใจของพวกเขาให้ยิ่งหิวอยากจะพบพระมาซีฮา ที่พระเจ้าจะส่งมาช่วยพวกเขาตามพระสัญญา

การประยุกต์ใช้ :
• พระเจ้าทรงเป็นผู้วางแผน จัดเตรียม อนุญาต ยับยั้ง แต่งตั้ง ถอดถอน กำหนดทุกสิ่งให้เกิดขึ้นตามแผนการอันล้ำเลิศ ตามพระประสงค์ของพระองค์
และทั้งหมดนี้เพราะพระองค์ทรงรักเรา……… “ถ้าเช่นนั้นเราจะต้องกังวลอะไรอีกเล่า?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน. 8:12) { สว่าง }

พระเยซูตรัสกับพวกเขาอีกครั้งหนึ่งว่า “เราเป็นความสว่างของโลก คนที่ตามเรามาจะไม่ต้องเดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” ยน. 8:12

แนวคิด
• พระเยซูเรียกสาวกของพระองค์ว่า “ความสว่างของโลก” (มธ. 5:14 “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก…”) แต่ความสว่างที่พวกเขามีนั้นเป็นแสงสะท้อนมาจากพระองค์ผู้ทรงเป็นความสว่างแท้
• เมื่อเรานำกระดาษขาว ออกไปวางกลางแดด เราจะพบว่า มีแสงสว่างส่องออกมาจากกระดาษนั้น แต่พอนำกลับเข้ามาในที่ร่ม กระดาษนั้นก็ไม่ส่องแสง
• คนที่ติดตามพระเยซู เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ส่องแสงสว่างในชีวิตเหมือนอย่างที่พระเยซูส่องสว่าง
• คนที่คิดว่าตัวเองติดตามพระเยซู แต่ชีวิตเขากำลังเดินในความมืด เขากำลังหลอกตัวเองว่า เขาติดตามพระเยซู(1ยน.1:6) แต่แท้จริงเขาเป็นผู้ครั้งหนึ่งเคยติดตามพระเยซูเท่านั้นเอง
• คนที่เป็นคริสเตียน แต่วันนี้ชีวิตของท่านไม่ได้ส่องแสงสว่าง เป็นไปได้ว่า ท่านอาจจะกำลังถอยห่างไปจากพระองค์ผู้เป็นความสว่าง ทุกทีๆ จนแทบจะไม่มีแสงสว่างส่องออกมาจากท่านอีกต่อไป

การประยุกต์ใช้ :
• วิธีสังเกตว่า วันนี้เราอยู่ใกล้ หรือ ถอยห่างไปจากพระเยซูผู้เป็นความสว่าง ก็คือ ดูว่า วันนี้ชีวิตของเรายังส่องสว่างอยู่หรือไม่
• เดินในความสว่าง = ไม่จงใจเดินในทางบาป เพราะเราเห็นอย่างชัดเจนในความสว่างว่าตัวของเราเปื้อนตรงไหน คนที่เดินในความสว่างจึงรู้ตัวและรีบกลับใจใหม่เสมอ เมื่อเขาเผลอเปื้อนบาป(แต่ในความมืดจะไม่เห็น และไม่รู้ตัว)
• ส่องสว่าง = ชีวิตเป็นพระพร เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นไม่เดินสะดุดล้มลง ช่วยให้ผู้อื่นเดินไปในทางที่ถูกต้อง
“กระดาษของใครเริ่มมืด รีบเข้าหาแสงอาทิตย์โดยด่วน!!!”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( วว. 3:7 ) { พระเยซูของฉัน }

“จงเขียนถึงทูตสวรรค์ของคริสตจักรที่เมืองฟีลาเดลเฟียว่า ‘พระองค์ผู้บริสุทธิ์ ผู้ทรงสัตย์จริง ผู้ทรงมีลูกกุญแจของดาวิด ผู้ทรงเปิดแล้วจะไม่มีใครปิดได้ ผู้ทรงปิดแล้วจะไม่มีใครเปิดได้นั้น ตรัสดังนี้ว่า” วว. 3:7

แนวคิด
พระเยซูทรงบริสุทธิ์
>>> บริสุทธิ์ (ภาษากรีก “hagios”) แปลว่า แยกออกจากความชั่วและเกลียดชังมันอย่างที่สุด
พระเยซูทรงสัตย์จริง
>>> สัตย์จริง ( He is True) หมายความว่า เป็นพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ [ตรงข้ามกับพระปลอมทั้งหลาย] , พระองค์ตรัสความจริง , พระองค์รักจริง(รักแท้ ) , พระองค์เป็นความสว่างแท้(ยน.1:9) , พระองค์เป็นอาหารแท้(ยน.6:32) , พระองค์ทรงเป็นเถาองุ่นแท้(ยน.15:1)
*พระเยซูทรงถือกุญแจของดาวิด
>>> หมายถึง ทรงสิทธิอำนาจสูงสุด (ไม่ว่าจะเปิด หรือ จะปิด)
(อสย. 22:22 และเราจะวางลูกกุญแจแห่งวังของดาวิดไว้บนบ่าของเขา เมื่อเขาเปิดแล้วก็จะไม่มีใครปิดได้ และเมื่อเขาปิดแล้วก็จะไม่มีใครเปิดได้)
(วว. 1:18 “…เราถือลูกกุญแจทั้งหลายแห่งความตายและแห่งแดนคนตาย)
(กจ. 14:27 …พระองค์ทรงเปิดประตูความเชื่อแก่พวกต่างชาติ)

แถม : สำหรับผู้สนใจแบบลึกซึ้ง
“เปิดแล้วจะไม่มีใครปิดได้” เป็นภาษากรีก ที่ใช้โครงสร้างภาษาของฮีบรู
“เปิดแล้ว” ในภาษากรีกใช้ opening (เป็น present active participle)
“จะปิดได้” ในภาษากรีกใช้ shall shut (เป็น future active indicative)
สังเกตได้ว่าทั้งสอง ไม่ได้เป็นไวยากรณ์ที่สอดคล้องกัน ไม่น่าจะเอามาต่อกันได้ในภาษากรีก แต่เป็นรูปแบบที่พบบ่อยในไวยากรณ์ภาษาฮีบรู
อย่างไรก็ดี มันมีความหมายว่า “พระองค์ผู้ทรงเปิดแบบที่คนอื่นๆปิดไม่ได้”…..เปิดไว้แล้วในวันนี้ ต่อไปภายหน้าก็ไม่มีใครสามารถปิดได้

การประยุกต์ใช้ :
• พระเยซู ทรงเกลียดความชั่ว…เราผู้รักพระเยซู ไม่ควรไปสมัครเป็นลูกน้องมัน
• พระเยซู ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้…เราจะมัวไปหา “รักแท้” “ทางออกแท้” “การช่วยกู้แท้” “ความจริงแท้” “ความสุขแท้” “ความสงบแท้” “ความอิ่มใจแท้” จากที่อื่นอีกทำไมเล่า?…มาหาพระองค์ ใช้เวลากับพระองค์ จดจ่อกับพระองค์กันเถอะ
• พระเยซู ทรงสิทธิอำนาจสูงสุด…สบายแล้วเรา…พระองค์ผู้ทรงรักเราที่สุด เป็นคนคุมเกมส์ทั้งหมดเลย…งานนี้สบายใจได้แล้วเรา…สรรเสริญพระเจ้า !!!

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ลก. 6:43-45) { แสร้งทำเป็นคนดี }

“เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้แต่ละต้นได้ ก็ด้วยผลของมัน เขาทั้งหลายย่อมไม่เก็บผลมะเดื่อจากต้นไม้มีหนามหรือเก็บผลองุ่นจากต้นระกำ” ลก. 6:44

แนวคิด
• รู้ว่าดีหรือเลว สังเกตได้จากผล
• ใน มธ. 7:15-17 พูดเรื่องเดียวกันนี้ บริยทตอนนั้นพูถึงเรื่องผู้สอนเทียมเท็จ แต่ในบริบทตอนนี้พูดถึงคนหน้าซื่อใจคต(ข้อ42)
• วิธี สังเกต “คนดี” กับ “คนแสร้งทำเป็นดี” (หน้าซื่อใจคต) คือ สังเกตผลแห่งการดำเนินชีวิตของเขา
• สังเกตง่าย จาก สิ่งที่ออกมาจากใจของเขา ซึ่งมักหลุดออกมาทางปาก ไม่ว่าจะพยายามปกปิดได้แนบเนียนแค่ไหน มันก็จะมีหลุดออกมา จนเราสังเกตผลของจิตใจของเขาได้อยู่ดี
• เมื่อพระเจ้า แยกแยะมนุษย์ พระองค์ดูที่จิตใจ
• แต่เนื่องจาก มนุษย์อย่างเราไม่อาจรู้จักใจของคนได้อย่างถ่องแท้ เราจึงสามารถสังเกตคร่าวๆได้จากคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเขา(โดยเฉพาะตอนเผลอ)

