แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:50) { จะเห็นได้มากกว่านี้อีก }

[แนวคิด]  :

– เมื่อนาธานาเอล ทราบว่าพระเยซูทรงรู้จักเขาก่อนที่เขาจะได้ยินเรื่องของพระองค์เสียอีก เขาจึงเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮา

– แต่พระเยซูบอกเขาว่า ต่อไปภายหน้าเขาจะเห็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก

[ประยุกต์ใช้] :

– มาถึงวันนี้ เราแม้เรามีประสบการณ์พระเยซูมาระดับหนึ่งแล้วก็ตาม

– แต่ถ้าเรายังคงรักษาความเชื่อในพระเยซูเอาไว้ ต่อไปภายหน้าเราจะได้เห็นเหตุการณ์ใหญ่กว่าที่เจอมาแล้วอีก

– เรื่องแผ่นดินของพระเจ้า เป็นเหมือนเมล็ดพืช เวลาผ่านไปก็จะมีประสบการณ์ ยิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆในชีวิตของเรา เพียงแต่เราจะยึดความเชื่อไว้ให้มั่นไม่หวั่นไหว

โฆษณา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 1:51) { พบอัศจรรย์ }

[แนวคิด]  :

– พระเยซูบอกนาธานาเอล ว่า วันนี้ท่านอัศจรรย์ใจที่พระเยซูเห็นท่านอย่างอัศจรรย์ แต่ในอนาคต เขาจะเห็นด้วยตัวเขาเอง ถึงสิ่งที่อัศจรรย์ล้ำลึกกว่านี้มากมากนัก

– ท้องฟ้าเบิกออก และ ทูตสวรรค์ขึ้นลงเหนือบุตรมนุษย์ เล็งถึง พระเจ้าทรงรับรองพันธกิจของพระเยซู

[ประยุกต์ใช้] :

– เมื่อเราดำเนินชีวิตติดตามพระคริสต์ เราจะพบกับสิ่งอัศจรรย์ในชีวิต มากยิ่งกว่าที่เราคิดคาดหวังไว้เสียอีก

– เหมือน นาธานาเอล ผู้คาดหวังว่าจะได้ติดตามรับบี ผู้เห็นอย่างอัศจรรย์ แต่สิ่งที่เขาได้พบจริงๆคือ ได้เห็นอย่างอัศจรรย์ด้วยตาของเขาเอง

“พระเจ้าปรารถนาจะทำสิ่งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรา มากยิ่งกว่าที่เราคาดคิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:1-11) { คิดถูก }

[แนวคิด]  :

– เรื่องพระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น มีคนคิดถูกอยู่ 4 กลุ่ม

1. เจ้าของงาน คิดถูกที่เชิญพระเยซู…จึงได้รับพร

2. มารดาพระเยซู คิดถูกที่นำปัญหามาทูลต่อพระเยซู…ปัญหาจึงได้รับการแก้ไข

3. คนใช้ คิดถูกที่เชื่อฟังพระเยซูทุกอย่าง…จึงเกิดการอัศจรรย์เกิดขึ้น

4. สาวก คิดถูกที่ติดตามพระเยซู…จึงได้เห็นการอัศจรรย์ จนวางใจพระเยซู

[ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้ เรามาคิดถูกกันเถอะ

1. ใครยังไม่ได้เชิญพระเยซู เข้ามาในชีวิต…เชิญด่วนเลย แล้วจะได้พบกับพระพร

2. ใครยังไม่ได้นำปัญหามาทูลต่อพระเยซู…ทูลด่วนเลย แล้วมันจะได้รับการแก้ไข

3. ใครยังไม่ได้เชื่อฟังพระเยซู…เชื่อฟังด่วนเลย แล้วจะเกิดอัศขรรย์ขึ้นในชีวิต

4. ใครยังไม่ได้วางใจพระเยซู…ให้หันกลับไปดู การอัศจรรย์ที่ผ่านมาในชีวิต…แล้ววางใจด่วนเลย…แล้วจะได้พบการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยพบมา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:12) { จังหวะแห่งการรับใช้ }

[แนวคิด]  :

– หลังจากพระเยซูทำอัศจรรย์ครั้งแรกที่หมู่บ้านคานา แทนที่พระองค์จะรีบทำอะไรต่อไปเลย ให้กิตติศัพท์เลื่องลือไปเลย กลับเดินทางไปเมืองคาเปอรนาอูม ซึ่งห่างจากคานาราว 25 กม. อยู่ที่นั่น ไม่กี่วัน แล้วก็ออกเดินทางไปร่วมพิธีปัสกาที่กรุงเยรูซาเล็ม

– การรับใช้ของพระเยซู มีจังหวะ มีวาระที่เหมาะสมเสมอ ไม่เร่งรีบเกินไป และไม่ได้อืดอาดเฉื่อยช้า

– จบจากคานา พระองค์พักที่คารเปอรนาอูมสักพัก แล้วเริ่มต่อพระราชกิจที่เยรูซาเล็ม

[ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้ การรับใช้ของเรา เร่งรีบเกินไปหรือเปล่า มีจังหวะผ่อน จังหวะพักบ้างหรือไม่?

– วันนี้ การรับใช้ของเรา อืดอาดไปหรือเปล่า พักนานไปแล้วหรือเปล่า?

“พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้สอนเรา ถึงจังหวะที่เหมาะสมของการรับใช้ กรุณาใช้บริการพระองค์ด้วยครับ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:13-16) { ใช้งานผิดประเภท }

[แนวคิด]  :

– เมื่อพระเยซูเข้าไปในบริเวณพระวิหาร ในกรุงเยรูซาเล็ม ช่วงเทศกาลปัสกา พระองค์ไม่ยอมให้คนมาขายสัตว์และตั้งโต๊ะแลกเงินในบริเวณพระวิหาร จึงใช้เชือกทำเป็นแส้ไล่พวกเขาออกไป

– พระนิเวศของพระบิดา ใช้สำหรับอธิษฐาน อย่าเอามาทำเป็นตลาด

[ประยุกต์ใช้] :

– ตั้งแต่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายจนถึงปัจจุบัน พระวิหารของพระเจ้าไม่ได้หมายถึงสิ่งก่อสร้างที่เยรูซาเล็มอีกต่อไป แต่หมายถึงชีวิตของเราทั้งหลายผู้เชื่อวางใจในพระเยซู(1คร.3:16)

– วันนี้ เราใช้พระนิเวศน์ของพระเจ้าทำอะไร?

– วันนี้ เราใช้พระนิเวศน์แห่งการอธิษฐาน เพื่อการอธิษฐานกี่นาที?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:17) { พระนิเวศน์ที่รัก }

[แนวคิด]  :

– พระเยซูทรงห่วงใยเอาใจใส่ต่อพระนิเวศน์ของพระบิดามาก ถึงแม้นิเวศน์นั้นจะเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยน้ำมือของมนุษย์

[ประยุกต์ใช้] :

– ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระเยซูจะห่วงใย เอาใจใส่ ชีวิตของเราผู้เป็น พระวิหารของพระเจ้า ที่สร้างโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

– พระเยซูปรารถนาให้นิเวศน์ของพระเจ้า เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ฉันใด
พระองค์ก็ปรารถนาให้ชีวิตของเรา เป็นถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ฉันนั้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:18-21) { ใส่ใจ }

[แนวคิด]  :

– พวกยิวถามพระเยซูว่า มีสิทธิอะไรมาชำระพระวิหารแบบนี้ เพราะต้องเป็นผู้มาจากพระเจ้าเท่านั้น จึงจะมีสิทธิชำระพระวิหาร

– แต่พระเยซูกลับไม่ใส่ใจที่จะตอบเพื่อให้พวกเขารู้ว่าพระองค์มีสิทธิ พระเยซูกลับพูดถึงภารกิจของพระองค์ ที่จะสิ้นพระชนม์และเป็นขึ้นมาในวันที่สาม

– ดูเหมือนพระเยซูไม่ใส่ใจว่าพวกยิวจะคิดว่าอย่างไรกับพระองค์(พวกเขาคิดว่าพระองค์ไม่มีสิทธิ) แต่ตลอดช่วงเวลาที่พระองค์รับสภาพมนุษย์ในโลกนี้ พระองค์ใส่ใจอยู่อย่างเดียว คือ ทำให้พระราชกิจที่พระบิดามอบหมายมานั้นสำเร็จ

[ประยุกต์ใช้] :

– ไม่ต้องใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับงานที่เราทำแด่พระเจ้า แต่จงใส่ใจว่า วันนี้เรากำลังเอาใจใส่กับภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้เราทำหรือไม่?

– ใครไม่รู้ว่าภารกิจนั้นคืออะไร ดูได้จาก มธ.28:19-20

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:22) { เข้าใจ }

[แนวคิด]  :

– สิ่งที่พระเยซูตอบพวกยิวในวันนั้น(ข้อ19) อีกราว 3 ปีต่อมา พวกสาวกถึงเข้าใจ และเมื่อเข้าใจแล้วเขาก็เชื่อ

– เมื่อสาวกเข้าใจ แล้วพวกเขาจึงเชื่อ ดูเหมือนว่า ความเชื่อมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความเข้าใจ

– เข้าใจในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หมายถึง เข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร

[ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้ สิ่งที่พระเยซูทรงทำกับชีวิตของเรา เราอาจยังไม่เข้าใจ ใครจะไปรู้!!! อาจจะเพื่อเป็นประโยชน์ต่อเราในอีก 3 ปี(หรือ 1ปี)ข้างหน้าก็ได้

– การเข้าใจในพระวจนะ มีผลต่อความเชื่ออย่างมาก แม้เราจะไม่เข้าใจว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่เป็นไร แต่เราต้องเข้าใจว่าพระวจนะนั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะจะทำให้เราเกิดความเชื่อที่ถูกต้องขึ้น

– ดังนั้น เราควรลงทุนลงแรง ในการศึกษาพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น เพื่อให้ความเชื่อของเราเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 2:23-25) { รู้จักดี }

[แนวคิด]  :

– คนมากมายวางใจในพระเยซูแบบชั่วคราว เพราะเห็นหมายสำคัญ แต่พระเยซูก็รู้จักจิตใจของมนุษย์ดีว่า หวั่นไหวง่ายและเต็มไปด้วยการหลอกลวง

– พระเยซูรู้จักมนุษย์ จึงไม่จำเป็นต้องมีใครมาเป็นพยานเรื่องมนุษย์ แต่ มนุษย์ไม่รู้จักพระเยซูจึงจำเป็นต้องมียอห์นมาเป็นพยานเรื่องของพระองค์

[ประยุกต์ใช้] :

– แม้แต่พระเยซู ก็ยังไม่วางใจในคำชื่นชม คำยกย่อง คำชมเชย ของมนุษย์เลย ส่วนเราเองบ่อยครั้งกลับลืมตัว หลงคิดว่า คำชื่นชมของมนุษย์นั้นจะยั่งยืนถาวร หลายครั้งเราจึงหลงทำบางอย่างเพื่อเอาใจมนุษย์แทนที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

– ความเชื่อของใครที่ตั้งอยู่บนการอัศจรรย์ จะไม่ยั่งยืน เพราะวันใดที่ไม่เห็นการอัศจรรย์ความเชื่อจะสั่นคลอน ดังนั้น ความเชื่อของเราควรตั้งอยู่บนสิ่งที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง คือ ตั้งอยู่บนพระคำของพระเจ้า

– พระเยซูทรงรู้จักมนุษย์ทุกคน รวมทั้งเราด้วย พระเยซูรู้จักเราเป็นอย่างดี รู้จักความอ่อนแอของเรา รู้จักความปวดร้าวของเรา ฯลฯ…พระเยซูทรงเข้าใจเรา

– ไม่จำเป็นต้องมีใครมาบอกพระเยซูเรื่องมนุษย์ แต่จำเป็นที่ต้องมีใครไปบอกมนุษย์เรื่องของพระเยซู…ใครจะไปบอกคนเหล่านั้นเรื่องของพระเยซู?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:1-2) { ผู้ทำหมายสำคัญ }

[แนวคิด]  :

– นิโคเดมัสฟาริสีระดับหัวหน้า แอบมาหาพระเยซูตอนกลางคืน เพื่อสนทนาธรรมกับพระองค์

– พระเยซูไม่ได้ตำหนิเขาที่ยังไม่พร้อมเปิดเผยว่าศรัทธาในพระองค์ เขาพร้อมในอีกราว 3 ปีต่อมา(ยน.19:39)

– เขายอมรับว่า ไม่มีใครทำหมายสำคัญเหล่านี้(ยน.2:23)ได้ นอกจากพระเจ้าจะสถิตอยู่ด้วย

[ประยุกต์ใช้] :

– “ทองแท้ ไม่กลัวไฟพิสูจน์” ดูเหมือนว่า พระเยซูไม่ได้ตำหนิคนที่อยากจะเชื่อพระองค์แต่ก็ยังกล้าๆกลัวๆ พระองค์เต็มใจให้เขาเรียนรู้จักกับพระองค์มากขึ้น เพื่อเขาจะมาถึงจุดที่มีความเชื่อซึ่งสำแดงออกเป็นการกระทำ

>>> วันนี้หากท่านยังไม่กล้าเชื่อวางใจในพระองค์ แต่ลึกๆในใจท่านรู้ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่จริงๆ เชิญเข้ามาเรียนรู้จักกับพระองค์ผ่านพระคำของพระองค์ แล้วในเวลาไม่ช้าไม่นาน ท่านจะพบกับพระองค์อย่างแท้จริง

– ผู้ที่ทำหมายสำคัญเหมือนพระเยซู ต้องมีพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยเท่านั้น….เอ…ใครน้ามีพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย?

“โอ้ว!!! ขอบคุณพระเจ้า ก็เราทั้งหลายที่เชื่อวางใจในพระองค์ไงละ”

หมายความว่า เราจะสามารถทำหมายสำคัญเช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงกระทำได้ สรรเสริญพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:3) { เกิดใหม่ }

[แนวคิด]  :

– ถ้าพระเยซูพูดจริง (ซึ่งจริงแน่ๆ) แสดงว่า ไม่เกิดใหม่ หมดสิทธิเห็นสวรรค์

– การเกิดใหม่ จึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

– ในโลกนี้เราไม่ได้ทำอะไรบางอย่างอาจน่าเสียดายมาก แต่ถ้าไม่เกิดใหม่เราจะต้องไปลงนรก

– การเกิดใหม่ ไม่เกี่ยวกับจำนวนครั้งที่เราไปโบสถ์ , ไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินที่เราถวายทรัพย์ ,ไม่เกี่ยวกับจำนวนงานรับใช้ที่เราได้ทำลงไป

– จะเกิดใหม่ได้ ต้องตายก่อน(ฝ่ายวิญญาณ) แล้วจึงเกิดใหม่มีชีวิตใหม่ในพระวิญญาณ

[ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้ คุณแน่ใจหรือยังว่า คุณเกิดใหม่แล้ว?

