แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:1 ) { ภูเขามะกอกเทศ }

แนวคิด :

– หลังจากพระเยซูสั่งสอนในพระวิหาร พวกฟาริสีส่งคนมาจับพระองค์ไม่สำเร็จ สมาชิกสภาแซนเฮดรินพากันแยกย้ายกลับบ้าน แต่พระเยซูไปที่ภูเขามะกอกเทศ

– ภูเขามะกอกเทศ อยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็ม ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กม.

– ที่นี่ เป็นที่พระเยซูเสด็จมาบ่อยๆ

(ลก. 21:37) พระ​องค์​ทรง​สั่ง​สอน​ใน​บริ​เวณ​พระ​วิ​หาร​ใน​เวลา​กลาง​วัน และ​ใน​เวลา​กลาง​คืน​พระ​องค์​เสด็จ​ออก​ไป​ประ​ทับ​บน​ภูเขา​ที่​ชื่อ​มะกอก​เทศ

– สวนเกทเสมนี ก็อยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขานี้

(ยน. 18:2) ยูดาส​คน​ที่​จะ​ทรยศ​พระ​องค์​ก็​รู้​จัก​สวน​นั้น​ด้วย เพราะ​ว่า​พระ​เยซู​กับ​พวก​สา​วก​เคย​มา​พบ​กัน​ที่​นั่น​บ่อยๆ

– ซึ่งคาดการณ์ได้ว่า พระเยซูมักมาที่ภูเขานี้ เพื่ออธิษฐาน

– ใน ยน. 7:53 “แล้ว​ต่าง​คน​ต่าง​ก็​กลับ​ไป​ที่​บ้าน​ของ​ตน” แต่พระเยซูไม่ไปบ้าน ที่จริง หมู่บ้านเบธานี บ้านของมารธา&มารีย์ ก็อยู่ไม่ไกลจากภูเขานี้ แต่ครั้งนี้พระเยซูไม่ไปที่บ้านของพวกเขา แต่ไปพักที่ภูเขาเพื่ออธิษฐาน

– ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

– น่าจะเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงทราบว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

– คืนนี้ผู้หญิงคนหนึ่งจะตกเป็นเหยื่อ ของแผนการเลวร้ายของพวกฟาริสี ที่จะจับเธอเพื่อนำมาให้พระเยซูพิพากษาประหารชีวิต ในวันรุ่งขึ้น

– ลองคิดถึงพระเยซูดูสิ “พวกเขาเกลียดพระเยซู จึงกำลังวางกับดัก โดยเอาชีวิตของลูกสาวของพระเจ้าที่พระองค์ทรงรัก มาเป็นเดิมพัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำให้แผนจับพระเยซูที่เขาเกลียดนั้น สำเร็จ” พระเยซูจะรู้สึกอย่างไรในค่ำคืนนั้น?

– เป็นไปได้ว่าที่ภูเขามะกอกเทศ ในค่ำคืนวันนั้น พระเยซูคงอธิษฐานเผื่อหญิงคนนั้น และอธิษฐานยกโทษให้กับพวกฟาริสี

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อกำลังจะต้องเผชิญกับการทดลอง การมุ่งร้าย ความเจ็บปวดในจิตใจ สิ่งที่พระเยซูทำ คือ “ไปหาที่สงบอธิษฐาน”

– วันนี้ สำหรับเราที่กำลังเผชิญปัญหา หรือสถานการณ์ยากลำบาก หรือความเจ็บปวด เราทำอะไร?

– เรามีภูเขามะกอกเทศส่วนตัวของเราแล้วหรือยัง?

โฆษณา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:2 ) { ทรงอยู่ที่นี่เพื่อเรา }

แนวคิด :

– วันสุดท้ายของงานเทศกาลอยู่เพิงก็ผ่านพ้นไป(ยน.7:37) แต่พระเยซูยังคงมาที่พระวิหารแต่เช้าตรู่ และบรรดาประชาชนก็กระตือรือร้น มากันแต่เช้าตรู่เพื่อฟังคำสั่งสอนของพระเยซู พระเยซูก็นั่งลงแล้วสั่งสอนในพระวิหาร

– เหตุที่พระเยซู ยังคงปรากฏตัวอีก แม้งานเทศกาลผ่านพ้นไป และทั้งที่รู้ว่าศัตรูกำลังจ้องจะจับพระองค์ คงเป็นเพราะพระองค์มีพระประสงค์บางอย่าง นอกจากสั่งสอนในประชาชน

– เป็นไปได้ที่อีกเหตุผลสำคัญที่พระองค์ปรากฏตัวอีกครั้ง ก็เพื่อช่วยหญิงล่วงประเวณีคนนั้น

– เพราะถ้าพระเยซูไม่อยู่ที่นั่นในวันนั้น หญิงคนนั้นอาจถูกรุมประชาทัณฑ์ถึงตาย

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเธอ หญิงชั่ว หญิงล่วงประเวณี หญิงที่ถูกสังคมรังเกียจ และถูกประนาม

– วันนี้ พระองค์ทรงอยู่กับเราที่นี่ เพื่อช่วยเราเช่นกัน

– วันนี้ เราอาจถูกฟ้องผิดกล่าวโทษ โดยจิตใจของเราเอง หรือ อาจโดยผู้อื่น

– วันนี้ พระเยซูอยู่กับเราที่นี่ เพื่อช่วยเรา เพื่ออภัยบาปผิดของเรา เพียงเราสารภาพต่อพระองค์ พระองค์พร้อมที่จะให้อภัย และช่วยให้เราสามารถกลับเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

– อย่ามัวรอช้า ถ่อมใจลง สารภาพ แล้ว รับการอภัย แล้ว เริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:3 ) { คนชั่ว ที่สายตายาว }

แนวคิด :

– พวกธรรมาจารย์ สุดยอดทางด้านทฤษฏี(นักคัดลอกพระคัมภีร์) และ พวกฟาริสี สุดยอดทางด้านปฏิบัติ(ทำตามกฏของฟาริสีอย่างเคร่งครัด เช่นอดอาหาร สัปดาห์ละ 2 วัน) ได้ร่วมกันพาผู้หญิงผู้ถูกจับฐานล่วงประเวณี (ผู้ไม่ได้เรื่องทั้งด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติ) มายืนต่อหน้าประชาชน เพื่อประจานให้อายและให้พระเยซูตัดสินลงโทษ

– ซึ่งความจริงแล้ว การพาผู้หญิงนี้มาตัดสิน ถือว่าเป็นการผิดกฏหมายของโรม เพราะมีศาลสำหรับพิพากษาเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว แต่พวกเขาจงใจพามาเพื่อจะวางกับดักพระเยซู

– ข้อนี้ สามารถเขียนใหม่ได้ดังนี้

“คนชั่วหลายคน ได้จับผู้หญิงชั่วคนหนึ่ง มายืนอยู่ต่อหน้าประชาชนผู้ทำชั่ว”

การประยุกต์ใช้ :

– แท้จริงแล้ว ทุกคนล้วนแต่เป็นคนบาป แต่เรามักมองไม่ค่อยเห็นบาปของเราเอง แต่กลับสามารถมองเห็นบาปของคนอื่นได้อย่างชัดเจน

– ขอพระเจ้าช่วยเรา ที่จะไม่มองเห็นแต่บาปของคนอื่น แต่จะสามารถมองเห็นบาปของตนอย่างที่ควรจะเห็น เพื่อเราเองจะไม่มัวแต่ใช้เวลาไปกล่าวโทษคนอื่น แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่มากลับใจ ขอการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าในชีวิตของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:4 ) { ผิดจริง }

แนวคิด :

– พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี เรียกพระเยซูว่า ท่านอาจารย์ ดูเหมือนแสดงความเคารพนับถืออย่างยิ่ง แต่ความจริงพวกเขากำลังวางกับดักเพื่อจะจับพระเยซู

– พวกเขาพูดถึงความผิดของหญิงที่พวกเขาพามาว่า ผิดจริง มีทั้งพยานหลักฐานชัดเจน มั่นตัวแน่นดิ้นไม่หลุด

– ดูเหมือนพวกเขาจะภูมิใจมากที่สามารถหาหลักฐานชัดเจนเพื่อเอาโทษหญิงคนนี้ โดยจับได้คาหนังคาเขา

– พวกเขาช่างไม่รู้เอาเสียเลยว่า คนที่พวกเขาเพิ่งเรียกว่าพระอาจารย์ผู้นี้ ทรงรักหญิงคนนี้ขนาดไหน

– พระองค์ทรงรักเธอมากถึงขนาด อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พระองค์กำลังเต็มใจเดินไปสู่ความตายที่ไม้กางเขน เพื่อช่วยชีวิตของเธอ

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ ไม่ว่าคนจะมองเราเช่นไร ไม่ว่าคนจะตำหนิเราขนาดไหน และหลายครั้งก็อาจจะจริงอย่างที่เขาตำหนินั้น

– ถึงกระนั้น เราก็ยังรู้และมั่นใจว่า พระเยซูยังทรงรักเราอยู่

– ใช่แล้ว เราผิดจริง ถึงกระนั้น เรายังรู้และมั่นใจว่า พระเยซูยังทรงรักเราอยู่

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:5 ) { ฟาริสีผู้ถนัดแต่โพสพระคำ }

แนวคิด :

– พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี อ้งถึงธรรมบัญญัติของโมเสส ว่าหญิงที่แต่งงานแล้วไปร่วมประเวณีกับชายอื่น ต้องถูกลงโทษถึงตาย

– (ลนต. 20:10) “​ถ้า​ผู้​ใด​ร่วม​ประ​เวณี​กับ​ภรรยา​ของ​เพื่อน​บ้าน ผู้​ร่วม​ประ​เวณี​ทั้ง​ชาย​และ​หญิง​นั้น​จะ​ต้อง​ถูก​ลง​โทษ​ถึง​ตาย

– ซึ่งความจริงในบัญญัติของโมเสสไม่ได้บอกว่า ให้ลงโทษด้วยการขว้างด้วยก้อนหิน แต่ตามธรรมเนียม ตามการสอนที่ตกทอดมาของยิว ในสมัยของพระเยซูนั้น จะลงโทษด้วยการขว้างด้วยก้อนหิน

– ก่อนหน้านี้ ใน ยน. 7:19 พระเยซูตำหนิพวกฟาริสีที่พยายามหาโอกาสฆ่าพระเยซู ว่า “โม​เสส​ให้​ธรรม​บัญ​ญัติ​แก่​พวก​ท่านไม่​ใช่​หรือ? แต่​ไม่​มี​ใคร​ใน​พวก​ท่าน​ประ​พฤติ​ตาม​ธรรม​บัญ​ญัติ​นั้น…”

– พวกฟาริสีไม่ยอมปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของโมเสส แต่พอมาถึงคราวนี้ กลับมาอ้างธรรมบัญญัติของโมเสส และพยายามทำตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งไม่ใช่เพื่อจะเชื่อฟังโมเสส แต่เพื่อจะจับพระเยซู ซึ่งเป็นการทำผิดบัญญัติของโมเสสหนักเข้าไปอีก (ตามข้อโต้แย้งของนิโคเดมัส ในยน.7:51)

– ที่พวกเขาถามพระเยซูว่า “ท่าน​จะ​ว่า​อย่าง​ไร?” ไม่ใช่เพราะอยากรู้ หรือ อยากเชื่อฟัง แต่เพราะอยากจะหาข้ออ้างเพื่อจับพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :

– ระวังเชื้อของพวกฟาริสี ผู้ไม่ยอมปฏิบัติตามพระคำของพระเจ้า ขณะเดียวกันบ่อยครั้งกลับมาอ้างพระคำของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อจะเชื่อฟัง แต่เพื่อสนองความต้องการของตนเอง

– อย่าเป็นแต่เพียงผู้อ้าง หรือ ผู้โพสพระคำของของพระเจ้าเท่านั้น แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระคำของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:6 ) { รักจนไม่อยากพูดถึง }

แนวคิด :

– พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ถามความคิดเห็นของพระเยซู เกี่ยวกับหญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณี ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากรู้ แต่เพื่อจะหาเหตุฟ้องพระเยซูและจับพระองค์

– เพราะพวกเขาคิดว่า ถ้าพระเยซูตอบว่า “เอาหินขว้างให้ตาย” แล้วคนก็เอาหินขว้างนางจนตาย พระเยซูก็จะทำผิดกฏหมายโรมเพราะตัดสินด้วยศาลเตี้ย

– แต่ถ้าพระเยซูตอบว่า “ปล่อยนางไป” พวกเขาก็จะบอกประชาชนว่าพระเยซูสอนผิดธรรมบัญญัติ และพวกเขาจะได้มีเหตุจับพระองค์ได้

– พระเยซูไม่ตอบ แต่กลับนั่งลงแล้วใช้นิ้วเขียนที่ดิน เราไม่ทราบว่าพระองค์เขียนอะไร แต่พอที่จะคาดเดาอากัปกริยาของพระองค์ได้ว่า พระองค์ไม่อยากพูด สิ่งที่พวกเขาอยากให้พระองค์พูด

– พวกเขาอาจจะคิดว่า เพราะพระองค์ไม่รู้จะตอบอย่างไร หรือ เพราะพระองค์กลัวที่จะตอบ ซึ่งถ้าพวกเขาคิดเช่นนั้นจริง พวกเขาคิดผิด

– พระเยซูรู้อยู่แล้วว่าจะตอบอย่างไร(ข้อ7) แต่พระองค์ไม่อยากพูด เพราะคำตอบนั้น จะเป็นการตำหนิกล่าวโทษถึงบาปในอดีตของทุกคนในที่นั่น

– ครั้งนี้ พระเยซูไม่ได้มาเพื่อพิพากษาโลก แต่มาเพื่อช่วยโลกให้รอด

การประยุกต์ใช้ :

– พวกเขาหวังร้ายกับพระเยซู แต่พระเยซูทรงหวังดีต่อพวกเขา

– คำพูดของพระเยซูในข้อถัดไป ถ้าเป็นเราพูด เราคงจะสะใจ พูดแล้วทุกคนหน้าแตกกันหมด พวกหน้าซื่อใจคตทั้งหลาย พวกที่คิดตนเองดีกว่าคนอื่นทั้งหลาย โดนกันหมด สมน้ำหน้า!!!