การประยุกต์ใช้ :
• เนื่องจาก “จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า” (ยรม. 17:9) บ่อยครั้งที่จิตใจของเรา มันหลอกเราเสียสนิท ทำให้เราเข้าใจผิด คิดว่าเราดำเนินชีวิตถูกต้อง เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าแล้ว
• อย่าเพิ่ง เชื่อจิตใจของเราเอง แต่จงสังเกตคำพูดที่ออกจากปากของเรา
>>> เราคิดว่า “เราวางใจในพระเจ้า” …. คำพูดของเรา เต็มไปด้วยการบ่น ตัดพ้อ หรือเปล่า?
>>> เราคิดว่า “เรามีความเชื่อ” … คำพูดของเรา สอดคล้องกับที่เราคิดว่าเราเชื่อหรือเปล่า?
>>> เราคิดว่า “เรารักพี่น้อง” … คำพูดของเรา กำลังทำร้ายพี่น้องของเราหรือเปล่า?
>>> เราคิดว่า “เรายอมรับพระคำของพระเจ้า”…คำพูดของเรา สอดคล้องกับพระคำของพระเจ้าหรือเปล่า?
• หาก คำตอบคือ “โอ้ว…จริงฉันเผลอทำเช่นนั้น เป็นระยะๆ” สิ่งที่ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่คำพูดของเรา แต่เป็นจิตใจของเรา
• ถ่อมใจลง , ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์เปิดเผยให้เรารู้จิตใจของเรา , ขอพระเจ้าทรงช่วยเราเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเสียใหม่ ให้เป็นจิตใจที่พระเจ้าทรงพอพระทัย….เมื่อพระเจ้าเริ่มเปลี่ยนจิตใจของเราแล้ว…คำพูดของเราจะเริ่มเปลี่ยนไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1ปต. 2:11) { คนต่างด้าว }

“ท่านที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอร้องพวกท่าน ผู้เป็นคนแปลกถิ่นและคนต่างด้าว ให้เว้นจากตัณหาของเนื้อหนัง ซึ่งต่อสู้กับวิญญาณจิต” 1ปต. 2:11

แนวคิด
– คำว่า “ต่อสู้”ในที่นี้ หมายถึง กีดขวาง และก่อกวน
– “ตัณหาของเนื้อหนัง” ใน กท. แจกแจงว่า “ การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด คือการล่วงประเวณี การโสโครก การลามก”
– “คนแปลกถิ่นและคนต่างด้าว” ในที่นี้หมายความว่า คนที่ไม่ใช่พลเมืองของโลก เป็นพลเมืองของสวรรค์

การประยุกต์ใช้ :
– เรามาเยี่ยมโลกนี้แปบเดียว เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้ว
– ขอบคุณพระเจ้าวันนี้ที่ตื่นขึ้นมา ไม่รู้จะมีอีกกี่เช้าที่เราจะได้ตื่นขึ้นมา ดังนั้นควรใช้วันนี้ที่พระเจ้าประทานให้ ให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไม่ใช่เพื่อหาหรือสะสมอะไรไว้ในโลกนี้
– ระวัง “ตัณหาของเนื้อหนัง” ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับมัน มันจะ กีดขวางและก่อกวน การดำเนินชีวิตในฝ่ายวิญญาณของเรา..และในที่สุดอาจนำความเสียหายใหญ่โตมาสู่จิตวิญญาณของเราได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน. 19:28 ) { เรากระหายน้ำ }

หลังจากนั้น พระเยซูทรงทราบว่าทุกสิ่งสำเร็จแล้ว เพื่อให้เป็นจริงตามพระธรรม พระองค์จึงตรัสว่า “เรากระหายน้ำ” ยน. 19:28

แนวคิด
• พระองค์ผู้ทรงเป็น “น้ำแห่งชีวิต” ต้องสิ้นพระชนม์ด้วยความกระหาย เพราะพระองค์ทรงรักเรา
• ก่อนหน้านี้ ใน มธ. 27:34 ทหารเอาเหล้าองุ่นผสมกับของขมมาให้พระองค์ แต่พระองค์ไม่เสวย ซึ่งเป็นปกติทหารโรมัน จะให้นักโทษที่ถูกตรึงกางเขนอันแสนทุกข์ทรมาน ดื่มให้มึนงง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด พระเยซูไม่รับเพราะพระองค์ยินดีจ่ายราคาแห่งความเจ็บปวดแทนเรา อย่างเต็มที่แบบไม่ต้องลดราคาเลย
• ถึงตอนนี้ ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พระองค์ตรัสว่า “เรากระหายน้ำ”(ข้อ28) เพื่อให้สำเร็จตามพระคำของพระเจ้า ใน สดด. 69:21 “พวกเขาให้ของขมเป็นอาหารของข้าพระองค์ ให้น้ำส้มสายชูแก่ข้าพระองค์ดื่มแก้กระหาย” และ สดด. 22:15
• แม้ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ พระเยซู ยังคงกระทำเพื่อพระคำของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของพระองค์

การประยุกต์ใช้ :
• พระเยซู ทรงทราบว่า เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้น พระคำของพระเจ้าจะสำเร็จเป็นจริง ผ่านทางชีวิตของพระองค์ จึงทำให้สิ่งที่ตามมานั้นถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า
• วันนี้ เราทราบไหมว่า อะไรที่เราทำแล้ว พระคำของพระเจ้าจะเป็นจริงในชีวิตของเรา?
ก. วางใจพระเจ้า…..แล้วได้รับการช่วยกู้ (สดด. 22:4)
ข. ขอด้วยความเชื่อ….แล้วได้รับคำตอบ (มธ. 21:22)
ค. อธิษฐาน…แล้ว.มีพลังทำให้เกิดผล (ยก.5:16)
ง. สนใจพระวจนะ….แล้วพบของดี (สภษ. 16:20)
จ. ถูกทุกข้อ
• ทราบแล้ว ก็ ลงมือทำโลด!!!

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยก. 4:17 ) { รู้อะไรดี ไม่ทำ ก็บาป }

“เพราะฉะนั้น คนที่รู้ว่าอะไรเป็นความดีที่ต้องทำ แต่ไม่ได้ทำ คนนั้นจึงมีบาป” ยก. 4:17

แนวคิด
– ความรู้เป็นสิ่งดี แต่รู้แล้วไม่ทำก็ไม่ต่างอะไรกับไม่รู้ อาจเกิดผลร้ายยิ่งกว่าไม่รู้ด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อรู้แล้วจะเกิดความรู้สึกว่าเหนือกว่าคนอื่น ซึ่งหากเขาไม่ทำ เขาจะกลายเป็น “คนที่ยังชั่วเหมือนกับคนอื่นแต่คิดว่าตนเป็นคนดีกว่าคนเหล่านั้นแล้ว”
– รู้ว่า จะทำสิ่งดีได้อย่างไร แต่ไม่ทำสิ่งดีนั้น นั่นก็คือเรากำลังสนับสนุน เห็นด้วยกับสิ่งชั่วนั่นเอง

การประยุกต์ใช้ :
ถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรดี?
ตอบ :
– คนทั่วไป มโนธรรมที่พระเจ้าใส่ไว้ในเขาจะสอนเขา
– เราผู้เป็นคริสเตียน พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงสถิตในเราจะทรงสอนเรา

เมื่อพระวิญญาณสอน แล้ว เราไม่คิดแม้แต่จะตั้งใจที่ตะทำตาม เราก็กำลัง จงใจไม่เชื่อฟังพระวิญญาณนั่นเอง
แต่ ถ้าเราเริ่มตั้งใจที่พระเจ้าทำ พระวิญญาณจะประทานกำลังและจัดเตรียมสถานการณ์เพื่อช่วยเราให้เราสามารถทำตามการสอนของพระองค์ได้ แม้บางครั้งเราอาจจะทำไม่สำเร็จในคราวเดียวแต่ค่อยๆทำได้ทีขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ฮบ. 2:1 ) { ลอยไปไกล }

“เพราะเหตุนี้ เราจะต้องเอาใจใส่ในสิ่งต่างๆ ที่เราได้ยินให้มากขึ้นอีก เพื่อเราจะไม่ห่างไกลไปจากข้อความเหล่านั้น” ฮบ. 2:1

