แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:10) { กลับบ้านดีกว่า }

แนวคิด :

– หลังจากที่เปโตรและยอห์น เข้าไปดูในอุโมงค์แล้วพบว่า พระศพของพระเยซูไม่อยู่ในอุโมงค์แล้ว จริงตามที่พวกผู้หญิงบอก

– พวกเขาก็กลับไปยังที่พักของตน ด้วยความประหลาดใจ(ลก. 24:12)

– พวกเขากลับบ้าน ในข้อนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่กลับบ้านที่กาลิลี เพราะพวกเขาจะพบพระเยซูในเวลาอีกไม่นานที่เยรูซาเล็ม (ลก. 24:33-36) ก่อนที่พวกเขาจะกลับไปกาลิลี พบกับพระเยซูที่นั่นอีก (ยน. 21:1)

– ดังนั้น บ้านในข้อนี้ น่าจะหมายถึงที่พักของพวกเขาในช่วงเวลานั้น อาจเป็นห้องชั้นบนที่พวกเขาประชุมกัน หรืออาจหมายถึงบ้านของยอห์นในเยรูซาเล็ม เพราะยอห์นอาจจะมีบ้านอีกหลังในเยรูซาเล็ม สังเกตได้จากการที่เขาสนิทกับมหาปุโรหิต (ยน. 18:15)

การประยุกต์ใช้ :

– เมื่อเปโตรและยอห์น เห็นหลักฐานว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พวกเขาก็กลับบ้านไป

– ช่างเป็นประโยคที่ น่าตลกจริงๆ เพราะควรจะเป็นเช่นนี้ เมื่อพวกเขาเห็นหลักฐาน พวกเขาก็ระลึกถึงคำของพระองค์ได้ แล้วกระตือรือร้นอย่างยิ่ง ฯลฯ

– การเป็นขึ้นมาจากความหมายของพระเยซูยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา เพราะเขายังไม่เชื่อมั่นอย่างไม่สงสัย ว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– ในเวลาต่อมา เมื่อพวกเขามั่นใจอย่างสุดหัวใจ ว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วจริงๆ จากนั้นชีวิตของพวกเขาก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลยตราบจนวันตาย

– วันนี้ หากเรามั่นใจด้วยความเชื่ออย่างไม่สงสัยว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ความจริงนี้จะมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างมหาศาล แต่หาไม่แล้วความจริงนี้ก็จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆในชีวิตของเราเลย

โฆษณา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:9) { ไม่เข้าใจ }

แนวคิด :

– เมื่อยอห์นได้เข้าไปในอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู ได้เห็นว่าพระศพหายไป เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เพราะว่าเขาไม่ได้เชื่อตามที่พระเยซูเคยกล่าวไว้หลายครั้ง

– อย่างเช่นใน มธ. 12:40 พระเยซูตรัสว่า “เพราะ​ว่าโย​นาห์​อยู่​ใน​ท้อง​ปลา​มหึมา​สาม​วัน ​สาม​คืน ​อย่าง​ไร บุตร​มนุษย์​จะ​อยู่​ใน​ท้อง​แผ่น​ดิน​สาม​วัน​สาม​คืน​อย่าง​นั้น”

– เขาจึงไม่ได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า ความจริงแล้วพระศพไม่ได้หายไป แต่พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วตามที่พระองค์เคยตรัสเอาไว้

การประยุกต์ใช้ :

– ทั้งที่พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และ ยอห์นก้ได้เห็นแล้วว่าอุโมงค์ถูกปิดออกและพระศพหายไป แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– ก็เพราะว่า เขาไม่ได้เชื่อจริงๆ ในถ้อยคำที่พระเยซูได้กล่าวไว้

การเชื่อวางใจในพระคำของพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ มีมากเท่าใด ก็จะช่วยทำให้เราเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเรา ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:8) { เห็นและเชื่อ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรเข้าไปในอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซูแล้ว(ข้อ 6) จากนั้นซึ่งตอนแรกไม่กล้าเข้า ก็ตามเข้ามาด้วย