– แต่พระเยซูกลับไม่อยากพูด พระองค์ไม่ต้องการซ้ำเติมหรือกล่าวโทษบาป ในอดีตของใคร พระองค์มาช่วย ไม่ได้มาพิพากษา

– (แม้แต่ ใน ยอห์น บทที่ 4 เมื่อพระเยซูพูดกับหญิงสะมาเรียที่บ่อน้ำ “เจ้ามีผัวมา 5 คนแล้ว…” ก็ยังเป็นประโยคที่อ่อนโยน ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษเธอ)

– ไม่ว่าเราจะเคยผิดพลาดพลั้งไปในอดีตมามากเพียงใด พระเยซูไม่ประสงค์ที่จะกล่าวโทษ ซ้ำเติมเราในเรื่องบาปนั้น พระเยซูประสงค์ที่จะช่วยเรา ปลดปล่อยเรา ให้อภัยแก่เรา และช่วยเราให้กลับเริ่มต้นชีวิตใหม่

– จิตใจที่ชอกช้ำ หัวใจที่สำนึกผิด เชิญมารับการเยียวยาและการอภัยจากพระเยซูเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:7 ) { ลืมดูตัวเอง }

แนวคิด :

– ฉธบ. 17:2-7 พูดถึง การลงโทษคนที่ทำสิ่งที่น่ารังเกียจในสายพระเนตรของพระเจ้า ด้วยการไปปรนนิบัติพระอื่น นมัสการพระเหล่านั้น ว่า ให้ลงโทษด้วยการเอาหินขว้างให้ตาย โดยพยาน 2-3 คนที่ชี้ความผิดของเขา จะเป็นคนขว้างหินเป็นคนแรก นั่นคือ พยานไม่ได้ทำบาปนั้น แต่พยานยืนยันได้ว่าคนนั้นทำบาปนั้น พยานจึงมีสิทธิขว้างคนแรก

– (ฉธบ. 17:7) ใน​การ​ประ​หาร​ชีวิต​นั้น ให้​พวก​พยาน​ลง​มือ​ก่อน ต่อ​ไป​คน​ทั้ง​ปวง​จึง​ร่วม​มือ​ด้วย…

– แต่ครั้งนี้ต่างออกไป พยานเองก็มีบาปด้วย เมื่อพระเยซู ตรัสว่า “ใคร​ใน​พวก​ท่าน​ไม่​มี​บาป ให้​เอา​หิน​ขว้าง​นาง​ก่อน​เป็น​คน​แรก” เหมือนกับกล่าวว่า “พยานคนใดไม่มีความผิด ก็มีคุณสมบัติขว้างหินเป็นคนแรก”

– “ไม่มีบาป” ที่พระเยซูตรัส ไม่น่าจะหมายถึงไม่มีบาปใดๆเลย เพราะคงไม่มีใครเลยที่เป็นเช่นนั้น (แม้แต่โมเสส) แต่น่าจะหมายถึง ไม่มีบาปที่ทำให้เสื่อมเสีย หรือบาปของการล่วงประเวณีเหมือนหญิงคนนี้

– เพราะว่า ในฉธบ.17:7 ถึงแม้พยานจะเป็นคนบาป แต่ไม่ได้ทำบาปเรื่องการนมัสการพระอื่น ก็มีสิทธิขว้างหินใส่คนที่นมัสการพระอื่น เป็นคนแรก

– นี่จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่พระเยซู ไม่อยากจะตอบพวกเขา จนพวกเขารบเร้าให้ตอบจริงๆ พระองค์จึงตอบ เพราะคำตอบนั้นเป็นการประจานบาปชั่วของทุกคนที่อยู่ที่นั่น

– เมื่อพระองค์จะตอบ เพื่อความเป็นธรรม พระองค์จึงยืนขึ้น แล้วประกาศให้ทุกคนได้ยินพร้อมๆกัน ถึงความบาปชั่วของพวกเขา

การประยุกต์ใช้ :

– เรามักเห็นความผิดของคนอื่นอย่างชัดเจน แต่ไม่สังเกตหรือรับรู้ความผิดของตนเอง

– ก่อนจะกล่าวโทษคนอื่น เราควรขอพระเจ้าทรงช่วยเราพิจารณาตัวเราเองว่า เรามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะตำหนิหรือกล่าวโทษคนอื่นหรือไม่ หรือเราเองที่ควรจะต้องกลับใจ

– ด้วยวิธีนี้ เมื่อเราเห็นความผิดของคนอื่น จะช่วยทำให้เรายิ่งพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:8 ) { ปล่อยเป็นหน้าที่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ }

แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูยืนประกาศกล่าวโทษ คนทั้งปวงที่นั่นแล้ว พระองค์ก้มลงเขียนที่ดินอีก

– ครั้งแรก ไม่อยากพูด จึงก้มหน้าเขียนที่ดิน

– ครั้งนี้ พระองค์ให้โอกาสพวกเขาสำนึกตัว แล้วถอยออกไปอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับพระองค์…โอ้ว!!! พระเยซูของฉัน ช่างอ่อนโยนและเมตตาจริงๆ

– เมื่อพระเยซูประกาศกล่าวโทษแล้ว ก็หมดหน้าที่ของพระองค์ พระองค์ก้มลง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในใจของแต่ละคนให้สำนึกถึงความผิดของตน

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซู ไม่ประสงค์ซ้ำเติมเรา เมื่อเราทำผิด พระองค์ประสงค์ให้เราสำนึกบาปของตน และประสงค์ให้เราสามารถแก้ไขตัวเองอีกครั้ง

– โอ้ว!!! พระเยซูของฉันทรงแสนดี

– การสำนึกบาปเป็นงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์(ยน.16:8) เมื่อถ้อยคำของพระเยซูถูกประกาศออกไป ที่เหลือก็เป็นงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทำงานในจิตใจของผู้คน ดังนั้น จงประกาศพระวจนะ(2 ทธ. 4:2)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:9 ) { คิดผิดที่ถอยห่าง }

แนวคิด :

– “พวกเขา”ในข้อนี้ น่าจะหมายถึง พวกธรรมจารย์และพวกฟาริสี(ข้อ3) ที่ต้องการเอาหินขว้างหญิงคนนั้น ไม่น่าจะรวมถึงพวกสาวกและประชาชนที่แค่ยืนฟัง ไม่ได้ตั้งใจจะเอาหินขว้างหญิงคนนั้น

– “เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่” ตามคำภาษาเดิม “เพสบูเทรอน” (πρεσβυτερων )น่าจะหมายถึง ผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสที่มีตำแหน่งสูง

– จากคนที่มีตำแหน่งสูง จนถึงตำแหน่งเล็กน้อย ทุกคนที่จะเอาหินขว้างเธอ ก็ถอยออกไปอย่างเงียบๆจนหมด ไม่เหลือพวกที่จะเอาหินขว้างเธออีกเลย เหลือแต่พระเยซูผู้มีสิทธิเอาหินขว้างเธอ

– หญิงคนนี้ ถูกพามา เธอเต็มไปด้วยความอับอาย , การกล่าวโทษ และ เตรียมถูกลงโทษ แต่เมื่อเธอมาพบพระเยซู บัดนี้ไม่มีใครเหลือที่จะประณามเธอ ที่จะกล่าวโทษเธอ หรือจะลงโทษเธออีก นอกจากพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อความผิด ความอับอาย การถูกกล่าวโทษ ของเรา มาอยู่ต่อหน้าพระเยซู พระองค์จะทำให้สิ่งเหล่านั้นหายไป กลายเป็นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

– เรื่องน่าเศร้าของพวกธรรมจารย์และพวกฟาริสี คือ เมื่อพวกเขาสำนึกความบาปของตนเอง พวกเขากลับถอยออกไปทีละคน แทนที่จะเข้ามาใกล้พระเยซูแล้วขอการอภัยบาปจากพระองค์

– วันนี้ ไม่ว่าเราผิดพลาดพลั้งไปมากสักเพียงใด อย่ามัวรอช้ารีบเข้ามาหาพระเยซู

– อย่าถอยหนีห่างไปจากพระองค์เหมือนพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:10 ) { ถามเพื่อให้ตระหนัก }

แนวคิด :

– พระเยซูหยุดเขียนที่ดิน แล้วเริ่มมาสนทนากับหญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณีนั้น

– พระเยซูถามหญิงนั้นว่า พวกคนที่จับเธอมาและพยายามจะลงโทษเธอ ไปไหนกันหมดแล้ว

– ที่ถามเช่นนั้นไม่ใช่ เพราะว่าพระเยซูไม่ทราบ แต่เพราะพระเยซูต้องการให้หญิงนั้นตระหนักจนพูดออกมา เพื่อเธอจะรู้ตัวถึงสถานะของเธอ ณ ตอนนี้

– ตอนนี้เธอพ้นจากพวกที่จะลงโทษแล้ว เพราะคนที่จะเอาหินขว้างคนแรก ต้องเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ (ฉธบ. 17:7) พยานเหล่านั้นไปหมดแล้ว

– แต่ยังเหลืออีกคนหนึ่งที่มีสิทธิเอาหินขว้างเธอเป็นคนแรก คือ พระเยซู เพราะพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง เหมือนกรณีของ​นา​ธา​นา​เอล (ยน. 1:47-48) พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรา​เห็น​ท่าน​อยู่​ใต้​ต้น​มะเดื่อ​ก่อน​ที่​ฟี​ลิป​จะ​เรียก​ท่าน” พระเยซูเห็นโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่น

– หน่ำซ้ำ พระเยซูยังเป็นผู้ไม่มีความผิดบาปอีกด้วย ดังนั้นพระเยซูจึงเป็นคนที่มีคุณสมบัติที่จะเอาหินขว้างเธอเป็นคนแรก

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูทรงเปี่ยมด้วยเมตตา พระองค์ประสงค์ให้หญิงนั้นรู้ตัวว่า เมื่อเธอมาอยู่ต่อหน้าพระเยซู เธอปลอดภัยแล้ว พ้นจากการถูกตำหนิ การถูกกล่าวโทษ และ การถูกลงโทษ

– บัดนี้ผู้เดียวที่สามารถลงโทษเธอได้คือพระเยซู แต่เมื่อเธอเห็นในตาที่อ่อนโยนของพระเยซู เธอจึงรู้แน่ว่าพระองค์จะไม่ลงโทษเธออย่างแน่นอน เธอจึงเริ่มเปิดปากพูดกับพระองค์

– วันนี้ พระเยซูประสงค์ให้เราตระหนักเช่นกันว่า เมื่อเรานำความผิดบาปของเรามาต่อหน้าพระเยซู ที่นั่น เราจะพ้นจากการถูกกล่าวโทษ พ้นจากความอับอาย พ้นจากการลงโทษ แต่จะพบกับความรักเมตตาและการให้อภัยจากพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:11 ) { ประโยคสุดซึ้ง }

แนวคิด :

– หญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณี ทูลตอบพระเยซู  “ท่านเจ้าข้า” ไม่มีใครอีกแล้วที่จะเอาโทษฉัน นอกจาก “ท่านเจ้าข้า”

– พระเยซูจึงพูดกับนางว่า แม้พระองค์เป็นผู้ที่มีสิทธิที่จะเอาโทษเธอได้ แต่ พระเยซูก็ไม่เอาโทษเธอ เหมือนกันคนเหล่านั้นที่ไม่มีสิทธิเอาโทษเธอ

– พระเยซูมีสิทธิเอาโทษ แต่ทำตัว “เหมือนกัน” กับ ผู้ไม่มีสิทธิเอาโทษ สรรเสริญพระเยซู!!!

–  ผู้ไม่มีสิทธิเอาโทษ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเขาก็ไม่มีสิทธิเอาโทษ หญิงคนนี้ในความผิดครั้งนี้อีกต่อไป แล้วพระเยซูตรัสกับหญิงนั้นว่า “เราก็ไม่เอาโทษ แบบเดียวกับพวกนั้นเหมือนกัน” นั่นคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พระองค์ก็จะไม่เอาโทษหญิงคนนี้เนื่องจากความผิดครั้งนี้อีกต่อไป

– “จงไปเถิด” ไปไหน? >> ไปให้พ้นจากที่นั่น ที่ที่ผู้คนเขาทำให้เธออับอาย ที่ที่ผู้คนกล่าวโทษเธอ ที่ที่ผู้คนจะลงโทษเธอ >> เราอนุญาตให้เธอพ้นจากที่ที่นั้นได้ ณ บัดนี้

– “และจากนี้ไปอย่าทำบาปอีก” วลีนี้ไม่ใช่คำพูดของผู้ตัดสิน ที่คาดโทษเอาไว้ ว่าถ้าคราวหน้าทำผิดจะโดนลงโทษแน่ๆ แต่เป็นคำพูดของผู้ที่รักหญิงคนนั้นมาก มากจนอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผู้นี้เต็มใจเดินไปสู่การตายอย่างทุกข์ทรมานที่บนกางเขน เพื่อช่วยชีวิตของเธอ ดังนั้น นัยของการพูดนี้ จึงน่าจะหมายถึง เรารักและห่วงใยเธอมาก เธออย่าทำผิดเหมือนเดิมอีกเลยนะ เพราะมันจะทำให้ตกอยู่ในอันตราย ตกกลับเข้าสู่วงเวียนแห่งความอับอายและความอัปยศอีกครั้ง

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อเรานำตัวจริงของเรามาอยู่ต่อหน้าพระเยซู พระองค์ไม่ลงโทษเรา ทั้งที่พระองค์มีสิทธิที่จะลงโทษ

– พระองค์พร้อมที่จะให้อภัยแก่เรา ช่วยเราหลุดพ้นออกจาก ที่แห่งความอับอาย ที่แห่งการถูกกล่าวโทษ และที่แห่งการถูกลงโทษ เพื่อเข้าสู่เสรีภาพอย่างแท้จริงโดยทางพระองค์

– พระองค์ทรงให้อภัยเราแล้ว และพระองค์ประสงค์ให้เรามีชีวิตใหม่ในพระองค์

– พระเยซูทรงช่วยเราพ้นจากผลของบาป และพระองค์ประสงค์ให้เรามีชีวิตใหม่พ้นจากอำนาจของบาปด้วย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:12 ) { ความสว่างแห่งชีวิต }

แนวคิด :

– พระเยซูพูดกับ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ที่กลับมาหาพระองค์อีก ว่า พระองค์เป็นความสว่างของโลก และถ้าใครตามที่ต้อนรับพระองค์ ติดตามพระองค์ จะมีความสว่างแห่งชีวิต

– ความสว่างทำให้เห็นสิ่งต่างๆชัดเจนขึ้น

– (ยน. 1:9) ความ​สว่าง​แท้​​ทำ​ให้​มนุษย์​​เห็น​ความ​จริง​

– พระเยซูเป็นความสว่างของโลก ทำให้เราสามารถเห็นโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่แค่สิ่งลวงตาชั่วคราว มองเห็นในมุมมองของนิรันดร์กาล

– เรามีความสว่างแห่งชีวิต เราสามารถมองเห็นชีวิตตามความเป็นจริง และรู้ว่าเราควรจะดำเนินชีวิตเช่นไร

การประยุกต์ใช้ :

– วันนี้ ถ้าเราดำเนินตามค่านิยมของโลก เราก็จะไม่เห็นความจริงของชีวิต จะเห็นแต่โลกในมุมมองอนิจจังชั่วคราว

– ถ้าเราดำเนินชีวิตตามพระคำของพระเจ้า ตามค่านิยมของพระเจ้า เราจะเห็นชีวิตตามความเป็นจริง ด้วยมุมมองแห่งนิรันดร์ และจะสามารถใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ขณะอยู่ในโลกนี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:13 ) { เหตุผลจอมปลอม }

 แนวคิด :

– พวกฟาริสีตำหนิพระเยซูว่า พระเยซูเป็นพยานให้ตัวเอง ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นพวกเขาจึงสรุปว่าคำพูดของพระเยซูไม่จริง

– ซึ่งเป็นการสรุป ไม่สมเหตุสมผล เขาเพียงแค่หาเรื่องที่จะไม่เชื่อพระเยซูเท่านั้นเอง

– พระเยซูมาจากสวรรค์ ไม่มีมนุษย์คนใดมาจากสวรรค์ ดังนั้นมนุษย์จึงไม่สามารถเป็นพยานให้กับพระองค์ได้

– ถึงกระนั้น พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ได้เป็นพยานให้กับพระเยซูแล้ว ด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ต่างๆที่พระเยซูได้ทรงกระทำนั้น

(ยน. 14:11) จง​เชื่อ​เรา​ว่า​เรา​อยู่​ใน​พระ​บิดา​และ​พระ​บิดา​ทรง​อยู่​ใน​เรา หรือ​มิ​ฉะนั้น​ก็​จง​เชื่อ​เพราะ​กิจ​การ​เหล่า​นั้น

– อย่างไรก็ดี หากต้องการพยานที่เป็นมนุษย์ ก็มียอห์น ผู้ให้บัพติศมา ซึ่งพระวิญญาณสำแดงให้เขารู้ว่า พระเยซูคือพระมาซีฮา เขาก็เป็นพยานประกาศอย่างชัดเจนว่า พระเยซูคือพระมาซีฮา(ยน. 1:32-34)

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อคนไม่อยากจะเชื่อ เขาก็จะหาเหตุผลสารพัดมาอ้าง เพื่อทำให้พวกเขาสามารถไม่เชื่อ ได้อย่างสบายใจ

– เหมือนที่ อ.เปาโล ใช้คำว่า “…ความ​คิด​ที่​มี​เหตุผล​จอม​ปลอม และ​ทิฐิ​มานะ​ทุก​ประการ​ที่ตั้ง​ตัว​ขึ้น​ขัดขวาง​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า…” (2คร. 10:5)

– วันนี้ ไม่ว่าเหตุผลใดๆก็ตาม ที่เราสร้างขึ้นเพื่อที่จะไม่ต้องเชื่อฟังพระเจ้า นั่นเป็นเหตุผลจอมปลอมที่มาจากศัตรูหรือเนื้อหนัง เพื่อล่อเราให้หลงไป ออกนอกทางของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:14 ) { เชื่อก่อนถึงจะเข้าใจ }

 แนวคิด :

– พระเยซู ทรงตอบคำตำหนิของพวกฟาริสี ว่า คำพยานของพระองค์เป็นจริง เพราะพระองค์ทรงมาจากสวรรค์ และมาเพื่อทำพระราชกิจที่พระบิดาในสวรรค์ทรงมอบให้ทำ ดังนั้นเนื่องจากไม่มีใครอื่นที่มาจากสวรรค์ จึงจำเป็นต้องใช้คำพยานของพระองค์เอง

– แต่เนื่องจากพวกฟาริสี ไม่รู้ว่าพระเยซูมาจากสวรรค์และมาเพื่อทำอะไร พวกเขาจึงไม่อาจเข้าใจคำพยานของพระองค์ได้ พวกเขาคิดว่าพระเยซูเป็นลูกของโยเซฟช่างไม้จากกาลิลี ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด

– นั่นคือ พวกฟาริสี ไม่อาจเข้าใจ สิ่งที่พระเยซูบอก เพราะเขาไม่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูพูด ว่า พระองค์มาจากสวรรค์