แนวคิด
– ถ้าไม่เอาใจใส่ ให้มากขึ้น เราจะถอยห่างออกไปไกล
– “สิ่งที่ได้ยิน” ตามบริบทหมายถึง ข่าวประเสริฐเรื่องความรอดทางพระเยซูคริสต์
– “เอาใจใส่” หมายถึง การตั้งใจฟังและนำไปปฏิบัติ
– “ห่างออกไปไกล” ตามสำนวนภาษากรีก หมายถึง “ลอยผ่านเป้าหมายไป” เป็นเหมือนเรือที่แล่นเลยท่าไป ไม่ได้เข้าเทียบท่า…ก็คือ ห่างไกลไปจากข่าวประเสริฐไปทุกทีๆ
– ถ้าเราไม่จดจ่อ เอาใจใส่ ในความจริงแห่งข่าวประเสริฐ ตลอดเวลา ข่าวประเสริฐจะเริ่มมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราน้อยลงไปทีละน้อยๆ (ค่อยๆลอยออกไป) แล้ว ความคิดแบบโลก ค่านิยมแบบโลก ความกังวลแบบโลก ความรื่นเริงแบบโลก ก็จะคืบคลานเข้ามาในชีวิตของเรามากขึ้นๆ จนเรือแห่งชีวิตของเราก็ลอยออกไปไกลจากข่าวประเสริฐ จนข่าวประเสริฐแทบจะไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิต ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของเรา

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ “ข่าวประเสริฐเรื่องความรอดในพระเยซูคริสต์ ความหวังของเราที่จะอยู่กับพระคริสต์ในสวรรค์ชั่วนิจนิรันดร์” มีอิทธิพลต่อความคิด การตัดสินใจ และการกระทำ มากน้อยเพียงใด?
– ถ้าไม่คอยยึดไว้ ใจของเราจะลอยไปไกล สู่ทะเลแห่งความระทมของโลกนี้
– วันนี้ รู้ตัวทัน รีบหันหัวเรือกลับ แล้วพายกลับเข้ามาจดจ่อกับเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์กันเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 13:23) { 30 60 100 เท่า }

“ส่วนเมล็ดซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง” มธ. 13:23

แนวคิด
– ลำดับในพระคัมภีร์มีความสำคัญ 100เท่า 60เท่า 30เท่า แสดงว่า ปกติแล้วจะเกิดผล 100เท่า ถ้าติดขัดบางอย่างก็จะเกิดผลอย่างน้อย60เท่าแหละ แต่ถ้าแย่มากๆจริงก็ยังเกิดผล 30เท่าเลย
– ดินดี ในพระกิตติคุณทั้ง 3 เล่ม ใช้คำแตกต่างกัน
“เข้าใจ” (มธ.13:23)
“รับไว้” (มก. 4:20)
“จดจำไว้ด้วยใจที่ซื่อสัตย์ดีงาม” (ลก. 8:15)
– ใครก็ตามที่รับพระคำของพระเจ้าเอาไว้เข้าในจิตใจ ยอมรับและเห็นด้วยกับถ้อยคำเหล่านั้น จดจำเอาไว้เสมอด้วยการนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ด้วยความพากเพียรอดทนที่จะทำตามพระคำนั้นอยู่เสมอ(ลก. 8:15)

การประยุกต์ใช้ :
– พระคำของพระเจ้าที่ลงเข้ามาในใจของเรา จะเกิดเป็นจริง เกิดผลดี 100 เท่า ในชีวิตของเรา เมื่อเรายอมรับอย่างเห็นด้วยกับพระคำ แล้วลงมือตามพระคำนั้นในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ
– ตัวอย่างเช่น
“1ปต. 5:7 จงละความกังวลทุกอย่างของพวกท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย”
>>> วันนี้ เรากล้ายอมรับไหมว่า ถ้อยคำข้างต้นนี้เป็นความจริง ?
>>> วันนี้เราจะเอายังไง…เราจะกล้าละความกังวล “ทุกอย่าง” จริงๆสักตั้งไหม? เพื่อเราจะเข้าใจและมีประสบการณ์ว่า “อ๋อ!!! พระเจ้าทรงห่วงใยฉัน มันเป็นแบบนี้นี่เอง”
“พระคำของพระเจ้า จะไม่เกิดผลในชีวิตของเรา จนกว่าเราจะเชื่อจนลงมือกระทำตามพระคำของพระเจ้าตอนนั้นๆ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 13:22) { ระวัง!!! ผีหลอก }

“และเมล็ดซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แต่ความกังวลของโลก และการล่อลวงของทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย จึงไม่เกิดผล” มธ. 13:22

แนวคิด
– หนาม ที่รัดพระวจนะ ได้แก่ “ความกลัว” และ “ความโลภ”
– ความกังวลเกี่ยวกับชีวิตในโลก = ความกลัว => ทำให้ไม่กล้าจะทำตามพระคำ กังวลโน่นนี่นั่นมากมาย
– การล่อลวงของทรัพย์สมบัติ = ความโลภ => ทำให้ไม่อยากทำตามพระคำ ไม่ว่างพอ ไม่มีกำลังพอ เพราะต้องใช้เวลาและกำลังมากมาย เพื่อไล่จับสิ่งของมากมายในโลกนี้ ซึ่งใครๆในสังคมเขาก็ทำกัน

การประยุกต์ใช้ :
– 2คร. 4:18 เราไม่ได้เอาใจใส่ในสิ่งที่มองเห็น แต่เอาใจใส่ในสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่ยั่งยืน แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นถาวรนิรันดร์
– ลูกไม้ตื้นๆของมาร คือ หลอกให้ตาเรามองที่ชีวิตในโลก เพียงแค่นี้ เราก็ไม่มีตาเหลือที่จะมองชีวิตนิรันดร์สวรรค์แล้ว
– กับดักของการจดจ่อชีวิตในโลก คือ ความกลัว และ ความโลภ
– เรารู้ลูกไม้ตื้นๆของมันแล้ว เราจะไม่ยอมถูกมันหลอกอีกต่อไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 13:20-21) { เฉา }

“และเมล็ดพืชซึ่งหว่านตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ แล้วก็รับทันทีด้วยความปรีดี” มธ. 13:20

แนวคิด
• ผู้ได้ยินพระคำของพระเจ้า แล้วซาบซึ้ง ประทับใจ รับเข้ามาในใจ ด้วยความยินดี ฟังและอ่านแล้วรู้สึกดีทีเดียว แต่ก็แค่ชื่นใจอย่างเดียว ไม่ได้ทำมาใช้ในชีวิตจริง ประเดี๋ยวเดียวพระคำนั้นก็จากเหี่ยวไปในชีวิตของเขา
• เขาได้ยินอย่างเดียว แต่ไม่มีประสบการณ์จริงกับพระคำนั้นๆ ฟังหรืออ่านแล้วรู้สึกดี แล้วก็จบ.
• พระคำของพระเจ้าในชีวิตของเขาจะเป็นเหมือน การเติบโตของเห็ด โตอย่างรวดเร็วแต่ แปบเดียวก็เหี่ยวไป
• พระคำที่เขาได้ยินได้อ่านนั้น “มันก็ดีอยู่นะ แต่ว่ามันยากเกินไป” มันเหนื่อยเกินไป มันต้องออกแรงมากเกินไปเพื่อจะทำตาม มันอันตรายเกินไปเพราะถ้าทำตามคนอาจดูถูกเยาะเลยเขาได้ เขาแค่ฟังนั้นก็พอใจละ อิ่มใจละ
• และเปรียเหมือน คนที่ต้อนรับเชื่อพระเยซู แต่ยังไม่ทันรู้จริง ยังไม่ทันมีประสบการณ์จริงๆกับพระเยซูเลย ก็เลิกเสียก่อนแล้ว

การประยุกต์ใช้ :
• อย่าพอใจ แค่ได้อ่านหรือได้ฟังพระคำดีๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกชื่นใจเท่านั้น
• จงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีประสบการณ์ในความจริงจากพระธรรมตอนนั้น ด้วยการลงมือนำพระคำตอนนั้นมาใช้จริงในชีวิตประจำวัน..นั่นเป็นการหยั่งรากลึกลงไป เราจะได้ไม่ต้องเหี่ยวเฉาไปเมื่อภัยมา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 13:19) { ระวัง!!! ขโมย }

“เมื่อผู้ใดได้ยินคำบอกเล่าเรื่องแผ่นดินพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจ มารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย นั่นแหละได้แก่เมล็ดพืชซึ่งหว่านตกริมหนทาง” มธ. 13:19