เรื่องอะไรไม่แน่ใจ ก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่าไม่แน่ใจในเรื่องนี้ เพราะพระเยซูยืนยันว่า ไม่เกิดใหม่ไปนรกแน่นอน

หมายเหตุ : เรื่องการเกิดใหม่ หากสนใจฟังอธิบายเพิ่มเติม รับชมได้ที่นี่ครับ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน.3:4-5) { น้ำและพระวิญญาณ }

แนวคิด :

– นิโคเดมัส คิดว่าการเกิดใหม่เป็นเรื่องของกายภาพ แต่พระเยซูเฉลยว่า ไม่ใช่กายภาพ

– การเกิดใหม่  เป็นเรื่องของการตาย แล้วเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ

– ตายด้วยน้ำ คือบัพติศมาในน้ำ(ฝัง จุ่ม ดำให้มิดในน้ำ) แสดงถึงการกลับใจ(มธ.3:11) ตัวเก่าตายไป

[ไม่ได้หมายความว่า ไม่รับบัพติศมา จะเข้าสวรรค์ไม่ได้ เพราะโจรบนกางเขนก็ยังไม่ได้รับบัพติศมาเลย]

– เกิดจากพระวิญญาณ คือมีชีวิตใหม่โดยพระวิญญาณ

– สรุป การเกิดใหม่ เป็นเรื่องของการตายต่อตัวบาปแล้วมีชีวิตใหม่ในพระวิญญาณ

การประยุกต์ใช้ :

– การเกิดใหม่เป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ มีแต่พระวิญญาณเท่านั้น จึงจะทำให้มีการเกิดใหม่ขึ้นได้

– พระวิญญาณจะเข้ามาในเราเพื่อทำให้มีการเกิดใหม่ ก็ต่อเมื่อ เราวางใจในพระเยซูสำหรับการรอดพ้นบาปของเรา(ยน.7:38-39)

หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาอย่างกระจ่าง เรื่อง การวางใจในพระเยซูสำหรับการรอดพ้นบาปของเรา

สามารถรับชมเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ http://youtu.be/-fMGohMA28M

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:6) { เกิดจากพระวิญญาณ }

[แนวคิด]  :

– พระเยซูอธิบายว่า การเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องของการเกิดใหม่ทางกายภาพ แต่เป็นเรื่องของการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

– เมื่อแม่ให้กำเนิดเรามา เราก็จะมีลักษณะเหมือนแม่(เป็นมนุษย์เหมือนแม่) และเราเองก็สมควรอย่างยิ่ง ที่จะเคารพ ให้เกียรติ และเชื่อฟัง แม่ผู้ให้กำเนิดเรามา

– ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราเกิดใหม่โดยพระวิญญาณแล้ว เราก็จะมีลักษณะเหมือนพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือ มีความบริสุทธิ์ มีวิถีชีวิตที่ดำเนินตามพระวิญญาณ และ เราสมควรอย่างยิ่งที่จะเคารพ ให้เกียรติ และเชื่อฟัง พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทำให้เราเกิดใหม่

[ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้ เราผู้เกิดใหม่โดยพระวิญญาณแล้ว เรายอมให้พระวิญญาณนำชีวิตของเราด้วยการดำเนินตามการสอนและเตือนสติของพระองค์หรือเปล่า?

– วันนี้ เราเคารพ ให้เกียรติ และเชื่อฟังพระวิญญาณ มากแค่ไหน?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:7) { ต้องเกิดใหม่ }

[แนวคิด]  :

– นิโคเดมัสประหลาดใจ เพราะพระเยซู บอกให้พวกเขาผู้ซึ่งรู้ธรรมบัญญัติเป็นอย่างดี สอนคนอื่นได้ด้วย และปฏิบัติตามกฏเหณฑ์ของฟาริสีอย่างเคร่งครัด ว่า “ต้องเกิดใหม่”

– เป็นคำสอนใหม่ อาจารย์ยิวอย่างเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน และไม่เข้าใจ

[ประยุกต์ใช้] :

– ไม่สำคัญว่า เรารู้พระคัมภีร์ดีแค่ไหน หรือทำอะไรยิ่งใหญ่ขนาดไหน

– ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราต้องเกิดใหม่

– การเกิดใหม่ ไม่อาจเข้าใจด้วยสติปัญญาหรือความเฉลียวฉลาด แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่พระองค์เปลี่ยนแปลงเราจากภายใน จนสำแดงออกเป็นการดำเนินชีวิตใหม่ จนคนอื่นสามารถสังเกตเห็นได้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:8) { การทำงานของพระวิญญาณ }

[แนวคิด]  :

– เราไม่เห็นลมแต่รู้ว่ามีลมเพราะเห็นผลของลม คือใบไม้ไหว

– เราไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า ลมจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะพัดไปทางไหนบ้าง (หมายถึงลมในธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับพัดลมนะ)

– การทำงานของพระวิญญาณ ในชีวิตของผู้เชื่อ ก็เป็นเช่นนั้น

– เรามองไม่เห็นว่า คนนั้นเกิดใหม่โดยพระวิญญาณหรือยัง แต่เราสามารถเห็นผลแห่งชีวิตของเขาได้…ถ้าลมพัดใบไม้จะไหวแน่นอน(มากน้อยแล้วแต่ชนิดของต้นไม้) ถ้ามีการเกิดใหม่โดยพระวิญญาณ ชีวิตจะเกิดผลพระวิญญาณแน่นอน(มากน้อยแล้วแต่การยอมจำนนของแต่ละคน)

– ทิศทางลมไม่อาจคาดคะเนได้ฉันใด การทำงานของพระวิญญาณในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา ก็ไม่อาจคาดคะเนได้ฉันนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จะแผนเหนือชั้นในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเสมอ

[ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้ ใบไม้ในชีวิตของเราไหวมากน้อยเพียงใด?

– วันนี้ เราใส่ใจ สนใจ การสอน,การเตือนของพระวิญญาณมากน้อยเพียงใด?

– พระวิญญาณบริสุทธิ์มีแผนที่เกินคาดคะเน ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา จงยอมจำนนต่อการสอนของพระองค์เถิด

หมายเหตุ : เรื่องการสอนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตประจำวัน สามารถรับชมได้ที่นี่ครับ

https://goo.gl/wRdfft

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:9-10) { ข้าพเจ้าเชื่อ }

[แนวคิด]  :

– เมื่อพระเยซู พูดถึงการเกิดใหม่ นิ​โค​เด​มัส​พูดว่า “เหตุ​การณ์​อย่าง​นี้​จะ​เป็น​ไป​ได้​อย่าง​ไร​?”

– อ่านแล้วทำให้นึกถึง มธ.9:28 ชายตาบอดสองคน เมื่อพระเยซูถามเขาว่า  “ท่าน​เชื่อ​หรือ​ไม่​ว่า​เรา​มี​ฤทธิ์​เดช​ทำ​การ​นี้​ได้?” เขาตอบ​ว่า “องค์พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ข้า​พระ​องค์​เชื่อ”…แล้วเขาก็รับการรักษาให้หาย

>>> นิโคเดมัส อาจารย์ของพวกยิว ผู้มีความรู้ภาษาฮีบรูเหนือกว่าผม มากกว่า 100,000 เท่า แต่ก็ไม่อาจเข้าใจการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เพราะว่า จะเข้าใจต้องใช้ใจ มากกว่าสมอง

>>> ชายตาบอด ไร้คนนับถือ แต่กลับได้เข้าใจและมีประสบการณ์กับฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่ด้วยการอ่านหนังสือ แต่ ด้วย “ความเชื่อ”

[ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้ เราผู้มีพระเยซูคริสต์อยู่เคียงข้าง เราจะเผชิญเหตุการณ์ที่เรากำลังประสบอยู่นี้ อย่างไร?

โดยพูดว่า “เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปได้อย่างไร?”

หรือ

โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:11) { หาว่าพระเยซูโกหก }

[แนวคิด]  :

– อุปสรรคสำคัญที่สุด ที่ทำให้อาจารย์อย่างนิโคเดมัส ไม่สามารถเข้าใจถึงการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ คือ “ไม่เชื่อ” เขาไม่ยอมรับคำที่พระเยซูกล่าวว่า เป็นความจริง

– เมื่อพยานผู้รู้และเห็นในเหตุการณ์ เป็นพยาน แล้วปรากฏว่า มีบางคนไม่เชื่อ นั่นก็คือ กำลังหาว่า พยานคนนั้นโกหก นั่นเอง

[ประยุกต์ใช้] :

– คนที่กล่าวหาว่า พระเยซูโกหก ยังมีหน้ามาคาดหวังว่าพระเยซูจะอวยพรเขาอีกหรือ?

– วันนี้ เราเชื่อสิ่งที่พระเยซูกล่าวไว้หรือเปล่า? หรือเราร่วมกล่าวหาว่า พระเยซูพูดโกหก

ตัวอย่างเช่น พระเยซูกล่าวว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)

เราเชื่อจริงๆ หรือเปล่า?

ความเชื่อมองไม่เห็น แต่สังเกตได้ชัดด้วยการกระทำที่สอดคล้องความเชื่อ

“อ่านพระคำของพระเจ้า แล้วเชื่อตามนั้น แล้วเราจะพบว่าพระสัญญาของพระเจ้า จะเป็นจริงในชีวิตของเรา”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:12) { เชื่อได้อย่างไร? }

[แนวคิด]  :

– พระเยซูบอกกับนิโคเดมัส ในเรื่องที่เขารู้จักดีในโลกนี้(การเกิด) ในแบบเหนือธรรมชาติ เขายังไม่เชื่อเลย ดังนั้น ถ้าพระเยซูบอกเขา ในเรื่องเหนือธรรมชาติในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยได้เห็น มาก่อนเลย ในฝ่ายวิญญาณ เขาจะเชื่อได้อย่างไร

– เช่น “พวกท่านอยู่ในโลก จะกล่าวห้ามสิ่งต่างๆในสวรรค์ได้”(มธ.18:18)…เขาจะเชื่อได้อย่างไร?

– เช่น “ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่มากมาย…เราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับพวกท่าน” … เขาจะเชื่อได้อย่างไร (ยน.14:2)

[ประยุกต์ใช้] :

– เมื่อเราสามารถเริ่มเชื่อ ในเรื่องง่ายๆ จะเป็นบันไดนำเราไปสู่การสามารถเชื่อในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

– สิ่งที่เราพบเจอวันนี้ พระเจ้าส่งเข้ามาเพื่อพัฒนาความเชื่อของเรา เพื่อเราจะสามารถเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้มากยิ่งๆขึ้นในชีวิตของเราในอนาคต

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:13) { ผู้มาจากสวรรค์ }

[แนวคิด]  :

– เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนใดเลย เคยขึ้นไปสวรรค์ด้วยกำลังของเขาเอง (เอโนค และเอลียาห์ ก็ถูกรับขึ้นไปโดยพระเจ้า) ดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีทางรู้เรื่องของสวรรค์ด้วยกำลังของตนเองได้ แต่บัดนี้บุตรมนุษย์(พระเยซู) ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ทรงรู้จักสวรรค์เป็นอย่างดี ได้นำความจริงของสวรรค์มาสำแดงแก่มนุษย์แล้ว

[ประยุกต์ใช้] :

– เราไม่มีทางเรียนรู้เรื่องของสวรรค์ เรื่องของพระเจ้า ด้วยกำลังของเราเองได้

– แต่ เราสามารถเรียนรู้จักกับพระเจ้า และเรื่องของสวรรค์ได้ โดยทางพระเยซู และโดยคำสอนของพระองค์

“เรายอมจ่ายราคามากมายเพื่อเรียนรู้ความรู้ความเข้าใจหลายต่อหลายอย่าง

บัดนี้ความรู้ล้ำลึกที่สุดในโลกวางอยู่ต่อหน้าเราแล้ว เชิญพระคำของพระเจ้าขึ้นมาอ่าน เพื่อเรียนรู้ความล้ำลึกนั้นกัน ฟรีๆได้เลย”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:14) { ถูกยกขึ้นเพื่อช่วยเรา }

[แนวคิด]  :

– ขณะที่โมเสสนำคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ พบหนทางลำบากพวกเขาจึงบ่นต่อว่าพระเจ้าและว่าโมเสส พระเจ้าจึงให้มีงูออกมากัดคนตายจำนวนมาก

– แต่เมื่อประชาชนสำนึกผิดแล้ว พระเจ้าจึงให้โมเสส ทำงูทองสัมฤทธิ์ตัว​หนึ่ง และ​ติด​ไว้​บน​เสา และ​เมื่อ​งู​กัด​ใคร ถ้า​คน​นั้น​มอง​ดู​งู​ทอง​สัม​ฤทธิ์​นั้น เขา​ก็​มี​ชีวิต​อยู่​ได้(กดว.21:4-9)

– พระเยซูเปรียบเทียบพระองค์เป็นงูทองสัมฤทธิ์อันนั้น จะถูกยกขึ้น(ตรึงที่กางเขน) เมื่อใครก็ตามที่มาหาพระองค์(เชื่อวางใจในพระองค์) จะรอดพ้นความตายนิรันดร์ได้

[ประยุกต์ใช้] :

– พระเยซูมาตายเพื่อช่วยเราให้รอดตาย

“ขอบคุณพระเยซู”

– เมื่อเราสำนึกผิด แล้วมาหาพระเยซู ทุกครั้งเราจะได้รับการอภัยเสมอ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:15) { มีชีวิตนิรันดร์ }

 [แนวคิด]  :

– นาย ก. ทำอะไรบางอย่าง เพื่อ นาย ข. จะได้รับบางสิ่ง

– การที่ นาย ข. จะได้รับบางสิ่งนั้นหรือไม่  ไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของนาย ข. แต่ขึ้นกับความสามารถของ นาย ก.

– การที่ เราผู้เชื่อวางใจในพระเยซู จะได้รับชีวิตนิรันดร์หรือไม่ ไม่ขึ้นกับคุณงามความดีหรือความสามารถของเรา แต่ขึ้นกับความสามารถของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงฤทธิ์ผู้ ที่กัลปจักรวาลทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้นมาโดยพระองค์

[ประยุกต์ใช้] :

– เราผู้วางใจในพระเยซูสำหรับการรอดพ้นบาปของเรา จะพ้นบาป พ้นความตายนิรันดร์ แล้วได้รับชีวิตนิรันดร์อย่างแน่นอน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:16) { ข่าวประเสริฐ }

[แนวคิด]  :

พระเจ้าทรงรักโลก ดังนี้

  • เพราะรัก จึง ไม่ปรารถนาให้มนุษย์ (ผู้ชั่วช้า ดื้อดึง กบฏ ไม่ยำเกรงพระองค์) ต้องตายชั่วนิรันดร์ในบึงไฟนรก
  • เพราะรัก จึง ปรารถนาให้มนุษย์(ผู้สมควรตาย) ได้รับชีวิตที่มีเกียรติ มีสง่าราศี มีความสุขชั่วนิจนิรันดร์
  • เพราะรัก จึง ยอมเสียอะไรก็ได้ในกัลปจักรวาล เพื่อช่วยมนุษย์
  • เพราะรัก จึง ยอมสละสิ่งที่มีค่าที่สุดในกัลปจักรวาล เพื่อช่วยมนุษย์ คือ ยอมประทานพระบุตรสุดที่รักองค์เดียวของพระองค์ (สำหรับพ่อผู้รักลูก ยอมให้ตัวเองตายเสียดีกว่า ให้ลูกตาย ดังนั้นความเจ็บปวดของพระบิดาที่ต้องให้พระบุตรองค์เดียวมาตาย เป็นความปวดร้าวเกินจะบรรยายได้)
  • เพราะรัก จึง ทรงวิธีที่ง่ายและยุติธรรมที่สุด เพื่อให้มนุษย์มีสิทธิเลือกเองว่า จะรับความรักอันสุดแสนประเสริฐนี้จากพระเจ้าหรือไม่ ด้วยการกำหนดว่า เพียง “วางใจในพระบุตร” ก็จะได้รับ

(การวางใจ ไม่ว่า ยากดีมีจน ฉลาดโง่ เก่งไม่เก่ง คนแก่หรือเด็ก ฯลฯ ล้วนมีสิทธิที่จะทำได้เท่าๆกัน)

[ประยุกต์ใช้] :

– พระเจ้าทรงรักเรา โดยการรักษาความยุติธรรม และ ให้เสรีภาพในการเลือกแก่เรา จึงเป็นที่มาของข่าวประเสริฐแห่งความรักของพระเจ้า

– พระเยซูมาตายเพื่อเรา(ยุติธรรม-ค่าจ้างของบาปคือความตาย) ผู้ที่วางใจในพระเยซู(เรามีสิทธิต้องเลือกเอง) ก็จะได้ชีวิตนิรันดร์

“ข่าวแสนประเสริฐนี้ เมื่อเราได้รับแล้ว อย่าแอบเก็บเอาไว้คนเดียว รีบเอาไปแบ่งให้คนอื่นด้วย”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:17) { พระผู้ช่วย }

[แนวคิด]  :

– พระเจ้าไม่ได้ส่งพระเยซูมาเพื่อพิพากษามนุษย์ แต่ส่งมาเพื่อช่วยกู้มนุษย์

– พระเยซูไม่ใช่ผู้พิพากษา พระเยซูเป็นผู้ช่วยกู้

– เมื่อเรามาพบผู้พิพากษา เราต้องปราศจากความผิด

– เมื่อเรามาพบผู้ช่วยกู้ เราก็แค่ร้องขอความช่วยเหลือแล้วเต็มใจให้เขาช่วยเท่านั้นเอง

 [ประยุกต์ใช้] :

– วันนี้เป็น วันแห่งพระเมตตา เป็นเวลาแห่งการช่วยกู้ เชิญร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์และจำนนให้พระองค์เป็นผู้ช่วยกู้เราเถิด

– แต่ในวันนั้น วันแห่งการพิพากษา จะไม่พบความเมตตาในวันนั้น เพราะหมดเวลาสำหรับพระเมตตา แต่เป็นเวลาแห่งความยุติธรรม

– เชิญรับพระเมตตา ก่อนที่สายเกินไป ด้วยการต้อนรับพระเยซูเข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดในชีวิต

– และสำหรับคนที่เคยต้อนรับแล้ว บัดนี้ลืมใช้บริการพระผู้ช่วย อย่ารอช้ารีบมาเร็วไว ร้องทูลต่อพระองค์ ด้วยความเชื่อไว้วางใจในพระองค์อย่างเต็มเปี่ยมกันเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:18) { ไม่ถูกพิพากษา }

[แนวคิด]  :

– นาย ก. เซนต์มอบอำนาจให้ นาย ข. เป็นตัวแทนของเขาในการทำธุรกรรมทุกอย่างในชีวิต(ยกชีวิตให้นาย ข.)