การประยุกต์ใช้ :

– การเข้าใจพระคำของพระเจ้า เริ่มจากความเชื่อก่อน แล้ว เมื่ออ่านและทำตามจะเกิดความเข้าใจ

– แต่หากจะรอให้เข้าใจก่อน แล้วค่อยเชื่อพระคำของพระเจ้า ตลอดชั่วชีวิตเราไม่อาจจะไม่มีวันเข้าใจพระคำของพระเจ้าตอนนั้นได้เลย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:15 ) { มาตรฐานสวรรค์ }

 แนวคิด :

– ข้อก่อนหน้านี้ (ข้อ 12-13) พระเยซูบอกว่า พระองค์มาจากสวรรค์ เป็นความสว่างของโลก แต่พวกฟาริสีบอกว่า ไม่จริงเพราะพระเยซูไม่ได้ทำตามมาตรฐานของพวกเขา คือให้คนอื่นมาเป็นพยานให้

– พระเยซูบอกพวกฟาริสีว่า พวกเขาเอามาตรฐานของโลก มาตัดสินเรื่องของสวรรค์ การตัดสินของพวกเขาจึงไม่มีทางถูกต้อง

– เพราะนอกจากพวกเขาจะไม่มีทางเข้าใจเรื่องของสวรรค์ได้แล้ว พวกเขายังไม่มีสิทธิตัดสินเรื่องของสวรรค์อีกด้วย

– ขนาดพระเยซูเอง มาจากสวรรค์ พระองค์ยังไม่ตัดสินใครในโลกนี้เลย แม้พระองค์มีสิทธิก็ตาม(ข้อ16)

การประยุกต์ใช้ :

– เราไม่อาจใช้มาตรฐานของโลก ตัดสินเรื่องราวของสวรรค์(เรื่องฝ่ายวิญญาณ)ได้

– สิ่งที่มาตรฐานโลกบอกว่า “นั่นคือความสำเร็จ” “นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง” “นั่นคือสิ่งที่เราควรปรารถนา ควรแสวงหามันด้วยสุดกำลัง” ,ฯลฯ

– สิ่งเหล่านั้น อาจตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง กับ “ความสำเร็จ” “ความถูกต้อง” “สิ่งน่าปรารถนา” “สิ่งควรแสวงหา” ตามมาตรฐานของสวรรค์ ก็เป็นได้

– พระวจนะของพระเจ้า จะเป็นตัวชี้ให้เราเห็นมาตรฐานของสวรรค์ ซึ่งคนละเรื่องกับมาตรฐานแห่งโลกนี้เลย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:16 ) { ร่วมกับพระบิดา }

 แนวคิด :

– พระเยซูบอกพวกฟาริสีว่า ครั้งนี้พระองค์จะไม่พิพากษา เพราะครั้งนี้พระองค์ไม่ได้มาเพื่อพิพากษาใคร(ข้อ15) แต่ถึงแม้ว่า ถ้าพระองค์จะพิพากษา พระองค์ก็มีสิทธิ และคำพิพากษาของพระองค์ก็ถูกต้อง เพราะว่าพระองค์พิพากษาร่วมกับพระบิดา

– นั่นคือ การกระทำใดๆหรือการตัดสินใดๆของพระเยซู พระองค์ปรึกษาพระบิดาเสมอ

การประยุกต์ใช้ :

– แม้แต่พระเยซู ไม่ว่าพระองค์จะทำอะไร จะพูดอะไร หรือ ตัดสินเรื่องใดๆ พระองค์ยังต้องปรึกษาพระบิดา ซึ่งทำให้พระองค์ได้รับสิทธิ แม้กระทั่งสิทธิการพิพากษาและกระทำได้อย่างถูกต้อง

– ดังนั้น เราเองก็ควรตามอย่างของพระเยซู โดยการปรึกษาพระบิดาทุกเรื่องในชีวิต เพื่อให้คำพูดและการกระทำ รวมทั้งการตัดสินใจของเรา ได้รับการรับรองจากพระบิดา และจะทำได้อย่างถูกต้องเสมอ

– วันนี้ เราทำสิ่งต่างๆร่วมกับพระบิดาอยู่ หรือ ทำโดยลำพัง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:17 ) { กติกาของใคร? }

 แนวคิด :

– ข้อนี้ พระเยซูทรงตอบพวกฟาริสี ที่กล่าวหาว่า พระเยซูพูดไม่จริง เพราะพระเยซูทำผิดกติกาของพวกเขาที่ต้องมีคนอื่นมาเป็นพยานให้

– โดยพระองค์ตอบพวกเขา ตามบัญญัติของพวกเขา ว่า “ใน​ธรรม​บัญ​ญัติ​ของ​ท่าน​เขียน​ไว้​ว่า คำ​พยาน​ของ​คน​สอง​คน​ย่อม​เชื่อ​ถือ​ได้”

– ใน พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า “ต้องใช้คำพยานสองคนในทุกเรื่อง” ใน ฉธบ. 17:6  กล่าวว่า “ผู้​ที่​ถูก​กล่าว​โทษ​ถึง​ตาย​นั้น ให้​มี​พยาน​สอง​หรือ​สาม​ปาก จึง​ให้​ปรับ​โทษ​ถึง​ตาย​ได้ ห้าม​ลง​โทษ​ใคร​ถึง​ตาย​ด้วย​พยาน​ปาก​เดียว”

– แต่ ธรรมบัญญัติของพวกยิว ซึ่งเป็นการขยายความแล้วถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ กล่าวว่า “จะไม่มีการพิจารณาคดีใดๆโดยใช้พยานปากเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน เรื่องชีวิต หรือความตาย ตาม ฉธบ. 17:6 ” (จาก Mishnah Maccot c.1. sect. 7.)

– ซึ่งในข้อต่อไป พระเยซูกำลังอธิบายว่า แม้แต่ใช้กติกาของพวกเขา คำกล่าวของพระองค์ก็ยังคงเป็นจริงอยู่ดี(ข้อ 18)

– พวกเขาตั้งกฏของตนเองขึ้นมา แล้วนำมาพิจารณาเรื่องราวของพระเจ้า โดยไม่เชื่อกฏของพระเจ้า ซึ่งทรงสำแดงด้วยคำตรัสของพระเยซู ซึ่งได้รับการรับรองด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงทำนั้น

การประยุกต์ใช้ :

– พระเยซูไม่เห็นจะต้องไปแคร์พวกฟาริสีเหล่านี้เลย ไม่เชื่อก็ตามใจ เดี๋ยวก็ตกนรกลง – – แต่ด้วยพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงพยายามอธิบายให้พวกเขาเข้าใจ แม้กระทั่งทรงยอมยกข้อบัญญัติของพวกเขา ก็เพื่อพยายามอธิบายพวกเขาเข้าใจและเชื่อ

– จงระวังท่าทีแบบพวกฟาริสี คือ ตั้งกติกาของตนเองขึ้นมา และ เมื่อพระคำของพระเจ้าไม่ตรงกับกติกาของตนเอง ก็สรุปว่า พระคำของพระเจ้าล้าสมัย หรือไม่ได้ผล

– แนวคิด ค่านิยม ปรัชญา กฏเกณฑ์ กติกา ใดๆก็ตาม ล้วนแต่ไม่สำคัญ หากสิ่งนั้นขัดกับพระคำของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:18 ) { พระเจ้ารับรอง }

 แนวคิด :

– พระเยซูทรงตอบพวกฟาริสี ที่หาว่า คำพยานของพระเยซูไม่เป็นความจริง เนื่องจากไม่มีใครเป็นพยานยืนยัน

– พระองค์ตอบว่า นอกจากพระองค์เป็นพยานให้พระองค์เองแล้ว พระบิดาผู้ทรงใช้พระองค์มาก็ทรงเป็นพยานให้ด้วย โดยหมายสำคัญการอัศจรรย์ต่างๆที่พระเยซูทำ โดยพระสุรเสียงที่ตรัสจากฟ้าสวรรค์เมื่อพระองค์บัพติศมาในน้ำ และโดยคำกล่าวของยอห์นที่บอกว่าพระเจ้าบอกกับเขา

– เมื่อพระบิดาทรงใช้พระเยซูมา และพระเยซูทำตามที่พระบิดาสั่ง พระบิดาจึงเป็นพยานรับรองสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำนั้น

การประยุกต์ใช้ :

– หากชีวิตของเรา ทำตามที่พระเจ้าทรงนำ ที่พระเจ้าทรงบัญชา ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวลอีกเลย เพราะพระเจ้าจะทรงรับรองและร่วมงานกับเรา ในภารกิจที่พระองค์ทรงมอบหมายให้เราทำนั้น

– วันนี้ ในการตัดสินใจ เลือกทำอะไร หรือไม่ทำอะไร เราได้ใส่ใจกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ต่อการกระทำเหล่านั้นมากเพียงใด?

– การกระทำใดๆที่เป็นการเชื่อฟังพระเจ้า เป็นหน้าที่ของพระองค์เองที่จะรับรองการกระทำนั้นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:19 ) { ไม่รู้จัก }

 แนวคิด :

– เมื่อพระเยซูบอกพวกฟาริสีว่า ผู้เป็นพยานให้แก่พระองค์คือ พระบิดา(ข้อ 18) พวกฟาริสีจึงย้อนถามแกมเยาะเย้ยพระเยซูว่า  แล้วพระบิดาของพระเยซูอยู่ที่ไหนละ?

– พระเยซูจึงตอบพวกเขาอย่างสุภาพว่า ที่เขาถามเช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่รู้จักพระเยซูจริงๆและไม่รู้จักพระเจ้าพระบิดา

– เพราะถ้าพวกเขารู้จักพระเยซู โดยเชื่อคำพูดของพระองค์ ว่าพระองค์ทรงเป็นพระมาซีฮา พวกเขาก็จะรู้จักพระเจ้าพระบิดาได้ ผ่านทางคำสอนและการกระทำของพระบุตรของพระบิดา

การประยุกต์ใช้ :

– ถ้าเราไม่ยอมเชื่อ พระคำของพระเจ้าจริงๆ เราก็ไม่สามารถรู้จักกับพระเยซูได้จริงๆ

– ถ้าเราไม่รู้จักพระเยซู เราก็ไม่สามารถรู้จักกับพระเจ้าได้

– เรารู้จักกับพระเยซูได้ โดย เชื่อในคำสอนของพระองค์ แล้วปฏิบัติตาม แล้วเราก็จะรู้จักกับพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:20 ) { จังหวะของชีวิต }

 แนวคิด :

– พระเยซูตรัสว่า พระองค์เป็นความสว่างของโลก(ข้อ 12) พระบิดาก็เป็นพยานให้กับพระองค์ (ข้อ 18) และ ถ้าใครรู้จักพระองค์ก็จะรู้จักพระบิดา(ข้อ 20)

– พระองค์ตรัสคำเหล่านี้ที่คลังเงิน

– “คลังเงิน” เรียกอีกอย่างว่า “ลานของพวกผู้หญิง” เพราะว่า ผู้หญิงไม่สามารถเข้าไปได้ใกล้พระวิหารมากกว่านี้ มาได้ใกล้ที่สุดแค่นี้ มาเพื่อถวายทรัพย์ในตู้เก็บเงินถวาย ซึ่งมีตู้เก็บเงินอยู่ 13 ใบ หญิงม่ายที่ถวาย 2 เหรียญทองแดงก็ถวายที่บริเวณนี้ (มก. 12:41-42)

– พระองค์ตรัสสิ่งเหล่านี้ที่นี่ เพื่อให้คนทั้งหลายทั้งผู้หญิงด้วย ได้ยินสิ่งที่พระเยซูกล่าวนี้

– สิ่งน่าสนใจ คือ พระเยซูไม่ได้กล่าวคำเหล่านี้ ที่ลานของคนต่างชาติข้างนอก แสดงว่าไม่ใช่พระองค์ต้องการให้คนได้ยินมากๆ แต่ต้องการให้คนได้ยินมากที่สุดเท่าที่จำเป็น เพราะภารกิจพระเยซูเสด็จมาบังเกิด ไม่ใช่เพื่อประกาศกับคนต่างชาติแต่ประกาศให้คนอิสราเอลรับรู้

– ไม่มีใครจับกุมพระองค์ ทั้งที่ในเวลานั้น มีหลายคนที่อยากจับกุมพระองค์ และ พวกเขามีอำนาจที่จะสั่งคนมาจับกุมพระองค์ด้วย แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาของพระเจ้า ต่อให้อยากแค่ไหน ต่อให้มีอำนาจมากเพียงใด ก็ไม่สามารถทำสำเร็จได้

การประยุกต์ใช้ :

– การรับใช้ของพระเยซู สิ่งที่พระองค์สนใจมากกว่าปริมาณผู้คน หรือ ความสำเร็จ ก็คือ การทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา และอยู่ในเวลาแห่งแผนการของพระบิดา

– พระเจ้ามีเวลาสำหรับทุกสิ่ง ถ้าไม่ถึงเวลาที่กำหนดไว้ ต่อให้ปรารถนามากเพียงใด หรือจะพยายามมากเพียงใด มันก็ยังจะไม่เกิดขึ้นอยู่ดี

– เป็นการดีที่เราจะเพียรรอคอยพระเจ้า ดำเนินจังหวะของชีวิต ตามการทรงนำของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:21) { ก่อนจะสายเกินไป }

แนวคิด :
– พระเยซูกับพวกยิวว่า วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อพระองค์จากโลกนี้ไป แล้วเวลานั้นพวกเขาจะแสวงหาพระมาซีฮา แต่จะไม่พบเพราะว่ามันสายเกินไปแล้ว พวกเขาจะตายเพราะบาปของเขาโดยปราศจากการยกโทษบาป เพราะพวกเขาปฏิเสธพระเยซู พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้าที่พระเยซูทรงอยู่ได้

การประยุกต์ใช้ :
– มีเวลาที่จะพบกับพระเยซู มีเวลาสำหรับการกลับใจใหม่
– หากจะกลับใจ หากจะวางใจ จงรีบทำก่อนที่จะสายเกินไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:22) { เกินไป๊!!! }

แนวคิด :
– พวกยิว กล่าวถึงพระเยซูอย่างเหยียดหยาม ต่อประโยคที่พระองค์พูดว่า “ที่ที่เราจะไปนั้นท่านไปไม่ได้” ทั้งที่พระเยซูพูด หมายความว่าเพราะพวกเขาไม่เชื่อพระองค์ พวกเขาปฏิเสธพระองค์ พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าสู่บ้านของพระบิดาของพระองค์ คือสวรรค์สถานได้

– แต่พวกเขากลับพูดว่า ประโยคนั้นแสดงว่า พระเยซูจะฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นการเหยียดหยามกันสุดๆ

– คือว่า พวกยิวเชื่อว่า คนที่ฆ่าตัวตายจะไปอยู่ในขุมนรก “เกเฮนนา” (จากงานเขียนของ โจเซฟัส นักประวัติศาสตร์ยิว เรื่อง War of Jews เล่มที่ 3 บทที่ 8 ข้อที่ 5) ซึ่งคนยิวดีๆอย่างพวกเขาไม่มีทางไปที่นั่นหรอก ดังนั้นถ้าพระเยซูไปนรก พวกเขาคงตามไปไม่ได้ซะแล้ว

– โหว!!! เกินไป๊!!! เหยียดหยามกันแรงเกินไป !!!