แนวคิด
– เมื่อพระวจนะของพระเจ้าถูกหว่านออกไป ระวังให้ดี!!! มีมารคอยจ้องจะมาขโมยมันไปจากเรา
– เมื่อพระเยซูตรัส อย่างชัดเจน พวกยิวกลับไม่เข้าใจ บ้างก็มึนงง บ้างก็คิดว่าไม่เกี่ยวกับฉันมั้ง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เปิดช่องให้มารมาขโมยพระวจนะจากเขาไปในทันใด พระวจนะนั้นจึงไม่มีผลใดๆเลยต่อเขาแม้แต่เพียงเล็กน้อย
– พวกเขาไม่รับพระคำของพระเจ้า เข้าไปในใจ มันตกอยู่ตามหรทางอยู่นอกแปลง มารจึงมาฉวยมันไปจากเขาในทันที

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ มารก็พยายามจ้อง ขโมยพระวจนะทุกตอนที่มาถึงเรา ออกไปจากเรา คราวใดก็ตามที่เรา อ่านหรือฟัง พระคำของพระเจ้า แล้ว ไม่สนใจข้อความนั้นๆ หรือ คิดในใจว่า ตอนนี้คงไม่เกี่ยวกับเรา พระวจนะนั้นตกออกนอกแปลงเสียแล้ว มารมันจะรีบมาฉวยไปทันที แล้วพระคำตอนนั้น ก็จะไม่มีผลใดๆต่อชีวิตของเราเลยในคราวนั้น
– 2ทธ. 3:16 “พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม”
– พระคำทุกตอน ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งสิ้น
– อย่ายอมให้พระคำของพระเจ้าผ่านเลยไป
– ฉวยเอาไว้ ใส่เข้ามาในใจ ด้วยคำถามง่ายๆว่า
“พระเจ้ากำลังจะบอกกับฉันเรื่องอะไรนะ จากพระคำตอนนี้? ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 18:10){ ทูตสวรรค์ประจำตัว }

“จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ทูตสวรรค์ของพวกเขาคอยเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์เสมอ” มธ. 18:10

แนวคิด
– คำเตือน!!! อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อย เพราะเขามีตัวแทนคอยรายงานแทนเขาต่อพระเจ้าตลอดเวลา
– ไม่ว่าคนนั้น จะเป็นคริสเตียนไม่สำคัญสักเพียงใดก็ตาม เขาอาจดูเหมือนเป็นคนสำคัญน้อยที่สุดในโบสถ์ ต่อให้คนนี้หายไป คนทั้งโบสถ์ก็อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย ถึงกระนั้น เขาเป็นที่สำคัญยิ่งสำหรับพระเจ้า พระเจ้าแต่งตั้งทูตสวรรค์คอยเป็นตัวแทนของเขา แจ้งต่อพระเจ้าอย่างเป็นทางการเพื่อคนไม่สำคัญคนนั้น
แถม
แม้ตอนนี้ใจความหลักพระคัมถีร์ ไม่ได้จงใจสอนเรื่องนี้ แต่ก็น่าสนใจมากทีเดียว คือ เราแต่ละคนมีทูตสวรรค์ คอยดูแล ปรนนิบัติอยู่ด้วย (โอ้ว!!!…เท่ห์)
ฮบ. 1:14 “ทูตสวรรค์ทั้งปวงเป็นเพียงวิญญาณที่รับใช้พระเจ้า ที่ทรงส่งไปปรนนิบัติบรรดาคนที่จะได้รับความรอดไม่ใช่หรือ?”
ดังนั้น จุ๊ๆๆ เวลาแอบทำอะไร นอกจากพระเจ้าทรงทราบแล้ว ทูตสวรรค์ก็เห้นด้วยนะ 555

การประยุกต์ใช้ :
– แม้คนอื่นมองว่าเราไม่สำคัญ ก็ช่างเขา เราสำคัญมากและมีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ทรสนพระทัยทุกเรื่องในชีวิตของเรา
– พี่น้องในคริสตจักรบางคนที่ไม่มีใครสนใจ เป็นไปได้ว่า วันนี้ พระเจ้าอยากให้เราเอาใจใส่สนใจคนเหล่านั้นมากยิ่งขึ้นเพราะเขาเป็นคนสำคัญของพระเจ้า
– อย่าริอาจ กล้าดูหมิ่นพี่น้องคนใดเลย ระวังให้ดี!!! รู้ไว้ด้วย เขามีทูตสวรรค์ประจำตัวคอยรายงานต่อพระเจ้าอย่างเป็นทางการว่า “มีใครบ้างบังอาจดูหมิ่น คนสำคัญของพระเจ้าคนนี้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.11) { ทำไมพระองค์มาช้า? }

“ครั้นพระองค์ทรงได้ยินว่าลาซารัสป่วยอยู่ พระองค์จึงทรงพักอยู่ที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั้นอีกสองวัน” ยน. 11:6

แนวคิด
เมื่อมีคนมาแจ้งพระเยซูว่า ลาซาลัสที่พระองค์ทรงรักป่วย พระองค์รออีก 2 วัน จึงค่อยออกเดินทาง
ผลเสียของการทำเช่นนั้น ได้แก่
– มารย์ มารธา พี่สาวของลาซัส ต้องร้องไห้เพิ่มอีก 2 วัน
– พระเยซูเอง สะเทือนพระทัย ถึงอย่างน้อย 2 ครั้ง (ข้อ 33,38)
– ศพของลาซาลัส ต้องถูกทิ้งไว้นานตั้ง 4 วัน แทนที่จะแค่ 2 วัน
ผลดี ได้แก่
– คนทั้งหลายมั่นใจได้ว่า ลาซารัส ตายชัวร์ …ดังนั้นการที่เขากลับมีชีวิตขึ้นมาได้ จึงเป็นเรื่องใหญ่โต จนผู้คนเห็นว่าพระเยซู มาจากพระเจ้าจริงๆ และมากพอจนทำให้พวกฟาริสีอิจฉาพระเยซู จนถึงขนาด “วางแผนฆ่าพระเยซู”(ข้อ53) แม้ก่อนหน้านี้เขาอยากจะฆ่าพระเยซูอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มากพอที่จะวางแผนฆ่าพระเยซู แค่ “อย่าให้เจออีกนะ เจออีกโดนหินขว้างแน่ๆ”(ข้อ8)
ซึ่งสิ่งนี้เป็นเหตุทำให้แผนการไถ่นิรันดร์ของพระเจ้าสำเร็จ ในที่สุด
– อัครสาวก มีความเชื่อเพิ่มมากขึ้น(ข้อ15) เมื่อได้เห็นคนตายจนศพจะเหม็นอยู่แล้วกลับมีชีวิต เป็นการปูทางสำหรับในอนาคตที่พวกเขาต้องเป็นผู้นำในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐต่อไป

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราอาจคิดว่า “ทำไมพระเยซูมาช้า?” “ถ้าพระองค์ไม่มาตอนนี้ มันก็จะสายเกินไปแล้วนะครับ”
– พระเยซู ทราบเวลาที่เหมาะที่สุดเป็นอย่างดี การดูเหมือนมาช้าของพระองค์ อาจต้องทำให้เราต้องร้องไห้เพิ่มขึ้นอีก หลายวัน เหมือนมารีย์มารธา แต่มันคุ้มแน่นอน
– วันนี้ มารีย์มารธา คงเห็นด้วยกับผมเป็นแน่ว่า “การร้องไห้เพิ่มขึ้นอีก 2 วันนั้น มันคุ้มจริงๆ” เพราะพระองค์มีเวลาที่ดีที่สุดในทุกเหตุการณ์ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ด้วย
– “พระองค์รู้เวลาของพระองค์” ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุด ที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระบิดา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1ทธ. 6:6-10) { อยากได้ }

“เพราะว่าการรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย” 1ทธ. 6:10

แนวคิด
– 1ทธ. 6:7 เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกเช่นไร เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้เช่นกัน
– เรามาตัวเปล่า ท้ายที่สุดเราก็ไปตัวเปล่าอยู่ดี วันนี้มีอาหารทาน มีเสื้อผ้าใส่ นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่อยู่ในทางของพระเจ้า(ข้อ6,8)
– “การอยากรวย” เป็นการล่อลวง เป็นกับดัก >>> มันใช้ความอยากได้ อยากมี เป็นเหยื่อล่อ >>> ซึ่งจะล่อเราไปสู่ความโง่เขลาและอันตราย >>> ปลายทางคือความพินาศและความย่อยยับ (ข้อ9)
– จึงสรุปได้ว่า “การรักเงินทอง” เป็น ต้นกำเนิดของความชั่วทั้งมวล(ข้อ10)
เงินทอง ไม่ใช่ต้นกำเนิดความชั่ว แต่ “การรักเงิน” นั่นแหละเป็นต้นเกิดความชั่ว
– ตลอดประวัติศาตร์ที่ผ่านมา “ความโลภอยากได้เงินทอง” ออกพิษร้าย จนเป็นเหตุให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และ ตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย….ได้ของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องสูญเสียชีวิตนิรันดร์จะมีประโยชน์อะไรเล่า