– วันหนึ่ง นาย ก. ติดหนี้จำนวนมหาศาล จนตกเป็นจำเลย ต้องขึ้นศาล

– ปรากฏว่า นาย ก. มาสาย แต่พอมาถึง ศาลปิดการพิจารณาคดีแล้ว เนื่องจาก นาย ข. ยอมจ่ายเงินชดใช้หนี้ทั้งหมด มากเป็น4เท่าของหนี้นั้น แทนนาย ก. เรียบร้อยแล้ว

– ดังนั้น นาย ก. ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่การพิพากษาแล้ว นาย ก.จึงไม่มีอะไรที่ต้องเกี่ยวข้องกับศาลนี้แล้ว

– คนที่วางใจในพระเยซู ยกชีวิตให้พระเยซู ก็เป็นเช่นนั้นแหละ

– ส่วนคนที่ไม่วางใจ ก็เป็นเหมือนนาย ง. ผู้ไม่ยอมให้นาย ข. ช่วยเหลือ ดังนั้น นาย ง. ต้องเข้าสู่การพิพากษา ตามการกระทำของของนาย ง. เอง แล้วแต่จะดีหรือชั่ว

– มาตรฐานของพระเจ้า คือ “​ใคร​ที่​รัก​ษา​ธรรม​บัญ​ญัติ​ทั้ง​หมด แต่​ผิด​อยู่​ข้อ​เดียว คน​นั้น​ก็​ทำ​ผิด​ธรรม​บัญ​ญัติ​ทั้ง​หมด” ยก. 2:10

 [ประยุกต์ใช้] :

– พระเยซูยอมลงทุนมหาศาล(ด้วยชีวิตของพระองค์) เพื่อช่วยเรา ให้รอดพ้นจากความตายนิรันดร์ในนรก สิ่งเดียวที่พระองค์เรียกให้เราทำคือ เชื่อใจพระองค์(วางใจพระองค์)

– หากใคร เลือกไม่เชื่อใจพระองค์ ก็เหมาะสมแล้ว ที่จะปล่อยให้เขา เดินเข้าไปสู่การพิพากษาอันเข้มงวดจากพระเจ้า ตามการกระทำที่เขาได้ทำมา

– หากเรื่องคอขาดบาดตาย อย่างพ้นนรกสู่สวรรค์ เรายังเลือกวางใจในพระเยซู ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดเรื่องเล็กๆอย่างปัญหาชีวิตของเราในวันนี้ สมควรอย่างยิ่งที่เราจะไว้วางใจในพระเยซูอย่างสุดหัวใจเช่นกัน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:19-21) { หลักการพิพากษา }

[แนวคิด]  :

หลักการพิพากษาของพระเจ้า เป็นดังนี้

– มนุษย์ทุกคนบาป สอบตกทุกคน ดังนั้น สรุปได้เลย อนาคตมืดมิด ไปนรกหมด

– แต่พระเจ้าเมตตา ให้ความสว่าง(พระเยซูคริสต์) เข้ามาเพื่อช่วยมนุษย์

– ถึงกระนั้น มีบางคนชั่วซ้ำซ้อน ไม่ยอมรับความจริงว่าตนบาป จึงไม่มาหาความสว่าง หน่ำซ้ำยังเกลียดความสว่างอีกด้วย(พวกยิวเกลียดพระเยซู)

– ส่วนบางคน ยอมรับความจริงว่า “ตนเป็นคนบาป ไม่สามารถช่วยตนเองให้พ้นจากความมืดนี้ได้” ก็จะมาหาความสว่าง แล้วโดยการพึ่งความสว่างนั้น เขาจึงสามารถกระทำทางแห่งความสว่างได้

 [ประยุกต์ใช้] :

หลักการพิพากษาของพระเจ้า แบ่งมนุษย์ออกเป็น 2 กลุ่ม

ไม่ใช่ กลุ่มคนดี กับ กลุ่มคนชั่ว

แต่เป็น

– กลุ่มคนชั่วที่ไม่ยอมรับความจริง จึงไม่ยอมรับการช่วยกู้จากพระเจ้า

กับ

– กลุ่มคนชั่วที่ยอมรับความจริง จึงมาหาพระเยซูคริสต์ เพื่อรับการช่วยเหลือ

# วันนี้เราอยู่กลุ่มไหน?

# ขอให้เราอยู่ในกลุ่มที่ยอมรับความจริงว่า “เราไม่สามารถช่วยตัวเองได้” แล้ว มาหาพระเยซู เพื่อรับการช่วยเหลือจากพระองค์

“จะรอช้าอยู่ใย รีบถ่อมใจ มาหาพระองค์ ร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์กันเถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:22-23) { ใช้สิ่งที่ทรงเตรียมให้ }

[แนวคิด]  :

– ทำไมพระเยซูจึงให้บัพติศมา เลียนแบบยอห์น? ไม่เห็นต้องเลียนแบบเลย ยอห์นยังบอกเลยเขาให้บัพติศมาด้วยน้ำ แต่พระเยซูจะบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ

(ความ​จริง​พระ​เยซู​ไม่​ได้​ทรง​ให้​บัพ​ติศ​มา​เอง แต่​สา​วก​ของ​พระ​องค์​เป็น​ผู้​ให้) ยน. 4:2

– พระเยซูทรงใช้สิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้(คือการปูทางโดยยอห์น) เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าสำเร็จ ผ่านทางพระองค์

 [ประยุกต์ใช้] :

– มองดีๆ สังเกตดีๆ พระเจ้าได้เตรียมอะไรบางอย่างให้แก่เราแล้ว เพื่อการรับใช้พระเจ้า เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของเรา

“ใช้สิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมให้แก่เราแล้ว เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้ากันเถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:24) { ภารกิจ }

[แนวคิด]  :

– แม้ว่าพระมาซีฮา(พระเยซู)จะมาแล้ว แต่ยอห์นก็ยังคงทำภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้เขาทำต่อไป

– เขาอย่างสัตย์ซื่อจนกระทั่งวันที่ไม่อาจทำได้อีกต่อไป ถูกขังคุก และถูกตัดศรีษะในที่สุด จึงเรียกได้ว่า “เขาสัตย์ซื่อในภารกิจที่ได้รับมอบหมายจนวันตาย”

 [ประยุกต์ใช้] :

– เมื่อพระเจ้ามอบหมายภารกิจให้เราทำ และเราเริ่มทำมาได้ระยะหนึ่งแล้ว อาจมีความคิดขึ้นมาว่า “น่าจะพอแล้วนะ” “ไม่น่าจะมีประโยชน์แล้วนะ”

– จงระลึกถึงยอห์น เขาไม่คิดเช่นนั้น เขายังคงสัตย์ซื่อในภารกิจของเขาต่อไป จนกว่าจะพระองค์จะมอบภารกิจใหม่ให้แก่เขา คือ ”ถูกตัดหัว”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:25) { กองเชียร์ }

[แนวคิด]  :

– เมื่อทุกอย่างกำลังไปได้สวย กองเชียร์ก็เริ่มทำงาน

– เกิดการโต้เถียงเรื่องการชำระมลทิน(ดูจากบริบทน่าจะหมายถึง เรื่องการบัพติศมาในน้ำ ของยอห์นหรือของพระเยซู ของใครเจ๋งกว่ากัน)

– การขัดแย้งที่ดูเหมือนจะสร้างปัญหา แต่ในข้อต่อมา สิ่งนี้กลับนำการถวายพระเกียรติมาแด่พระเยซู(ยน.3:27-30)

 [ประยุกต์ใช้] :

– ระวังกองเชียร์

– พระเจ้าทรงสามารถ ใช้สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะไม่ดี เพื่อให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้เสมอ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:26) { ผู้หวังดี }

[แนวคิด]  :

– ศิษย์ผู้หวังดี รีบมาฟ้องยอห์นว่า “ดูสิ ท่านเยซูคนนั้น อาจารย์อุตส่าห์ช่วยเชียร์เขา ปรากฏว่า เขามาให้บัพติศมาเลียนแบบอาจารย์ หน่ำซ้ำ ทุกคนพาไปหาเขากันหมดเลย”

– ศิษย์ของยอห์น มองตามมาตรฐานของโลก จึงเห็นผลเสียว่า อาจารย์เสียคะแนนนิยมไปให้ท่านเยซู เยอะเลย แต่ยอห์นกลับไม่คิดเช่นนั้น (ยน.3:27-30)

– บ่อยครั้งคำแนะนำของผู้หวังดี มักเกินความเป็นจริง “ทุกคนพากันไป” ความจริงไม่ใช่ทุกคน เพราะยังมีหลายคนมารับบัพติศมาจากยอห์น(ยน.3:23)

 [ประยุกต์ใช้] :

– งานรับใช้ถ้ามองด้วยสายตาอย่างโลก

“ความสำเร็จ จะดูที่ปริมาณหรือการเป็นที่ยอมรับของสังคม”

– แต่ถ้ามองด้วยสายตาฝ่ายวิญญาณ

“ความสำเร็จ จะดูที่ การได้ทำสิ่งที่พระเจ้าสั่งมาให้เราทำ ตรงตามใจของพระเจ้า มากน้อยเพียงใด”

– อย่าฟังผู้หวังดี มากกว่า ฟังพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:27) { ล้วนมาจากพระเจ้า }

[แนวคิด]  :

– ยอห์นตอบสาวก ด้วยประโยคฝ่ายวิญญาณว่า “ความสำเร็จทั้งสิ้นมาจากสวรรค์” ทั้งความสำเร็จของยอห์น หรือ ของพระเยซู ก็ล้วนแต่มาจากพระเจ้าอนุญาต ดังนั้น เราไม่ควรอิจฉา แต่ควรชื่นชมยินดี

 [ประยุกต์ใช้] :

– ความสำเร็จของเรา อยู่ที่พระเจ้า ดังนั้น เราสมควรอย่างยิ่งที่จะพึ่งพาพระเจ้าในการกระทำสิ่งใดๆก็ตาม

– เมื่อพระเจ้าอนุญาตให้คนใดประสบความสำเร็จ ก็เป็นสิทธิขาดของพระองค์ เราไม่ควรอิจฉา แต่ควรสังเกตและเรียนรู้ว่าพระเจ้ากับจะบอกอะไรแก่เรา ผ่านความสำเร็จของเขา เหมือนที่พระเจ้าบอกยอห์น ให้รู้ชัดว่า พระเยซูนี่แหละคือผู้ที่พระมาซีฮา ผ่านความสำเร็จของพระเยซูในครั้งนี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:28) { ยึดมั่นภารกิจ }

[แนวคิด]  :

– แม้ดูเหมือนจะถูกยุ โดยกองเชียร์หรือผู้หวังดี แต่ยอห์นยังคง ยึดมั่นภารกิจของตนที่พระเจ้าบัญชาให้เขาทำ อย่างไม่หวั่นไหว

– ด้วยเหตุนี้ ตัวชี้วัดความสำเร็จของภารกิจของเขา ก็คือ เมื่อพระเยซูประสบความสำเร็จนั่นเอง

 [ประยุกต์ใช้] :

– จงยึดมั่นในภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้เราทำให้มั่น ตลอดทางจะมีผู้คนและสถานการณ์มากมายพยายาม ดึงเราหันเหออกจากภารกิจนั้น อย่าหวั่นไหว เดินต่อไป ทำภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้เราทำนั้นให้สำเร็จ

– ตัวชี้วัด ต้องสอดคล้องภารกิจ

วันนี้ อะไรเป็นตัวชี้วัดความสุขของเรา? อะไรทำให้เรามีความสุขมากที่สุด? (นำคนมาหาพระเจ้า,เลี้ยงดูลูกแกะของพระเจ้า,ฯลฯ)

– หากตัวชี้วัดผิด เป็นไปได้ว่า วันนี้เราได้หลงลืมภารกิจที่แท้จริงที่พระเจ้ามอบหมายให้เราทำ ไปเสียแล้ว

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว (ยน. 3:29) { เพื่อนเจ้าบ่าว }

[แนวคิด]  :

– ยอห์นดีใจอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่ามีคนติดตามพระเยซูเพิ่มมากขึ้น เพราะเขารู้ว่าหน้าที่ของเขาคือเพื่อนเจ้าบ่าว ผู้อยู่ในงานเพิ่มสนับสนุนเจ้าบ่าว(พระเยซูคริสต์)

 [ประยุกต์ใช้] :

– การรับใช้พระเจ้า คือ การทำให้คนติดตามและเชื่อฟังพระเยซูคริสต์

– วันนี้ เมื่อคนเข้าใกล้เราแล้ว เขาอยากจะติดตามและเชื่อฟังพระเยซูคริสต์มากขึ้นหรือเปล่า?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.3:30) { ถวายเกียรติ }

แนวคิด :

– ยอห์น ชายผู้ไม่ให้ความสำคัญความยิ่งใหญ่ของตัวเองเลย แต่ใส่ใจอย่างเดียวคือความยื่งใหญ่ของพระเยซู

– เขากลับเป็นชายผู้ที่พระเยซูกล่าวถึงว่า “เป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดประวัติศาสตร์โลก”(มธ.11:11)

การประยุกต์ใช้ :

– ผู้ใดถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระเจ้าจะประทานเกียรติให้แก่ผู้นั้น

– ผู้ใดพยายามแย่งเกียรติพระเจ้า มีเกียรติที่เขาพึงจะได้ก็จะถูกเอาไปเสีย

“วันนี้สิ่งที่เราทำ คนตบมือให้ใคร?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.3:31) { พระเยซูทรงยิ่งใหญ่ }



แนวคิด :
– ผู้เขียนพระธรรมยอห์นให้เหตุผลที่พระเยซู สมควรได้รับเกียรติทั้งสิ้น เพราะพระเยซูมาจากสวรรค์ ย่อมเหนือกว่าผู้ที่ไม่ได้มาจากสวรรค์ ได้แก่บรรดาผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิม รวมทั้งยอห์นด้วย

การประยุกต์ใช้ :
– ตามปกติผู้มาจากสวรรค์(ระดับที่สูงกว่าโลก) จะเป็นใหญ่กว่าผู้ที่อยู่ในโลก เช่นทูตสวรรค์เป็นใหญ่กว่ามนุษย์

– แต่ยิ่งกว่านั้น พระเยซูเป็นเจ้าแห่งสวรรค์ พระองค์สูงยิ่งมากสักเพียงใด

– พระองค์สูงยิ่งถึงเพียงนั้น ยังลงมาเพื่อช่วยเรา ทรงสละทุกสิ่งเพื่อช่วยเราพ้นตาย สรรเสริญพระองค์

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.3:32) { ไม่ยอมเชื่อ }



แนวคิด :
– พระเยซูทรงเป็นพยานถึง พระทัยพระบิดา , พระประสงค์ของพระบิดา และพระสัญญาของพระบิดา แต่ผู้คนไม่รับสิ่งที่พระองค์เป็นพยานนั้น เพราะพวกเขาผู้อยู่ในโลก ไม่เห็นและไม่ได้ยินด้วยตัวเอง

การประยุกต์ใช้ :
– เราไม่มีทางรับรู้สิ่งที่เป็นฝ่ายวิญญาณได้ หากเราพึงอาศัยตาที่มองเห็นหรือหูที่ได้ยิน

– แต่เราสามารถรู้จักและเข้าใจเรื่องฝ่ายวิญญาณได้ ด้วยความเชื่อ เชื่อในสิ่งที่พระเยซูได้ทรงบอกและทรงสัญญากับเรา