– แต่เมื่อเราดูการตอบของพระเยซูในข้อต่อมา พบว่า พระองค์กลับตอบกลับพวกเขาอย่างอ่อนสุภาพ

การประยุกต์ใช้ :
– เมื่อจิตใจของใครแข็งกระด้าง เพราะเหตุไม่ยอมเชื่อในพระตรัสของพระเจ้า คนนั้นจะเห็นผิดเป็นชอบ เห็นดีเป็นชั่ว

– พวกเขาจะเหยียดหยาม พระองค์ผู้สมควรยำเกรงและสมควรแก่การสรรเสริญ

– วันนี้ เราเชื่อในคำตรัสของพระเยซูหรือไม่? ถ้า “ไม่ยอมเชื่อ” เรากำลังเดินไปในเส้นทางเดียวกับคนเหล่านั้นที่เหยียดหยามพระเยซู

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:23) { มาจากสวรรค์ }

แนวคิด :
– พระเยซูตอบคำเหยียดหยาม(ข้อ22) ด้วยคำอธิบายอย่างอ่อนสุภาพ

– พวกเขาเป็นของเบื้องล่าง คือเริ่มต้นมาจากโลกนี้ แต่พระองค์เป็นของเบื้องบน คือเริ่มต้นมาจากสวรรค์ แม้พระองค์ไม่ได้เอาร่างกายของพระองค์มาจากสวรรค์ แต่ก่อร่างขึ้นในครรภ์ของหญิงพรหมจารีบริสุทธิ์ แต่แหล่งที่มาของร่างกายของพระองค์ในโลกนี้ ไม่ได้เริ่มจากโลกนี้ แต่เริ่มจากในสวรรค์

– ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นของโลกนี้ มุมมองของพวกเขาจึงเป็นมุมมองแบบโลกนี้

– แต่พระองค์ไม่ได้เป็นของโลกนี้ มุมมองของพระองค์จึงไม่เป็นเหมือนของโลกนี้ แต่แบบมุมมองของสวรรค์

– ด้วยเหตุนี้ หากพวกเขาจะเข้าใจ ถ้อยคำของพระองค์ พวกเขาต้องให้มุมมองแบบสวรรค์ คือ มองด้วยสายตาแห่งความเชื่อ ก็จะเข้าใจได้ แต่พวกเขาไม่เชื่อ(ข้อ24)

หมายเหตุ : เบื้องบน หมายถึง สวรรค์ ดูเพิ่มเติมได้จาก คส. 3:1 และ ยน. 3:31

การประยุกต์ใช้ :
– ชีวิตของมนุษย์เริ่มต้นจากโลก ดังนั้นมนุษย์จึงเป็นของโลก มีมุมมองแบบโลก

– จนกระทั่งเราต้อนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ สิ่งที่เกิดขึ้นในฝ่ายวิญญาณนั้น คือ ชีวิตของเราตายไปพร้อมกับพระคริสต์ แล้วเกิดชีวิตใหม่ในระดับจิตวิญญาณ ภายในเรา

– ดังนั้น วันนี้ เราจึงไม่ได้เริ่มต้นจากโลกอีกต่อไป นั่นคือ เราไม่ใช่ของโลกอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องมีมุมมองแบบโลกอีกต่อไป

– แต่เราเกิดจากพระเจ้า เริ่มต้นชีวิตใหม่ขึ้นมาโดยพระเจ้า ผู้สถิตในสวรรค์ เราจึงเป็นของพระเจ้า เราเป็นประชากรของสวรรค์ เราจึงมีมุมมองแบบสวรรค์

– คือ มองทุกสิ่งด้วยสายตาแห่งความเชื่อในพระคำ ไม่ใช่ตามที่ตามองเห็น แต่เชื่อพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้ทรงตรัสกับเราไว้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:24) { ตายเพราะไม่ยอมเชื่อ }

แนวคิด :
– พระเยซูทรงตอบพวกยิวว่า พวกเขากำลังจะตาย กำลังจะพินาศเพราะบาปของตัวเอง แต่พระเยซูคือพระมาซีฮา ผู้จะมาช่วยพวกเขาพ้นจากความตายนั้น เพียงแค่พวกเขาเชื่อในพระองค์

– แต่ถ้าพวกเขาไม่ยอมเชื่อว่าพระเยซูเป็นผู้นั้นที่จะมาช่วยพวกเขา สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาคือ จะไม่ได้รับการช่วย แล้วจะตาย จะพินาศเพราะบาปของตนเอง

– เปรียบเสมือนกับ คนที่กำลังจะจมน้ำตายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น เมื่อมีหน่วยกู้ภัยมาเพื่อช่วยชีวิตของเขา แต่เขากลับปฏิเสธ ไม่ยอมรับการช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยนั้น ในที่สุดเขาจะจมน้ำตายเพราะการไม่ปฏิเสธความช่วยเหลือนั้น

การประยุกต์ใช้ :
– พระเยซูทรงช่วยเราพ้นจากบาปได้ และทรงช่วยเราพ้นจากอำนาจของบาปได้ และทรงช่วยเราพ้นจากอิทธิพลของบาปได้

– เพียงแต่เราเชื่อว่าพระองค์ทรงช่วยเราได้ และปรารถนาที่จะได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์ ด้วยการร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์

– เราจะได้รับการช่วยกู้อย่างแน่นอน

– พระเยซูตรัสว่า “…​ผู้​ที่มา​หา​เรา เรา​ก็​จะ​ไม่​ทิ้ง​เขา​เลย​” ยน. 6:37

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:25) { พระเยซูเป็นใคร? }

แนวคิด :
– พวกยิวถามพระเยซู “แกเป็นใครวะ? (ถึงมาพูดแบบนี้)” ซึ่งพวกเขาพูดดูถูกพระเยซูมาตั้งแต่ ข้อ 22 แล้ว

– พระเยซูทรงตอบพวกเขา ด้วยความอ่อนสุภาพ โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า ที่เขาไม่รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร ไม่ใช่พวกเขาไม่รู้ เพราะพวกเขาได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้วว่า พระองค์บอกว่า พระองค์เป็นความสว่างของโลก (ข้อ 12) พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์

– แต่เหตุที่พวกเขาไม่รู้จักพระเยซู ก็เพราะ พวกเขาไม่ยอมเชื่อในถ้อยคำที่พระเยซูทรงตรัสนั้น

– นั่นคือ พระเยซู ตอบว่า “ท่านเคยได้ยินแล้วว่าเราเป็นใคร คิดดูดีๆ แต่ที่ท่านไม่รู้เพราะท่านไม่เชื่อที่เราบอกท่าน จงเชื่อเถิด”

การประยุกต์ใช้ :
– พระเยซูทรงอ่อนสุภาพ และ ปรารถนาให้คนทั้งหลาย รวมทั้งพวกที่ดูถูกพระองค์ ได้รู้จักพระองค์ โดยการเชื่อในคำตรัสของพระองค์  เพื่อจะพวกเขาจะได้รับการช่วยกู้ทางพระองค์

– วันนี้ สำหรับเรา “พระเยซูเป็นใคร?” ไม่เกี่ยวกับว่าเราได้ยินอะไร มากแค่ไหน แต่เกี่ยวกับว่า เราเชื่อมากแค่ไหนว่า “พระเยซูทรงเป็นอย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้จริงๆ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:26) { เลือกที่จะไม่พูด }

แนวคิด :
– พระเยซูตอบพวกยิวว่า พระองค์สามารถกล่าวตำหนิและพิพากษาพวกเขา ในความผิด ความเย่อหยิ่ง ความหน้าซื่อใจคตของพวกเขาได้มากมาย

– แต่เนื่องจาก พระบิดาผู้ทรงสัตย์จริง ทรงสัญญาไว้และจะทรงรักษาสัญญา คือ ส่งพระผู้ช่วยให้รอดไม่ได้มาพิพากษาโลก แต่มาเพื่อช่วยคนบาปให้รอด

– ดังนั้น พระเยซูจึงไม่พูดตำหนิหรือพิพากษาพวกเขา แต่จะพูดเฉพาะสิ่งที่พระบิดาประสงค์ให้พระองค์พูดเท่านั้น

การประยุกต์ใช้ :
– พระเยซูมีสิทธิที่จะพูดตำหนิพวกเขา แต่พระองค์เลือกไม่ใช้สิทธินั้น เพื่อจะทำตามพระทัยของพระบิดา

 – วันนี้อาจจะเป็นสิทธิของเราที่จะทำอะไรบางอย่าง แต่ เป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่เราจะเลือกไม่ใช้สิทธิบางอย่าง เพื่อเป็นการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:27) { ทำไมไม่เข้าใจ? }

แนวคิด :
– แม้ว่าก่อหน้านี้ พระเยซูพูดกับพวกเขา อย่างชัดเจนว่า พระองค์เป็นความสว่างของโลก(ข้อ12) พระบิดาทรงใช้พระองค์มา(ข้อ18) พระองค์มาจากสวรรค์(ข้อ23)

– ถีงกระนั้น พวกเขาก็ไม่เข้าใจว่า ผู้ที่สัตย์จริง ผู้ที่ทรงใช้พระเยซูมานั้น หมายถึง พระเจ้าพระบิดา

– เหตุที่พวกเขาไม่เข้าใจ ก็เพราะว่า พวกเขาไม่เชื่อในคำตรัสของพระเยซู ดังนั้นพวกเขาฟังแล้วฟังเล่าแต่ก็ไม่เข้าใจ ดูแล้วดูเล่าแต่ก็มองไม่เห็น

การประยุกต์ใช้ :
– การเข้าใจพระคำของพระเจ้า จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยความเชื่อ

– ไม่ว่าเราจะได้ยินมามากสักเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าไม่ฟังด้วยความเชื่อมั่นว่าพระคำเหล่านั้น เป็นจริงอย่างแน่นอน ก็ก็ไม่อาจจะเข้าใจพระคำตอนนั้นได้อย่างแท้จริง

– วันนี้ วิธีที่จะทำให้เราเข้าใจพระคำของพระเจ้ามากขึ้น ก็คือ เชื่อในพระคำของพระเจ้าข้อนั้นอย่างไม่สงสัยเลยว่า พระคำตอนนี้เป็นจริงอย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:28) { แล้วท่านก็จะรู้ }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิวว่า เมื่อพวกเขาจับพระเยซูตรึงบนไม้กางเขน(เมื่อ​พวก​ท่าน​ยก​บุตร​มนุษย์​ขึ้น)  แล้วพวกเขาจะรู้ว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮา และรู้ว่าพระเยซูเสด็จมาเพื่อทำตามพระทัยของพระบิดา

– พูดง่ายๆคือ พระเยซูบอกว่า เดี๋ยวเราตาย แล้วก็จะรู้จักเราเอง

– เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ นายร้อยและพวกทหารที่โคนกางเขนพูดว่า “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​จริงๆ” (มธ. 27:54)

– หลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม แล้วเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมา จากนั้นมีคนยิวมากมายกลับใจมาเชื่อวางใจในพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :
– การรู้จักกับพระเจ้า เป็นพระคุณของพระเจ้า ที่ประทานแก่ทุกคนที่เปิดใจต่อพระองค์

– พวกยิวทำอะไรหรือ พวกเขาถึงมารู้จักกับพระเจ้า?

– ความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า พวกเขาทำอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าพระเยซูทำอะไรเพื่อเขา พระองค์ตายเพื่อเขาจะมารู้จักกับพระเจ้าได้

– เมื่อพวกเขาเปิดใจต่อพระองค์ เชื่อในพระองค์ แล้วสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำเพื่อเขาก็สำเร็จสมบูรณ์ในตัวพวกเขา

– วันนี้ พระเจ้าพร้อมที่จะเปิดเผยพระองค์เองแก่เรามากขึ้น ไม่ขึ้นกับการกระทำของเรา แต่ขึ้นกับสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำแล้วเพื่อเรา เราสามารถรู้จักพระองค์มากขึ้นได้ โดยการเปิดใจต่อพระองค์ ต่อถ้อยคำของพระองค์ในวันนี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:29) { ไม่มีทรงทิ้งเราไว้ลำพัง }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิวว่า เมื่อพระเยซูถูกพวกเขาตรึงบนไม้กางเขนแล้ว(ข้อ 28) พวกเขาจะรู้ว่าพระบิดาทรงสถิตกับพระเยซู และไม่ทอดทิ้งพระเยซูเลย เพราะพระเยซูทำตามพระทัยพระบิดาเสมอ

– ดูเหมือนว่า ในเวลาต่อมา พระเยซูจะตรัสเอง บนไม้กางเขนว่า “พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ ทำไม​พระ​องค์​ทรง​ทอดทิ้ง​ข้า​พระ​องค์​เสีย?” (มธ. 27:46) ดูราวกับว่าพระบิดาทิ้งพระเยซูเสียแล้ว

– แต่พระบิดาไม่ทิ้งพระเยซู เพราะพระเยซูเชื่อฟังพระบิดา ทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา ยอมตายบนไม้ ดังนั้นในวันที่สาม พระบิดาทรงให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นมาจากความตาย

– แล้วจากเหตุการนั้น คนทั้งหลาย รวมทั้งพวกยิวจำนวนมาก ก็ได้เชื่อวางใจในพระเยซู และเป็นพยานเรื่องการที่พระบิดาสถิตกับพระเยซูและไม่ทอดทิ้งพระเยซูไว้ลำพัง โดยทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

การประยุกต์ใช้ :
– ดูเหมือนพระบิดาจะทอดทิ้งพระบุตร แต่ความจริงพระบิดาไม่เคยทิ้งพระบุตรไว้ลำพังเลย

– เหมือนกับเรา บางครั้งดูเหมือนพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกล พระองค์ทิ้งเราแล้วหรือ? เปล่าเลยพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเราให้อยู่ลำพังเลย พระองค์พร้อมอยู่แล้วสำหรับการช่วยกู้เรา เพียงแต่พระองค์มีเวลาและวาระอันเหมาะสมและดีที่สุดสำหรับเราเตรียมไว้

– พระบิดา ไม่ทอดทิ้งพระบุตร เพราะพระบุตรทำตามชอบพระทัยพระบิดาเสมอ

– แต่ส่วนเราเล่า หลายต่อหลายครั้ง เราดื้อดึง ไม่ยอมทำตามพระทัยพระบิดา แล้ว พระบิดาจะทรงทิ้งเราหรือไม่?

– พระเจ้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเรา

– วันนี้เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระบิดาทรงรับเราไว้ พระองค์ทรงยอมรับเรา ไม่ใช่เพราะการกระทำดีใดๆของเราเลย แต่เพราะทางพระเยซูคริสต์ เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซู พระบิดายอมรับชีวิตของเรา ผ่านทางพระเยซู

– วันนี้ เมื่อพระบิดามองลงมายังชีวิตของเรา สิ่งที่เห็นในชีวิตของเรา ไม่ใช่นิสัยที่ดีหรือไม่ดีของเรา แต่ทรงเห็นคือ “การทำตามชอบพระทัยพระบิดาของพระเยซู” เพราะว่าเราอยู่ในพระเยซูและพระเยซูอยู่ในเรา ดังนั้น เมื่อมี “การทำตามชอบพระทัยพระบิดา” มากมายอยู่ในชีวิตของเราเช่นนี้ ดังนั้น พระบิดาไม่มีวันทอดทิ้งเรา

– ขอบคุณพระเยซู !!!

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:30) { เป็นงั้นไป!!! }

แนวคิด :
– เมื่อพระเยซูพูดกับพวกยิว ตั้งแต่ข้อ 12 เรื่อยมา การตอบสนองของพวกยิวคือ

> “แกพูดโกหก ไม่เป็นความจริง” (ข้อ13)

> “ไหนละพระบิดาที่พูดถึง?” (ข้อ19)

> “สงสัยมันจะฆ่าตัวตาย แล้วไปลงนรก เชอะ! พวกเราไม่ไปด้วยหรอก” (ข้อ22)

> “แกเป็นใครวะ กล้าดียังไงมาพูดแบบนี้” (ข้อ25)

และหลังพูดตั้งนานพระคัมภีร์บันทึกว่า “พวกเขาไม่เข้าใจ” (ข้อ27)

หลังจากนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในข้อที่ 30 นี้ก็คือ “มีคนเป็นอันมากเชื่อในพระองค์”

– อ้าว!!! เป็นงั้นไป!!! งง…เลย

การประยุกต์ใช้ :
– เมื่อพระเยซูกล่าวคำตรัสที่พระบิดาทรงให้พระเยซูพูด ในสายตาของมนุษย์ดูจากสถานการณ์แล้ว ไม่น่าจะเกิดผล แต่เมื่อพระคำของพระเจ้าถูกกล่าวออกไป จะเกิดผลตามวิธีการของพระองค์

– วันนี้เมื่อเรากล่าวพระคำของพระเจ้า หรือโพสต์พระคำของพระเจ้า หรือ แชร์พระคำของพระเจ้าออกไป อาจดูเหมือนไม่มีใครสนใจ อาจมีบางคนด่ากลับมาด้วยซ้ำไป อย่าอ่อนระอาใจ จงทำต่อไป ในเวลาที่เหมาะสมพระคำของพระเจ้าที่ถูกหว่านออกไปนั้น จะเกิดผล นำพาความชื่นยินดีมาสู่ตัวเราและผู้คนมากมาย

– อย่า​ให้​เรา​เมื่อย​ล้า​ใน​การ​ทำ​ดี เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​ไม่​ท้อ​ใจ​แล้ว เรา​ก็​จะ​เก็บ​เกี่ยว​ใน​เวลา​อัน​สม​ควร(กท. 6:9)

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:31) { สาวกอย่างแท้จริง }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิวที่เชื่อวางใจในพระองค์(ข้อ 30) ว่า สิ่งที่ชี้วัดว่าใครสักคนหนึ่ง เป็นสาวกแท้จริงของพระเยซู ไม่ใช่เชื่อพระองค์แบบอารมณ์ฉาบฉวย คือ คนๆนั้นจะยึดมั่นในคำสอนของพระเยซู

– ยึดมั่นในคำสอน คือ ไม่หวั่นไหว แม้เผชิญสถานการณ์ใดๆ ยังคงเชื่อและวางใจ จนแสดงออกมาเป็นการกระทำแห่งการเชื่อฟังอยู่เสมอ

– ไม่เพียงแค่ต้อนรับความจริง แต่ยังคงยึดคำจริงนั้นไว้มั่น และดำเนินตามทางแห่งความจริงนั้น

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราเป็นสาวกอย่างแท้จริงของพระเยซูแล้วหรือยัง?