– แล้วยอห์นก็เห็นจริง ตามสิ่งที่พวกผู้หญิงบอกว่า พระศพหายไป เมื่อเห็นแล้วเขาจึงเชื่อว่าพวกผู้หญิงพูดจริง

การประยุกต์ใช้ :

– ยอห์น สงสัยในคำของพวกผู้หญิง จนกระทั่งเมื่อเขาได้เห็นกับตา จึงเชื่อว่าพวกผู้หญิงพูดจริง

– และยอห์น ก็ไม่เชื่อในคำพูดของพระเยซูเช่นกัน ว่า พระองค์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย ในวันที่สาม (มธ. 17:23) จนกระทั่งพระเยซูปรากฏแก่เขา เขาจึงเชื่อ(ยน. 20:19)

– แต่ความเชื่อพระเยซูปรารถนาให้สาวกของพระองค์มี คือ เชื่อโดยไม่จำเป็นต้องเห็นก่อน

– ดังที่พระเยซูตรัสกัยโธมัส ใน ยน. 20:29 พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เพราะ​ท่าน​เห็น​เรา​ท่าน​จึง​เชื่อ​หรือ? คน​ที่​ไม่​เห็น​เรา​แต่​เชื่อ​ก็​เป็น​สุข”

– วันนี้ เราจะตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเชื่อถ้อยคำของพระเจ้าอย่างไม่สงสัยแม้ยังไม่ได้เห็น หรือเราจะต้องรอให้เห็นก่อนแล้วถึงจะยอมเชื่อ?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:7) { ผ้าถูกพับไว้ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรเข้าไปในอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู เขาไม่พบพระศพพระเยซู เห็นแต่เพียงผ้าป่านที่โยเซฟชาวอาริมาเธียและนิโคเดมัส ใช้พันพระศพเท่านั้น(ยน. 19:40)

– เปโตรเห็นผ้าป่านที่พันพระเศียรพับแยกไว้ต่างหาก แยกออกจากผ้าที่พันพระศพ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไม่เร่งรีบ ซึ่งหากเป็นคนมาขโมยพระศพคงกระทำอย่างเร่งรีบ

– แต่นี่น่าจะเป็นฝีมือของทูตสวรรค์ทั้งสอง ที่พวกผู้หญิงพบที่อุโมงค์ ใน ลก. 24:4

การประยุกต์ใช้ :

– พระเจ้าทรงมีแผนการล้ำเลิศและพระองค์ทรงปราณีตในแผนการนั้น

– ในเวลาต่อมา ใน มธ. 28:12-13 ​พวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิต​แจก​เงิน​ก้อน​ใหญ่​ให้​กับ​พวก​ทหาร แล้วสั่งว่า ให้ปล่อยข่าวว่ามีคนมาขโมยพระศพไปตอนพวกเขาหลับอยู่

– ซึ่งการที่ผ้าพันพระศพถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย แถมยังแยกด้วยว่าผืนไหนพันพระเศียร ผืนไหนพันพระกาย เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่การกระทำของขโมยที่ต้องทำอย่างเร่งรีบ แต่เป็นการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูจริงๆ

– เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา เราอาจจะคิดไม่ถึงว่าผลกระทบนั้นจะเป็นอย่างไร แต่พระเจ้าทรงทราบและพระองค์ทรงจัดเตรียมอย่างปราณีตสำหรับเราผู้เป็นที่รักของพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:6) { เปโตรเข้าไปในอุโมงค์ }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรวิ่งมาถึงอุโมงค์เพื่อดูว่าข่าวที่พวกผู้หญิงบอกเกี่ยวกับพระศพหายไปนั้นเป็นจริงหรือไม่

– ยอห์นซึ่งวิ่งมาถึงก่อน กำลังหยุดยืนอยู่ปากอุโมงค์ ไม่กล้าเข้าไป(ข้อ 5)

– เปโตรซึ่งมาถึงทีหลัง ไม่รีรอแบบยอห์น แต่รีบรุดเข้าไปในอุโมงค์ทันที แล้วก็เห็นผ้าพันพระศพวางพับไว้อยู่ แต่ไม่เห็นพระศพของพระเยซูในนั้น