“วันนี้ เรากล้าเชื่อไหมว่า พระเยซูพูดจริง?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.3:33) { พระเจ้าสัตย์จริง }



[แนวคิด] :
– ใครที่เชื่อสิ่งที่พระเยซูบอก ก็แปลว่า เขากำลังบอกว่า พระเจ้าสัตย์จริง ไม่โกหก พระองค์ทำตามสัญญาของพระองค์เรื่องพระมาซีฮา

[การประยุกต์ใช้] :
– การเชื่อและวางใจในพระเยซู เป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์ ว่า “พระองค์ไว้ใจได้”

– การไม่เชื่อวางใจในพระเยซู เป็นการดูถูกพระองค์ ว่า “พระองค์ตอแหล”

“วันนี้การแสดงออกของเรา กำลังถวายเกียรติแด่พระองค์ หรือ กำลังดูถูกพระองค์”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.3:34) { พระวิญญาณอย่างไร้ขีดจำกัด }



[แนวคิด] :
– เมื่อพระบิดาทรงใช้พระเยซู มากล่าวความจริง จึงประทานให้พระวิญญาณอย่างไร้ขีดจำกัดให้มาสนับสนุนพระเยซู คือให้พระวิญญาณสนับสนุนพระเยซูอย่างเต็มที่ ในการกล่าวความจริงนี้

[การประยุกต์ใช้] :
– เมื่อพระเยซูทรงใช้เราให้ไปกล่าวความจริงแห่งข่าวประเสริฐ (ยน. 20:21 “… พระ​บิดา​ทรง​ใช้​เรา​มา​อย่าง​ไร เรา​ก็​ใช้​พวก​ท่าน​ไป​อย่าง​นั้น”) พระองค์จึงประทานพระวิญญาณให้มาอยู่กับเราและสนับสนุนเราอย่างเต็มที่ ในการกล่าวความจริงแห่งข่าวประเสริฐนั้น

“เมื่อเรากล่าวความจริงของพระเจ้า พระเจ้าเองจะเป็นผู้สนับสนุนเรา และเมื่อพระเจ้าทรงสนับสนุนเรา ใครเล่าจะขัดขวางเราได้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.3:35) { บุตรของพระเจ้า }



[แนวคิด] :
– พระบิดาทรงรักพระบุตรมากกว่าบรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้นและบรรดาทูตสวรรค์ผู้ส่งสารของพระเจ้าทั้งสิ้น พระองค์จึงทรงมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระบุตร

[การประยุกต์ใช้] :
– แหม !!! ใครได้เป็นพระบุตรของพระเจ้าช่างวิเศษจริงๆ

– โอ้ว !!! ฉันเองนี่นาที่เป็นบุตรของพระเจ้า  ขอบคุณพระเจ้า

(1ยน. 3:1 จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า …)

– ฉันรู้แน่ พระเจ้าทรงรักบุตรของพระองค์ และจะทรงประทานสิ่งดีให้แก่บุตรที่รักของพระองค์อย่างแน่นอน

“แล้วฉันยังจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.3:36) { วางใจ }



[แนวคิด] :
– คนที่วางใจพระบุตร จะได้สิทธิรับชีวิตนิรันดร์ และ ได้สิทธิงดเว้นการพิพากษา

– คนที่ปฏิเสธพระบุตร ไม่เชื่อฟังพระบุตร  จะอดสิทธิรับชีวิตนิรันดร์ และ อดสิทธิงดเว้นการพิพากษา จึงจะต้องพบการพิพากษาด้วยความเข้มงวดของพระเจ้า ด้วยพระพิโรธที่มีต่อบาป

– น่าสนใจมาก ที่พระคัมภีร์ข้อนี้ ใช้ การวางใจ และ การเชื่อฟัง คู่ขนานกันไป แสดงว่า

หากวางใจก็จะเชื่อฟัง หากเชื่อฟังก็แสดงว่าวางใจ

หากไม่วางใจก็จะไม่เชื่อฟัง  หากไม่เชื่อฟังก็แสดงว่าไม่วางใจ

[การประยุกต์ใช้] :
– “วางใจ” พูดง่าย แต่ วางใจจริงๆหรือไม่ ไม่อาจดูด้วยตาได้ แต่เราสังเกตได้ ด้วยการเชื่อฟัง เช่น

มธ. 10:31 “เพราะ​ฉะนั้น​อย่า​กลัว​เลย พวก​ท่าน​ก็​ประ​เสริฐ​กว่า​นก​กระ​จาบ​หลาย​ตัว”…เราก็ยังกลัวต่อไป

มธ. 6:34 “เพราะ​ฉะนั้น อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ถึง​วัน​พรุ่งนี้ เพราะ​ว่า​พรุ่ง​นี้​ก็​มี​เรื่อง​กระ​วน​กระ​วาย​ของ​มัน​เอง แต่​ละ​วัน​ก็​มี​ทุกข์​พอ​อยู่​แล้ว”…เราก็ยังกระวนกระวายต่อไป

มธ. 6:33 “แต่​พวก​ท่าน​จง​แสวง​หา​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า และ​ความ​ชอบ​ธรรม​ของ​พระ​องค์​ก่อน แล้ว​พระ​องค์​จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​สิ่ง​ทั้งปวง​นี้​ให้”….เราก็ยังทุ่มเทไขว่คว้าหาสิ่งทั้งปวงต่อไป

“วันนี้ เราวางใจ จนแสดงออกมาเป็นการเชื่อฟังพระเยซูแล้วหรือยัง?”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:1-3) { รับใช้พระเจ้า }



[แนวคิด] :
– เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าพวกฟาริสีเริ่มอิจฉาพระองค์แล้ว พระองค์จึงออกจากยูเดียกลับไปกาลิลี

– พระเยซูกลัวพวกฟาริสีหรือ จึงต้องหลบกลับไปกาลิลี? ไม่น่าจะใช่ เพราะขนาดความตายพระองค์ยังไม่กลัวเลยมีหรือกลัวแค่ฟาริสีอิจฉา

– ที่กลับไปแคว้นกาลิลีเพราะ ยังไม่ถึงเวลาตาย เมื่อถึงเวลาแล้วจะกลับมาให้พวกเขาฆ่าเอง

[การประยุกต์ใช้] :
– การรับใช้พระเจ้า ไม่ใช่การทำอะไรแบบสุดโต่ง ไม่กลัวใคร ไม่เกรงใคร ไม่สนใจใคร ก็ฉันจะทำแบบนี้ แน่นอนเมื่อพระเจ้าสั่งให้ทำก็สมควรทำเช่นนั้น

– การรับใช้พระเจ้า เป็นมากกว่าการแสดงความกล้า แสดงความเก่ง แสดงความขยัน หรือแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์

– แต่การรับใช้พระเจ้า คือ การทำตามใจพระเจ้า ตามจังหวะเวลาที่พระเจ้าส่งสัญญาณแก่เรา ซึ่งบางครั้ง คนอาจดูถูกหรือตำหนิเรา เช่น ทำไมอ่อนแอแบบนี้ ทำไมขี้ขลาดแบบนี้ ทำไมรอช้าแบบนี้ ฯลฯ

“อย่างไรก็ดี การทำตามคำสั่งของพระเจ้า ในเวลาของพระองค์ คือ การรับใช้ที่แท้จริง”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:4-6) { เมืองสิคาร์ }



[แนวคิด] :
– พระเยซูกลับจากแคว้นยูเดีย เพื่อไปยังแคว้นกาลิลี ซึ่งต้องผ่านแคว้นสะมาเรีย (บ่อยครั้งยิวไม่อาจผ่านแคว้นสะมาเรียเพราะรังเกียจจึงยอมใช้ทางอ้อมไปทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนแทน)

– พระเยซูจงใจหยุดที่เมือง สิคาร์ เพื่อภารกิจสำคัญบางอย่าง

– เมืองสิคาร์ หรือเมืองเชเคม (ปฐก.33:18)

>>> ที่เมืองนี้ 1,000 กว่าปีก่อนเหตุการณ์นี้ ดีนาห์ ลูกสาวของยาโคบ[อิสราเอล] ถูกข่มขืน (ปฐก.34:2) ลูกสาวของอิสราเอลรับความอับอายและเจ็บปวด

>>> ที่เมืองนี้ ราว 1,000 ปีก่อนเหตุการณ์นี้ เยโรโบอัม ได้กบฏต่อเชื้อสายของดาวิด แยกตัวออกเป็นประเทศสะมาเรีย(1พกษ.12:1)

### ที่เมืองนี้ ในวันนั้น พระเยซูจงใจเสด็จมา เพื่อเยียวยาและช่วยกู้ ลูกสาวของอิสราเอลที่กำลังอับอายและเจ็บปวด(ยน.4:18)

### ที่เมืองนี้ในวันนั้น พระเยซูใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการนำชาวสะมาเรีย กลับเข้ามาสู่แผ่นดินของพระเจ้าอีกครั้ง(ยน.4:39)

[การประยุกต์ใช้] :
– แผนการของพระเจ้า ล้ำลึกและลึกซึ้งเกินกว่าเรามนุษย์จะคิดหรือเข้าใจได้

– ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับทุกคน มีแผนการที่สูงส่งของพระเจ้า ซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

– วันนี้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา พระองค์มีแผนที่เกินความเข้าใจอยู่ในเหตุการณ์นั้น

– วันนี้ไม่ว่าเราเลือกจะทำอะไร พระเจ้าก็สามารถให้สิ่งนั้น ทำให้แผนการนิรันดร์ของพระเจ้าสำเร็จอยู่ดี

– ดังนั้น การเลือกที่ฉลาดที่สุด คือ เลือกทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:7) { ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง }



[แนวคิด] :
– “ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง” ช่างเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความรัก เมตตา ถ่อม อ่อนสุภาพ ให้เกียรติและให้โอกาส

– วลีนี้คงไม่มีความหมายนัก หากเป็นการสนทนาของคนทั่วไป แต่ในตอนนี้ พระเยซู พระบุตรของพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้ที่พระเจ้าทรงสร้างสิ่งสารพัดโดยทางพระองค์ กำลังพูดกับมนุษย์ผู้เป็นเพียงผงคลีดิน หนำซ้ำเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ แถมเป็นหญิงสะมาเรียที่คนยิวรังเกียจนักหนา และไม่ใช่หญิงสะมาเรียธรรมดา เป็นหญิงชั่วชาวสะมาเรีย มีผัวมา 5 คนแล้วและกำลังเป็นชู้กับสามีของคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนความชั่วของนางเป็นที่โจษจันรู้กันทั่วเมืองของนางอีกด้วย

– “ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง” พระเยซูเริ่มเอ่ยปากพูดกับหญิงนั้นก่อน

>>> พระองค์ไม่ถือว่าชาวสะมาเรียน่ารังเกียจ (พระองค์ไม่รังเกียจ)

>>> พระองค์ไม่รังเกียจหญิงชั่วคนนั้น (พระองค์ต้อนรับเธออย่างที่เธอเป็น)

>>> พระองค์ไม่สนใจ คนอื่นจะคิดอย่างไร พระองค์แคร์เธอมากกว่าคำติเตียน คำนินทาของผู้คน(พระองค์รักเมตตาเธอ)

>>> พระองค์ถ่อมพระทัยลง ขอความช่วยเหลือจากเธอ (พระองค์ถ่อมลงเพื่อเปิดโอกาสให้เธอสามารถเข้าถึงพระองค์ได้)

>>> พระองค์ขอ ไม่ได้สั่ง ทั้งที่มีสิทธิอำนาจสูงสุด (พระองค์ปฏิบัติต่อเธออย่างอ่อนโยนอ่อนสุภาพ)

>>> พระองค์ให้เกียรติเธอ ด้วยการขอความช่วยเหลือจากเธอ ทั้งที่ไม่จำเป็นเลยพระองค์เลี้ยงคน 5,000 คน ได้สบายๆ (พระองค์ปฏิบัติอย่างให้เกียรติ ต่อเธอผู้สมควรถูกดูถูก)

>>> พระองค์ให้โอกาสเธอ ให้สามารถทำอะไรให้แก่พระองค์ได้ ซึ่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าจะทำอะไรให้กับพระเจ้าใหญ่ยิ่งสูงสุดได้เล่า (พระองค์ให้โอกาสเธอที่จะรับใช้พระองค์ ด้วยสิ่งเท่าที่เธอมี)

[การประยุกต์ใช้] :
–  วันนี้ไม่ว่าเราจะเป็นเช่นไร หรือในอดีตที่ผ่านมาเราได้ทำตัวชั่วช้าสักเพียงใด จงรู้เถิดว่า พระเยซูไม่รังเกียจเรา ทรงพร้อมที่จะต้อนรับเราอย่างที่เราเป็น พระองค์ปรารถนาที่จะทรงสำแดงความรักเมตตาต่อเรา พระองค์เปิดโอกาสให้เราเข้ามาหาพระองค์เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง  พระองค์พร้อมที่จะโอบกอดเราไว้ด้วยความอ่อนโยน ประทานเกียรติแก่เราแทนความอับอายที่เราสมควรจะได้รับ และพระองค์พร้อมที่จะให้เรามีโอกาสได้รับใช้พระองค์อีกครั้ง

“ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง”….. “เชิญเถิดพระเจ้าข้า นี่คือทั้งหมดที่ข้าพระองค์มี ขอมอบแด่พระองค์”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:8-9) { เรียกให้สนใจ }



[แนวคิด] :
–  หญิงคนนั้น เกิดความสนใจ เนื่องจากพระเยซู ทำบางอย่าง เพื่อทำให้เธอสนใจ เพื่อว่าพระองค์จะสำแดงพระเมตตาแก่เธอ

(คนสะมาเรียคือลูกหลานของคนยิวที่ไปแต่งงานกับคนต่างชาติ ซึ่งคนยิวถือว่าเป็นพวกทรยศชาติ น่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้คนยิวจะไม่คุยกับคนสะมาเรีย ยิ่งขอน้ำดื่มจากหญิงสะมาเรียแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย)

[การประยุกต์ใช้] :
–  บ่อยครั้งที่พระเจ้าต้องอนุญาตให้เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เพื่อเรียกความสนใจของเรา ให้หันกลับไปที่พระองค์

– เพราะพระองค์ทรงรักเราและทรงทราบว่า ที่เดียวที่เราจะปลอดภัยและได้รับพระพร คือ ที่ต่อพระพักตร์ของพระองค์

“อาจเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ที่เรากำลังเจอในวันนี้ เกิดขึ้นเพื่อเรียกเราให้หันกลับไปจดจ่อที่พระองค์ …เวลานี้เรารู้ตัวแล้ว รีบหันกลับไปสนใจจดจ่อที่พระองค์เถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:10) { รู้ว่าเป็นใคร }



[แนวคิด] :
–  พระเยซูพูดกับหญิงนั้นว่า “ถ้าเธอรู้จริงๆว่า พระเยซูเป็นใคร เธอคงขอจากพระองค์”

[การประยุกต์ใช้] :
–  ถ้าเรารู้จริงๆว่า พระเยซูผู้สถิตอยู่กับเรา เป็นใคร เราคงจะขอจากพระองค์

– ถ้าเรารู้จริงๆว่า พระเยซู ทรงฤทธานุภาพมากเพียงใด เราคงจะขอจากพระองค์

– ถ้าเรารู้จริงๆว่า พระเยซู ทรงสติปัญญาล้ำเลิศมากเพียงใด เราคงจะทูลขอจากพระองค์

– ถ้าเรารู้จริงๆว่า พระเยซู ทรงรักเรามากเพียงใด เราคงจะทูลขอจากพระองค์

– ถ้าเรารู้จริงๆว่า พระเยซู ทรงแก้ปัญหาชีวิตของเราวันนี้ได้ เราคงจะทูลขอจากพระองค์

“วันนี้เรารู้จริงๆหรือเปล่าว่า พระเยซู เป็นใคร? เชิญมาร้องทูลต่อพระองค์เถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:11) { ไม่เข้าใจแต่เชื่อใจ }



[แนวคิด] :
–  หญิงนั้นสงสัยในสิ่งที่พระเยซูพูดว่า จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะว่าพระองค์ไม่มีถังตักและบ่อก็ลึกด้วย