– วันนี้ เรารับเชื่อข่าวประเสริฐของพระเยซูแล้ว เรายังคงยึดมั่นในความเชื่อนั้นอยู่หรือไม่? เรายังคงดำเนินชีวิตสอดคล้องกับความเชื่อในข่าวประเสริฐนั้นอยู่หรือเปล่า?

– คนที่ปล่อยให้ความผิดพลาดพลั้งบาปที่ผ่านมา เกาะกินหัวใจ แล้วถ่วงชีวิตของท่านอยู่ ท่านยังไม่ได้ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับข่าวประเสริฐอย่างแท้จริง >> เมื่อเชื่อว่าบาปของเรารับการอภัยแล้ว เหตุใดจึงยอมให้มันฟ้องผิดชีวิตของเราอีกต่อไปเล่า

– คนที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวในการบาป โดยไม่คิดจะกลับใจจากบาปนั้น ท่านยังไม่ได้ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับข่าวประเสริฐอย่างแท้จริง >> ไม่มีคนที่สะอาดเอี่ยมแล้วคนไหน ที่มีความสุขกับสิ่งสกปรกโสโครกอีกต่อไปได้

– ได้เวลาเป็นสาวกที่แท้จริงของพระเยซูแล้ว โดยการยึดถ้อยคำของพระองค์ไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยมืออีกเลย

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:32) { สัจจะทำให้เป็นไท }

แนวคิด :
– พระเยซูพูดกับคนที่วางใจในพระองค์(ข้อ 30) ว่า ถ้าพวกเขายึดมั่นในคำสอนของพระเยซู นอกจากจะเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าพวกเขาเป็นสาวกที่แท้แจริงแล้ว การยึดมั่นนั้นยังทำให้พวกเขารู้จักสัจจะอีกด้วย

– สัจจะ ในที่นี้หมายถึง ความจริงที่พระเยซูได้สำแดงเกี่ยวกับพระเจ้า (ข้อ 40)

– และสัจจะที่พวกเขารู้จักนี้ จะทำให้พวกเขาเป็นไท เป็นไทจริงๆ(ข้อ36) มีเสรีภาพที่แท้จริง พ้นจากการเป็นทาสของบาป และ ของกฏบัญญัติ

– สิ่งที่น่าสังเกต คือ สัจจะเป็นผู้กระทำให้เป็นไท เราไม่ต้องทำเอง ไม่ต้องทำอะไร ขอแค่ให้รู้จักสัจจะจริงๆ ก็เพียงพอแล้ว

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ “เรารู้จักสัจจะ” จริงๆหรือเปล่า?

– คนที่ได้ยินความจริงแห่งพระคำของพระเจ้า อาจจะยังไม่รู้จักความจริงนั้นก็ได้ จนกว่าเขาจะยึดมั่น เชื่อและทำตามในความจริงแห่งพระคำของพระเจ้า เมื่อนั้นเขาจะรู้จักความจริงแห่งพระคำของพระเจ้า

– และเมื่อเขารู้จักแล้ว ความจริงแห่งพระคำของพระเจ้านั้น จะช่วยให้เขาพ้นจากโซ่ตรวน จากการเป็นทาส จากกับดัก ที่คอยขัดขวาง โจมตีชีวิตของเขาอยู่

– เราจะสามารถลิ้มรส ความประเสริฐในความจริงแห่งพระคำของพระเจ้า ก็ต่อเมื่อเราเชื่อและทำตามพระคำของพระเจ้าเท่านั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:33) { ไม่ได้เป็นทาสนี่นา }

แนวคิด :
– เมื่อพระเยซูตรัสว่า สัจจะทำให้ท่านเป็นไท บางคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางประชาชน ซึ่งพวกเขาไม่น่าจะเป็นกลุ่มคนเดียวกับคนที่วางใจในพระเยซูในข้อ 30

– พวกเขากล่าวว่า เราไม่เคยเป็นทาสสักหน่อย ทำไมเราถึงต้องการขอให้ใครมาช่วยให้เราเป็นไท

– ซึ่งความจริงแล้วบรรพบุรุษของเขา ตกเป็นทาสในอียิปต์ 400 ปี  และหลังจากรวมเป็นชาติอิสราเอลในสมัยต่อมาแล้ว พวกเขายังตกเป็นทาสอีกกว่า 600 ปี โดยตกเป็นของ บาบิโลน , เปอร์เซีย , กรีก และ โรม

– พวกเขาภาคภูมิใจในการเป็นเชื้อสายของอับราฮัม มากกว่า การเชื่อฟังพระเจ้าของอับราฮัม

– และความภูมิใจแบบผิดๆของเขานี้ ทำให้ใจของพวกเขาเย่อหยิ่ง จนตาบอด มองไม่เห็นความจริงว่า ประเทศของตนเองตกเป็นทาส

– และยิ่งไปกว่านั้น การเป็นทาสที่พระเยซูพูดถึงนั้น หมายถึง การตกเป็นทาสบาป ความเย่อหยิ่งของเขาทำให้เขาตาบอดสนิท ไม่รู้ตัวว่า ตัวเองกำลังตกเป็นทาสบาปอยู่

การประยุกต์ใช้ :
– หากเราไม่รู้ตัวว่า เราตกเป็นทาส เราก็จะไม่ต้องการให้พระเยซูมาช่วยให้เราเป็นไท

– ในวันนี้ สิ่งใดที่มันควบคุมชีวิตของเราอยู่ สิ่งนั้นแหละที่เรากำลังตกเป็นทาสของมัน

– รู้ตัวและยอมรับความจริง แล้วถ่อมใจลง ขอความช่วยเหลือจากพระเยซู แล้วพระเยซูจะทรงช่วยเราให้เป็นอิสระ เป็นไทอย่างแท้จริง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:34) { ทาสของบาป }

แนวคิด :
– พระเยซูอธิบายตอบพวกยิว ที่เข้าใจผิดว่า การเป็นไทที่พระเยซูพูดถึงนั้นหมายถึงการเป็นอิสระทางการเมืองการปกครอง

– พระเยซูอธิบายว่า การเป็นทาสที่พระองค์พูดถึง(ข้อ32) หมายถึง การเป็นทาสของบาป

– พระเยซูอธิบายว่า คนที่ทำบาป คนนั้นก็ป็นทาสของบาป

– เหมือนใน 2ปต. 2:19 “…เพราะ​ว่า​ผู้​ใด​พ่าย​แพ้​แก่​สิ่ง​ใด เขา​ก็​เป็น​ทาส​ของ​สิ่ง​นั้น”

– ในจิตสำนึกของมนุษย์ จริงๆแล้วไม่อยากทำบาป แต่มนุษย์ก็ยังทำบาปอยู่ เพราะมิอาจขัดขืนได้ นายสั่งมา เป็นทาสของนายจึงต้องทำตามคำสั่งของนาย

การประยุกต์ใช้ :
– เมื่อก่อนเราเป็นทาสของบาป แม้ลึกในใจไม่อยากทำบาป แต่ก็ยังทำบาปอยู่ดี และเพราะว่าเราเป็นทาสบาป “ค่าจ้างของความบาปคือ ความตาย…” รม.6:23 ดังนั้นชีวิตของเราจึงขมดิ่งลงทุกทีๆ เมื่อเวลายิ่งผ่านไปนานก็ยิ่งจมลง แล้วปลายทางสุดท้ายของเราก็คือ ความตายชั่วนิจนิรันดร์ในบึงไฟนรก

– ขอบคุณพระเจ้า!!! “แต่​เดี๋ยว​นี้​พวก​ท่าน​พ้น​จาก​การ​เป็น​ทาส​ของ​บาป และ​กลับ​มา​เป็น​ทาส​ของ​พระ​เจ้า​แล้ว ผล​สนอง​ที่​ท่าน​ได้​รับ​ก็​คือ​การ​ชำระ​ให้​บริ​สุทธิ์ และ​ผล​สุด​ท้าย​คือ​ชีวิต​นิรันดร์” (รม. 6:22)

– วันนี้ เราทั้งหลายผู้อยู่ในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้เป็นทาสบาปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำบาปอีกต่อไป ทุกบาปที่เราไม่อยากทำ เราสามารถเอาชนะมันได้ เพราะเราไม่ใช่ทาสของมันแล้ว ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังมัน

– เมื่อเผชิญหน้ากับการทดลองให้ทำบาป จงถ่อมใจลง อธิษฐานขอกำลังจากพระเจ้า จากนั้นยืดอกขึ้นยืนหยัด ปฏิเสธมัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงสถิตในเราจะทรงประทานกำลังและชัยชนะเหนือบาปนั้นให้แก่เราอย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:35) { พระเจ้าเท่านั้นที่พึ่งได้ }


แนวคิด :
– พระเยซูอธิบายแก่พวกยิว ต่อไป เกี่ยวกับเรื่องการเป็นทาส

– พวกเขาเป็นทาสของบาป ทาสไม่มีสิทธิอะไรในบ้าน พวกเขาไม่มีสิทธิอะไรในโลกนี้ และเมื่อทาสทำผิดหรือไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกลงโทษ บ้างก็ถูกฆ่าตาย บ้างก็ถูกขายทิ้งไป

– นั่นคือ ทาสอยู่ในบ้านแบบไม่มีสิทธิในบ้าน แถมเมื่อทำไม่เป็นที่พอใจนาย ก็จะถูกกำจัดออกไป

– พวกเขาอยู่ในโลกแบบไม่มีสิทธิอะไรในโลกนี้ และในที่สุดพวกเขาก็จะถูกกำจัดออกไป เพราะบาปจะผลักดันพวกเขาลงไปในบึงไฟนรก

– แต่พระเยซู แตกต่างออกไป พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

– บุตรมีสิทธิในบ้าน และจะมีสิทธิตลอดไป

– พระเยซูมีสิทธิในสวรรค์ ดังนั้นพระเยซูจึงมีสิทธิ ช่วยให้ใครก็ได้พ้นทาสเป็นไท เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้(ข้อ 36)

การประยุกต์ใช้ :
– มนุษย์ก็คือมนุษย์ เกิดมาเป็นทาสของบาป ดังนั้น ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลย สำหรับทาสที่หวังเพิ่งทาสอีกคนให้ช่วยพ้นจากการเป็นทาส

– การหวังพึ่งมนุษย์ ในที่สุด จะพบกับความผิดหวัง

– ผู้เดียวที่เป็นความหวังก็ของเรา คือ พระเยซู ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้มีสิทธิอำนาจที่จะช่วยเราได้อย่างแท้จริง

– วันนี้ ปริมาณเวลาที่เราใช้เพื่อแสวงหาการช่วยเหลือจากมนุษย์ กับ ปริมาณเวลาที่เราใช้เพื่อแสวงหาการช่วยเหลือจากพระเจ้า อันไหนมีปริมาณมากกว่ากัน?

– เรื่องของพระเจ้า ไม่ใช่แค่เรื่องของคำพูด ไม่สำคัญว่าเราพูดว่า “การพึ่งพระเจ้าสำคัญแค่ไหน” หรือเราคิดว่า “การพึ่งพระจ้าสำคัญแค่ไหน” แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆก็คือ “เราพึ่งพระเจ้ามากแค่ไหนในชีวิตแต่ละวันของเรา”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:36) { เป็นไทอย่างแท้จริง }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิว ต่อไปว่า พระบุตรของพระเจ้า ผู้เป็นทายาทแห่งสวรรค์ ผู้อยู่กับพระบิดาตลอดไป(ข้อ35) ผู้ที่สิทธิและมีฤทธิ์อำนาจที่จะทำให้มนุษย์พบเสรีภาพ

– ถ้าพระบุตรนั้น ทรงทำให้มนุษย์คนใดเป็นไท เขาก็จะพ้นจากการเป็นทาสและการควบคุมของบาป อย่างแท้จริง

– ใน 2ปต. 2:19 กล่าวถึงผู้สอนเท็จว่า “พวก​เขา​สัญ​ญา​ว่า​จะ​ให้​เสรี​ภาพ​กับ​คน​เหล่า​นั้น แต่​ตัว​เอง​ยัง​เป็น​ทาส​ของ​ความ​เสื่อม​ทราม” นั่นคือ เสรีภาพจอมปลอม ที่พวกผู้สอนเท็จสัญญา พวกเขาสัญญาว่าจะให้เสรีภาพแต่กลับได้ความเป็นทาสแทน

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ ถ้าเรายังไม่พ้นจากการเป็นทาสของบาป พ้นจากการควบคุมของบาป เป็นไปได้ว่า เรายังไม่ยอมให้พระเยซูทรงช่วยให้เราเป็นไทจริงๆ

– ใครก็ตามที่พยายามเอาชนะบาปด้วยตนเอง เป็นเหมือนกับการบอกว่า พระเยซูเชิญถอยไป การพ้นอำนาจบาปอันนี้ ผมจัดการเองได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เขาอาจชนะบาปนั้นได้บ้างเป็นบางครั้ง แต่ในที่สุดก็จะกลับมาพ่ายแพ้มันอีก เพราะว่า แค่เกือบจะเป็นไท แต่ยังไม่ใช่เป็นไทอย่างแท้จริง

– สิ่งที่เราต้องทำ คือ สารภาพบาปนั้น ยอมรับผิดต่อพระเยซู ยอมรับความอ่อนแอของตนอย่างถ่อมใจ ร้องขอการอภัยและการช่วยกู้ให้พ้นจากอำนาจบาปนั้นอย่างจริงใจ แล้วรับเอาด้วยความเชื่อ ลืมสิ่งที่ผิดพลาดนั้นไปได้แล้ว และลุกขึ้นเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยพึ่งพาพระองค์เสมอๆ ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับบาปนั้น

– เมื่อพระเยซูทำให้เราเป็นไท เราจะเป็นไทอย่างแท้จริง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:37) { ไม่มีที่ว่างในหัวใจ }

แนวคิด :
– พระเยซู อธิบายให้พวกยิวฟังว่า ใช่แล้ว พวกเขาเป็นเชื้อสายของอับราฮัมทางสายเลือด ตามที่พวกเขากล่าวอย่างภูมิใจในข้อที่ 33

– พวกเขากลับไม่ได้ทำเหมือนอย่างที่อับราฮัมทำ คือเชื่อฟังพระเจ้า แต่กลับทำสิ่งตรงกันข้ามคือ พยายามฆ่าพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

– เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่เชื่อถ้อยคำที่พระเยซูตรัสว่าเป็นความจริง

– ในภาษาเดิม คำว่า “ไม่เชื่อคำของเรา” ในข้อนี้ มีความหมายว่า ไม่มีห้องในหัวใจสำหรับถ้อยคำของพระองค์

– เพราะว่าในหัวใจของพวกเขา เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งยโส เต็มไปด้วยความทะนงตนว่าตนเองเป็นเชื้อสายของอับราฮัม เต็มไปด้วยความลำเอียงที่คิดว่าคำสอนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษสำคัญกว่าพระคำของพระเจ้า และ เต็มไปด้วยความคิดผิดๆ เช่นคิดว่าพระเยซูเป็นพยานให้ตัวเองดังนั้นจึงไม่จริง(ข้อ13),ฯลฯ

– หัวใจของพวกเขาจึงไม่มีที่ว่างสำหรับที่จะเชื่อถ้อยคำของพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ ในหัวใจของเราเต็มไปด้วยอะไร?

– หัวใจที่เต็มไปด้วยความหิวกระหายพระเจ้า จะได้รับความอิ่มบริบูรณ์

– แต่หัวใจที่เต็มไปด้วยทิฐิ เต็มไปด้วยความยโสคิดว่าตัวเองเก่งหรือสำคัญ เต็มไปด้วยความปรารถนาอันเย้ายวนของโลกนี้(อยากร่ำรวย,อยากมีเชื่อเสียง,อยากเป็นคนสำคัญ,อยากให้คนกดไลค์เยอะๆ,ฯลฯ) รวมถึงเต็มไปด้วยการเริงสำราญแห่งโลกนี้ เช่น ละครทีวี,เกมส์,ฯลฯ หัวใจเหล่านั้นอาจไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับการยอมให้พระเยซูเป็นเจ้านายและยอมเชื่อฟังพระองค์อย่างปราศจากเงื่อนไข

– ที่เดียวที่พระเยซูสมควรอยู่ คือ บนบัลลังก์ในหัวใจของเรา ไม่ใช่เพียงแค่เศษเสี้ยวของที่ว่างเหลือๆในหัวใจของเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:38) { ลูกใครหว่า? }

แนวคิด :
– พระเยซู อธิบายกับพวกยิวว่า พระองต์ทรงตรัสและสอน ตามที่ได้รับมาจากพระบิดา ซึ่งเป็นการยืนยันชัดเจนว่า พระองค์เป็นพระบุตรของพระบิดา

– แต่พวกเขา ทำตามอย่างของมาร จึงเป็นการยืนยันว่า พ่อของพวกเขาคือมาร(ข้อ44)

การประยุกต์ใช้ :
– ลูกของพระเจ้า จะทำตามอย่างของพระเจ้า

– ลูกของมาร จะทำตามอย่างของมาร

– วันนี้ เราเป็นลูกพระเจ้า ผู้ทำตัวเป็นลูกของมาร อยู่หรือเปล่า?