การประยุกต์ใช้ :
– รู้ได้ไงว่า “เรารักเงินมากไปแล้วนะ!!!” ?
– ตัววัดง่ายๆคือ “วันนี้ เงินกับพระเจ้า อะไรสำคัญกว่ากัน?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1คร. 9:27 ) { ใช้การไม่ได้ }

“แต่ข้าพเจ้าทุบตีร่างกายและควบคุมมันไว้ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวเองกลับเป็นคนที่ใช้การไม่ได้” 1คร. 9:27

แนวคิด
– ทุบตีในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ทำร้ายร่างกายตัวเอง หรือ การบำเพ็ญตนอย่างเคร่งครัดในศาสนา
แต่หมายถึง การทำให้ความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง ตกเป็นทาสของเรา อย่ายอมให้มันเป็นนายของเรา ควบคุมมันเอาไว้ให้อยู่มือ
– มิฉะนั้น จะกลายเป็นคนใช้การไม่ได้ไป คือ เป็นคนที่เชิญชวนเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อจะได้รับรางวัล (1คร. 9:25) แต่ตัวเองกลับไม่เข้าร่วมแข่งขันด้วย ดังนั้นตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่ได้รางวัลอะไรเลยเสียเอง

การประยุกต์ใช้ :
– เราต้องคอยระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ควบคุมจิตใจของเรา ให้มันยอมอยู่ใต้พระคริสต์ อย่ายอมให้มันเป็นนายของเรา … ทันทีที่รู้ตัวว่า เราเผลอไปหน่อย มันแอบขึ้นมาเป็นนายเรา ก็รีบไล่มันลงจากบัลลังก์ใจ เชิญพระคริสต์เป็นเจ้านาย เจ้าชีวิตของเราแต่ผู้เดียว ในทันที
– เราต้องระวังตัว ไม่ตกหลุมพลางจนกลายเป็น “คนใช้การไม่ได้” ไป โดยสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เราดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่เราพูดออกมา หรือไม่
* เราร้องเพลงว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่”….เราทำตัวสอดคล้องหรือไม่
* เราพูดว่า “ขอบคุณพระเจ้า” …. เราซาบซึ้งพะรคุณจริงๆ หรือเป็นแค่คำอุทาน
* เราพูดว่า “ฉันวางใจในพระเจ้า” … เราไว้ใจ เราเชื่อใจพระองค์จริงๆ หรือเปล่า
“จงเป็นคนที่ใช้การได้ ดำเนินชีวิต สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูดออกมานั้น”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยก. 3:1 ) { อันตรายของสอน }

“พี่น้องของข้าพเจ้า อย่าเป็นอาจารย์กันมากนักเลย เพราะท่านทั้งหลายก็รู้ว่าเราที่เป็นคนสอนนั้น จะต้องถูกพิพากษาที่เข้มงวดยิ่งขึ้น” ยก. 3:1

แนวคิด
– สอนคนอื่น ไม่คุ้มเลย ราคาที่เราต้องจ่ายนั้นแพงเหลือเกิน ต่อให้ได้สิ่งของทั้งโลกมาเป็นค่าตอบแทนก็ไม่คุ้ม เพราะราคาที่ต้องจ่ายนั้นคือ “จะถูกพิพากษาเข้มงวดยิ่งขึ้นกว่าคนอื่นๆ”
– เหตุผลเดียว ที่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เรายอมเสียสละ จ่ายราคาแสนแพงนี้เพื่อสอนคนอื่น คือ “ความรัก” >>> ยอมจ่ายราคานี้เพราะรักผู้อื่น อยากให้ผู้อื่นพบความจริง พบสิ่งที่ดี พบการเติบโตขึ้นในพระคริสต์
>>> ยอมจ่ายราคานี้ เพราะรักพระเจ้า อยากเชื่อฟังและอยากทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตของเขา
– ใครก็ตามที่สอนคนอื่น เพราะเหตุผลอื่น ที่ไม่ใช่เพราะความรัก ดูเหมือนเขาช่างไม่รู้ตัว หรือเขาลืมไป ว่า พระคัมภีร์ได้เตือนเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า “การเป็นผู้สอน” นั้น ช่างอันตรายเหลือเกิน
“การรับใช้ใดๆ ที่ไม่ได้มาจากความรัก ก็ไร้ค่าทั้งสิ้น”

การประยุกต์ใช้ :
– ใครคือผู้สอน ไม่ใช่แค่เพียงอาจารย์ หรือ ครูรวี หรือ ผู้สอนพระคัมภีร์ในที่ต่างๆหรือสื่อต่างๆเท่านั้น แต่รวมถึง คนที่นำเนื้อหาหรือคำสอนต่างๆไปบอกกล่าวแก่คนอื่นๆด้วย
– งานเข้า!!! แปลว่า รวมถึงคนที่ บอกต่อ หรือ ส่งต่อ(Forward)บทความหรือวิดีโอคำสอนต่างๆ ในแก่ผู้อื่นด้วย นั่นคือ เมื่อเราส่งต่อเนื้อหาเหล่านั้น เราก็กำลังเป็นผู้สอน สอนคนเหล่านั้นที่เราส่งไปให้ ด้วย
– ด้วยเหตุนี้อันตรายอย่างยิ่ง ในการ “ส่งต่อ” หากเราเป็นผู้ส่งต่อ โดยไม่คิดที่จะทำตามข้อความหรือคำสอนเหล่านั้น เราก็ไม่ต่างกับ “คนหน้าซื่อใจคต” ที่พยายามบอกให้คนอื่นทำโน่นทำนี่ แต่ตัวเองไม่เคยแม้ที่คิดที่จะลงมือทำเลย
– ดังนั้น เราควรส่งต่อหรือไม่?…. “สมควรอย่างยิ่ง” เพราะเรารักคนเหล่านั้น อยากให้เขาจำเริญขึ้นในพระคริสต์ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดก็คือว่า เราเองต้องเป็นผู้ที่เริ่มลงมือทำตามคำสอนเหล่านั้นด้วย…เพราะ “คนสอนนั้น จะต้องถูกพิพากษาที่เข้มงวดยิ่งขึ้น”
– นั่นคือ “ใครก็ตามที่กล้าส่งต่อ คำสอนดีๆให้แก่เรา เขาช่างรักเรามากจริงๆ เพราะเขายอมเอาตัวเข้าสู่การพิพากษาที่เข้มงวดขึ้น จึงยอมเสี่ยงส่งคำสอนนั้นให้แก่เรา”
* หมายเหตุ : ผมอยากให้มีการส่งต่อคำสอนต่างๆในสังคมคริสเตียนไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะเห็นคริสตชนไทยจำเริญขึ้น แต่ขณะเดียวกันผมเห็นว่าเพื่อความเป็นธรรม ผมสมควรเตือนท่านด้วยความรักว่า “มีอันตรายอยู่ด้วย ในการส่งต่อคำสอนโดยไม่คิดที่จะทำตาม”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยก. 4:10 ) { ถ่อมใจลงต่อพระเจ้า }

“พวกท่านจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะทรงยกชูท่าน” ยก. 4:10

แนวคิด
– ถ่อมใจลงต่อพระเจ้า แล้ว พระเจ้าจะยกขึ้น
– ถ่อมใจ ไม่ใช่ การมัวแต่คิดว่า “ฉันโง่” , “ฉันไม่เก่ง” , “ฉันไม่ดี” , “ฉันทำไม่ได้” หรือ อะไรทำนองนี้ ซึ่งไม่ใช่ความถ่อมใจ แต่เป็นการดูถูกตัวเอง ใครเป็นต้องกลับใจใหม่ (ดูถูกผลงานของพระเจ้า)
– ถ่อมใจ คือ ยอมรับตัวเองอย่างที่เป็นจริงๆ ไม่สูงเกินไป หรือไม่ต่ำเกินไป
– ถ่อมใจต่อพระเจ้า คือ ยอมรับ รู้ตัวว่า เราเป็นใครเมื่อเทียบกับพระองค์ รู้ตัวว่า เราไม่มีปัญญาทำได้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า โดยปราศจากการช่วยเหลือของพระเจ้าเท่านั้น
เช่น
“ฉันนำนมัสการได้ แต่ ฉันรู้แน่นอนว่า ถ้าปราศจากการช่วยเหลือของพระองค์ ฉันไม่มีวันนำนมัสการได้สอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่มีทางถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้ในการนำนมัสการครั้งนี้ ถ้าพระองค์ไม่ช่วย”
“ฉันรู้ ฉันทำงานได้ แต่ ฉันรู้แน่นอนว่า ถ้าปราศจากการช่วยเหลือของพระองค์ ฉันไม่มีวันถวายเกียรติแด่พระเจ้า ในการทำงานนี้ได้เป็นแน่”
“ฉันรู้ตัวว่า มีนิสัยบางอย่างที่ดีกว่าคริสเตียนคนนั้น แต่ฉันก็รู้แน่ว่า ที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะการช่วยเหลือของพระเจ้า เป็นพระคุณต่อฉัน ฉันไม่ได้ดีกว่าเขาเลยแค่ฉันได้รับพระคุณของพระเจ้าในเรื่องนี้ก่อนเขาเท่านั้นเอง” [เราจึงไม่ตัดสินพี่น้อง ยก. 4:11-12]
“แม้ฉันทำบางอย่างได้ แต่ฉันก็ไม่รู้จริงๆ พรุ่งนี้ฉันยังจะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ ฉันจึงไม่อาจโอ้อวดสิ่งที่ฉันกำลังทำนี้ได้เลย” [เราจึงไม่ตัดสินพี่น้อง ยก. 4:13-17]
อะไรทำนองนี้ เป็นต้น