– ความสงสัยนี้คล้ายกับที่นิโคเดมัสถาม ใน ยน.3:9 “เหตุ​การณ์​อย่าง​นี้​จะ​เป็น​ไป​ได้​อย่าง​ไร​?” ต่างกันที่ของนิโคเดมัส พระเยซูตำหนิ(ยน.3:10) แต่สำหรับหญิงนี้พระเยซูค่อยๆอธิบาย

– ข้อก่อนหน้านี้ พระเยซูบอกให้เธอขอต่อพระองค์ แต่เพราะความสงสัยว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงทำให้เธอยังลังเลอยู่ที่จะขอต่อพระองค์

[การประยุกต์ใช้] :
–  พระเยซูปฏิบัติต่อจิตที่บอบช้ำด้วยความอ่อนโยนเป็นพิเศษ

– อย่ายอมให้ความไม่เข้าใจว่า “สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร” ขัดขวางเรา ไม่ให้เราทูลขอต่อพระองค์

“ไม่เห็นจำเป็นต้องเข้าใจเลย แค่เชื่อใจก็พอแล้ว”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:12) { บ่อน้ำยาโคบเชียวนะ }



[แนวคิด] :

หญิงสะมาเรียที่บ่อน้ำ อาจจะกำลังคิดว่า
–  เนื่องจากพระเยซูไม่มีถังตัก และบ่อก็ลึก ดังนั้นถ้าพระเยซูจะเอาน้ำให้ฉัน คงต้องเอาจากบ่ออื่นเป็นแน่

– แต่เอะ!!! นี่บ่อน้ำของยาโคบ เชียวนะ

– บ่อนี้ยาโคบบรรพบุรุษของฉัน ผู้ที่ได้ปล้ำสู้กับพระเจ้า เป็นผู้สั่งให้ขุดเชียวนะ

– บ่อนี้แม้อิสราเอลจะตกเป็นทาสในอียิปต์ 400 ปี แล้วค่อยกลับมาที่นี่ แต่บ่อนี้ก็ยังอยู่เชียวนะ

– บ่อนี้คงอยู่ในสมัยดาวิด ซาโลมอน แม้ยามที่สะมาเรียแยกตัวออกจากยูดาห์ บ่อก็ยังอยู่นะ

– บ่อนี้แม้แต่ยามเมื่ออัสซีเรียบุกมาถล่มสะมาเรียจนยับเยินแล้วกวาดต้อนประชาชนเกือบทั้งหมดไปเป็นเชลยที่นีนะเวห์ แต่บ่อนี้ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

– บ่อนี้ ยังอยู่เหมือนเดิม ยามปู่ย่าตาทวดของฉัน จะแต่งงานกับคนต่างชาติ ในแผ่นดินนี้

– บ่อนี้ยังอยู่เหมือนเดิม แม้อาณาจักรอัสซีเรียล่มสลาย อาณาจักรบาบิโลนล่มสลาย อาณาจักรมีเดียเปอร์เซียล่มสลาย อาณาจักรกรีกล่มสลาย ไปแล้วก็ตาม

– บ่อนี้ยังเหมือนเดิม แม้บัดนี้อาณาจักรโรมจะเข้าปกครองก็ตาม

– แล้วท่านผู้นี้ คิดว่าเขาเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาจากไหน ที่จะสามารถให้น้ำแก่ฉัน ที่ดีกว่าน้ำจากบ่อยาโคบนี้ได้

– แล้วท่านผู้นี้ คิดว่าเขาเป็นใหญ่กว่าท่านยาโคบอีกหรือ? เพราะขนาดท่านยาโคบ ยังต้องพึ่งบ่อน้ำนี้เลย แม้แต่เมื่อท่านยาโคบจะดูแลครอบครัวหรือฝูงสัตว์ของท่าน ยังต้องพึ่งพาบ่อน้ำนี้เลย

– เป็นไปไม่ได้

[การประยุกต์ใช้] :
–  เมื่อผู้หญิงคนนี้มองแต่บ่อน้ำแบบเดิมๆ วิธีการแบบเดิมๆ ตามประสบการณ์และความเข้าใจของเธอ ดังนั้นวิ่งที่พระเยซูพูด จึงเป็นไม่ได้สำหรับเธอ

– สิ่งที่พระเยซูตรัสกับเรา จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่อาจจะไม่ใช่ด้วยวิธีการที่เราคิดได้ ตามประสบการณ์เดิมๆของเรา พระองค์สามารถทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ด้วยวิธีและรูปแบบ ที่เกินกว่าความเข้าใจของเราได้

“กล้าเชื่อ พระเจ้าก็กล้าอวยพร”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:13) { ไม่เคยอิ่ม }



[แนวคิด] :

– พระเยซูตอบหญิงนั้นว่า “น้ำจากบ่อน้ำของยาโคบที่เธอแสนภาคภูมิใจนี้ ดับกระหายได้แค่ชั่วคราว ไม่อาจดับกระหายที่แท้จริงของมนุษย์ได้”

– พระเยซูพูดในมิติฝ่ายวิญญาณ

ผู้ที่ดื่มน้ำจากบ่อนี้ เพื่อดับกระหาย อาจดับกระหายฝ่ายร่างกายได้ก็จริง

แต่ในฝ่ายวิญญาณ มีความกระหายที่ไม่ว่าความพยายามใดๆของมนุษย์ หรือไม่ว่าด้วยสิ่งใดที่มนุษย์แสวงหาก็ไม่อาจดับกระหายในฝ่ายวิญญาณนี้ลงได้

 [การประยุกต์ใช้] :
–  วันนี้ สิ่งที่เราพยายามไขว่คว้าเพื่อให้ได้มา ลองคิดดูดีๆ ถ้าเราได้มาแล้ว จะทำให้เราพบกับชีวิตที่ครบบริบูรณ์จริงๆหรือเปล่า?

– ไม่ว่าสิ่งที่เรากำลังไล่ไขว่คว้านั้นจะเป็นอะไร ก็ไม่อาจทำให้เราอิ่มบริบูรณ์อย่างแท้จริงได้ นอกเสียจากเราจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระคริสต์ในชีวิตประจำวันของเรา อย่างแท้จริง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:14) { ไม่กระหายอีกเลย }



[แนวคิด] :

– คนที่ดื่มน้ำที่พระเยซูให้ หมายถึง คนที่วางใจในพระเยซู(ยน.7:38)

– คนที่วางใจในพระเยซู จะไม่กระหายอีกเลย หมายถึง เขาจะอิ่มใจ ไม่จำเป็นต้องแสวงหาความสุขจากแหล่งอื่นใดอีก

– น้ำที่พระเยซูให้ ตอนแรกก็เหมือนเล็กน้อยแค่ให้น้ำเท่านั้น แต่ต่อมาจะกลายเป็นบ่อน้ำ ไม่ใช่แค่บ่อน้ำธรรมดา แต่เป็นบ่อน้ำพุ และไม่ใช่พลุ่งขึ้นมาแค่ชั่วคราว แต่พลุ่งอยู่ตลอดไป

– ประสบการณ์ในความอิ่มเอิบและสดชื่นในพระเยซูนั้น ยิ่งเขาใกล้พระองค์มากเท่าไหร่ ยิ่งนานวัน ก็จะยิ่งทวีความสดชื่น ชื่นบานและไม่กระหายหาสิ่งอื่นใดๆอีกเลยนอกจากพระองค์

 [การประยุกต์ใช้] :
–  วันนี้ เราดื่มน้ำที่พระเยซูให้หรือยัง? เราวางใจในพระเยซูหรือยัง?

– เราอาจจะเคยดื่มแล้ว แต่วันนี้ เราโยนทิ้งน้ำนั้นไปแล้วหรือเปล่า? เรายังคงวางใจในพระเยซูอยู่หรือไม่?

– วันนี้ เราเข้าใกล้พระองค์มากขึ้น จนน้ำที่ทำให้เราสดชื่นนั้น ทวีมากขึ้นจนพลุ่งขึ้นเป็นบ่อน้ำพุแล้วหรือยัง? หรือเรากำลังถอยห่างไปจากพระองค์ผู้เป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิตไกลออกไปทุกที?

– พระ​เยซู​ทรง​ยืน​ขึ้น​และ​ทรง​ประ​กาศ​ว่า “ถ้า​ใคร​กระ​หาย ให้​คน​นั้น​มา​หา​เรา…”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:15) { คำขอแบบไม่เข้าใจ }



[แนวคิด] :

– หลังจากคุยกับพระเยซู มาพักใหญ่ และแล้วหญิงนั้นก็ เลือกทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต เท่าที่เธอเคยทำมา คือ “ทูลขอจากพระเยซู”

– เธอก็ทูลขอ แม้เธอยังไม่เข้าใจความหมายฝ่ายวิญญาณที่พระเยซูตรัสกับเธอจริงๆ เธอเข้าใจว่าพระเยซูช่วยให้เธอ ไม่ต้องมาตักน้ำในบ่อนี้อีก แต่พระเยซูก็ไม่ได้ทรงตำหนิเธอ

 [การประยุกต์ใช้] :
–  วันนี้ แม้ความเข้าใจในฝ่ายวิญญาณของเรายังไม่เข้าใจทั้งหมด หรือเราเพิ่งเข้าใจแค่เพียงนิดหน่อยเท่านั้น ถึงกระนั้นพระเยซูก็ยังคงพร้อมที่จะสดับคำร้องทูลของเรา อย่างเต็มใจ

– สำหรับหญิงคนนี้ เธอหวังว่า จะไม่ต้องมาตักน้ำที่บ่อนี้อีก เธอต้องแอบๆมาในยามที่ไม่มีใครเขามากัน คงเพราะเธออับอายที่ต้องมาเจอคนอื่นๆ (ปกติพวกผู้หญิงจะมาตักน้ำในตอนเช้าหรือเย็น เพราะแดดไม่ร้อนเกินไป)

– แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ หลังจากเธอทูลขอต่อพระเยซู คือ เธอยังคงต้องมาตักน้ำที่นี่อีก แต่ไม่ต้องแอบๆมาอีกต่อไป เพราะตั้งแต่ ยน.4:39-42 เธอได้กลับมีความสัมพันธ์ดีกับชาวเมือง แถมยังถือว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อชาวเมือง ที่ได้แนะนำพวกเขาให้พบกับพระเยซูอีกด้วย

– แม้คำทูลขอของเธอต่อพระเยซู ดูเหมือนไม่เข้าท่า เพราะไม่เข้าใจ ถึงกระนั้นพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ก็ยังทรงโปรดอวยพรเธอ ในสิ่งที่เกินกว่าที่เธอจะเข้าใจได้นั้น

“อย่ารอช้า ไม่ต้องหาคำสละสลวย ร้องทูลต่อพระองค์เถิด เดี๋ยวนี้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:16) { โอกาสที่ทรงหยิบยื่นให้ }



[แนวคิด] :

– พระเยซูเริ่มกระบวนการซ่อมชีวิตของหญิงที่บ่อน้ำ ด้วยคำถามที่สะเทือนใจ แต่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี “ไปเรียกสามีของเธอมา”

– พระเยซูหยิบยื่นโอกาสให้เธอ สารภาพ พูดและยอมรับความจริง ด้วยตัวของเธอเอง

– เพราะวิธีที่ง่ายที่สุด ที่จะให้พระเยซูเยียวยารักษา ก็คือเปิดเผยตัวจริงต่อพระองค์

 [การประยุกต์ใช้] :
–  วันนี้พระเยซูทรงพร้อมที่จะเยียวยารักษาเรา และวันนี้พระองค์หยิบยื่นโอกาสให้แก่เรา ที่จะเปิดเผยตัวจริงต่อพระองค์ บอกความอ่อนแอของเราต่อพระองค์ บอกความไม่เอาไหนของเราต่อพระองค์ บอกความผิดพลาดพลั้งไปของเราต่อพระองค์

– วันนี้ เราไม่ต้องไปถึงบ่อน้ำยาโคบเพื่อจะเปิดเผยตัวจริงต่อพระองค์ เพียงแค่ก้มศรีษะ หลับตาแล้วถ่อมใจลง บอกต่อพระองค์ พระองค์ทรงพร้อมแล้วที่จะเยียวยาเรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:17) { ทรงแสนอ่อนโยน }



[แนวคิด] :

– เมื่อหญิงที่บ่อน้ำได้ยินประโยคที่สะเทือนใจ “ไปเรียกสามีของเจ้ามาที่นี่เถิด” นางคงคิดสารพัดว่าจะตอบอย่างไรดี

[นางอาจจะคิดว่าอยากบอกให้ท่านผู้นี้รู้ว่า สามีคนแรกเขาทำกับเธอเจ็บปวดขนาดไหนที่ทิ้งเธอไป แล้วคนที่สองนั้นเลวแค่ไหนเธอถึงต้องทิ้งเขาไป แล้วยังคนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้าอีก โอ้ย!!!สารพัด และอาจอยากจะบอกว่า ที่วันนี้เธอเป็นชู้กับสามีคนอื่นเนี่ย มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย ฯลฯ]

– นางจึงตอบว่า “ดิฉันไม่มีสามีค่ะ”

– ดูเผินๆ ดูเหมือนนาง จะพูดโกหกนะ มีสามีมาตั้งเยอะแล้วยังบอกว่าไม่มีอีก

[ถ้าเป็นบางคนอาจจะตอบกลับนางว่า “นางตอแหล ไม่ต้องมาโกหกเลย ฉันรู้แกมีสามีมาตั้ง 5 คนแล้ว”]

– แต่พระเยซูผู้แสนประเสริฐ แสนอ่อนโยน ตอบแก่เธอว่า “เธอพูดถูกแล้ว…” ช่างเป็นประโยคที่อ่อนโยนอะไรเช่นนี้ ต่อหัวใจที่บอบช้ำของเธอ

– เธอตอบได้ไม่เข้าท่าเอาเสียเลยสำหรับประโยคที่แสนจะพูดยากนี้(ลองเป็นเธอดูบ้างสิ แล้วจะเข้าใจว่าพูดยากขนาดไหน) แต่พระเยซูกลับมองเห็นส่วนดีของเธอในประโยคที่ไม่เข้าท่านี้  จนกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่แสนเป็นมิตร “เธอพูดถูกแล้ว…”

– พระเยซูรู้จักความบอบช้ำ ความเจ็บช้ำในหัวใจของเธอ พระเยซูทรงเข้าใจเธอ

[การประยุกต์ใช้] :
–  เมื่อเข้ามาเฝ้าพระเยซู ไม่ต้องกังวลว่า จะพูดได้ดีหรือพูดได้ไม่เข้าท่า ไม่ว่าเราจะเป็นเช่นไร เมื่อเราเข้ามาหาพระองค์อย่างจริงใจ พระองค์ทรงเข้าใจเรา และพระองค์เต็มใจที่จะปฏิบัติต่อเราอย่างอ่อนโยนที่สุด

“วันนี้ ถ้าอยากร้องไห้ ถ้าอยากระบายความในใจ ถ้าอยากฟ้อง ถ้าอยากร้องทูล อย่ารอช้าเชิญมาหาพระเยซูทรงผู้อ่อนโยนเถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:18) { เปิดเผยตัวจริง }



[แนวคิด] :

– ทำไมพระเยซูผู้แสนอ่อนโยน จึงพูดประโยคสะเทือนใจหญิงที่บ่อน้ำถึงเพียงนี้? “เธอ​มี​สามี​ถึง​ห้า​คน​แล้ว และ​คน​ที่​มี​อยู่​เดี๋ยว​นี้​ก็​ไม่​ใช่​สามี​ของ​เธอ”

– นั่นก็เพราะพระองค์เมตตาเธอ หากเธอต้องการรับการเปลี่ยนแปลงจากพระองค์ เธอต้องเปิดเผยตัวจริงต่อพระองค์ แต่สำหรับเธอในเวลานั้นคงยากที่จะทำเช่นนั้น พระองค์จึงช่วยให้ง่ายขึ้นโดยการเป็นผู้ที่พูดให้เสียเอง

– แล้วตามด้วยประโยคที่เป็นมิตรว่า “เรื่องนี้เธอพูดจริง”

[ผมค่อนข้างมั่นใจว่า พระเยซูพูดกับเธอด้วยท่าทีที่อ่อนโยน จนเธอสัมผัสได้ ซึ่งสังเกตได้จากประโยคต่อๆมา เธอไม่ได้แสดงความรู้สึกว่าถูกโทษ จนปิดตัวเอง แล้วรีบผละออกมา แต่กลับสนทนากับพระองค์ต่อไปในเรื่องที่เธอต้องการทราบ]