– สิ่งที่เราผู้เป็นลูกของพระเจ้าสมควรทำ คือ ทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา ยอมจำนนต่อพระองค์ เชื่อฟังพระองค์ ให้สมกับเป็นบุตรที่รักของพระบิดา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:39) { ลูกไม้หล่นไกลต้น }

นวคิด :
– ในข้อ 38 พระเยซูตรัสกับพวกยิวว่า “พวก​ท่าน​ทำ​ใน​สิ่ง​ที่​ท่าน​ได้​ยิน​มา​จาก​พ่อ​ของ​ท่าน” ซึ่งพระเยซูพูดถึงมาร (ยน. 8:44 พวก​ท่าน​มา​จาก​พ่อ​ของ​ท่าน​คือ มาร​)

– แต่พวกเขาคิดว่าเป็นอับราฮัม พวกเขาจึงโอ้อวดอย่างมากว่า พวกเขาเป็นลูกหลานของอับราฮัม

– พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า ถ้าเป็นลูกหลานของอับราฮัมจริงๆ ก็สมควรทำตามอย่างของอับราฮัม

– อับราฮัม มีเมตตา โอบอ้อมอารีย์ ยุติธรรม และมีความเชื่อ

– แต่พวกเขากลับทำสิ่งตรงกันข้ามกับอับราฮัม

– พวกเขาพยายามฆ่าพระเยซู เพราะว่าพระเยซูพูดความจริง ซึ่งอับราฮัมไม่เคยทำแบบนั้นเลย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความสัมพันธ์ในฝ่ายวิญญาณกับอับราฮัมเลย

การประยุกต์ใช้ :
– ลูกหลานของอับราฮัม ในฝ่ายวิญญาณ จะทำตามอย่างที่อับราฮัมทำ

– วันนี้ ในฝ่ายวิญญาณ เราเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว เราสมควรอย่างยิ่งที่จะทำอย่างที่พระบิดาทรงกระทำ รักคนบาป เต็มด้วยความเมตตา ให้อภัย อ่อนโยน ยุติธรรม สัตย์ซื่อ และ รักศัตรู

(มธ. 5:44) “…จง​รัก​ศัตรู​ของ​ท่าน และ​จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​บรร​ดา​คน​ที่​ข่ม​เหง​พวก​ท่าน เพื่อ​ว่า​พวก​ท่าน​จะ​เป็น​บุตร​ของ​พระ​บิดา​ของ​ท่าน​ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์…”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:40) { ทรงเมตตาแม้แต่พวกอกตัญญู }

แนวคิด :
– พระเยซูอธิบายให้พวกยิวฟังว่า พวกเขาทำตัวไม่เหมือนอับราฮัม ทั้งที่เรียกอับราฮัมว่าเป็นบิดา

– อับราฮัมจะไม่ทำเช่นนี้ คือ ปฏิเสธความจริงที่พระเจ้าทรงสำแดง และ พยายามที่จะฆ่าผู้ที่พระเจ้าส่งมา

– จากข้อนี้เห็นความรักเมตตาและอ่อนโยนของพระเยซูอย่างมาก

– พระเยซูนำสัจจะมาให้พวกยิว ไม่ใช่สัจจะธรรมดาเสียด้วยเป็นสัจจะที่พระเยซูได้ยินมาเองจากพระบิดาในสวรรค์

– ความจริงแล้วพวกยิว ควรจะขอบพระคุณพระเยซูมากมายที่นำสัจจะนี้มาให้ เรียกได้ว่าแทบควรจะวิ่งไปกราบแทบเท้าพระเยซูด้วยซ้ำไป

– แต่ปรากฏว่า พวกเขาตอบแทนสิ่งดี ด้วยสิ่งชั่วร้าย พวกเขาพยายามฆ่าพระเยซู

– ทั้งที่พระเยซูทรงทราบว่า พวกเขาเกลียดพระเยซู,อิจฉาพระเยซู,อยากฆ่าพระเยซู พระองค์ก็ยังพูดดีๆกับพวกเขา และพยายามเตือนพวกเขาไม่ให้หลงไปตามกับดักของมาร อย่ายอมตกเป็นลูกของมาร ตกเป็นเครื่องมือของมาร

การประยุกต์ใช้ :
– หากคนเหล่านั้น ที่อกตัญญูต่อพระเยซู คิดชั่วร้ายต่อพระเยซู พยายามจะฆ่าพระเยซู พระเยซูยังปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างอ่อนโยนและมีพระเมตตาต่อพวกเขา ปรารถนาให้พวกเขากลับใจใหม่  และความจริงแล้วอีกไม่กี่วันข้างหน้าพระเยซูกำลังเต็มใจเดินไปสู่การตายอย่างแสนทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน เพื่อช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากการตกนรกหมกไหม้

– ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด เราคิดว่า พระเยซูจะทรงกระทำต่อเราอย่างไร เราผู้เป็นบุตรของพระเจ้า เราผู้เชื่อวางใจในพระองค์

– หากวันนี้ ด้วยความอ่อนแอ ไม่เอาไหนของเรา ทำให้เราล้มลงไม่เป็นท่า ทำตัวไม่เหมาะสม แล้วเรากลับมาหาพระองค์ เราคิดว่า พระองค์จะปฏิบัติต่อเราอย่างไร?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:41) { บุตรของพระเจ้า }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิว ว่าพวกเขาทำตามพ่อของพวกเขา ซึ่งไม่ใช่อับราฮัมเพราะพวกเขาไม่ทำเหมือนอย่างที่อับราฮัมทำ (ข้อ40)

– พวกยิวจึงตอบกลับว่า พวกเขามีพ่อเดียว ก็คือ บิดาในสวรรค์ เท่านั้น ไม่มีพ่ออื่น

– ดูเหมือนพวกยิว เปลี่ยนประเด็น ที่พระเยซูชี้ให้เห็นว่าพวกเขาควรทำเหมือนอับราฮัม อย่าไปทำตามอย่างมาร

– แต่พวกเขากลับตอบว่า ไม่ว่าพวกเขาจะทำตัวอย่างไร พวกเขาก็เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ดี ไม่พูดถึงเรื่องเป็นลูกอับราฮัมก็ได้ จะได้ไม่ต้องทำตามอับราฮัม (เป็นงั้นไป)

การประยุกต์ใช้ :
– เมื่อพวกเขาได้ยินคำเตือนจากพระเยซู แทนที่จะกลับใจ กลับเฉไฉไปเรื่องอื่นเสีย การเตือนนั้นจึงไม่ได้นำพวกเขาไปสู่การกลับใจ

– วันนี้ เมื่อเราได้รับคำเตือนจากพระเจ้า ผ่านคน หรือผ่านเหตุการณ์ หรือผ่านพระคำ อย่าให้เราพยายามหาเหตุผลร้อยแปดเพื่ออธิบายว่าเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เราควรสำรวจดูตัวเองว่า มีอะไรบ้างที่เราควรกลับใจหรือปรับปรุงตัว จากคำเตือนเหล่านั้น

– แถม : มีเรื่องน่าสนใจมากจากข้อนี้ ที่ผมเพิ่งสังเกตเห็นเป็นครั้งแรก คือ พวกยิวเรียกตนเองว่าเป็นบุตรของพระเจ้า แต่ ใน ยน. 19:7  พวก​ยิว​ตอบ​ปีลาต​ว่า “เรา​มี​กฎ​หมาย และ​ตาม​กฎ​หมาย​นั้น​เขา​สม​ควร​ตาย เพราะ​เขา​ตั้ง​ตัว​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า”

– อ้าว!!! เป็นงั้นไป ตัวเองเรียกตัวว่าเป็นบุตรของพระเจ้าได้ แต่ พอพระเยซูเรียกบ้าง จะเอาถึงตายเลย

– พระเยซู ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาที่ไม่ยุติธรรม เพื่อเรา จึงทำให้เราเห็นว่า พระองค์ทรงเข้าใจเราหากเราถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม และพระองค์รักเราจึงเต็มใจถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:42) { บุตรพระเจ้าจะรักบุตรพระเจ้า }

แนวคิด :
– พวกยิวบอกพระเยซูว่า พวกเขาเป็นบุตรของพระเจ้า(ข้อ 41)

– พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่า บุตรของพระเจ้าย่อมรักผู้ที่พระเจ้าทรงใช้มา

– พระเยซูถูกพระเจ้าใช้มา พระเยซูมาจากพระเจ้า พระเยซูทำตามพระทัยของพระเจ้า ไม่ทำตามใจของพระองค์เอง

– ดังนั้นพวกเขาสมควรรักพระเยซู ไม่ใช่คิดจะฆ่าพระเยซู

การประยุกต์ใช้ :
– หากเราเป็นบุตรของพระเจ้า ก็สมควรที่จะรักคนของพระเจ้า สมควรที่จะรักบุตรของพระเจ้า

– ซึ่งความรักสำแดงออกเป็นการอดทน การให้อภัย การไม่ถือโทษ การเสียสละ และการความช่วยเหลือ บุตรของพระเจ้า

– ในอีกแง่มุมหนึ่ง เมื่อเราอยู่ในพระเยซู เราได้รับการยอมรับผ่านสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ ในเมื่อพระเยซูเสด็จมาและเชื่อฟังพระบิดาทุกอย่าง เราจึงได้รับการยอมรับนั้นในฝ่ายวิญญาณด้วย ก็คือเราเป็นบุตรของพระเจ้าผู้กระทำตามพระทัยพระบิดาทุกอย่าง

– ดังนั้น พระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า จะทรงรักเรา ผู้เป็นบุตรของพระเจ้า ผู้ถูกถือว่าเป็นผู้กระทำตามพระทัยพระบิดา อย่างแน่นอน

ขอบคุณพระเยซู !!!

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:43) { ทนฟังไม่ได้ }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิวว่า เหตุที่พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูตรัส ก็เพราะว่าพวกเขาเกลียด พวกเขาทนไม่ได้ ในสิ่งที่พระเยซูทรงสอน พระองค์สอนความจริง ที่มันจริงเกินไป ที่พระองค์สั่งมันตรงเกินไป

การประยุกต์ใช้ :
– สาเหตุที่คนไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า ก็เพราะพวกเขาเกลียดพระวจนะ พวกเขาทนคำสอนจากพระคำของพระเจ้าไม่ได้เพราะมันขัดกับความปรารถนาของพวกเขา

*** ตัวอย่าง พระวจนะที่คนทนไม่ได้ ***

(มธ. 5:24) จง​วาง​เครื่อง​บูชา​ไว้​ที่​หน้า​แท่น​บูชา และ​กลับ​ไป​คืน​ดี​กับ​พี่​น้อง​ผู้​นั้น​เสีย​ก่อน แล้ว​จึง​ค่อย​มา​ถวาย​เครื่อง​บูชา​ของ​ท่าน

(มธ. 5:28) ส่วน​เรา​บอก​พวก​ท่าน​ว่า ใคร​มอง​ผู้หญิง​ด้วย​ใจ​กำ​หนัด​ใน​หญิง​นั้น คน​นั้น​ได้​ล่วง​ประ​เวณี​ใน​ใจ​ของ​เขา​กับ​หญิง​นั้น​แล้ว

(มธ. 5:37) จริง​ก็​จง​ว่า​จริง ไม่​ก็​ว่า​ไม่ คำ​พูด​ที่​เกิน​กว่า​นี้​มา​จาก​ความ​ชั่ว

(มธ. 5:42) ถ้า​เขา​จะ​ขอ​สิ่ง​ใด​จาก​ท่าน ก็​จง​ให้ อย่า​เมิน​หน้า​จาก​ผู้​ที่​ต้อง​การ​ขอ​ยืม​จาก​ท่าน

(มธ. 5:44) แต่​เรา​บอก​พวก​ท่านว่า จง​รัก​ศัตรู​ของ​ท่าน และ​จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​บรร​ดา​คน​ที่​ข่ม​เหง​พวก​ท่าน

(มธ. 6:15) แต่​ถ้า​พวก​ท่าน​ไม่​ให้​อภัย​การ​ล่วง​ละ​เมิด​ของ​เพื่อน​มนุษย์ พระ​บิดา​ของ​ท่าน​จะ​ไม่​ทรง​ให้​อภัย​การ​ล่วง​ละ​เมิด​ของ​พวก​ท่าน​เหมือน​กัน

(มธ. 6:20) แต่​จง​สะ​สม​ทรัพย์​สม​บัติ​เพื่อ​ตัว​พวก​ท่าน​เอง​ไว้​ใน​สวรรค์ ที่​ไม่​มี​แมลง​จะ​กิน​และ​ไม่​มี​สนิม​จะ​กัด และ​ที่​ไม่​มี​ขโมย​ทะลวง​ลัก​เอา​ไป​ได้

(มธ. 6:24) …ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​รับใช้​พระ​เจ้า​และ​เงิน​ทอง​พร้อม​กัน​ไม่​ได้

(มธ. 6:33) แต่​พวก​ท่าน​จง​แสวง​หา​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า และ​ความ​ชอบ​ธรรม​ของ​พระ​องค์​ก่อน แล้ว​พระ​องค์​จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​สิ่ง​ทั้งปวง​นี้​ให้

(มธ. 7:1) อย่า​พิ​พาก​ษา เพื่อ​พระ​เจ้า​จะ​ไม่​ทรง​พิ​พาก​ษา​ท่าน​ทั้ง​หลาย

(มธ. 7:13) จง​เข้า​ไป​ทาง​ประตู​แคบ เพราะ​ว่า​ประตู​ใหญ่ และ​ทาง​กว้าง​นั้น​นำ​ไปถึง​ความ​พินาศ และ​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​เข้า​ไป​ทาง​นั้น​มี​มาก

(มธ. 10:33) แต่​ผู้​ใด​จะ​ไม่​ยอม​รับ​เรา​ต่อ​หน้า​มนุษย์ เรา​ก็​จะ​ไม่​ยอม​รับ​ผู้​นั้น​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​บิดา​ของ​เรา​ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​ด้วย

(มธ. 10:37) ใคร​ที่​รัก​บิดา​มารดา​ยิ่ง​กว่า​รัก​เรา ก็​ไม่​มี​ค่า​ควร​กับ​เรา และ​ใคร​ที่​รัก​บุตร​ชาย​หญิง​ยิ่ง​กว่า​รัก​เรา คน​นั้น​ก็​ไม่​มี​ค่า​ควร​กับ​เรา

(มธ. 10:38) และ​ใคร​ที่​ไม่​รับ​กาง​เขน​ของ​ตน​และ​ตาม​เรา​ไป คน​นั้น​ก็​ไม่​มี​ค่า​ควร​กับ​เรา

– วันนี้ ใจที่แข็งกระด้าง ดื้อดึง ไม่ยอมที่จะทำตามพระคำของของพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข ใจนั้นจะปิดบังตาใจของเรา ไม่ให้สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าตามความจริงได้

– อย่ายอมให้ใจที่ดื้อรั้นของเรา ปิดบังตาใจของเราอีกต่อไป

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:44) { ลูกมาร }

แนวคิด :
– พระเยซูบอกพวกยิวว่า เหตุที่เขาทนฟังสิ่งที่พระเยซูสอนไม่ได้ เพราะเขาทำตัวเป็นลูกของมาร

– “พ่อของท่าน คือ มาร” ความจริงแล้ว มารไม่ใช่พ่อผู้คลอดพวกเขาออกมา และแน่นอนมารไม่ใช่ผู้สร้างพวกเขาขึ้นมา ดังนั้นทั้งๆที่มารไม่ใช่พ่อของพวกเขา แต่พวกเขากลับทำตัวเป็นเหมือนลูกของมาร ด้วยการทำตามแบบอย่างที่มารกระทำ

– มาร โกหก เกลียดความจริง และเป็นฆาตกร พวกเขาทำเหมือนเปี๊ยบ

– ทั้งที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างพวกเขาและทรงรักเมตตาต่อพวกเขา แต่พวกเขากลับไม่ฟังพระองค์ ไม่เชื่อฟังพระองค์ ทำสิ่งตรงกันข้ามกับพระประสงค์ของพระองค์

– ในขณะเดียวกัน ทั้งที่ มาร เกลียดพวกเขา อยากให้พวกเขาและคนที่เขารักตาย และมารพูดโกหกต่อพวกเขาตลอดไม่เคยพูดความจริงเลย แต่พวกเขากลับสมัครเป็นลูกมาร ทำตัวเหมือนอย่างมาร และทำสิ่งที่เป็นความประสงค์ของมาร…ช่างน่าเศร้าจริงๆ

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ พระเจ้า ผู้ทรงสร้างเรา ทรงรักเราอย่างที่สุด ทรงประทานพระคุณพระเมตตาอย่างเหลือล้นแก่เรา และทรงให้เราเป็นบุตรของพระองค์

– ในขณะที่มารซาตาน เกลียดเราเข้ากระดูกดำ มันพยายามทำทุกอย่างเพื่อทำลายชีวิตของเราและของคนที่เรารัก มันพยายามฉุดลากเราเพื่อจะให้ลงไปรับโทษแสนทรมานในบึงไฟนรกร่วมกับมัน

– วันนี้ เราจะเลือกทำตัวเป็นลูกของใคร?