การประยุกต์ใช้ :
– วิธีสังเกตง่ายๆ เบื้องต้นว่า เราถ่อมใขต่อพระเจ้าหรือเปล่า ก็คือ “เราอธิษฐานขอพึ่งพาพระเจ้าในการทำสิ่งต่างๆมากน้อยแค่ไหน?”
– “จงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า วันนี้เถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1คร. 6:13) { การล่วงประเวณี }

“อาหารมีไว้สำหรับท้อง และท้องก็สำหรับอาหาร” แต่พระเจ้าจะทรงให้ทั้งท้องและอาหารสูญสิ้นไป ร่างกายนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับการล่วงประเวณี แต่มีไว้สำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า และองค์พระผู้เป็นเจ้ามีไว้สำหรับร่างกาย” 1คร. 6:13

แนวคิด
– พระเจ้าทุกสิ่งสวยงาม และมีวัตถุประสงค์ที่งดงามในตัวของมัน เช่น สร้างอาหารหรับท้องที่หิว สร้างท้องมีสามารถย่อยอาหารให้กลายเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
– แต่เพราะบาปสิ่งที่งดงามจึงถูกบิดเบือนไป และเพราะบาปสักวันหนึ่งสิ่งสารพัดในโลกจะถูกทำลายสูญสิ้นไป ก่อนการเริ่มต้นยุคใหม่
– ร่างกายของมนุษย์ก็เช่นกัน วัตถุประสงค์ที่งดงามก็คือ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเยซูคริสต์
– และด้วยแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้ประทานพระองค์เองเพื่อเรา
– แต่บางคน แทนที่จะให้ร่างกายถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่กลับไปยอมยกให้แก่การล่วงประเวณี ซึ่งเป็นการลบลู่พระเจ้าด้วยการไม่เชื่อฟังพระองค์
“เราไม่สามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้ ตราบใดที่เรายังเดินอยู่ในทางแห่งการล่วงประเวณี”
หมายเหตุ : การล่วงประเวณี คือ การมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้แต่งงาน

การประยุกต์ใช้ :
– ดูเหมือน “พระเยซูคริสต์” และ “การล่วงประเวณี” เป็นคู่แข่งกันในการครอบครองชีวิตของเรา เราต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

แถม :
@ คนที่อยู่กินกันมานานแล้ว โดยไม่ได้แต่งงาน ผมเสนอว่า ถ้าเป็นได้ ควรจัดพิธีการเล็กๆ มีผู้รับใช้พระเจ้าหรือผู้นำคริสตจักร เป็นสักขีพยาน และมีการกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า และมีการประกาศการเป็นสามีภรรยากันอย่างเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้
@ วัยรุ่น หนุ่มสาว คนที่กำลังทำผิดพลาดในเรื่องนี้อยู่(และไม่อยู่ในสถานะที่จะแต่งงานในช่วงเวลานี้) ผมเสนอว่า ถ้าจะกลับใจจริงๆ ควรถอยความสัมพันธ์ 1 ก้าว คือยังคงรักกันเหมือนเดิม แต่ เลิกหลับนอนด้วยกัน แยกกันอยู่ชั่วคราว จนกว่าถึงเวลาเหมาะสม เข้าสู่พิธีแต่งงานอย่างสง่างาม เริ่มต้นชีวิตครอบครัวอย่างถวายเกียรติแด่พระเจ้า
@ คนที่กำลังอยู่ในสถานะล่วงประเวณี แต่มีความซับซ้อนของสถานการณ์ยากเกินแก้ไข ผมเสนอว่า ควรไปหาผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณบางท่านที่นับถือ ขอคำปรึกษาจากท่าน (สัจจะจะทำให้เป็นไทอย่างแท้จริง บางครั้งการสารภาพกับใครบางคนที่ไว้ใจได้ก็ช่วยเราได้อย่างมาก) ถ้าเราตั้งใจจะกลับใจจริงๆ พระเจ้าผู้รักเราอย่างที่สุดจะประทานทางออกให้อย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( รม. 6:5) { ถูกฝังแล้วกับพระคริสต์ }

“เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตายอย่างพระองค์” รม. 6:5

แนวคิด
– วิธีที่จะดำเนินชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ คือ ต้องเข้าสนิทในการตายอย่างพระองค์ ก่อน
– คำว่า “เข้าสนิท” ในข้อนี้ ภาษาเดิม ใช้คำว่า “ปลูกลงด้วยกัน”(พบครั้งเดียวในพระคัมภีร์ใหม่) เป็นเหมือนเมล็ดพืช 2 เมล็ดที่ถูกฝังลงในดินพร้อมๆกัน เปลือกจึงเปื่อยเน่าไปพร้อมๆกัน แล้วจึงงอกออกมาเป็นต้นใหม่พร้อมๆกัน
– เมื่อเราตระหนักจริงๆ เชื่ออย่างแท้จริง ว่า “ตัวเก่าของเราตายแล้ว พร้อมกับพระคริสต์” เราก็จะรู้ตัวและมั่นใจ ว่า “เราไม่ต้องเป็นทาสบาปอีกต่อไป เราสู้บาปได้ เราเอาชนะบาปได้” ซึ่งเมื่อเชื่อเช่นนั้น ชัยชนะที่แท้จริงเหนือบาปจึงเกิดขึ้นในเรา และเราจึงสามารถดำเนินชีวิตใหม่ได้ อย่างแท้จริง

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้เราเชื่อจริงๆหรือเปล่าว่า “เราเอาชนะบาปได้” “เราไม่ได้เป็นทาสบาปอีกต่อไป”
– ความเชื่อ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มองเห็น แต่ความรู้สึกว่ามั่นใจแม้ยังไม่เห็น แล้ว โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงจะได้เห็น
– วันนี้ เราต้องเชื่อว่า “เราไม่ได้เป็นทาสบาป ที่ต้องทำตามคำสั่งของบาปอีกต่อไป” ด้วยความเชื่อแท้จริงเช่นนั้น จะนำชัยชนะเหนือบาปมาสู่ชีวิตของเรา และทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ได้อย่างแท้จริง
(สรรเสริญพระเจ้า !!! พระคำของพระองค์ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( กท. 3:1-5) { อย่าเป็นคนเขลา }

“ท่านทั้งหลายเขลาถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ? พวกท่านเริ่มต้นด้วยพระวิญญาณ แต่จะจบลงด้วยเนื้อหนังกระนั้นหรือ?” กท. 3:3

แนวคิด
– หลังจากชาวกาลาเทีย ต้อนรับเชื่อข่าวประเสริฐได้ไม่นาน พวกเขาก็เริ่มหันไปเชื่อข่าวประเสริฐอื่น ที่ว่า “หากจะรอด นอกจากเชื่อวางใจในพระเยซูแล้ว ต้องทำตามธรรมบัญญัติต่างๆให้ครบถ้วนด้วย” (เช่น ต้องเข้าสุหนัต)
– อ.เปาโล จึงเขียนจดหมายมาสอนและเตือนสติพวกเขา
– พวกเขารับพระเยซูคริสต์ด้วยความเชื่อ แล้วพวกเขาก็มีประสบการณ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์มากมายหลายอย่าง(ข้อ4)ทางความเชื่อนั้น แล้วบัดนี้ ไฉนพวกเขาคิดว่าจะไปต่อในทางของพระเจ้า โดยอาศัยความสามารถของตนเอง ด้วยการพยายามทำตามธรรมบัญญัติเพื่อให้ได้ความรอดอีกเล่า
– พวกเขาไม่ได้สังเกตและเรียนรู้จากประสบการณ์กับพระเจ้าในอดีต จึงทำให้เขาหลงผิดไปจากทางที่เดินมาอย่างถูกต้องแล้วอย่างง่ายดาย