[การประยุกต์ใช้] :
–  หากเราต้องการให้พระเยซูเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เราจำเป็นต้องยอมรับความอ่อนแอของเรา และเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเรา ให้มากที่สุด เพื่อพระองค์จะสามารถเข้ามาเยียวยาส่วนลึกที่สุดในหัวใจของเราได้

– คงมีหลายเรื่องที่ยากเหลือเกินที่เราจะยอมรับมันได้ หรือแม้แต่จะทูลต่อพระองค์ก็ยากเหลือเกิน เพราะเราไม่อยากนึกถึงมันเลย (เหมือนหญิงนั้นไม่อยากนึกถึงอดีตอันขมขื่นของเธอ)แต่ไม่ต้องห่วง พระเยซูทรงเข้าใจเราและรู้จักเราอย่างดี พระองค์เองจะช่วยเรา ให้เราสามารถเปิดใจต่อพระองค์ได้ ขอเพียงเรามีใจปรารถนาเช่นนั้นก็เพียงพอ

“ข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะสามารถเปิดเผยความอ่อนแอทั้งสิ้นของข้าพระองค์ต่อพระองค์ และขอเชิญสร้างข้าพระองค์ขึ้นใหม่เถิด”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:19) { พระเยซูเป็นใคร? }



[แนวคิด] :

– หลังจากสนทนากับพระเยซูสักพัก หญิงที่บ่อน้ำ จึงสรุปได้ว่า พระเยซูต้องเป็นผู้เผยพระวจนะจากพระเจ้าเป็นแน่

– เพราะพระองค์รู้เรื่องของเธอ ทั้งที่เพิ่งจะพบกัน และเมื่อรู้แล้วพระองค์ก็ไม่ซ้ำเติมเหมือนอย่างคนอื่นๆในเมืองที่ก็รู้เรื่องของเธอเช่นกัน

– เธอรู้ว่าพระเยซูเป็นใคร จากประสบการณ์ที่เธอมีกับพระเยซู

– เนื่องจากประสบการณ์อันจำกัดที่เธอมีต่อพระเยซู ขณะนี้เธอจึงพบว่าพระเยซูเป็นผู้เผยพระวจนะ แต่ต่อมา(ข้อ29)เมื่อมีประสบการณ์กับพระเยซูมากขึ้น เธอจึงพบว่า พระเยซูคือพระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด

[การประยุกต์ใช้] :
–  วันนี้ เรารู้ไหมว่า พระเยซูเป็นใคร?

– ไม่ใช่จากคำบอกของคนอื่น หรือของอาจารย์ท่านไหน หรือจากหนังสือเล่มใดๆ แต่จากประสบการณ์ที่เรามีกับพระเยซู จะบอกกับจิตใต้สำนึกว่าเรา “พระเยซูเป็นใคร?”

– ไม่มีทางลัดสำหรับการมีประสบการณ์กับพระเยซู เราจำเป็นต้องใช้เวลากับพระองค์ จึงจะมีประสบการณ์กับพระองค์

“วันนี้เราใช้เวลากับพระเยซูมากเพียงใด?”

“การมีประสบการณ์กับพระเยซู จะเป็นตัวกำหนดว่า พระเยซูเป็นใครในชีวิตของเรา”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:20) { ปัญหาคาใจ }



[แนวคิด] :

– เมืองสิคาร์อยู่เชิงเขาเกราซิม ซึ่งยาโคบเคยสร้าง​แท่น​บูชา​ที่​นั่น (ปฐก. 33:20) ชาวสะมาเรียเชื่อว่า การนมัสการที่ภูเขานี้เป็นการนมัสการที่แท้จริง แต่ชาวยิวเชื่อต้องเป็นที่ภูเขาศิโยน ที่ตั้งของเยรูซาเล็ม

– ในเมื่อหญิงที่บ่อน้ำเชื่อว่า พระเยซูเป็นผู้เผยพระวจนะจากพระเจ้า เธอจึงถามความคิดเห็นจากพระองค์ว่า “ใครถูกกันแน่”

– สิ่งที่เธอสงสัยนี้ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เธอไม่อาจยอมรับว่า พระมาซีฮา(พระคริสต์)จะมาจากพวกยิว นั่นก็คือ ไม่มีทางยอมรับได้ว่า “พระเยซูเป็นพระมาซีฮา”

– แต่เมื่อนางทูลถามพระองค์ อุปสรรคนั้นจึงถูกขจัดออกไป

[การประยุกต์ใช้] :
–  วันนี้ เรามีคำถามคาใจอะไรบ้างไหม ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้น ไม่ให้เรารู้จักกับพระเยซูได้ลึกซึ้งมากยิ่งกว่านี้ ?

– “ทำไม พระเจ้าต้องปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับฉันด้วย?”

– “ทำไม คนที่ฉันรักต้องเจอเรื่องแบบนี้?”

– “ตอนนั้น พระเจ้าอยู่ที่ไหน?”

– ฯลฯ

– อย่ายอมปล่อยมันไว้คาใจ จนกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้น ไม่ให้รู้จักกับพระเยซูมากยิ่งขึ้น เชิญนำมาทูลต่อพระองค์อย่างจริงใจ แล้วพระองค์เองจะเป็นผู้จัดการกับปัญหาคาใจเหล่านั้นให้เรา

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:21) { ไม่สำคัญ }



[แนวคิด] :

– พระเยซูชี้ให้หญิงที่บ่อน้ำเห็นว่า มนุษย์คิดอย่างหนึ่ง แต่พระเจ้ามีแผนอีกแบบหนึ่ง

– ยิวและสะมาเรียเถียงกันว่า การนมัสการที่ถูกต้องที่สุด คือที่ไหน ที่ภูเขาเกราซิมของชาวสะมาเรียนี้ หรือ ที่เยรูซาเล็มของชาวยิว

– แต่พระเยซูเฉลยให้นางฟัง ด้วยคำตอบที่นางไม่อยากจะเชื่อ คือ ผิดทั้งคู่ การนมัสการที่ถูกต้องไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่อย่างที่พวกยิวและพวกสะมาเรียคิดกัน

[การประยุกต์ใช้] :
–  วันนี้ เราอาจจะขัดแย้งกับบางคนด้วยสาเหตุของมุมมองบางอย่างที่แตกต่างกัน เราควรสำรวจตัวเองดูว่า เรากำลังมองเหมือนอย่างที่พระเจ้ามองหรือไม่?

– บางอย่างมนุษย์คิดว่าสำคัญ แต่เป็นเรื่องไร้สาระในสายพระเนตรของพระเจ้า

– บางอย่างมนุษย์คิดว่า ไม่สำคัญนัก แต่สำคัญยิ่งยวดในสายพระเนตรของพระองค์

“ความรัก ความเชื่อ ความหวัง การกระทำใดๆที่ไม่สอดคล้องหรือส่งเสริม 3 สิ่งนี้ ล้วนแต่ไร้ค่าทั้งสิ้น”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:22) { ไม่รู้จัก }



[แนวคิด] :

– พระเยซูพูดกับหญิงที่บ่อน้ำอย่างอ่อนโยน มีเมตตา ไม่ตำหนิ ให้โอกาส แต่ในขณะเดียวกันก็ยืนยันในความจริงอย่างหนักแน่นในข้อนี้

– หญิงสะมาเรียไม่เชื่อ บรรดาผู้เผยพระวจนะที่มาจากยิว เพราะพวกยิวผู้เกลียดชังชาวสะมาเรีย

– ในเมื่อชาวสะมาเรียไม่รับข่าวสารจากคนของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สามารถรู้จักกับพระเจ้าผู้ที่พวกเขามนัสการได้

– พระเยซู บอกความจริงนางอย่างตรงไปตรงมา ว่า นางไม่รู้จักผู้ที่นางนมัสการ แต่พวกยิวรู้จัก เพราะว่าพระมาซีฮาจะเป็นคนยิว

[การประยุกต์ใช้] :
–  ในการเป็นพยาน การสอน การกล่าวเรื่องราวของพระเจ้า แม้ว่าจำเป็นต้องเต็มไปได้ความรักและอ่อนสุภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยืนยันในความถูกต้อง ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับความคิดที่ขัดแย้งกับพระคำของพระเจ้า

– คนสะมาเรีย ไม่ยอมรับ ผู้สื่อสารของพระเจ้า ทำให้พวกเขาไม่อาจรู้จักกับพระเจ้าที่พวกเขานมัสการได้  

– วันนี้ พระเจ้าส่งสารมากมายมาถึงเราทั้งหลาย ผ่านทางพระวจนะของพระองค์ ขอให้เราเปิดใจต่อพระวจนะของพระองค์ ใส่ใจต่อพระวจนะของพระองค์ เพื่อเราจะสามารถรู้จักกับพระเจ้าผู้ที่เรานมัสการได้มากขึ้นทุกวันๆ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:23) { นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง }



[แนวคิด] :

– “แต่​วาระ​นั้น​ใกล้​เข้า​มา​แล้ว และ​บัด​นี้​ก็​ถึง​แล้ว” แสดงว่าก่อนหน้านี้ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เคยมีการนมัสการแบบใหม่นี้มาก่อนเลย

– ก่อนหน้านี้พวกยิวคิดว่านมัสการที่แท้จริงคือนมัสการที่เยรูซาเล็ม พวกสะมาเรียคิดว่านมัสการที่แท้จริงคือนมัสการที่ภูเขาเกราซิม

– แต่การนมัสการแบบใหม่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับสถานที่ เป็นการนมัสการที่พระเยซูกล่าวถึง ว่าเป็นการนมัสการอย่างแท้จริง ที่พระบิดาแสวงหาคนที่นมัสการเช่นนั้น

– คือ การนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง

– นมัสการด้วยจิตวิญญาณ (รม. 12:1) คือ การ​ถวาย​ตัว​​แด่​พระเจ้า เพื่อ​เป็น​เครื่อง​บูชา​อัน​บริ​สุทธิ์​ที่​มี​ชีวิต และ​เป็น​ที่​พอ​พระ​ทัย​พระ​เจ้า

– นมัสการด้วยความจริง คือ (ยน. 14:6) พระ​เยซู​ ทรงเป็นทางแห่ง​ความ​จริง ที่จะทำให้เรามา​ถึง​พระ​บิดา​ได้

– ก่อนหน้านี้ จิตวิญญาณของเราตายเพราะบาป เราจึงไม่มีทางนมัสการด้วยจิตวิญญาณได้ แต่บัดนี้โดยทางพระเยซูคริสต์ จิตวิญญาณเรากลับมีชีวิตขึ้น(1คร. 15:45) เราจึงสามารถนมัสการด้วยจิตวิญญาณได้ ด้วยการถวายตัวของเราแด่พระเจ้า(รม. 12:1)

– ก่อนหน้านี้ การนมัสการด้วยการถวายเครื่องบูชาเป็นเพียงแบบจำลอง(เงา)ของการนมัสการของจริง บัดนี้ของจริงจากสวรรค์มาแล้ว คือพระเยซูคริสต์(ฮบ.9:23) ดังนั้นเราจึงสามารถรับการชำระบาปจนสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้อย่างใกล้ชิด โดยผ่านทางพระเยซูผู้เป็นความจริง(ยน. 14:6)

[การประยุกต์ใช้] :
–  วันนี้ พระบิดากำลังแสวงหาว่า มีใครบ้างไหมที่จะนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง ด้วยการ ถวายตัวแด่พระเยซู ให้พระเยซูเป็นเจ้าของชีวิตในทุกพื้นที่ของเขาอย่างแท้จริง แล้วเข้ามาเฝ้าต่อพระพักตร์พระเจ้าเสมอตลอดเวลาโดยทางพระเยซูคริสต์  (ฮบ. 10:19 …มี​ใจ​กล้า​ที่​จะ​เข้า​ไป​ใน​สถาน​ศักดิ์​สิทธิ์​โดย​พระ​โล​หิต​ของ​พระ​เยซู)

“เราฝึกฝนการนมัสการอย่างแท้จริง ได้โดย ถวายตัวบ่อยๆ คิดถึงพระเจ้าบ่อยๆ คุยกับพระองค์ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:24) { พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ }



[แนวคิด] :

เหตุผล 2 ประการ ที่เราต้องนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง คือ

  1. พระเจ้าแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ (ข้อ23)
  2. พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ(ข้อ24)

เนื่องจากพระเจ้าเป็นพระวิญญาณ การเข้าถึงพระเจ้าอย่างแท้จริง จึงเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ ซึ่งต้องอาศัยจิตวิญญาณที่มีชีวิต

โดยการที่พระเยซู ตายไถ่บาปของเรา จิตวิญญาณของเราจึงเปรียบเสมือนรับโทษตายเพราะบาปไปแล้ว(ค่าจ้างของบาปคือความตาย รม.3:23) และโดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทำให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย จึงทำให้จิตวิญญาณของเรากลับมีชีวิตขึ้น จนสามารถเชื่อมต่อสัมพันธ์กับพระบิดาได้

การมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า(การนมัสการที่แท้จริง) จึงเกิดได้ในผู้เชื่อวางใจในพระเยซู และผู้นั้นให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ควบคุมครองชีวิตของเขา

[การประยุกต์ใช้] :
–  เข้าเฝ้าพระเจ้า ไม่ได้ใช้สมอง แต่ใช้หัวใจ ด้วยการช่วเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์

– จริงใจ และ ถ่อมใจ พระวิญญาณจะสอนเราเอง ว่า ควรอธิษฐานอะไรอย่างไร เมื่อไหร่คสรพูด เมื่อไหร่ควรหยุดฟัง

– พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ทรงเชี่ยวชาญอย่างที่สุด ในการนำเราไปเฝ้าพระบิดา ดังนั้นปล่อยให้เป็นงานของมืออาชีพอย่างพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด

ภาคปฏิบัติ ง่ายๆ อธิษฐานอย่างจริงใจและถ่อมใจ ว่า

“ข้าแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอเชิญสอนข้าพระองค์ ในการเข้าเฝ้าพระบิดาด้วยเถิด”

จากนั้น ก็เริ่มอธิษฐานอะไรบางอย่าง ขณะที่เรากำลังอธิษฐานสิ่งนั้นอยู่ พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในเรา จะเริ่มดลใจเราต่อเองว่า ควรอธิษฐานอะไร อย่างไร

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:25) { ดิฉันทราบว่า }



[แนวคิด] :

– หญิงผู้ซึ่งเป็นที่รังเกียจของชาวสะมาเรีย ซึ่งชาวสะมาเรียเป็นที่น่ารังเกียจของชาวยิว ดูเหมือนคำพูดของนาง จะดูมีปัญญามากกว่านิโคเดมัส ผู้เป็นอาจารย์ของพวกยิวเสียอีก(ยน. 3:10)

– ผู้หญิงในสมัยนั้นน้อยคนนักที่จะได้รับการศึกษา แต่นางกลับทราบเรื่องพระเมสสิยาห์ อย่างดีทีเดียว

– นั่นชี้ให้เห็นว่า เธอเป็นคนหนึ่งที่แสวงหา และ รอคอย การเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ ด้วยใจจดจ่อ

– และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่พระเยซู จงใจเดินมาที่หมู่บ้านสะมาเรียแห่งนี้ เพื่อมาตามหา หญิงที่สังคมรังเกียจ แต่พระองค์ทรงรักผู้นี้

– พระองค์เสด็จมา เยี่ยมเยียน ผู้ที่แสวงหาและรอคอยพระองค์

[การประยุกต์ใช้] :
– วันนี้ เราสนใจ เสาะแสวงหาที่จะรู้จักกับพระองค์มากเพียงใด?

– ยรม. 29:13 เจ้า​จะ​แสวง​หา​เรา​และ​พบ​เรา​เมื่อ​เจ้า​แสวง​หา​เรา​ด้วย​สิ้น​สุด​ใจ​ของ​เจ้า’

– วันนี้ พระเยซูกำลังมาหาเรา แล้วเรากำลังเสาะแสวงหาหาอะไรอยู่?