การประยุกต์ใช้ :

– เพราะความกล้าหาญ หรือ อาจจะเพราะความหุนหันพลันแล่นของเปโตร ทำให้เขาได้เป็นคนแรกในพวกสาวกที่เป็นสักขีพยานว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

– ไม่ว่าจะเป็นความเข้มแข็งของเรา หรือจุดอ่อนของเรา พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถใช้สิ่งนั้นกลายเป็นพระพรแก่เราได้เสมอ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:5) { เห็นผ้าวางอยู่ }

แนวคิด :

– เมื่อยอห์นวิ่งมาดูที่อุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซู เขาวิ่งมาถึงก่อนเปโตร(ข้อ 4) แต่เขาไม่กล้าเข้าไปข้างใน น่าจะเพราะความกลัวบางอย่าง ซึ่งดูเหมือนยอห์นจงใจเขียนถึงความอ่อนแอของตนในประเด็นนี้

– ยอห์นไม่ได้เข้าไปก็จริง แต่เขาได้ก้มดูจากปากอุโมงค์ ซึ่งตามปกติอุโมงค์ฝังศพของยิวมัก ขุดต่ำลงไปจากปากอุโมงค์ ราว 2-3 เมตร

– เมื่อเขาก้มดู เขาก็เห็นว่ามีผ้าพันพระศพวางอยู่ แต่ไม่เห็นพระศพ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าพระศพอาจถูกย้ายไปอีกตำแหน่งหนึ่งที่เขามองไม่เห็นก็ยังเป็นไปได้

– อย่างไรก็ดีสามารถกล่าวได้ว่า ยอห์นเป็นสาวกคนแรกที่ได้เห็นผ้าพันพระศพหลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย

การประยุกต์ใช้ :

– ในความอ่อนแอ ความขลาดกลัวของยอห์น จึงทำให้เขาไม่ได้เข้าไปในอุโมงค์แล้วเป็นสาวกคนแรกที่พบว่าพระเยซูไม่อยู่ในอุโมงค์แล้ว

-ถึงกระนั้น พระเจ้าก็เมตตาให้เขาได้เป็นสาวกคนแรกที่ได้เห็นผ้าพันพระศพหลังจากพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

แม้ในความอ่อนแอของเรา ทำให้เราต้องพลาดสิ่งดีบางอย่างไป ถึงกระนั้นพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจ พระองค์จะทรงประทานพระพรแก่เราตามความจริงใจที่เรามีต่อพระองค์นั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:4) { ยอห์นมาถึงก่อน }

แนวคิด :

– เมื่อเปโตรและยอห์น ได้ยินว่าพระศพของพระเยซูหายไป เขาจึงรีบวิ่งออกไปดูที่อุโมงค์ในทันที

– ข้อนี้ ยอห์นระบุว่า ยอห์นซึ่งหนุ่มกว่า วิ่งเร็วกว่าเปโตร  เพื่อที่จะสื่อว่า เปโตรเป็นสาวกคนแรกที่เข้าไปในอุโมงค์ เป็นสาวกคนแรกที่เป็นสักขีพยาน ในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู(ข้อ 6)

– คือ ยอห์นระบุว่า ขนาดเขามาถึงก่อน เขาก็ยังมัวแต่ลังเลไม่กล้าเข้าไป แต่เปโตรมาถึงเข้าไปดูเลย

การประยุกต์ใช้ :

– จากการจัดฉากของพระเจ้าในเหตุการณ์นี้ แม้ยอห์นผู้มาถึงก่อน น่าจะเป็นคนแรกในพวกสาวกที่ได้เข้าไปในอุโมงค์ แต่ดูเหมือนเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่จะให้เปโตร ผู้ปฏิเสธพระเยซูมากกว่าสาวกคนอื่นๆถึง 3 ครั้ง กลับได้เป็นคนแรกในบรรดาสาวก ที่ได้เข้าไปเป็นสักขีพยานในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู

เปโตรทำผิดมากเมื่อหลายวันก่อน แต่วันนี้เมื่อเขากลับใจ หันกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดใจ พระเจ้าไม่ดูหมิ่นเขา แต่กลับประทานเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ให้แก่เขา คือ เป็นสาวกคนแรกในบรรดาพวกสาวกที่ได้เข้าไปเห็นและเป็นสักขีพยานว่าพระเยซูไม่ได้อยู่ในอุโมงค์แล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:3) { เปโตรกับยอห์น }

แนวคิด :

– หลังจากที่มารีย์มักดาลามาบอกกับพวกสาวกว่าพระศพของพระเยซูหายไป พวกสาวกส่วนใหญ่ไม่สนใจคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล(ลก. 24:11) มีแต่เปโตรกับยอห์นเท่านั้น ที่มีปฏิกริยากับข่าวนี้

– พวกเขาทั้งสองรีบออกไปดูที่อุโมงค์ ในข้อ4 บอกว่าพวกเขาไม่ได้เดินไปแต่รีบวิ่งไปดูเลย แสดงถึงความกระตือรือร้นอย่างยิ่งเกี่ยวกับพระศพของพระเยซู

– สาวกคนอื่นๆไม่ได้ออกไปดูที่อุโมงค์ อาจเพราะไม่เชื่อสิ่งที่มารีย์มักดาลาพูด หรืออาจเพราะดูเหมือนมีพิรุธ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ศพถูกฝังแล้ว จะหายไปได้อย่างร ต้องเป็นกับดักของพวกยิวแน่ที่จะล่อพวกเราออกไป เพื่อจะดักจับพวกเรา

– เปโตรและยอห์น แม้ยังไม่เชื่อนัก ใน ยน. 20:8 บอกว่า เมื่อพวกเขามาเห็นว่าพระศพหายไปจริงๆ แล้วจึงค่อยเชื่อคำที่มารีย์มักดาลาได้กล่าว แต่พวกเขาก็รีบวิ่งออกไปดูที่อุโมงค์ โดยไม่หวั่นกลัวว่าจะเป็นกับดักด้วยซ้ำไป (หรืออาจเพราะคิดไม่ถึงก็ไม่ทราบ)

– เปโตร ผู้นี้ คือคนที่ เมื่อ 3 วันก่อน ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นสาวกของพระเยซูต่อหน้าผู้คนถึง 3 ครั้ง บัดนี้เป็นโอกาสอีกครั้งที่เขาจะแก้ตัวทำอะไรเพื่อพระเยซูอีกสักครั้ง แม้มันจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม เขาจึงรีบวิ่งออกไปที่อุโมงค์

>>> อะไรทำให้เปโตรวิ่งออกไปที่อุโมงค์? ก็คือ การที่เปโตรสำนึกในความผิดที่ตนได้ทำไป จึงเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อพระเยซู นี่คือการกลับใจที่แท้จริง เมื่อสำนึกผิดจึงลงมือทำบางอย่างในสิ่งที่ถูก

– ยอห์น ผู้นี้ คือสาวกที่ ตอนพระเยซูถูกจับเขาตามพระเยซูไป ดูอยู่ห่างๆ และตอนพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน เขาเข้ามาใกล้พระองค์ จนขนาดที่สามารถได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของพระองค์ได้(ยน. 19:26-27) ยอห์นผู้นี้เอง ที่เขาบันทึกว่า เขาคือสาวกที่พระเยซูทรงรัก

>>> อะไรทำให้ยอห์นวิ่งออกไปที่อุโมงค์? ก็คือ การที่เขารู้ตัวว่าเขาเป็นสาวกที่พระเยซูทรงรัก ความจริงแล้วพระเยซูทรงรักสาวกทุกคนอย่างที่สุด ใน ยน. 13:1 “… พระ​องค์​ทรง​รัก​เขา​ทั้ง​หลาย​จน​ถึง​ที่​สุด” แต่ดูเหมือนเวลานั้น มีแต่ยอห์นเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงความรักของพระองค์ที่ทรงรักเขา เขาจึงตอบสนองต่อความรักนั้นด้วยการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างกล้าหาญ

การประยุกต์ใช้ :

จงกลับใจเหมือนเปโตร หยุดทำสิ่งผิดที่เคยทำ แล้วทำสิ่งตรงกันข้าม คือหันมาทำสิ่งถูกที่ควรทำ