การประยุกต์ใช้ :
– ให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์กับพระเจ้าในอดีต แล้วนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินต่อไปในวันนี้
– เมื่อก่อน คราวนั้นเราเคยเชื่อวางใจในพระเจ้า แล้วพระองค์ก็ช่วยเราผ่านพ้นมาได้อย่างมีชัยชนะ วันนี้ก็เช่นกันด้วยความเชื่อไว้วางใจในพระเจ้าแบบนั้น เราจะผ่านพ้นและเห็นการช่วยกู้จากพระเจ้าเช่นกัน
– อย่าเป็นคนเขลา ผู้ที่ในอดีตด้วยความเชื่อวางใจในพระเจ้าเขาพ้นมาได้ แต่ วันนี้กลับ ทิ้งวิธีนั้นแล้วหันมาพึงพาสิ่งอื่นแทนการไว้วางใจในพระเยซูคริสต์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 26:6-13) { แพงไปไหม? }

“เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า สิ่งที่หญิงคนนี้ทำจะถูกกล่าวขวัญถึงทั่วโลกที่มีการประกาศข่าวประเสริฐนี้ เพื่อเป็นการระลึกถึงนาง” มธ. 26:13

แนวคิด
– หญิงคนนี้ทำความดีความชอบอะไรนักหนาหรือ จะได้พระพรและได้รับชื่อเสียงใหญ่โต ขนาดนี้ จนคนหลายพันล้านคนตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติรู้จักสิ่งที่เธอได้กระทำ
– เธอก็แค่ เอาน้ำหอมแพงมากๆๆๆๆ มาชโลมพระเยซูเท่านั้นเอง มีคนมากมายตลอดประวัติที่ถวายพระเจ้าด้วยของที่แพงกว่าน้ำหอมนี้มากมายนัก คนจำนวนไม่น้อยถวายทั้งหมดทั้งสิ้นที่มีอยู่แด่พระเยซู ยอมสละทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตของตนเพื่อพระเยซู แต่ก็ไม่ได้รับการกล่าวขานมากเท่ากับหญิงคนนี้
– คำตอบ น่าจะเป็นเพราะ… “พระเจ้าประทานโอกาสแก่เธอ” แล้วด้วยโอกาสนั้น เธอก็ได้ทำอย่างสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความสามารถของเธอ … เธอจึงผู้เดียวตลอดประวัติโลก ที่ได้ชโลมน้ำมันหอมเพื่อเตรียมการฝังศพของพระเยซู(ข้อ12)

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้พระเจ้าไม่ได้ประทานโอกาสอย่างมารีย์ให้แก่เรา เพื่อเราจะสามารถชโลมน้ำหอมเพื่อเตรียมการฝังศพของพระเยซู
– แต่พระเจ้าประทานโอกาสบางอย่างให้แก่เรา (แต่ละคนไม่เหมือนกัน) เพื่อเราจะสามารถปรนนิบัติรับใช้พระองค์ จงสังเกตให้เห็นโอกาสนั้น…แล้ว ปรนนิบัติพระเยซู ด้วยโอกาสนั้น อย่างสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความสามารถของเรา
– โอกาสนั้น อาจไม่ใช่งานที่ยิ่งใหญ่หรือท้าทาย มันอาจจะเป็นแค่การรับใช้เล็กๆน้อยๆ แต่ โอกาสวันนี้นั่นแหละคือ ช่องทางที่ดีที่สุดที่จะแสดงความรักภักดีที่มีต่อพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงรักเรา
– หากวันนั้น มารีย์เสียดายน้ำมันหอมแสนแพงของเธอ คิดว่า “มันแพงไปไหม ที่จะเอามรชโลมพระเยซู”แล้วเธอก็ไม่ได้เอามาชโลมพระเยซูในวันนั้น จากนั้น 2 วันต่อมา เธอจึงทำใจได้ พร้อมแล้วที่จะเอาน้ำมันหอมนั้นมาชโลมพระเยซู น้ำมันหอมที่เธอมีนั้นก็ไม่อาจเอามาชโลมพระเยซูได้เสียแล้ว โอกาสมันผ่านไปแล้ว น้ำมันหอมนั้นก็เป็นได้แค่สมบัติแสนแพงของเธอจนวันตายแต่ไม่มีโอกาสส่งกลิ่นหอมให้ฟุ้งกระจายไปทั่วโลกดังที่เป็นอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( คส. 4:5-6) { จงฉวยโอกาส }

“จงปฏิบัติต่อคนภายนอกด้วยสติปัญญา โดยใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์” คส. 4:5

แนวคิด
– พระคัมภีร์สอนไม่ให้เราเอาเปรียบใคร แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้สอนให้เราโง่
– เราไม่พบประโยชน์ของการเป็นคนโง่ ในพระคัมภีร์
– พระคัมภีร์สอนให้เราใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่เป็นคริสเตียน พระคัมภีร์สอนให้เรา ใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ด้วยปัญญาจากพระเจ้า
– ใช้โอกาสด้วยปัญญาจากพระเจ้า ใช้อย่างไร?
– ปัญญาของโลกนี้ มองว่า ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ ได้เงิน ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต ฯลฯ แต่ปัญญาจากพระเจ้า ทำให้เรารู้ว่า โลกและสิ่งสารพัดในโลกกำลังจะสูญไปในอีกไม่ช้า แต่สิ่งที่คงอยู่นิรันดร์คือ จิตวิญญาณของมนุษย์ สิ่งสำคัญยิ่งกว่า ความสำเร็จใดๆในโลกคือ ช่วยจิตวิญญาณของคนให้รอด โดยการให้เขาได้รู้จัก และต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นจอเจ้านายของเขา
– ดังนั้น เราควรใช้ทุกโอกาสที่พระเจ้าเปิดประตูให้ เพื่อจะบอกถึงเรื่องราวข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ให้ผู้คนได้รับรู้
– ข้อ 6 สอนให้เราเตรียมคำพูดเอาไว้ เพื่อจะพร้อมเสมอสำหรับโอกาสที่เปิดออก เพื่อเราจะสามารถพูดกับคนเหล่านั้นที่เราได้พบเจอเรื่องของพระเยซูคริสต์ได้อย่างเหมาะกับเขา

การประยุกต์ใช้ :
– ไม่ใช่บังเอิญที่เราอยู่ที่นี่ เราได้พบคนๆนี้ พระเจ้าจัดฉากให้แก่เรา พระเจ้าเปิดเขาได้มีโอกาส ได้ยินเรื่องของพระเยซูคริสต์ ผ่านทางเรา
– จงรีบใช้โอกาสที่พระเจ้าประทานให้นี้เถิด เพราะโอกาสนั้นไม่ได้คงอยู่ตลอดไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( มธ. 24:12) { ความรักเยือกเย็นลง }

“ความรักของคนจำนวนมากจะเยือกเย็นลงเพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป” มธ. 24:12

แนวคิด
– พระคำตอนนี้พระเยซูกำลังบอกถึง สัญญาณที่ทำให้เรารู้ว่า พระเยซูใกล้จะเสด็จมาแล้ว
– หนึ่งในสัญญาณเหล่านี้คือ “ความรักของคนจำนวนมากจะเยือกเย็นลง” เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะการอธรรมในช่วงเวลานั้นจะแผ่กว้าง เพิ่มพูนทวีมากขึ้น ไปทั่ว
– ที่ใดที่การอธรรม ความชั่วร้ายทวีมากขึ้น ความรักก็จะลดน้อยถอยลงจากที่นั่น ความรักแท้จางหายไป เหลือแต่รักจอมปลอม เหลือแต่ความเห็นแก่ตัวที่แอบเอาผ้าคลุมแห่งรักมาปกปิดไว้
– ในทางตรงกันข้าม ที่ใดที่มีความชอบธรรมของพระเจ้า มีคนชอบธรรมของพระเจ้า ความรักก็จะทวีมากยิ่งขึ้น
– ดังนั้น ดูเหมือนวิธีสังเกตง่ายๆว่า ชีวิตของใคร ดำเนินในทางชอบธรรม หรือ ในทางอธรรม ก็คือ ความรักที่เขาได้แสดงออกมาอย่างจริงใจ นั่นเอง

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เรารักคนอื่น มากขึ้นกว่าเมื่อวาน หรือ น้อยลงกว่าเมื่อวาน?
– มากขึ้น = ทวีขึ้น >> ดำเนินในทางชอบธรรม
– น้อยลง = เยือกเย็นลง >> การอธรรมเริ่มแผ่กว้างในชีวิต