– วันนี้ เราหิวกระหาย ที่จะได้รู้จักกับพระเจ้ามากเพียงใด?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:26) { เราอยู่นี่แล้ว }



[แนวคิด] :

– หญิงที่บ่อน้ำรอคอยที่จะได้พบกับพระเมสสิยาห์ บัดนี้ผู้ที่เธอรอคอยมานาน กำลังอยู่ต่อหน้าเธอ กำลังพูดกับเธออยู่

– ในพระคัมภีร์มีเพียงไม่กี่คนที่ เนื้อหาที่พวกเขาสนทนากับพระเยซู ถูกบันทึกไว้มากเท่ากับเนื้อหาที่ได้ทรงสนทนากับหญิงคนนี้ และดูเหมือนว่าพระองค์สนทนากับเธอนานทีเดียว (บางคนแค่ “เราพอใจแล้ว จงหายเถิด” , “จงยกแคร่ของเจ้าเดินไปเถิด” เป็นต้น)

– หญิงคนนี้ ในวันนี้เธอคงรู้ตัวแล้วว่า พระองค์ปฏิบัติต่อเธอพิเศษเพียงใด

[การประยุกต์ใช้] :
– คนที่กำลังรอคอยการช่วยกู้ พระผู้ช่วยอยู่ใกล้มากกว่าที่เราคิด

– คนที่กำลังรอคอยคำตอบ พระเยซูเป็นคำตอบของท่าน

– คนที่กำลังรอคอยปาฏิหารย์ พระองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อยู่ต่อหน้าท่านแล้ว

– คนที่กำลังแสวงหาที่จะพบกับพระเจ้า พระองค์อยู่ที่นี่แล้ว

– “ก้มศีรษะ หลับตาลง อธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างไม่สงสัยเลยว่า พระองค์กำลังอยู่ที่นี่ พร้อมที่จะสนทนากับเราอยู่    เริ่มสนทนากับพระองค์ดั่งประหนึ่งว่า พระเยซูกำลังอยู่ต่อหน้าเรา เต็มใจคอยฟังทุกคำที่เราจะพูดกับพระองค์”

– แล้วท่านจะได้ยินเสียงพระองค์ตรัสกับท่านว่า “เราอยู่นี่แล้ว”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:27) { พระองค์ไม่สน }



[แนวคิด] :

– เมื่อสาวกกลับมาพวกเขาพบความประหลาดใจมาก เมื่อเห็นพระเยซูสนทนากับผู้หญิงในที่สาธารณะ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วอาจารย์ชาวยิวจะไม่ทำอย่างนั้น ยิ่งไปกว่านั้นนางเป็นชาวสะมาเรีย ที่เป็นที่น่ารังเกียจสำหรับยิวอีกด้วย

– เหตุผลเดียวที่ทำให้พระอาจารย์ยอมแหกกฏไปคุยกับผู้หญิง และยอมลดตัวไปคุยกับชาวสะมาเรีย ก็น่าจะเป็นเพราะ พระอาจารย์คงต้องการอะไรเป็นพิเศษจากนางเป็นแน่

– เรื่องนี้สร้างความสงสัยจนประหลาดใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามพระเยซู แม้แต่เปโตรผู้ถามแบบไม่คิดเสมอ ก็ยังไม่กล้าถาม

– เพราะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เกี่ยวพันถึงเกียรติและความน่านับถือของพระเยซูเลยทีเดียว ที่พระองค์ลดตัวลงไปพูดคุยกับหญิงสะมาเรียในที่สาธารณะเช่นนี้

– ซึ่งเรื่องนี้ มีหรือพระเยซูจะไม่รู้?

– พระองค์ทรงทราบ แต่พระองค์ไม่สนใจกฏเกณฑ์ไร้สาระเหล่านั้น พระองค์มาที่นี่เพื่อตามหาลูกสาวที่รักของพระเจ้า ผู้แสวงหาพระเจ้าแต่ไม่พบ ผู้กำลังเผชิญกับความอัปยศ น่าขายหน้า และสิ้นหวัง

[การประยุกต์ใช้] :
– เราสำคัญมากในสายพระเนตรของพระองค์ พระองค์ไม่ยอมให้กฏเกณฑ์ทางศาสนาที่ไร้สาระ มาขวางกั้นพระองค์ พระองค์เสด็จมาหาเรา

– หญิงคนนั้น ไม่ต้องกลายเป็นยิวก่อน

– หญิงคนนั้น ไม่ต้องกลายเป็นคนดีก่อน

– นางเป็นอย่างที่นางเป็นนั่นแหละ แล้วพระเยซูก็เสด็จมาเพื่อช่วยนาง

– วันนี้ เราไม่ต้องเป็นคนดีก่อน เราไม่ต้องเลิกนั่น เลิกนี่ ให้ได้ก่อน จึงจะพบพระเยซูได้

– “ใช่ ศาสนาอาจจะบอกเช่นนั้น” แต่พระเยซูไม่สน วันนี้พระองค์เสด็จมาหาลูกของพระองค์ เพื่อจะทรงช่วยลูกของพระองค์

– “ลูกชาย/ลูกสาว ที่รักของพระเจ้าเอ๋ย เชิญร้องทูลต่อพระองค์ในวันนี้เถิด พระองค์ข้ามทุกกฏของศาสนา เพื่อมาหาเราแล้ว”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:28) { ทิ้งหม้อน้ำ }



[แนวคิด] :

– หญิงที่บ่อน้ำ ก่อนหน้านี้สิ่งที่สำคัญมากของเธอคือ หม้อน้ำ เพราะเธอมาที่นี่เพื่อจะมาเอาน้ำ

– มาถึงตอนนี้ มีบางสิ่งสำคัญกว่าหม้อน้ำของเธอ เสียแล้ว นั่นก็คือ การไปบอกผู้อื่นเรื่องพระเมสสิยาห์ที่เธอได้พบ

– เมื่อเธอให้ความสำคัญแก่ข่าวประเสริฐ มากกว่า สิ่งที่เธอเคยคิดว่าสำคัญ เมื่อนั้นเธอผู้ที่สังคมรังเกียจได้กลับกลายเป็น นักประกาศคนสำคัญที่นำคนมากมายมาถึงพระเยซูคริสต์

[การประยุกต์ใช้] :
– วันนี้ อะไรบ้างที่เราถือว่ามันสำคัญมากสำหรับชีวิตของเรา?

– สิ่งนั้น เป็นอุปสรรคถ่วงไม่ให้เรา รับใช้พระเจ้าหรือไม่?

– หญิงคนนั้น ยอมทิ้งหม้อน้ำไว้ เพื่อจะได้รับใช้พระเจ้า

– วันนี้ เรายอมจ่ายราคาอะไรบ้าง เพื่อเราจะสามารถรับใช้พระเจ้าได้มากยิ่งขึ้น?

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:29) { จากความอับอายกลับกลายเป็นพร }



[แนวคิด] :

– เมื่อหญิงที่บ่อน้ำพบกับพระเยซู ชีวิตเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

– เธอมาตักน้ำกลางวัน(ไม่ใช่เช้าหรือเย็นเหมือนคนอื่นๆ) เพราะเธอไม่อยากเจอใคร เธออับอายในสิ่งที่เธอได้ทำลงไป

– บัดนี้ ความอับอายของเธอกลับกลายเป็นพระพรยิ่งใหญ่สู่ผู้คนมากมาย เธอไม่อายแล้ว เธอเข้าไปหาชาวบ้าน แล้วใช้เรื่องความน่าอายของเธอเป็นสะพานบอกชาวบ้านให้รู้จักกับพระคริสต์

– “พวกคุณรู้ไหม ท่านผู้นี้ รู้ว่าฉันมีสามีมา 5 คนแล้ว ทั้งที่ยังไม่เคยพบฉันมาก่อนเลย”

– สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ไม่มีใครรังเกียจหรือตำหนิเธอ ในความอับอายของเธอ เพราะความสนใจทั้งหมด พุ่งเลยเรื่องเล็กๆน้อยๆของเธอไปหมดแล้ว ทุกคนสนใจแต่พระคริสต์

[การประยุกต์ใช้] :
– ในอดีตที่ผ่านมา เราอาจผิดพลาด อย่างน่าเจ็บปวด น่าอับอาย สักเพียงใดก็ตาม เมื่อเรายอมจำนนต่อพระเจ้า ให้พระเจ้าทรงใช้เรา พระองค์สามารถทำให้อดีตที่น่าอับอายของเราเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้ (โดยเราไม่ต้องรับผลของความอับอายนั้นอีก)

– ไม่ได้หมายความว่า เราต้องไปเล่าเรื่องเลวร้ายในอดีตของเราให้คนอื่นๆฟังให้หมด แต่หมายถึง สิ่งเลวร้ายของเราในอดีต เมื่ออยู่ในพระหัตถ์ของพระคริสต์ พระองค์สามารถใช้มัน เพื่อปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เสริมสร้าง พัฒนาตัวเรา ให้กลายเป็น พระพรที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนมากมายได้

– “เมื่อเปิดเผยความอับอายต่อพระคริสต์ มอบถวายชีวิตแด่พระองค์ พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ สามารถใช้มันเปลี่ยนชีวิตของเรา ให้กลายเป็นพระพรได้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:30) { จงใจไม่เข้าเมือง }



[แนวคิด] :

– พวกเขาออกจากเมืองมาหา นั่นคือพระเยซูไม่ได้เข้าไปในเมือง ทั้งที่เมืองอยู่ไม่ไกล เพราะสาวกเข้าไปซื้ออาหารในเมือง(ข้อ8) แล้วก็กลับมาในเวลาไม่นานนัก ไม่ได้ข้ามวัน

– ทำไม มีคนเป็นอันมาก(ข้อ39)หิวกระหายพระเจ้า อยู่ในเมืองสิคาร์ แต่พระเยซูไม่ได้ไปหาพวกเขา แต่กลับมาหาหญิงไร้ค่า น่าเหยียดหยาม คนหนึ่งที่บ่อน้ำ?

– เพราะว่าพระองค์ประสงค์ให้เกียรติหญิงที่ไร้เกียรติผู้นี้ ได้มีโอกาสร่วมงานกับพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด นำชาวสะมาเรียมากมาย มารู้จักกับพระองค์

[การประยุกต์ใช้] :
– วันนี้ ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เคยผิดพลาดพลั้งสักเพียงใด ผู้อื่นจะมองดูเราว่าด้อยค่าสักเพียงใดก็ตาม แต่พระเยซูได้ทรงประทานเกียรตินี้แก่เราด้วย คือ ได้ชื่อว่าร่วมงานกับพระเจ้าเพื่อนำคนมากมายกลับมาหาพระเจ้า

– พระองค์จงใจเลือกเรา ให้รับเชื่อคนแรกในครอบครัว คนแรกในที่ทำงาน คนเดียวในบริเวณแถวบ้าน เพื่อพระองค์จะทรงให้เราร่วมงานกับพระองค์ นำคนเหล่านั้นมารู้จักกับพระองค์

“วันนี้ เราทำอย่างไร กับเกียรติที่พระเจ้าทรงประทานแก่เรานี้”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:31-33) { อาหารที่ไม่รู้จัก }



[แนวคิด] :

– สาวกรู้ว่าพระเยซูคงทั้งหิวและเหนื่อยล้า พวกเขาจึง ภูมิใจเสนอสิ่งที่จะทำให้พระองค์อิ่มและสดชื่น ได้แก่ อาหารที่พวกเขาเข้าไปในเมืองซื้อมาให้

– แต่พระเยซูสอนสาวกว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์อิ่มและสดชื่นจริงๆ ไม่ใช่อาหารเหล่านี้ แต่เป็นอาหารสวรรค์ ที่พวกเขายังไม่เข้าใจในเวลานั้น

– สาวกจึงสงสัย มีใครทำให้พระองค์อิ่มแล้วหรือ ไม่น่าจะมีนี่นา ซึ่งความจริงมี ก็คือ หญิงที่บ่อน้ำทำให้พระองค์อิ่ม เมื่อพระองค์ได้กระทำตามพระทัยพระบิดา มาตามหาลูกสาวสุดที่รักของพระองค์กลับบ้าน

[การประยุกต์ใช้] :
– วันนี้ เราอาจทุ่มเทเต็มที่ในการทำบางอย่างเพื่อพระเจ้า แต่คำถามที่เราควรถามตนเองอยู่เสมอคือ “สิ่งที่เรากำลังวันนี้ พระเยซูชื่นใจหรือเปล่า?”

– การทำงานรับใช้หลายอย่างอาจดูมีคุณค่ามากในสายตาของมนุษย์ แต่การรับใช้ที่มีคุณค่าที่แท้จริงในสายพระเนตรของพระเจ้า คือการสำแดงความรักต่อผู้อื่นเพราะเหตุความรักที่เรามีต่อพระเยซู นั่นเอง

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:34) { อาหารของพระเยซู }



[แนวคิด] :

– อาหารทำให้มีชีวิต ทำให้มีกำลัง

– สิ่งที่เป็นแหล่งกำลัง และ ทำให้พระเยซูดำเนินชีวิตอยู่ในโลก ก็คือ การทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า และ ทำให้งานของพระเจ้าสำเร็จ

– หลักการก็คือ ถ้าปราศจากการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ชีวิตก็จะไร้ชีวิต ไร้ค่า เหมือนศพเดินได้ ไม่มีทางมีชีวิตชีวาที่แท้จริงได้

[การประยุกต์ใช้] :
– วันนี้ อะไรเป็นแหล่งกำลังของเรา? เรารู้สึกสดชื่น มีกำลังเมื่อเราทำสิ่งใด?

– สิ่งนั้นแหละ เรียกได้ว่าเป็นอาหารของเรา

– เรากำลังทานอาหารชนิดเดียวกับพระเยซูหรือเปล่า? หรือชนิดเดียวกับโลกนี้?

– วว. 3:20 “นี่​แน่ะ เรา​ยืน​เคาะ​อยู่​ที่​ประตู ถ้า​ใคร​ได้​ยิน​เสียง​ของ​เรา​และ​เปิด​ประตู เรา​จะ​เข้า​ไป​หา​เขา​และ​จะ​รับ​ประ​ทาน​อา​หาร​ร่วม​กับ​เขา และ​เขา​จะ​รับ​ประ​ทาน​อา​หาร​ร่วม​กับ​เรา”

– เชิญมาทานอาหารโต๊ะเดียวกันกับพระเยซูกันเถิด

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:35) { มองต่างมุม }



[แนวคิด] :

– ในมุมมองของการปลูกข้าว ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวต้องรออีก 4 เดือน นับจากเวลานั้น

– แต่มุมมองของการปลูกพืชฝ่ายวิญญาณ บัดนี้เป็นเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวแล้ว ถึงเวที่จะรวบรวมคนของพระเจ้า กลับมาสู่พระองค์แล้ว

(ในอีกไม่กี่ข้อต่อมา สาวกกำลังจะได้เห็นการเก็บเกี่ยวฝ่ายวิญญาณครั้งใหญ่ในเมืองของชาวสะมาเรีย)

[การประยุกต์ใช้] :
– วันนี้ เมื่อพูดถึงการเก็บเกี่ยวฝ่ายวิญญาณ การนำคนมาหาพระเยซู เราอาจจะคิดว่า “ยังไม่ถึงเวลา” “เรายังไม่พร้อม” “เรายังไม่เก่ง” “เราทำไม่ได้” “เราทำไม่เป็น”

– คำถาม : ไม่ทราบว่า พระเยซูเห็นด้วยกับความคิดของเราหรือเปล่า?