– วันนี้เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ในเรา ขอเพียงเรายินดีให้พระองค์เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา พระองค์จะนำเราไปในทางแห่งบุตรของพระเจ้า

– แต่หากเราปฏิเสธ ไม่ยอมให้พระองค์สอนและนำในชีวิตของเรา เนื้อหนังของเราจากฉุดลากเรา ให้ไปทำตามวิถีของมารซาตานผู้เกลียดชังเรา จนเราทำตัวเป็นเหมือนดังลูกของมาร

– ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยเรา ให้ทำตัวสมกับเป็นลูกของพระเจ้าด้วยเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:45) { รังเกียจความจริง }

แนวคิด :
– พระเยซูบอกพวกยิวว่า พวกเขาไม่เชื่อคำของพระเยซู ก็เพราะพระเยซูพูดความจริง พวกเขาไม่ชอบ พวกเขาสมัครเป็นลูกของมาร พ่อแห่งการโกหก ดังนั้น พวกเขาจึงเกลียดความจริง และ ชอบคำโกหก

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราเชื่อความจริงในพระคำของพระเจ้า หรือ เชื่อคำโกหกของมาร

– ความจริง : บาปของเราได้รับการอภัยแล้ว

> คำโกหก : เรามันชั่ว ไม่คู่ควรกับการอธิษฐาน และยังมีหน้ามาอ่านพระคัมภีร์อีกหรือ

– ความจริง : แสวงหาพระเจ้าก่อน พระองค์จะประทานสิ่งทั้งปวงให้

> คำโกหก : เราต้องทำเยอะๆ ทุ่มเทมากๆ ให้มีเงินเยอะขึ้นก่อน แล้วค่อยมาหาพระเจ้า

– ความจริง : เราเผชิญทุกสิ่งได้โดยพระเยซูผู้ทรงเสริมกำลังของเรา

> คำโกหก : โอ้ย!!! มีชีวิตฝ่ายวิญญาณแบบนั้น เราทำไม่ได้หรอก เราอ่อนแอเกินไป เราทำไม่ได้ เราทำไม่เป็น

– ลูกพระเจ้า จะเลือกเชื่อความจริง ลูกมาร(หรือพวกลูกพระเจ้าที่ขอไปสมัครเป็นลูกมาร) จะเชื่อคำโกหก

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:46) { รู้ว่าจริง แต่ไม่เชื่อ }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิวว่า ทั้งที่พวกเขา ก็รู้แน่ชัดแล้วว่าพระเยซูไม่มีความผิด พระองค์พูดความจริง ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อในความจริงที่พระเยซูบอกอยู่ดี

– พระเยซูพยายามชี้ให้พวกเขาเห็นว่า ที่เขาไม่เชื่อ ไม่ใช่เพราะเนื้อหาที่ได้ยินไม่ถูกต้อง แต่เพราะจิตใจของพวกเขาแข็งกระด้าง

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราคิดว่าสิ่งที่พระเยซู พูดนั้นเป็นความจริง หรือ เป็นคำโกหก?

– ถ้าเรารู้ว่ามันเป็นความจริง แล้วทำไมเรายังไม่ยอมเชื่อถ้อยคำของพะองค์อีก

เช่น

(มธ. 6:33) แต่​พวก​ท่าน​จง​แสวง​หา​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า และ​ความ​ชอบ​ธรรม​ของ​พระ​องค์​ก่อน แล้ว​พระ​องค์​จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​สิ่ง​ทั้งปวง​นี้​ให้

และอื่นๆอีกมากมาย

– ให้เรารีบตัดสินใจเสียวันนี้ เลยดีกว่า ว่า “ฉันเชื่อว่าทุกถ้อยคำของพระเยซูเป็นความจริง ฉันจะเชื่อถ้อยคำของพระองค์ทุกถ้อยคำ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:47) { ลูกพระเจ้าแท้ }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิวว่า ถ้าใครมาจากพระเจ้า ย่อมฟัง ย่อมยอมรับและเชื่อฟังพระดำรัสของพระเจ้า

– ผู้มาจากพระเจ้า หมายถึง ผู้ที่เกิดมาจากพระเจ้า หรือ ผู้ที่พระเจ้าเป็นพระบิดาของเขา นั่นเอง ซึ่งคนเหล่านี้ จะเป็นผู้ที่รัก ยำเกรง และถวายเกียรติแด่พระเจ้า

– ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ไม่ฟัง ไม่ยอมรับและไม่เชื่อฟังพระดำรัสของพระเจ้า นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้มาจากพระเจ้า พระเจ้าไม่ใช่พระบิดาของพวกเขา

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ ท่าทีของเราต่อพระคำของพระเจ้า เป็นสิ่งพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า เราให้พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเราอย่างแท้จริง หรือ เป็นแค่ที่ปาก

– ลูกของพระเจ้าแท้ จะยอมรับและเชื่อฟัง พระคำของพระเจ้า

– ลูกมารที่ปลอมเป็นลูกพระเจ้า จะไม่ยอมรับ และ จะไม่เชื่อฟังพระคำของพระองค์

– ตัวอย่าง พระคำของพระเจ้า

(มธ. 6:34) เพราะ​ฉะนั้น อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ถึง​วัน​พรุ่งนี้ เพราะ​ว่า​พรุ่ง​นี้​ก็​มี​เรื่อง​กระ​วน​กระ​วาย​ของ​มัน​เอง แต่​ละ​วัน​ก็​มี​ทุกข์​พอ​อยู่​แล้ว
– เราจะเอาอย่างไรดี จะกระวนกระวายต่อไป หรือ จะตัดสินใจเด็ดขาดที่จะยอมรับและเชื่อฟังพระคำของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:48) { เล่นแรงส์ }

แนวคิด :
– พวกยิวโกรธจัด จึงกล่าวหา พระเยซูด้วยถ้อยคำที่สุดแสนจะรุนแรงว่า “แกเป็นชาวสะมาเรีย และ มีผีสิง”

– “เป็นชาวสะมาเรีย” ใน ยน. 7:27 พวกยิวกล่าวว่า “แต่​เรา​รู้​แล้ว​ว่า​คน​นี้​มา​จาก​ไหน…” พวกเขารู้ว่าพระเยซูเป็นชาวนาซาเร็ธ เป็นลูกของช่างไม้ชาวยิวชื่อโยเซฟ มารดาคือหญิงชาวยิวชื่อมารีย์

– “แกเป็นชาวสะมาเรีย” จึงเหมือนกับบอกว่า แม่แกมีชู้กับคนสะมาเรีย ก็เลยคลอดแกออกมาเป็นสะมาเรีย (โห!!! เล่นแรงส์)

– หน่ำซ้ำไปได้บอกว่าเป็นคนลูกคนต่างชาติ ซึ่งคนยิวรังเกียจ แต่บอกว่าเป็นลูกคนสะมาเรียที่พวกยิวเกลียดชัง(หนักกว่ารังเกียจ)

– “แกมีผีสิง” ไม่ได้บอกว่าเป็นเจ้าแห่งผีด้วยนะ บอกว่าเป็นทาสของผี ถูกผีสิง ซึ่งเป็นการบอกว่า แกไม่ใช่บุตรของพระเจ้า ไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่เป็นทาสของมาร

– ทั้งที่พวกเขาพูดกล่าวร้ายพระเยซูถึงเพียงนี้ อีกไม่กี่วันข้างหน้า พระองค์ยังคงเต็มใจเดินไปสู่ความตายอย่างแสนทรมานที่กางเขน เพื่อช่วยพวกเขาให้พ้นจากความตายชั่วนิรันดร์ในนรก อยู่ดี

การประยุกต์ใช้ :
– ถ้าพวกยิวกล่าวร้ายพระเยซูขนาดนี้ พระเยซูยังทรงรักพวกเขา พร้อมให้อภัยพวกเขา และเต็มใจตายเพื่อพวกเขา

– ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระเยซูจะทำอย่างไรกับเรา ผู้เป็นลูกของพระองค์ที่ผิดพลาดพลั้งไป แล้วตั้งใจจะกลับใจใหม่ในวันนี้

– ความรักของพระเยซูมีมากพอสำหรับเราเสมอ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:49) { ถวายเกียรติแด่พระบิดา }

แนวคิด :
– พวกยิวกล่าวร้ายพระเยซูอย่างรุนแรง ว่า เป็นคนสะมาเรีย(เพราะพวกยิวเหยียดหยามคนสะมาเรีย) และ เป็นคนมีผีสิง (ข้อ48)

– พระเยซูตรัสตอบพวกเขาอย่างอ่อนสุภาพ

– พระเยซูไม่ได้พูดถึง คำกล่าวร้ายแรกเกี่ยวกับคนสะมาเรีย เพราะพวกยิวใช้ การเหยียดหยามคนสะมาเรีย มาเป็นอุปกรณ์ในการกล่าวร้ายพระเยซู แต่พระองค์ไม่ต้องการแก้ต่างให้ตัวเอง โดยพาดพิงถึงคนสะมาเรีย พระองค์จึงทรงข้ามประเด็นนี้ไปเลย

– เช่น ถ้าพระเยซูบอกว่า “เราไม่ใช่คนสะมาเรีย” ก็เหมือน เป็นการที่พระเยซูเองก็เหยียดหยามคนสะมาเรียด้วย ดูเหมือนพระองค์ไม่ต้องทำเช่นนั้น

– พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า พระองค์ไม่มีผีสิง โดยไม่ได้ให้คำแก้ต่างแต่อย่างไร ซึ่งพระองค์สามารถบอกว่า พระองค์สอนสิ่งที่ถูกต้อง พระองค์เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์รักผู้คน ฯลฯ ซึ่งคนที่มีผีสิงจะไม่ทำเช่นนั้น แต่ดูเหมือนพระองค์ไม่ใส่ใจที่จะอธิบาย แต่กลับให้ความสำคัญกับประโยคต่อมา

– พระองค์บอกพวกยิวว่า พระองค์ถวายพระเกียรติพระบิดา

– นั่นคือ ท่านว่าเราเป็นอะไร อย่างไร นั่นไม่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญคือ การถวายเกียรติแด่พระบิดา

– ขณะที่เรากำลังถวายเกียรติแด่พระบิดา แต่ท่านมาหมิ่นเกียรติของเรา นั่นไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับว่าท่านกำลังขัดขวางการถวายพระเกียรติแด่พระบิดา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

การประยุกต์ใช้ :
– พระเยซูเป็นแบบอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ คือ ไม่สำคัญว่าคนอื่นจะคิดกับเราว่าอย่างไร หรือแม้แต่จะเข้าใจผิดเราก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ สิ่งที่เรากระทำนั้นเรากำลังถวายเกียรติแด่พระบิดาหรือไม่?

– วันนี้ หากคนดูถูกเรา คนตำหนิเรา คนใส่ร้ายเรา คนเข้าใจผิดเรา แต่เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดา เราสมควรอย่างยิ่งที่จะทำอย่างสัตย์ซื่อต่อไป เพราะว่าเมื่อทำเช่นนั้น เรากำลังทำเช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงกระทำ

– วันนี้ สิ่งที่เรากำลังทำ ถวายเกียรติแด่พระบิดาอยู่หรือไม่?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:50) { เกียรติแท้ }

แนวคิด :
– พระเยซู บอกพวกยิวว่า เกียรติที่พระเยซูได้รับนั้น พระเยซูไม่ได้แสวงหาเอง แต่พระบิดาเป็นผู้ประทานให้ และพระบิดาผู้นี้ทรงเป็นผู้พิพากษาตัดสินทุกคน

– ดังนั้น ในเมื่อเกียรติที่พระเยซูมีมาจากพระเจ้า แล้วพวกยิวมาลบหลู่เกียรติของพระเยซู พวกเขาไม่ได้กำลังลบหลู่พระเยซูเท่านั้น แต่พวกเขากำลังลบหลู่พระบิดาผู้ทรงพิพากษา

การประยุกต์ใช้ :
– หากเราแสวงหาเกียรติให้ตนเอง เกียรติที่ได้รับมานั้น หากมีใครลบหลู่ เราต้องปกป้องเอง

– แต่ถ้าพระเจ้าเป็นผู้ประทานเกียรติแก่เรา เราไม่ต้องปกป้องเกียรตินั้นเอง แต่พระเจ้าจะทรงปกป้องเกียรตินั้นเอง

– ใครก็ตาม ลบหลู่เกียรติของเรา ซึ่งพระเจ้าประทานให้ ก็ไม่ใช่ธุระของเราที่จะต้องเดือดร้อน เพราะเขากำลังลบหลู่พระเจ้าผู้ประทานเกียรติแก่เรา

– เหมือนกับเมื่อกองทัพ ประทานเกียรติแก่ทหารคนใด แล้วมีใครดูถูกเกียรตินั้น เขาไม่ได้ดูถูกคนนั้นแต่กำลังดูถูกกองทัพผู้มอบเกียรตินั้นแก่ทหารคนนั้น

– เกียรติที่มาจากพระเจ้าเท่านั้น เป็นเกียรติที่ทรงคุณค่าที่แท้จริง

– เราจะได้รับเกียรติจากพระเจ้า โดยการถวายเกียรติแด่พระองค์

– ผู้ใดที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระเจ้าจะประทานเกียรติแก่ผู้นั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:51) { จะไม่ประสบความตาย }

แนวคิด :
– พระเยซู พูดกับพวกยิวว่า ถ้าใครประพฤติตามคำสอนของพระองค์ ซึ่งหมายถึง เชื่อและเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ ผู้นั้นจะไม่พบกับความตายฝ่ายวิญญาณเลย ซึ่งมีความหมายถึง ผู้นั้นจะได้รับชีวิตนิรันดร์ นั่นเอง

– เหมือนใน ยน. 5:24 “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​พวก​ท่าน​ว่า ถ้า​ใคร​ฟัง​คำ​ของ​เรา​และ​วาง​ใจ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา คน​นั้น​ก็​มี​ชีวิต​นิรันดร์​และ​ไม่​ถูก​พิ​พาก​ษา แต่​ผ่าน​พ้น​ความ​ตาย​ไป​สู่​ชีวิต​แล้ว”

การประยุกต์ใช้ :
– วิธีที่จะผ่านพ้นความตายนิรันดร์ ได้รับชีวิตนิรันดร์ คือ วางใจในพระเยซู จนสำแดงออกมาเป็นการเชื่อฟังพระองค์

– เราไม่อาจพูดได้ว่า “ฉันวางใจในพระเยซู แต่ไม่ขอเชื่อฟังพระเยซู”

– ผู้ที่วางใจในพระเยซู จะเชื่อฟังพระองค์ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถเชื่อฟังได้ทุกพื้นที่ของชีวิตในทันที แต่หมายความว่า ความตั้งใจของเขาคือจะเชื่อฟังพระเยซู และหากเขาล้มเหลวในการเชื่อฟังคราวใด เขาจะรีบกลับมายืนในจุดที่จะตั้งใจเชื่อฟังพระองค์อีกครั้งเสมอ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:52) { สรุปผิดเพราะไม่เชื่อ }

แนวคิด :
– เมื่อพวกยิวได้ยินพระเยซูตรัสว่า “ใครที่ทำตามคำสอนของพระองค์ จะไม่ตาย” พวกเขาจึงสรุปว่า พระเยซูมีผีสิงเป็นแน่

– ที่พวกเขาคิดเช่นนั้น เพราะสมมติฐานของเขาผิด พวกเขาคิดว่า อับราฮัมและผู้เผยพระวจนะยิ่งใหญ่กว่าพระเยซู

– พวกเขาคิดว่า ขนาดอับราฮัมยังตายเลย แล้วพระเยซูมาพูดแบบนี้ได้อย่างไร?