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1ทธ. 3:1) { อยากรับใช้ }

“คำกล่าวนี้สัตย์จริง คือว่าถ้าใครปรารถนาหน้าที่ผู้ปกครองดูแลคริสตจักร คนนั้นก็ปรารถนากิจการงานที่ประเสริฐ” 1ทธ. 3:1

แนวคิด
– ความปรารถนาอยากรับใช้พระเจ้า เป็นความปรารถนาที่ประเสริฐ
– จากบริบททางสังคมของพระคำตอนนี้ ขณะนั้นมีการข่มเหงเกิดขึ้น การเป็นผู้ปกครอง(ซึ่งหมายถึงผู้นำคริสตจักรหรือศิษยาภิบาล ในช่วงเวลานั้น**) จะเป็นเป้าต่อการข่มเหง จึงอันตรายและพบกับความยากลำบากมาก ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่ รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายแต่ก็ยังปรารถนารับใช้พระเจ้าในบทบาทนี้ จึงเป็นความปรารถนาที่ประเสริฐ

** หมายเหตุ : คำว่า “ศิษยาภิบาล” ปรากฏครั้งเดียวในพระคัมภีร์ (อฟ. 4:11) นอกนั้นจะใช้คำว่า ผู้ปกครอง ซึ่งหมายถึง ศิษยาภิบาลนั่นเอง

การประยุกต์ใช้ :
– ความปรารถนาจะรับใช้พระเจ้า เป็นความปรารถนาที่พระเจ้าพอพระทัย ในปัจจุบันในประเทศของเราแม้ไม่มีการข่มเหงอย่างรุนแรงเหมือนสมัยนั้น แต่เมื่อเราก้าวสู่งานรับใช้พระเจ้า (ไม่ว่าเต็มเวลาหรือฆราวาส) ล้วนแต่ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น
> ไม่เพียง จ่ายด้วย เวลา กำลัง แรงกาย แรงใจ รวมทั้งเงินในกระเป๋า
> บางครั้ง ต้องเสียโอกาสที่ดีบางอย่างไป
> บางคนต้อง ยอมทิ้ง ยอมเสียสิ่งที่ตนรักไป
> บางคน ต้องจ่ายด้วยความเจ็บปวด และน้ำตา
> บางคนต้องพบกับ การเข้าใจผิดหรือมองเราผิด คิดว่าเรา “อยากเด่น อยากดัง อยากเป็นผู้นำ อยากโชว์ออฟ”
> บางคนถูกอิจฉา ถูกใส่ร้ายป้ายสี ฯลฯ
# ไม่ว่าราคาที่เราต้องจ่าย ในการปรารถนาจะรับใช้พระเจ้านั้นจะมากเพียงใด ก็เป็นราคาที่คุ้มค่า เพราะ ความปรารถนาเช่นนั้นเป็นความปรารถนาที่พระเจ้าพอพระทัย และพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม จะเป็นผู้ตอบแทนเราเอง เพราะพระเจ้าไม่เคยเป็นหนี้ใครเลย
# ที่สำคัญคือ โอกาสที่เราจะทำอะไรเพื่อตอบแทนพระคุณพระเจ้าผู้แสนดีเลิศของเรานั้น มีเพียงไม่กี่ปี หรืออาจไม่กี่เดือน หรืออาจไม่กี่วัน ในโลกนี้เท่านั้นเอง….ดังนั้น จงทำอย่างสุดกำลังเถิด…เพราะในสวรรค์ไม่มีงานรับใช้พระเจ้าให้เราทำแล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 2คร. 9:15 ) { ของประทานที่เกินความคาดคิด }

“ขอขอบพระคุณพระเจ้า เพราะของประทานที่เกินความคาดคิดซึ่งพระองค์ประทานนั้น” 2คร. 9:15

แนวคิด
– ในคริสตจักรโครินธ์ มีของประทานมากมาย (1คร.12:8-10) รวมทั้งได้รับการอวยพรมากมาย มีมากเพียงพอที่จะแจกจ่ายช่วยเหลือ คริสตจักรในแคว้นมาซิโดเนียที่กำลังเดือดร้อน(2คร.9:2)
– แต่ในที่นี่ อ.เปาโล กล่าวขอบคุณพระเจ้าออกมา ไม่ใช่เพราะของประทานเหล่านั้น อ.เปาโล กล่าวถึง “ของประทานที่เกินคาดคิด” หมายถึง ดีเกินคาดคิด ดีเกินกว่าที่จะบรรยายได้
– สิ่งนั้น ก็คือ “พระเยซูคริสต์” ของประทานจากสวรรค์ ที่ประทานให้แก่พวกเขา เพื่อให้พวกเขารอดพ้นบาปและกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ และ กลายมาเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ที่ได้รับมรดกร่วมกับพระคริสต์

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราดีใจ เราชื่นใจ มากแค่ไหน กับของประทานที่เกินคาดคิด ที่พระเจ้าประทานให้แก่เราแล้ว คือ พระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์
– บางคน มัวเสียใจ ท้อแท้ใจ กับสิ่งเล็กๆน้อยๆชั่วคราวในโลกนี้ที่เขายังไม่ได้ จนไม่มีเวลา จนไม่มีแรงเหลือ สำหรับการดีใจ การตื่นเต้น การชื่นใจ การขอบพระคุณ สำหรับ ของขวัญล่าที่เขาได้รับมาแล้วนั้น คือพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอด จอมเจ้านายของเรา
“เลิกท้อใจ จงชื่นใจและขอบพระคุณ กันเถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( 1ยน. 1:5-10) { 3 โกหก }

“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” 1ยน. 1:9

แนวคิด
3 โกหก
โกหก 1 : พูดว่า “สนิทกับพระเจ้า” แต่ยังเดินในความมืด = “เราก็โกหก” (ข้อ6)
โกหก 2 : พูดว่า “เราไม่มีบาป” = “หลอกตัวเอง”(ข้อ8)…โกหกตัวเอง
โกหก 3 : พูดว่า “เราไม่ได้ทำบาป” = “กล่าวหาว่าพระเจ้าโกหก”(ข้อ10)

จากโกหก 2 และ 3 …ทำให้รู้ความจริงว่า “เรามีบาป” และ “เราทำบาปอยู่เสมอ”
อ้าว…งั้น แสดงว่า เราก็ไม่มีทางสนิทกับพระเจ้าได้นะสิ (ดูจากโกหก 1)..งง เลย 555

เฉลย :
ความจริง 1 : เราผู้อยู่ในพระคริสต์ เป็นไปไม่ได้เลยว่า เรายังตั้งใจเดินในทางบาปต่อไป แบบไม่อยากกลับใจ “ก็ฉันอยากจะทำบาปต่อไป มีอะไรไม๊”…ใครคิดแบบนี้ ตั้งใจแบบนี้ สรุปได้เลยว่า ยังไม่มีพระคริสต์ในชีวิตอยากแท้จริง
ความจริง 2 : เมื่อเรากำลังเดินในทางสว่าง เราต้องระวัง ไม่หลอกตัวเองว่า “ฉันดีเลิศประเสริฐศรีแล้ว ไม่มีอะไรต้องปรับปรุงแล้ว” แต่ควรจะถ่อมใจและให้พระวิญญาณสอนเราเสมอว่า มีบาปใดๆซ่อนตัวในชีวิตของเรา ซึ่งเราจะขอให้พระวิญญาณช่วยเรา แก้ไขปรับปรุงชีวิตของเรา(ดูเหมือน พระวิญญาณจะไม่ทำ จนกว่าเราจะยอมรับว่า “ฉันมีบาปนี้ ขอเชิญพระวิญญาณเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ด้วยเถิด”)
ความจริง 3 : แม้เราจะตั้งใจเดินไปในทางสว่าง แต่ก็ไม่มีสักวันเลย ที่เราไม่ได้ผิดพลาดพลั้งบาป เราควรสำรวจตัวเอง โดยใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐาน(ข้อ10) เมื่อบาปใดๆพบแล้ว ก็อย่ามัวแต่ท้อแท้สิ้นหวัง หมดกำลังใจ (ไม่ต้องตกใจมันยังมีมากกว่านี้อีกเยอะ) แต่ให้เรา ถ่อมใจลง สารภาพบาปนั้นต่อพระเจ้า แล้วรับพระคุณของพระเจ้า รับการอภัยและชำระจากบาปทั้งสิ้นนั้น…แล้วก็ลุกขึ้นดำเนินชีวิตต่อไปในทางแห่งความสว่างในพระเยซูคริสต์
การประยุกต์ใช้ :
– เลิก เดินตามทางโกหกของมารซาตาน แต่ หันมาเดินตามทางแห่งความจริง ทางแห่งความสว่างในพระเยซูคริสต์