– ถ้าเรา รู้แล้วว่า เราคิดไม่เหมือนพระเยซู จงกลับใจด่วน

– “เมื่อเรา เริ่มลงมือทำสิ่งที่สอดคล้องกับความคิดของพระเยซู พระองค์จะสนับสนุนเรา และประทานสิ่งที่จำเป็นอย่างเพียงพอในการทำสิ่งนั้นอย่างแน่นอน”

– “ทุ่ง​นา​เหลือง​อร่าม​และ​ถึง​เวลา​เกี่ยว​แล้ว”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:36) { เวลาแห่งการเก็บเกี่ยว }



[แนวคิด] :

– พระเยซูกำลังบอกสาวกว่า ถึงเวลาแล้วสำหรับการนำคนเข้ามาในแผ่นดินของพระเจ้า

– ก่อนหน้าที่บรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหลายพยากรณ์ถึงการเสด็จมาของพระมาซีฮา เพื่อช่วยคนอิสราเอลให้รอด บัดนี้ถึงเวลาแห่งความรอดนั้นแล้ว

– แล้วในที่สุด ทั้งคนในอดีตและพวกสาวกของพระเยซู ก็จะชื่นชมยินดีในการเก็บเกี่ยวใหญ่นี้ร่วมกัน

[การประยุกต์ใช้] :
– วันนี้ เป็นเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว จิตวิญญาณของผู้คนให้เข้ามาในแผ่นดินของพระเจ้าแล้ว

– สภษ. 10:5 “…​บุตร​ชาย​ผู้​หลับ​ใน​ฤดู​เกี่ยว​ก็​นำ​ความ​อับ​อาย​มา”

– นี่เป็นเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว ใครที่ยังเอื่อยเฉื่อย ยังสะลึมสะลือ ยังนอนหลับอยู่ ตื่นได้แล้ว ก่อนที่ความอับอายจะมาถึง

– ในวันนั้น จะเป็นวันแห่งความชื่นชมยินดี หรือ วันแห่งความน่าละอายใจ ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในวันนี้

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:37) { คนหว่าน-คนเกี่ยว }



[แนวคิด] :

– พระเยซูอ้างถึงสุภาษิตของกรีก เกี่ยวกับการหว่านและการเก็บเกี่ยว ตามประสบการณ์ของมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับความจริงในฝ่ายวิญญาณ

– อีกไม่นานสาวกจะเก็บเกี่ยวคนมากมายเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า แต่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ เกิดจากการหว่านพระคำของพระเจ้าในผู้คนมากมายโดยบรรดาผู้เผยพระวจนะในอดีต

– ไม่มีใครอยู่ดีๆก็รับเชื่อ โดยปราศจากใครสักคนหนึ่งได้หว่านเรื่องพระเจ้าในชีวิตของเขาเอาไว้

[การประยุกต์ใช้] :
– วันนี้ สามารถทำอะไรบางอย่าง เพื่อเป็นการหว่านเมล็ดแห่งข่าวประเสริฐ ลงในจิตใจของผู้คน โดยเฉพาะคนที่เรารัก เมื่อหว่านวันนี้อาจจะไม่ได้เห็นผลอะไร แต่จงรู้เถิดว่า สักวันหนึ่งเมื่อเมล็ดแห่งความเชื่อนี้ เจริญเติบโต พระเจ้าจะใช้บางคนมาเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณของเขาเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าเอง

– หน้าที่สำคัญของเราวันนี้ คือ ต้องเริ่มหว่าน

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:38) { ร่วมตรากตรำ }



[แนวคิด] :

– ผู้เผยพระวจนะในอดีต หว่าน หงาดเหงื่อ เลือด และชีวิต เพื่อเตรียมจิตใจของคนให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า

– เมื่อมาถึงสมัยของสาวก ถึงเวลาแล้ว ที่จะนำคนเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า ผ่านทางการเชื่อวางใจในพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอด

– ดูเหมือนสาวก ไม่ได้ตรากตรำเท่ากับพวกผู้เผยพระวจนะ แต่ในฝ่ายวิญญาณเมื่อเขาเก็บเกี่ยวคนเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า ก็ถือว่า พวกเขามีส่วนในการตรากตรำเดียวกันกับพวกผู้เผยพระวจนะในอดีต

[การประยุกต์ใช้] :
– การเสียสละ หงาดเหงื่อ ตรากตรำ เลือด และชีวิต ของบรรดามิชชันนารีและผู้รับใช้พระเจ้ามากมาย ที่ในอดีตที่ผ่านมา ทำให้วันนี้ประเทศไทยพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่

– โดยภาพรวม ทัศนคติของคนไทยต่อคริสตศาสนาเป็นในแง่บวกส่วนใหญ่ ซึ่งเกิดจากการสำแดงความรัก การเสียสละ การช่วยเหลือสังคม การประกาศข่าวประเสริฐ ของบรรดาเหล่าผู้รับใช้พระเจ้าในอดีตที่ผ่านมา

– วันนี้เราอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ ขณะที่สังคมกำลังสิ้นหวัง ระบบหรือองค์กรต่างๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นความหวัง กลับทำให้คนไทยผิดหวัง ความยากลำบาก ความขัดสน การอับจนหนทาง แผ่แพร่ไปทั่วในทุกสังคม

– ท่ามกลางสังคมที่สิ้นหวังนี้ พระเยซูพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ผู้ทรงสร้าง ผู้ครอบครอง ผู้ควบคุมทุกสิ่ง เป็นความหวังเดียวของพวกเขา

– เชิญเราทั้งหลาย มาร่วมการตรากตรำของบรรดาผู้รับใช้ในอดีตที่ผ่าน โดยร่วมกับเก็บเกี่ยว นำคนไทยมาพบกับพระเยซูคริสต์ผู้เป็นความหวังเดียวของเขา

– พูดเรื่องของพระเยซูให้กับพวกเขาได้รับรู้ หรือ ใช้สื่อต่างๆเท่าประตูเปิดออก ส่งต่อคำเทศนา คำสอน พระคำของพระเจ้า ไปยังคนเหล่านั้น

– นั่นอาจจะเป็นการหว่าน เพื่อคนในอนาคตจะเก็ยเกี่ยว หรือ อาจจะเป็นการเก็บโดยการกระทำของเราในครั้งที่ก็เป็นได้

[น่าเศร้าที่คริสเตียนจำนวนไม่น้อย ส่งโน่นนี่นั่น ให้เพื่อนฝูงมากมาย แต่ไม่ยอมส่งเรื่องราวของพระเยซูให้พวกเขาเลยแม้แต่น้อย ด้วยความกลัวว่า เขาจะหาว่า เราเคร่งศาสนา บ้าพระเยซู…ซึ่งแท้จริงการถูกมองว่าเป็นเช่นนั้น เป็นเกียรติและศุกดิ์ศรียิ่งใหญ่สำหรับเราทั้งหลาย]

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:39) { คำพยานเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ }



[แนวคิด] :

– โดยคำพยานของหญิงที่สังคมดูถูก คนหนึ่ง ทำให้คนในเมืองจำนวนมากวางใจในพระองค์

– ตามหลักการและเหตุผลแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่ชาวสะมาเรียที่เกลียดยิว จะวางใจในอาจารย์ชาวยิว โดยคำพูดของหญิงผู้ไม่น่าเชื่อถือคนหนึ่ง ทั้งที่พวกเขายังไม่ได้พบเจออาจารย์ท่านนั้นเลย

[การประยุกต์ใช้] :
– การที่คนจะเปิดใจต่อข่าวประเสริฐ ไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ ตามหลักการหรือเหตุผลใดๆทั้งสิ้น แต่ขึ้นอยู่กับมีใครบ้างไหม ที่กล้าพอ(ไม่มัวแต่ขี้ขลาด) ที่จะเป็นพยานถึงสิ่งที่พระเจ้าทำในชีวิตของเขา แก่ใครบางคน

– วันนี้ หน้าที่ของเราคือกล่าวคำพยานถึงสิ่งที่พระเยซูทรงทำแก่เรา ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่จะทำให้ถ้อยคำนั้นเกิดผลเป็นพร ใช้ชีวิตของคนที่ได้ยินได้ฟังคำพยานของเรานั้น

– วว. 12:11 “พวก​เขา​ชนะ​พญา​มาร​ด้วย​พระ​โล​หิต​ของ​พระ​เมษ​โป​ดก และ​ด้วย​คำ​พยาน​ของ​พวก​เขา​เอง และพวก​เขา​ไม่​ได้​รัก​ตัว​กลัว​ตาย”

– สิ่งที่หญิงนั้นทำแม้เพียงเล็กน้อย แต่ต่อมาเกิดผลอันยิ่งใหญ่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนทั้งเมืองไปตลอดกาล

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:40) { เหตุผลร้อยแปด }



[แนวคิด] :

– พวกยิวรังเกียจชาวสะมาเรีย ถึงขนาดยอมเดินอ้อมดีกว่าต้องเดินผ่านเมืองของพวกเขา บัดนี้พวกสะมาเรียเชิญพระเยซูให้ประทับกับพวกเขา

– ถ้าพระเยซูไป พวกยิวจะคิดอย่างไรกับพระองค์ อีกหน่อยพระองค์ต้องไปประกาศกับพวกยิวเป็นหลัก พวกเขาอาจจะพลอยรังเกียจพระองค์ไปด้วย หรืออาจถึงขนาดไม่ยอมฟังพระองค์อีกก็เป็นได้

– ดูเหมือนมีเหตุผลดีๆมากมายที่พระเยซู ไม่ควรไปพักกับพวกสะมาเรีย แต่พระเยซูไม่คำนึงถึงว่าใครจะคิดอย่างไร เหตุผลร้อยแปดจะเป็นอย่างไร พระองค์มุ่งทำสิ่งเดียวคือ ​ทำ​ตาม​พระ​ประสงค์​ของ​พระบิดา​และ​ทำ​ให้​งาน​ของ​พระ​องค์​สำ​เร็จ (ยน. 4:34)

– งานนั้นคือ “เรา​ไม่​ได้​รับ​ใช้​มา​หา​ใคร เว้น​แต่​แกะ​หลง​ของ​วงศ์​วาน​อิส​รา​เอล” มธ. 15:24

– คนยิวไม่นับสะมาเรียเป็นวงศ์วานของอิสราเอล แต่พระเจ้านับ พระเยซูไม่สนใจว่าคนคิดอย่างไร แต่ใส่พระทัยว่าพระบิดาทรงคิดเช่นไร

– พระเยซูจึงไปประทับกับชาวสะมาเรีย 2 วัน

[การประยุกต์ใช้] :
– อาจจะมีเหตุผลร้อยแปด ที่กีดขวางไม่ให้เราประกาศกับคนเหล่านั้น

“เขาคงไม่เชื่อหรอก” , “เขาไม่สนใจหรอก” , “เขาเป็นคนละประเภทกับเรา เราเข้าถึงยาก” , “เขาไม่ชอบเรา เขาคงไม่ฟังเราหรอก” , “เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าเรามาก เขาคงไม่ฟังเรา” , “คนอื่นจะคิดอย่างไร ถ้าเราไปพูดเรื่องพระเจ้ากับเขา” , “เราก็ยังพูดไม่ค่อยเก่งเลย” ,  ฯลฯ

– โยนเหตุผลไร้สาระพวกนี้ทิ้งไปซะ แล้วถามพระบิดา วันนี้ พระองค์อยากให้เราทำอย่างไรกับเขาเหล่านั้นบ้าง…แล้วพระวิญญาณจะตรัสในจิตใจของเรา…จากนั้น เชื่อฟัง แล้ว ลงมือทำตาม

– ใครจะคิดอย่างไรก็เราก็ช่างเขา ไม่สำคัญ พระบิดารู้สึกอย่างไรกับการกระทำของเราในวันนี้ต่างหากที่สำคัญ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:41) { วางใจเพราะพระคำ }



[แนวคิด] :

-ก่อนหน้านี้คนจำนวนมาก วางใจในพระเยซูเพราะถ้อยคำของหญิงที่บ่อน้ำ(ยน. 4:39) แต่เมื่อพระเยซูพักกับพวกเขา 2 วัน ก็มีคนวางใจในพระเยซูเพิ่มมากขึ้น เพราะได้ยินคำตรัสของพระเยซูด้วยตัวของพวกเขาเอง

– คำพยานเป็นสิ่งที่ดีที่จะนำคนมาหาพระเจ้า แต่เมื่อคำพยานนั้นทำงานร่วมกับพระคำของพระเจ้าก็จะยิ่งทวีผลขึ้นอีกอย่างมากมาย

[การประยุกต์ใช้] :
– การมีประสบการณ์กับพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี แต่การมีประสบการณ์กับพระคำของพระเจ้า เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับการเพิ่มความเชื่อวางใจในพระเจ้า

– อ่านพระคำ ฝึกทำตาม สังเกตผลที่เกิดขึ้น >>> นำไปสู่การมีประสบการณ์กับพระคำของพระเจ้า ซึ่งจะมีผลให้ความเชื่อเราของเราเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:42) { ขอบคุณหญิงที่บ่อน้ำ }



[แนวคิด] : (ได้ความลึกซึ้งมากมาย สรุปย่อๆเป็น 3 ประเด็น)

A. การพัฒนาของความเชื่อ

– ความเชื่ออาจเริ่มต้นด้วยการได้ยินคนอื่นพูด แต่จะหยั่งรากยั่งยืน เมื่อเรามีประสบการณ์กับพระเยซูด้วยตัวของเราเอง

B.มนุษย์กับพระเจ้ามองไม่เห็นเหมือนกัน

– ชาวสะมาเรียที่พวกยิวไม่ถือว่าเป็นวงศ์วานอิสราเอลแต่พระเจ้าทรงถือว่าเขาเป็น

– พระเยซูอยู่ในเมืองของชาวสะมาเรียเพียง 2 วัน พวกเขาก็รับว่า “พระเยซู​เป็น​พระ​ผู้​ช่วย​โลก​ให้​รอด​ที่​แท้​จริง”

-แต่สำหรับพวกยิว พระเยซูทรงทำอัศจรรย์ท่ามกลางพวกเขา 3 ปี พวกเขากลับร้องว่า “ขอ​เชิญ​พระ​คริสต์​กษัตริย์​แห่ง​อิส​รา​เอล​ลง​มา​จาก​กาง​เขน​เดี๋ยว​นี้​เถอะ พวก​เรา​จะ​ได้​เห็น​และ​เชื่อ…” มก. 15:32

C. หญิงที่บ่อน้ำ

– “พวก​เขา​พูด​กับ​หญิง​คน​นั้น​ว่า…” ก่อนหน้านี้ เธอต้องแอบๆมาที่บ่อน้ำตอนกลางวัน เพราะอับอายและไม่อยากเจอใคร แต่วันนี้เธออยู่ท่ามกลางชาวเมืองอย่างเปิดเผย และเป็นเพื่อนของชาวเมือง เธอยู่ที่นั่น ชาวเมืองกำลังสนทนากับเธอ และดูเหมือนชาวเมืองจะจดจำได้ว่าเธอเป็นผู้มีบุญคุณต่อพวกเขา ที่นำพวกเขามาให้พบกับพระผู้ช่วยที่แท้จริง

– ชีวิตของหญิงผู้น่าอับอาย เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเธอได้พบกับพระเยซูจริงๆ

[การประยุกต์ใช้]
– วันนี้ พระเยซูเป็นใครในชีวิตของเรา?

– วันนี้ เราได้พบกับพระเยซูอย่างแท้จริงหรือยัง?

– ถ้าเราใช้เวลาสนทนากับพระองค์มากขึ้น ตั้งใจฟังสิ่งที่พระองค์พยายามตรัสกับเราในวันนี้ให้มากขึ้น ชีวิตของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน

– แล้วชีวิตที่ดูเหมือนไร้ค่า ไร้ความหมายของเรา จะกลายเป็นพระพรยิ่งใหญ่ต่อผู้คนมากมาย

– หญิงสะมาเรียที่บ่อน้ำคนนั้นจะรู้ไหมน้อ? ว่า เพราะชีวิตของเธอ เป็นเหตุให้ 2,000 ปีต่อมา ผมขอบคุณพระเจ้ามากมาย

“ขอบคุณพระเจ้า” และ “ขอบคุณหญิงที่บ่อน้ำคนนั้นครับ”

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว ( ยน.4:43) { ก้าวต่อไป }



[แนวคิด] :

– แม้ว่า งานประกาศกำลังเกิดผลมากมายในเมืองสิคาร์ แต่ก็จำเป็นต้องจากไป เมื่อมีสิ่งอื่นบางอย่างที่พระเจ้าประสงค์จะให้พระองค์ทรงกระทำ

– พระเยซูกลับสู่เส้นทางที่ตั้งใจไว้แต่แรก ไปยังแคว้นกาลิลี (ยน. 4:3)

[การประยุกต์ใช้]
– การเกิดผลหรือไม่  การเกิดผลมากหรือน้อย ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่า เราควรจะเลิกหรือทำสิ่งนี้ต่อไป ขณะที่เรากำลังทำบางสิ่งแด่พระเจ้า(รับใช้พระเจ้า) เราควรคอยถามพระเจ้าอยู่เสมอ ว่า “พระองค์ทรงประสงค์ให้เราทำอะไร อย่างไรต่อไป”

– ซึ่งบ่อยครั้ง คำตอบอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคาดคิด แต่จะไปสำคัญอะไร เพราะเราไม่ได้กำลังรับใช้ให้เกิดผล แต่กำลังรับใช้เพื่อให้พระเจ้าของเราพอพระทัย