– เหตุที่พวกเขาได้ข้อสรุปเช่นนั้น เพราะพวกเขาไม่เชื่อคำตรัสของพระเยซู ว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่พระเจ้าส่งเข้ามาในโลก และด้วยความไม่เชื่อ จึงนำไปสู่ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องและข้อสรุปที่ผิดพลาด

การประยุกต์ใช้ :
– การเข้าใจเรื่องราวของพระเจ้า น้ำพระทัยของพระเจ้า แผนการของพระเจ้า ต้องเริ่มต้นด้วยความเชื่อในคำตรัสของพระองค์

– หากใครไม่ได้เริ่มต้นด้วยความเชื่อที่มีต่อพระคำของพระเจ้า ผู้นั้นก็ยากนักที่จะเข้าใจเรื่องราวของพระเจ้าได้อย่างถูกต้อง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:53) { พระองค์เป็นใครในสายตาของเรา? }

แนวคิด :
– พวกยิวพูดกับพระเยซูว่า ขนาดผู้ชอบธรรมที่ยิ่งใหญ่อย่างอับราฮัมยังตายเลย ขนาดพวกผู้เผยพระวจนะผู้กล่าวพระคำของพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อยังตายเลย แล้วพระเยซูเป็นใครกัน ถึงกล้าประกาศว่าจะทำให้คนไม่ตายได้(ข้อ51)

– สำหรับพวกเขา พระเยซู ก็เป็นแค่ลูกช่างไม้จนๆ จากเมืองบ้านนอกอย่างนาซาเร็ธ และน่าจะลูกนอกสมรสพ่อเป็นสะมาเรีย และคงจะมีผีสิงด้วย(ข้อ48)

– พวกเขาจึงคิดว่า พระเยซูบังอาจมากที่กล่าวประโยคนั้น (ข้อ51)

– พวกเขาถามพระเยซูว่า พระองค์จะอวดอ้างว่าพระองค์เป็นใครกันหรือ?

– ซึ่งความจริง พระเยซูตรัสไว้แล้วว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์เป็นพระมาซีฮา เป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่พระเจ้าใช้เข้ามาในโลกนี้เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยการวางใจในพระองค์

– แต่ดูเหมือนว่า ที่พระเยซูตรัสไปทั้งหมด ไม่เข้าหูพวกเขาเลย เพราะเขาไม่เชื่อ พวกเขาจึงเหมือนกับว่า ไม่เคยได้ยินเลยว่า พระเยซูบอกว่าพระองค์เป็นใคร

การประยุกต์ใช้ :
– พระเยซูได้ตรัสไว้แล้วว่าพระองค์เป็นใคร?

  • พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า จอมเจ้านาย
  • พระเยซูเป็นความสว่าง สำหรับคนที่กำลังมืดมน
  • พระเยซูเป็นอาหารแห่งชีวิต สำหรับคนที่กำลังดำเนินชีวิตในความตาย
  • พระเยซูเป็นผู้เลี้ยงที่ดี สำหรับคนที่อ่อนแอ อ่อนกำลังต้องการการปกป้องเหมือนแกะ
  • พระเยซูทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต สำหรับคนที่มีหัวใจ ที่แห้งผาก สิ่งที่มีไม่เคยเติมเต็มให้หายหิว
  • พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้สถิตอยู่ภายในเรา

– แล้ววันนี้ เราเชื่อ อย่างที่พระองค์ตรัสไว้ไหมว่า พระองค์เป็นผู้ใด?

– จงสำแดงความเชื่อออกมาเป็นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้นเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:54) { เกียรตินี้ ท่านได้แต่ใดมา? }

แนวคิด :
– พระเยซู ตรัสกับพวกยิวว่า เกียรติถ้ามาจากตัวเอง เกียรตินั้นก็ไร้ค่า แต่เกียรติของพระเยซู มาจากพระบิดา ผู้ที่พวกยิวเรียกว่า “พระเจ้าของเขา” ดังนั้นเกียรติที่พระเยซูมีนั้นจึงล้ำค่ามาก และมิสมควรลบหลู่เกียรตินั้น

– เหมือนใน 2คร. 10:18 ที่กล่าวว่า “เพราะ​ว่า​คน​ที่​ยก​ย่อง​ตัว​เอง​จะ​ไม่​ได้​รับ​การ​รับ​รอง แต่​คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ยก​ย่อง​ต่าง​หาก​จะ​ได้​รับ” เกียรติที่แท้จริงนั้น คือเกียรติที่มาจากพระเจ้า เท่านั้น

– พระบิดาทรงยืนยัน คำตรัสนี้ของพระเยซู เมื่อทรงทำให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

– ยน. 7:39 สิ่ง​ที่​พระ​เยซู​ตรัส​นั้น​หมาย​ถึง​พระ​วิญ​ญาณ​ซึ่ง​คน​ที่​วาง​ใจ​พระ​องค์​จะ​ได้​รับ เพราะ​ว่า​พระ​วิญ​ญาณ​ยัง​ไม่​สถิต​ด้วย เพราะ​พระ​เยซู​ยัง​ไม่​ได้​รับ​พระ​เกียรติ

– พระบิดาประทานพระเกียรติสูงสุดแด่พระเยซู เมื่อพระวิญญาณทรงทำให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้เกียรติที่เราได้รับ มาจากไหน?

– ได้มาโดย เราแสวงหาเอง ด้วยการทำอะไรเยอะแยะมากมาย หรือ ทำงาน , ทำงานรับใช้ ให้ประสบความสำเร็จ

– หรือ ได้มาโดยพระเจ้าประทานให้ เนื่องจาก เราอยู่ในพระเยซู พระเยซูได้รับเกียรติอย่างไร เราจึงได้รับเกียรตินั้นด้วย

– เกียรติที่หามาเอง ไม่มีความหมาย  เกียรติที่พระบิดาประทานให้ทรงคุณค่ายิ่ง

– อย่าภูมิใจ ที่เราทำอะไรมากมายเพื่อพระองค์ แต่ จงภูมิใจที่พระองค์ทรงทำอะไรมากมายเพื่อเรา

– แล้วจากนั้น เราจึงลงมือทำในสิ่งที่สมควรทำ ด้วยการทำทุกอย่างเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ ผู้ประทานเกียรติมากมายแก่เรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:55) { รู้จักพระเจ้า }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิวว่า พวกเขาไม่รู้จักพระบิดา แต่พวกเขากลับพูดโกหกว่า รู้จักพระบิดา

– แต่พระเยซูทรงรู้จักพระบิดา ถ้าจะให้พูดว่า พระเยซูไม่รู้จักพระบิดา ย่อมไม่ได้เพราะนั่นจะเป็นการโกหก

– พวกเขาชอบโกหกว่า รู้จักพระบิดา พอพระเยซูผู้รู้จักพระบิดาจริงๆมา พวกเขาก็อยากให้พระเยซูพูดโกหกว่า ไม่รู้จักพระบิดา  ซะงั้น

– พระเยซูบอกกับพวกเขาว่า พระเยซูรู้จักพระบิดา และเพราะรู้จักพระบิดาพระองค์จึงทรงเชื่อฟังคำสั่งของพระบิดา

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราเป็นเหมือนพวกยิว หรือเปล่า? ผู้ไม่รู้จักพระเจ้าจริงๆ แต่ชอบโกหกใครต่อใคร รวมทั้งโกหกตนเอง ว่า รู้จักพระเจ้า

– ใครก็ตามที่รู้จักกับพระเจ้าจริงๆ เขาจะเชื่อฟังและประพฤติตามพระดำรัสของพระเจ้าอย่างแน่นอน

– วันนี้ เรารู้จักกับพระเจ้าจริงๆหรือยัง?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:56) { ชื่นชมยินดีที่ได้เห็น }

แนวคิด :
– พระเยซูตรัสกับพวกยิวว่า เขาเรียกอับราฮัมว่าบิดา(ข้อ 39) แล้วพวกเขารู้ไหม ขนาดอับราฮัมเองยังปรารถนาจะเห็นวันที่พระมาซีฮาเสด็จมาเพื่อช่วยโลก และเมื่ออับราฮัมมองด้วยสายตาแห่งความเชื่อ เขาก็ชื่นชมยินดีเพราะรู้ว่าวันนั้นจะมาถึงอย่างแน่นอน

– อับราฮัมตายไปทั้งที่ยังไม่ได้เห็นด้วยตา แต่ท่านเห็นแล้วด้วยความเชื่อ เหมือนใน ฮบ. 11:13 ที่กล่าวว่า “คน​เหล่า​นั้น​ได้​ตาย​ไป​ขณะที่​มี​ความ​เชื่อ​เต็มที่ และ​ไม่ได้​รับ​สิ่ง​ที่​ได้​ทรง​สัญญา​ไว้ แต่​เขา​ก็​ได้​เห็น​และ​ได้​เตรียม​รับ​ไว้​ตั้งแต่​ไกล…”

– อับราฮัมบิดาของท่าน เห็นแล้วชื่นชมยินดี แต่พวกเขาได้เห็นแล้วกลับโกรธ

– อับราฮัมเห็นด้วยสายตาแห่งความเชื่อยังชื่นชมยินดี แต่วันนี้พวกเขาเห็นด้วยตาของตัวเองแล้ว แต่กลับไม่พอใจและไม่เชื่อ

การประยุกต์ใช้ :
– ใครคือบุคคลในพระคัมภีร์เดิมที่เราประทับใจมากที่สุด?

– อับราฮัม , โยเซฟ , โมเสส , ดาวิด ,ซาโลมอน , เอลียาห์ , เอลีชา , อิสยาห์ , ดาเนียล หรือ เนหะมีย์ , ฯลฯ

– ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร วีรบุรุษแห่งความเชื่อเหล่านี้ ล้วนปรารถนาที่จะเห็น และปรารถนาจะได้รู้ถึง วันที่พระเยซูเสด็จมาเพื่อช่วยโลก

– แต่สำหรับเรา วันนี้เราได้เห็นและได้รู้จักวันนั้นแล้ว ยิ่งกว่านั้นเราได้รับผลของวันนั้นแล้ว

– พระเยซูเสด็จมาช่วยเราแล้ว หน่ำซ้ำ ทุกวันนี้พระองค์ยังทรงดำรงอยู่กับเรา

– ดังนั้น วันนี้เราชื่นชมยินดีในสิ่งแสนประเสริฐนี้มากเพียงใด? หรือยังมัวแต่ทุกข์โศกเศร้ากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ในเรื่องของอนิจจังในโลกนี้

– เรามัวแต่โศกเศร้ากับสิ่งชั่วคราวที่เรายังไม่ได้รับ จนกระทั่งละเลยความชื่นชมยินดีในสิ่งนิรันดร์ที่เราได้รับแล้วอยู่หรือเปล่า?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:57) { ฟังไม่เข้าใจ }

แนวคิด :
– อีกครั้ง ที่พวกยิวอ้างคำพูดของพระเยซูแบบผิดๆ พระเยซูไม่ได้บอกว่า พระองค์เห็นอับราฮัม แต่บอกว่าอับราฮัมเห็นพระองค์

– พวกยิวกล่าวกับพระเยซูว่า พระองค์อายุยังไม่ถึง 50 ปีเลย ซึ่งชาวยิวถือว่า ผู้ชายยิวจะเป็นผู้ชายอย่างสมบูรณ์เมื่ออายุครบ 50 ปี แล้วพระเยซูจะเคยเห็นอับราฮัมได้อย่างไร เพราะอับราฮัมเกิดเมื่อ 2,000 ปีก่อนหน้านี้

– พวกเขาไม่เข้าใจ แล้วต่อมาก็เข้าใจผิด ในสิ่งที่พระเยซูตรัส ก็เพราะว่าพวกเขาไม่ใส่ใจฟัง และพอฟังแล้วก็ไม่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูตรัส ผลมันจึงออกมาเช่นนี้

การประยุกต์ใช้ :
– วันนี้ เราใส่ใจในสิ่งที่พระเจ้าประสงค์จะบอกกับเรา มากเพียงใด?

– ในวันนี้ เราให้เวลากับพระคำของพระเจ้า คิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของเวลา 24 ชม.(1,440 นาที)?

– วันนี้เมื่อเราอ่านหรือฟังพระคำของพระเจ้า เราแค่อ่านเท่านั้น หรือเราได้เชื่อ จนลงมือกระทำตามพระคำของพระเจ้าที่ได้รับรู้นั้น?

– วันนี้ เราได้ทำอะไรลงบ้าง ที่เป็นการตอบสนองพระคำของพระเจ้า?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:58) { ทรงดำรงอยู่มานานแสนนานแล้ว }

แนวคิด :
– พวกยิวบอกว่า พระเยซูอายุยังไม่ถึง 50 ปี เลย จะไปรู้จักกับอับราฮัมได้อย่างไร(ข้อ 57)

– พระเยซูจึงตอบพวกเขาว่า พระองค์ดำรงอยู่ก่อนอับราฮัมเกิดเสียอีก

– ตามธรรมชาติของมนุษย์ อายุไม่น่าจะยืนยาวนานขนาดนั้น แสดงว่าพระเยซูกำลังประกาศว่า พระองค์มีธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ธรรมชาติพระเจ้า ก็คือพระองค์ทรงเป็นพระเจ้านั่นเอง

– แต่พวกเขาไม่เชื่อ

การประยุกต์ใช้ :
– เราเชื่อจริงๆไหมว่า พระเยซูทรงดำรงอยู่ก่อนที่มนุษย์คนแรกเกิดมาเสียอีก?

– พระองค์ทรงเห็นชีวิตของมนุษย์มานับไม่ถ้วนแล้ว ความจริงคือเห็นชีวิตของมนุษย์ทุกคน

– แล้ววันนี้ พระองค์ก็ทรงเห็นชีวิตของเราอย่างละเอียดด้วยเช่นกัน

– เราคิดดูสิ มีหรือว่า พระองค์จะไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาชีวิตของเราในวันนี้ได้อย่างไร?

– พระองค์ทรงทราบดี และพระองค์พร้อมที่จะทรงแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรา เพียงแต่เราจะยอมจำนนต่อวิธีการของพระองค์ ด้วยการเชื่อฟัง ทำตามพระคำของพระองค์เท่านั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.8:59) { หลบเลี่ยงเพราะรัก }

แนวคิด :
– หลังจากที่พระเยซู อธิบายอะไรมากมาย แก่พวกยิวในบริเวณพระวิหาร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดคนอย่างน้อย 3 ประเภท

1. คนที่วางใจในพระเยซู(ข้อ30)

2. คนที่สงสัยในคำตรัสของพระเยซู(ข้อ12-19)

3. คนที่เกลียดพระเยซู

– ในข้อนี้ความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อพระเยซู มาถึงขีดสุด พวกเขาจึงพยายามจะเอาหินชว้างพระเยซูให้ตาย

– พระเยซูนำพระคำจากพระเจ้ามายังพวกเขา และพระองค์ตรัสว่าพระองค์มาเพื่อช่วยพวกเขา ให้พ้นความตาย

– สิ่งที่พวกเขาควรทำ ก็คือ วิ่งมาก้มกราบแทบเท้าพระเยซูด้วยใจสำนึกพระคุณ

– แต่ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาคำ คือ พยายามจะเอาหินขว้างพระเยซูให้ตาย

– สิ่งที่พระเยซูน่าจะทำก็คือ สั่งทูตสวรรค์สัก 12 กองพล (มธ.26:53) มาฆ่าพวกเนรคุณพวกนี้ให้หมดไปเลย

– แต่สิ่งที่พระเยซูทำ ก็คือ ทำราวกับบอกกับพวกเขาว่า “ยังไม่ถึงเวลาตายของเรานะ ต้องรอก่อน”  แล้วก็เดินหลบเลี่ยงไป เพื่อว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า พระองค์จะจงใจเดินไปถูกฆ่าตายบนไม้กางเขนเพื่อพวกเขาเหล่านั้น

การประยุกต์ใช้ :
– คนเหล่านั้นที่เกลียดพระเยซู จนพยายามจะฆ่าพระองค์ พระองค์ยังคงรักเขา จนยอมตายอย่างทุกข์ทรมานเพื่อพวกเขาจะพ้นความตายอันแสนทุกข์ทรมาน

– ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด วันนี้ เราผู้เป็นประชากรของพระองค์ ผู้ได้ชื่อว่า เป็นบุตรของพระองค์ พระองค์จะยิ่งทรงเมตตากรุณาต่อเรามากเพียงใด

– จากนี้ไปไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใด เพราะพระองค์ทรงห่วงใยท่าน ยิ่งกว่าท่านห่วงใยตัวเองเสียอีก