– เปโตร เคยกลัวที่จะให้คนรู้ว่าเป็นพวกของพระเยซู จนกระทั่งเขาปฏิเสธพระเยซู บัดนี้เขาไม่กลัวที่จะวิ่งไปที่อุโมงค์ฝังพระศพพระเยซู ถึงแม้อาจจะทำให้มีคนรู้ก็ได้ว่าเขาเป็นพวกของพระเยซู

จงรับรู้ความรักของพระเยซูที่มีต่อเรา เหมือนยอห์น แล้วโดยการรับรู้นั้นจะเป็นแรงผลักดันให้เราทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างกล้าหาญ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:2) { เขาเอาพระองค์ไปไหนก็ไม่รู้! }

แนวคิด :

– เมื่อมารีย์มักดาลา เห็นว่าอุโมงค์ถูกเปิดออกแล้ว และไม่มีพระศพของพระเยซูอยู่ในนั้น นางจึงรีบวิ่ง จากอุโมงค์นั้นซึ่งอยู่ใกล้โกละโกธา (ยน. 19:42) เข้าไปในเมืองเพื่อบอกเปโตรและยอห์น

– ใน ลก. 24:11 อธิบายว่าเธอได้แต่บอกกับพวก​อัคร​ทูตคนอื่นๆด้วยแต่พวกเขา​ไม่​เชื่อ เห็น​ว่า​เป็น​คำ​เหลว​ไหล มีแต่เปโตรกับยอห์นเท่านั้นที่เชื่อแล้ววิ่งออกไปดูที่อุโมงค์ ยอห์นจึงบันทึกว่า นางมารีย์มักดาลาได้ไปบอกแก่เปโตรและยอห์น

– เธอบอกพวกเขาว่า มีคนมาเอาพระศพของพระเยซูไป และพวกเรา(ซึ่งหมายถึงมารีย์มักดาลาและผู้หญิงคนอื่นๆที่ไปด้วยกัน) ไม่รู้ว่าเขาเอาพระศพของพระเยซูไปไว้ที่ไหน

– มาถึงตอนนี้ มารีย์มักดาลาไม่ทราบเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระเยซูและคิดไม่ถึงเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู เธอรู้อย่างเดียวว่าพระศพหายไป และเธอก็พยายามทำอย่างสุดความสามารถที่จะทำอะไรบางอย่างแด่พระเยซู เท่าที่เธอทำได้คือรีบวิ่งไปบอกพวกอัครสาวก

การประยุกต์ใช้ :

– เวลานั้น พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว แต่เนื่องจากมารีย์มักดาลายังไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ ดังนั้นการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูจึงยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ

เวลานี้ พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ แต่หากเราไม่ตระหนักว่าวันนี้พระองค์ทรงพระชนม์อยู่กับเรา เราก็ยังคงตกอยู่ในความหวาดกลัว ความวิตกกังวลต่อไป ถึงแม้ว่าพระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วก็ตาม

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.20:1) { อุโมงค์ถูกเปิดออกแล้ว }

แนวคิด :

– ในวันต้นสัปดาห์ ซึ่งก็คือ วันอาทิตย์ นับเป็นวันที่ 3 ตั้งแต่ที่เขาฝังพระศพของพระเยซู ในเย็นวันศุกร์ ก่อน 6 โมงเย็น (ชาวยิวนับว่า หลัง 6 โมงเย็นเป็นวันใหม่)

– ในเวลาเช้ามืด ซึ่งน่าจะเป็นเวลาช่วง ตี3-6โมงเช้า มารีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา มารีย์​มาร​ดา​ของ​ยากอบ​พร้อม​กับ​นาง​สะ​โล​เม (มก. 16:1) ได้​นำเครื่องหอมมาเพื่อ​ชโลม​พระ​ศพ​ของ​พระ​เยซู ในยอห์น บันทึกแค่ ชื่อของมารีย์มักดาลา คงเพราะต้องการเน้นเหตุการณ์ที่พระเยซูพบกับนางเป็นส่วนตัว(ยน. 20:11-18)

– เมื่อมารีย์มักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพ ซึ่งเดิมทีถูกปิดไว้อย่างแน่นหนามีประตราของปีลาต ห้ามเปิดก่อนได้รับอนุญาต และมีทหารเฝ้าคุมไว้(มธ. 27:65-66 ) พวกนางก็พบว่าหินปิดปากอุโมงค์ถูกยกออกไปแล้ว

– การมาของมารีย์มักดาลานี้ ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นความตั้งใจจริงของเธออย่างมาก เมื่อลองไล่ลำดับเวลาดู

– วันศุกร์ พระเยซูสิ้นพระชนม์ บ่าย 3 โมง กว่าโยเซฟชาวอาริมาเธีย จะไปเจรจาขอพระศพพระเยซูจนสำเร็จ เวลาคงผ่านไปพอสมควร กว่าจะเชิญพระศพลงมา แล้วเอาเครื่องหอมชโลมแล้วพันผ้าพระศพ แล้วนำไปฝังที่อุโมงค์ ใน มธ. 27:61 บอกว่ามารีย์​ชาว​มัก​ดา​ลา​กับ​มารีย์​อีก​คน​หนึ่ง​ก็​นั่ง​อยู่​ที่​นั่น​ตรง​หน้า​อุโมงค์

– มาถึงจุดนี้ เวลาคงใกล้ 6 โมงเย็นเต็มทีแล้ว วันสะบาโตกำลังจะเริ่มแล้ว ซึ่งชาวยิวจะไม่ทำงานใดๆ

– ยน.20:1 บอกว่า “เวลาเช้ามืด” มารีย์มักดาลา ก็มาที่อุโมงค์แล้ว พร้อมกับเครื่องหอม (ลก. 24:1)

– สังเกตดูว่า มารีย์มักดาลา มีเวลาน้อยมากสำหรับการเตรียมเครื่องหอม นางคงต้องรีบมากทีเดียวจึงเตรียมได้ทัน เช้ามืดวันอาทิตย์ได้

– และอีกประการหนึ่ง ข่าวเรื่องที่ปีลาตให้ทหารคุมอุโมงค์แน่นหนา น่าจะแพร่ไปทั่วแล้ว ในมก. 16:3 พวกผู้หญิง​พูด​กัน​​ว่า “ใคร​จะ​ช่วย​กลิ้ง​ก้อน​หิน​ออก​จาก​ปาก​อุโมงค์” เพราะก้อนหินนั้นใหญ่ มารีย์มักดาลา แม้มีความหวังเพียงน้อยนิดที่จะสามารถชโลมพระศพพระเยซูได้ แต่ถึงกระนั้นเธอยังทำอย่างสุดความสามารถและทำอย่างกระตือรือร้น

การประยุกต์ใช้ :

– มารีย์มักดาลา พยายามอย่างสุดกำลังที่จะทำถวายแด่พระเยซู ปรากฏว่าเธอทำส่วนของเธออย่างเต็มที่ แต่ส่วนที่เกินกำลังนั้น พระเจ้าทรงกระทำให้แก่เธอเอง

– อย่างไรก็ดี แม้เธอจะทำอย่างสุดกำลังของเธอแล้วก็ตาม สิ่งที่เธอเตรียมมาก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี ดูเหมือนงานที่เธอทุ่มเททำลงไปนั้นจะไม่มีประสิทธิผลอะไรเลยต่อแผนการของพระเจ้า ถึงกระนั้นการกระทำของเธอนี้ พระเจ้าก็ยังคงประทานเกียรติให้แก่เธอ สิ่งที่เธอได้พยายามทำนี้ ถูกบันทึกในพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม และมีคนหลายพันล้านคนทั่วโลกตลอดประวัติศาสตร์ได้รับรู้สิ่งที่เธอได้กระทำถวายแด่พระเยซูที่เธอรักด้วยสุดใจ

พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่ง ไม่ได้ทอดพระเนตรที่ความยิ่งใหญ่หรือความสำเร็จของงาน แต่ทอดพระเนตรดูท่าทีแห่งหัวใจที่ทำถวายแด่พระองค์